{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ฟังธรรมต่ออีกสัก 30 นาที ตั้งไว้ 30 นาทีสาธยายพระสูตร ก็เป็นเรื่องของเรานี่แหละ เหมือนกับพระพุทธเจ้าได้ช่วยมีส่วนร่วมกับการใช้ชีวิตของเราให้เกิดพ้นจากพิษภัยต่างๆ แล้วเราก็มาฟังต่ออีก การที่มันเป็นปัจจุบันเราก็นั่งอยู่ที่นี่มีกายมีใจและก็ให้มีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน ในการทำให้ใจและกายของเราพ้นพิษพ้นภัยไป ช่วยกันดูแลรักษาสนับสนุนกัน ก็มีทางเดียวคือการบอกเล่าให้กันฟัง เหมือนกับร่วมกันรักษาชีวิตของเราเหมือนกันหมด เราใช้เหมือนกันมีกายมีใจเหมือนกัน การใช้กายใช้ใจใช้ผิดก็เป็นทุกข์เป็นโทษ เหมือนกันใช้ถูกก็เป็นประโยชน์ เป็นพิษเป็นโทษแก่เราไม่พอ ต้องเป็นพิษเป็นโทษต่อคนอื่น สิ่งอื่น วัตถุอื่น ถ้าเป็นประโยชน์ก็เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง และต่อคนอื่นสิ่งอื่นวัตถุอื่น เราเป็นสัตว์สังคมมีพ่อมีแม่มีผัวมีเมียมีลูกมีหลานมีเพื่อนมีมิตร มีสิ่งของต่างๆเหมือนกัน เดินอยู่บนแผ่นดินกินข้าวกินน้ำหายใจเหมือนกัน เรามาช่วยกันมีส่วนร่วมช่วยกัน ใช้เป็นก็มีประโยชน์ใช้ผิดก็เป็นโทษ เสียหายได้ง่าย เหมือนกับเราใช้รถใช้ลา ถ้าใช้เป็นก็ไม่เสียหาย ถ้าใช้ไม่เป็นก็เสียหาย ดูสำคัญอยู่ที่การใช้และดูแลรักษา การดูแลรักษาสำคัญการจะมีหาได้ก็เหมือนกัน หาข้าวหาน้ำหาเงินหาทองหาได้ แต่การรู้จักรักษารู้จักใช้ไม่ค่อยถูก รักษาไม่เป็นใช้ไม่เป็นก็มี ไปกินเหล้าได้เงินมาซื้อเหล้าซื้อบุหรี่เที่ยวเตร่เร่ร่อน นั่นแหละใช้ไม่เป็น และก็รักษาไม่เป็นไปในตัวเสร็จหมด กินจนผอม ผอมจ้อก้อ ไม่เหลือรายรับมันก็ไม่ดีเท่าไหร่ มันดีที่รายเหลือให้มันสมดุลกัน รายรับไม่ดีเท่ารายเหลือ กินบ่อยเงินหมดเซ็นเชื่อ สิ้นฤทธิ์ไม่เหลือจุนเจือยังเข็น ไว้ใช้จ่ายในคราวจำเป็นนั้นก็คือรายเหลือ ชีวิตของเราก็เหมือนกัน มันหมดความดีก็มีไม่มีอะไรดีที่ใช่ ออกมาทางกายก็เหมือนกายทุจริต ออกมาทางวาจาก็เป็นวาจาทุจริต ออกมาทางใจก็เป็นมโนทุจริต เสียหายหมด ถ้าใช้เป็นก็เป็นกายสุจริตมีประโยชน์ วาจาสุจริตมีประโยชน์ มโนสุจริตมีประโยชน์ ดังที่เราได้สาธยายพระสูตรวิธีใช้ชีวิตของเรา
