PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
  • สภาวะรูปนามคือเห็นสองอย่างพร้อมกัน
สภาวะรูปนามคือเห็นสองอย่างพร้อมกัน รูปภาพ 1
  • Title
    สภาวะรูปนามคือเห็นสองอย่างพร้อมกัน
  • เสียง
  • 5326 สภาวะรูปนามคือเห็นสองอย่างพร้อมกัน /lp-khamkean/2020-08-20-16-55-10.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันพฤหัสบดี, 20 สิงหาคม 2563
ชุด
อะไรๆ ก็ดีได้
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ฟังธรรมเพื่อให้เป็นส่วนประกอบกับการปฏิบัติธรรม เวลานี้โอกาสนี้เรามาเข้าสู่ภาคสนามคือกรรมฐาน ไม่ใช่การเรียนรู้ กรรมฐานคือที่ตั้งของการกระทำในงานในการ งานในกายในใจยิ่งใหญ่กว่างานภายนอก มีสติมาตั้งไว้ที่กาย อย่าไปตั้งที่อื่น อย่าให้สติออกจากกายได้ อย่าให้กายออกจากสติได้ เอามาตั้งไว้ หัดให้มันอยู่ด้วยกัน

    ถ้ามันมีสติ ความหลงก็จะมาครองกายครองใจ ความหลงมันเป็นธรรมต่อกายต่อใจ เมื่อมีสติมาตั้งไว้ กายใจก็จะมีความเป็นธรรมเกิดขึ้น ได้รับความเป็นธรรม มันก็ของกายของใจ เราปล่อยปละละเลยตัวของเรามานานพอสมควร ให้ความหลง ความโกรธ ความรัก ความทุกข์ ความชัง เข้าออกอยู่เรื่อย ต้องมีปัญหา เราต้องยึดไว้ก่อนเพื่อจะมีชีวิตที่ไม่มีภัย เรียกว่าอริยบุคคล

    การปฏิบัติการฝึกหัดเรียกว่ากรรมฐาน กรรมฐานเป็นที่เกิดแห่งวิปัสสนา วิปัสสนาคือความรู้แจ้งเรื่องกายเรื่องใจ ไม่มีปัญหา ไม่มีความสงสัย เพราะสติตั้งไว้ที่กาย สติก็ครองกายครองใจ เห็นความเป็นเท็จเป็นจริงยังไง ตรงกันข้ามกับความหลง พองานเกิดขึ้นก็เห็น มีงานมีการทำ มันมีความรู้ เห็นความหลงเกิดขึ้น เปลี่ยนความหลงเป็นความรู้นั่นคือตัวปฏิบัติ ถ้าไม่เปลี่ยนตัวความหลงเป็นความรู้นั่นไม่ใช่ตัวปฏิบัติเลย สิบปียี่สิบปีก็อยู่ที่นั่น ความหลงก็ยังเข้าออกๆ อยู่ เป็นทางแห่งความหลง กายใจท่องเที่ยวอยู่

    เมื่อมีความหลงก็ยังเป็นสุขเป็นทุกข์ เป็นความโลภความโกรธ วิตกกังวลเศร้าหมอง ถ้ามีความรู้สึกตัวก็ปกติ เป็นกายที่มีบ้าน เป็นใจที่มีบ้าน ความปกติของกายของใจคือมีบ้านอยู่ ไม่มีสิ่งมารบกวน นี่เป็นสิทธิหน้าที่ของเราที่เราเกิดมา ไม่ใช่เป็นขี้ข้าเป็นทาสอะไร เป็นอิสรภาพ ให้มันหมดมันสิ้นซะ ความป่าเถื่อน ความโลภความโกรธความหลง ความทุกข์ ปัญหาต่างๆ ให้เป็นปัญญา

    ฝึกกรรมฐานกันมีเท่านี้ งานอันเดียวกัน งานส่วนรวม แต่ว่าทำตัวเองละเป็นส่วนรวมได้ จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเอง ดูแลตัวเองให้ดี ปฏิบัติธรรมคือดูแลตัวเอง อย่าปล่อยปละละเลย กลางคืนว่าฝัน กลางวันว่าคิด มีปัญหาก็ต้องให้เกิดปัญญา

