PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
  • ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร
ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร รูปภาพ 1
  • Title
    ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร
  • เสียง
  • 5316 ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร /lp-khamkean/2020-08-20-16-36-14.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันพฤหัสบดี, 20 สิงหาคม 2563
ชุด
คุณค่าของสติ
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ถอดเสียงโดย :  Sangdeaun Teeravecahrokul
    ตรวจสอบโดยอ : รอตรวจสอบ 
    __________________________________________________

    ปัญญารอบรู้ในกองสังขาร

    หลังจากพวกเรา  ได้สาธยายธรรมะ และก็สวดมนต์ไหว้พระ

    บางคำที่เราสวดออกจากพระโอษฐ์  ของพระพุทธเจ้า อุทานออกมา 

    บางทีก็เป็น คำเทศนา ความเท็จ ความจริงอย่างไร วันนี้เราก็มาฟังเพื่อเป็นส่วนประกอบ กับการศึกษาปฏิบัติ

    การปฏิบัตินี้ เป็นการเข้าถึงเนื้อถึงตัว และความเป็นไปได้  ในธรรมที่เราสวด เช่น ตีรณคาถา

    ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน เราจะต้องให้เกิดการพบเห็นเข้า ในสิ่งเหล่านั้น

    ภาระความยึดมั่นในอุปาทานขันธ์ทั้งห้า

    ความปล่อย ความวาง มันเป็นอย่างไร 

    เราต้องเข้าถึงสิ่งเหล่านั้น ด้วยการปฏิบัติ

    วิธีที่เราปฏิบัติ มันก็เป็นสูตรโดยตรง

    โดยที่เราไม่ต้องไป  หาข้อเท็จ ข้อจริงอะไร ความผิดความถูกอย่างไร

    ให้มีการกระทำเข้าไป ประกอบเข้าไปต่อ เอาไปต่อ เอ้า เช่น

    ปฏิปฐานสูตร เป็นสูตรที่ทำให้เกิดขึ้นในการเห็น ในคำพูด ในการแสดงที่เราได้สวดไป

    ต้องเกิดการพบเห็น ความไม่เที่ยง ไม่ใช่คำพูด เป็นการพบเห็นเข้า

    ความเป็นทุกข์ เป็นการพบเห็น

    ความไม่ใช่ตัวตน เป็นการพบเห็น

    ก่อนที่มันจะเกิดการพบเห็น เราต้องสร้างภาวะ ความรู้สึกตัวให้เป็นผู้ดู

    ความรู้สึกตัว จะกลายเป็นผู้ดู กลายเป็นภาวะอันดู มันจะได้เห็น

    ทีนี้การศึกษา การปฏิบัตินี่ 

    อย่าเพิ่งไปเอาความยาก ความง่าย  

    อย่าเพิ่งไปเอาความผิด ความถูก เอาทิ้งไว้ก่อน

    คำว่ายาก คำว่าง่าย 

    คำว่าได้ คำว่าเสีย 

    คำว่าผิด คำว่าถูก ให้เป็นการกระทำล้วนๆ

    มีสติเข้าไปดูกาย ให้มันเห็น

    สร้างสติขึ้นมา  สติต้องสร้าง ต้องประกอบมันถึงจะมี

    ไม่ใช่ไปคิด  ไปท่อง ไปจำเอา ไม่ใช่

    รู้ด้วยการจำ เป็นสัญญา ไม่ใช่

    มันต้องรู้ด้วยการสัมผัส  สัมผัสที่กายที่ใจ ของเรา

    ความรู้สึกตัวอยู่ที่กาย

    ความรู้สึกตัวอยู่ที่ใจ

    เหมือนกับเรามีตาอยู่กับเรา มันจึงจะเกิดการเห็น

    ถ้าไม่มีตาอยู่กับเรา มันก็เกิดการเห็นไม่ได้

    จะไปคิดมโนภาพเอามันเป็นไปไม่ได้

    ความรู้สึกตัวก็เหมือนกัน

    ต้องอยู่ที่เรา อยู่ที่กายของเรา อยู่ที่ใจของเรา ที่เราสร้างขึ้นมา จนมันมีแล้ว

    จึงมีวิธีการเคลื่อนไหว การสร้างจังหวะเป็นรูปแบบ ให้รู้สึกตัว ให้รู้สึกตัว 

    อาศัยการเคลื่อนไหวเป็นวัตถุอุปกรณ์ผลิตความรู้สึกตัวขึ้นมา ทำให้มันมี ทำให้มันมี ทำให้มันเป็น 

