PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
  • นี่คือรู้ซื่อๆ
นี่คือรู้ซื่อๆ รูปภาพ 1
  • Title
    นี่คือรู้ซื่อๆ
  • เสียง
  • 5319 นี่คือรู้ซื่อๆ /lp-khamkean/2020-08-20-16-40-52.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันพฤหัสบดี, 20 สิงหาคม 2563
ชุด
มันหลง มันผิด มันถูก เปลี่ยนเป็นรู้นั่นแหละดี
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  •  ฟังธรรมกัน เป็นส่วนประกอบการปฎิบัติธรรมที่เรากำลังทำอยู่ หลายๆแง่หลายมุมเพื่อฝึกฝนตนเอง สวดมนต์ ทำวัตร สาธยายพระสูตร เอามาสอนตัวเรา แต่ละสูตรที่ลำดับไว้ ด้วยกองไว้เป็นลำดับๆ เพื่อนำมาใช้สะดวก เรื่องของการฝึกตนสอนตน ไม่ใช่การอ้อนวอน นอกจากเรามีสติฝึกตนเองแล้วโดยตรง ยังมีสิ่งแวดล้อมหลายอย่าง ได้บทเรียนหลายอย่าง จากได้ยินได้ฟังที่เอามาปฏิบัตินำมาดู แล้วก็มีแต่บทเรียนที่มีค่า เช่นเราสวดธาตุ4 ขันธ์5 หรือเรื่องของรูปของนาม แล้วก็เป็นเรื่องของชีวิตเรานี้ ในร่างกายนี้มีธาตุดิน สิ่งไหนที่เป็นของแข็งๆ เกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ อะไรเอ็นกระดูกอะไรต่างๆที่เขาว่าไป มันคือธาตุดิน ส่วนประกอบขันธ์5 สิ่งไหนที่เป็นของเหลว น้ำดี น้ำหนอง เลือดลมอะไรต่างๆ เป็นธาตุน้ำ มันมีอยู่ในร่างกายนี้ ส่วนไหนที่เป็นความร้อน ของอาหารไม่ย่อย ทำร่างกายให้อบอุ่น ทำร่างกายทรุดโทรม มันเรียกว่าธาตุไฟ สิ่งไหนที่เป็นช่องว่างในร่างกายนี้ ที่มันเป็นช่องอากาศที่เดินไปตามที่ต่างๆ เช่นลมหายใจเข้าลมหายใจออก ลมพัดไปตามตัว ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดลงเบื้องต่ำ ลมในท้อง ลมในไส้ อันนี้เป็นลม มันมีอย่างนี้ อะไรที่มันแสดงออก ที่มันไม่สมดุลย์กัน ก็ทำให้เพี้ยนไป เจ็บไข้ได้ป่วย ใช้ผิดประเภท ใช้ธาตุ4 ขันธ์5 เป็นผิดประเภท เอาเวทนาเป็นทุกข์ เอาเวทนาเป็นสุข ใช้ผิดใช้ผิดประเภท ไม่ใช่เป็นประโยชน์ เป็นความหิวอย่าไปเอามาเป็นทุกข์ ความหิวอย่าเอามาเป็นทุกข์ ความอิ่มอย่าเอามาเป็นสุข ให้มันเป็นธรรมชาติ เป็นอาการของธรรมชาติ ให้มันรู้ซื่อๆเข้าไป เห็นเป็นความเห็นแล้วเห็นแล้วเห็นแล้ว นี่เป็นอย่างนี้นี่เป็นอย่างนี้ มันจะได้ไม่สิ้นเปลือง ถ้าสุขเป็นสุข ทุกข์เป็นทุกข์ มันเพี้ยนไป มันหลงทิศหลงทางไป ไม่เข้าทิศเข้าทาง แล้วก็รกลงไป เป็นดงเป็นป่าไป เกิดความสุขความทุกข์ความโกรธความโลภความหลงกว่า ถ้าเห็นเป็นสักแต่ว่า มันก็เป็นทางไป มันก็ง่ายดี รู้ซื่อๆไป ไม่ใช่รู้แบบเป็นหลงงมงาย ให้เป็นการกระทำของเรา พระพุทธเจ้าเป็นผู้บอก การกระทำเป็นหน้าที่ของเธอ พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้ บอกอย่างนี้ นั่นคือความหลง เห็นไหมนั่นคือความรู้ เห็นไหมนั่นคือความสุข เห็นไหมนั่นคือความทุกข์  เห็นไหม เกี่ยวข้องกับความหลงยังไง เกี่ยวข้องกับความรู้ยังไง เกี่ยวข้องกับความสุขความทุกข์ยังไง ถ้าสุขเป็นสุข ทุกข์เป็นทุกข์ก็ไม่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำให้เกิดสติปัญญา แบบนี้เราจึงมาฝึกสติเพื่อเป็นเจ้าของเป็นผู้ดู