ตามหลักอริยมรรค สัมมาทิฏฐินั่นเห็นชอบ เห็นอะไรๆที่มันเป็นทุกข์เป็นโทษ เห็นเหตุที่มันให้เกิดทุกข์เกิดโทษ อย่างเช่นเหตุที่เกิดทุกข์เกิดโทษพ้นจากทุกข์จากโทษ เวลาเราปฏิบัติก็เห็นอยู่ เห็นมันหลงมีประโยชน์ไหมมันหลง เหตุที่มันหลงเพราะไม่มีสติ ทำไมไม่มีสติแล้วไม่ประกอบ ทำไมไม่ประกอบเพราะหาเวลาไม่มี ไม่มีความเพียร ก็เลยจนสติแทนที่จะมีก็เลยเกิดความจนไปซะ เหมือนไม่มีเงินเวลาหิวข้าวก็ไม่ได้กินข้าว ก็ไม่รักษาก็ใช้ไม่เป็นมันหมดไป ใช้แต่ความหลง ดูดีๆเวลาเรามาปฏิบัติธรรมมันจะเห็นความหลงต่อหน้าต่อตาเป็นคู่กับความรู้ ก็อย่างที่รู้สึกตัวมันยังหลงมันแทรกซ้อนขึ้นมาก็มันเคยมามันเคยใช้ก็เลยมาใช้มาใช้เรา ใช้ให้เราหลงใช้ให้เราสุขใช้ให้เราทุกข์ใช้ให้เราโกรธใช้ให้เราอะไรต่างๆ มันเคยใช้กายใช้ใจเรามันเป็นเจ้าของ เราจึงมาใช้สิทธิ มันหลงเรามีสิทธิไม่หลง มันโกรธเรามีสิทธิไม่โกรธ มันทุกข์เรามีสิทธิไม่ทุกข์ มามีสิทธิโน่นนี่กัน ให้สัก 100% อย่าให้เป็นสาธารณะเกินไปสำส่อนเกินไป นี่เราเห็นอย่างนี้สัมมาทิฏฐิ เห็นมันหลง เปลี่ยนหลงเป็นไม่หลง สิทธิเห็นมันทุกข์ เปลี่ยนทุกข์เป็นไม่ทุกข์ สัมมาทิฏฐิแหละเนี่ย เหตุมันอยู่ตรงไหนแก้ตรงนั้น เครื่องมือก็มีอยู่แล้วมีสติ เป็นกุญแจดอกเอกเปิดได้ เฉลยได้ทั้งหมดของเรื่อง เรื่องเกิดกับกายกับใจ เฉลยได้ทั้งหมด ไม่มีอะไรติดขัดถ้ามีสติ เดินผ่านไปก็พูดแล้วพูดอีก มันหลงเห็นมันหลง เปลี่ยนหลงไม่หลง พ้นจากความหลงนี่แหละคือสัมมาทิฏฐิ ไม่ต้องไปอ่านหนังสือ พระพุทธเจ้าช่วยเราให้ทำอย่างนี้ มันก็เริ่มปั๊บลงไปเป็นปัญญาแล้ว หาไม่ยากไม่ได้คุ้ยเขี่ยหา เหมือนหาเงินหาทองอาบเหงื่อต่างน้ำกว่าจะได้มา เอาเหงื่อไปแลก แต่ปัญญาอันนี้เป็นอริยทรัพย์ภายในที่มันเป็นทรัพย์ประเสริฐเนี่ย มันเป็นปัจจัตตังทันที ไม่น่าจะขี้เกียจขี้คร้านพลิกมือขึ้นก็รู้แล้วมันหลงก็รู้แล้ว ให้เราขยันตรงนี้ นี่สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป ดำริออกจากทุกข์อะไรที่มันไม่ดีดำริออก ถ้าดำริออกจากความชั่ว เพียรทำความดีจะเรียกว่านักบวชก็ได้ บวชทางจิตวิญญาณ อวัชชะแปลว่าดำริออกหนีจากความชั่วไปสู่ความดี เปลี่ยนหลงเป็นรู้หนีความหลง หนีความชั่วไปสู่ความดีแล้ว เปลี่ยนทุกข์เป็นรู้ว่าหนีความชั่วไปสู่ความดีเป็นความดำริชอบถูกต้องที่สุด 