    อย่าไปคิด มโนภาพอะไร อะไร ก็เอาเหตุ เอาผลจากความคิด ไม่ใช่

    เหมือนคนทำไร่ ทำนา  ก่อนที่จะได้ข้าวมากิน ก็ต้องวาง คิด ต้องไป

    มีนา มีวัว มีควาย มีน้ำ มีคราด มีไถ มีข้าวปลูก ข้าวพันธุ์

    ต้องไปปัก ไปดำ ต้องดูแลรักษา ต้องเก็บ ต้องเกี่ยว ต้องขนต้องวางใส่ยุ้งใส่ฉาง

    ต้องเอาไปสี ต้องเอาไปนึ่ง ต้องเอาไปอะไรต่างๆ กว่าจะได้มากิน

    บางคนก็อ่อนไปเลย ยาก

    บางทีก็ยังไม่ได้ยาก ก็ยากก่อนยาก

    ยังไม่ได้ผลิต ก็ผลิตก่อนผลิต

    ยังไม่ได้ถูก ก็ถูกก่อนถูก

    ยังไม่หลง ก็หลงก่อนหลง

    มันก็เป็นไปทำนองนั้น

    เหมือนกับคนบางคน เขาเคยมาพูดให้ฟัง

    ที่บ้านเขา เขามีฐานะดี เวลาจะกินข้าว จานข้าวก็มาตั้งอยู่บนโต๊ะ ก็ไปนั่งกินได้เลย

    ตื่นขึ้นมาจะล้างหน้า แปรงฟัน ก็มีน้ำอุ่นมีแปรงสีฟัน เอายาสีฟันตั้งไว้บนโต๊ะแล้ว

    มีกาแฟ น้ำร้อน อะไรต่างๆ

    พอวันหนึ่งก็ คนในบ้านไม่มี ไม่มีคนปรุงอาหารให้

    ทั้งพ่อทั้งแม่ทั้งลูกก็วุ่นวายกัน เราจะทำยังไง เราจะทำยังไง ทำอะไรก็ไม่เป็น เราจะกินยังไง 

    ทำไมคิดเรื่องที่ยาก เราก็ทำอะไรไม่เป็น ก็ให้ลูกทำลูกก็ทำไม่เป็น พ่อก็ทำไม่เป็น แม่ก็ทำไม่เป็น วุ่นวายกันใหญ่

    ก็เลย ก็เลยกลายเป็นความยาก

    หลวงพ่อก็เลยบอกว่า อ้าว ถ้าทำไม่เป็น ก็ไปซื้อมา ไม่ยากอะไร

    เอาเงินไปซื้อมา นั่งรถไปซื้อเอา แล้วก็เอามากิน มันก็ได้ มันจะไปยากอะไร

    มันก็ยากในสิ่งที่ไม่ควรยาก ก็ยากในสิ่งที่ไม่ควรทุกข์มันก็ทุกข์ 

    มันออกหน้า ออกตา ความยากความง่าย ความผิดความถูก

    การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน

    บางทีเราตั้ง ตั้งไว้ผิดๆก็มี จะทำได้หรือเปล่า จะทำได้หรือเปล่า มันจะยากไหม จะทำได้ไหม

    จะไปนั่งชั่วโมงนึง มันจะนั่งได้ไหม

    จะไปเดิน จะเดินได้ไหม

    จะยืน จะกิน จะนั่ง จะนอนอย่างไร เนี่ยก็คิดไป

    เอาละ เอาทิ้งไว้ก่อน

    ความเป็นไปได้ของการปฏิบัติ มันจะไม่ยากเหมือนที่เราคิดนะ

    มันย่อๆ มันสรุปลงมา แม้คำสอนของพระพุทธเจ้ามีมากถึง ๘๔,000 เรื่อง ที่จะเกิดบุญเกิดบาป  ที่จะเกิดสวรรค์นิพพาน ดังที่เราเคยศึกษา เออ ที่จะเป็นศรัทธา เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นบาป เป็นกุศล เป็นอกุศลอย่างไร

    เราได้เคยได้ยินได้ฟัง กลัวตกนรก อยากได้บุญ อยากได้สวรรค์ อยากได้นิพพาน มีแต่คิด มีแต่นึกไปต่างๆนานากัน

    พอเรามาปฏิบัตินี่ มามีมีสติ  รู้สึกตัว  รู้สึกตัวน่ะ 

    คำว่ารู้สึกตัว เนี่ยมันทั้งหมดของชีวิตแล้ว

    คำว่าหลง ก็ทั้งหมดของชีวิตแล้ว

    ชีวิตของเรามันมีแต่ความรู้กับความหลง เอาจริงๆแล้ว

    ตั้งต้นตรงนี้ ตั้งต้นน้อยๆ  อาจจะเป็นเส้นผมบังภูเขาก็ได้  สำหรับผู้ปฏิบัติมันก็มีเท่านี่

    มีแต่ความรู้สึกตัว มีแต่ความหลง พอทำลงไป มันก็มีเท่านี่จริงๆ

    แล้วเจตนาที่จะสร้างความหลง อ้าวความหลงมันเกิดขึ้น  ความรู้สึกตัวนี่ มันก็ตรงกันข้ามกับความหลง

    มันก็ ถ้ารู้สึกตัว ความหลงมันก็ต้องไม่มีอะไร

    ไม่ได้สู้รบตบมือกับความหลง เหมือนเราไล่ยุงด้วยซ้ำไป

    ยุงกัดก็ต้องมีมือไปไล่ ต้องมีผ้ามาห่ม ต้องนอนในมุ้ง ต้องสร้างบ้าน ต้องใส่มุ้งลวด เรายังทำได้

    ประสาอะไรกับความหลงหน่ะ มันก็ไม่ได้ขี่ช้าง ขี่ม้ามา มันก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร

    เพียงแต่เรารู้สึกตัว

    ความรู้สึกตัวหาได้ไม่ยาก เอากายนี่แหละเป็นวัสดุประกอบ ส่วนไหนก็ได้ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา

    นี่เป็นการกระทำ เป็นการกระทำ ไม่ใช่ไปเอาเหตุเอาผล ไปเอาความยากความง่าย เอาทิ้งเข้าป่าไปเลย ความยากความง่าย

    เรามีการกระทำ เกิดจากการกระทำ

    พระพุทธของเจ้าเราจึงเรียกว่ากรรมฐาน

    วิชากรรมฐาน เป็นวิชาที่ทำให้เกิด วิปัสสนา

    วิปัสสนาทำให้เกิด ถึงมรรค ถึงผล

    คือ การกระทำ ที่ตั้งของการกระทำ 

    แล้วเราก็มีอยู่แล้ว

    กายเราก็มีอยู่แล้ว

    ส่วนประกอบที่ทำให้เกิดความรู้สึกตัวมีอยู่แล้ว

    แต่ก่อนนี้กายของเรา ชีวิตของเรา อาจจะเป็นส่วนประกอบทำให้เกิดความหลง มากกว่าทำให้เกิดความรู้

