{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
สติทำลายความหลง : หลวงพ่อคำเขียน สุวฺณโณ
ถอดเสียงโดย Aom KondeePlus
ตรวจสอบโดย : รอตรวจสอบ
เมื่อเราเกิดความสะดวก ก็เหมือนเรารู้จักแผนที่ในการเดินทาง เราก็ยึดแผนที่เอาไว้ ตรงไหนเป็นยังงัย ตรงไหนเป็นยังงัย จะต้องไม่เสียเวลา การปฏิบัติก็อาจจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน บางทีก็หลงบ้าง ไปข้องติดอยู่กับความหลง เสียเวลาก็มีบ้างเป็นบางโอกาส ก็คิดว่าการปฏิบัติรู้จักทิศทางที่จะนำพาให้ผู้ปฏิบัติได้รับความสะดวก จึงอาศัยคำพูดเป็นส่วนประกอบ พูดก็พูดให้ผู้ปฏิบัติฟังจึงจะรู้เรื่อง ถ้าพูดให้ผู้ไม่ปฏิบัติก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ผู้ที่เจริญสติก็ต้องรู้จักสติ สติไปในกาย มีสติอยู่กับกาย ผู้ที่มีสติอยู่กับกายก็คงจะรู้จัก มันมีสติก็จะรู้จักความหลง เมื่อรู้จักความหลงก็รู้จักแก้ให้เกิดสติ ก็แก้ได้ หลงบ้างแก้บ้าง รู้บ้างหลงบ้าง เห็นหลงเห็นรู้ เหมือนกับประตูปิดเปิด ถ้ามันหลงก็รู้ได้ถ้ามันทุกข์ก็รู้ได้ อะไรต่างๆ ที่ไม่ใช่ความรู้สึกตัว มีสติความรู้สึกตัว เข้าไปเกี่ยวข้อง บางทีปฏิบัติมันตึงมันเครียด ให้รู้จักความพอดีตึงเพื่อจะหย่อน หย่อนเพื่อจะตึง มันอยู่พอดี พระพุทธเจ้าเคยเปรียบเทียบการปฏิบัติของพระรัฐบาล เป็นชาวเมืองเดลลีทุกวันนี้ตอนเหนือของประเทศอินเดีย สร้างความเพียรเดินจนฝ่าเท้าแตก อ้อไม่ใช่รัฐะบาล โสณะ โสณะโกฬิวิสะ เอาน่องเดินน่องก็แตก เอาปลายเท้าเดิน ปลายเท้าก็แตกเอาข้างเท้าเดินข้างเท้าก็แตก รอยเดินจนเป็นเลือด ก็ไม่ได้บรรลุธรรม ร้องไห้ คงหมดโอกาส ลาสิกขาไปทำบุญทำทานเอา โสณะนี่เป็นนักดนตรีสมัยเป็นหนุ่ม พอมาลาสิกขาจากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ถาม โสณะเธอเป็นทรงดนตรีเล่นดนตรีมิใช่หรือ ตอบว่าใช่ ถ้าสายพิณของเธอตึงเกินไปจะเพราะมั้ย ไม่เพราะพระเจ้าข้า ถ้าหย่อนเกินไปจะเพราะมั้ย ไม่เพราะพระเจ้าข้า เธอจะทำยังงัยจึงจะได้เสียงพอดีพอดี ก็ต้องเอาพอดี การปฏิบัติธรรมของเธอก็เหมือนกัน ต้องพอดี ต้องมีความพอดี ตึงเพื่อหย่อน หย่อนเพื่อตึง ให้อยู่ตรงกลาง แล้วก็ประสบการณ์เอาเอง อันที่มันจะตึงอันที่มันจะหย่อน สิ่งที่พาให้พอดีพอดีก็คือความรู้สึกตัวนี่แหละ พอดีพอดี มันได้แบบมันมีแบบฉบับ มันไม่เหมือนสายพิณ อาจจะเหมือนสายพิณบ้างก็ได้ แต่ว่าเอาจริงๆ แล้ว ความรู้สึกตัวพาให้เกิดความพอดี ความรู้สึกตัวพาให้เกี่ยวข้องกับกายกับใจได้อย่างเพียงพอพอดีพอดี แล้วเวลานี้เราก็มาเจริญสติ ให้รู้สึกว่าเรามาเจริญสติ บางทีเราก็หาความคิดมาเอาเหตุเอาผล คิดเอาหาคำตอบจากความคิดบางทีก็เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ มาเจริญสติไม่ใช่ความคิดหาคำตอบจากความคิด ใช้สมอง ไม่ใช่นะ ปฏิบัติธรรมต้องมีการกระทำต้องรู้สึกตัว ต้องรู้สึกตัว ตัวรู้สึกตัวเนี่ยถ้าจะตอบก็เป็นตัวเฉลยไปแล้ว เข้าข้างความรู้สึกตัวไว้ อย่าหาคำตอบจากเหตุจากผลจากความคิด