แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ฟังธรรม ขอมีส่วนร่วมกับทุกท่านในการทำความดี ในการละความชั่ว ในการทำจิตให้บริสุทธิ์ อะไรที่พอจะเป็นเพื่อนกันได้ พูดให้ฟัง ทำให้ดู อยู่ให้เห็น ไม่ใช่เราโดดเดี่ยวเดียวดาย ใครมาจากไหน ที่ใด เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้มีอายุ เป็นนักบวช เป็นฆราวาส ลัทธินิกายใด ไม่มีความขัดข้องอะไร เรามาเป็นอันเดียวกัน ให้เข้าถึงความรู้สึกตัว อย่าไปติดไปข้องกับสิ่งอื่นที่เคยผ่านมา มีความรู้สึกตัว เมื่อมีความรู้สึกตัว เราก็เป็นคนๆเดียวกัน เราก็มีความรู้สึกตัว เมื่อมีความหลงเกิดขึ้น แล้วก็เปลี่ยนความหลงเป็นความรู้ เป็นงานอันเดียวกัน ความหลงอยู่ ณ ที่ใด กับคนผู้ใด ความรู้สึกตัวอยู่กับผู้ใด กับท่านผู้ใด เราก็ทำหน้าที่อันนี้เหมือนกันหมด มีสิทธิเท่าเทียมกันในการปฏิบัติธรรมนี้ ก็มีสิทธิ รู้สึกตัว เวลามันหลง เรามีสิทธิรู้สึกตัว ใช้สิทธิของตนเอง มันก็มีอยู่นะ ความหลงก็มี ความรู้ก็มี ความสุข ความทุกข์ ความผิด ความถูก ความยาก ความง่าย มีกันทุกคน สิ่งเหล่านั้นอย่าเอามาเป็นเครื่องขวางกั้น ความง่วงเหงาหาวนอน ความลังเลสงสัย ความคิดฟุ้งซ่านมีเหมือนกันหมด อย่าเอามาเป็นเครื่องต่อรองกับความรู้สึกตัว ให้มีความรู้สึกตัวทันทีเกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆที่มันเกิดขึ้น
ขณะที่เราประกอบความเพียร ปรารภความเพียรอยู่ ให้ถือว่าเป็นอาชีพสักเจ็ดวันห้าวัน สิบวัน สี่สิบวัน เราทำสิ่งใดบ่อยๆ มันก็ชำนิชำนาญ ของหนักก็เป็นเบาได้ ของยากก็เป็นง่ายได้ มันก็มีการพัฒนาชีวิตของเราเป็นไปได้เหมือนกัน เราจะฝึกเป็นนักกีฬาแบบใด เอาให้เราใส่ใจก็เก่งเรื่องนั้นไป เราจะขยันหมั่นเพียรเรียนหนังสือ ก็เก่งในการเรียนหนังสือ ในการทำงาน เป็นศิลปะของผู้สนใจเรื่องใด เป็นไปทำนองนั้นนี่ อันนั้นมันก็เป็นอันหนึ่ง แต่ว่าสิ่งที่เป็นอันเดียวกันอยู่นี่ คือมีความรู้สึกตัวนี่ ให้เราเพียรพยายามสักหน่อย ประกอบขึ้น ฝึกหัดตัวเอง ไม่ใช่การเรียนรู้ เราก็รู้มาด้วยกันทั้งนั้นแหละ แต่ว่าอันความรู้น่ะมันใช้ไม่ได้บางโอกาส ต้องถูกฝึกหัดให้มันเป็น อันทำให้เป็นนี่มันเป็นสมบัติไม่ลืม ไม่หลง
