{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ผู้ถอดคำบรรยาย : prapimpan Uthaithan
ผู้ตรวจคนที่ 1 : Aramboy Watsanamjai
ผู้ตรวจคนที่ 2
พูดกับทุกท่านพูดกับทุกคน เราเป็นคนคนเดียวกัน มีกายมีใจเหมือนกัน มีรูปนาม มีรูปทุกข์ มีนามทุกข์ มีรูปโรค มีนามโรค มีรูปสมมุติ มีนามสมมุติ มีบุญมีบาป มีนรกมีสวรรค์ มีนิพพาน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับชีวิตของคนเรานี้ เราจึงมีการศึกษา
ดังที่เราสวด “มงคล 38” อะไรที่เป็นมงคล ที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ร่วมโลก ทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นมงคลอันสูงสุด ถ้าเราไม่หามงคลมาใส่ตนเองก็เดือดร้อน จึงมีการศึกษา ฟังธรรมตามกาลตามเวลา ได้ยินได้ฟังเอาไว้ สิ่งที่ไม่เคยได้ยินก็ได้ยิน สิ่งไม่เคยได้ฟังก็ได้ฟัง บรรเทาความสงสัยเสียได้ จิตผู้ฟังย่อมผ่องใส ทำความเห็นให้ถูกต้องได้ อาศัยการฟังนี้ จากคนอื่นพูดให้ฟัง จากเราทำดูเอาเองบ้าง สอนตนเองยังไง สอนคนอื่นอย่างนั้น ตัวเราเห็นลักษณะแบบใด ที่มีสติเห็นกายเห็นใจ ก็สอนคนอื่นให้เขาเห็นเหมือนกัน แต่ไปเดินทางไปทางเดียวกัน
อะไรเป็นบุญ อะไรเป็นบาป บุญคืออะไร
บุญ คือ ความรู้ ความไม่โง่ เกิดความสงบ เกิดความสุข
บาป คือ ความมืด ไม่รู้ ไม่รู้กระทั่งทุกข์ เล่นทุกข์ไม่เป็น เรียกว่า ไม่รู้บุญ
บางทีก็พอใจในความทุกข์ ให้ความทุกข์นอนอยู่กับเราข้ามวันข้ามคืน พวกนี้เรียกว่า ไม่รู้บุญ ไม่รู้บาป หนีจากบาปไม่เป็น ทำบุญก็ไม่เป็น ทั้งๆที่เราทำได้ มีรูปก็ใช้รูปทำบุญ ใช้รูปทำความดี ความดีอยู่ที่รูป ความมีกายมีวาจา ให้กายเป็นสุจริต อย่าไปทำชั่ว ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย วาจาก็พูดความจริง ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดเพ้อเจ้อ พูดแต่คุณงามความดี ใจก็คิดในทางกุศล ไม่คิดประทุษร้ายเขา ไม่ไปปองร้ายเขา ไม่เห็นผิดจากทำนองคลองธรรม เข้าใจทำความดี เมตตา กรุณา ให้อภัย ไม่ถือโทษโกรธเคือง เอาใจไว้ให้ปล่อยให้วาง ที่เขาเอาใจไปทำดี สิ่งเหล่านี้ก็ขอให้เราได้ศึกษา ศึกษาที่รู้เหล่านี้ ก็ วิชากรรมฐาน
วิชากรรมฐาน เป็นวิชาที่เปิดของที่ปิดให้เปิดออก หงายของที่คว่ำให้ขึ้นมา มองเห็นกายมองเห็นใจตามความเป็นจริง ตัวหลงเป็นยังไง ตัวรู้เป็นยังไง ทุกข์เป็นยังไง ไม่ทุกข์เป็นยังไง โกรธเป็นลักษณะไหน ไม่โกรธเป็นลักษณะอย่างไร สัมผัสลองดู ผู้มีสติจะสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้ แม้แต่เห็นรูปเห็นนาม รูปมันเป็นก้อน สิ่งที่เกิดกับรูปนี้มันก็มีอาการหลายอย่าง ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน เกิดอยู่ที่รูปนี้เป็นสามัญลักษณะเสมอกันหมด ไม่ว่าคนชาติใด ภาษาใด คนหนุ่มคนสาว คนเฒ่าคนแก่ เพศใด ภาวะใด เหมือนกันหมด มันถือว่ารูปนี้ รูปธรรม มันทำดี มันทำชั่ว นามธรรม มันคิดชั่ว มันปรารภในสิ่งที่ชั่ว นามธรรม มันทำดี ไปในทางดี