    เมื่อมีกรรมฐานเกิดขึ้น ก็เกิดวิปัสสนาญาณอย่างรู้แจ้งในคำตอบ เห็นทุกอย่างที่มีอยู่ในกายในใจ ไม่มีตรงไหนปิดบังอำพราง ๘๔,๐๐๐ อย่างอยู่ในกายในใจ เรียกว่าตำราเล่มใหญ่ ให้มันจบซะ ถ้าจบเรื่องกายเรื่องใจแล้ว จะอยู่กันด้วยความสงบร่มเย็น อย่าให้มีอะไร ต้องมารู้เรื่องนี้ รู้แจ้งในเรื่องนี้ อย่าไปรู้เรื่องอื่นมากเกินไป ใครเป็นนายกรัฐมนตรี ใครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอะไร ใครเป็นคนดีคนชั่ว เราชอบคนนั้นเราชอบคนนี้ ล้มเหลว ไม่ใช่เรื่องชีวิตของเรา เอาชีวิตไปห้อยไปแขวนไว้กับสิ่งอื่นหรือผู้อื่น หรือว่าคนอื่น

    บางทีเราก็พึ่งพาอาศัยสิ่งอื่นนอกจากพึ่งกายพึ่งใจเรามากเกินไป เราทิ้งกายใจเรามากเกินไป บางทีก็พึ่งลูกพึ่งหลาน พึ่งสามีพึ่งภรรยา พึ่งอะไรทุกอย่าง เลวที่สุดก็พึ่งเหล้า พึ่งบุหรี่ พึ่งการเที่ยวเตร่เร่ร่อน อยากได้ความสุข เกลียดความทุกข์ บางทีความสุขความทุกข์ก็แย่งกันออกหน้าออกตา มันไม่จบไม่สิ้น สุขทุกข์มันเกิดจากความหลงต่างหาก ถ้าไม่มีความหลงก็ไม่หรอกสุขทุกข์ มันเป็นปกติ มันไม่มีอะไร อย่าให้มันหลอกได้

    เดี๋ยวนี้เรามันมีอะไรมากเกี่ยวข้องกับอะไรต่างๆ นอกจากกายจากใจไป ถ้าเกี่ยวข้องกับกายกับใจถูกต้องแล้วมันก็ถูกไปหมด ไม่มีปัญหาอะไร จะเห็นแจ้งเกิดภาวะที่เห็นขึ้นมาในกายในใจ เมื่อเห็นกายเห็นใจก็เห็นคนอื่น รู้จักทั่วกายทั่วใจก็รู้จักทั่วคนอื่น เพราะอันเดียวกัน ชีวิตของคนเรา ในการเกิดแก่เจ็บตายก็เหมือนกัน นี่เป็นเรื่องใหญ่

    เมื่อมีทุกข์ก็มีปัญหา อย่างน้อยก็เฉพาะหน้าเราก็มีความตาย ความทุกข์หยั่งเอาแล้ว มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว ทำไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะปรากฏชัดแก่เราได้ ทุกคนต้องมีปัญหาเหมือนกันหมด รูปก็มีทุกข์ นามก็มีทุกข์ ต้องหายใจเข้า ต้องหายใจออก ต้องร้อนต้องหนาว ต้องหิวต้องกิน ต้องขับต้องถ่าย เพื่อบรรเทาเกี่ยวกับรูป ถ้าหายใจไม่ได้จะทำยังไง ถ้าไม่มีอะไรให้กินจะทำยังไง ถ้าหนาวถ้าร้อนทำไง ให้มันมีปัญหาหรือ มีปัญญาได้ไหม

    ปัญญาพุทธะมันเป็นปัญญาตัวนี้ ไม่ใช่ปัญญารอบโลก อันนั้นเป็นปัญญาเหมือนกัน แต่เป็นปัญญาที่เป็นอาชีพ แต่ปัญญาที่เป็นชีวิตจริงๆ มันต้องเกิดจากรอบรู้กองสังขารคือกายคือใจ ให้มันรู้แจ้งซะ เรียกว่ากรรมฐานวิปัสสนาญาณ เห็นแจ้งตามความเป็นจริง เกิดการเห็นขึ้นมา ทุกอย่างที่มีอยู่ในกายในใจเห็นหมด เห็นแล้วไม่เข้าไปเป็นกับมัน ไม่เป็นไปกับอะไร ที่เกิดกับกายกับใจจะเป็นอะไรก็ตาม ก็เกิดจากกายกับใจเรานี่ เมื่อไม่เป็นอะไรกับกายกับใจ มันก็ไม่เป็นทุกอย่างในโลกนี้