หลังจากไปพูดที่โรงพยาบาลสระบุรีเมื่อวานนี้ มีคนฟัง3- 400 คนเป็นเจ้าหน้าที่ของสาธารณสุขทั้งหมด ไปพูดเรื่อง เค้าตั้งหัวข้อให้ว่า“ความรู้สึกซื่อๆ” ในหัวข้อ “ความรู้สึกซื่อๆ” มันก็รู้ซื่อๆ ภาวะที่รู้มันซื่อ ไม่ใช่ผิดเป็นผิด ทุกข์เป็นทุกข์ ร้อนเป็นร้อน หิวเป็นหิว ปวดเป็นปวด เจ็บเป็นเจ็บ โกรธเป็นโกรธ หลงเป็นหลง รักเป็นรัก เกลียดชังเป็นเกลียดชัง ไม่ใช่ ไม่ใช่รู้ซื่อๆ ภาวะที่รู้ซื่อๆ มันก็จบ มันสุขเห็นมันสุข ไม่ใช่เป็นผู้สุข นี่คือรู้ซื่อๆ มันทุกข์เห็นมันทุกข์ ไม่ใช่เป็นผู้ทุกข์ นี่คือรู้ซื่อๆ  ถ้าทุกข์เป็นทุกข์ สุขเป็นสุข ไม่ใช่ซื่อแล้ว มันคดมันโค้งไปแล้ว หลงทิศหลงทางไปแล้ว มันก็ไม่จบสักที สุขก็เป็นสุขเรื่อยไป ทุกข์ก็เป็นทุกข์เรื่อยไป โกรธเป็นโกรธเรื่อยไป หลงเป็นหลงเรื่อยไป มันไม่จบ ถ้ารู้ซื่อๆมันก็จบ ไม่ว่าตรง ปฏิบัติตรง มันหลงรู้ตรงที่สุด มันทุกข์รู้ตรงที่สุด อะไรที่มันเกิดขึ้นในอาการของกาย ของใจ รู้ซื่อๆเข้าไปใช้ได้ทั้งหมด เป็นอันเดียว ทั้งหมด ไม่ใช่คนละอย่าง ของจริงต้องเป็นอย่างเดียวกัน ของไม่จริงต้องเป็นหลายอย่าง อย่าโง่หลงงมงาย ให้เชื่อการกระทำของเรา ที่ไหนที่เราศึกษาได้ปฏิบัติได้ทำให้ด้วยตนเอง นั่นคือสัจธรรม ใครสอนให้เราได้ทำเองนั่นแหละคือผู้สอนความจริง ถ้าใครสอนเราให้เราพึ่งเค้านั่นไม่ใช่ความจริง เราจะช่วยอย่างนั้น เราจะช่วยอย่างนี้ นั่นไม่ใช่ความจริง เว้นไว้แต่ร่างกายของเราต้องมีคนช่วย เช่นโรคภัยไข้เจ็บ หมอเค้าเรียนรู้  อันดับโรคมะเร็งหมอรู้หมอช่วย แต่เราเค้าช่วยใจเราไม่ได้ แต่เราต้องช่วยเราเองให้รู้เอาไว้ นั่นคือรู้ เรารู้ตั้งแต่ศึกษาธรรมะ รูปโรคนามโรค รูปทุกข์นามทุกข์ มันเป็นรูป รูปก้อนนี้ มันเป็นโรคของทุกข์ มันเป็นก้อนทุกข์ ถูกความทุกข์หยั่งเอาแล้ว ถูกความทุกข์เป็นเบื้องหน้าแล้ว มันรู้เนี่ยไม่มีใครหนีจากสิ่งเหล่านี้ไปได้ ถ้าเราไม่ศึกษา ถ้าเรามาเห็นทุกข์ แทนที่ทุกข์เป็นทุกข์ ทุกข์เป็นรูปไปเลย เห็นมันทุกข์ หมอบอกว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ก้อนเนื้อโตเร็ว นั่นคือโรค เรารู้แล้วว่าโรคบางอย่างรักษาได้ โรคบางอย่างรักษาไม่ได้ มันเป็นจริงอย่างนั้น ไม่ได้เอามาเป็นความเดือดร้อน ไม่มาเป็นทุกข์ สิ่งนี้แหละช่วยตัวเรา ส่วนโรคนั้นมีคนช่วยมีผู้รู้ เราก็ช่วยตัวเองเรา ถ้าเราเป็นโรค เป็นผู้เจ็บ เป็นผู้ปวด เป็นผู้เจ็บ เป็นผู้ตาย มันก็เกิดดับเกิดดับ ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่เห็นซื่อๆ ถ้ารู้ซื่อๆมันก็เห็น เป็นที่ปวด เป็นความปวด เห็นมันปวดเป็นความสนุก สนุกป่วยไปเลย สนุกเจ็บไปเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องทุกข์ ความทุกข์มันไม่มี มันจบ มันจบได้ ถ้าสิ่งที่เป็นทุกข์ไม่มีจริงๆมันจบได้ พระพุทธเจ้าเป็น 