ความรู้มันจำไม่ค่อยได้ ไม่ใช่การเรียนรู้ เป็นการฝึกตนเอง สอนตนเอง แก้ไขตนเอง เวลามันหลงรู้สึกตัว ทำให้มันเป็น เวลามันสุขมันทุกข์ รู้สึกตัว ทำให้มันเป็น เวลามันโกรธมันโลภ มันหลง มีกิเลส ตัณหาราคะ ที่เกิดขึ้น ก็ให้มีความรู้สึกตัว ทำเรื่องนี้ให้เป็น กลับมาไวๆ อาศัยนิมิต อาศัยกายเคลื่อนไหว เป็นสิ่งนิมิตที่เราอาศัย ใช้กายนี่แหละเป็นวัตถุอุปกรณ์ผลิตความรู้ขึ้นมา หัดให้มันมีสติไปในกาย อย่าเพ่ง อย่าจ้อง ทำสบายๆ ของที่มันเบา บางทีไปโหมมันก็เสียแรง ไม่ใช่เรื่องโหมกำลังเอาจริงเอาจัง อย่าไปเอาจริงเอาจังจนเกิดความคิด เอาไปใช้ความคิด หาคำตอบจากความคิด ทั้งกายทั้งความคิด มันก็เป็นเรื่องยาก บางทีก็เพี้ยนไป ของที่มันค่อยๆเป็นไปตามธรรมชาติ อย่างเราบีบขนมจีนเข้าลอดช่อง มันมีทางออกพอดีๆ กับความแรงพอดีๆ ถ้าใช้แรงเกินไป ก็เพี้ยนได้ เช่นบีบขนมจีน มันมีรูน้อยๆ ถ้าค่อยๆ บีบนวดออกก็เป็นเส้นได้ ถ้าบีบแรงเกินไปก็ขาด เส้นขาด ก็ต้องเสียเวลา เสียแรงไปเปล่าๆ ถ้าเราหัดทำให้เป็นอย่างนี้ กับการสอนตนเอง เรื่องยากก็เป็นเรื่องง่ายได้
ความรู้สึกตัวมันเบาๆ มันเป็นความยิ้มๆ ซักหน่อย เป็นความสดชื่นซักหน่อย ถ้าความยุ่งยากหน้าดำคร่ำเครียดไม่ใช่ความรู้สึกตัวเสียแล้ว เอาความยาก เอาความง่ายไปต่อรอง เอาความขยันเอาความขี้เกียจไปต่อรอง เวลาขยันก็ทำ เวลาขี้เกียจก็หยุด แต่ใช้ชีวิตยืนเดินนั่งนอน แล้วแต่ที่มันจะคิดให้ยืนให้นั่งให้นอน ถ้ามันอยากนั่งก็นั่งลง ถ้ามันอยากยืนก็ยืนขึ้น ถ้ามันอยากเดินไปไหนมาไหน อยากมองอะไร คิดอะไร มันก็เคยชินทั้งนั้น เราก็สอนมันตรงนั้นแหละ หัดลำดับลำนำ ให้มันชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ชีวิต มันมีสิ่งฝึกหัดเยอะแยะ ในเรื่องตาหูจมูกลิ้นกายใจ บางทีก็เอามาประกอบ สิ่งแวดล้อม ชวนให้รู้ก็มี ชวนให้หลงก็มี ในตัวนอกตัว เอามาเป็นการสอนตนทั้งหมด เอามาเป็นความรู้สึกตัวทั้งหมด รวมมาลงที่นี่ ไม่ว่าเป็นที่ใดๆ เอามันมาไว้ที่นี่ เอามาลงที่นี่ รู้สึกตัวๆ ง่ายๆ ไม่ใช่เอาเหตุเอาผลนะ เอาเหตุเอาผลไปแก้ไปไข เอาหัวคิดปัญญา คิดได้ตอบได้ อันนั้นไม่ใช่ ไม่ใช่เหมือนเราเรียนหนังสือ วิชาการต่างๆเหมือนท่านทั้งหลายเรียนจบมา มีความรู้กันทั้งนั้น
พระพุทธเจ้าสมัยเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ รู้มามากกว่าเรานี้สิบเจ็ดศาสตร์ ยังไม่เป็นพระพุทธเจ้าเลย ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าได้ ตรัสรู้ได้ ถึงมรรคผลนิพพานได้ มามีสติเนี่ย รู้สึกตัวนี้ พระองค์เริ่มต้นครั้งแรก มีแต่การคู้แขนเข้า การเหยียดแขนออก ให้มีสติ หัดคู้แขนเข้า หัดเหยียดแขนออก หัดเดินไปข้างหน้า ใช้อิริยาบถจับชายจีวรมานุ่งมาห่ม แต่ใช้ชีวิตอันไหนที่เคยเคลื่อนไหวเอามาเป็นการฝึกให้ตนรู้สึกตัว หัดอย่างนี้ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ดูแลตัวเองให้คุ้ม