อันนั้นไม่เอา ไม่เอาจริงๆ เอาการกระทำสร้างสติเอา แม้นมันจะมีปัญหาเกิดขึ้นกับตัวเรา ให้มีสติเสียก่อน สติจะเป็นผู้ที่เฉลยไปเอง แม้จะเกิดปัญหายังงัยก็ตาม สมมุติเราเดิน มันปวดมันเมื่อย บางทีคิดจะนั่ง นั่งดีกว่า เอาความคิดพาทำ บางทีนั่งอยู่คิดจะลุก ลุกดีกว่า เอาความคิดพาลุกพานั่งอย่าให้ความคิดสั่งงานสั่งการจนเกินไป จะนั่งจะลุกก็มีความรู้สึกตัว เราจะลุกของเราเอง เราจะนั่งของเราเอง เราจะนอนเราจะตื่นเราจะมีความเพียร ถ้าเหนื่อยนักเมื่อยล้านักก็พักผ่อนได้ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอมีกำลัง อดหลับอดนอนไม่ได้นะ อดข้าวอดน้ำก็ไม่ได้ การปฏิบัติธรรมต้องมีความพอดีพอดีกับชีวิตของเรา ผู้หนุ่มก็พอดีสำหรับผู้หนุ่ม ผู้แก่ก็พอดีสำหรับผู้แก่ ความรู้สึกตัวมันจะอยู่ในความพอดีไม่ใช่จะนั่งทั้งวันไม่ใช่จะเดินทั้งวันเหมือนพระรัฐบาล ก็เพียรกันไป ไม่มีสูตรสำเร็จ นั่งนานเท่าไหร่หลวงพ่อ เดินเท่าไหร่หลวงพ่อนานเท่าไหร่ อิริยาบททำไวหรือทำช้าดี ไม่ต้อง มันจะอยู่ที่ความพอดีของแต่ละโอกาส บางทีถ้ามันง่วงก็อาจทำจังหวะเข้มแข็งสักหน่อย ใส่ใจลงไป บางทีมันรู้สึกตัวก็ไม่ต้องไว ทำเบาเบา เบาเบา วางมือวางกายทำกายเบาเบา อย่าไปกดไปกึง ความรู้สึกตัวมันเหวี่ยงพอดีพอดี ใส่ความรู้สึกตัวไปกับการเคลื่อนไหว อย่ามีอะไรบังคับ อยากรู้อยากเห็นก็ไม่เอา เจ็ดวันจะต้องเอาให้ได้ เจ็ดวันจะต้องเอาให้ได้ไม่ใช่แบบนั้น ไม่ต้องไปเอาไปทำอะไร รู้ไปก่อน พลิกมือขึ้นก็รู้อยู่แล้ว จะไปหาอะไร เคลื่อนไหวไปมาก็รู้อยู่แล้ว จะไปเอาอะไร ไปอยากอะไร ความรู้สึกตัวที่เราสร้างไม่ใช่ความอยากจึงทำ ไม่ใช่ มันเป็นกรรมเป็นการกระทำอยู่ มันทำอยู่แล้ว มันสมบูรณ์แล้ว กายมันสร้างสติมันสมบูรณ์แล้ว อย่าเอาความอยาก อย่าไปเอาเหตุเอาผลมาประกอบ ทั้งทำทั้งอยากทั้งทำทั้งอยากมันไม่ใช่ เหมือนกับเราขุดดินหลุมหนึ่ง เจ็ดสิบบาท กว้างเมตร ยาวเมตร ลึกเมตร เค้าจ้างเจ็ดสิบบาท คนหนึ่งขุดไม่ต้องมีความอยากได้ ขุดไป คนหนึ่งขุดเพื่ออยากได้เงิน กูจะเอาให้ได้ ขุดเพื่อจะได้เงินเจ็ดสิบบาท กูจะต้องขุดดินให้ได้เงินเจ็ดสิบบาท มันสิ้นเปลืองพลังงานทั้งสองส่วนทั้งกายทั้งจิตด้วย คนนึงก็ขุดด้วยความสนุกสนาน ร้องเพลงไปขุดไป ไม่ต้องไปยุ่งไปยากไม่ต้องไปอยากอะไร ขุดไป พอเสร็จหลุมหนึ่งกว้างเมตร ยาวเมตรลึกเมตร มันก็ได้เงินเจ็ดสิบบาทเช่นเดียวกัน การทำใดใดก็ตามบางทีต้องรู้จักใช้กายใช้ใจของตนให้เกิดความพอดี แม้จะกวาดบ้านกวาดบ้าน บางคนก็ขี้เกียจขี้คร้าน กวาดบ้านด้วยความขี้เกียจ กวาดก็กวาดไปเฉยๆ รู้สึกตัวไป รู้สึกตัวไป ไม่ต้องไปเอาความยากความง่าย ไม่ต้องเอาอะไรที่มีเหตุมีผล คนนั้นทำให้รกรุงรัง คนโน้นไม่ช่วย คนนี้ดีคนนี้ไม่ดี ไม่เอา เป็นกิริยาที่กวาดบ้าน กิริยาที่แสดงเอามีสติลงไป ไม่ใช่ความยากความง่ายอยู่กับการกวาดบ้านถูเรือน ทำอะไรก็ตาม ลองมีสติลองดู ชีวิตจะพอดีพอดี ชีวิตจะนิ่มนวลพอดี ได้จังหวะพอดี ใช้กายใช้ใจพอดี มันถูกต้อง ก็พอดี ไม่รีบไม่เร่ง ไม่อะไรมาเกี่ยวข้องมากมาย โดยเฉพาะทำความเพียรมันเป็นความพอดีอยู่แล้ว รู้สึกตัว รู้สึกตัวไปกับกายเคลื่อนกายไหว จะไปหาอะไรอีก พลิกมือขึ้นก็รู้แล้ว เราสร้างตัวรู้ ตัวรู้นี้ ทำไมเราปฏิบัติไม่ได้หรือไม่เห็นมีทุกข์ตรงไหน ไม่ได้เบียดเบียนตนไม่ได้เบียดเบียนคนอื่น เอาคิดไปแล้ว เราสร้างตัวรู้ เราสร้างตัวรู้เป็นสมบัติของเรา มาสร้างให้มันมีไปกับกายให้มันมีไปกับจิตใจ กายที่มันแสดงออก ใจที่มันแสดงออก รู้สึกตัวให้มันเคยชินตรงนี้ เอาไปเอามาจนสติจับกายมาใช้ เอาไปเอามาจนสติจับจิตจับใจมาใช้ สติจับตามาใช้ สติจับหูมาใช้ อะไรก็ตาม ทั้งหลายทั้งปวง กายใจเป็นคลังของสติสติเป็นเจ้าของ มันปลอดภัย ไม่มีภัยแล้ว เป็นยังงัยชีวิตเรา เอากายไปใช้ อะไรเอาไปใช้ ความคิดเอากายไปใช้ความหลงเอากายไปใช้ จิตใจอะไรเอาไปใช้ ความคิดในจิตมันก็คิดไปเอง คิดขึ้นมาเอง เจ็บปวดเอง คิดขึ้นมาเอง โกรธเองคิดขึ้นมาเอง ทุกข์เอง คิดขึ้นมาเองรักชังเอาเองมันความหลงเอาไปใช้ ใช้ผิดผิด อะไรเอากายเราไปใช้ อะไรเอาจิตเราไปใช้ ครึ่งบาปครึ่งบุญ บัดนี้เราพยายามสร้างความรู้สึกตัวนี้ ให้มีความรู้สึกตัวมาใช้ เอากายเอาจิตเอาสติอยู่ด้วยกันสามอย่าง แต่ว่าทำใหม่ๆ อย่าไปยุ่งกับจิต แม้จิตที่มันแสดงอะไรก็ตามเอาไว้ก่อน เข้าข้างกายไว้ก่อน พลิกมือขึ้นรู้สึกตัว เดินจงกรมรู้สึกตัวไว้ก่อน อย่าไปยุ่งกับจิตอย่าไปยุ่งกับความคิดเหตุผล อันนั้นดีอันนี้ไม่ดี จริตนิสัยเราเป็นอย่างนั้นไม่ดีจะเป็นจริตแบบไหนก็ตาม ถ้าเจริญสติแล้วถือว่าชอบแล้ว ราคะจริต โทสะจริต โมหะจริต สติอย่างเดียว บางคนว่าโทสะจริตต้องแผ่เมตตา ราคะจริตต้องมองอสุภกรรมฐาน โมหะจริตต้องเจริญพุทธานุสสติ อันนั้นมันก็ถูก เป็นความถูกอยู่ แต่ว่าการเจริญสตินี้มันเป็นการจับสายบังเหียนของชีวิตเราได้จริงๆ รู้สึกตัว รู้สึกตัว มันเป็นความชอบจริงๆ เราจะทำยังงัยถึงจะมีสติต่อเนื่องอยู่กับกาย รู้สึกตัวรู้สึกตัวนี่ต่างหากจะไปเอาอะไรมาเป็นกฏเป็นเกณฑ์ แล้วกฏเกณฑ์มีเยะแยะนะวิธีปฏิบัติธรรม เยอะแยะมากมาย หลวงพ่อก็เคยไปศึกษา เคยไปปฏิบัติ เคยไปสอนคู่กับวิธีอื่นๆ หลายรูปแบบ วิธีปฏิบัติธรรมหลายรูปหลายแบบ หลายรูปแบบขนาดไหนก็ตาม มันต้องเป็นหนึ่ง สัจธรรมจริงต้องเป็นหนึ่ง เดียว การบรรลุธรรมจริงๆ ต้องเป็นหนึ่งเดียว คือหมดทุกข์ ไม่มีหลง ความหลงก็ไม่ยากต้องคู่กับความรู้เอง ตัวหลงคู่กับความรู้เท่านั้นเอง ตัวรู้คู่กับความหลงเท่านั้นเอง เหมือนกับความมืดกับแสงสว่าง ต้นเหตุ ต้นสายปลายเหตุของชีวิตเราจริงๆ มันมีแต่ตัวรู้ตัวหลง ดูตัวเราตั้งแต่ชีวิตเกิดมาถึงวันนี้ อะไรมันมากกว่ากันระหว่างความรู้กับความหลง เราไปโทษอะไรที่ไหนทำไมเราจึงรู้ทำไมเราจึงหลง ทำไมจึงโกรธ ทำไมจึงทุกข์ ทำไมจึงทะเลาะวิวาทกัน เพราะความหลงเป็นเหตุ เอาไปเอามาตัวหลงนี่แหละเป็นมารดาของอกุศลธรรมทั้งหลาย เรามาสร้างสติสมน้ำสมเนื้อ ความหลงที่เกิดขึ้นกับกาย ความหลงที่เกิดขึ้นกับจิต ความหลงที่เกิดขึ้นกับตา