PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
  • มาเรียนรู้กายและใจ
มาเรียนรู้กายและใจ รูปภาพ 1
  • Title
    มาเรียนรู้กายและใจ
  • เสียง
  • 5320 มาเรียนรู้กายและใจ /lp-khamkean/2020-08-20-16-42-37.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันพฤหัสบดี, 20 สิงหาคม 2563
ชุด
ผู้บอกทาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ผู้ถอดคำบรรยาย :  Rochana Ratanaubol

    ผู้ตรวจคนที่ 1 :

    ผู้ตรวจคนที่ 2


    มาเรียนรู้กายและใจ

    ผู้ให้ธรรม: หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ

    วันเดียวที่มันแสดงออกมาตามกาลเวลา ในชีวิตจิตใจของเรานี้มันไม่เหมือนเก่า ถ้าเหมือนเก่าก็ถือว่ามีธรรมะ ถ้าไม่เหมือนเก่าก็ปฏิบัติธรรมจากไม่มีธรรมะ เช่นจิตใจเนี่ยมันเหมือนกับลิง อยู่นิ่งไม่เป็น พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบตัวนิ่งไม่เป็นนี่เป็นสังขาร สังขารเปรียบเหมือนนายช่างปั้นหม้อเป็นอาชีพ หม้อลูกใดที่นายช่างปั้นขึ้น ลูกเล็ก ลูกโต ลูกสวย ลูกไม่สวย แตกทั้งนั้น ไม่มีหม้อลูกไหนที่ไม่แตก ผลิตผลของสังขารการปรุงๆแต่งๆ มีแต่ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน แต่คนเราไม่ศึกษา ก็เป็นไปตามสังขารปรุงแต่ง จิตสังขาร ฟูๆแคบๆ ปรุงให้รัก ปรุงให้ชัง ปรุงให้พอใจ ไม่พอใจ นั่นเรียกว่าเจ้าสังขารไม่ใช่เรา ถ้าเราไม่รู้ก็วิ่งไปตามเขา ตามเจ้าสังขาร บังคับขับไสเราไป เราก็มีญาณ ไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้สึกตัว ก็ตกเป็นทาสรับใช้ตัวสังขาร เมื่อมาปฏิบัติธรรมจะเห็นชัดเจน เรากำลังนั่งยกมือสร้างจังหวะให้มีความรู้สึกตัว เจ้าสังขารนี่ก็อยู่นิ่งไม่ได้หาเรื่องที่จะแสดงออกเหมือนกับรบกวน เหมือนๆกับลิง ลิงมันอยู่นิ่งไม่เป็น โดยเฉพาะจิตใจถ้าไม่ฝึกหัดมัน ถ้าฝึกหัดมันก็นิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด ไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ้าไม่ฝึกก็ตายแล้ว เกิดดับ เกิดดับ   

    เมื่อเรามาศึกษามีสติแล้วเห็น อย่างน้อยก็เห็นกายเคลื่อนไหว มีสติ เห็นใจมันหลงคิดไปแล้วมีสติ หลงทางจิต เรียกว่าจิตตสังขาร หลงทางกายเรียกว่ากายสังขาร เมื่อหลงแล้วเป็นสังขารองค์ที่สามต่อไป พวกปาทินนกสังขาร ยึดว่าตัวว่าตน แทนที่เขาเป็นเรื่องของเขา เราไม่รู้ สำคัญมั่นหมายว่าตัวเรา เรารัก เราพอใจไม่พอใจ ไปถูกเอาถูกสังขารหลอกเป็นไปต่างๆ เป็นภพเป็นชาติไปตามสังขาร

    เมื่อเรามาปฏิบัติธรรมแล้วมันเห็นแจ้ง มันเห็นแจ้งสิ่งเหล่านี้ด้วยวิปัสสนา วิปัสสนาคือมันเห็นแจ้ง เห็นแจ้งในกายในใจ แต่ถ้าเห็นเป็นกายเป็นใจนี้ยังไม่แจ้งเท่าไหร่ เหมือนกับแสงเงินแสงทองพอมองเห็นทิศเห็นทาง เห็นแจ้งก็เห็นเป็นรูป เห็นเป็นนาม เป็นรูปธรรม เป็นนามธรรม เหมือนกับแสงพระอาทิตย์ขึ้นส่องโลก อะไรเป็นยังไงเห็นแจ้ง เห็นต้นไม้ เห็นใบไม้ เห็นอะไรต่างๆที่เป็นวัตุสิ่งของ กายก็เป็นวัตถุอันนึงที่เป็นรูปธรรม รูปธรรมตัวนี้ฉิบหายเพราะร้อนเพราะหนาว เพราะกาลเวลา มันเป็นของมันตามธรรมชาติ ส่วนนามธรรมนั่นฉิบหายเพราะเจ้าสังขาร สังขารา ปรมา ทุกขา สังขารเป็นทุกข์อย่างยิ่ง สังขารเกิดขึ้นเพื่อให้เป็นวิสังขาร คือดับ วิสังขารคือ ความรู้สึกตัว  ความรู้สึกตัวเป็นกระแสของมรรคผลนิพพาน สังขารเป็นทุกข์ วิสังขารไม่เป็นทุกข์ ดับทุกข์ ความรู้สึกตัวเป็นสิ่งคุมกำเนิดของสังขาร เราไม่ต้องไปห้ามมัน ไม่ต้องไปทำอะไรกับมัน เหมือนกับแสงสว่างมีอยู่ในความมืด ความมืดมีอยู่ในแสงสว่างไม่ได้ แต่แสงสว่างน่ะมีในความมืดได้ ฉันท์ใดก็ดีความรู้สึกตัวเหมือนแสงสว่าง ความหลงตัวเหมือนกับความมืดที่กลายเป็นสังขาร มันอยู่ไม่ได้ เราไม่ต้องไปทำอะไรกับเขา เพียงแต่เรามีสติเรื่อยไป

