{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ผู้ถอดคำบรรยาย : Sangdeaun Teeravecharokul
ผู้ตรวจคนที่ 1 :
ผู้ตรวจคนที่ 2
ฟังธรรมกันนะ
บอกกัน ชวนกัน ไม่ใช่สอนนะ
การสอน สอนให้จำ
การบอก เนี่ย บอกให้ทำ
ถ้าไม่ทำ ก็ไม่เสร็จ ไม่แล้วสักที ไปไม่ถูกทิศ ถูกทาง
การบอกนี่ สำคัญนะ เงี่ยหูฟังให้ดีๆ
สมัยหนึ่งหน่ะ นั่งรถไปเชียงใหม่กับหลวงพ่อกวง มันมีเครื่องเรดาร์ มีดาวเทียมบอก
เราไปจากพิษณุโลก จะไปเมืองเด่นชัย เมืองแพร่
รถมันเลี้ยวไม่ถูก มันจะไปสุโขทัย
มันก็บอกว่า ผิดแล้ว เลี้ยวขวา ต้องเลี้ยวมันบอก ต้องกลับขึ้นมา เลี้ยวไปทางขวา จึงไปถึงจุดหมายปลายทาง
อันนี้ก็เช่นกัน จะไปชัยภูมิ
คนขับรถลงหน้าผาไปนู้น ไม่ถูก กลับคืน ถ้าไม่กลับ ก็ไปไม่ถูกชัยภูมิ เนิ่นช้าเสียเวลา ต้องไปแก้งคร้อ จึงกลับ
ปฏิบัติ คือ บอกแล้วต้องกลับ
แต่ว่า สำคัญที่สุด คือ เราเนี่ย เป็นผู้กลับ
ถ้าบอกแล้วไม่กลับ มันก็ไม่มีประโยชน์อันใด
มันหลง กลับมา ไม่หลง รู้สึกตัว
ถ้ากลับอย่างนี้ ไปถูก
ความหลง ก็อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายด้วย
ความทุกข์ กลับมา เห็นมันทุกข์
ครั้งที่ 1 อาจจะยังไม่ชัดเจน แต่กลับบ่อยๆ มันก็ แทบจะไม่มีความทุกข์
เพราะมันเคยชิน มันเห็นแล้ว
มันเห็นนี่ สำคัญนะ
เห็น คือความรู้สึกตัว
เห็น จากสติ เนี่ย ไม่ใช่เห็นจากตา
มันฝืนไปไม่ได้
ถ้าเป็นหน่ะ มัน มันหมด ไปแล้ว
ก็จะเรียกว่า ชีวิตก็หมดไปแล้ว
ชีวิตไปเป็นสุข ชีวิตไปเป็นทุกข์ เป็นเช่นนั่น
ถ้ายังมีหลง ไม่เห็นหลง
หลง ก็ยังอยู่ ไม่แล้ว ไม่เสร็จ
ก็ทุกข์ ยังเป็นทุกข์อยู่ ไม่เห็นทุกข์
ทุกข์ก็ยังมีอยู่อีก ไม่แล้ว ไม่เสร็จ
อะไรก็เหมือนกันหมด
มีความผิด มีความถูก
มีความผิด ไม่เห็นมันผิด ไม่กลับ
ไม่เห็นชัด มันก็ยังผิดอยู่
มันง่วง ไม่เห็นมันง่วง
เป็นผู้ง่วง ไปเลย
โอ้ย ง่วงอยู่นั่นตลอดเวลา
แค่เห็นมันเนี่ย
ให้มันชัด ตรงที่มัน จะเป็น เนี่ย ให้เห็นน่ะ ตรงเนี่ย
ให้สีมันรุนแรงสักหน่อย
มันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว
ยังลังเลสงสัย
ความง่วงเหงา หาวนอน
ความสำคัญมั่นหมาย
อะไรต่างๆที่มันเป็นไป จนจบเรื่องจบราว
มัน มันก็ ยังไม่เสร็จ
ได้เห็น แล้วก็ ปฏิบัติ
ปฏิบัติโต้ตอบ แรงๆสักหน่อย
ไม่ใช่ ผิดแล้ว
เสียงความผิด มันก็ดัง ถ้ามีสติ
เสียงความถูก มันก็ดัง