กับหู กับรูปรสกลิ่นเสียง เราต้องฝึกเอาไว้ ถ้าไม่หลงตรงนี้แล้ว ไม่หลงเลย อันอื่นก็สงบไปเลย สำรวมไปเลย ไม่ต้องไปนั่งหลับหูหลับตา ไม่ต้องไปหนีผู้หนีคน ใช้กายใช้ใจเรานี้ แม่นยำชัดเจนลงไปมันก็พอใจจริงๆ นี่มือเรา พลิกมือ ดีดหัวมันใส่ นี่รู้ รู้จริงๆ พอมันหลงไปก็กลับมาได้จริงๆ เอาไปเอามาตัวหลงนี่ มันเป็นการถึงอกถึงใจ ได้รู้เมื่อเวลามันหลงถึงอกถึงใจจริงๆ เหมือนกับเราได้ช่วยลูกเวลามันจะตกบ้านตกเรือน ฉวยไว้ทัน จับขา จับแขนไว้ทันโอ้มีฝีมือตอนนั้น มั่นใจจริงๆ นะ หลวงพ่อสมัยเป็นเด็กไปเลี้ยงควายกับน้อง น้องหลวงพ่อเป็นเด็กเอาควายไปลงน้ำ เราก็ยังถอดเสื้อถอดผ้าไม่ได้ น้องมันไม่ได้นุ่งผ้าอะไรมากก็โดด ลงไปก่อนหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อกว่าจะถอดเสื้อผ้าได้ โดดตามน้องลงไป น้องจมป้อดป้อดอยู่กลางห้วย โดดลงไปจับน้องอุ้มขึ้นมา อุ้มขึ้นมามันสำลักน้ำ หอบน้องขึ้นฝั่งห้วยชันชันทุลักทุเล โอ๊ยคิดทุกทุกวัน ถ้ากูไม่มีตรงนั้นน้องต้องตายแน่ๆ ภูมิใจ ภูมิใจ การช่วยคนอื่น การช่วยตัวเองยิ่งภูมิใจนะ ช่วยเวลาหลงมันเกิดความรู้โอ๊ยมีฝีมือมีฝีมือจริงๆ นะตรงนี้แหละชีวิตเรา เอาตรงนี้ไว้ให้ได้ ถ้าเราเอาตรงนี้ไว้ได้ไม่ต้องกลัวนรก ไม่ต้องกลัวเปรต ไม่ต้องกลัวอสุรกาย ไม่ต้องกลัวสัตว์เดรัจฉาน เรากลัวสิ่งเหล่านั้นแต่เราไม่รู้จักช่วยตรงนี้ กลัวจริงๆตรงนั้น กลัวจะเป็นทุกข์ กลัวจะเกิดจะแก่จะเจ็บจะตาย บางทีแม้แต่การเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย ก็ต้องรู้ตรงนี้เหมือนกัน เอาไปเอามามันก็ไม่มีอะไรชีวิตของเรา ถ้าเราไม่รู้ เจ็บก็เจ็บหมดเนื้อหมดตัว ตายก็ตาย แก่ก็แก่ เกิดก็เกิด เกิดดับเกิดดับ ชีวิตของเราเนี่ย มันเกิดดับอยู่บนความหลงนี่แหละ ความเกิดมันต้องเกิดตรงนี้ก่อน ถ้าไม่หลงมันไม่เกิดหรอก ความรู้สึกตัวเป็นการคุมกำเนิดของสังขารทั้งหลาย มันไม่เกิด ก่อนจะทะเลาะวิวาทกัน ก่อนจะไปหลงไปอะไร มันต้องเกิดตรงนี้แหละ กำเนิดมันอยู่ตรงนี้ ตรงภาวะที่หลงนี่ ชีวิตเรา น้อยๆ มีประตูน้อยๆ ปิดได้ด้วยมือเรา ถ้าจะเป็นนรกก็ปิดตรงนี้ ถ้าจะเป็นเปรตก็ปิดตรงนี้ เป็นอสุรกายก็ปิดตรงนี้ เหมือนกับเรื่องอะไรที่ว่ามีคนตายไปเท่านั้นเท่านี้ไปเห็นนรก ไปเห็นสวรรค์ ถูกของเขา ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องของเราที่เดี๋ยวนี้ปัจจุบันนี้ ไม่ต้องรอให้ตายไปแล้วจะได้ไปโน่นไปนี่ไม่ใช่ แม้จะเป็นสวรรค์นิพพานก็เปิดประตูให้ตัวเอง รู้สึกตัวตอนนี้รู้สึกตัวเดี๋ยวนี้ ยินเดี๋ยวนี้ หยุดเดี๋ยวนี้ คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นปัจจัตตัง เป็นปัจจุบันถ้าสิ่งไหนไม่เป็นปัจจัตตัง ไม่ใช่หรอก ต้องรู้เดี๋ยวนี้ รู้ได้เฉพาะตนเดี๋ยวนี้ เออมันอยู่ตรงนี้แล้วเดี๋ยวนี้ ไม่ไปไหนแล้ว ได้ที่ได้ทาง ได้ที่ได้ทางไม่เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ปัจจัตตัง อยู่ตรงนี้ ได้ที่ได้ทาง ได้ที่อยู่ เรียกว่าวิหารธรรม ถ้าจะว่าแล้ว