    เราจำเป็นต้องมาฝึกหัดกัน

    มีตา ก็ทำให้เกิดความหลงได้

    มีหู ก็ทำให้เกิดความหลงได้

    มีจมูก ลิ้น กาย ใจ 

    มีรูป มีรส มีกลิ่น มีเสียง

    อาจจะทำให้เกิดความหลง

    อาจจะทำให้เกิดสุข เกิดทุกข์ได้

    บัดนี้ เราจึงมาเอาสิ่งเหล่านี้ให้เกิดความรู้สึกตัว  เปลี่ยนดูซิ

    ปฏิบัติ คือ เปลี่ยนมาทางนี่ ดู  เปลี่ยนมาให้เกิดความรู้สึกตัว เก็บเอาความรู้สึกตัวจากชีวิตทั้งหมดทุกส่วนได้

    เช่น

    ตาเห็นรูป ก็รู้สึกตัวได้

    หูได้ยินเสียง ก็รู้สึกตัวได้

    จมูกที่ได้กลิ่น รู้สึกตัวได้

    กายมันสัมผัส ก็รู้สึกตัวได้

    แม้จิตที่มันคิดอะไรขึ้นมา ก็รู้สึกตัวได้

     

    เรามาเปลี่ยน   ปฏิบัติ คือเปลี่ยน

    เปลี่ยนความผิด เป็นความถูก  มันจะยากอะไร ไม่ต้องไปเกณฑ์ใครมาช่วย

    มันก็มีอยู่กับเราแล้ว มันก็มีอยู่กับเรา  แล้วอะไรที่มันไม่ใช้ความรู้ มันก็เกิดมาให้เราเห็นอยู่ ไม่ได้ลี้ลับอะไร

    เช่น

    ความง่วงเหงาหาวนอน เวลาเราปฏิบัติเนี่ย

    ความง่วงเหงาหาวนอน วิธีใดที่จะทำให้เราตื่นขึ้นมา ก็หาซิ ช่วยตัวเอง ต้องช่วยตัวเอง ต้องช่วยตัวเอง ทำให้รู้สึกตัวขึ้นมา

     

    มันคิดไปทางไหน ทำให้รู้สึกตัวขึ้นมา  หนามยอก เอาหนามบ่ง

    ความทุกข์กับความไม่ทุกข์ มาเป็นคู่กัน

    ความหลงกับความไม่หลง มาเป็นคู่กัน 

    แล้วเกิดที่เดียวกันด้วย ไม่ได้เกิดที่ไหน คนละโลก มันไม่ได้ลี้ลับอะไร เห็นสันหลังมันอยู่ ไม่เหมือนกับสิ่งอื่นวัตถุอื่น

    เราจึงมีการดูแล  ปฏิบัติธรรม คือการดูแล 

    การเข้าไปเกี่ยวข้อง การรับรู้ รับเห็น ชีวิตของเราทั้งหมด  จนเกิดปัญญา

    ปัญญา ก็เกิดจากรับรู้ รับเห็น ที่เกิดจากตัวเรา คือ สภาวะที่เป็นสังขารทั้งหมด

    ความรับรู้ ในกองสังขาร คือ กายและใจ ชื่อว่าปัญญา หาได้ที่นี่ ปัญญา ไม่ใช่ไปเรียนรู้กับสถาบันไหนๆ

    เอากายของเรา เอาใจของเรา เป็นสถาบันให้มันเห็น  ไม่เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นบุญ เป็นบาป เป็นมรรค เป็นผล เป็นบาป เป็นนรก มันก็อยู่ที่นี่ แล้วมันก็เปลี่ยนที่นี่

    เราจึงมาสร้าง  ทำอย่างไร เราจึงจะมีความรู้สึกตัวต่อเนื่อง

     

    คำว่า ต่อเนื่อง เหมือนโซ่เป็นเปลาะ เป็นเปลาะไป 

    ไม่ต่อเนื่องเหมือนเหล็กเส้นนะ ถ้าเหล็กเส้นหน่ะ เขาจะเปรียบเหมือน สมถะ

     

    ถ้าเป็นโซ่ เขาจะเปรียบเหมือน วิปัสสนา

    สมถะมันพืดไป พืดไป ไปทางเดี่ยว มันพืดไป

     

    วิปัสสนามันจะรอบๆ เช่น  เราดูกาย เราก็ดู อะไรมันจะแสดงออกมาเราก็เห็น

    เช่น คิด เราก็เห็น เราไม่ไปห้ามมัน 

    เราดูกายต่างหาก พอมันคิดขึ้นมาก็รู้ มันก็ได้แหละ ได้ความรู้จากความคิดที่มันหลงไป

    ได้ความรู้ จากตาที่มันเห็น

    ได้ความรู้จากความง่วงเหงาหาวนอน 

    ได้ความรู้เยอะแยะไปหมดเลยนะ 

    เป็นแหล่งของการศึกษา เป็นตักศิลาในชีวิตของเรา ในรั้วของการศึกษา 

    มีความรู้สึกตัว มีความรู้สึกตัว เราไม่ได้ไปห้าม มันรอบๆ  ความรู้สึกตัวเหมือนแสงนีออน ไม่เหมือนแสงไฟฉาย มันรอบตัว

