PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
  • มีแต่เห็น ไม่เป็นทุกข์
มีแต่เห็น ไม่เป็นทุกข์ รูปภาพ 1
  • Title
    มีแต่เห็น ไม่เป็นทุกข์
  • เสียง
  • 5321 มีแต่เห็น ไม่เป็นทุกข์ /lp-khamkean/2020-08-20-16-44-14.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันพฤหัสบดี, 20 สิงหาคม 2563
ชุด
เปลี่ยนหลงเป็นรู้
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ผู้ถอดคำบรรยาย :  Lovely Pasta

    ผู้ตรวจคนที่ 1 :

    ผู้ตรวจคนที่ 2



    ก็สาธยายธรรมสวดมนต์ไหว้พระ สวดแปลภาษาบาลี และแปลเป็นภาษาไทยด้วย ก็ใช้เวลาพอสมควร ใช้เวลามากเกินไปก็เป็นที่กรรม สำคัญนะการปฏิบัติธรรม ถ้าใช้ไม่เป็น สวดมนต์ธรรมดา ก็ทั่วทั่วไป เค้าไม่แปล สวดเป็นภาษาบาลี 10 นาที 20 นาทีก็จบไปแล้ว แต่ว่าเราเอาภาษาไทยมาแปลด้วย มันก็เหมือนกับการแสดงธรรมให้ตัวเองฟัง สอนตัวเอง ควบคู่ไปกับการปฏิบัติเหมาะสม 

    ปฏิบัติธรรมทำยังไง นับหนึ่งจากเราก่อน หนึ่งละ ตัวเรา สอง ผู้ที่จะให้สั่งสอนเราคือใคร ก็พอรู้บ้าง เพื่อไม่ต้องเสียเวลา ในการศึกษาปฏิบัติ นอกจากที่ตั้งสองคนเป็นการเริ่มต้นแล้ว ก็มีอีกหลายอย่างที่ขวางกั้นขณะที่เราปฏิบัติธรรม เราสร้างความรู้สึกตัว มันไม่ใช่ความรู้สึกตัวเสมอไป ความหลงก็มี ความง่วงเหงาหาวนอนก็มี ความลังเลสงสัยก็มี ความคิดฟุ้งซ่านก็มี กามราคะ ปฏิฆะ มานะ ทิฐิ ขวางกั้นไม่ให้มีสติ เหตุผลต่าง ๆ หลายอย่าง เราต้องให้ตั้งหลักให้ดี คือกรรมฐาน คือมีที่ตั้ง เอาสติมาตั้งไว้ที่กายนี้ ไม่มีใครช่วยเราได้ มีแต่เราพยายามช่วยตัวเอง พอเวลาใดที่ไม่มีสติเกิดขึ้น มันหลงไป เราก็กลับมาได้ ไม่ต้องยุ่งยาก เพียงแต่เรามีความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวเขาไม่อยู่ที่ไหน อยู่ที่เรานั้นเอง ไม่มีใครช่วยเราได้ เราก็พยายามจะมีความรู้สึกตัว ขณะที่มันหลง ง่วงเหงาหาวนอน อะไรก็ตาม ความรู้สึกตัวเท่านั้น ที่ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ สารพัดอย่างที่มันเกิดขึ้น ขณะที่เราปฏิบัติเจริญสติอยู่ แปลว่าผิดแล้วถูก จะเป็นไปตามเหตุและผล ทั้งๆที่บางทีไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่ผล มันง่วงนอนขึ้นมาอย่างนี้ มันคิดอย่างนี้ บางทีไม่มีเหตุผลเลย ก็ง่วงเกิดขึ้นมาเอง ความลังเลสงสัย