    วิธีปฏิบัติ เห็นรูปเห็นนามตามความเป็นจริง เห็นรูปเห็นนามแล้วไม่พอ มันต่อไป เหมือนเราไปเก็บเห็ด ถ้าเห็นเห็ดบางประเภทมันอยู่เป็นหมู่ เห็ดระโงก เห็ดปลวก เห็ดเผาะ มันอยู่เป็นหมู่ ถ้าเห็นดอกหนึ่งแล้วก็มีดอกที่สอง ที่สามไป เห็นรูปมันก็เห็นนาม มันตรงกันข้าม เห็นรูปธรรม เห็นนามธรรม รูปมันทำดี รูปมันทำชั่ว นามมันทำดี นามมันทำชั่ว เขาจะแสดงให้เห็นตามอาการของเขา รูปทุกข์ นามทุกข์ รูปนี่มันเป็นทุกข์ มันเป็นก้อนทุกข์อันหนึ่ง ร้อนก็เป็นทุกข์ หนาวก็เป็นทุกข์ หิวก็เป็นทุกข์ หนักเบาก็เป็นทุกข์ นอนมากก็เป็นทุกข์ เดินมากก็เป็นทุกข์ ยืนมากก็เป็นทุกข์ นั่งมากก็เป็นทุกข์ ต้องมีอิริยาบถเข้าไปช่วยเหลือในรูป ต้องกิน ต้องถ่าย ต้องหายใจ หายใจเข้า หายใจออก มันอยู่นิ่งไม่ได้ มันเรียกว่าอนิจจัง มันอยู่นิ่งไม่เป็น ไม่เป็นตัวของตัว อันนี้เห็นเป็นรูปทุกข์ นอกจากทุกข์ สภาวทุกข์ตามธรรมชาติของรูปแล้ว ยังมีอาคันตุกะทุกข์เชิญมา ยังมีนิสสาทุกข์ ทุกข์เนืองนิจ ยังมีทุกข์อะไรร้อยแปด ทุกข์เพราะอุปาทานชั้นที่สอง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค 

    ส่วนสภาวทุกข์เป็นทุกข์ธรรมดาแก้ไม่ได้มีแต่กำหนดรู้ ด้วยการรู้ เช่น ความไม่เที่ยง กำหนดรู้การหายใจเข้า หายใจออก เป็นการกำหนดรู้ เลี่ยงไม่ได้ ส่วนการหิว ร้อน หนาว เป็นทุกข์ที่บรรเทา ไม่ใช่ถึงใจ แต่คนเราไม่รู้ อะไรก็มาถึงใจหมด ใจรองรับทุกอย่าง ใจนี้ก็ไม่รู้อะไร สุขก็เอา ทุกข์ก็เอา รักก็เอา ชังก็เอา ชื่อว่านาม ถ้าเป็นใจเฉยๆ เป็นใจเฉยๆง่ายที่จะเป็นอะไรง่าย ถ้าเห็นเป็นนามธรรม มันมีทาง เหมือนมีอันเปิดอันปิดเหมือนกับประตู ประตูเมื่อเปิดได้ก็ปิดได้ หน้าต่างเปิดได้ก็ปิดได้ ถ้าอันใดเปิดไม่ได้ ปิดไม่ได้ ไม่ต้องเรียกว่าประตูหน้าต่าง ในนามมันก็เหมือนกัน มันเป็นของที่ไม่จนถ้าเห็นเป็นนามแล้ว ถ้าเห็นเป็นใจนี่จนง่าย เป็นตัวเป็นตนได้ง่าย ถ้าเห็นเป็นนามนี่เหมือนกับมีที่แกะ มีเงื่อนไข มันก็ช่วยเรา ภาวะที่เห็นรูปเห็นนามมันเป็นเครื่องทุ่นแรง ถ้าเป็นการศึกษาก็ ก็ได้มีเครื่องมือมาช่วย มีหลักสูตรมาช่วย เหมือนของหนักมีเครื่องทุ่นแรงช่วย การคิดเลขมีเครื่องคอมพิวเตอร์มาช่วย หยิบข้อมูลช่วยไม่ต้องไปจำ 

    ในรูปในนามก็เหมือนกัน นามมันบอก อันนี้เป็นรูป รูปมันบอก อันนี้เป็นนามมันบอก รูปทุกข์มันบอก เขาเป็น เรื่องของเขา เราก็เห็นเอา ทุกข์บางอย่างกำหนดรู้ ทุกบางอย่างบรรเทา เกินนั้นไม่ได้ ไม่ต้องมาถึงใจ เช่นหิวข้าวต้องกินข้าว ร้อนก็ต้องอาบน้ำ ถ้าหนาวห่มผ้า ทำงานเหนื่อยก็พัก อย่าใช้อะไรเกินไปไม่ได้ มีขอบเขต มีเวลา บางทีรูปนามมันสอนเรา ธรรมชาติมันสอนเรา เราฉลาดเพราะรูปเพราะนามที่มันบอกเรา ถ้าเราไม่เห็นมันก็โง่ โง่เพราะรูปนามมันแสดง ไม่ได้ประโยชน์จากรูปจากนาม มันก็บอกอยู่ว่านี่คือทุกข์อย่าไปยุ่งกับเรา นี่คือความไม่เที่ยง นี่คือความไม่ใช่ตัวตน ถ้าไปยึดเมื่อไหร่ก็มีปัญหา ก็ไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ก็มีปัญหา มันก็เป็นอย่างนั้น รูปธรรม นามธรรม มันทำดี มันทำชั่ว รูปโรค นามโรค มันเกิดโรคได้ 