    เช่น เราเจริญสติการเคลื่อนไหวหน่ะ การเคลื่อนไหว เราก็ไม่ได้ไปจ้อง ไปเพ่งนะ 

    รู้สึกตัวเป็นครั้ง เป็นครั้งไป รู้เป็นครั้ง รู้เป็นครั้ง รู้เป็นครั้ง เหมือนกระเปาะนั่นแหละ เหมือนโซ่ที่มันเกาะกันเป็นเปลาะ เปลาะ

    รู้ทีนึง ก็เป็นรู้ รู้ต่อไป รู้ต่อไป รู้ต่อไป นะ อันนี่เรียกว่า ฝึกกรรมฐาน ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน หรือวิปัสสนาภาวนา เราก็ได้ยินแต่ชื่อ คำว่า วิปัสสนาภาวนา

     

    คำว่า ภาวนา ก็คือขยันรู้ นั่นแหละ

    ไม่ใช่ บริกรรม 

    ไม่ใช่ พุธโธ ไม่ใช่ พุทโธ 

    ไม่ใช่ยุบหนอ พองหนอ

    ไม่ใช่ สัมมาอะระหัง

    ไม่ใช่อะไร

     

    ภาวนาคือขยันรู้ รู้บ่อยๆ รู้บ่อยๆ 

    ขยันรู้ไป ไม่ใช่เป็นคำพูด เป็นการสัมผัสเนี่ย

    จึงมีวิธี 14 จังหวะเนี่ย รู้พอดีๆ อาจจะวินาทีหนึ่งรู้ทีหนึ่งก็ได้ หรือไม่เกินนั่น หรือไม่ช้าก็ได้

    รู้เป็นครั้ง รู้เป็นครั้ง รู้เป็นครั้งไป

    มันจะเกิดความหลง ก็เอาความหลงมาเป็นความรู้อีก 

    ขี่บนความหลง อาศัยเหตุความหลงเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ได้

    นอกจากเจตนาที่เราจะสร้างจังหวะเนี่ยแล้ว การเจตนาใส่ใจที่จะสร้างจังหวะ  มันก็เป็นกรรมอยู่แล้ว

     

    การที่ไม่ได้เจตนา มันเกิดความหลงขึ้นมา มันเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความรู้

    ได้ความรู้ เกิดจากสิ่งที่เราไม่เจตนา เหมือนเราทำงานทำการ  เราก็จะไม่ชำนาญในสิ่งที่มันผิด เราแก้คำผิด เราแก้สิ่งที่มันผิด

    ก็กลายเป็นประสบการณ์ เหมือนเราไปสมัครงานทำงาน สมัครงานไปทำงาน คนไหนที่มีประสบการณ์เขาก็เป็นพิเศษ

    การทำงาน การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน มันมีประสบการณ์ไปในตัว

     

    เราเจตนาที่จะสร้างวิมุติ  เอากายเป็นวัสดุอุปกรณ์ผลิตความรู้สึกตัว

    อ้าว มันเกิดความหลงขึ้นมา โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้เจตนาตรงนั่น เราก็เอาประสบการณ์นั่นแล้วมาเป็นความรู้สึกตัว

    มาเป็นความความรู้สึกตัว จะเห็นความหลง โดยที่ความหลงยื่นมาให้เรา ไม่ได้สร้างความหลง มันเกิดขึ้นมา 

    เราก็รู้สึกตัว หลงไปทางไหน หลงไปในความคิด  เราก็รู้สึกตัว เพราะว่ากรรมฐานเอากายสร้าง และจิตมันก็อยู่ตรงนั้นด้วย

    มันก็ทั้งหมดแล้ว 

    มันหลงไปทางความคิด 

    มันถูกไปตามความคิด 

    มันผิดไปตามความคิด

    มันทุกข์ไปตามความคิด

    มันสุขไปตามความคิด

    ดูไปดูมา อ้าวมันก็ไม่มีอะไรนะ  มันมีแต่ตัวหลง กับตัวรู้เท่านั้น 

    เราก็ยังสร้างตัวนี่ขึ้นมา ประกอบขึ้นมา  ต้องทำ มันจึงจะพบเห็น 

    ถ้าไม่ทำ มันจะเป็นเพียงคิดเห็น  การคิดเห็น นี่มันเป็นเรื่องไกลตัว อยู่คนละที่

    ถ้าพบเห็นมันเกิดปัจจุบัน เป็นปัจจัตตัง  

    ถ้าพบเห็นมันเป็นปัจจัตตัง  ทันที ไม่ต้องมีคำถาม 

    ถ้าคิดเห็นหนะจะไปถามใคร  อย่างเราคิดเห็นวัดป่าสุคะโต คงจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนี้ 

    อาจจะมีผู้บอก ต้องขึ้นเขาไป ต้องไปอยู่ตรงนั้น ตรงทางขรุขระกว่าที่จะเข้าไปถึงวัด ถนนลูกรังขรุขระ 

    รถเราจะไปได้หรือเปล่าเมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว ก็เป็นป่าเป็นเขา โอ้ เราจะอยู่ได้ไหม กลัวไหม ยุงมีไหม งูมีไหม ผีหลอกมีไหม 