เสียงความสุข ความทุกข์ มันก็ดัง
แต่ถ้า ไม่มีสติ
ด้านนะะตรงนี้ล่ะ จะด้านซะหน่อย ไม่ค่อยดังหรอก ไปซะแล้ว
แสดงว่าหลง
หลงสุขน่ะ มันหลง มันเงียบ ไม่ได้ยิน
มันก็เลย ไม่แล้วซักที
เมื่อไม่แล้ว การงานก็ยุ่งเหยิงสับสน
อะนากุลา จะ กัมมันตา
การงานยุ่งเหยิงสับสน ไม่เสร็จ ไม่แล้วสักที
ยังมีอยู่
หลงจนตาย
ทุกข์จนตาย
โกรธจนตาย
ง่วงเหงา หาวนอน
ฟุ้งซ่าน
ลังเล สงสัย
เป็นอยู่เช่นนั่น
มันก็ต้องจบกันนะ ให้มันแล้ว มันแล้วอย่างเนี่ย มันแล้วได้
ปฏิบัติมันศักดิ์สิทธิ์ เคยพูดแล้ว พูดอีก
จึงชวนกัน
ทำให้กันก็ไม่ได้
ก็ชวนกันเอา
ถ้าเราหลง
ไหล เข้าไปหลง
แล้วเปลี่ยนหลง เป็นไม่หลง
ใจก็เคยเปลี่ยนมาแล้ว
แต่อย่างเรา เปลี่ยนหรือยัง
เวลาวันหลง
เวลามันสุข
เวลามันทุกข์
แล้วเรายังไม่เปลี่ยน ก็ไปไม่ทันเขาแล่ว
ถ้าจะเอาอย่างคนอื่น ก็เอาอย่างนี้หละ
คนอื่น เขาก็
เปลี่ยนหลง เป็นไม่หลง
เปลี่ยนทุกข์ เป็นไม่ทุกข์
เขาทำอย่างนี้กัน
เขาตามรอยยุคลบาท
ตามรอยพระพุทธเจ้า
ตามรอยเหล่าพระสาวก
ยังมีรอยให้เราเห็นอยู่ ไม่จน
บอกผิด บอกถูก แก่เรา
โดยเฉพาะ ถ้าเราปฏิบัติเนี่ย
มันเป็นกอบเป็นกำ ขึ้นมาจริงๆ
เมื่อมัน ทำ มันก็แก่กล้า
แก่กล้า ทนทาน ไม่เปราะบาง
ยาก ที่จะหลง
ถ้ามันเปราะบาง หลงเป็นหลง
มันอ่อน สติอินทรีย์มันอ่อน
ไม่หลงเป็นหลง มันอ่อน
มันขาดไปแล้ว เหมือนยอดไม้
มันขาดแล้วก็ก่อขึ้นใหม่
มีอะไรสัมผัสอีก ก็ขาดอีกไป
มันอ่อนอยู่นั่น ตลอดเวลา
ให้ทนๆสักหน่อย
มีเยอะแยะ หาอุบาย
ที่จะต้อง ให้มันเข้มแข็ง
สิ่งแวดล้อมที่ดี
เป็นสิ่งแวดล้อมของ อินทรีย์ หรือพลัง แนวร่วม 5 อย่าง 6 อย่าง ก็ไม่เปราะบาง ไม่ขาดง่าย
หลายอย่าง ที่เราจะเลือกมาใช้
ที่เราจะหามาใช้
ปัญญา ต้องแทรกตรง ทุกพื้นที่
มองแง่ มองสองแง่ สองมุม
อย่าเพิ่ง ด่วนรับ
อย่าเพิ่ง ด่วนปฏิเสธ
เอาไว้ก่อน
อย่าเพิ่งตัดสินใจหุนหันพลันแล่น วู่วาม เกินไป
ยับยั้งชั่งจิต ดูหน้าดูหลัง
แม้แต่คิด ก็ดูเสียก่อน
จะพูด ก็ดูเสียก่อน
ทำ ก็ดูเสียก่อน
จนมันคล่องแคล่ว ชำนิชำนาญ
มันจะ เข้มแข็ง และเป็นศิลปะ
เคยทน มันก็จะทนเรื่อยไป
ถ้าไม่รู้จักทน มันก็จะอ่อนแอเรื่อยไป
บางทีก็ ไปไม่รอดนะ
เช่น พวกเราที่อยู่ที่นี่
มันอยู่ปลาย ปลายสายไป
ปลายสาย กว่าจะมาถึงเราก็ ก็ ไม่ค่อยจะแข็งแรง
และยิ่งใช้เครื่อง ใช้ไฟฟ้าก็เสียหายง่าย
แต่พอเครื่องสูบน้ำ มันทำให้อ่อน