    โรคของรูป ธรรมดาคือ ร้อน หนาว หิว เจ็บไข้ได้ป่วย ก็การร้อน หนาว หิว อะไรต่างๆ เป็นโรค โรคของรูปธรรมดา เป็นโรคอันหนึ่งที่เกิดขึ้นเรียกว่าโรค เชื้อโรคไม่ใช่โลก  ร.เรือ ค.ควายน่ะโรคที่เกิดขึ้นที่เป็น ร.เรือ ค.ควาย เป็นโรคทำให้รูปนี้ฉิบหายวายวอด เพราะฉะนั้นต้องเยียวยารักษา ใจไม่ต้องทุกข์ก็ได้ แต่คนไม่รู้ เป็นสุขเป็นทุกข์เพราะเรื่องโรค ก็เจ็บไข้ได้ป่วยก็เป็นทุกข์ โกรธก็เป็นทุกข์ มันไม่ใช่ ถ้าเราฝึกหัดแล้วมันจะเป็นอันเดียว จิตใจน่ะ ป่วยก็ใจดวงเดียว หายป่วยก็ใจอันเดียว หิวก็อันเดียว อิ่มก็อันเดียว แต่ถ้าเราไม่ฝึกหัด มันเป็นหลายอย่าง เป็นหลายดวง เหมือนพระอาทิตย์ส่องเงาอาทิตย์ในน้ำ ถ้าน้ำมีคลื่นก็มองเงาอาทิตย์เป็นหลายดวง หรือดวงจันทร์มองเป็นเงาในน้ำ ถ้าน้ำมีคลื่นก็มีหลายดวง คลื่นไม่ใช่น้ำ 

    อันนามธรรมเนี่ย ถ้าเป็นนามธรรมล้วน ๆ บริสุทธิ์ สิ่งที่ทำให้เป็นรูปธรรม เป็นนามธรรม เป็นรูปโรค นามโรคเกิดขึ้น เพราะมีเหตุปัจจัย เช่น ความดีใจ เสียใจ อันนั้นมันไปทางอื่น ไม่ใช่เป็นธรรมดา แล้วก็ไปนึกว่าสิ่งนั้นเป็นตัวเรา นึกว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา เราก็หลงตรงนั้นเสียเวลา บางทีก็ความโกรธก็เป็นเรา ความทุกข์ก็เป็นเรา มันเลยมาเป็นเรา เป็นตัวเป็นตนอยู่กับนามรูป นามรูปมันเกิดดับ เกิดดับถี่ ถ้าเราไม่รู้มันก็เกิดถี่ นามรูปนี่เกิดหลายภพหลายภูมิ ส่วนรูปนามเกิดทีเดียว อย่างหลวงตาเกิดทีเดียวเกิดมาได้เจ็ดสิบกว่าปี เกิดนามรูปนี่เกิดบ่อย ถ้าเราไม่มีสติน่ะ เพราะมันเป็นภพเป็นชาติ มันขยัน เหมือนกับสังขารก็ขยัน ขยันปรุง วิญญาณก็ขยันติดเอา สัญญาก็เก็บเอา เรียกว่าขันธ์ห้า มันเป็นปี่เป็นขลุ่ย สังขารปรุงแต่งขึ้น วิญญาณก็เก็บเอา แต่งเรื่องใดก็เก็บเรื่องนั้น เกิดโกรธก็เก็บเอาความโกรธ เกิดทุกข์ก็เก็บเอาความทุกข์ พอใจไม่พอใจเก็บเอาความพอใจไม่พอใจ เรียกว่ามันติดเรียกว่าวิญญาณ วิญญาณไปทางไหน 

    บางทีเราก็ไปถามกันว่าตายแล้ววิญญาณไปไหน อันนี้มีพระมาลุงกยบุตร ไปถามพระพุทธเจ้า บวชมาศึกษาธรรมะเพื่อจะถามคำนี้ให้พระพุทธเจ้าเฉลย ถ้าพระพุทธเจ้าไม่เฉลย มาลุงกยบุตรก็จะสึก เขาตั้งใจไปถาม พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้บอกว่าวิญญาณนี้คือล่องลอย คือคนเราเป็นเป็นนี่ไม่มีวิญญาณ มันคิดอะไรได้ มันโกรธเป็น มันสุขเป็น ทุกข์เป็น ไอ้วิญญาณ วิญญาณทางนามรูป ตามันมองอะไรเห็นได้เรียกว่าตามีวิญญาณ หูมันได้ยินอะไรเรียกว่าหูมีวิญญาณ กายสัมผัสร้อนหนาวมันมีวิญญาณ วิญญาณไม่ใช่ล่องลอยไปมันต้องมีเหตุปัจจัย อย่างเรานี่วิญญาณไปอยู่ที่ไหน ท่องเที่ยวไปไหน เวลานอนมันไหลไปไหน ยังไม่ตายก็ไหลไปแล้ว ยังเกิดฝันในภพภูมิต่างๆ ไม่นอนไม่หลับก็ฝันไปในภพภูมิต่าง ๆ ไม่ฝัน หรือกลางคืนว่าฝันกลางวันก็คิด ตัวคิดเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวสังขาร พระพุทธเจ้าจึงเห็น เห็นเนี่ย เห็นทุกข์เนี่ย เห็นทุกข์ที่มันเกิดจากรูปนาม มาจากนามรูปเนี่ย ความทุกข์ที่เกิดจากนามรูปเนี่ยดับได้ ความทุกข์ตามธรรมดาไม่ดับก็มี อย่างความไม่เที่ยงดับไม่ได้ มีแต่อย่างทุกข์ ความหิว ความร้อนนี่ ไม่ใช่ดับ บรรเทาเอา มันเป็นระเบียบของเขา ใจไม่ต้องทุกข์ ตายแล้ววิญญาณไปไหนไม่ต้องไปถามใครเราก็รู้ เราอยู่ตรงไหน 