    บางทีคิดไปต่างๆ กลัวไหม มายังไม่ถึงกลัวแล้ว

    กลัวแล้ว ยากแล้ว ง่ายแล้ว การคิดเห็น  มันไกลตัว  ต้องมีคำถาม

    แต่การพบเห็นนี่  ไม่มีคำถามเลยนะ  เห็นความหลง  ไปถามใคร ไม่ต้องถามใคร

    เรามีความรู้สึกตัวไปขอจากใคร ไม่ต้องไปขอจากใคร

    ช่วยตัวเอง ช่วยตัวเอง ของจริงไม่มีคำถาม  การปฏิบัติธรรม 

    เช่น มือเราวางไว้บนเข่า  เราจะต้องไปถามใครไหม

    เราพลิกมือขึ้น เราจะต้องไปถามใครไหม

    เรายกมือขึ้น ต้องไปถามใครไหม

    เราเคลื่อนมือ มาหาเรา เราต้องไปถามใครไหม

    มันไม่มีคำถาม มันเป็นความรู้สึกตัว เป็นปัจจัตตังนะ

    เวลาเราหลงคิดไป เราต้องถามใครไหม เราหลงหรือเปล่า เราหลงหรือเปล่า

    เวลาเราทุกข์ เราไปถามใครไหม เราทุกข์หรือเปล่า เราทุกข์หรือเปล่า ไม่ต้องถาม

    พอรู้สึกตัว มันก็เป็นคนละเรื่อง 

    ความรู้ กับ ความทุกข์มันต่างกัน

    ความรู้ กับ ความหลง มันต่างกัน

    ความรู้ กับ ความผิด มันต่างกัน

    ความรู้ กับ ความง่วงเหงา หาวนอน มันต่างกัน

    เนี่ย ตรงเนี่ย ก็คือ การสอนตัวเอง การฝึกตัวเอง  บัณฑิตต้องฝึกตัวเอง  มองตัวเอง แก้ตัวเอง

    คนพาลเท่านั่น ที่ไปแก้คนอื่น ไปห้ามคนอื่น ไม่ให้เขาทำกับเรา มันเป็นไปได้ยาก

    แต่ถ้าหากว่าเตือนตัวเอง เรานี่แหละต้องเตือนตัวเรา แม้คนอื่นจะทำกับเรามันก็แก้ไม่ได้ แต่เราต้องแก้ตัวเรา

    อ้าว ถ้าจะพูดให้ย่อที่สุดในกำมือ

    ทุกข์ ก็ดี สุข ก็ดี เกิดขึ้นจากตัวเรา

    โกรธ ก็ดี โลภ ก็ดี หลง ก็ดี เกิดขึ้นจากตัวเรา

    ถ้าเราย่อมาถึงป่านแล้วนี่มันจะสะดวก  จะเป็นสุขเป็นทุกข์ก็ตาม  มันเกิดกับตัวเราต่างหากที่ไปเกี่ยวข้องกับคนอื่น 

    แม้คนอื่นจะทำกับเรา มันก็เป็นเรื่องของเราที่จะไม่สุขไม่ทุกข์

    เขาทำให้เราโกรธ บางทีเราไปคิดอย่างนั้น

    เขาทำให้เราทุกข์ เราก็ไปคิดอย่างนั้น

    เราจะไปแก้เขา ไปเกณฑ์ไม่ต้องให้เขาทำกับเรา  เป็นไปได้ยาก  แต่แม้นเขาทำกับเรา เราก็ต้องไม่เป็นเหมือนเขาทำ 

    เราก็มีปัญญา อาจจากความง่าย กลายเป็นความดี  นี่การปฏิบัติธรรม เมื่อเรามาเริ่มต้นตรงนี้ มันจะเป็นทิศ  เป็นทางไป

    ของยาก อาจจะง่ายไป ทำที่ตัวเรา อันอื่นก็มา ความถูกก็ไปเป็นพวงๆ ไปเป็นพวงเลย

    ถ้าไม่ทำที่เรา ความผิดก็มาเป็นพวงๆ พ่วงกันไป

    เช่น เราหลง คนอื่นก็จะพลอยหลงไปด้วย

    เราโกรธ คนอื่นจะพลอยโกรธไปด้วย

    เราทุกข์ คนอื่นจะพลอยทุกข์ไปด้วย

    นะ ถ้าเรามาฝึกตัวเราเนี่ย ลองดูซิว่า เอ้า ในกำมือของเรานี่แหละ ชีวิตของเราย่อลงมาแล้ว  ย่อลงมาแล้ว

    แม้แต่คำสอน 84,000 เรื่อง ก็ย่อลงมา มาอยู่กับความรู้สึกตัว มาอยู่กับความรู้สึกตัว

    เหมือนเขาย่อโลก มาอยู่ในจอหนัง  เราก็เคยไปดูหนังโลก ที่สหรัฐก็มี  ไปดูที่สิงค์โปร์ก็มี เขาย่อโลกมาให้เราดู 

    เราก็เห็นโลก  มันก็เป็นความที่น่าสงสารโลก  ไม่มีใครช่วยโลกมีแต่คนทำลาย น่าสงสารมาก  โลกที่เราอาศัย

    เขาย่อมาอยู่ในจอ 

    ชีวิตของเราก็เหมือนกัน แม้จะเป็นกิเลส 1,500 ตัณหา 108 ถ้าเรามามองเนี่ย โอ๊ย ไม่มีใครรู้ได้ มีแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียว ที่รู้เรื่องนี่ คนอื่นรู้ไม่ได้ อย่าไปคิดแบบนั่นนะ

    การปฏิบัติธรรมต้องพิสูจน์กันแล้ว 

    เราจะหลงจนตายหรือ 

    เราจะโกรธจนตายหรือ 

    เราจะทุกข์จนตายหรือ

    เราจะไม่หลงไม่ได้หรือ 

    เราจะไม่ทุกข์ไม่ได้หรือ 

    เราจะไม่โกรธไม่ได้หรือ 

    นี่สิทธิของเรา เป็นหลักที่เราจะต้องศึกษา ที่จะต้องให้มันจบมันสิ้น มันควรจะมีครั้งสุดท้ายด้วย

    ความหลงอาจจะมีครั้งสุดท้าย 

    ความโกรธอาจจะมีครั้งสุดท้าย 

    ความทุกข์อาจจะมีครั้งสุดท้ายด้วยนะ

    เพราะมันไม่จริง มันไม่เป็นธรรม ชีวิตของเรามีกายและจิตใจ 

     

    สมบัติของกายของใจคือความรู้สึกตัว ไม่ใช่ความหลง

     

    ทำยังไงเราถึงจะมีความรู้สึกตัว นี่แหละ เขาถึงว่า สร้างตนเองมาประกอบ มามีกิริยา มามีรูปแบบ สร้างเอา สร้างเอา อาศัยกาย

    นี่เป็นวัสดุอุปกรณ์ติดความรู้สึกตัว ยกมือเคลื่อนไหวไปมา 

    บางทีก็ใช้ลมหายใจ หายใจเข้า หายใจออก  ให้รู้สึกตัว บางทีก็เดิน  ให้รู้สึกตัว วิธีใดที่จะทำให้รู้สึกตัว ก็ต้องตั้งต้นกันตรงนี้

     การปฏิบัติธรรม ถ้าไม่ตั้งต้นจากตรงนี้แล้ว มันก็เหมือนไม่ได้ศึกษา

    ศึกษา คือ ถลุง คือย่อย  มาดู ว่าเราจะศึกษาอะไร เราต้องดู ต้องเห็น กับหู กับตาเรา 

    แล้วทำกำมือเรา สัมผัสกับความรู้ ลองดูสักหนึ่งวันสองวัน  แล้วมันจะเห็นความหลงเป็นคนละเรื่องกับความรู้สึกตัว ต่างกันอยู่ 

    แล้วถ้าเรามีความรู้สึกตัว ไม่มีใครที่จะไปเอาความหลง เพราะความหลงไม่เป็นธรรม  แต่ถ้าเราไม่เคยมีความรู้สึกตัวนั้น 

    ความหลงก็อาจจะไปหลงมากกว่ารู้ก็ได้

    ชีวิตเราวันหนึ่งวันหนึ่งหน่ะ อาจจะหลงมากกว่ารู้ ไม่รู้สึกตัวอยู่ในความหลง

    ความหลงก็เป็นตัวหนึ่งของชีวิตไปเลย 

    ความโกรธก็เป็นอันหนึ่งของชีวิตไปเลย

     

    เป็นตนอยู่ในความโกรธ เป็นตนอยู่ในความหลง

    เป็นชีวิตอยู่ในความหลง 

    เป็นชีวิตอยู่ในความทุกข์ ความโกรธ

     

    ถ้าเราไม่มีความรู้สึกตัว จะไม่เห็น ไม่เป็นคนละเรื่องกัน จะไม่ต่างกันชีวิตเราก็เป็นทาสของทุกอย่าง เขาหิ้วไป เขาใช้ไป 

    พอเรามารู้สึกตัว เรามีสิทธิแล้วกัน สิทธิของเรา ความชอบธรรมเกิดขึ้น ความหลงไม่มีความเป็นธรรมต่อชีวิต

    ความรู้สึกตัวเป็นธรรมต่อชีวิตเรา เราเลือกได้ทั้งนั้น

     

    ชีวิตที่เลือกได้ รู้จักเลือก รู้จักเลือกแล้วกัน เหมือนมีสิทธิที่จะครองตัว ครองกาย ครองใจ

    เหมือนเราครองเรือน ครองบ้านเรา เรามีสิทธิจะให้ความสะอาด รักษาความสะอาด เก็บกวาดในสิ่งที่มันสกปรก

    สิ่งไหนมันสกปรก สิ่งไหนที่มันทำให้เลอะเทอะ เป็นพิษเป็นภัย เรามีสิทธิที่จะไม่ให้อยู่กับบ้านเราชีวิตของเราก็เหมือนกัน 

    เมื่อเรามีความรู้สึกตัว เรามีสิทธิแล้วกัน ความชอบธรรมจะเกิดขึ้นมา 

    ถ้าไม่มีความรู้สึกตัวน่ะ ปนเปกันไป อาจจะหลงมากกว่ารู้ด้วยซ้ำไป  ความหลงอย่างนี้มากกว่าความรู้ 

    วันหนึ่งๆเนี่ย มันหลงไปทางไหนมากที่สุดก็ไม่รู้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ลิ้น กาย ใจ อาจจะไม่มาก 

     

    พอเรามามีความรู้สึก ชั่วโมง สองชั่วโมง หรือหนึ่งวัน สองวัน อ้าวพิสูจน์กันดูเจ็ดวันเหมือนพระพุทธเจ้าท้าทายเอาไว้

    ผู้ใดมีสติต่อเนื่อง หนึ่งวันถึงเจ็ดวัน หนึ่งเดือนถึงเจ็ดเดือน หนึ่งปีถึงเจ็ดปี 

    จะเกิดอานิสงส์ สองประการ

    หนึ่ง เป็นพระอนาคามี

    สอง เป็นพระอรหันต์

    นี่มีสติต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย ความรู้สึกตัวที่เราสร้างเท่านี่หรือ เท่านี้หรือ เท่านี้แหละ

    แต่มันก็พัฒนาไปตั้งต้นจากความรู้สึกตัว อาจจะเป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา เป็นมรรค เป็นผลไป

    ต่อเนื่องเหมือนโซ่ มีใครที่จะพิสูจน์เรื่องนี้ มาอยู่ด้วยกัน มาอยู่ด้วยกัน มาใช้ชีวิตให้เต็มที่ เต็มตัว 