ตัดสินใจไม่ได้ อะไรถูกอะไรผิด บางทีก็เหตุผลบ้าง เข้าไปด้วยกันกับอาการต่างๆที่เกิดขึ้น ตามเหตุปัจจัย เราจึง อะไรก็ได้ ไม่ต้องหวั่นไหว มีสติทั้งนั้น เรานั่งอยู่มันคิดจะลุก ก็อย่าเพิ่งไปลุกกับความคิด อย่าให้ความคิดมันสั่ง เดินอยู่มันคิดจะนั่ง ก็อย่าให้ความคิดมันพานั่ง ให้ความรู้สึกตัว พยายามเอาความรู้สึกตัวออกหน้าออกตา แม้มีอะไรเกิดขึ้น มีความรู้สึกตัวเป็นที่ตั้ง ความรู้สึกตัวก็จะมีอำนาจ มีบทบาท ถ้าเราให้โอกาสความรู้สึกตัว ความรู้สึกตัวก็แสดง ความเป็นธรรมมีอำนาจมากขึ้น จะมีอะไรมาปิดบัง เหตุผลมาปิดบัง ความชอบไม่ชอบ อะไรต่าง ๆ มาปิดบัง ให้มีสติล้วนๆเข้าไปกับการกระทำของเรา แม้ครูอาจารย์ก็ช่วยไม่ค่อยได้ ให้ทำเอาเอง มันเข้มแข็งเอง การช่วยตัวเองนี่มันดีกว่าคนอื่นช่วย ถ้าคนอื่นช่วยมันอ่อนแอได้ ถ้าเราช่วยตัวเองมันเข้มแข็งได้ทันที เวลามันหลง รู้ได้ทันที เข้มแข็งตรงนี้ด้วย อะไรเกิดขึ้นรู้ได้ทันที ความรู้สึกตัวจะคล่องตัวมากขึ้น ถ้าไปเอาเหตุเอาผล เอาความผิดความถูก เอาความชอบไม่ชอบเป็นที่ตั้ง ความรู้สึกตัวก็อ่อนแอไป ก็ไม่ให้โอกาส ความถูกต้องชอบธรรมมีอยู่ในเรา แต่เราไม่ให้ความชอบธรรมแสดงบทบาทออกมา ก็เลยไม่เป็นผลเท่าที่ควร แทนที่มาเจริญสติ จะได้สติ อ้าว! กลับเป็นทุกข์มากขึ้น ได้ความหลงมากขึ้น คิดมากขึ้น เครียดมากขึ้น สารพัดอย่าง บางทีมาปฏิบัติธรรม พอตั้งต้นปฏิบัติก็หน้าบูดหน้าบึ้งไปเสียแล้ว เอาผิดเอาถูกกับตัวเอง เคี่ยวเข็ญตัวเอง ก็เลยไม่มีกรรมฐานเป็นที่ตั้ง เถลไถลไป ไปมีไปเป็นอะไร นอกไปจากสติไปซะ เราพยายามดูดีๆนะ เวลาปฏิบัติธรรม ต้องพอสมควร ถึงคราวอดทนก็อด ถึงคราวปล่อยวางก็ปล่อย ถึงคราวที่ต้องเปลี่ยนแปลงความหลงเป็นความรู้ก็พยายาม จากค่อยตาม บางทีมันมาแรง เช่นความง่วงเหงาหาวนอนมันแรง ความรู้สึกตัวมันไม่เพียงพอ ก็หาอุบายหลายๆอย่างมาช่วยเสริม ให้เกิดพลังความรู้สึกตัวมากขึ้น อาจจะมองไปข้างนอก เอาความรู้สึกตัวมองไปข้างนอก ท้องฟ้าทิศเหนือทิศใต้ พยายามยืดตัวขึ้น ตั้งต้นใหม่ ตั้งหลักใหม่ ออกฉากใหม่ มาช่วยตะลุมบอนเลย ซึ่งจะมีโอกาส มีจังหวะ จังหวะบางทีมันถ้าไม่มีจังหวะดีมันก็แพ้ ถ้าจังหวะดีมันก็ไม่แพ้ มันก็ได้ชัยชนะ เมื่อเราจะฟันต้นไม้ จังหวะยืนให้มั่นคง จึงออกแรงได้เต็มที่ ถ้ายืนไม่มั่นคง ออกแรงได้ไม่เพียงพอ  เราก็สู้กับ ทำได้ยาก