100% เป็นปัญญา ใช้ดูความหลงจริงไหม คงไม่หลงมันจริงไหม อะไรมันเชื่อได้ ความโกรธจริงไหม ความไม่โกรธจริงไหม ความทุกข์จริงไหม ความไม่ทุกข์จริงไหม ใช้ดูสัมผัสดูไม่ต้องถามไถ่ มีสิทธิ ไม่มีคำถามสัจธรรมเรื่องนี้ไม่มีคำถาม มีแต่คำตอบนี่แหละคือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาสัมกัปปะ มันอยู่ที่ไหนก็อยู่ที่เรานี่ ต่อไปก็วาจามันก็อยู่ที่เรานี่ พูดจาชอบ เมื่อเราพูดจาชอบก็เป็นเหตุเป็นเรื่องที่ดีต่อกัน บอกผิดบอกถูกต่อกันอยู่ พูดอยู่นี่แหละพูดจาชอบ ไม่ได้ยกย่องไม่ได้นินทาใคร พูดไปตรงๆตามความถูกต้อง กินเหล้าไม่ดีสูบบุหรี่นั้นไม่ดี พูดอย่างนี้แหละว่าพูดจาชอบ ไม่ใช่ไปยกย่องอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นปิยวาจา อย่าขี้เกียจนะ เราก็ถูกสั่งถูกสอนมาพ่อแม่สั่งสอนเรามา ขยันหมั่นเพียร อย่าทะเลาะว่ากัน พ่อแม่สอนเรา เลี้ยงใจกันมีพี่มีน้องหลายคนยังเอามาสอนตัวเราไม่เหมือนคนทุกวันนี้เลี้ยงลูกเป็นจักรพรรดิได้ลูกคนเดียว ไม่รู้จักแบ่งใคร เป็นจักรพรรดิไปเลยตั้งแต่เด็กๆ ไม่รู้จักแบ่งปัน ไม่รู้จักอะไรไม่ถูกเปรียบเทียบ ไม่มีการช่วยเหลือกัน เลี้ยงน้องเลี้ยงพี่ อะไรได้มาคิดถึงน้องคิดถึงพี่ไม่ค่อยมี ลูกคนเดียว ก็พูดเล่นๆไป นี่สัมมาวาจา สัมมาวาจาพูดจาชอบคือบอกอย่างนี้ พูดเท็จ พูดคำหยาบพูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ ไม่มีประโยชน์ บอกกันจริงๆอย่างนี้ตอนเช้าตอนเย็น การพูดวาจาชอบเป็นศีลแล้วบัดนี้ การตั้งใจชอบ การเห็นชอบ การดำริชอบเป็นปัญญา พอมาพูดจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ เป็นศีลแล้วบัดนี้ หาไม่ยากน่ะ มีสติมันก็เป็นไปเอง มันมีอะไรชอบเกิดขึ้นหลายอย่าง 2 ข้อสุดท้าย 2 ข้อต้นเป็นปัญญา 4 ข้อต่างๆเป็นศีล สัมมาสติเป็นสมาธิแล้วบัดนี้ เหมือนเราทำอยู่เนี่ย “กายากาเยนุปัสสีวิหะระติ” มีสติเห็นกายในกายอยู่เป็นประจำ เป็นสมาธิแล้ว อย่างที่เรายกมือขึ้น รู้สึกตัวเป็นทั้งปัญญาเป็นทั้งศีลเป็นทั้งสมาธิ รวมไปหมดขณะเดียวกันเลย ต้องรักษาสร้างปัญญา ทั้งรักษาทั้งมีศีลทั้งมีสมาธิ เวลามันสุขมันทุกข์เกิดจากกาย ถอนออกมามีสติ เห็นกายในกายเห็นเวทนา คือสุขคือทุกข์เห็นความคิดที่มันเกิดจากจิต