    ถ้าไม่มีเวลามา  ก็ไม่เป็นไร ก็อยู่กับเรา อยู่กับเรา 

    แต่ว่าชีวิตที่เราไม่พร้อม  อาจจะถูกแบ่ง อาจจะถูกแบ่ง สิ่งที่ทำให้แบ่ง เป็นความหลงอาจจะมีนะ 

    แต่ถ้าเรามีความสถาบัน  มีรูปอย่าง มีเพื่อน มีมิตรอย่างนี้ มันตรงๆ ถือว่าเป็นอดิเรกภาพ

    ชีวิตที่สุคะโตเนี่ย ถือว่าเป็นอดิเรกลาภ มีหน้าที่โดยตรง เหมือนเรามีอดิเรกลาภ

    บางทีไม่ต้องไปหาเงินหาทองมาซื้อผ้า มีคนซื้อมาให้  นี่เรียกว่าอดิเรกลาภ

    บางทีไม่ต้องไปหาเงินหาทองไปซื้ออาหารมา มีคนซื้อมาให้

    บางทีไม่ต้องมี ไปสร้างหาเงินหาทอง สร้างที่อยู่อาศัย มีคนสร้างให้ เรียกว่าอดิเรกลาภ 

    อยู่ที่นี่ อยู่ที่นี่ เหมือนเป็น อดิเรกลาภ

    ไม่มีใครมาถูกแบ่ง  ให้สิทธิ ให้ความเป็นธรรมต่อกันและกัน เป็นมิตรเป็นเพื่อนกัน จึงพิสูจน์กันแล้วนะ 

    ยุคนี่เป็นยุคทอง ยุคธรรม ทำไมจึงว่าเป็นยุคทอง ยุคธรรม 

    ทำไมยุคทอง ยุคธรรมแต่อยู่ยากลำบาก จึงเป็นยุคทอง ยุคธรรมกัน

    ความหลง   อาจจะมากกว่า สมัยโบราณ

    ตัณหาต่างๆ อาจจะมากกว่า สมัยโบราณ

    อาจจะเป็น มันเปลี่ยนไป เช่น เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นเต้า ลูกของคนทุกวันนี่ ไม่เหมือนลูกของเรา ที่เป็นลูกของพ่อของ

    แม่  ลูกของเราหน่ะ อย่างคนที่มีลูก ต่างกันไหมกับเราเป็นลูกของพ่อของแม่มันต่างกัน

    อาหารการกิน  ก็ต่างกัน

    อากาศหายใจ  ก็ต่างกัน

    แผ่นดิน ที่เราเดินก็ต่างกัน

    น้ำ  ที่เราดื่ม เราอาบก็ต่างกัน

    แต่ก่อน เรากินน้ำรอยวัว รอยควายได้ ทุกวันนี้มันกินไม่ได้เสียแล้ว

    แผ่นดินที่เราเดิน ก็เป็นพิษ เป็นภัย 

    อากาศที่เราหายใจเข้าไป  ก็เป็นพิษเป็นภัย

    อาหารที่เรากิน ก็เป็นพิษเป็นภัย

    เราจึงเป็นยุคทอง ยุคธรรม ต้องวิวัฒน์พัฒนาตนเองให้เท่าเทียมกับโลกที่มันคุกคามเรา

    แม้แต่เชื้อโรคเขาก็พัฒนาเขาไป จะเป็นโรคอะไร เป็นโรค ไข้หวัดนก แต่ก่อนไม่เคยมี เขาพัฒนาไป  โรคไข้ขี้หนู โรคอะไร โรคเอดส์ โรคอะไรเยอะแยะไม่หมดเลย

    ถ้าเราไม่พัฒนาชีวิตของเราโลก โลกก็จะทับถมเราไปเรื่อยๆ

    ความหลงไม่ใช่จะหลงเฉพาะเราอย่างเดียว คนอื่นที่จงใจ ที่จะสร้างให้เราหลงมีเยอะ หลงหนัง หลงละคร ยาบ้า ยาหมา ก็ทำให้เราหลง เยอะแยะไปหมดเลย

    สมัยก่อนมันไม่มีนะ มีอะไรชีวิตสมัยก่อน เคยพูดกับอาจารย์ไพศาลว่า มีคน

    1. มีคน
    2. มีข้าว
    3. มีน้ำ
    4. มีดิน
    5. มีวัวควาย

    เท่านั้นเอง  มีคน มีข้าว มีดิน มีน้ำ มีวัวมีควาย ทุกวันนี้

    ทุกวันนี้ก็มีอะไรเยอะแยะ มีวิทยุ มีโทรศัพท์ รถยนต์ มี  โอ๊ยเยอะแยะไปหมดเลยนะ

    สมบัติมันมาก หลงไปมาก  รูป รส กลิ่น เสียง เออเยอะแยะ  เขาสร้างให้เราหลงเยอะแยะ  เช่น หลงหนัง  หลงละคร บาร์ ไนซ์คลับ อะไรต่างๆหน่ะ  จึงเป็นยุคทอง ยุคธรรม กันแหละ อยู่ย่ำต๊อกอยู่ที่เก่าไม่ได้แล้ว