    มันมีมากเหลือเกินโลกนี้ มีสมมุติ มีบัญญัติ มีวัตถุอาการ วัตถุก็มีภายนอกภายใน แผ่นดิน แผ่นฟ้า อากาศ ป่าไม้ ต้นน้ำ มีมดมีแมลงมีอะไรต่างๆ มากมาย ที่มันเกี่ยวข้องกับตัวของเขาเอง อะไรก็ป้องกันตัวของเขาเอง ก็ต้องรู้จักป้องกันภัย หลบภัย หาอยู่หากินเป็น เหมือนกันหมด การหาอยู่หากินก็ต่างกันไป บางทีก็หวงแหนอาชีพของกันและกัน อาชีพของเขาจึงว่าหากินเหมือนกับเรา

    เราก็ป้องกันไม่ให้ยุงกัด แต่ยุงก็หาจึงได้กิน ถ้าไม่ได้หาก็ไม่มีกิน มันก็อยู่ไม่ได้ อาชีพของวัตถุสัตว์ต่างๆ ก็ต้องมีอาชีพของเขา เราก็มีอาชีพของเรา บางทีคนเราก็หากินฆ่าวัวฆ่าควาย ไปปล้นอาชีพก็มี เบียดเบียนคนอื่น สิ่งอื่น วัตถุอื่นด้วย แต่เราไปลักไปปล้นไปข่มขืนด้วยอะไรต่างๆ แล้วก็มีปัญหา ถ้ามารู้จักตามความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นคนๆ เดียวกันชีวิตในโลกนี้หน่ะ

    ถ้ารู้จักป้องกันเรียกว่าศีล รักษากาย รักษาวาจา รักษาใจ เป็นศีล ไม่แน่นอนแต่ก็ต้องรักษา ยุงก็รักษาไม่ให้มันกัด กายก็ต้องรักษามัน ก็ใช้มัน มันก็รักษาเหมือน พึ่งแพก็รักษาเพื่อขี่ข้ามฟาก ไม่ใช่ว่าเป็นของเรา แพลำนี้มันก็ผุพังไปเรื่อย ทรุดๆ ไปเรื่อย ใช้ให้มันคุ้มค่า ถ้าใช้กายใช้ใจคุ้มค่า มันก็จบภพชาติ สิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว กิจอื่นต้องทำไม่มีอีกแล้ว เหมือนพระพุทธเจ้าประกาศออกมาในวันตรัสรู้

    เราก็สามารถประกาศได้สักวันหนึ่ง ยกมือไหว้ตัวเองได้ เพราะกรรมฐานลิขิตชีวิตของเราไป ไม่ควรปฏิเสธงานกรรมฐานเนี่ย เป็นหน้าที่โดยตรง มันหลงมีหน้าที่ไม่หลง มีสิทธิไม่หลง มันโกรธมีสิทธิไม่โกรธได้ มันทุกข์มีสิทธิไม่ทุกข์ได้ ต้องใช้สิทธิของเรา เรียกว่าชีวิต ถ้าปล่อยทุกข์ ถ้าปล่อยให้โกรธอะไรต่างๆ ปัญหาต่างๆ เรียกว่าสละสิทธิ ไม่คุ้มค่า ปล่อยปละละเลย เถื่อน

    ถ้ามันมีระเบียบมันก็เถื่อนที่กายที่ใจ ก็เถื่อนไปอีกหลายอย่าง ป่าเถื่อนไปเลย เป็นตัณหาไปได้เลย ปฏิบัติธรรมหน่ะมันสร้างความเป็นธรรมให้กับตัวเอง เป็นพรหมธรรม สิ่งอื่นก็เป็นความเป็นธรรม วัตถุอื่นก็มีความเป็นธรรม ไม่ใช่เราคนเดียว เราอยู่ในโลก มีสัตว์โลก มีท้องฟ้า มีดวงอาทิตย์ มีก้อนเมฆ มีฝนตก มีน้ำท่วม มีฝนไม่ตก มีฝนแล้งน้ำไม่มี ธรรมชาติเคลื่อนไปมาก เกิดวิบัติได้เพราะมือของเรา ชีวิตของเราที่เกี่ยวข้องกับอะไรไม่ถูกต้อง