สักแต่ว่ามีสติเห็นธรรมที่มันเกิดจากกายจากจิต รูปธรรมนามธรรม ความง่วงเหงาหาวนอน ความลังเลสงสัย ความคิดฟุ้งซ่าน นั่นน่ะเป็นสมาธิเป็นสติแล้ว ถอนออกมามีสติ นั่นแหละสมาธิ ไม่ใช่นั่งหลับตาไม่รู้อะไร มันคิดก็ยัง มันจะหลับก็ปล่อยมันหลับ ไม่ใช่สมาธิ มันดื้อนะมันหลับเนี่ย บอกให้มันรู้นี่มันไม่ยอมมันจะหลับอย่างเดียว ไม่ใช่สมาธิ สมาธิไม่ใช่นั่งหลับ สมาธินี่ยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะมันเห็นของเท็จของจริง สตินี่สมาธินี่ ส่วนสมาธิข้อสุดท้าย มันเป็นการผลงานแล้ว มันร่างมาตั้งแต่ปัญญาศีลแล้ว กว่าจะไปถึงสมาธิมันได้ใช้งานแล้ว มันละอะไรไป
พูดถึงปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เหมือนกับเราฝึกวัวเทียมเกวียน ฝึกช้างฝึกม้า มันหายพยศ เพียงแต่เรานั่งหลังหรือจับสายบังเหียนนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้สอนมันไม่ได้ลากไม่ได้ดึงอะไร เพียงแต่เรากระดิกตัวนิดเดียวก็รู้ เหมือนเราขี่ม้าเวลามันวิ่งเสร็จเรากระดิกขานิดหน่อยมันก็เจ็บ ลุกวิ่งได้ดีอีก พอวิ่งผิดเรากระดิกขานิดหน่อยมันถูกสอนแล้วมันรู้แล้ว เหมือนว่าจะเลี้ยวไปทางไหนเอาเข่าถุถุ ถ้าไม่มีเชือก หรือกระดิกเชือกทางใดที่เราต้องการก็รู้แล้ว บางทีมันรู้กัน เราก็รู้ม้าม้าก็รู้เรา เรารู้วัววัวก็รู้เรา เรารู้ควายควายก็รู้เรา เมื่อเราเทียมเกวียนมันก็รู้เรา มันรู้จักเจ้าของจะแหย่แรงมันรู้จัก บางทีเอาออกจากคอก จูงไป ยกหัวเกวียนขึ้นมันเดินเข้าแล้วแบกทันทีไม่ต้องบอกไม่ต้องจูงมัน มันรู้ว่าเราจะใช้มัน อย่างวัวเทียมเกวียนของน้องชายหลวงพ่อ ตาแป๊ะเนี่ยที่นั่งอยู่ตรงนี้ เอาขนข้าวขึ้นมาจากลานขึ้นมายุ้งให้มันไปเลย ไปถึงบ้านตัวเองเลย นี่แหละมันใช้ได้ สัมมาสมาธิเนี่ยมันใช้งานได้แล้ว ผลงานที่เราฝึกตั้งแต่ปัญญาศีล ตั้งแต่เราสอนกายเฉพาะกาย เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม แล้วก็มาใช้ชีวิตถูกต้อง เห็นศีลนี่คือใช้ชีวิตถูก มันผิดเพื่อให้มันถูก มันทุกข์เพื่อไม่ให้ทุกข์ มันใช้ถูกแล้ว เคยเปลี่ยนหลงเป็นรู้ เคยเปลี่ยนโกรธเป็นรู้ เคยเปลี่ยนทุกข์เป็นรู้ เคยเปลี่ยนอะไรเป็นรู้ทั้งหมดที่มันเคยกับกายกับใจของเรานี่ เราใช้มามันก็เลยเป็น ทำให้มันเป็น มันใช้ให้เป็นมันใช้ให้รู้ ทำให้เป็น การทำให้เป็น เราฝึกตนสอนตนไม่ใช่คนอื่นสอน ไม่ใช่คำสอน หัดเอา กรรมฐานไม่ใช่เรื่องสอนกัน นั่งสอนกัน เอาไปหัดเอา ถ้าไม่หัดมันทำไม่เป็น มีแต่รู้ ถ้าสอนก็สอนได้ ได้ใบประกาศ สติความระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัว ใครก็ว่าได้ แต่อะไรที่สติไม่รู้ตรงไหนรู้ตรงไหน ไม่เคยทำดู การทำต้องเป็นเรื่องของเราเอง พระพุทธเจ้าเป็นเพียงผู้บอก ส่วนการกระทำเป็นหน้าที่ของเธอทั้งหลายภิกษุทั้งหลาย กระทำให้มันเป็นการทำให้เป็นไม่มีใครสอนเราได้นอกจากเราสอนตัวเราเอง หลงก็ไม่ดีรู้อยู่แล้ว โกรธก็ไม่ดีทุกข์ก็ไม่ดีใครก็รู้ แต่เรายังหลงอยู่ยังโกรธอยู่ยังทุกข์อยู่ ความรู้มันใช้ไม่ได้ถ้าไม่เอามาหัด ต้องมาหัดมาฝึกอย่างนี้แหละ ไม่มีวิธีใดที่จะมาสอนชีวิตเราเท่ากับกรรมฐาน จึงมีสถานที่แบบนี้ขึ้นมา เรียกว่าขัดวิปัสสนาธุระให้เป็นธุระ คันถธุระเรียนรู้มาแล้ว ส่วนวิปัสสนาธุระมาฝึกหัด เหมือนการแพทย์หลวงตาไปดูแพทย์เขาเรียนแพทย์ไปผ่าศพอยู่ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ หลวงตาก็เอาศพไปให้เขาแล้วไปมอบให้เขาแล้วตั้งแต่ ปีพ.ศ 2514 แต่บัตรหลวงพ่อมันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้นะ บอกอาจารย์ไพศาลถ้าตายก็ไปแจ้งโรงพยาบาลนะ ให้เขามาเอาศพไปนะ บัตรมันหายไปแล้ว บัตรอุทิศศพ เขาต้องพลิกหนังพลิกอะไรนะปาดดูแล้วดูตำราไป ชำแหละไปตั้งแต่ฝ่าเท้า ทุกๆส่วนของร่างกาย เอาจนแหลกไปเลย เขาก็ไปดูตำราเขาก็ปาดดู ชำแหละดูนะ จนสำเร็จเป็นนายแพทย์เป็นแพทย์หญิง เพราะเขาเรียนรู้เรื่องกาย มันมีเส้นมีเอ็นอยู่ตรงไหน นี่คือทำดูไปทำดูไม่ใช่รู้เฉยๆ ชีวิตเราก็รู้แล้วแต่ว่าทำดูนี่เป็นกรรม การทำเรียกว่ากรรม กรรมมันจำแนกไป กัมมุนาวัตตติโลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมเป็นของจำแนกสัตว์ ทำบาปเองเศร้าหมองเอง ไม่ทำบาปเองหมดจดเอง ความเศร้าหมองความหมดจดเป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะทำคนหนึ่งให้หมดจดหรือเศร้าหมองเป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ จึงจำเป็นต้องมาฝึกหัด ให้มีสติไปในกายอย่างนี้ เป็นประถมชั้นประถม ใครจะเรียนสูงๆมาอย่างไรก็ต้องมาหัดเสียก่อน มาหัดให้มีสติไปในกาย