เวลา มันหมุนเนี่ย
มอเตอร์
มันมีไฟ แกนไฟ มีโพรปไฟ
ไฟมันดูด มันก็หมุน
มันมีแรงไฟ มันก็หมุนเร็ว หมุนเร็ว มันไม่เสียง่าย
แล้ว
ไฟมันอ่อน ก็หมุนช้า หมุนช้าไป ก็เบียด มันก็ช๊อตไปเลย
โดยเฉพาะเครื่องสูบน้ำ
มันช้า
สติ เมื่อมันช้า ไม่ไว ไม่หัดให้มันไว
มาไวๆ มันไม่ไวสักที
ผลที่สุดก็หลง เป็น หลง อยู่เช่นนั่น
ซ้อมใหม่
ซ้อมทีหนึ่ง ก็ต้องหงาย หลายครั้ง
โดยที่มันจะหลง เป็นรู้
ความรู้ ก็ไม่ชำนิชำนาญ สักที
อาจจะ ชำนาญในความหลง
มีส่วนที่จะทำให้เรา สะดวก
มีส่วนที่จะทำให้เรา ไม่สะดวก
ถ้าเรารู้จัก ย่อยแยก หรือ ธัมมวิจยะ
สอดส่อง หาอุบาย อะไรต่างๆ
เช่น ความง่วง ถ้าเราไม่มีอุบายไว้เลย มักจะสู้ไม่ได้
เป็นปัญหาใหญ่
ลืมตาไม่ขึ้น หมดเรี่ยวหมดแรงก็ได้
ถ้าเราสู้ สักหน่อย
อุบายอื่นๆ
บางอย่างไม่ต้องสู้
นี่ วางอย่างอื่นไปก่อน
ทิ้งไปก่อน
อันสิ่งที่มันทิ้ง มันกลายเป็นเรื่องดี
อย่าไป เอามาเป็น ภาระ
ทำอย่างอื่นไปก่อน
เช่น มันง่วง
อย่าไปสู้กับความง่วงโดยตรง ทำอันอื่น เบนออกไป
มีตา ก็ดูออกไป
มีหู หรือมีใจก็คิดเอาออกไป สักหน่อยก่อน
คิดตลกๆ สักหน่อยก่อน
คิดดีๆ สักหน่อยก่อน
หรือแผ่เมตตา
ตั้งใจ คิดถึง คุณพ่อคุณแม่
คิดถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แผ่เมตตา
อะไรสักหน่อยก่อน ให้มันออกไป
อุบายหลายๆอย่าง หามาใช้
เครื่องมือ ในการที่ต่อสู้ กับปัญหาต่างๆ
เช่น อย่างพระพุทธเจ้าหน่ะ
มาร มารมันไล่หนีจากต้นศรีมหาโพธิ์ เขาว่า เป็นของเขา
พระพุทธเจ้าก็บอกว่า
มารก็บอกว่า “อะไรเป็นหลักฐาน ที่ว่าเป็นของ ของท่าน อะไรเป็นหลักฐาน”
พระพุทธเจ้าก็พูดว่า
ชี้ใส่แผ่นดิน “เรามานั่งอยู่นี่ มาที่แรกไม่เห็นใครมาอยู่ ไม่เห็นใครมาอยู่ จะหาคนเป็นเพื่อนสักคนไม่มีเลย”
ชี้ลงไปที่แผ่นดินนี้ “แผ่นดินนี้รู้จักเรา เรามานั่งอยู่ที่นี่ ไม่เคยเห็นท่าน เรามาปูหญ้าคาลงตรงนี่ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
แผ่นดินนี่เหละ เป็นสักขีพยานแก่เรา”
ดูซิ ต้องมี ความแยบคายอะไร หลายๆอย่าง
ที่จะมา ท่านถึงว่า ต่อสู้ สู้ เพื่ออิสรภาพ เพื่อความเป็นธรรม ให้กับชีวิตเรา
มันสนุกน่ะ ปฏิบัติธรรม
ผิด ก็เป็นเรื่องสนุกไปเลย จะว่าอย่างไง
ทุกข์ ก็เป็นเรื่องสนุกไปเลย
เจ็บ ก็เป็นเรื่องสนุกไปเลย
หรือมันจะตาย ก็เป็นเรื่องสนุกไปเลยนะ
ทิ้งมันเลย