    วันเดือนปีก็เป็นของเก่าวันเดียว เดือนเก่า โลกมันหมุน แต่เราไปสมมติบัญญัติว่าเป็นปีใหม่ ไม่ใช่อะไรที่มันใหม่ มันก็วันเดือนปีธรรมดา สมมติล้นฟ้า นอกจากรูปธรรมนามธรรม รูปโรค นามโรค รูปทุกข์ นามทุกข์ รูปสมมติ นามสมมติ สมมตินี่ปิดบังสัจจธรรม คนที่ไม่รู้ก็หลงในสมมติ สมมติเกิดขึ้นเป็นรูปธรรมก็มี เป็นนามธรรมก็มี สมมติเกิดจากการสัมผัสก็มี ตาเห็นรูปแล้วมันมีสติเกิดสมมติขึ้นมาว่าชอบ ว่าไม่ชอบ หูได้ยินเสียงเกิดสมมติขึ้นมาว่าชอบไม่ชอบ พอเห็นอะไรก็เอาสมมติบัญญัติไปกำหนด ไม่เห็นตามความเป็นจริง ว่าอันนี้เราชอบ อันนี้เราไม่ชอบ อันนี้ดีกว่า อันนี้ไม่ดี ที่เป็นวัตถุเอามาเป็นสมมติ เราก็หลงในความดีในความไม่ดี ทั้ง ๆที่สิ่งของวัตถุเป็นอันเดียวอยู่ตรงนั้น ก็เหมือนเก่า มันไม่ได้ดี มันไม่ได้ไม่ดี สมมติบัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ อย่างความโกรธนี่เป็นสมมติบัญญัติ ความทุกข์ก็เป็นสมมติบัญญัติบางอย่าง มันต่างกัน บางอย่างความทุกข์ของคนหนึ่งเป็นความสุขของคนหนึ่ง ความสุขของคนหนึ่งที่เขาบัญญัติเป็นความทุกข์ของคนหนึ่งแล้วแต่จะบัญญัติต่างกัน และเมื่อมีสมมติมาก ๆ บัญญัติเห็นแก่ตัวมากขึ้นก็เกิดการทะเลาะวิวาทกัน ถึงฆ่ากันได้ เพราะสมมติบัญญัติไม่ใช่ปรมัตถ์ ความโกรธเป็นสมมติบัญญัติ ความไม่โกรธเป็นปรมัตถสัจจะ มันอยู่ด้วยกัน เห็นสมมติเห็นบัญญัติเห็นปรมัตถ์ ของจริงมันบอก ของไม่จริงมันก็บอก เมื่อมันแตกฉานในธรรมแล้ว แตกฉานในรูปในนามแล้ว ไม่ต้องไปขบคิดใช้สมอง เป็นธรรมชาติเป็นกฎธรรมชาติ 

    ต่างคนบ่มกล้วย ถ้าโบราณบ่มกล้วยไม่มีเช็ดเหมือนทุกวันนี้ ตัดกล้วยมาก็เอาใส่หม้อแล้วก็เอาหม้อกระเบื้องใส่แกลบตั้งปากหม้อ เอากล้วยใส่ในหม้อ เอาดินผสมแกลบปั้น ยาปากหม้อให้มันปิดดีๆ แล้วจุดแกลบ ไฟจุดแกลบเป็นกำเป็นกันแบบทำ แล้วการที่จะให้กล้วยมันสุกไม่ต้องไปคิด เวลาทำอย่างนี้มันก็เป็นอย่างนี้ แล้วกล้วยมันสีเขียวกลายเป็นสีเหลืองได้ กล้วยรสฝาดกลายเป็นรสหวานได้ถ้าทำถูก 

    ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ดับความหลงกลายเป็นความไม่หลงได้ ดับความทุกข์กลายเป็นความไม่ทุกข์ได้ ดับความโกรธกลายเป็นความไม่โกรธได้ ไม่ใช่ไปห้ามโกรธ ไม่ใช่ไปห้ามทุกข์ ไม่ใช่ไปห้ามหลง เรามีกรรมฐาน เพราะทำสิ่งนี้ สิ่งนี้มี สิ่งนี้มันก็มี เราสร้างสติไม่ต้องไปคิด เมื่อใดมันจะหลงเมื่อใดมันจะรู้ เมื่อไรมันจะเป็นยังไง ไม่ต้องถาม เมื่อเรามีสติมันก็ไม่มีความหลงไปในตัว เมื่อเรามีความหลง มีสติความหลงก็หมดไป ไม่มีความหลง ความทุกข์ก็ไม่มี ความโกรธก็ไม่มี 