การปฏิบัติธรรม ทำเท่านี้แหละ ทำเท่านี้เหรอหลวงพ่อ ทำเท่านี้แหละแต่มันไม่ใช่เท่านี้นะ ความรู้สึกตัวมันคืออะไร เป็นศีลแล้ว รักษาศีลแล้ว ความรู้สึกตัวมันคืออะไร สมาธิแล้ว ความรู้สึกตัวคืออะไร ปัญญาแล้ว คำสอนทั้งหมดรวมลงที่ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลช่วยแล้ว สมาธิช่วยแล้ว ปัญญาช่วยแล้ว จนไม่มีปัญหา ความรู้สึกตัวพาให้ไม่เป็นอะไร ไม่มีไม่เป็นกับอะไร ความรู้สึกตัวได้ที่ได้ทางเป็นอริยทรัพย์ เป็นทรัพย์สมบัติที่ติดต้อยห้อยตามเราไปทุกลมหายใจ ไม่ใช่อยู่ตรงไหนหรอก พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนมารดาบิดา อุปการคุณเปรียบเทียบเสมือนพ่อเหมือนแม่ของกายของใจ สติความรู้สึกตัวเป็นเจ้าของของกายของใจ ไม่เถื่อน ใครจะหอบหิ้วไปไม่ได้แล้ว มีเจ้าของแล้ว รักษาแล้ว ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเป็นนิจ มีความรู้สึกตัวเป็นสมบัติของเรา ตื่นแต่ดึกสึกแต่หนุ่มอย่างนี้แหละ อย่ารอให้เฒ่าให้แก่ ชีวิตเราต้องมีส่วนนี้เป็นส่วนหนึ่ง ถ้าไม่มีตรงนี้เสียชาติจริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เราก็สร้างได้นี่นา ไม่ใช่สร้างไม่ได้นะ เราจะเพียรสักหน่อย ประสบการณ์สักหน่อย เราทำวันนี้มันไม่ใช่วันนี้ ต่อไป มันจะได้อีก วันต่อๆ ไป เพราะมันติดนะมันเป็นตรานะ เราเคยเจริญสติ ต่อไปเจริญสติ เจริญปุ๊บชั่วลัดนิ้วมือเดียวก็ได้ จวนเจียนเข้ามา สมมุติคนใกล้จะตายใครก็ช่วยไม่ได้พี่น้องก็ช่วยไม่ได้แล้ว เจ็บก็เจ็บ ปวดก็ปวด อะไรก็ไม่ไหวแล้ว กลับเข้ามาหาตัวได้นิพพานตอนใจจะขาด ๕ นาทีก็ได้ ถ้าคนไม่ฝึก หลงแล้วก็มืดมนไปเลย เคยไปช่วยคนใกล้จะตาย ไม่รู้เรื่องเลยบางคน บอกให้มีสติก็ไม่รู้อะไรเลย แต่ถ้าคนเคยฝึก ก็เคยไปช่วยเพียงแต่เอามือไปจับมือ รู้สึกตัวมั้ย รู้สึกตัวมั้ย นอนครางอยู่ ร้องอยู่โรงพยาบาล จังหวัดเลย รู้สึกตัวมั้ยป้าตู้ ก็รู้สึกตัว ไหนมือข้างซ้ายอยู่ไหน พลิกดู เค้าก็พลิกมือข้างซ้าย ไหนมือข้างขวาอยู่ไหนพลิกมือข้างขวาดู เค้าก็พลิกมือข้างขวาให้ดู อยู่นี่นะพลิกมืออยู่นี่นะพอบอกให้พลิกมือก็หยุดร้องทันที พลิกมือสองสามรอบนอนหลับป๋อยไม่ร้องเลย ไม่ปวดเลย มันถลำเข้าไปได้นะ อย่าประมาท แม้บุญน้อยๆ ก็อย่าประมาท มันช่วยเราได้ ก็อย่าประมาท ยามสงบเราฝึก ยามศึกเรารบ จำเป็นมากๆ การเจริญสติ เพราะทุกวันนี้เหตุปัจจัยให้เกิดความหลงมากกว่าสมัยก่อน เรามีเพื่อนมีมิตรมีลูก มีเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ มากมาย วัตถุที่ทำให้เกิดความหลงมีมาก สิ่งที่สร้างให้เกิดความหลงมีมาก แม้แต่ใบหน้าเราก็สร้างให้เกิดความหลง ของอยู่ของกินก็สร้างให้เกิดความหลงมากมาย อากาศ คลื่นส่องฟ้า เค้าผลิตให้เกิดความหลงข้อมูลข่าวสารต่างๆ มาทางดาวเทียมมาโผล่บนหน้าบนตาของเรา ทำให้เราได้ข้อมูลผิดผิดเยอะแยะ อย่างลูกหลานเราทุกวันนี้มันไม่เหมือนสมัยก่อน คนมีลูกทุกวันนี้ไม่เหมือนคนมีลูกสมัยก่อน คนมีผัวมีเมียทุกวันนี้ก็ไม่เหมือนคนมีผัวมีเมียสมัยก่อน