ตัวเราก็ไม่มาก มีกายมีใจเท่านี้ มันสามารถเอามาฝึกได้ เอากายมาฝึกเอาใจมาฝึก แต่ต้องเอากายก่อน อย่าไปจับจิตจับใจเลย บังคับไม่ให้มันคิด ให้มันสงบ หลับตาช่วยมันบริกรรมช่วยมัน อันนั้นมันไม่ใช่ของจริง ของจริงชีวิตเราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ ใช้อิริยาบถต่างๆได้ มีตาก็ดูได้ มีหูก็ฟังได้ แต่ให้มีสติ เรียกว่าสอนตนฝึกตน บางทีเราไปบังคับตัวเอง อันนี้ก็ตั้งอะไรไว้ผิดๆ
สมัยก่อนหลวงตา เคยเอาเรื่องอื่นจริงจังเกินไป ต้องเดินจงกรม ต้องนั่งสมาธิ อันนี้จุดธูปไหว้ ถ้าธูปไม่หมดจะไม่ลุก เดินจงกรมก็ปักธูปเอาไว้ ถ้าธูปไม่หมดจะไม่หยุด เราก็มองไปเมื่อไหร่ธูปจะหมด มันก็เป็นเรื่องที่กระจุยกระจายไปเลย บางทีก็มีประโยชน์ บางทีก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าใช้ไม่เป็นก็ไม่มีประโยชน์ ถ้าใช้เป็นก็มีประโยชน์ หัดตัวเรานี่แหละกำหนด มันมีความพอดีของใครของมัน บางคนก็นั่งไม่ค่อยได้นาน บางคนก็นั่งได้นาน การนั่งการลุกมันจะให้กายมันสั่ง แบบมันคือความคิดมันสั่ง ให้สติมันสั่ง ให้มันเป็นใหญ่สักหน่อย ให้สติเป็นใหญ่เวลานี้ อย่าให้กายเป็นใหญ่ อย่าให้ใจเป็นใหญ่ อย่าเอากายไปต่อรอง บางทีอย่าไปเอาความคิดต่อรอง กำหนดอะไร ความคิดที่ไม่เคยฝึกหัดจิตใจของตนเอง มันไม่ค่อยเป็นระเบียบเท่าไหร่ คุ้มร้ายคุ้มดี ฟูๆแฟบๆความพอใจก็ไม่พอใจ นิสัยต่างๆมันเคยชิน มันติดมันเปรอะมันเปื้อนมา แล้วแต่ใครจะมีนิสัยยังไง บัดนี้เรามาขอนิสัยจากพระพุทธเจ้า อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ ข้าพเจ้าขอนิสัย ขออยู่กับธรรมวินัย ขอเข้าแบบเข้าพิมพ์มาหล่อ แบบพิมพ์หล่อให้เป็นพระ มีสติเนี่ยเป็นแบบพิมพ์ แม่พิมพ์ ถ้าความหลงมันหล่อให้เป็นเปรต เป็นผี เป็นยักษ์ เป็นมาร ตามอาการต่างๆ มันมีรู้มันมีหลงเนี่ย แน่นอนที่สุด ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ได้ ไม่มีรู้มันก็ไม่เห็นหลง บางทีความหลงอาจจะอยู่ครอบครองในใจของเรา พาให้เราผิดพลาดหลงใหลไปต่างๆ
บัดนี้เรามารู้สึกตัวไปก่อน หัดรู้ๆๆ สิบสี่รู้ สร้างจังหวะสิบสี่จังหวะ ได้ความรู้สิบสี่ครั้ง ครั้งละวินาที มันก็ทำได้อย่างนี้ จึงว่าปฏิบัติได้ ให้ผลได้ ไม่มีใครยกมือไม่รู้สึกตัว เราไม่ใช่คนใบ้ คนบ้า โง่เง่าเต่าตุ่น เราก็มีอยู่ อาจารย์ท่านสอน ให้เป็นกรรมฐานเบื้องต้น ให้รู้สึกตัวสิบสี่จังหวะ หัดมีบรรทัดไปก่อน หรือหัดอาศัยนิมิตไปก่อน เหมือนเราเขียนหนังสือต้องอาศัยเส้นบรรทัดไปก่อน ครึ่งบรรทัด เต็มบรรทัดไปก่อน