    มารดาของความโกรธ ความทุกข์ มันเกิดจากความหลง เราจึงจับตัวนี้เข้าไป มีสติ เหมือนกับความมืดเราจะเอาอะไรไปจับความมืดไม่ได้ เราต้องสร้างจุดแสงสว่างขึ้น นี่คือกรรมฐานง่ายๆ ไม่ยาก เป็นสิ่งที่ทำได้ บางทีเรา ของมันง่ายทำให้มันยากก็มี ของมันเบาทำให้มันหนักก็มี เมื่อเรามามีการกระทำแล้วมันเป็นไปเอง เหมือนคนไขกุญแจถูกดอก ใส่กุญแจเอาดอกกุญแจใส่อาจจะไม่ต้องดึง มันหลุดออกเอง เหมือนปลิงกัดเรา เมื่อปลิงกัดเราไม่ต้องไปดึงปลิงออก เอายาฉุนผสมน้ำ บีบน้ำยาใส่ปากมันมันก็หลุดออกไม่ต้องไปดึง ทำอย่างนี้ อย่างนี้มีอย่างนี้ก็มี และอย่างนี้ไม่มีอย่างนี้ก็ไม่มี เป็นธรรมชาติ กฎธรรมชาติ 

    ธรรมะคือธรรมชาติ เมื่อมีธรรมชาติก็มีกฎธรรมชาติ เหมือนมีไฟที่ใดก็มีลมที่นั่น ทำไมมันมีลม เพราะธรรมาชาติ ไฟมันลุกขึ้นมาก็มันก็ขับไล่อากาศเป็นคาร์บอนบังคับออกซิเจนหนี บังคับอากาศหนี เมื่ออากาศหนีมันก็เป็นหลุม เมื่อมันเป็นหลุม อากาศอื่นมันก็ถมลงไปก็เกิดเป็นลม ทีนี้มันเป็นหลุม เป็นคลื่น เหมือนเราน้ำมันนิ่งอยู่ดีๆ อยู่ในหม้อ ในโอ่ง เราเอากระบวย เอาขัน เอาแก้วไปตักน้ำซักแก้วหนึ่งออกมา แทนที่น้ำมันจะเป็นหลุม มันก็ไม่ยอมเป็นหลุม น้ำอยู่ในโอ่งในหม้อมันก็ไหลมาถมน้ำที่เราตักออก มันก็กระเพื่อม อากาศก็เหมือนกัน หรือเหมือนกับ วันไหนแดดจัดร้อนทำไมมีฝน เพราะว่าธรรมชาติ กฎธรรมชาติ เมื่ออากาศมันร้อน มันก้อนเมฆเกิดขึ้น อากาศร้อนเกิดการปั่นป่วนของอากาศ เกิดลมบ้าง เกิดก้อนเมฆ เหมือนเราเอาน้ำใส่หม้อไปต้ม มันร้อนมันก็เกิดไอน้ำเดือดขึ้นมาเป็นควันอยู่บนปากหม้อ วันแดดออกที่มันร้อนน่ะ แทนที่ถ้าแดดออกร้อน แทนที่จะเกิดอันอื่น มันเกิดฝน ฝนน่ะไม่ตกในความหนาว มันตกในเวลามันร้อน 

    ชีวิตคนเราก็เหมือนกัน มีเหตุมีปัจจัย อยู่ดีๆมันจะโกรธเลยไม่ได้ อยู่ดีๆมันจะทุกข์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าจึงเห็นทุกข์ พอเห็นเหตุให้เกิดทุกข์ พอเห็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ไปทำเหตุ ทุกสิ่งเกิดแต่เหตุดับที่เหตุ ทำไมจึงโกรธ ทำไมจึงโกรธเพราะมันหลง ทำไมจึงหลงเพราะเราไม่มีสติ ทำไมจึงไม่มีสติเพราะเราไม่ประกอบ สติมันจะเกิดขึ้นเพราะการประกอบ ไม่ได้ซื้อไม่ได้หา ประกอบเอา ไม่ต้องไปคิดว่าเมื่อไรความโลภ ความโกรธ ความหลง จะดับเบาบางจางคลายลง เมื่อไรจะรู้ ไม่ต้องมีเมื่อไร นักปฏิบัติไม่มีเมื่อไร นักปฏิบัติไม่มีทำไม มีแต่เข้าใจ เมื่อไรก็ไม่มี มีแต่การกระทำ ทำไมก็ไม่มี มีแต่การกระทำ คำพูดคำว่าทำไมไม่มีสำหรับนักปฏิบัติ ถ้าพอได้กระแสแล้วคำพูดคำว่าไม่ไหว ก็ไม่มีสำหรับนักปฏิบัติ ไม่ไหวก็ไม่มีคำพูดแบบนี้ ตามสัจจธรรมที่ว่าไม่ไหวเป็นสมมติบัญญัติ เป็นกิริยาเฉยๆ ไม่เป็นกรรมมันก็ต่างกัน บางคนพูดไม่ไหวนี่ มันก็เต็มทีแล้ว อาจจะน้ำตาซึม อาจจะเสียใจ หน้าตาเปลี่ยนไป มันไม่ใช่เป็นกิริยามันเป็นกรรม คำพูดอย่างเดียวอาจจะเป็นกรรม อาจจะไม่เป็นกรรม เป็นกตัตตากรรม ไม่ใช่กรรมที่เป็นผล ไม่มีผลถ้าเราไม่เจตนา แม้นี่คือสมมติบัญญัติ แต่จริงๆมันเป็นปรมัตถสัจจะ 