รูปโรคเป็นก้อนของโรค ตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็นกระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า อันที่เกิดของโรค เรียกว่า ที่เป็นก้อน เป็นดุ้น เช่นแฉงอย่างนี้
อย่างไหนที่เป็นเปลว มีความร้อน ร้อนไฟ ไฟเผาอาหารให้ย่อย ไฟเผาร่างกายให้ทรุดโทรม ไฟยังทำให้ร่างกายกระวนกระวาย ก็มีอยู่ในรูปนี้
สิ่งใดที่มีความเหลว เลือด ดี เสลด น้ำลาย น้ำมูก น้ำมัน น้ำตา ไขมัน ไขมันเปลวมัน แม้แต่เยื่อในกระดูก อันนี้เรียกว่า ของที่มันเหลว ก็อยู่ในรูปนี้
ของที่มันมีลม หายใจเข้า หายใจออก ลมพัดขึ้นข้างบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ ลมพัดไปตามตัว
อย่างนี้เป็นรูป เป็นรูปโรค เป็นโรคทางลมก็มี เป็นโรคทางไฟก็มี เป็นโรคทางน้ำก็มี เป็นโรคทางดินก็มี ได้เสมอกันหมด ว่ารูปโรคมันมีไว้สำหรับเกิดโรค รูปธรรมมันทำดีมันทำชั่ว รูปทุกข์มันทนยาก ต้องหายใจเข้าหายใจออก ต้องกลืนน้ำลาย ต้องนั่ง ต้องนอน ต้องยืน เดิน ต้องกิน ต้องขับต้องถ่าย อยู่นิ่งไม่เป็น ต้องเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา *อิริยาบถปิดบังทุกข์ บางทีเราไม่เห็นทุกข์เพราะอิริยาบถบังไว้* เช่น เรานั่งอยู่ เวลามันทุกข์ก็ลุกขึ้นเดิน พอเดินอยู่เวลามันทุกข์ เราก็นั่งลง หรือ ยืน เดิน นั่ง นอน ไปตามอิริยาบถต่างๆ จะอยู่ในอิริยาบถเดียวไม่ได้ นี้เป็น รูปทุกข์
สภาวะทุกข์ ทุกข์ตามสภาพธรรม อคันตุกะทุกข์ ทุกข์ที่มาจรมาเป็นบางครั้งบางคราว ปวดหนัก ปวดเบา เจ็บหัว ปวดท้อง ทุกข์อันหนึ่งที่ทุกข์ เกิดจากสมุทัย ตัวสังขารปรุงแต่งไม่รู้ มีหลายวิธีที่ทำให้เกิดทุกข์ในรูปนี้ ในนามนี้ *เมื่อเรามาศึกษาวิชากรรมฐานจะรู้หมดทุกแง่ทุกมุม ได้เห็นมันทุกข์ ก็รู้จักเหตุให้เกิดทุกข์ รู้จักวิธีที่ทำให้ความทุกข์ดับไปได้*
อันทุกข์นี้มันสามารถหยุดได้ ถ้าเป็นทุกข์สมุทัย ถ้ามันทุกข์ สภาวะทุกข์ ก็ทำทุกข์กำหนดรู้ ทุกข์จะต้องบรรเทา หิวข้าวก็กินข้าว ถ้าร้อนก็อาบน้ำให้ต้องบรรเทา ถ้าหนาวก็ห่มผ้า ทุกข์แบบนี้ “ทุกข์บรรเทา”
ความทุกข์กับความโกรธ ความทุกข์ความเคียดแค้นชิงชัง “อันนี้ทุกข์บรรเทาไม่ได้ ต้องละอย่างเดียว ไปยึดไว้ไม่ได้” แม้แต่เจ็บไข้ได้ป่วย อคันตุกะทุกข์ หรือสภาพทุกข์ที่เป็นทุกข์ของรูปของนาม เจ็บไข้ได้ป่วย