รุ่นเราเจ็ดสิบกว่าปีก่อน ลูกเต้าก็ไม่เหมือนคนทุกวันนี้ เวลากินข้าวเย็นแล้วเอาหัวมานอนก่ายขาพ่อขาแม่ ให้พ่อแม่เล่านิทานให้ฟัง ตอนนี้ก็ไปนั่งอยู่ต่อหน้าจอทีวี เค้าไม่มาหาพ่อหาแม่แล้ว เค้าได้ข้อมูลอะไรผิดๆ ไป เยอะแยะไปหมดเลย แล้วก็ไม่เหมือนคนโบราณเป็นพุ่มเป็นพวง พี่น้องลูกเต้าอยู่บ้านรอบข้างพ่อข้างแม่ เดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร เป็นกำพร้าลูก เป็นกำพร้าพ่อแม่ ไปคนละทิศคนละทาง จิตใจก็ไม่ค่อยจะดี วิตกกังวลหลายอย่างทุกวันนี้ หัดเอาไว้ซะ ฝึกหัดเอาไว้ ถ้ารู้ตรงนี้เสียแล้ว พึ่งกันได้จริงๆ ไม่เป็นอะไรอีกต่อไปแล้ว ถ้าเป็นความรักพ่อรักแม่รักผัวรักเมีย เราก็เป็นคนดีแล้ว รักกันจริงๆ ก็เป็นคนดี เป็นคนดีของผัวเป็นคนดีของเมีย เป็นคนดีของพ่อ เป็นคนดีของลูก เป็นคนดีของเพื่อน รักกันจริงๆ เป็นคนดีไม่ผิดศีลผิดธรรม ความรักจริงๆ มันอยู่ตรงนี้ไม่ใช่รักด้วยความคิดห่วงอาลัยอาวรณ์ นั่นไม่ใช่ความรัก มันหลง รักจนกินไม่ได้นอนไม่ได้ ไม่ใช่ รักผัวรักเมียต้องกินให้อิ่มนอนให้หลับ ต้องเป็นคนดี มั่นใจ มั่นใจอย่างนี้ รักเพื่อนก็เป็นคนดีของเพื่อนไม่มีวันที่จะเป็นอื่น เพราะอะไร มันปกติแล้ว กายใจไม่ปรุงไม่แต่ง หนึ่งเดียวเท่านั้น หนึ่งเดียว ถ้าเป็นผัวเป็นเมียก็หนึ่งเดียว เป็นเพื่อนก็หนึ่งเดียว ไม่มีวันจะเปลี่ยนแปลง ถ้าฝึกตนเองได้ ตนเองก็พึ่งตนเองได้มีกายก็พึ่งได้มีใจก็พึ่งได้ เอากายเอาใจมาทำความดี ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ไม่หลงไม่โกรธ ไม่เป็นอะไรเลย เพราะรู้สึกตัวเป็นเจ้าของ ความรู้สึกตัวเป็นเจ้าของใช้กายใช้ใจถูกต้อง อานิสงส์มากมาย การเจริญสติ อย่าไปประเมิน ปฏิบัติธรรมอย่าประเมินนะ สร้างความรู้สึกตัว สร้างความรู้สึกตัว สร้างความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวเป็นสมบัติของกาย ความรู้สึกตัวเป็นสมบัติของจิตใจ ไม่ใช่ความหลง ความหลงมีแต่เป็นโทษเป็นภัย เห็นความหลงที่เกิดขึ้นกับกายกับใจไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เห็นมั้ย เห็นมันหลงไปกับความคิด เห็นมั้ยเวลามันคิดไปกลับบุรีรมย์ ไปชัยภูมิกี่ครั้ง แล้ว รู้ตัวกลับขึ้นมาได้ แจ๋วเลยทีเดียว มันไปแล้วกลับมา ปฏิบัติธรรมก็คือมาดูแลกายใจของเรา ดูแลให้คุ้ม รักตัวเองก็ต้องอยู่กับตัวเองนานนาน มีสติอยู่กับกายกับจิตนานนานนี่คือความรักนะ ถ้ากายใจสติอยู่ด้วยกันนานๆ ก็โอ้ตรงนี้แหละ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ตรงนี้แหละ นานเท่าไหร่ มันไม่ค่อยนาน มันไปแล้วกลับมามันจะเก่ง ถ้าไปแล้วไม่กลับมาไม่เก่ง มันจะเก่งตรงที่รู้จักกลับมา ทุกครั้งที่มันหลงกลับมาได้ กลับมาได้ ปฏิคือกลับ ตั้งไว้ที่เก่า มันไม่ให้คิดเลยเหรอหลวงพ่อ ความคิดมันมี ตั้งใจคิดนั่น สติปัญญา เอาความคิดมาใช้ ก็ยังบอกอยู่ อย่าให้ความคิดใช้เรา คิดจนนอนไม่หลับก็มีนะ อันเราใช้ความคิด เมื่อจับมันมาใช้แล้ว เมื่อหยุดเราก็วางไว้ตรงนั้นแล้ว