    พระพุทธเจ้าก็พระองค์ก็ตรัสเสมอกับเรา ไม่ได้ว่าเราคือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ว่าเราคือตถาคต หมายถึงเสมอกันกับพวกเรา เราก็ตถาคต ตถาคตก็เหมือนท่าน ท่านก็เหมือนเราตถาคต ไม่ใช่เป็นผู้วิเศษอะไร เราตถาคต ท่านทั้งหลายก็เหมือนเราตถาคต เราตถาคตก็เหมือนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับเราตถาคต คืออันเดียวกัน ถ้าเราปฏิบัติธรรมเนี่ยมันเห็น เห็นอย่างนี้เห็นอันเดียวกัน เห็นรูปเนี่ยเห็นอันเดียวกัน 

    การสอนธรรมะก็ไม่ได้คิดมาสอน ไต่เต้าไปตามที่เราเห็น เหมือนเราอยู่กรุงเทพ อยู่จังหวัดไหน เดินทางมาวัดป่าสุคะโต พอถึงวัดสุคะโตแล้วเราก็มองกลับไปถูก เดินมายังไงไปยังไง คนอื่นจะมาเราก็บอกได้ ถ้ามาจากกรุงเทพก็ผ่านที่นู้น เมืองนู้นเมืองนี้ ถ้ามาจากทางไหนก็ผ่านทางนั้น ปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน การเดินผ่านมาโดยการกระทำของเราแท้ๆ มันไม่ลืม เหมือนกับการจำในมันสมอง เห็นรูปก็เป็นรูปเหมือนกัน รูปของเราก็เหมือนกับรูปคนอื่น นามของเราก็เหมือนกับนามคนอื่น เป็นอันเดียวกัน ความไม่เที่ยงก็อันเดียวกัน ความเป็นทุกข์ก็อันเดียวกัน ความโกรธก็อันเดียวกัน ความไม่โกรธก็อันเดียวกัน จึงไม่มีอะไรผิด บางคนพูดว่าลูกศิษย์หลวงพ่อเทียนยุคนี้สอนธรรมผิดเพี้ยนไป ไม่ใช่เลย เพราะสอนเรื่องมีสติ กับสติอยู่กับพระพุทธเจ้าอันเดียวกัน แม้นานมาตั้งสองสามพันปี อันเดียวกัน สติอันนี้อยู่กับพระ สติอันนี้ที่อยู่กับโยม อันเดียวกัน อยู่กับคนหนุ่มก็อันเดียว อยู่กับคนแก่ก็อันเดียว ชาติใด ภาษาใด ลัทธิใด คือสติทั้งนั้น นี่มันไม่ลืม ไม่ต้องกลัว ผู้ที่เห็นกระแสได้กระแสแล้วไม่ลืมไปไหน เขาพูดเรื่องที่เราเดินมานี้ มาเห็นตรงนี้ มันจึงไม่ผิด อย่างเราเห็นความหลงเนี่ยอันเดียวกัน หลายคนที่เห็นความหลงอันเดียวกัน หลายคนที่มีสติความหลงหมดไป ความหลงทำให้เกิดสติเหมือนกัน ความทุกข์ทำให้เกิดสติเหมือนกัน 

    แต่ที่ไม่เหมือนกัน ความทุกข์เป็นความทุกข์บางคน ความหลงเป็นความหลงบางคน แต่บางคนความหลงเป็นความรู้สึกตัว ความทุกข์เป็นความรู้สึกตัว มันก็ต่างกันอันนี้หน่อยหนึ่ง แต่ว่าทุกข์อันเดียวกัน อยู่ที่การกระทำของเราว่าปฏิบัติธรรม ทำไมไม่หัด มันหัดไม่ยาก มันมีอยู่มีบทเรียนอยู่ ถ้ามันหลงเป็นอะไร รู้สึกตัว ลองดู หลงสองครั้งรู้สึกตัวสองครั้ง มีความทุกข์เท่าไหร่รู้เท่านั้น เรียกว่ารู้เท่ารู้ทัน ไม่ได้ไปหาที่ไหน อยู่กับเรานี่แหละ เพราฉะนั้นจึงเป็นอันเดียวกัน ไม่เป็นหญิงเป็นชาย เป็นอันเดียวกันคือ มีความรู้สึกตัว มีความหลงตัว แต่ความหลงนี้ไม่เหมือนกัน สิ่งที่คนหนึ่งหลงคนหนึ่งอาจจะไม่หลง สิ่งที่คนหนึ่งทุกข์คนหนึ่งอาจจะไม่ทุกข์ เพราะมันมีอันเดียวกันมันเห็นมาแล้ว เวลาหลงทีไรก็เห็นแล้ว มันไม่ได้หลงตลอดภพตลอดชาติ ไม่ใช่ทุกข์ตลอดภพตลอดชาติ สิ่งที่เราเคยทุกข์กลายเป็นปัญญาไป เราจึงทำได้ทุกคน มีกายเห็นกายเห็นเป็นรูป มีใจรู้อะไรได้เห็นเป็นนาม 