    ต้องพัฒนามาดูตัวเอง มาเลื่อนฐานะของตัวเอง จากความหลงมาเป็นความรู้

    รู้จักเปลี่ยนตัวหลง เป็นตัวรู้  ใช้ได้แล้ว

    รู้จักเปลี่ยนความโกรธ  เป็นความไม่โกรธ ใช้ได้แล้ว

    รู้จักเปลี่ยนความทุกข์ เป็นความไม่ทุกข์ 

    เปลี่ยนที่ตัวเราด้วยซ้ำไป 

    ถ้าทำตรงนี่ได้  รู้จักเปลี่ยนความหลงเป็นความรู้

    รู้จักดู เห็น คนละเรื่อง

    เห็น เห็นมันคิด

    เห็น มันทุกข์

    เห็น มันโกรธ เออ ใช้ได้

    ถ้าเป็นผู้ทุกข์

    ถ้าเป็นผู้โกรธ

    ถ้าเป็นผู้หลง ยังใช้ไม่ได้

    ถ้าเห็นแล้วใช้ได้

    ถ้าเป็น ใช้ไม่ได้  เช่น เรามาสร้างกายานุปัสสนา เห็นกาย

    เวทนาที่มันเกิดขึ้นกับกาย เห็น ไม่ได้เป็น

    ไม่ใช่ว่า โอ๊ยปวด โอ๊ยปวด

    โอ๊ยร้อน โอ๊ยร้อน

    โอ๊ยหนาว โอ๊ยหนาว

    โอ๊ยหิว โอ๊ยหิว

    มันเป็น มันเป็นตัวเป็นตน อยู่ในความร้อน เป็นตัวเป็นตนอยู่ในความหนาว เป็นตัวเป็นตนอยู่ในความเจ็บความปวด

    เป็นตัวเป็นตนอยู่ในความสุขความทุกข์ นั่นน่ะโลกมันทับถม พอเรามาเจริญสติมันจะเห็น 

    เห็นมันร้อน

    เห็นมันหนาว

    เห็นมันปวด

    เห็นมันหิว

    ออกไปดูแล้วก็ได้เรียกว่าดูแล้วก็ได้มาดูโลกแล้วก็ได้

    พระพุทธเจ้าบอกว่า “สูทั้งหลายจงมาดูโลกนี้ อันวิกฤตการณ์ ดุจราชรถที่คนหลงทั้งหลายพากันหมกอยู่ ผู้มีปัญหาหาข้องอยู่ไม่ มาดู”

    เห็นมันหลง ความหลงเป็นอันหนึ่ง ความรู้เป็นอันหนึ่ง

    เห็นมันทุกข์ ความทุกข์เป็นอันหนึ่ง การเห็นทุกข์เป็นอันหนึ่ง

    เออ จะได้เห็นแล้ว ไม่เข้าไปเป็นกับสิ่งใด ถ้ารู้สึกตัวนะ จะไปทางนี้ ไปทางนี้ ไม่เข้าไปเป็นกันอะไรทั้งนั้น

    เราจะมาสร้างตัวนี่ มาสร้างตัวนี่ สร้างความรู้สึกตัว  เป็นดวงตาภายในให้ดูแลตัวเอง 

    ถ้าไม่ดูแลตัวเองก็ดูแลคนอื่นได้ยากนะ ดูแลตัวเองให้รอดปลอดภัย  มารู้สึกตัว มารู้สึกตัว นี่

    เราจึงมาทำกัน มาประกอบ มาทำกันจริงๆ

    มาสัมผัสมาต่อ มาเอากายไปต่อ เอาความรู้สึกตัวมาเอาใจไปต่อ เอ้า  วิธีเราที่ทำนี่ก็มีอยู่แล้ว มาสอนกัน เคลื่อนไหวไปมา ขยันรู้ ขยันรู้ 

    อย่าไปกด อย่าไปตึง ทำสบายสบาย เนี่ย คือตัวปฏิบัติธรรม

    อย่าเพิ่งเอาความยาก ความง่าย 

    ทำได้หรือเปล่า ทำได้หรือเปล่านั่งได้ไหม จะอยู่อย่างไร ไม่ต้องคิด 

    บางทีเราคิดแล้วมันจะยาก พอมาทำแล้วมันจะง่าย

    เราคิดว่ามันจะง่าย พอมาทำแล้วมันจะยาก อันนั่นไม่มีปัญหานะ 

    คำว่ายาก คำว่าง่าย ไม่เป็นไร  ความรู้สึกตัวมันจะทำให้เรียบๆ ไปเลย มันเป็นความยิ้มๆ นะ ความรู้สึกตัว  ไม่ใช่บูดบึ้งตึงเครียด  รู้สึกตัวมันจะยิ้มๆ มันจะเบาๆ นะ

    ความรู้สึกตัวจะเบาๆ เหมือนเราหาบอะไรหนักๆมา ความรู้สึกตัวมันจะเบา  รู้สึกตัวจะเบาๆ ถ้าหนักไม่ถูก ถ้ายากก็ไม่ถูก ถ้าง่ายก็ไม่ถูก 

    ความรู้สึกตัวจะเป็นกลางๆ ไม่ได้ยาก ไม่ได้ง่าย ความรู้สึกตัวจะไม่ได้ผิด จะไม่ได้ถูกความรู้สึกตัวจะไม่ได้สุข ไม่ได้ทุกข์มันออกมาดู ออกมาดู เนี่ยนะ

    นี่ก็พูดให้ฟังเนอะ เป็นการประกอบกับการศึกษาปฏิบัติเราพบกันตอนเช้าตอนเย็นพูดกันเป็นส่วนรวม เหมือนกับพูดกับทุกท่าน เหมือนกับพูดกับทุกท่าน เหมือนกันพูดกับทุกคน เพราะว่าคำพูดเนี่ยมันเป็นของอันเดียวกัน

    ความหลงก็เหมือนกัน 

    ความรู้ก็เหมือนกัน 

    ความโกรธก็เหมือนกัน 

    ความไม่โกรธก็เหมือนกัน ความอะไรต่างๆ 

    ความร้อน ความหนาว เหมือนกัน  

    เราก็เห็นเหมือนกันแหละ เรียกว่าสากลแห่งธรรม

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service