การเอาทิ้ง มันดีนะ
เช่น ความเจ็บ ทิ้งมันไปให้หมด เอาไว้ทำไม
ถือมัน ทิ้งมันได้แล้ว ทิ้งไปก่อน
หายใจไม่ได้ ก็ทิ้งมันไปเสีย
ทิ้งมันไป ก็ทิ้งจริงๆ
ไม่ได้รู้สึกว่า หายใจหรอก
นานเท่าไหร่ไม่รู้
เอ้า หายใจอีกสักหน่อย ก็ไม่ได้
หายใจอีกสักนิดหน่อย ก็ไม่ได้
ทิ้งอีก ทิ้งไป ทิ้งมา
กลายเป็นเรื่องดีนะ
ผลที่สุดมันก็ ใช้ได้
การเอาทิ้งเนี่ย
ในลักษณะของ ความยาก ความง่าย ก็ทิ้งดูซิ มันจะใช้ได้
ความยาก ก็ใช้ได้
ความง่าย ก็ใช้ได้
สะดวกในความง่าย
ความยาก ก็สะดวกในความไม่ยาก สะดวกในความไม่ยาก
ความผิด ก็สะดวกในความไม่ผิด
ความทุกข์ ก็สะดวกในความไม่ทุกข์
ความหลง ก็สะดวกในความไม่หลง
ตัณหา ก็สะดวกในทางทำให้เกิดปัญญา นะ
ปฏิบัติธรรมน่ะ มันมี กัลยาณธรรม กัลยาณมิตร
คบ บัณฑิต
คบ คนพาล
อยู่ในตัวเรานี่แหละ
เลือกคบได้
กัลยาณมิตร คืออะไร
พูดแล้วพูดอีก
ความหลง ไม่เป็นธรรม
ความไม่หลง เป็นธรรม
แยบคายที่สุด ชี้ลงไป มั่นใจลงไป
อย่าทำ ผิวๆเผินๆ นะ
ไม่ใช่ สุ่มสี่ สุ่มห้า ลูบๆคลำๆ ไม่ชัดไม่เจน
สัมผัสให้มันชัดเจน ว่า
หลง เป็นยังไง
ไม่หลง เป็นยังไง
ความทุกข์ เป็นยังไง
ความไม่ทุกข์ เป็นอย่างไร
ให้มันชัดเจน
ให้สัมผัส
สัมผัสนี่สำคัญนะ
ปฏิบัติธรรม หน่ะ
สัมผัส ไม่ใช่เกี่ยวกับ รูปธรรม นามธรรม
เราฝึกอยู่นี่ มันฝึก นามธรรม
แต่อาศัยรูป เป็นนิมิตร เป็นเป้าหมาย เป็นที่ตั้ง
แต่มุ่งไปสู่ นามธรรม
เช่น เราสร้างสติ เนี่ย
ก็ทีแรก ก็ ดูกายไป
ต่อไป ต่อไป มันไม่ได้สนใจเรื่องกายหรอก
มันคอยแต่ดู ที่มันอารมณ์ อะไรที่มันเกิดขึ้นมา
มันจะค่อยรู้ ไปนู้น
เนี่ย แม้แต่มันคิด เราก็ไม่ได้ไปดูมัน ดูกายเล่นๆ ไป มันก็เห็นความคิด
เนี่ย เห็นอะไรต่างๆที่เกิดจาก ความ คิด เป็นนามธรรม
เห็นชัดกว่า เห็นกายอีกซะด้วย
ถ้าจะพูดถึง ตัวอยาก
ตัวหนักที่สุด คือ มันคิด นี่หล่ะ
เป็นกรรมตัวที่หนึ่ง หมายเลข 1 หล่ะ
มันจะเห็นชัดกว่า การเคลื่อนไหวเนี่ย
การเคลื่อนไหวมันก็ เป็นของเปลือกๆ
ถ้าเป็น กรรม ก็เป็น จำเลย
ถ้าเป็น จำเลย ก็เป็น จำเลย ที่ 2 ที่ 3 นู่น
จำเลย หมายเลข 1 คือ นามธรรม
เป็นความคิด มันเกิดจากความหลง
เป็น เช่น ความคิด
เมื่อคิดแล้ว มันจึงมาเป็นคำพูด
เมื่อคิดแล้ว จึงมาเป็นการกระทำ
ในความคิด ที่มันหลง คิดขึ้นมา มันจึงเป็นอกุศล
กว่าที่มันเป็นการแสดงออก เป็นปรับ เป็นตัวบทกฏหมาย มาทำปรับ ตั้งแต่ รู้แต่วาจา แต่กาย แต่วาจา