    เครื่องกำจัดทุกข์ พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์ พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์เป็นทุกข์ มันถือว่าความทุกข์มันจบ ตามภาวะอาการต่างๆมันจบไม่เป็น มันแก่ทุกวัน จนชินเข้า ทานอาหาร ไม่เสร็จซักที มันหิว ทานอาหารก็อิ่ม แต่หิวเรื่อยไป หนักเบาเรื่อยไป มันเป็นการบรรเทาไม่ใช่แก้ ตัวแก้ได้คือหลงเป็นรู้ ทุกข์เป็นรู้ เนี่ยแก้ แก้ได้ ต่าง(1)__________ได้ มันแก่เห็นมันแก่เชื่อได้ มันเจ็บเห็นมันเจ็บเชื่อได้ มันตายเห็นมันตายเชื่อได้ มันเกิดเห็นมันเกิดเชื่อได้ ไม่เกิดหยุดเกิดหยุดแก่หยุดเจ็บหยุดตายหยุดได้  ไม่ตายในความสุขไม่ตายในความทุกข์

    ไม่แก่ในความสุขไม่แก่ในความทุกข์ ไม่ตายในความสุขไม่ตายในความทุกข์ ไม่อยู่ในการเกิดดับของรูปนาม เห็นแล้วจบไปแล้ว ไม่มีอะไร จบไปแล้ว ความหลงจบก็แล้ว ความโกรธจบแล้ว ความทุกข์จบไปแล้ว โง่หลงงมงายจบไปแล้ว เชื่อการกระทำของเรา ไม่ใช่เชื่อพิธีรีตอง ไม่มีอะไรลึกลับในชีวิตเรานี้ ให้รู้แจ้ง ถ้าใครสอนให้เราลึกลับไม่ใช่สัจธรรม วิปัสสนาเป็นของรู้แจ้ง พ้นภาวะเดิม สัมผัสได้ มันหลงเห็นมันหลงแจ้งแล้ว ไม่ใช่หลงเป็นหลงมันมืด ถ้าทุกข์เป็นทุกข์มันยังมืดไม่แจ้ง ถ้าทุกข์เป็นรู้ซื่อๆเข้าไปมันแจ้งแล้ว ไม่ใช่หนีไปไหน ในความหลงในความรู้มันแจ้งอยู่ที่นั่น การที่หลงเป็นหลง ทุกข์เป็นทุกข์ มันก็เป็นความแจ้งไปแล้ว นี่นี่เห็นแล้วเห็นแล้ว เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆถูกต้อง นี่คือกรรม คือการกระทำศักดิ์สิทธิ์ มันหลงรู้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีอะไรขวางกั้นได้ มีเมตตากรุณาไม่มีขอบเขต ไม่ได้เลือกที่รักมักที่ชัง เสมอภาค มิตรภาพของชีวิตสม่ำเสมอ หนทางมิตรภาพ นั่งอยู่บนรถเส้นทางมิตรภาพ เอาน้ำใส่แก้วไม่กระเพื่อม นั่นเรียกว่ามิตรภาพ จิตใจผู้ฝึกดีไม่หวั่นไหวสะเทือนเพราะหลงฉันใด จิตของผู้ฝึกดีแล้วไม่สะเทือนเพราะนินทาสรรเสริญ นี่คือมิตรภาพ ไม่เป็นอะไรกับอะไร ไม่เป็นอะไรกับอะไร คือชีวิต เราได้ชีวิตจากกรรมฐาน ส่วนที่เป็นชีวิตจริงๆ ชีวิตที่ได้รูปได้เนื้อได้ร่างกายได้รูปมานี่ ได้หมายจากเหตุปัจจัยบิดามารดาเป็นต้นแต่ได้ชีวิตเอาจากรูปนามนี้ไปเกิดชีวิตใหม่ ชีวิตที่ไม่มีการเกิดแก่เจ็บตายนี้คือชีวิตของเรา แล้วนี่เราแก่เราเกิดเพราะอะไร เกิดเพราะความอาการของรูปของนาม ร้อนเป็นผู้ร้อน เกิดแล้ว เกิดร้อนเป็นตัวเป็นตนแล้ว กลัวร้อนกลัวหนาวกลัวหิวกลัวเจ็บกลัวปวดเกิดแล้ว ในความเกิดเช่นนั้นมันก็มีแก่ไป แม้แต่เกิดโกรธก็เกิดแล้ว สิ่งไหนที่เกิดเป็นทุกข์สิ่งนั้นนะอยู่ในภูมิอันต่ำ อบาย ไม่เจริญ โกรธโลภหลงเป็นภูมิอันต่ำ ถ้าเกิดแบบนั้นไม่มีทางไปสู่มรรคผลได้ พ่ายแพ้ ความหลงเป็นหลงเป็นคนพ่ายแพ้ ความทุกข์เป็นทุกข์เป็นคนพ่ายแพ้ ความโกรธเป็นโกรธเป็นคนพ่ายแพ้แล้ว ปราชัยแล้ว บาปแล้ว ไม่มีทางบรรลุธรรมกับเขา เนี่ยปราชัยเป็นคนพ่ายแพ้ อ่อนแอ ทุกข์เป็นทุกข์อ่อนแอ โกรธเป็นโกรธอ่อนแอ หลงเป็นหลงเป็นคนอ่อนแอ ภูมิอันต่ำ ถ้ามีภูมิอันต่ำก็ไปสู่อบาย คือเปรตอสูรกายสัตว์นรก เดรัจฉาน โง่ โง่ในความหลง โง่ในความทุกข์ อยู่กับความทุกข์ อยู่กับความโกรธข้ามวันข้ามคืน โง่ เหมือนสัตว์ขี้ขลาดขี้กลัว ไม่กล้าเปลี่ยนความหลงเป็นความรู้ พอใจในความโกรธ ตัวขี้ขลาด อสูรกายไม่กล้า ถนอมในความโกรธเพราะมีบางชีวิต