    สรุปสั้นๆ ถ้าเห็นเป็นรูป ถ้าเห็นเป็นกายเป็นใจ มันก็เป็นตัวเป็นตนง่าย ถ้าเห็นเป็นรูปเป็นนาม ไม่มีตัวมีตน ถ้าเห็นความร้อน เราร้อน เรียกว่าเห็นกาย มีกาย เป็นหนาวก็คือเราหนาว เป็นตัวเป็นตนกับกาย ถ้าเห็นเป็นรูป เห็นมันร้อนไม่ใช่เป็นผู้ร้อน ถ้าเห็นมันหนาว เห็นมันหนาว เห็นมันหิว เห็นมันเจ็บ เห็นมันปวด เห็นมันง่วงนอน เห็นมันเบื่อหน่าย เห็นมันขี้เกียจขี้คร้าน เห็นมันพอใจ เห็นไม่พอใจ เห็นความโกรธไม่ใช่เป็นผู้โกรธ เห็นความทุกข์ไม่ใช่เป็นผู้ทุกข์ ตรงนี้ ตรงนี้แหละพ้นจากการเกิดแก่เจ็บตายได้ถ้าเห็น  ถ้าเป็นละพ้นไม่ได้ 

    จึงมาดูให้มันเห็น เห็นเป็นรูปเห็นเป็นนามเนี่ย มันจะเป็นทางไป ถ้าเห็นแล้วเป็นทางไปเลย ถ้าเป็นแล้วไม่มีทาง มืดแล้ว ปิดแล้ว ปิดทางแล้วถ้าเป็น จนลงตรงนั้น ไปไม่ได้ไม่ผ่าน ถ้าเห็นแล้วผ่าน ถ้าเป็นแล้วไม่ผ่าน ถ้าถามว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เห็นสุขหรือเห็นทุกข์ ถ้าเป็นทุกข์ยักษ์เอาสุ่มขังไว้แล้ว ยักษ์มันถามเป็นสุขหรือเห็นสุข เป็นทุกข์หรือเห็นทุกข์ ถ้าตอบว่าเป็นผู้ทุกข์เป็นผู้สุข ยักษ์มันเอาสุ่มเหล็กขังไว้ไปไม่ได้ ถ้ายักษ์มันถามว่า เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เห็นสุขหรือเห็นทุกข์ เห็นมันสุขเห็นมันทุกข์ยักษ์ตายเลย ยักษ์ตายไปเลย ไม่มีอะไรเลย 

    ดังนั้นเราเป็นหรือเราเห็น ตรงนี้ใส่ใจดีๆในการศึกษา เหมือนเราเราเรียนอะไรวิชาอะไรมา ใส่ใจลองดู เมื่อใส่ใจตรงไหนที่นั้นก็รู้แจ้งได้ ใจมันฟรี ความหลงเอาไปกินฟรี ความทุกข์เอาไปกินฟรี ไม่ได้ ต้องมีสติเป็นทุนไว้ก่อน ทำไมเราจึงสร้างสติ ทำไมเราจึงต้องลืมตา มีตาทำไมหลับ ทำไมไม่ลืม มีสติทำไมไม่ใช้ ถ้ามีลองลืมตาภายในตาเนื้อตาภายใน ให้รู้ไว้ มันเกิดอะไรขึ้นเห็น ถ้าไม่ลืมมันเป็น ถ้าลืมตามันเห็น มันง่วงก็เห็น ถ้าหลับอยู่มันไม่เห็นความง่วง เป็นผู้ง่วงไปเลย ผลที่สุดทำอะไรไม่ได้ เป็นอยู่เช่นนั้นตลอดภพตลอดชาติ ไม่ถูกต้อง เราจึงมาฝึกหัด จำเป็น จำเป็นเรื่องนี้ ไม่ใช่ไม่จำเป็น เพราะชีวิตเราเป็นการบ้าน เป็นการบ้าน มีความไม่เที่ยงเป็นการบ้าน มีความเป็นทุกข์เป็นการบ้าน มีการเกิดการแก่การเจ็บการตายเป็นการบ้าน

    การเกิดเป็นทุกข์ พลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ เป็นผู้ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว เป็นผู้มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว เวลาอะไรเกิดขึ้นมันเป็นทุกข์มั้ย ความไม่สบายกายเป็นทุกข์มั้ย ใจมีความไม่สบายใจมีมั้ย มันไม่มีความไม่สบายกายความไม่สบายใจ มีแต่เห็นมันไม่สบาย ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์ อยู่ตรงนั้นมันก็เป็นอย่างนั้น ถ้าไม่อยู่ตรงนั้นมันก็ไม่เป็นอย่างนั้น มาดูมันซิ สัตว์ทั้งหลายทั้งหมดบนโลกนี้ โลกนี่คือกาย กว้างศอก ยาววา หนาคืบ มีสัญญาและจิตใจเนี่ย มันเป็นอะไรได้ เราจึงมาดูมัน สนุกดี สนุก เขาแสดงให้เห็น สนุกดู ดูอะไรไม่เท่ากับดู ดูชีวิตของเรา เห็นของจริงของเท็จ ไม่น่าเบื่อหน่าย พออกพอใจ อยากชวนมาดู เชิญมาดู น้อมมาใส่เรา 

    สวากขาโต ภควตา ธัมโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เห็น ได้ตรัสไว้ดีแล้ว 

    สัณทิฎฐิโก   เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาจะต้องปฏิบัติ