เดี๋ยวนี้มีแต่คิดสอนให้กันคิด ถ้าใช้ความคิดมันดี ความคิดใช้เรามันไม่ดี คิดมันมีสองอย่าง ตั้งใจคิด กับมันขโมย มันลักคิด ตัวลักคิดเนี่ยมากนะ เห็นมั้ยลักคิดมันไม่ได้ตั้งใจ ป๊าบไปแล้ว บางทีสิบปียังเอามาคิด ยี่สิบปียังเอามาคิด ไปข้างหน้าบ้าง คืนข้างหลังบ้าง คนหนุ่มก็คิดไปข้างหน้า คนชราก็คิดคืนข้างหลัง ปัจจุบันเลยทิ้งอ้างว้าง เราจึงมีปัจจุบัน ทำไมเราจึงมาสร้างสติ มันยากหลวงพ่อ นั่งอยู่สบายกว่า เรามาสร้างให้เป็นปัจจุบัน อาศัยนิมิตรปัจจุบัน ชีวิตเราเหมือนน้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ ทำหลักเกาะเอาไว้เดี๋ยวมันจะพัดลงไป เอาไว้เกาะเอาไว้ เราก็ทวนไว้ ทวนไว้ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยการทวนแบบนี้ทวนกระแส เกาะเอาไว้เกาะเอาไว้ พระพุทธเจ้าเสี่ยงถาด ถาดทอง ฉันข้าวนางสุชาดาแล้วเสี่ยงถาด ถ้าจะได้ตรัสรู้เป็นอนุตระสัมมาสัมโพธิญาณ ขอให้ถาดทองใบนี้ไหลทวนกระแสน้ำ ถ้าไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสรู้ขอให้ถาดทองใบนี้ไหลไปตามน้ำ อันนั้นเป็นปุคคลาธิษฐาน ถาดทองเป็นชีวิตจิตใจ เป็นภาชนะรองรับพระธรรม รู้สึกตัว รู้สึกตัว ทวนเอาไว้ ทวนเอาไว้ ให้มันเป็นปัจจุบัน มันจะไปอดีตมันจะไปอนาคต กลับมาไวไวมาเกาะหลัก มาเกาะเอาไว้มาเกาะเอาไว้ให้มันอยู่ตรงนี้อยู่ตรงนี้ เมื่อมีสติได้อยู่กับกายได้อยู่กับจิตใจ ได้อยู่ด้วยกัน เป็นหนึ่ง หายใจก็คือรู้สึกตัว กลืนน้ำลายคือรู้สึกตัว อะไรก็ตาม เคลื่อนไหวไปมาคือความรู้สึกตัว ความคิดอะไรคือความรู้สึกตัว เป็นหนึ่งเรียกว่าเอตคัตตา จิตเป็นหนึ่งละ นั่นแหละ นั่นแหละ จบแล้ว การศึกษา ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำไม่มีอีกแล้ว นั่นนะการเจริญสติ มันติดอย่าประมาท หนึ่งวัน หนึ่งชั่วโมง มันติดมันเป็นตราอยู่ เคยทำแบบนี้เคยทำแบบนี้ พลิกมือ บางทีเรานั่งรถไปอาจจะ คิดเพลินไปทั่วทิศทางให้มากลับกระดิกนิ้วรู้สึกตัว เวลาอยู่กรุงเทพรถติดก็ไปบ่นมันร้อน มันร้อนทำไม ทำไม ก็กลับมารู้สึกตัว กระดิกนิ้วรู้สึกตัว เวลาทำงานมากๆ เขียนหนังสืออยู่บนโต๊ะ รู้สึกตัว ใส่ความรู้สึกตัวลงไปได้พักผ่อน รู้สึกตัวทีไรได้พักผ่อน ไม่สิ้นเปลืองพลังงาน ความรู้สึกตัวพักผ่อน สุขภาพก็ดี สุขภาพกาย สุขภาพใจก็ดี นิ่งเท่าไหร่ก็ยิ่งดีสุขภาพ เขาได้หลักแล้วนะ หลายประเทศ เค้าได้หลักจิตใจเค้านิ่ง คนเป็นโรคมะเร็งนิ่งอย่างเดียว เค้านิ่งรักษาโรค ยิ่งพวกเราเป็นหมอ ช่วยเค้าในด้านจิตใจให้เค้านิ่งจับนิ้วมือนิ่ง ให้เค้านิ่ง ไม่เป็นไรนะ นิ่งไว้ ใจเย็น ใจเย็นๆ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร พูดคำว่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ให้เค้าฟัง เดี๋ยวหมอจะช่วย ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ถ้าเพื่อนหน้านิ่วมา จับมือเพื่อนเป็นอะไรไม่เป็นไรนะ คำว่าไม่เป็นไรนี่บอกตัวเองก็ได้บอกคนอื่นก็ได้ อาศัยกิริยา มารยาท