ต่อไปถ้ามันชำนาญ ไม่ต้องอาศัยบรรทัดก็ได้ เมื่อก่อนเราเขียนหนังสือต้องดูกระดาน มือต้องเขียน บัดนี้ไม่ต้องดูกระดาน เขียนอะไรมันมีอยู่ในสมอง หรือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ มันบันทึกไว้แล้ว อันนี้มันบันทึกอะไรมา กายของเรามันเคยอะไรมา ใจของเรามันเคยชินอะไรมา บางทีมันทวนไป อดีตบ้าง อนาคตบ้าง ไหลไปอนาคตไหลไปอดีต ไปข้างหน้า ไปข้างหลัง คนหนุ่มมองไปข้างหน้า ตะพึดตะพือไป เราจะทำอะไร วางแผนอะไร คนไหนที่เรารัก คนไหนที่เราพอใจ หาคำตอบจากความคิด นิสัยก็ต่างกันไป ชอบคนละอย่างไป คนชราเหมือนหลวงตานี่ก็มองไปข้างหลัง พ่อแม่ที่เคยมีลูกมีเต้า เคยประกอบอะไรมา ทุกข์ยากอะไร เดือดร้อนอะไร ปัญหาเรื่องใดมันติดมาด้วย คิดคืนข้างหลัง คิดไปข้างหน้าไม่เป็น คนแก่คิดคืนข้างหลัง มันก็ไปอย่างนั้น
บัดนี้ ปัจจุบันนี้มันก็ทิ้งขว้างไปกันหมด จริงๆมันเป็นปัจจุบันนะชีวิตเรานะ จะทำอะไร มันจะดี มันจะชั่ว มันก็อยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่ไปคิดเรื่องอดีต อนาคต เราจะเป็นคนอย่างนั้นอย่างนี้ มัวแต่คิดไม่ทำ ทำต่อจากความคิด ไม่เป็นจริง ฝันหวาน ฝันร้าย ฝันหวาน อันนี้ก็อาศัยความฝันจริงๆนะ จนถึงขั้นพึ่งความฝันไปซะแล้ว คนขยันพึ่งการกระทำ ปัจจุบันนี่ คือของจริง มันต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้ สิบสี่รู้ สิบสี่วินาที เอาไปเลย ความรู้สึกตัว สิบสี่วินาที รู้ที่กาย กายก็มีทุกคน รู้ที่ใจ ใจก็มีกันทุกคน ตั้งต้นจากตรงนี้ รู้วินาทีหนึ่งรู้ วินาทีหนึ่งรู้ ชั่วโมงหนึ่งรู้ สามพันหกร้อยรู้ ไปแล้ว ไปแล้ว ไปแล้ว รู้มาก รู้มากไป ไม่ต้องไปคิดหาเหตุหาผล เป็นการกระทำเรียกว่า กรรมฐาน ที่ตั้งของการกระทำ ปฏิบัติให้เป็นสถาบัน ให้มั่นคงชัดเจนแม่นยำ หัดตนสอนตน มัวแต่คิดเอาเหตุเอาผล เอาผิดเอาถูก เอาพอใจเอาไม่พอใจ ชอบอย่างนั้นชอบอย่างนี้ มันไม่ใช่ ไม่ใช่เกิดจากการกระทำ มันตายไปแล้ว เอาการกระทำมันเดี๋ยวนี้ คือเนี่ย ฝึกอย่างนี้คือกรรมฐาน ทำให้เกิดพุทธะ จบได้ ความหลงก็จบได้ ความโกรธก็จบได้ ความทุกข์ก็จบได้ กิเลส ตัณหาอะไรก็จบได้ มีแต่จิตที่บริสุทธิ์ กายบริสุทธิ์ เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญาขึ้นมา แล้วก็สนุกใช้ชีวิต ตื่นแต่ดึก สึกแต่หนุ่ม ให้มีชีวิตไปนานไป อย่ารอให้เฒ่าให้แก่ ถ้ารอให้เฒ่าให้แก่ เราฝึกมันก็ฝึกยาก ความแก่หง่อมย่อมทุลักทุเลมาก เหมือนตาบอด ข้ามฟากฝั่งคลองหา ไต่ไผ่ลำคลานคลำมา ดูกิริยาแสนทุลักทุเลแล ถ้าไม่อยากให้ทุลักทุเลมาก ต้องข้ามฟากแต่เนิ่นๆ ก่อนตนแก่ ตื่นแต่ดึก สึกแต่หนุ่ม รอให้เฒ่าให้แก่ ศาสนาธรรมะศีลธรรมเป็นเรื่องของคนแก่ มันไม่ใช่ เป็นเรื่องของคนหนุ่มเนี่ย