แต่จิตใจไม่ได้ปรับ
แต่ตัวกรรมอยู่ที่นู่น
เราปฏิบัติธรรมหน่ะ จับต้นตอ ตรงนี่ได้ นะ
เห็นตัวที่มัน คิด
เห็นที่มัน หลง
มันเกิดอะไรขึ้นมาหน่ะ มับ ทันทีเลย
มันจะผิดได้ไง
พอมันคิดขึ้นมา ก็รู้แล้ว
มันจะขยันตรงนี่แหละ
ง่ายๆตรงนี่ล่ะ
มันถึงว่า ปวดขา ปวดแขน เหนื่อย เมื่อยล้า ง่วงเหงา หาวนอน จะไม่ค่อยมีแล้ว
เมื่อมาดูภาวะที่เข้าไป
ดูด้านใน เห็นหน่ะ มันทำไปเข้า
มันจะ มันจะเป็นเรื่องที่ ประเมินผล ได้แล้ว
ได้ทำแล้ว มันก็แล้ว มันก็แล้ว
ทำอย่างนี้ มันแล้วไปเองได้อีกหลายอย่าง
เพียงแต่เห็นมันคิด
กายก็ไม่ได้ทำ
วาจาก็ไม่ได้พูด
ไม่ได้เป็น ไม่ได้เป็นกรรม ทางกาย ทางวาจา
พอมันเห็นตัวนั้น ตัดต้น ตัดน้ำ
ตัดไฟเสียต้นลม พูดไม่ถูก
ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเหรอ เหอะๆ
มันก็ ไม่ ไม่รู้เปล่า เลยง่ายๆ นะ
เนี่ย การทำแบบนี้ ไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งสิ้นเลย บอกเลย
เขาจะยกมือซ้ายจับจังหวะ
เขาจะเดินจงกรม
ก็เป็นเรื่องของคนอื่นไป
แต่เราเนี่ย อยู่ที่ไหน เดินอยู่ที่ไหน ไปอยู่ที่ไหนก็ตาม
การรู้นี่ เป็นกิริยาเฉยๆ ตัวมันเป็นกรรม มันเป็น นามธรรม เอา เลยเป็นการสะดวก
ไม่ต้องหา สถานที่ นะ
จะนอนอยู่ก็ได้
นั่งอยู่ก็ได้
จะทำอะไรก็ได้
ไม่มีอิริยาบถ เอ่อ ที่เป็นนามธรรม หน่ะ
ถ้าเราจับหลักนี้ได้แล้ว
นี่แหละคือชีวิต จะได้ชีวิตกลับมา
ชีวิตกำมือเดียวเรา กำมือ เดียวจริงๆ
แล้วไม่ มาก ไม่มาก
เหมือนพระพุทธเจ้าว่า กำมือเดียว
เปรียบเทียบใบไม้ในป่ากับ ใบไม้กำมือ ในกำมือของพระพุทธเจ้า
อืม คือมัน ไม่เสร็จ
เห็น ก็เสร็จ
ตามีตา มีตา เห็นรูป เห็นแล้วก็จบ
หูได้เสียง ก็ได้ยินเสียง เห็นเสียง แล้วก็จบ
ได้เป็นประโยชน์ ได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ด้วย เป็นฐาน
เป็นฐาน
ตา ก็เป็นกิริยา
หู ก็เป็นกิริยา
กาย ก็เป็นกิริยา
ไม่มีกรรม
เกิดกายกรรม 3 วจีกรรม 4 มโนกรรม 3 เรียกว่า วศิน เกิด
เรียกว่า กุศลกรรมบท 10 ต้องรักษา ต้องใส่ใจ
เหมือนกับ เคยเล่าให้ฟัง
กรง 5 ซี่
กรง 10 ซี่
กรง 8 ซี่
ในที่สุด กรงซี่เดียว อยู่หมัดก่อน
ก็เลย สรุป ปฏิบัติธรรม มันสะดวกไปหน้านะ
น่าจะ เปลี่ยน กลับมา
ทีแรกก็ต้อง ทำเสียก่อน
มีกรรม
มีที่ตั้ง
มีการกระทำ
ถ้ามันเป็นอย่างนี้ มันต้องเสร็จแน่นอน
เหมือนคนทำงาน มีงาน งานต้องทำ
เวลาทำงาน ไม่ใช่ เพียงแต่พูดว่าทำงาน อย่างนี้เรื่องเดียว
เวลาทำงาน เกิดอะไรขึ้นในขณะที่ทำงาน
เหมือนกันเราเดินทาง การเดิน จากนี่ไปนู่น พูดอย่างนี้ ดูแผนที่
ห่างจาก เราจะเดินไปกี่ กม. จากนี่ไป
นี่เป็นคำพูด
แต่เวลาเดินมันเกิดอะไรขึ้น เกิดอะไรขึ้น เวลาเดินนั่น
เหนื่อย เมื่อย ล้า
แดดร้อน ฝนตก หนาว
แดดออก ก็ร้อน
หิว ก็หิว
ปวด ก็ปวด
ปวดขา ปวดแขน
เดิน วันแรก นอนพัก อาจจะลุกไม่ขึ้น
วันที่สอง ต้องต่อไปอีก
มันจะแข็งขึ้น แข็งขึ้น
ผิวหนังที่ตากแดด ก็หาย หายร้อน มันปรับตัวได้
แต่ก่อน ยาก
เหนื่อย ก็ยาก
แดดออก ร้อน ก็ยาก
ฝนตก หนาว ก็ยาก
มองหน้า มองหลัง
พักผ่อนให้สบายดี
ทำไมจึงเดินอย่างนี้
ทำไม ไม่ขึ้นรถ
บางทีก็ สารพัดที่จะเอามาอ้าง
เหมือนคน ทำนา ไถนา ปักดำนา
ฝนตก หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน
เอาสันหลัง ใส่แสงแดด
เอาสันหลัง ใส่ฝน
เวลามันถูกแดด เป็นยังไง
เวลามันถูกฝน เป็นยังไง
มือก็ไม่ใด้อยู่นิ่งๆ
ต้องจับรวงข้าว มาปัก
บางทีหัวแม่มือนี่ มัน แสงก็ต้อง เก็บ เมื่อยมือ
นิ้วมือ เล็บมือ ต้องออก
มัน ปักดินแข็งๆ ไปถูกหอย ถูกหนาม ถูกอะไรต่างๆ
ทั้งมือ ทั้งขา น้ำกัดเท้า เป็นผื่น เปื่อย เจ็บปวด สาระพัดจะ นั่นเป็นเรื่องที่จะเอามาอ้างไม่ได้
ถ้าเอา สิ่งนั้น มาอ้าง
ทำไม่ได้
ทำไม่สำเร็จ
ปฎิบัติธรรม ก็เหมือนกัน
เอาความง่วง มาอ้าง
เอาความคิด มาอ้าง
อาจารย์นั่น เป็นอย่างนี่
อาจารย์นั่นนี่ เป็นอย่างนั่น
ชอบอย่างนั่น
อย่างนี่ ไม่ถูกกับนิสัยกับเรา
อย่างนั่น ถูกกับนิสัยกับเรา
น่าจะเป็นอย่างนั้น ไปหลายๆอย่าง
เอาเรื่องอื่น มาประกอบ
นี่ก็ เรียกว่า ยังไม่เสร็จเลย
แต่ใคร จะเป็นยังไง ก็ตาม
เราจะต้อง เจริญสติ เมื่อเจริญสติ ก็เจริญสติเรื่อยไป
เวลานี้ ไม่ใช่มาคิด เอาความคิด เอาอะไรมาอ้าง เพื่อให้หยุดการเจริญสติ
ตัดไปก่อน
จะคิดอะไร จะทำอะไร เกิดขึ้นรู้ไว้ก่อน
แม้ยุงกัด ก็ ก็เอาสติมาไล่ยุง ได้
มันปวดขา จะพลิกข้างซ้าย ข้างขวา ก็มีสติ
ให้ปวดไป
ให้มีสติ
การเปลี่ยนอิริยาบถ ไปกับสติ
ไม่เอายาก
ไม่เอาง่าย
ไม่ลำบาก
ไม่เอาสะดวก
เปรียบเทียบ
เรา นั่งไม่ทน คนนั้น นั่งทน
เข่า ไม่ดี
ขา ไม่ดี
เอว ไม่ดี
ประสาท ไม่ดี
สารพัดอย่าง ที่จะอ้าง เพื่อเข้าข้างตัว
ไม่ต้องอ้างมันแหละ
ตัด ตายเป็นตาย เข้มแข็งสักหน่อย