เอาชีวิตไปห้อยไปแขวนไว้กับความรักความชัง นั่นไม่ใช่ชีวิต ชีวิตเป็นของเขา เขาหิ้วไปไหนก็ไป  อยู่ดีๆไม่อยู่ บางทีอยู่กับพ่อกับแม่ พ่อแม่เป็นคนผู้มีคุณธรรมต่อลูกทุกคน แต่เวลามันคิดเวลามันหลง มันเปลี่ยนแปลงไป หลงมากจนฆ่ากัน จนแยกทางกัน ให้ความโกรธให้ความหลงพาลิขิตชีวิตของเรา น่าเสียดาย จนไปติดคุกติดตะราง เป็นทำชั่วได้สำเร็จ นี่เราว่า เราก็เห็นกันอยู่ โกรธได้สำเร็จ ความโกรธเป็นความโกรธได้สำเร็จ เกิดขึ้นในตัวเราบ้าง เกิดขึ้นในคนอื่นยื่นให้บ้าง แล้วแต่ชีวิตเราจะไปเป็นที่ไหน เขานินทาก็ทุกข์ เขาสรรเสริญก็สุข ไม่ใช่ชีวิตแบบนั้น ชีวิตแบบนัันมันชีวิตจีรังไม่ยั่งยืน ชีวิตต้องไม่เป็นอะไร เนี่ยเราก็พูดอย่างนี้ เราก็สอนอย่างนี้ เราบอกแล้วแล้วก็ยังหลงอยู่ ไม่ใช่ความผิดของเรา และก็ยังทุกข์อยู่ ไม่ใช่ความผิดของเรา ให้รู้ซื่อๆ ทำเอา แล้วมันรู้ๆ ถ้ามันหลงก็รู้ ถ้ามันทุกข์ก็รู้ มันผิดก็รู้ มันถูกก็รู้ มันสงบก็รู้ มันฟุ้งซ่านก็รู้ มันง่วงเหงาหาวนอนก็รู้ มันเจ็บมันปวดก็รู้ เนี่ย หลักมันอยู่ที่นี่ เรียกว่ากรรมฐาน อะไรเปลี่ยนมาเป็นรู้ได้ทั้งหมด ที่เกิดจากรูปจากนาม ที่เกิดจากกายจากใจนี้ ทีแรกก็เป็นรูปเป็นนาม แล้วดูไปดูมาก็เห็นเป็นรูป เห็นเป็นนาม มันเป็นรูปธรรมด้วย มันทำดีมันทำชั่ว รูปนี้ นามมันทำดีมันทำชั่วได้ นามนี้ รูปนามเกิดครั้งเดียว นามรูปเกิดหลายครั้ง นามรูปเกิดจากอายตนะตาหูจมูกลิ้นกายใจรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอารมณ์ เกิดภพชาติที่นั่นด้วย อันนั้นเรียกว่านามรูปเกิดดับเกิดดับ ชีวิตเกิดดับเกิดดับเกิดดับ ไม่มาตรฐาน ไม่เป็นอมตะ ไม่เป็นนิรันดร ล้มลุกคลุกคลาน เหมือนหม้อดิน ที่ไหนที่เกิดจากนามรูป เป็นหม้อดินสวยหรูขนาดไหน มีความสุขขนาดไหน ที่มันเกิดจากอายตนะ ตาเห็นรูปมีความสุข หูได้ยินเสียงมีความสุข จมูกได้กลิ่นลิ้นได้รสกายสัมผัสจิตใจมีอารมณ์ดี เป็นสุข สุขแบบหม้อดิน ช่างปั้นหม้อดินแม้จะทำรูปสวยรูปงามขนาดไหน ใหญ่โตเล็กขนาดไหน รูปใดแบบใดแตกทั้งนั้น ไม่เที่ยง นี่แหละว่านามรูป ชีวิตของเรามันใหญ่ตรงนี้ ให้อายตนะเป็นใหญ่ มันดึงไป ตาก็ดึงไป หูก็ดึงไป จมูกก็ดึงไป ลิ้นก็ดึงไป กายก็ดึงไป ใจก็ดึงไป เหมือนสัตว์ทุกชนิด ตาเหมือนงูซะ พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบนะ หูเหมือนนก จมูกเหมือนสุนัข ลูกสุนัขในแดนบ้าน ลิ้นเหมือนจระเข้ กายเหมือนสุนัขในแดนป่า ใจเหมือนลิง ดูสิ เอาลิง เอางูเอานกเอาหมาบ้านเอาหมาป่าเอาจระเข้มาผูกใส่กันดู มันจะไปทางไหน จระเข้จะไปไหน555 จระเข้จะไปทางไหน  นกจะไปไหน นกบินขึ้นอากาศ ลิงจะไปไหนลิงอ่ะ 555 ลูกสุนัขมันจะวิ่งไปไหน วิ่งเข้าบ้าน สุนัขป่าวิ่งออกป่า เห็นไหม แล้วอะไรที่มันเป็นใหญ่ล่ะ สิ่งเหล่านั้นในชีวิตเรา ให้อายตนะมันเป็นใหญ่ ต้องมีอินทรีย์ สติอินทรีย์เป็นใหญ่ เหมือนหลัก อะไรรู้ หลักแบบไหน ตาเห็นรูปรู้  หูได้ยินเสียงรู้ จมูกได้กลิ่นรู้ ลิ้นได้รสรู้ กายสัมผัสรู้ จิตใจมันคิดรู้ หลักมันอยู่ตรงนี้ ถ้ามีความรู้ ใช้รู้มากๆเข้ามากๆเข้า ก็มีพลัง เป็นเสาหลัก