    อันนี้ก็เสียดาย เสียดายธรรมชาติหากหนีจากเราไป ๓๐-๔๐ ปีที่ผ่านมาอยู่ที่นี่ เสียดาย เสียงเก้งก็ไม่ได้ยิน เสียงกระรอกกระแต ก็ไม่ค่อยได้ยิน เสียงนกบางประเภทก็หายไปแล้ว ถ้าจะสังเกต <ลื้บ ดูลื้บ…(๑๓.๔๘)> มันก็ให้คำตอบ ถ้าฝนจะเหลือเขาบอกเรา ถ้าฝนจะมีธรรมชาติก็สอนเรา <ถ้าหัวปลาหมอเขาบอกเรา (๑๔.๐๔)> ถ้าผ่าหัวปลาหมอ ลมหักคอหน่อไม้ แสดงว่าฝนจะหมดไปแล้ว <นก…นกแซวคอกๆ (๑๔.๑๒)> เดี๋ยวนี้ไม่มี ฟ้าฝนก็ไม่ตก

    ฝนจะดี ฝนจะตกวันไหน ก้อนเมฆมันบอก ลมเปลี่ยนทิศทางทางไหนรู้จัก แม้เด็กเลี้ยงควายเขารู้จัก ฝนจะตกต้องรีบเย็บหมวกใบตอง เอาใบตองมาเย็บเป็นหมวกใส่กันฝน ถ้าบอกกันแดด ฝนจะตก ลมพัดเข้าไปทางนี้ฝนจะตกแล้ว ก้อนเมฆก้อนนั้นอยู่ตรงนั้น ก้อนเมฆก้อนนี้อยู่ตรงนี้ บางทีชาวนามองดูดาว มองดูก้อนเมฆ มองดูแสงอาทิตย์ พืชตอนเช้า คูฝน คูน้ำ คูลมอยู่ตรงไหนมันบอก นี่เพี้ยนไปหมดแล้ว

    <นก…ก็มี (๑๕.๐๓)> นกแซงแซวก็มี อะไรต่างๆ หมดไปแล้ว นกกลางคืนมันร้อง นกกลางวันมันร้อง สัตว์บางประเภทมันร้องกลางคืน สัตว์บางประเภทมันร้องกลางวัน นี่แม้แต่เสียงไก่ก็ไม่ค่อยจะขันเท่าไร นกเขาก็ขันผิดเพี้ยนไปแล้ว กาก็ร้องผิดเพี้ยนไปแล้ว ไม่ใช่เสียงกาเหมือนเมื่อก่อน นกเขาร้องอะไรต่างๆ เพี้ยนไป แต่ก่อนเสียงไก่เสียงนกไพเราะ นกเสียงใหญ่ <ไก่ขัน….(๑๕.๔๓)> หมาเห่า หมาบางตัวมันบอก ถ้าหมาตัวใดตัวนั้นเห่าด้วยโจรผู้ร้ายเข้าบ้านเข้ามา ถ้ามันเห่าแบบนี้ในป่าในดง หรือว่ามันพบสัตว์ป่า ถ้ามันเห่าแบบนี้สัตว์ป่าอยู่ในรู ถ้ามันเห่าเสียงนี้สัตว์ป่าอยู่ต้นไม้ เตรียมไปได้เลย เตรียมจอบไปขุด

    ถ้าเจ้าของหมาที่มันมีสัญญาของมันบอก แล้วมันเห่าแบบนี้กลางคืนด้วย <โจรผู้ร้ายเข้าไป…กันลงบ้าน (๑๖.๒๔) เตรียมอาวุธไป (๑๖.๒๘)> มันก็บอก แต่ที่นี้ไม่มีแล้ว มันหมดไปแล้ว ธรรมชาติมันหมดไปเพราะอะไร มันเพี้ยน เพี้ยนเพราะอะไร เพี้ยนเพราะฝีมือของคน ข้าวเม่าก็ไม่แซ่บเหมือนเมื่อก่อน อุตส่าห์ไปฉันข้าวเม่าสกลนครกินแล้วท้องเสีย ไม่แซ่บ ไม่มีรสชาติเหมือนเมื่อก่อน อะไรๆ ก็ฝีมือของคนเราเนี่ย

    จะทำไงในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่เนี่ย จะมาสร้างโลกยังไง เมื่อห้านิ้วสิบนิ้วของเราทำความดีเดี๋ยวนี้ได้เดี๋ยวนี้ เปลี่ยนความหลงให้เป็นความรู้ได้เดี๋ยวนี้ เปลี่ยนทุกข์ให้เป็นไม่ทุกข์ได้เดี๋ยวนี้ มีไหมความหลง มีไหมความทุกข์ มีไหมความโกรธ ถ้ามันมีก็เปลี่ยนไป ถ้ามันมีแล้วไม่เปลี่ยนก็เป็นปัญหาเรื่อยไป ไม่จบไม่สิ้น จะปล่อยไว้ได้ไง ต้องกระตือรือร้นมาก เห็นความหลงเนี่ย.. อู๊ยย กระตือรือร้น เห็นความทุกข์.. อู๊ยย ขยันตรงนี้ ขยันตรงที่มันหลง ขยันตรงที่มันทุกข์ ขยันตรงที่มันโกรธ

    ในบางชีวิตอ่อนแอไปเลย ไม่ขยันแล้ว พอหลงทีไรก็หมดเรี่ยวหมดแรงไปเลย ทุกข์ทีไร โกรธทีไรก็หมด <เขาขาดแรงใจ …. (๑๗.๕๗)> ถ้าผัวเมียโกรธกันก็ไม่มีน้ำจะกินแล้ว มันทำไมไม่ได้ ถ้าเราศึกษาสักหน่อยนึง เนี่ย มันเป็นจุดที่เราต้องแก้ไขให้ได้เดี๋ยวนี้นี่เอง มันหลงตรงไหนมันมีเหตุ มันทุกข์ตรงไหนมันก็มีเหตุ ไม่ใช่ว่ามันเลื่อนลอย เรียกว่าอริยสัจ เป็นทฤษฎีที่ให้คำตอบที่ยอดเยี่ยมมาก ไม่ต้องไปเรียนทฤษฎีที่ใด อยู่ในกายในใจ อยู่ในโลกเนี่ย ให้เราศึกษาให้มันจบ จนมันไม่มีอะไร จนจบ อะไรก็รู้แล้วๆ ในกายในใจเราเนี่ย ไม่มีอะไรที่ไม่รู้

    เรียกว่าโลกวิทูเหมือนพระพุทธเจ้า รู้แจ้งโลก อนุตตโร ปุริสทมฺมสารถิ สามารถฝึกบุรุษ ไม่มีใครยิ่งใหญ่ไปกว่าพระพุทธเจ้า เหมือนสารถีฝึกม้า พระพุทธเจ้าก็เป็นสารถีฝึกคน มีแล้ว พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ ก็พระธรรมคำสอนเป็นไปเพื่อออกจากทุกข์ เป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อปรินิพพาน ให้มันจบซะ หมดพยศแล้วชีวิตเรา ถ้าหลงอยู่ก็ยังพยศอยู่ ถ้าหลงก็มีพยศ บางทีเราก็พึ่งไม่ได้ ชีวิตเราก็พึ่งเราไม่ได้ มีกายก็พึ่งกายไม่ได้ มีใจก็พึ่งใจไม่ได้ เป็นทาสของใจ เป็นทาสของกาย เราต้องเป็นนายมัน

    จิตเป็นนาย กายเป็นเรือ แต่จิตเป็นหางเสือ ปัญญาเป็นไม้พาย หลวงพ่อเทียนสอน จิตเป็นนาย กายเป็นเรือ สติเป็นหางเสือ รู้จักหางเสือไหม หางเสือของเรือเวลาใช้มันหมุนไป วิ่งไป หางเสือมันปั่นน้ำมันพายไป จะดัดไปทางไหน หางเสือให้มันดัด ปัญญาแหละปกครองไป เหมือนกับฝีพายแข่งเรือกัน เราก็ต้องรู้จักใช้กายใช้ใจเรา

    เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จักใช้กายใช้ใจ อะไรยื่นมาให้ก็เอาเลย ความรักยื่นมาก็เอาความรัก ความเกลียดยื่นมาก็เอาความเกลียด ความทุกข์ยื่นมาเอาความทุกข์ ความหลงยื่นมาให้ก็เอาความหลง อะไรที่มันเกิดกับกายเกิดกับใจ นึกว่าตน เป็นสุขเป็นทุกข์ ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าสอนตั้งแต่เริ่มต้นว่า กายสักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา อะไรเกิดกับกายนับไม่ถ้วน ความร้อน ความหนาว ความหิว ความเจ็บ ความปวด อะไรต่างๆ น่าที่จะขอบคุณมัน ยุงกัดมันเจ็บ ขอบคุณความเจ็บที่จะได้ป้องกัน สัญญาณภัยที่จะช่วยกาย บางทีกายมันบอก เราไม่รู้ เอามาเป็นสุขเป็นทุกข์ เขาบอกว่ามันเป็นกายเฉยๆ สักแต่ว่ากาย