หัดให้เข้มแข็ง ก็เข้มแข็งนะ สติเนี่ย
หัดให้อ่อนแอ ก็อ่อนแอ สติเนี่ย
ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่ดี ก็ งอกงามไม่ได้ จึงสนุกๆไป
ลองเดินดูซิ สักยี่สิบวันดูซิ จะเป็นยังไง
หลวงตาเคยเดิน วันแรกหน่ะ ขาแตกเลย โคนขาแตก
เพื่อนไม่เป็นไร
ก็ขอออกมา ขอออกมาพักสักหน่อยก่อน เดินไม่ไหวแล้ว แสบโคนขาหมดแล้ว ขาแตก
แล้วเพื่อนก็หัวเราะ พาพัก หาที่พัก หาป่า ปักกลด
พอพักแล้ว กระดุกกระดิกไม่ได้ แสบ มันแตกหน่ะ มัน น้ำเหลืองมันแห้งหน่ะ มันติด เวลาจะลุกหน่อย โอ๊ย เจ็บ
จะไปไหวไหมน้อ ไหวไหมน้อ
เจ็บเหลือเกิน เจ็บเหลือเกิน
เอา ความเจ็บ ไม่ไหวซะแล้ว
ไม่ได้ ไป
ลุกขึ้นมา แล้วก็เดินไป
เจ็บ เจ็บ เจ็บก็ทนไป เจ็บทนไป
เอาไป เอามา มันก็ มันก็เข็มแข็ง
แม้เจ็บ ความเจ็บมันก็เข้มแข็ง
แม้มีแผลที่ มันขาสีกันหน่ะ
แต่ก่อนก็อ้วนกว่านี้นะ ฮะๆ
มันก็สีกัน มันก็เจ็บ ไปๆมาๆมันก็ด้านนะ
ด้านของมันน่ะนะ
นี่ถ้าเราใช้มันหนะ โดยมีกำลังใจเข้าไปสู้มันนะ
มันไม่ มันไม่ เก่งขนาดหนัก
กิเลส 1,500 ตัณหา 108 มันสารภาพได้
นะ เข้มแข็งสักหน่อย
มันไม่ประสาอะไรนะเนี่ย น่าจะชนะได้ด่านแรกเลยนะเนี่ย
ตั้งแต่ กายานุปัสสนา มีแต่เห็นกาย ก็บอกแล้วว่า กายสักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ เรา ตัวตน เราเขา
ยากหรือไม่ใช่ยาก เป็นสักกายทิฎฐิ เป็นตัวเป็นตน
เอาความยาก มาเป็นความยาก
เอาความง่าย มาเป็นความง่าย
เอาความผิดความถูก มาเป็นความผิดความถูก
ลองดูซิ แยบคายนะ
เบื้องต้นเนี่ย เบื้องต้นเนี่ย คิดทางเบื้องต้น ให้มันชัดเจนซะก่อนน่ะ
มันจะไม่ยาก มันจะสะดวกนะ
แม้จะแสดง ถึงความยาก มันก็ไม่ยาก มันไม่ออก ไม่ไหว
เป็นตัว เป็นตน
เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้
เราเป็นอย่างนั้น เราเป็นอย่างนี้
กูชอบ กูไม่ชอบ
หายหมดเลย ตั้งแต่ ด่านแรกด่านนั่น
ทำไม มันจะไม่ เป็นไปไม่ได้
อย่างพระ อริยบุคคลเบื้องต้น หน่ะ
มันด่านจริงๆนะเนี่ย มันตรงเข้าไปตรงนี้จริงๆนะ
กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เนี่ย
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
จิตตานุปัสสนาปฎิปัฎฐาน
หมดตัวเลย จับ ไม่จับได้ไล่ทัน จะเอาสิ่งที่มันเป็นตัวเป็นตน มัดจุกเลยหน่ะ
ถ้าใส่ใจ มีความเห็น ทำในใจ ให้แยบคาย เหมือนพระพุทธเจ้าแสดงไว้ ตรงนี่