เรียกว่าอินทรีย์ สติอินทรีย์ ใหญ่หรือเปล่าเนี่ย ใหญ่กว่าตา ใหญ่กว่าหู ใหญ่กว่าจมูกลิ้นกายใจรูปรสกลิ่นเสียง ถ้ามีสติอินทรีย์ อย่ามาเชื่อเรา มันอยู่กับท่านทั้งหลายนั่นแล้ว ให้มีสติอินทรีย์ ยังไงสติอินทรีย์จะแก่กล้ายังไง ประกอบ ให้มันอยู่นานๆ สิ่งไหนที่อยู่นานมันก็แก่กล้า เมื่อมันแก่กล้ามันก็มีผล เช่นมะม่วงปลูกนานๆยอดแก่กล้า มันก็ออกดอกออกลูก ถ้ายอดมะม่วงอ่อนอยู่มันไม่สามารถที่ออกลูกได้ อินทรีย์เมื่อมันอ่อน มันไม่มีมรรคมีผล ไม่มีเกิดลูก ไม่มีประโยชน์ ต้องอยู่นานๆ หนึ่งวันหรือเจ็ดวันแก่ขึ้นแล้ว หนึ่งเดือนถึงเจ็ดเดือนแก่ขึ้นแล้ว สติอินทรีย์แล้ว หนึ่งปีถึงเจ็ดปีแก่ที่สุดแล้ว ดอกผลเกิดขึ้นทันที ทุกข์ไม่เป็นทุกข์ สุขไม่เป็นสุข เหนือโลก ฝึกอย่างนี้ชีวิตเรา อยู่เหนือโลก พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าสูทั้งหลายมาดูโลก สูทั้งหลายมาดูโลกนี้ เห็นไหมเห็นไหม อโรคยา ปรมาลาภา ผู้ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ โรคอะไร โรคทางอายตนะจบกันแล้ว เป็นสักแต่ว่า ใช้มัน ไม่ให้มันใช้เรา เดี๋ยวนี้ตามันใช้เรา หูมันใช้เรา จมูกลิ้นกายมันใช้เรา ใจมันใช้เรา กลางคืนว่าฝัน กลางวันว่าคิด ไม่หยุดไม่อยู่เลย ท่องเที่ยววิ่งไปในวัฏสงสาร วัฏคือวนอยู่ วนเวียนอยู่ ไปไม่รอด อายุ 70 80 ก็ยังวนอยู่ในความรักความชังความโกรธความโลภความหลงความสุขความทุกข์ วนเวียนอยู่ เขาไปกันแล้ว หลวงตาจึงพูดว่าถ้าใครยังหลงยังโลภยังโกรธยังทุกข์อยู่ ล้าสมัย ล้าสมัยแล้ว อยู่ในโลงฝังศพ เกิดดับเกิดดับอยู่ตรงนั้น ไม่เป็นอิสระ เขาจึงมาศึกษาเรื่องนี้กันทุกวันนี้ สากล จะเป็นประเทศไหน ชีวิตแบบไหน ลัทธิอะไร แบบไหน อันเดียวกันหมดเลย นี่คือของจริง เขาพูดไป ได้ยินเอาไว้ ได้ยินเอาไว้ ว่ามีคนพูดอย่างนี้ ในความหลงมีไม่หลง ในความทุกข์มีไม่ทุกข์ ในความโกรธมีไม่โกรธ พระพุทธเจ้าสอนพวกเราอย่างนี้ พระสงฆ์พระสาวกก็สอนมาอย่างนี้ ตอนแรกพระองค์ก็รู้อย่างนี้ รู้ ยังไม่ได้สอนคน เป็นพุทธะ ตั้งแต่วันเพ็ญเดือนหกเกิดพุทธะขึ้นมา พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ ตั้งแต่วันเพ็ญเดือนหกถึงวันเพ็ญเดือนแปดจึงมาสอนดู มาสอนดู ทั้งพระธรรมคำสอน ตอนเนี่ย ลองสวดดูซิ อิธะตะถาคะโตโลเกอุปปันโน 555  สวดไหมได้สาธยายไหม ทุกวันตอนเช้า อิธะตะถาคะโตโลเกอุปปันโน พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกนี้ ธัมมาจะเทสิโตนิพพานิปะริพพานโตอะไร จำไม่ได้แล้ว ทั้งพระธรรมคำสอนอันเป็นไปเพื่อให้เราออกจากทุกข์ เป็นไปเพื่อความสงบ เป็นไปเพื่อนิพพาน ในวันเพ็ญเดือนหกถึงวันเพ็ญเดือนแปด มีคำสอนนี้ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มีผู้ฟังห้าคนคือปัญจวัคคีย์ทั้งห้า เป็นนักบวชเป็นฤาษี หากปัญจวัคคีย์ห้าคนก็ไม่ใช่ใครที่ไหน มาจากไหนก็ว่าปัญจวัคคีย์  โกณธัญญาพราหมณ์ เป็นพราหมณ์หนุ่ม ไปทำนายลักษณะของสิทธัตถะตั้งแต่ประสูติได้เจ็ดวัน พราหมณ์หนุ่ม นอกจากนั้นเป็นพราหมณ์แก่ ไปทำนาย กี่คนล่ะ พราหมณ์ไปทำนายลักษณะกี่คนล่ะ พราหมณ์ที่ไปทำนายลักษณะสิทธัตถะเมื่อประสูติได้เจ็ดวัน กี่คน นอกจากเจ็ดคนเป็นพราหมณ์แก่ มีพราหมณ์หนุ่มคือโกณธัญญา โกณธัญญาพราหมณ์เป็นพราหมณ์หนุ่มน้อย แต่มี มีศาสตร์ที่มีลักษณะทำนายลักษณะของมนุษย์ ถ้าจะพูดทำนายลักษณะ ทายแม่นคือโกณธัญญา โกณธัญญาทายยังไง ทายสิทธัตถะ ห๊า แม่ชี ทายยังไงอ่ะ ทำนายยังไงโกณธัญญา พวกเราชาวพุทธควรที่จะรู้เรื่องอย่างนี้ นี่แหละอ้างเองแล้ว ทำนายว่าสิทธัตถะไม่มีทางครองฆราวาสแน่นอน ต้องออกบวชตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โกณธัญญาทำนาย พราหมณ์หนุ่มเป็นลักษณะเดียวเด็ดขาด ส่วนพราหมณ์แก่ๆ 7 คนนั่น ทำนายสองลักษณะ ถ้าออกบวชเป็นพระพุทธเจ้า ศาสดาเอกในโลก ถ้าเป็นฆราวาสผู้ครองเรือนจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทำนายแบบเดียวกัน 7 คน เป็นสองนัยยะ แต่โกณธัญญาพราหมณ์ทำนายเป็นลักษณะเดียวออกบวชแน่นอน ก็รอจนสิทธัตถะอายุ 16 ปี ตั้งแต่ 7 วันรออยู่ จำมารู้จำไม่รู้จำ แต่ก็มีหลักฐาน มันมาอย่างนี้ปัญจวัคคีย์น่ะ แล้วก็รอ โกณธัญญาพราหมณ์รอ  7ปี 8 ปี 10 ปี 16 ปี อ้าว ปราสาทสามฤดูเกิดขึ้น พระเจ้าสุทโธทนะระวัง จะให้เป็นจักรพรรดิ ไม่ต้องการให้บวช สร้างปราสาทสามฤดูให้ ให้สาวสนมกำนัลใน มีแต่สตรีล้วนๆ หาอัครมเหสีให้ สาวงามคือพิมพา เสร็จเลย ไปไม่ได้เลย 555 เอาแล้ว ไปไม่รอดแล้ว อืด โอรสคนหนึ่งชื่อว่าราหุล เอาแล้วว่านั่น พราหมณ์ทั้ง 7 นั่น แน่นอนเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ไม่มีทางไปบวชตามนี้แล้ว พระเจ้าสุทโธทนะระวังที่สุด 16 ปี 20 ปี 29 ปี ราหุลประสูติแล้วว่านั่น เสร็จเลย โกณธัญญาเหรอ ยังมั่นใจนะ ไม่ครองฆราวาส ต้องบวชแน่นอน โอ้ยอยู่ยันถึง 29 ปี เสด็จออกบวชเลย นั่นนะ เห็นมั้ยนะ พราหมณ์ทั้ง 7คนไม่แม่นเลย 555 โกณธัญญาพราหมณ์แม่นที่สุดเลย ชวน แต่พราหมณ์ทั้ง 7 คนตายไปแล้วว่านั่น เหลือแต่ลูกพราหมณ์ เหลือแต่ลูกชายของพราหมณ์ เลยชวนเอาลูกของพราหมณ์นั่นนะ ทั้ง 7 คนนะได้ 4 คน นอกจากนั้นเขาไม่สมัคร ไป จะไปตามสิทธัตถะออกบวชแล้ว ต้องเป็นพระพุทธเจ้า ได้โปรดพวกเรา ไป ตามไป เป็นฤาษีออกติดตามไปอุปัฏฐาก นะ อยู่ตั้งหกปี รอคอยจะให้ตรัสรู้ มาเห็นตอนที่ฉันข้าวนางสุชาดา เห็นพระสิทธัตถะฤาษีสิทธัตถะออกบวช ไม่มีทางได้บรรลุ ชวนปัจวัคคีย์ 4 คนหนีจากเลยทีเดียว เห็นว่าหมดท่าแล้ว พระพุทธเจ้าก็ สิทธัตถะก็ไป นั่นนะ ได้โอกาสแล้ว ได้โอกาสยังไง เพื่อนหนีจาก เหลือคนเดียว 555 แทนที่จะว้าเหว่นะ สิทธัตถะนั่น มันจะเอาละ อยู่คนเดียวละ แต่ก่อนปัจวัคคีย์ต้องลูบหน้าลูบหลัง คอยดูแล เป็นไงๆ สิทธัตถะ เป็นไง ช่วยอะไร เหมือนเจ็บป่วย มันก็โหนตัวตรงๆลุกทรงนั่ง ได้พูดได้จา บางทีอาจจะไม่สงบ พออยู่ลำพังคนเดียวก็ ฉันข้าวนางสุชาดาแล้ว เอ้า เอาละไปแล้ว เราอยู่คนเดียว ที่ไหนล่ะ จากริมน้ำเนรัญชลาฝั่งทิศตะวันออก มองเห็นเนิน เนินป่าพุทธคยาร่มรื่น เดินข้ามแม่น้ำเนรัญชลา เอาละ อยู่ที่นี่มันไม่ดี เด็กเลี้ยงวัวเลี้ยงควายเยอะ บ้านสุชาดานี่เป็นทุ่งข้าวทุ่งน้ำ อู่ข้าวอู่น้ำเขา เด็กเลี้ยงวัวเลี้ยงควาย ก็ไล่วัวไล่ควายลงน้ำเนรัญชลา