    อะกาลิโก     ปฏิบัติได้ ให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล

    โอปะนะยิโก เป็นสิ่งที่ควรน้อมมาใส่ตัว

    เอหิปัสสิโก   ท่านจงมาดูเถิด

    มาดูซิ เห็นไหม เห็นความไม่เที่ยงไหม เห็นความเป็นทุกข์ไหม หรือว่ามันมาทีไรก็เป็นไปกับมัน ไม่เห็นมัน มันก็เป็นทุกข์ เวทนาก็เป็นทุกข์ ถ้าเห็นรูปเห็นนาม ไม่ใช่เวทนา เป็นอาการ ถ้าเห็นกายเห็นใจไปเป็นเวทนา ถ้าเห็นรูปเห็นนามแล้วเป็นอาการ เบ๊าเบา เหมือนปุ๋ยที่ดี ถ้าปุ๋ยดีดีเบาๆนะ ถ้าปุ๋ยไม่ดีหนักนะ เราไปซื้อปุ๋ยกระสอบหนึ่งสิบกว่าบาท มันไม่ใช่ปุ๋ย หนัก มันชั่งห้าสิบกิโล ถุงปุ๋ยเฉยๆนะหนัก มันปุ๋ยไม่ดี ของปลอม อะไรที่มันหนักเรียกว่าของปลอม ถ้าของเบาๆเนี่ยอาทิว่าปุ๋ยเนี่ย ไม่หนัก ถ้าคนเขาพ่อค้าซื้อปอนะ ถ้าเขาชั่งดูมัดขนาดนี้ควรที่จะได้เท่านั้นก็ ถ้าเขาขึ้นตาชั่งปั๊บมันหนักเกิน เขาก็ตัดออกดู มีก้อนหิน มีอะไรใส่ลงมา ก็ของปลอม ก็นั่นน่ะ ซื้อปุ๋ยนี่ ซื้อปุ๋ยขี้วัวนะ มันเบาๆนะ ถ้ามันใส่มีแต่หิน ขี้ดินนะ นั่นน่ะของปลอม ของหนักก็ยังเอาอยู่ โกรธเนี่ยมันปลอมนะ ไม่โกรธจึงของจริง แล้วยังเอาของหนัก ภารา หะเว ปัญจะขันธา ของปลอมๆ พระขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนักเน้อ หนักในรูปในเวทนา มันเบ๊าเบา เวทนามันเบาหวิว เวทนาก็เป็นทุกข์ สัญญาก็เป็นทุกข์ สังขารก็เป็นทุกข์ เวทนาไม่เป็นทุกข์ มันต้องกลับกันนี่ สังขารไม่เป็นทุกข์ วิญญาณไม่เป็นทุกข์ ความไม่เที่ยงก็เป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตนก็เป็นทุกข์

    พระพุทธเจ้า ความไม่เที่ยงเป็นนิพพานเลย ทรงไม่ทุกข์เป็นนิพพานเลย เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน แต่ปุถุชนเอามาเป็นทุกข์ มันเปลี่ยนได้อย่างนี้ ถ้าปฏิบัติธรรม จะไม่ยอมเปลี่ยนหรือพวกเรา ความเป็นทุกข์มาเป็นทุกข์เหรอ มาเป็นปัญญาเป็นนิพพานนั่นน่ะเรียกว่าปฏิบัติธรรม ถ้าศึกษาแล้วมันทำได้ เพราะงั้นนี่ แล้วมันทำให้กันไม่ได้ ต้องทำเอาเอง เวลาเราเห็นความไม่เที่ยงเกิดขึ้นน่ะ ลองดู ลองตามรอยพระยุคลบาทพระพุทธเจ้ารู้อย่างนี้ เมื่อใดความไม่เที่ยงเมื่อนั้นเป็นนิพพานเกิดขึ้น เมื่อใดความเป็นทุกข์เกิดขึ้น เมื่อนั้นเป็นนิพพาน เมื่อใดบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพานอันเป็นธรรมหมดจด เปลี่ยนนั่นหละ อะไรที่เป็นทุกข์ไม่เป็นทุกข์ ลองดู อะไรที่มันหลงไม่หลง อะไรที่มันโกรธไม่โกรธ ภพเปลี่ยนนะเนี่ย จึงได้ว่าปฏิบัติ 

    นี่หลวงตาก็พูดนานๆเพราะมันเป็นปีใหม่ อยากจะให้เริ่มต้นใหม่ๆ ความโกรธมันเก่า ความไม่โกรธมันใหม่ ความทุกข์มันเก่า ความไม่ทุกข์มันใหม่ ความหลงมันเก่า ความไม่หลงมันใหม่ อย่าทำไม่ได้เลยแค่นี้เองนะ เรียกว่าปีใหม่ชีวิตเราจะใหม่เรื่อยไป ไม่เปรอะเปื้อนสิ่งใด ใหม่เรื่อยไป การใหม่คือต้องเปลี่ยนความร้ายเป็นความดี อะไรที่มันไม่ดีเปลี่ยนความร้ายเป็นความดีเสีย ปฏิบัติธรรมหรือว่าภาวนา ภาวนาเปลี่ยนร้ายเป็นดี อยู่ที่ไหนก็เปลี่ยนไม่ใช่มาเปลี่ยนอยู่สุคะโตนี้ อยู่ที่บ้าน อยู่บนรถเมล์ ที่ทำงาน เปลี่ยนนะ หัดเปลี่ยน หัดเปลี่ยน อันนี้เรียกว่าปฏิบัติธรรมนำไปใช้กับชีวิตปีใหม่นี้ มันจะเจริญก้าวหน้า ชำนิชำนาญ วิมุติหลุดพ้นได้ง่าย ถ้าเราฝึกตนสอนตนนะ หลวงตาวัดป่าสุคะโตพระสงฆ์จะเป็นเพื่อน จะไม่พาหลงทิศหลงทาง

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service