ถ้าเจ็บป่วยก็ต้องหาหมอ อาศัยหมอ อาศัยหยูกอาศัยยา หากทุกข์ทางกายนั้น มีหมอ มีโรงพยาบาล มีหยูกมียาตามอาการของโรค แต่ว่าทุกข์ที่มันเกิดจากเรา ก่อนที่ไปหาหมอ หมอก็หาข้อมูลจากเรา เราก็ให้ข้อมูลหมอดีๆว่าเกิดอะไรขึ้น หมอก็เอาข้อมูลจากเราไปวินิจฉัยโรค เขาก็รู้โรคเขาก็หายามาใส่ให้ถูกต้อง เราก็ไม่ต้องไปกังวล เวลาเราเกิดไม่สบายอะไรขึ้นมา เล่าให้หมอฟัง หมอก็สันนิษฐานโรค ก็ดูโรคออก เมื่อดูโรคออกก็หายาใส่ เขาก็รู้ เหมือนเราไปซ่อมรถ ก่อนเจ้าของรถก็ต้องบอกเขาว่ามันเป็นยังไง ยางมันรั่วก็บอกว่ายางมันรั่ว ถ้าเครื่องไม่ติดก็บอกเครื่องไม่ติด ถ้าไฟมันช็อต ก็บอกไฟมันช็อต เขาพอเจอเข้าก็ยางมันรั่วก็หาดูที่มันรั่ว พอหาเห็นแล้ว ก็เออเจอแล้ว เจอแล้ว พอเขาเจอเหตุอันเขาเชื่อได้ อะไรก็ตามที่เกิดกับวัตถุสิ่งของ เกิดกับกายกับใจเราก็บอกเขาได้ อย่าไปคอยแต่สะดุ้งผวาหวาดกลัว เช่น เราดูแลคนป่วย เวลาอาการคนป่วยเกิดยังไงเราดูแลเราดูออก เราไปเล่าให้หมอฟัง บางทีเด็กน้อยมันพูดไม่เป็น ผู้ที่ผู้ใหญ่ต้องดูอาการมันเกิดอะไรขึ้น บางโทษทับวางที่สุดเป็นยังไง เราไปบอกหมอ เด็กน้อยมันบอกไม่เป็น เราก็สันนิษฐานไปบอกหมอ หมอเขาก็รู้ ถ้าไม่ดูอะไรเลย ไม่ฉลาด มันก็จับผิดจับถูกไป
ชีวิตเรากับการศึกษา หลวงตาเคยป่วยเป็นโรคมะเร็ง หายใจไม่ออก ปวดท้องอย่างหนัก หมอเขาก็ดู หายใจไม่ออกมาดูที่ก้อนเนื้อในลำคอมันบังหลอดลม เขาก็เอาเข้าห้องไอซียู ก้อนเนื้อตับอ่อนมันขยายไปจากก้อนเนื้อตัวในลำคอ เขาก็จัดยาให้ยาคีโมเข้าไป ได้รับก้อนเนื้อมันยุบลงก็รักษาหาย อันนี้เรียกว่า โรคของรูป
แต่โรคของนามนี้ ไม่มีใครช่วยเราได้ ความทุกข์ ความโกรธ ความวิตกกังวล เศร้าหมอง ความคับแค้นใจ อันนี้หมอช่วยไม่ได้ เราต้องช่วยตัวเรา มีธรรมะ
ถ้ามันโกรธ ก็เปลี่ยนความโกรธเป็นความไม่โกรธ ต้องช่วยตัวเองให้เป็น
ถ้ามันทุกข์ ก็เปลี่ยนความทุกข์เป็นความไม่ทุกข์ ให้รู้จักช่วยตัวเอง
ถ้ามันหลง ก็เปลี่ยนความหลงให้เป็นความไม่หลง รู้จักช่วยตัวเอง
เปลี่ยนความร้ายเป็นความดี เปลี่ยนความผิดเป็นความถูก มันเปลี่ยนได้
ไม่ต้องให้มันครองเรา รู้จักเปลี่ยน มันโกรธเราก็สัมผัสความโกรธเป็นไง ก็มองตรงข้าม ความไม่โกรธก็มี เราก็มีสิทธิใช้ชีวิตให้ไม่โกรธในขณะที่มันโกรธ หัดทวนกระแสสักหน่อย อย่ายอมมันเลย จนให้ความโกรธนอนอยู่กับเรา ตัวขี้แพ้ ปราชัย ไม่บรรลุธรรมกับเขา
การบรรลุธรรมก็เปลี่ยนความโกรธเป็นความไม่โกรธนี่บรรลุธรรมแล้ว เป็นมรรคขึ้นมาแล้ว เป็นผลขึ้นมาแล้ว เมื่อกี้มันโกรธ ความโกรธเป็นมรรค พอเปลี่ยนตัวมรรคให้เป็นความไม่โกรธ ความไม่โกรธกลายเป็นผล เป็นความไม่โกรธได้ นี่เป็นมรรคเป็นผล ความโกรธแท้ๆเป็นมรรคผลนิพพานได้ มันหยุดแล้วมันเย็นแล้วอย่างนี้