    เวทนาที่มันเป็นสุขเป็นทุกข์ ก็สักว่าเวทนา จิตที่มันคิดไปโน้นไปนี้ สักว่าจิต ไม่ใช่ตัวตน บางทีอะไรเกิดกับจิตนึกว่าตัวว่าตน แม้แต่ความโกรธก็นึกว่าตัวเรา ยึดเอาความโกรธว่าเป็นตัวเป็นตน ทำตามความโกรธสำเร็จ ทำตามความรักสำเร็จ ผิดพลาดอันยิ่งใหญ่ มันไม่ใช่ตัวตน ถ้าไม่หลงก็เป็นปัญญาตรงนี้ได้ ถ้าไปหลงก็มีปัญหาเรื่อยไป ในปัญหาถ้ารู้ถ้าศึกษาก็เป็นปัญญา มันมีอยู่เส้นผมบังภูเขา

    มีสติเห็นกายเป็นกรรมฐาน แต่รู้วิปัสสนาเห็นรูปเห็นนาม เห็นรูปเห็นนาม เห็นขณะที่มันคิดไป เห็นรูปเห็นนามขณะที่มันเดินพร้อมกันไป เรากำลังรู้การเดินของเรา เรากำลังรู้อยู่ในการเดินที่มันเป็นรูปเดินไป เรากำลังรู้อยู่กับการเคลื่อนไหวที่มันเป็นรูปอยู่ พอดีมันคิดขึ้นมาเราก็เห็นต่อหน้าต่อตาในความคิดไป กำลังดูอยู่มันเกิดคิดขึ้นมา ถ้ามันคิดขึ้นมาก็ขณะเดียวกันนั่นแหละ มันก็เป็นภาวะสองอย่าง มีความหลงมีความรู้สองอย่าง ให้ดูดีๆ ตรงนี้จะเห็นรูปเห็นนาม อย่าไปกลบเกลื่อนไว้ ใส่ใจตรงนี้สักหน่อย เห็นรูปเห็นนามจ๊ะเอ๋กันเลย

    ภาวะหนึ่งกำลังดูกาย ภาวะหนึ่งกำลังจะให้หลงกายหลงใจอยู่ เห็นรูปเห็นนามขณะเดียวกัน มาพร้อมกันขณะเดียวกัน เหมือนพระเจ้าอชาตศัตรู ความรักกับความเกลียดมาพร้อมกัน ขังพ่อพระเจ้าพิมพิสารไว้ในคุก ถูกพระเทวทัตหลอกให้ฆ่าพ่อ ก็จะได้ครองราชสมบัติ ถ้าจะฆ่าก็ฆ่าไม่ได้ ก็เอาไปขังคุกไม่ให้กินข้าวไม่ให้น้ำ

    มเหสีของพระเจ้าพิมพิสารก็ออกมาเยี่ยมในคุก ต้มข้าวเอาน้ำข้าวทาร่างกายเอาไว้ เขาก็ตรวจไม่ให้นำอะไรเข้าไป ถ้าจะให้พระเจ้าพิมพิสารตายก็ไม่ให้กินข้าว ผู้เป็นเมียก็เอาน้ำข้าวใส่ตัวเข้าไป ไม่มีอะไร พอเข้าไปถึงคุกก็ถอดเสื้อออก มีน้ำข้าวติดตามผิวหนัง พระเจ้าพิมพิสารก็เลีย (เสียงหลวงพ่อหัวเราะ) ดูซิ อยู่ได้นะ เลียผิวหนังหน่ะเพราะมีน้ำข้าว ก็อยู่ได้ไม่ตาย

    ก็ให้อำมาตย์ไปดู ยังเดินจงกรมอยู่ ไปดูทีใดก็เดินจงกรมอยู่ เพราะมันเห็นกันกับคันธกุฎีของพระพุทธเจ้าที่เขาคิชฌกูฏ พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่โน่น มองไปเห็นเขาคิชฌกูฏ เห็นคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า พระเจ้าพิมพิสารก็มีกำลังใจ เดินจงกรมอยู่ในคุก ให้อำมาตย์ไปดู พระเจ้าพิมพิสารก็ยังเดินจงกรมอยู่ ยังไม่ตาย อำมาตย์ก็เอามีดไปกรีดฝ่าเท้าไม่ให้เดิน ก็เดินไม่ได้ ก็เลยตาย