ท่าน้ำเขา ไม่ได้เปลี่ยนทิศ ข้ามเนรัญชลาไปฝั่งทิศตะวันตก เป็นเนินป่า ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับข้ามลำปะทาว มาอยู่เนินสุคะโต มองจากบ้านโกก้อง เหมือนชุมชน เดินข้ามมาเนี่ย เป็นป่า มาได้ต้นศรีมหาโพธิ์ โสตถิยพราหมณ์ระหว่างเดินข้ามน้ำมา เห็นสมณะน่าเลื่อมใสศรัทธา ไม่มีอะไร ไปเกี่ยวหญ้ามา เฮ้ย! เอาหญ้าให้ 5 กำมือมาปูนั่ง เอาละ เราอยู่คนเดียวแล้ว ตั้งจิตทีเดียวเลย มนุษย์คนไหนจะแม่นขนาดนั้น เราจะนั่งครั้งสุดท้ายแล้ว อะไรๆก็ทำมาหมดแล้ว 6 ปีผ่านมา มันเหลืออยู่เนี่ย เรื่องจิตเรื่องใจนี่แหละ ทรมานกายเอาหมดแล้ว จะเล่นงานตัวนี้  ตั้งสัจจะ เราจะไม่ลุก ถ้าไม่ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ จะไม่หนีจากที่นี่ ตายเป็นตาย แม้เลือดเนื้อกระดูกผุพังอะไรก็ช่างมัน มีมนุษย์คนไหนคิดอย่างนี้ เข้มแข็งขนาดนี้ แล้วจะไปไหน ลองดูก่อน ปฏิบัติลองดูก่อน หนึ่งวันแล้วไม่รู้อะไร สองวันแล้วไม่รู้อะไร ประเมินเสียแล้ว พระพุทธเจ้าไม่คิดอย่างนั้น ตายเป็นตาย ให้รู้นะ นั่งไปก็คิดถึง ถ้าจะอุปมานะ มารเกิดขึ้นเสียแล้ว กิเสสมาร คนเคยมีลูกมีเมียก็ย่อมคิดถึงลูกถึงเมีย กิเลสมาร มีมั้ย คิดถึงพอค่ำ คิดถึงกาลเก่าที่เคยหัวเราะ เคยเกี้ยวพาราสี เคยหยอกเคยล้อ คิดถึงสนมกำนัลใน ย่อมคิดไป มานั่งอยู่ต้นศรีมหาโพธิ์ลำพังคนเดียว ย่อมว้าเหว่ใช่มั้ย ย่อมว้าเหว่ สงบเกินไป สนมกำนัลในเคยดีดสีตีเป่าให้เสพให้นานจนหลับ มาอยู่คนเดียวเงียบ มันย่อมคิด ปรุงแต่งไป มันกลับมา ไม่ใช่ไม่ใช่ มานั่งคิดถึงพิมพาละ กลับมารู้สึกตัว มันคิดไปรู้สึกตัว แรกๆอาจจะอยู่นี่  มืออาจจะอยู่นี้ เผลอคิดไปรู้สึกตัว เลยหาวิธีการคู้แขนเข้า การคู้แขนเข้า การเหยียดแขนออก มีสติ หายใจเข้ารู้สึก หายใจออกรู้สึก มาอยู่กับนี่ อยู่ที่นี่ ดูที่นี่ ไม่หนีจากที่นี่ ก็รู้สึกตัวเป็นผู้ทิ้ง เวลามันหลง รู้ มันเปลี่ยนหลงเป็นรู้ได้ เวลามันคิดไปรู้ ความคิดก็หยุดได้ หยุดได้ๆๆ ขันธมาร เจ็บไข้ได้ป่วย ครั่นเนื้อครั่นตัว ฝนตกก็เปียก แดดออกก็ร้อน กลัวตายขึ้นมาแล้ว เอ๊ะ! ทำท่าจะเป็นไข้แล้ว เป็นไข้มาลาเรียหรือเปล่า ตัวร้อนหรือเปล่า ก็กลัวเหมือนกัน คิดไป เอ๊ะ! มานั่งอยู่เนี่ย ขันธมาร ขันธมารคือเวทนา เป็นสุขเป็นทุกข์เป็นปวดเป็นเมื่อย ปวดหลังปวดเอว มัจจุมารกลัวตาย กลัวตาย บางทีงูจงอางเลื้อยมา งูเห่าเลื้อยมา ตรงเข้ามากัด ไม่มีอะไร มีหญ้าคาปูไว้ ไม่ๆ นั่งเหมือนเราไม่มีหลังคาเหมือนเรา มันก็ย่อมเกิดอาการต่างๆ ขันธมารมัจจุมารกลัวตาย เทวบุตรมารคิดถึงปราสาทสามฤดู มาเปรียบเทียบต้นศรีมหาโพธิ์ได้ยังไง ฤดูร้อนอยู่หลังนึง ฤดูฝนอยู่หลังนึง ฤดูหนาวอยู่หลังนึง แล้วจะมานั่งอยู่เนี่ย มันก็มีเทวบุตรมาร คิดถึงความสะดวกสบาย เหมือนท่านทั้งหลายอยู่บ้าน นอนที่ดีๆ อะไรก็มี ตู้เย็นเปิดได้ ต้องการกิน ต้องการใช้อะไรใช้ได้ นี่มาอยู่นี่ ย่อมคิดถึงความสะดวก อาหารก็มัดมือชกนะ ที่นี่ใช่ไหม เลือกไม่ได้ 555 อยู่ที่บ้านเลือกได้ เลือกได้ จะกินอะไรล่ะ แตกต่าง อยู่นี่เลือกไม่ได้เสียแล้ว ได้แต่โรงอาหารเค้าทำอะไรให้เรากิน