ไม่มีใครช่วยเราได้ ต้องฝึกฝนตนเอง ชีวิตเราต้องฝึกหัด ดัดแปลงแก้ไขอย่างนี้ อาศัยคนอื่นไม่ได้ ให้เราเป็นพ่อแม่ บุตร ภรรยา สามี กันก็อาศัยกันไม่ได้ ถ้าเรื่องอย่างนี้ต้องตัวใครตัวมัน “อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ – ตนนั้นแลเป็นที่พึ่งของตน” ใครแล้วคนอื่นจะเป็นที่พึ่งได้ นอกจากตัวเราเท่านั้น
ตนคือความดี ตนคือมีสติ ตนคือมีความเพียร ตนคือมีปัญญา ไม่ใช่ตนคือกาย ไม่ใช่ตนคือ ขา แขน ตนคือความดี ความดีมีในรูปนี้ ความดีมีอยู่ในนามนี้ เมื่อเรามีดี เราพึ่งดีได้ เมื่อเรามีบุญ ใจมันดีพึ่งบุญได้ ถ้าบาปพึ่งไม่ได้ เพราะใจมันร้าย มีแต่ลงโทษเรา เรามีศีล ศีลก็คือปกติ ทำใจให้ปกติได้ เคยทำมาแล้ว
เวลาใจมันหวั่นไหว มันโกรธ มันแค้น ทำให้ปกติ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ตอนนินทาก็ไม่เป็นไร เขาสรรเสริญก็ไม่เป็นไร แม้จะทุกข์เจียนตายก็ไม่เป็นไร บัณฑิตผู้ฝึกฝนตนดีแล้วเมื่อประสบทุกข์เพียงใดก็ไม่หวั่นไหว เรียกว่า ฝึกตนมาดี
เหมือนเป็นนักกีฬาที่เข้าลงสู่สนามแข่ง หรือ เป็นนักรบที่ฝึกมาดี ไปลงสนามรบได้ ชีวิตเราก็ต้องฝึกหัดบ้าง ไม่ใช่โง่ โกรธจนตาย ทุกข์จนตาย หลงจนตาย มันก็ไม่ใช่ ต้องฝึกพอสมควร จึงอยู่กับโลกได้ โลกนี้ไม่ใช่เราอยู่คนเดียว อยู่กับดินฟ้าอากาศ เหลือบยุง ลมแดด และ สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย ผู้คน หลายสิ่ง อะไรต่างๆมากมาย แม้แต่ในกายในใจในรูปนี้ ก็มีหลายอย่างที่มันเกิดอยู่นี้ ดูแลให้คุ้ม มีตนเป็นที่พึ่ง
การปฏิบัติธรรม ก็คือ การดูแลตนให้คุ้ม อย่าปล่อยปะละเลย เมื่อเรามีสติมันก็ไม่มาก **รู้ว่ามีตัวรู้ตัวหลงเท่านี้ก่อน** สภาวะที่รู้เป็นยังไง สภาวะที่หลงเป็นยังไง ความหลงพาไปทางอื่น ความรู้พาไปทางหนึ่งอีก ความหลงพาไปทางต่ำ ความรู้พาไปสูงๆ
ความรู้พาไปสูง คือ ความเป็นมนุษย์ มนุษย์นี่ได้มรรคผลนิพพาน
ความหลงพาไปทางต่ำ คือ อบายภูมิ เรียกว่าเป็นคน คนไปทางต่ำตกนรก เป็นเปรตอบายภูมิได้
**เราก็ต้องหัดเดินทางไปทางสูงๆ คือ มีความรู้สึกตัวเอาไว้ **
มันบอกไม่ได้ ชีวิตของเราเหมือน น้ำค้างหยดยอดหญ้า นิดหน่อย หายใจเข้าไม่ออกก็หมดแล้ว หายใจออกไม่เข้าก็หมดแล้ว ไม่ควรประมาท ความประมาทแค่นิดหน่อยก็ไม่ดี ความดีนิดๆหน่อยๆก็ดี จำเอาไว้ ชั่วช้างสะบัดหูชั่วงูแลบลิ้น
เวลานั่งสอน หัดมีสติ หายใจเข้าหายใจออก อย่าให้หายใจฟรีๆ เอามากำหนดให้เกิดความรู้สึกตัว หรือยกมือสร้างจังหวะ เดินจงกรม หรือเคลื่อนไหวไปมาส่วนใดส่วนหนึ่ง
เวลานอนอย่างเนี้ย ควรที่เป็นโอกาสที่ไม่ทำอะไรแล้ว ฝึกก่อนนอนก่อนหลับ ให้หลับกับกรรมฐาน ให้นอนกับกรรมฐาน จัดเป็นนิสัย