มันก็จะเห็นอะไรเห็นมันหลงนั่นแหละดีแล้ว เห็นมันสุขเห็นมันทุกข์ดีแล้ว เปลี่ยนเป็นรู้ เห็นมันพอใจเห็นมันไม่พอใจ เห็นมันขี้เกียจขี้คร้าน เห็นมันเกิดกิเลสตัณหา เห็นมันโกรธโลภหลงนั่นแหละดีแล้ว เจอแล้ว เห็นมันง่วงเหงาหาวนอนนั่นแหละเห็นแล้ว เปลี่ยนมาเป็นรู้แล้ว ถ้าจะว่ารู้แล้วรู้แล้วก็ได้ ไม่ต้องว่าหนอ อันความรู้ไม่ต้องออกมาเป็นวาจาเป็นเสียง พุทโธก็ไม่ต้องว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้แล้วเหมือนกัน มาฝึกหัดอย่างนี้ จะมีความรู้ขนาดไหนมาก็ต้องมีความโกรธความหลงความทุกข์ความโลภความวิตกกังวลเศร้าหมอง มันไม่ใช่ความรู้ มันต้องมาหัด หัดทำให้เป็น เพื่อเปลี่ยนร้ายเป็นดี เปลี่ยนผิดเป็นถูก เรียกว่าปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมไม่ใช่ๆอะไรที่เปลี่ยน เปลี่ยนร้ายเป็นดี เปลี่ยนผิดเป็นถูก เปลี่ยนทุกข์เป็นไม่ทุกข์ เปลี่ยนที่มันไม่ดีทั้งหลายให้เป็นดีนั่นแหละปฏิบัติ ขยันทำความดี เรียกว่า”ภาวนา” เรามาสร้างจังหวะ 14 จังหวะนี่แหละคือภาวนา ขยันรู้ทุกวินาที นี่แหละภาวนา ไม่ใช้บริกรรมนะ พุทโธ พุทโธ พุทโธ อะระหัง อะระหัง อะระหัง ไม่ใช้ ให้ไปสอนกันตอนป่วยว่าพุทโธ พุทโธ พุทโธ อะระหัง อะระหัง อะระหัง มันก็ไม่รู้เรื่อง พุทโธ พุทโธ มันมีแล้วมีในชีวิตของเราเราหัดไปแล้ว เวลามันหายใจไม่ได้จะมีเสียงไหมพุทโธ มันไม่มี ก็ต้องดูไป จนเห็นมันทุกเรื่องที่เกิดขึ้นกับกายกับใจ จบจริงๆนะ จบเรื่องกายเรื่องใจ มีอะไรอยู่นี่ รู้เห็นหมด ไม่ใช่ไปเห็นที่ไหนเห็นอันที่เกิดขึ้นกับกายกับใจของสังขารเนี่ย ความรอบรู้ในกองสังขารนี้เรียกว่าปัญญานะ อย่างพุทธะเป็นปัญญาเรื่องนี้ ปัญญาเรื่องศึกษาเรื่องศาสตร์เรื่องศิลป์เรื่องวิชาการงั้นเป็นปัญญาอันหนึ่ง ปัญญาพุทธะความรอบรู้ในกองสังขารชื่อว่าปัญญา รักษากายวาจาให้เรียบร้อยเรียกว่าศีล ความตั้งใจมั่นเรียกว่าสมาธิ นั่นคือศีล สมาธิ ปัญญา มันคือเรื่องของกายของใจเรานี้ ปัญญาอยู่ที่ไหนศีลก็อยู่ที่นั่นสมาธิอยู่ที่นั่น ศีลอยู่ที่ไหนปัญญาสมาธิก็อยู่ที่นั่น มันไม่เป็นแถวไม่เข้าแถวมันจับหมุนกลมๆ ไม่ใช่กลมเหมือนหลวงพ่อกลมนะ หลวงพ่อปี ไม่ใช่แบบนี้นะ มันเป็นวงกลม มันกลิ้งนะ เหมือนจักรเหมือนล้อรถ มันหมุน