ลักษณะท่าทางของคนมีสตินะ ไม่สิ้นเปลือง ถ้าคนไม่มีสติลุกลี้ลุกลนหน้าดำคร่ำเครียด ใจก็คิด กายก็ยากลำบาก ถ้ากายมันนิ่งอย่างเดียว ถนอม ถนอมชีวิต คิดนี่มันสิ้นเปลือง หมกมุ่นครุ่นคิด คิดมันสิ้นเปลืองพลังงาน คิดมากๆ ไม่ดีแน่นอน ก็หลงนะ หยุด รู้สึกตัวมันก็หยุด ทำงานอยู่มันก็หยุด เหมือนอาจารย์พุทธทาส ท่านว่าทั้งวันฉันไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งทั้งที่ทำอยู่ตลอดเวลา เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลยเพราะมันนิ่ง สภาพจิตใจ เรามาฝึก เรามาเจริญสติ อะไรที่ไม่ใช่สติมันจะเคร่งมันมันจะไปไหนอย่าไป มันจะสุขก็อย่าไป มันจะรู้ก็อย่าไปมันไม่รู้ก็อย่าไป เป็นผู้รู้ เป็นผู้ไม่รู้ไม่เอา รู้สึกตัว รู้สึกตัว ตรงนี้ ปฏิบัติธรรมทำตรงนี้ให้แม่นยำชัดเจน ให้รู้สึกตัว อะไรก็ตามให้รู้สึกตัวรู้เบาเบา เคลื่อนไหวเบาๆ อมยิ้มไว้ในใจ เคลื่อนไหว เบาเบา มันจะเป็นอะไรก็รู้อยู่นี่แหละ รู้น้อยๆ ตั้งต้นให้มันดี ปฏิบัติธรรมมันจะไม่ยุ่งไม่ยาก ถ้าทำด้วยความอยาก อยากเดี๋ยวก็จะเห็นอีกแหละ เดี๋ยวก็อยากได้ บางทีหลง ก็เกิดความคิด เกิดนิมิตรขึ้นมา เกิดรู้ขึ้นมา พอดีก็เพ่งลงไป เพ่งลงไป ระวังเท่าไหร่ ยิ่งไม่ดีนะ รู้แต่ไม่ต้องระวัง รู้สึกตัว ความรู้สึกตัวไม่ใช่เคร่ง ไม่ใช่จ้อง ไม่ใช่ระวัง กลัวมันจะหลง ไม่ใช่แบบนั้นนะ อย่าไปกลัวมันจะหลง ให้มันหลงลงไปจะได้รู้มัน ไม่เป็นไร รู้สึกตัว รู้สึกตัว หลงปั๊บก็รู้มัน ไม่เสียหาย ความหลงไม่ทำให้เสียหาย เพราะว่าภาวะที่รู้สึกตัว ไปเกี่ยวกับอะไรเรียบไปเลย ความหลงไม่เสียหาย ความผิดก็ไม่เสียหาย พอหลงก็รู้สึกตัว พอมันผิดก็รู้สึกตัว พอมันทุกข์ก็รู้สึกตัว พอมันสุขก็รู้สึกตัว ดี ทำให้เรียบไปทำให้เรียบไป มันตัดคลื่น มันตัดกรรม ความรู้สึกตัวทำให้เรียบได้ ความหลงเป็นคลื่น ความสุข ความทุกข์เป็นคลื่น ถ้ารู้สึกตัวทำให้เรียบไปเรียบไป เอาสิ่งที่มันผิดผิดถูกถูกมารองรับความรู้สึกตัว ทำให้เรียบไปเรียบไป ถ้าความรู้สึกตัว ผ่านไปตรงไหน ตรงนั้นมันจะเรียบ หลวงพ่อเคยเปรียบเทียบเหมือนไม้กวาด ไม้กวาดผ่านไปตรงไหนตรงนั้นก็สะอาด ความรู้สึกตัวเมือนกัน รู้สึกตัวตรงไหน มันสะอาด มันเรียบ มันบริสุทธิ์ ทันที ทันทีเลยไม่ต้องรอแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว ถ้ารู้สึกตัวชอบแล้วอยู่โดยชอบแล้ว อิเม เจ ภิกฺขเว ภิกฺขู สมฺมา วิหเรยฺยุง อสุญฺโญ โลโก อรหนฺเตนิ อสฺส ภิกษุทั้งหลายเมื่อเธออยู่โดยชอบ มีสติสัมปชัญญะ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ นี่พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ อยู่โดยชอบ มีสติอยู่โดยชอบ ไม่ใช่อยู่สุคคะโต ไม่ใช่อยู่ตรงไหน อยู่กับความรู้สึกตัว เป็นสมบัติของเรา แต่เวลานี้เรามาเป็นกัลยาณมิตรกันอยู่ร่วมกัน อยู่ของเราเอง ไม่ใช่อยู่สุคคะโตนะ เราอยู่กับความรู้สึกตัว เราไม่ได้อยู่ศาลา หอไตร ไม่ได้อยู่กุฏิ ไม่ใช่อยู่ศาลาไก่ ไม่ใช่อยู่ศาลาหน้า อยู่กับความรู้สึกตัวเรา