คนแก่อย่างหลวงตาเนี่ย ประชาชน บัตรประชาชนเขาก็ไม่ถามหาแล้ว ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสิ่งใด ถ้าคนหนุ่มก็ต้องเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ แม้แต่ปัญหาต่างๆ ดูจากคนหนุ่ม ดูจากวัยรุ่น เราจึงเพียรซะตั้งแต่เดี๋ยวนี้ มีสติ รู้สึกตัวไป มีสติวินาทีหนึ่ง มีสติวินาทีหนึ่ง มันก็เป็นมากขึ้นๆ เงินหมื่นเงินแสนก็นับจากบาทเดียวเนี่ยละไป ให้มันทำได้ กายก็มีจริง ใจก็มีอยู่ รู้สึกตัวไป มันก็มีกายมีใจเท่านี้คนเรา แม้แปดหมื่นสี่พันเรื่อง มันก็มีกายมีใจนี้ ถ้ารู้ต้นๆนี่เข้าไปก็ มันก็ไม่มีอะไร ก็มีแต่ความรู้สึกตัวเป็นเจ้าของกาย เจ้าขายใจ ถ้าไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความหลงเป็นเจ้าของ พวกป่าเถื่อน สำส่อน กายโสเภณี จิตโสเภณีไปเลย ทำดีทำชั่ว ทำดีได้ยาก ทำชั่วได้ง่าย เป็นปัญหาต่อตัวเอง และคนอื่น สิ่งอื่น วัตถุอื่น ทุกคนต้องมีสติดูกาย คนๆเดียวกันแท้ๆเราเนี่ย อย่ามาอ้าง ยากดีมีจน ดีชั่วอะไรไม่ต้องเอามาอ้าง ไปทำอะไรมา ก็ไม่เป็นไร อย่าไปคิดทบทวนอะไรมาก มาปฏิบัติธรรม มาสิ้นเวรสิ้นกรรม เปลี่ยนความหลงเป็นความรู้นี่ มันก็หมดกรรมไปแล้ว เวลามันหลงรู้สึกตัว สิ้นกรรมหลงไปแล้ว ความหลงก็ไปเป็นเปรต เป็นอสุรกาย สัตว์นรก เดรัจฉาน เรามารู้สึกตัวขึ้นมาสู่ความเป็นมนุษย์ ความหลงเป็นคน ความรู้สึกตัวเป็นมนุษย์ มนุษย์คือผู้ที่มีความรู้สึกตัว มีใจสูง ละความชั่วเป็น ทำความดีเป็น โดยกายโดยใจของเรา ไม่ต้องไปหาอะไรอีกมากมาย บางทีเราไปต่อรอง เราไม่มีโอกาสทำบุญทำทาน อย่างนั้นอย่างเอามาต่อรอง นี่แหละคือการทำบุญ รู้สึกตัวคือเป็นบุญแล้ว ทำบุญคือรู้ บาปคือหลง ทำบุญตัวนี้ เรียกว่ากุศลก็ได้ ทำดี ทำดี ให้รู้สึกตัวนี่เป็นความดีแล้ว
ถ้าเรารักพ่อ รักแม่ รักลูก รักเมีย รักพี่ รักน้อง เราก็ต้องเป็นคนดีตรงนี้ ไม่ใช่ความรักด้วยคิดอาลัยอาวรณ์ อันนั้นมันไม่ใช่บริสุทธิ์ ความรักที่บริสุทธิ์ คือเราเป็นคนดี รักสามีภรรยา เราต้องเป็นคนดี รักพ่อรักแม่เราก็ต้องเป็นคนดี พ่อแม่เลี้ยงเรามา อยากให้เราเป็นคนดี แค่เราก็เป็นคนดีก็สุดหัวใจแล้ว พ่อแม่ หายใจโล่ง อิ่มใจ ไม่หิว ถ้าเราเป็นคนชั่ว พ่อแม่ก็หิว หิวอะไร หิวความดีของลูก สามีหิวความดีของภรรยา ภรรยาหิวความดีของสามี ถ้าคนเป็นคนดี เราอิ่มใจ มองเห็นหน้ากันนี่อิ่มใจ ได้สวรรค์ได้นิพพาน ถ้าเป็นคนชั่ว มองเห็นหน้ากันก็เป็นนรก เป็นเปรต เป็นอสุรกายไปแล้ว มันอยู่ที่ความดีความชั่ว นี่เรามาทำความดี มีสติเนี่ย ก็มีสติมันคิดก็ไม่ได้ มันพูดก็ไม่ได้ มันรู้สึกตัวมันอายตัวเอง ถ้ามาคิดมันก็ละอายนะ มีสตินะ ไม่มีคนอื่นเห็นเราก็เห็น บ้าเอ๊ย แค่นี้ก็คิดเหรอ ไอ้ชาติหมา ด่าตัวเอง ใช่ไหม เคยด่าตัวเองไหม ชาติหมา
มีราชสีห์ตัวหนึ่ง ถือว่าเป็นราชาของสัตว์ทั้งหลาย ยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ทั้งหลาย ราชสีห์เนี่ยเดินไปไหนมาไหน สัตว์ทั้งหลายจะต้องหลีกทาง เคารพ เป็นราชาของสัตว์ทั้งหลาย โอ๊ย ถ้าเป็นราชาเวลานอน เวลานอนดูที่นอนของตัวเอง เวลาตื่นจากที่นอน ที่นอนกระจุยกระจาย มองดูที่นอนตน ก็ด่าตัวเอง ไอ้ชาติหมา ไม่สมกับเชื้อชาติราชสีห์ มึงไม่ต้องไปหากิน นอนให้มันตายอยู่ในถ้ำนี้ นอนลงอีก คืนที่สอง มองดูเห็นกระจุยกระจายอีก ไอ้ชาติหมา ด่าตัวเอง มองดูจีวร ไอ้ชาติอะไรนี่ เป็นจีวร ด่าตัวเอง ญาติโยมเค้ายกมือไหว้ ชั่วเลวทรามขนาดนี้หรือ ไอ้ชาติหมา ด่าตัวเอง ไม่สมกับญาติโยมกราบไหว้ทำบุญทำทาน ด่าตัวเอง จนในที่สุดราชสีห์ลุกขึ้นมา ที่นอนเรียบร้อย ที่นั่งเรียบร้อย เอ้า หากินได้วันนี้ ไปหากินนะ เราก็ด่าตัวเองบ้าง อย่าไปหัดด่าคนอื่น หัดด่าตัวเองดีที่สุด ตำหนิตัวเอง อย่างเราสวดเมื่อกี้ ตัวของเราเอง ติเตือนเรา ติเตือนว่าอะไร ได้ไหม ตัวเราเองติเตือนเราได้เองโดยศีลได้หรือไม่ ติตัวเอง เตือนตัวเอง รู้ใคร่ครวญแล้วติเตือนเราโดยศีลได้หรือไม่ เอากายวาจาอย่างอื่นที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ มีอยู่อีกไม่ใช่เพียงเท่านี้ วันคืนล่วงไป ล่วงไปบัดนี้ เราทำอะไรอยู่ เรายินดีในที่สงัดหรือไม่ เรามีกรรมเป็นของของตน เราทำดีจะได้ดี ทำชั่วจะได้ชั่ว มองเข้ามา มันคิดหรือเนี่ย บ้าเด้เนี่ย มันคิดไม่ดี มันก็จะทำไม่ดี มันก็ติดนะ
สติรู้ไป รู้พอประมาณล้างออก อายความคิดตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้เป็นพระแล้ว คนอื่นไหว้เรา เราก็ไม่มี เจ็บใจ ถ้าเราเป็นคนชั่ว เขาใส่บาตรเรามันเจ็บใจ เขายกมือไหว้เรามันเจ็บใจ ถ้าเราเป็นคนดี เรารับได้ ไม่มีการเศร้าหมอง เราก็เหมือนกัน ถ้ายกมือไหว้ตัวเองไม่เป็น เราก็ไม่มั่นใจชีวิตเรานี้ ถ้าไหว้เป็น เขานินทาก็ปกติ เขาสรรเสริญก็ปกติ เมื่อได้อะไรก็ปกติ เมื่อไหร่เสียไปก็ปกติ ไม่หวั่นไหว ผู้ที่ฝึกฝนตนดีไม่หวั่นไหว เหมือนศิลาแท่งทึบไม่หวั่นไหวเพราะลมฉันใด ผู้ฝึกตนดีแล้วไม่หวั่นไหวเพราะนินทาสรรเสริญ มันเป็นของใคร