แต่บางคนนอนไม่เป็น เวลานอนหาเรื่องมาคิด คิดแล้วก็คิดไป คิดไปก็ฝัน หลับ 8 ชั่วโมงก็ไม่รู้จักอิ่ม เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอยู่ ไม่รู้จักปล่อยจักวาง นอนไม่เป็น
ก็จงฝึกฝนตัวเองให้ดี ถ้าไม่ฝึกก็พึ่งไม่ได้ ชีวิตเรามันจะพึ่งได้ คือฝึกหัดตัวเอง ถึงคราวมีปัญหาก็ไม่กลัว เจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่กลัว อย่างน้อยเราต้องมีบุญ แล้วไม่เคยทำบาปทำกรรม มันก็อาศัยได้ หรือมีคุณธรรมที่เป็นธรรมะ มีพุทธานุสติ มีตัวรู้ ตัวตื่น ตัวเบิกบาน มีธรรมานุสติ มีความปกติเป็นชีวิต สังฆานุสติ มีการปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติดับทุกข์ อยู่เสมอ อะไรมาผิดให้เป็นถูกได้ ปฏิบัติตรง นึกถึงทานของตนที่ได้ทำมา เราก็ต้องมีบ้าง การทำความดี ให้เป็นอาชีพไว้ บางวันใส่บาตร รักษาศีลภาวนา บางทีก็ทำประโยชน์ตน ประโยชน์คนอื่น ประโยชน์แก่โลก ประโยชน์แก่พระศาสนา ให้มีฐานเอาไว้ มีเสาหลักเอาไว้ เพื่อเกาะได้ ถ้าชีวิตไม่มีเสาหลักอะไรเลย เลื่อนลอยพัดไปได้ทุกทิศทาง เสาหลักปักขี้โคลน เราจึงมีการทำความดีเป็น “บุพเพกตปุญญตา – บุคคลผู้ทำความดีไว้ก่อนแล้ว” อย่างที่เราสวดมงคล ถ้าทำดีไว้ก่อนแล้ว ถ้ามีสติ ได้ให้ทาน ได้รักษาศีล ได้บำเพ็ญเพียรภาวนา ได้เปลี่ยนความร้ายเป็นความดี เปลี่ยนความหลงเป็นความไม่หลง เพื่อภาวนา ภาวนาคือหยั่งรู้ เราก็หัด สิ่งเหล่านี้มันรักษาได้ แม้แต่เจ็บไข้ได้ป่วยก็อาศัยได้ อาศัยหลักนี้เยียวยาจนว่าจิตใจนี้ไม่เป็นอะไรกับอะไรเลย แม้อาการจะเป็นแต่ใจไม่เป็น พูดแล้วพูดอีกว่า กายมันทุกข์ก็เห็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นผู้ทุกข์ มันปวดเห็นมันปวด ไม่ใช่เป็นผู้ปวด
โรคของจิตนี้ถ้ารักษาได้มันไม่เป็นโรคของกาย มีแต่รักษาไปตามอาการของโรค ใจนี้ถ้ารักษาได้จบไปเลย พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว คือไม่มีอีกแล้ว ความโกรธเป็นครั้งสุดท้าย ความทุกข์เป็นครั้งสุดท้ายได้ อันนี้มันรักษาได้ แม้โรคทางกายจะเกิด จ้องดีขนาดไหนก็ถือว่าไม่มีปัญหา ไม่ถือว่าเป็นทุกข์ ใจมันก็ไม่เป็นไรอยู่แล้ว ได้บรรลุธรรมด้วยซ้ำไป เห็นทุกข์แท้ๆนี่ทำให้ได้นิพพาน เห็นความไม่เที่ยงทำให้ได้นิพพาน เห็นความไม่ใช่ตัวตนทำให้ถึงนิพพานได้
แต่คนที่ไม่ศึกษา เอาความไม่เที่ยงมาเป็นทุกข์ เอาความไม่ทุกข์มาเป็นทุกข์ เอาความไม่ใช่ตัวตนมาเป็นทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบใจมาเป็นทุกข์ เอาชีวิตไปห้อยไปแขวนอยู่กับวัตถุสิ่งของ กับผู้คนอันอื่น ชีวิตก็เลยไม่มีฐาน ไม่มีที่ตั้ง