    อำมาตย์มาบอก อำมาตย์จากคุกตะรางมาบอกว่าพระเจ้าพิมพิสารตายไปแล้ว ทางอำมาตย์ทางราชวังมาบอกว่าโอรสเกิดขึ้นมาแล้วพร้อมกัน ในโอกาสเดียวกัน คนหนึ่งมาบอกเรื่องพระเจ้าพิมพิสารตายจากไปตาย คนหนึ่งมาบอกว่าโอรสเกิดขึ้นแล้ว แต่พระอัครมเหสีเป็นชาย ก็ได้ยินว่าลูกเกิดแล้ว คิดรักทันทีเลย ยังไม่เห็นหน้าลูกก็เห็นว่าลูกเกิดแล้ว ก็คิดถึงพระเจ้าพิมพิสารว่า โอ๊ย พ่อของเราจะคิดรักเราเหมือนเรารักลูก

    คราวเดียวกันเลย ในความอิจฉาจะให้พระเจ้าพิมพิสารตาย ก็เกิดความเห็นใจว่าพ่อคงรักเราเหมือนเรารักลูก คราวเดียวกันเลย เสียใจ จะเอาคืนก็เอาคืนมาไม่ได้แล้ว พระเจ้าพิมพิสารตายไปแล้ว อันนี้ก็เหมือนกัน ความหลงที่มันเกิด ความรู้ที่มันเกิด ให้ดูดีๆ อย่าให้มันคิดฟรีๆ มันคิดขึ้นมารู้ ตรงนี้มีประโยชน์ ให้มันคิดลงไปจะได้รู้ มันคิดครั้งหนึ่งก็รู้ครั้งหนึ่ง มันคิดสองครั้งก็รู้ทันมันสองครั้ง อย่าเฉย อย่าไปทำอันอื่น อย่าไปพอใจไม่พอใจ เวลามันหลงก็ไม่พอใจ มันรู้ก็พอใจ ไม่ใช่ปฏิบัติธรรม ถอนความพอใจและความไม่พอใจออก ให้มันเห็นเฉยๆ นี่คือกรรมฐาน สักแต่ว่า

    บางทีเราก็อยู่ตรงนี้กันนาน ถ้ามันสงบก็ดี ถ้ามันไม่สงบก็ว่าฟุ้งซ่านก็ไม่ดี ไม่ใช่ มันก็มีเท่านี้ ก็มีกายมีใจเท่านี้ ไม่มาก ให้มีความมั่นใจเถอะ มั่นใจมากๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่ากายกว่าใจ ให้มั่นใจ อะไรเกิดจากขันธ์ ๕ ร้อยแปด มันอยู่ที่กายที่ใจเรานี้ นิวรณ์ธรรมมันเกิดจากใจเรานี่ จากกายเราเนี่ย ความคิดฟุ้งซ่านก็คือเรื่องใจ ความลังเลสงสัยคือเรื่องใจ ความพยาบาทคือเรื่องใจ กามราคะ ปฏิฆะคือเรื่องใจ ไม่ใช่เรื่องอะไร แต่มันเปลี่ยนรสชาติ มันก็คือใจนั่น คือมันหลง

    มันเล็กน้อย อย่าให้มันเป็นเรื่องใหญ่ บางคนเป็นเรื่องใหญ่ ความง่วงเหงาหาวนอนเป็นเรื่องใหญ่ไปถึงความง่วงแล้ว เราเป็นผู้ง่วงแล้ว บางคนใหญ่ไปแล้ว เป็นตัวเป็นตนไปแล้ว เห็นมันๆ มันไม่ง่วงก็คือภาวะที่รู้ เห็นมัน เห็นมันๆ อย่าให้มีกำลัง อย่าให้รสชาติ มันเกิดอะไรขึ้น มันเกี่ยวกับกายกับใจเนี่ย ไม่เกี่ยวที่อื่นเลย ที่ตั้งมันอยู่ที่นี่ ที่กายที่ใจเรานี้ นี่ปฏิบัติธรรม <ถ้าจะพูดว่าสมน้ำหน้ามัน (๒๙.๓๒)> เกิดขึ้นมาทีไรก็รู้