พ่ายแพ้ตลอดเวลา เวลาง่วงทีไร ก็พ่ายแพ้ทุกที เรามีจังหวะดีก็ชนะทุกทีได้เหมือนกัน แล้วประมาทความง่วงเนี่ย ไม่ยิ่งใหญ่เสียแล้ว กระจ็อกกระแจ๊กนิดเดียว บางทีพระกรรมฐานเนี่ย ยังนั่งสัปหงก แสดงว่าไม่กระจ๊อกเสียแล้ว ยิ่งใหญ่ตลอดไปเลย เราจึงเพียรพยายามเข้มแข็งตรงที่มันอ่อนแอให้ได้ ความอ่อนแอ ความเข้มแข็ง มันต่างวาระ ต่างหน้าที่กัน ไม่เหมือนกันทุกคน เราต้องเป็นบทเรียนของเราไปเอง เป็นสูตรของเราเอง แต่สูตรของเรานี่ก็เป็นสูตรแบบพระพุทธเจ้า ถ้าสูตรแบบมีความรู้สึกตัวอันเดียวกัน ถ้าสูตรแบบเหตุผลต่างกันกับพระพุทธเจ้า เหตุผลไปคนละทิศละทาง จึงมามีหลัก คือกรรมฐานมีที่ตั้งเอาไว้ มีความรู้สึกตัวให้มากๆ ฉวยโอกาสด้วย ไม่เฉพาะในรูปแบบ นอกรูปแบบก็ยังทำได้ ถ้าเถลไถลไป แต่ว่าเป็นสมัครเล่น เล่นกับท้าทายความทุกข์ ความโกรธ ความโลภ ความหลงได้ หย่อนๆเรารู้ หักคอมัน ตอนที่มันได้โอกาสที่มันจะย่ำยีเรา เราก็หักคอตรงนั้นได้ หรือว่าจ๊ะเอ๋กันตรงนั้นได้บ้าง จับได้ไล่ทันต่อหน้าต่อตา บางทีเราคุมเกินไป ไม่อยากให้มันคิด พยายามจี้เข้าไป  มันไม่ใช่กีฬาเท่าไหร่ เหมือนนักมวยเขาชกกัน ไม่ใช่ชกตะพึดตะพือ ให้เขาชกดูด้วย เมื่อเขาชกดู อาจจะน๊อคตอนนั้นก็ได้ ถ้าอธรรมมันคุกคาม เราก็น๊อคตอนนั้นก็ได้ มันหลง อ้อ มันทุกข์ อ้อ ตรงนั้นด้วย ให้มันทุกข์ก่อน ก็เห็นมันก็ดีเหมือนกัน จะได้รู้รสชาติระหว่างความทุกข์กับความไม่ทุกข์มันต่างกันยังไง ความหลงความไม่หลงมันต่างกันยังไง ไม่ใช่รุกส่งเข้าไป รับด้วย ตั้งรุกตั้งรับบางโอกาส เหมือนเราวิ่งรถ ถ้าทางมันจราจรติดขัดละก็ ค่อยๆไป รับไป ถ้าถนนว่างก็วิ่งเอาๆ มันก็ไม่ว่างเสมอไป มันวุ่นเหรอ มันก็จึงจะว่างได้ ถ้าไม่วุ่นมันก็ว่างไม่เป็น ผ่านจากความวุ่นมันก็จึงจะถึงความว่างได้ ผ่านจากความหลงจึงเป็นความรู้ได้ ผ่านจากความทุกข์จึงไม่ทุกข์ได้ บทเรียนตรงนี้สำคัญที่สุด มีค่ามาก อย่าปฏิเสธ เวลามันหลงเราไม่ชอบ เวลามันไม่หลง ดี ไม่ใช่อย่างนั้น ผู้ปฏิบัติธรรมอันหลงก็รู้มัน อันไม่หลงก็รู้มันอย่างนี้ อย่าไปตั้งเป้าหมายเป็นอย่างอื่น หวังจะได้อันนั้น หวังจะได้อันนี้ จะเอาให้ได้อันนั้น ไม่ถูกต้อง เจ้าชายสิทธัตถะออกบวช เอาชนะแม้กระทั่งกาย อดข้าวอดน้ำ ไม่หายใจ สอบดูว่า ก็เสียเวลาทั้ง 6 ปี เหตุที่พระองค์ออกบวชเพราะเรื่องอันใด เพราะเรื่องการเกิดแก่เจ็บตายนี้แหละ เห็นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตาย จึงออกบวช มันเกิดตรงไหน มันแก่ตรงไหน มันตายตรงไหน มามีสติ อันสุดท้าย ดู กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมมานุปัสสนา จนรื้อถอน เป็นขั้นขั้นไป กายสักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ตรงนี้ ตรงนี้ มันจึงตรง แก่ที่ไหน แก่ที่กาย เจ็บที่ไหน เจ็บที่กาย อันกายนี้เป็นทุกข์เป็นชาติอะไรมาก มากมาย ชี้หน้าลงไปเลย กายสักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา เวทนาที่เป็นสุขเป็นทุกข์ อ้าว มันเกิดขึ้นมา พอหันหน้ามาดูตรงนี้ มันเห็น ไม่ใช่ไปเอาชนะ มันโชว์ โชว์ความผิด โชว์ความถูก เราก็ดูออก เพราะไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา จิตหรือ ที่มันคิดโน่นคิดนี่ เอาผิดเอาถูกความคิดหรือ ตัดสินใจตามความคิดหรือ มันก็ไม่ใช่ จิตสักว่าจิต ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา การที่มันเป็นอาการต่างๆเกิดขึ้น ความผิด ความถูก ความสุข ความทุกข์ ความสงบ ความฟุ้งซ่าน มันก็เป็นอาการอันหนึ่งของธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมดา มันก็ต้องมีว่าสักว่าธรรมไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา จะมองเห็นเป็นรูปธรรมนามธรรม ทั้ง 4 อย่างนี้ รวมกันเป็นรูปนาม อ้าว ที่มันรู้จักสุขจักทุกข์ มันเคลื่อนไหว มันสุขเป็น ทุกข์เป็น มันอะไรมันรู้ได้ อ้าว มันมีนามธรรม ไม่ใช่ก้อนอิฐ ก้อนหิน แทนที่จะเอามาเป็นทุกข์ ขอบคุณมันด้วย เป็นอาการของรูปไปซะ มันโกรธมันทุกข์ มันรักมันชัง เกิดกิเลสตัณหา อ้าว มันเป็นอาการของนามไปแล้ว ไม่ใช่นามจริงๆ วันนั้นไม่เป็นไร วันนี้มาวุ่นวายทำไม โอ้ มันนามธรรม มันมีอาการต่างๆ ก็รู้ได้กันนี่แหละ มาเห็นอาการของรูป มาเห็นอาการของนาม ไม่ต้องเรียกว่ากาย ไม่ต้องเรียกว่าเวทนา ไม่ต้องเรียกว่าจิต ไม่ต้องเรียกว่าธรรมเลย มาเรียกเป็นสองอย่าง เป็นอาการหนึ่ง ธรรมชาติอันหนึ่ง เข้าไปได้เลย ง่ายนิดเดียว เป็นเครื่องทุ่นแรงขึ้นมา ไม่หนัก แต่ก่อนหนัก พอมาเห็นเป็นรูปธรรม นามธรรม ไม่หนักเลย มันช่วยตัวของมัน ในตัวของมันเอง นามก็ช่วยนาม รูปก็ช่วยรูป ก็มีสติช่วยเข้าไปอีกแรงหนึ่ง ก็ช่วยได้สำเร็จ เนื่องมันในมันเลย การปฏิบัติธรรมนั้น ถ้าทำถูกมันก็ง่าย