มันจะไม่ผิด
มันจะไม่ยาก ไม่วกไม่วน
มันแสดงกี่ครั้ง กี่หน เรื่องกาย เนี่ย
มันแสดงอะไรที่มันเคย เป็นตัว เป็นตน ทิฏฐิมานะ มันจะไปไม่รอดดอก
ถ้าเราได้หลัก 3 อย่าง นี่
นี่ขออย่า ขออย่าเป็นเพื่อนกันนี่
ใครก็เหมือนกันนั่นแหละ ไม่ต่างกันหรอก
เหมือนกันหมด เหมือนกันหมดเลย
ถ้าจะเอาทำผิด ก็เหมือนกันหมด
ถ้าจะทำถูก ก็เหมือนกันหมด
ไม่ใช่คนละอย่าง
ความเห็นผิด ก็เหมือนกันหมด
ความเห็นถูก ก็เหมือนกันหมด
ตรงที่หลง ไม่หลง ก็เหมือนกันหมด
คนที่หลง เป็นผู้ เป็นคนหลง ก็เหมือนกันหมด
ไม่ต่างกัน
แต่เราจะจัดการกับตัวเรา ยังไง เป็นเรื่องของเราต่างห่าง
เราจะต้อง พัฒนาชีวิตของตนเอง ทำเอง
ในสรุปธรรมนะ
กรรมฐาน นี่ เป็นการที่ทำ ที่ชอบที่สุด
มันเสร็จ เป็นกอบ เป็นกำไปจริงๆนะ
มันจะไม่มีอะไรจริงๆ
ความยาก ความง่าย
ความผิด ความถูก
ความสุข ความทุกข์
สมหวัง ไม่สมหวัง
อกหัก ทุกข์กาย เสียใจ จะอะไรต่างๆ หมดเลย
มีแต่ภาวะที่ ไม่เป็นอะไร กับอะไร
ชีวิตเลยสะดวก เป็นชีวิตที่สุดยอด
งานมันเสร็จ งานมันเสร็จ ก็จะเป็นเช่นไร
มีสิทธิ นั่งๆ นอนๆ เล่นก็ได้
มีสิทธิ ไม่นั่ง ไม่นอน จะทรมานยังไงก็ได้
ใช้สิทธิ อันชอบธรรม เกี่ยวกับกาย กับใจ นี้
ไม่ให้มีปัญหา
ไม่ให้มีภาระ
จะมีโลก อยู่ใน กี่โลกก็ตามเถอะ
ถ้าได้ทำจบ เรื่องนี้ไปแล้ว ย่อมไม่ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องแปลก อยู่ที่ไหน ก็ไม่มีเรื่องอะไร
นี่คือ ปฏิบัติธรรม ให้เราได้ ใส่ใจสักหน่อย
เวลานี้ โอกาสนี้ กาลนี่แหละ เหมาะที่สุด
ชีวิตเราก็ยังไม่ มีอะไรที่ ขวางกั้นให้เรา ไม่มีความรู้สึกได้
ยกมือขึ้น ก็รู้
แม้ที่ เอาความรู้จากกาย ก็รู้
มันเกิดอะไรขึ้นกับ นอกกาย ที่มันเป็นเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ ก็รู้
อันเดียวกันหมด
สติ ไปรู้เรื่อง กาย
สติ ไปรู้เรื่อง จิตใจ อาการต่างๆ
เห็นหมดนั่นแหละ สะดวกที่สุดแล้ว
อยู่ในกำมือเรานี่แล้ว อย่าไปท้อถอย นะ
อันนี้ก็ พูดสู่กันฟัง เพื่อเอาไปทำ
เอ้า ใครหลง นั่นแหละ งานเรา ดีแล้ว
เปลี่ยนให้มัน รู้
เปลี่ยนได้ทุก ทุกโอกาส
สะดวกที่สุด
เปลี่ยนหลง เป็นรู้
เปลี่ยนทุกข์ เป็นรู้
เปลี่ยนสุข อะไรต่างๆ มันสะดวกกว่างานทุกอย่าง ไม่เกี่ยวกับเหตุ ปัจจัยอะไรต่างๆ มันก็ทำงาน ทำการมันเอง นะ
สมควรแก่เวลา
พวกเราก็กราบพระพร้อมกัน