    หลวงตาเลยพูดว่านิวรณ์ธรรมเหมือนแมลง สติเหมือนอินทรีย์ จับปั๊บๆ เข้าไป สมัยก่อนหลวงตาเลี้ยงผึ้ง ทำเป็นโพรงให้มัน เป็นตู้ให้มัน อยู่แถวสารนารถแหละ แล้วก็มีหลายรัง เอาผึ้งมาจากเชียงรายเอามาเลี้ยง แล้วก็ที่นี่มีแซงแซวเยอะ แซงแซวมันมากินแม่ผึ้ง ผึ้งเลี้ยงนี่มันผึ้งโง่ๆ บินไม่ไหว ไม่เหมือนผึ้งหลวง ผึ้งรัง ผึ้งป่า เวลาบินเข้าออกรังมันบินโง่ๆ ทางเข้าออกทางเดียว นกแซงแซวมันก็มีเยอะแยะเลย เวลาผึ้งบินขึ้นทีไร นกแซงแซวมันก็จับกิน นกประเภทนี้มันกินแมลงบนอากาศ ไม่ใช่หาแมลงกินบนยอดไม้เหมือนนกประเภทอื่น นกแซงแซวตัวดำๆ เวลาผึ้งบินขึ้นมันก็แสวกิน เวลาผึ้งบินเข้ารังแซงแซวก็มาจับละ จับออกๆๆ ตัวผึ้งเป็นหมื่นๆ แสนๆ หมดเลย แซงแซวมันจับกิน

    ตอนนั้นก็ชิบหาย ได้ผึ้งไม่มีเลย ผึ้งเลี้ยงมันผึ้งอ่อนแอ ละก็ต้องมีหนังสติ๊กยิงแซงแซว ไม่งั้นเอาไม่อยู่ ไม่มีใครจะไปนั่งยิงแซงแซวตลอดเวลา ให้คนมาเลี้ยงให้เขาก็ยิงไม่ไหว เราต้องทำมาหากิน เวลาเลี้ยงคือทำไง นอกจากเวลามันไปหาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ เราก็เพิ่มน้ำหวานให้มัน เรียกว่าน้ำเชื่อม รู้จักน้ำเชื่อมไหม เอาน้ำตาลมาทำน้ำเชื่อมให้มันหวานๆ เหนียวๆ สักหน่อย ข้นๆ สักหน่อย เทเสร็จฝัดข้าวไป วันไหนหาน้ำหวานจากเกสร เอาน้ำเชื่อมที่เราวางไว้มันก็ยั่วให้ไปติดขา มันก็กินน้ำผึ้ง มันก็ย่อยๆๆๆ มันก็กิน ผึ้งเอาไปป้อนลูกมัน ใส่รังมันให้ลูกมันกิน มันก็เป็นน้ำผึ้งปลอมๆ ไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไร

    สติเหมือนอินทรีย์แหละ จับปั๊บ ได้ไหม แล้วมันบินขึ้นมาเหมือนผึ้ง จับเลย แต่ว่าไม่ใช่จับผึ้งนะ จับตัวคิด อะไรก็ตามคิดขึ้นมา หลวงพ่อเทียนบอกว่าสติเหมือนแมว ความคิดเหมือนหนู หลวงพ่ออยากจะเปรียบว่าสติเหมือนอินทรีย์ซะ ความคิดเหมือนผึ้งบิน จับปั๊บๆๆ มันก็อยู่ไม่ได้ ถ้ามันบินไปก็ปล่อยให้มันไปจนมันกลับมา มันก็ยังไม่หมด ของคิดขึ้นมาก็รู้ทันๆๆ ไม่มีอะไรมากไปกว่าเดิม ปฏิบัติธรรม

    นะ… เห็นรูปเห็นนาม เห็นธรรมชาติอาการต่างๆ แล้วก็ดูอาการให้เป็นปรมัตถสัจจะ รู้แจ้งจนไม่เป็นอะไรกับอะไร จบละ มาตรฐานของการปฏิบัติ จุดหมายปลายทาง ภาวะไม่เป็นอะไรกับอะไร มันสุขมันทุกข์ รู้หมดแล้วๆๆ รู้หมดเลย ความรักความชัง ความโลภความโกรธ นิวรณ์ธรรม ง่วงเหงาหาวนอน กามราคะ ปฏิฆะ < … (๓๓.๔๗)> รู้หมดเลย จบ ไม่มีอะไรเลย


    เครดิตทีมงาน
    ผู้ถอดคำบรรยาย: อำนวยพร ลัดดากรพันธุ์
    ผู้ตรวจคนที่ 1:: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 3: ………………………………

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service