เหมือนกลิ้งครกลงเขา ถ้าทำผิดก็ยาก เหมือนกลิ้งครกขึ้นเขา มัวแต่ไปสู้อด หน้าบูดหน้าบึ้ง เอาความผิดมาลงโทษ เอาความถูกมา ความชอบ พอใจ เสียใจอยู่ ไม่ใช่ ไม่มีคำว่าพอใจ ไม่พอใจ สติจริงๆเป็นตัวกลางๆ มันจะเห็นเท่าเดิม ความผิดก็อันเก่า ความถูกก็อันเก่า ความทุกข์ก็อันเก่า ความไม่ทุกข์ก็อันเก่า มันไม่มีใหม่เลย มันก็เหมือนเดิม สติไปเห็นทั้งสุข ทั้งทุกข์ มันอันเก่า ทุกข์ อะไรก็ตามคือทุกข์ มันก็เรื่องเก่า ความไม่ทุกข์ก็อันเก่านั่นแหละ ไม่ต้องหาอันใหม่ให้เหมือนเครื่องง่ายเครื่องมืออย่างอื่นเลย มันเป็นอันเดียวแท้ๆ เราจะไปคิดว่ามันทำไม่ได้ ทำได้อยู่นั่น เสียเวลาเปล่า ไม่ต้องว่าได้ มันต้องว่าไม่ได้ มีแต่เห็นมันไป ถ้าเอาได้ เอาไม่ได้ มันก็เป็นรสของโลกอยู่ เราจึงมาศึกษามาปฏิบัติทางนี้ ให้เริ่มต้นที่เราให้เข้มแข็ง หลวงพ่อเทียนอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกับเรา บางทีเราปฏิบัติ เราไปอาศัยหลวงพ่อเทียนมากเกินไปก็ไม่เข้มแข็งสักที ให้มันผิดลองดูซิ ถ้าเราเจ็บไข้ได้ป่วย อาจจะแล้วแต่ภายนอกเราก็อ่อนแอได้ หนึ่งละ เราต้องดูแลตัวเรา ไม่ต้องตายเพราะความเจ็บ ไม่ต้องตายเพราะความแก่ ไม่ต้องตายเพราะความตาย จะได้ไหม ไม่ใช่ตายเพราะความเจ็บ ไม่ต้องตายเพราะความตาย ถ้าเราดูตั้งแต่ต้น  มันเห็นมันเนี่ย เห็นกายสักว่ากาย เห็นจิตสักว่าจิต ไม่เข้าไปเป็นกับสิ่งเหล่านั้นก็ทำได้ ก็เรียนดู นอกจากธรรมะล้วนๆ ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเกิดแก่เจ็บตายแล้ว มันก็มีอะไรเสริมเข้าไป เสริมเข้าไป อย่างน้อยก็ต้อง เมื่อมีอย่างนี้ไม่รู้นี่ก็ไม่หวั่นไหว ไม่กลัว กล้าอยู่ในอาการเกิดแก่เจ็บตายได้ .....ความสะอาด รักษาความสะอาดของตัวเอง การใช้ชีวิตอันถูกต้อง ให้พอเหมาะพอสมตามฐานะของเรา ไม่ให้ความแก่มาอ้าง ไม่ให้ความเจ็บมาอ้าง ความรู้สึกตัวไม่มีอะไรอ้างเลย ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีหนุ่ม ไม่มีสาว ไม่มีเพศวัย เป็นความรู้ล้วนๆ เราเตรียมไว้อยู่นั่น ไม่ใช่ไปเตรียมสู้กับความเจ็บเมื่อมันเจ็บ ไปสู้กับความแก่เมื่อมันแก่ ไปสู้ความตายเมื่อมันตาย ไม่ใช่เลย เหมือนนักมวยที่เขาไปชก ต้องฝึกซ้อม พอสมควร จึงเขามีความสามารถที่จะเอาชนะคู่ชกได้ คนมีความสามารถเรื่องไหน เขาก็ตามไปสิงเรื่องนั้นๆ ให้เราประกอบอาชีพการงาน