ถ้าเค้าใจดีก็มีอาหารอร่อย ถ้าเค้าใจร้ายก็ไม่มีอะไรเลย อดไปแล้ว อ้าว (2)__________  ยิ่งว้าเหว่ เทวบุตรมารเกิดขึ้นมา ไม่หวั่นไหว มันคิดอะไร ก็รู้สึกตัว ไม่หวั่นไหว การไม่หวั่นไหวกับอะไรต่างๆ มีแต่รู้ๆลงไป บางทีก็มาตู่ มาตู่เอา เหมือนกับว่าคล้ายๆมันมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตู่ว่าต้นโพธิ์เป็นของเขา มานั่งนี่ทำไม หนีไป เกิดนิมิตอะไรต่างๆ ลึกลับ อาจจะมีนะ 555 มาไล่หนี ไล่หนีสิตธัตถะไม่หนี ไม่หนี เขาอยู่ที่นี่ จนถือว่า นี่ไรมีกรรมสิทธิ์อะไรมาอยู่ที่นี่ เราก็นั่งอยู่ที่นี่มานานแล้ว ไม่เห็นมีเจ้าของ อะไรเป็นเจ้าของแดนศักดิ์สิทธิ์ ชี้ใส่แผ่นดิน แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเรามานั่งนี่ ไม่เคยมีใครเป็นเจ้าของ ท่านเพิ่งมาเมื่อกี้นี้ เนี่ย ชี้ใส่แผ่นดิน ปรากฏว่าเกิดธรณีมวยผมเป็นน้ำ ไหลออก พวกมารทั้งหลายพ่ายแพ้ไป นี่คือหมายความว่าอย่างนั้น อะไรเป็นแผ่นดิน มั่นคงไม่หวั่นไหว สุขก็ไม่หวั่นไหวในความสุข  ทุกข์ไม่หวั่นไหวในความทุกข์ กิเลสตัณหาไม่หวั่นไหวในเจตนา มารทั้งหลายไม่หวั่นไหวคือแผ่นดิน ชีวิตเป็นแผ่นดิน หนักแน่น หนักแน่นไม่หวั่นไหว เรียกว่า สิ่งที่หนักแน่นมันไม่หวั่นไหวนะ เหมือนกับว่าแผ่นดิน หมายความว่าสมาธิ หมายความว่าสติที่เรามีอยู่เนี่ย ไม่หวั่นไหว เห็นมันสุข เห็นมันทุกข์ เห็นมันโกรธ เห็นมันโลภ เห็นมันหลง เห็นอาการต่างๆที่เกิดขึ้นกับกายกับใจ แม่นยำชัดเจน เห็นสุขเป็นรู้ เห็นทุกข์เป็นรู้ เห็นหลงเป็นรู้ มันก็ได้หลักตัวนี้เข้าไป ตีสี่ตีห้าก็เกิดญาณขึ้นในพระองค์ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คิดถึงเมื่อตอนเย็นเป็นยังไง ตอนดึกเที่ยงคืนเป็นยังไง ตอนตีสามตีสี่เป็นยังไง จิตใจก็รู้ง่ายขึ้น ง่ายขึ้น รู้ง่ายขึ้น แต่ก่อนหลงเป็นหลง มันรู้ รู้ รู้บ่อยๆ รู้บ่อยๆ มันก็เห็นว่า เฮ้ย! แต่ก่อนเราอยู่ตรงนั้น อยู่ตรงนั้น กิเลสเป็นกิเลส กิเลสกลายเป็นของโลกไปแล้ว กิเลสมารเป็นความรู้แล้ว ขันธมารเป็นความรู้แล้ว มัจจุมารเป็นความรู้แล้ว เทวบุตรมารเป็นความรู้แล้ว มีแต่รู้เท่านั้น มีแต่รู้เท่านั้น มันก็เบาขึ้น เบาขึ้น เปลี่ยน เปลี่ยนภาวะเก่า เรียกว่าเห็นภาวะเก่าตั้งแต่เดี๋ยวนี้มันอยู่ตรงนี้ ล่วงพ้นมาแล้ว ญาณที่สองเกิดขึ้น อยู่ที่เกิด ตั้งอยู่ตรงนี้แล้ว ไม่หวั่นไหว จุตูแปลว่าอยู่ มีความรู้สึกเป็นที่ตั้งอยู่ ไม่หวั่นไหว รู้เนี่ย 14 จังหวะ รู้ 14 วินาที 14 วินาที 14 รู้ รู้ที่ตั้ง รู้ทีนี้รู้ รู้ทีนี้ ถ้าจะเปรียบนะ การคู้แขนเข้า การเหยียดแขนออกรู้นะ หลายหมื่นหลายแสนรู้อย่างนั้น มากขึ้นมากขึ้น มากรู้มากรู้ มหารู้มหารู้ ไม่ใช่รู้ธรรมดา มันมากกว่าความรู้ ปราบความหลงหมดไป ความหลงก็หมดไป หมดไป มีแต่รู้ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ทำลายโลภโกรธหลงลงได้


    ถอดคำบรรยายโดย Supattra kasemthamsawang
    ผู้ตรวจสอบ1 Aramboy Watsanamjai
    ผู้ตรวจสอบ2
    ผู้ตรวจสอบ3

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service