จะว่าศีลก่อนสมาธิก่อนปัญญาก่อนมันไม่ใช่ มันหมุนอะไรไปมันก็ไปด้วยกันนั่นแหละ ปัญญาทำให้เกิดศีล ศีลทำให้เกิดสมาธิ สมาธิทำให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้เกิดศีล หมุนไปอย่างนั้นแหละ ไม่ใช่อันเดียว มันจึงเป็นการกำจัดกิเลส เพราะมันเหยียบไป เหมือนใบมีดแทกเตอร์ที่มันผ่านไป มันก็ทำให้ที่มีคลื่นเรียบลง หรือเหมือนไม้กวาดที่มันผ่านไปก็นำเอาขี้ฝุ่นออก มันเป็นอย่างนั้น คำว่าศีล คำว่าสมาธิ คำว่าปัญญา กำจัดกิเลส มันเหยียบไปก่อน เหมือนเอารถแทรกเตอร์เจาะทางขึ้นเขา ชนก้อนหินไปก่อน แต่รถยังวิ่งไม่ได้ เอารถเกรดเกรดไปทีหลังอีก ก็ยังขรุขระ เอารถบดเหยียบไปอีก เหมือนกับศีลกับสมาธิปัญญานั้นแหละ มันก็จะเรียบแล้ว ศีลกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด มันเป็นอย่างนั้นมันเป็นขบวนการ เหมือนเรา หลวงพ่อเทียนเปรียบเทียบ ว่าเราไปอาบน้ำในห้วย เรียกว่าบุโฮม ต้องลงไปอาบน้ำในห้วย ในห้วยน้ำไหลมาจากที่สูง จากไร่ชาวไร่เขา เขาฉีดยาฆ่าแมลงมาก ตามไร่ฝ้าย แต่จะไปอาบน้ำเลยไม่ได้เพราะมันคัน ลงอาบน้ำในห้วยเลยไม่ได้ ต้องไปขุดทรายฝั่งห้วย เอาขันคนละอันไปควักทรายขึ้นมา ควักลงไปสักหน่อยสักครึ่งศอกถึง 1 ศอก น้ำจะไหลออกมา เมื่อน้ำออกแล้วก็ตักน้ำออก น้ำที่ไหลก่อนมันยังขุ่น ตักออกครั้งที่ 1 ก็ยังไม่ใส ตักออกครั้งที่ 2 หลายครั้งไปน้ำที่ขุ่นก็กลายเป็นน้ำใส นี่แหละปฏิบัติธรรมเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อเทียนสอนพวกเรา เหมือนหลงเหมือนกับรู้ตักน้ำออก หลงทีไรรู้ โกรธทีไรรู้ ปักออกแล้วตักน้ำที่มันขุ่นๆออก ตักออกหลายครั้งหลายคราวอันความขุ่นมันก็ใสขึ้นมา น้ำอันเก่ามันใสได้ อันความโกรธมันเกิดที่จิตใจของเราเมื่อเราเปลี่ยนเป็นตัวรู้มันก็จะใสขึ้นมาจะไม่ขุ่น ไม่มีทุกข์มีโทษ เมื่อตักออกมาหลายเที่ยวแล้วมันไหลออกมาเรื่อยก็ตักออกอีก ไหลออกมาก็ตักออกอีก ไหลออกมาตักออกอีกจนน้ำมันใส พอน้ำมันใสเราค่อยอาบ เริ่มอาบแล้ว ค่อยตักมาอาบ ไปอาบน้ำทีไรก็ทำแบบนั้น นี่แหละคือการปฏิบัติธรรม หลวงพ่อเทียนสอนพวกเราสมัยหลวงตาไปอยู่กุฏิหลวงพ่อเทียนตอนต้นๆ พ.ศ 2509 ถึง 2510เนี่ย พอปฏิบัติอยู่ก็ เอ้อ!