วิชากรรมฐานนี้ก็เป็นวิชาที่ลิขิตชีวิตเรา ก็มีสถานที่แบบนี้ ก็มีพูดกันอย่างนี้ ได้ยินอย่างนี้ ก็พูดอย่างนี้ ก็รู้กันทุกคน พูดกับทุกคน เราเคยหลง เมื่อพูดความหลง เราก็เคยหลง มันตื่นนี้ เราเคยทุกข์ เมื่อพูดถึงความทุกข์ เราเคยทุกข์
แต่สิ่งนี้ไม่เหมือนกันคือ เปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความไม่ทุกข์นี่ อาจจะไม่เหมือนกัน บางคนก็พอใจในความทุกข์ พอใจในความโกรธ พอใจในความหลง ไม่หลงก็หาเรื่องให้มันหลง หากินเหล้าเมายาให้มันหลงขึ้นมา เที่ยวเตร่เร่ร่อน พงๆต่างๆไปตามอารมณ์ที่ให้เกิดความหลง
นอกจากเราสร้างความหลงให้แก่เราแล้ว อันอื่นก็สร้างให้เราหลงได้ เช่นเวลานี้ ในโลกนี้มันมีแต่คนสร้างความหลงให้เกิดขึ้นแก่คนให้หลงมากขึ้น เพราะถ้าเขาสร้างความหลงให้คนหลงแล้ว เขาได้ประโยชน์ เขาซื้อเอาท้องฟ้า เอาดาวเทียม ให้เกิดความหลงขึ้นมา มันมาทางดาวเทียม มาเข้าสู่หน้าจอทีวี มาสู่ทางหู ทางอากาศ ลูกหลานเราเห็นแต่ความหลง เมามันกัน ลูกหลานเราไม่เคยนั่งกับพ่อกับแม่เวลานี้ แต่ก่อนนี้หลวงตาเคยเป็นลูกของแม่ของพ่อ ค่ำมาไปนอนเอาหัวหนุนเข่าพ่อ หนุนเข่าแม่ ให้พ่อแม่เล่านิทานให้ฟัง นิทานที่แม่เล่าให้ฟังมีแต่เรื่องดีๆ เราอยากเป็นอย่างที่นิทานที่แม่เล่าให้ฟัง ทุกวันนี้เขาไม่มีมานอนเอาหัวหนุนเข่าพ่อ หนุนเข่าแม่ เขาไปนั่งต่อหน้าทีวี โทรทัศน์ เขาก็สร้างความหลงให้เกิดแก่ลูกหลานของเรา มันก็เลยไม่เหมือนคนสมัยก่อน เราจึงศึกษาให้มาก ประมาทไม่ได้แล้ว ก่อนอะไรจะเกิดขึ้น ฐานะเราเป็นพ่อคน แม่คน เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นสามีภรรยา ก็ต้องช่วยกันให้มาก อย่าปล่อยให้กันประมาท
มันก็เห็นกันได้เนี่ย คนอื่นโกรธเราเห็น พอถึงว่าคนที่โกรธให้หายโกรธโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง คนอื่นทุกข์เราก็ช่วยเขาให้ไม่ทุกข์โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง อย่าไปซ้ำเติมกัน บางทีเขาทุกข์แล้ว ยังไปทำให้เขาเป็นทุกข์ เขามาด่าเรา เขาหลงแล้ว เราก็หลงตามเขาอีก โกรธทั้งที่มาด่าเรา มันก็ไม่ถูกต้อง เราต้องช่วยกันแล้วเรื่องนี้ให้มาก
ถ้าเขามาด่าเราเนี่ย แสดงว่าเขาหลงแล้ว คนที่ไม่หลงจะด่ากันไม่ได้ คนที่หลงน่าเห็นใจเขา เราควรที่ไม่โกรธเขา หาวิธีที่ให้เขาไม่หลง เหล่านี้จึงว่า เป็นเพื่อนกัน เป็นสามีภรรยา เป็นพี่น้องกันได้ ถ้าเราไม่ช่วยกันตรงนี้ไม่เป็น แล้วแต่เขาจะดึงไปทางไหน เขาดึงให้เราโกรธ เราก็โกรธไป เขาดึงให้เราทุกข์ เราก็ทุกข์ไป มันก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ภรรยาสามี ไม่ใช่พ่อแม่ลูกหลาน *หน้าที่ขอเราคือ ช่วยกันในเรื่องนี้ให้มาก*