อาชีพการงาน อาชีพการงานก็พอใจในการทำนาว่าจะไม่ยากไม่จน แต่ก่อน..... ไม่คิดว่าจะยากจนเพราะมันทำได้ นาเราก็มี เราก็ทำเป็นด้วย ตายอดตายอยาก เขาไม่ต้องอดไม่ต้องอยากต่อไป มั่นใจในอาชีพการทำนา พ่อค้า ข้าราชการก็มั่นใจ ก็มีความสามารถในอาชีพก่อน มั่นใจในการกระทำของเรา เพราะนั่นเป็นอาชีพที่เป็นเลี้ยงชีวิต อาชีพแห่งพรหมจรรย์น่ะยิ่งมากกว่านั้น ไม่ต้องอาศัยอันอื่น อาชีพชาวนาต้องอาศัยทุ่งนา หน้าฝน ข้าวปลูกข้าวปลัง เครื่องมือต่างๆ ....ไม่ยอมจน แต่อาชีพการปฏิบัติธรรมเลี้ยงชีวิตด้วยธรรม สิกขาธรรม ไม่ต้องอาศัยอันอื่นเลย อยู่กับเราทุกๆโอกาส ... แต่ไปหลงทำไม แต่ไปทุกข์ทำไม จะไปโกรธทำไม จะวิตกกังวลคับข้องไปทำไม จะปล่อยให้มันลอยนวลหรือ  อันอธรรมทั้งหลายต้องรู้ไว้ หลวงตาก็พูดไม่ได้เต็มที่ อยากบอกอยากสอนแต่ว่ามันมีภาระ มันมีปัญหาหูหนวก ไม่อยากพูดกับใคร ก็คนถามเราก็ไม่ค่อยได้ยิน ไม่อยากพูดกับใคร ให้...... อย่างนี้ก็พูดได้ แต่พูดพอบอกสอบอารมณ์ แหม ไม่อยากพูดแล้ว หูหนวก เหมือนกับทะเลาะกัน คนพูดกับคนหูหนวกต้องพูดแรงๆ  สมัยก่อนเราก็หูดี พอหูหนวก พูดได้สองสามคำก็ไม่อยากพูดแล้ว ไม่สุภาพ แล้วก็พูดกับคนหูหนวกก็ต้องออกแรง กิริยาท่าทางก็ต้องไม่เหมือนธรรมชาติแล้ว ก็เลยไม่อยากพูด เพราะฉะนั้นก็อย่ามาฟังอะไรเรา ก็ถือว่าเราก็ทำพอสมควรแล้ว สี่สิบกว่าปีเนี่ย ก็มีอะไรก็บอกหมดสอนหมดแล้ว และก็ไม่ต้องมานั่งกราบนั่งไหว้เรา เราก็ไม่อยากจะนั่งให้ใครกราบไหว้ ถ้าเคารพกัน ก็อย่าหลง อย่าทุกข์ อย่าโกรธ อย่าเบียดเบียนตนเอง อย่าเบียดเบียนคนอื่น นั่นแหละเคารพกันแล้ว เคารพพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนเรา ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนคนอื่น โอวาทปาติโมกข์ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำตนให้... ฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทั้งหลาย เพียงเท่านี้ ก็อย่าเบียดเบียนตนเอง อย่าเบียดเบียนคนอื่น และก็ทำจิตของตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ การเบียดเบียนตนก็อยู่ที่เรานี่เอง การเบียดเบียนคนอื่นก็อยู่ที่เรา การทำจิตให้บริสุทธิ์ก็อยู่ที่เรา ไม่ต้องไปขอใคร นะ อันนี้ก็พูดให้ฟัง สมควรแก่เวลา

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service