เหมือนหลวงพ่อว่าจริงๆนั่นแหละ มันหลงทีไรตักออกอย่าให้หลงเป็นหลง ถ้าปล่อยมันขุ่นอยู่มันก็ขุ่นอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าไม่เปลี่ยนเป็นรู้ มันโกรธก็ปล่อยให้มันโกรธอยู่นั่นแหละไม่เปลี่ยนเป็นไม่โกรธ มันก็ขุ่นอยู่นั่นแหละ มันใช้ไม่ได้จริงๆ พอมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมามันใช้ได้มันใช้ได้ชีวิตของเรามีประโยชน์ไม่มีโทษ ไม่มีโทษต่อคนอื่นจริงๆ นี่คือปฏิบัติธรรม ทำแบบนี้ไม่ใช่อ้อนวอน มีแต่ไหว้มีแต่กราบ บอกให้ปฏิบัติธรรมละไม่เอา มันก็ได้แต่พื้นๆเป็นชั้นประถมยังไม่แตกฉาน ต้องให้เป็นปริญญาชำนาญมาก ชำนาญจนจบ จบแล้วเมื่อไหร่คือไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไรทำมันเสร็จแล้วๆๆ อันเก่าความโกรธอันเก่าความหลงอันเก่าความทุกข์อันเก่าไม่ใช่ของใหม่ มันมีเท่านี้จริงๆ ก็มีกายมีใจเห็นมันหมดอะไรที่เกิดขึ้นรู้แล้ว เลยไม่เป็นอะไรกับมัน มันสุขก็ไม่ได้เป็นสุข มันทุกข์ก็ไม่ได้เป็นทุกข์ มันเป็นอะไรก็ไม่ได้เป็นไปกับมัน มีแต่สติรู้อยู่เสมอ รู้อยู่เสมอ เห็นแจ้งจริงๆไม่มีคำถามว่าเราได้เห็นมาเป็นอย่างไรเราทำแล้วเป็นอย่างไร เหมือนเราเดินทางที่ยาวนาน ไม่ต้องไปถามใคร ไม่ต้องเสียเวลาตัดสินใจไปเลย มันพาไปความถูกมันพาไปความผิดมันบอก ความถูกมันก็บอกไปว่ามั่นใจ เหมือนคนขับรถ ขับใหม่ๆรถจะไปทางหนึ่งเราจะไปอีกทางหนึ่ง เหมือนหัดขี่จักรยานนั่นแหละ มันขี่เป็นแล้วใช้เป็นแล้วมันก็พาไป บางทีก็ทำนายรถข้างหน้าจะไปทางไหนมันทำนายถูก รู้รถตัวเองมันเป็นอะไรรู้จัก ใช้ถูกใช้เป็น ไม่มีทุกข์ไม่มีโทษ ใช้เป็นประโยชน์ได้จริงๆ อันกายใจเรานี้ ถ้าหัดมันใช้ได้ เป็นมรรคเป็นผลถ้าหัด ถ้าไม่หัดก็เป็นนรกเป็นเปรตเป็นอสูรกายเป็นเดรัจฉานได้ มันมีบาปมีบุญชีวิตของคนน่ะ มีสวรรค์นิพพาน มีทุกข์มีโทษมีประโยชน์ ชีวิตของเราก็มีค่าเป็นมนุษย์สมบัติและพร้อมแล้ว พร้อมจะคิดปัจจุบันนี้พร้อมแล้ว เมื่อเราปัจจุบันไม่มีจะไปทำตอนไหน ถ้าไม่มีปัจจุบัน ปัจจุบันคือของจริง พรุ่งนี้ไม่จริง เมื่อวานก็ไม่จริง วันนี้ชั่วโมงนี้แหละมันจริง จะใช้อย่างไร ใช้ได้เลือกใช้ได้ มันมาให้เราใช้จริงๆ ใช้ให้เรามีความรู้ จึงพร้อมแล้วที่สุดเราก็เป็นเพื่อนกันอยู่นี้ มีที่อยู่อาศัยมีข้าวกินมีเป็นมิตรมีเป็นเพื่อนกัน สมควรแก่เวลา กราบพระพร้อมกัน