มันเป็นของเราทุกคนน่ะ ถ้าเราเป็นคนดีอย่างนี้แล้ว หนึ่งเรานะ ประเทศเราหกสิบกว่าล้านคน นับหนึ่งจากเรานี้ ไปเป็นคนดีช่วยกัน มีอะไรที่เราต้องไปช่วยกันสร้างโลกอยู่ โดยเฉพาะพวกหมอ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเนี่ย มีงานช่วยคนร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นงานบุญ มีประโยชน์มาก งานของเราที่ทำเป็นแต่บุญ ทำความดีช่วยคนทุกข์คนยาก คนเดือดร้อนคนป่วย
แม้แต่หลวงตาที่รอดมานี่ก็พวกนี้ช่วยเรา เห็นพยาบาลเห็นเหมือนเทพธิดาของเราเลย เห็นนายแพทย์เหมือนเห็นเทพบุตรของเราเลย โรงพยาบาลจุฬาเป็นที่เกิดใหม่ของเราเลย เรายังคิดถึงอยู่ คุณหมอที่ยืนอยู่ข้างๆเตียง พยาบาลที่ให้ยา หลวงตาๆ อย่ากลั้นถ่าย อย่าหนักกลั้นเบานะ อย่ากลั้นหนักกลั้นเบามันทรมานไต ไม่เคยได้ยินใครพูดเลย เวลาปวดหนักปวดเบาไม่กลั้นเลยเดี๋ยวนี้ เพราะเสียงพยาบาลบอกเราในห้องไอซียู หลวงตาๆ อย่ากลั้นหนักกลั้นเบานะ มันทรมานไต ได้ยินเสียงแล้ว ไม่เคยมีใครบอกแบบนี้เลย เราก็อายนะ ทีแรกนะ ไม่กล้าที่นอนหนักเบาบนเตียง แล้วก็ทำไงได้ หันไปๆ อาจารย์โน้ส อาจารย์ตุ้ม เช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้นะหลวงตาที่ไหนอายอะไร ไม่ใช่หลวงตาแล้ว เป็นทาสธรรมดา มันทาสธรรมดา ไม่ใช่หลวงตา สำคัญมั่นหมายตัวเอง ไม่ใช่ละ ตกเป็นทาสธรรมชาติ มีดินน้ำลมไฟ เวลามอง ล้นกระโถนเขา มันกลั้นไว้ อายเขาทีแรก ล้นแล้วๆ ไม่เป็นไร มาเช็ด เอาผ้ามาปูทีหลัง จะไม่ให้เรียกเทพธิดาได้ยังไง ช่วยเราแบบนี้ คนพวกนี้ พยาบาลนี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขนี้ เป็นบุญในหัวใจของเราทุกวันนี้
ขอใช้หนี้ประเทศชาติด้วยการบอกความจริงกันอย่างนี้ อย่าหลงเถอะพวกเรา ให้มีความรู้สึกตัวไปช่วยกันและกัน มันมีประโยชน์เนี่ย มือสิบนิ้วนี่สร้างโลกได้ หลวงต่อก็มาใช้หนี้ ชวนพระชวนโยมมาปลูกต้นไม้เต็มไปหมด ใช้หนี้ประเทศชาติ อีกสี่สิบปี ขายได้ต้นละหมื่นบาท สี่แสนต้น สี่แสนหมื่น ให้อาจารย์โน้สเป็นเจ้าอาวาสขายรวยไปเลย หลวงตาก็ตายไปแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว พอใช้หนี้ พอจะคุ้มไหม อีกอันหนึ่งก็คือมาสอนให้เราเป็นคนดี ไปช่วยกันนะ เราก็มีเท่านี้ หมดสภาพแล้ว ยังอาศัยพวกเราอยู่ ช่วยกันเถอะ มาเป็นคนดี มาละความชั่ว มามีสติเนี่ย มันทำได้อยู่ ไม่มีใคร ไม่มีสิทธิเรื่องนี้เลย ทำได้อยู่ มาอยู่ทีไร ไปบ้านนู้น ย้อนลูกย้อนหลาน อาศัยความคิดพาไป ระวังนะ ความคิดมันหลอกได้
เหมือนหลวงตาองค์หนึ่งน่ะ มาอยู่กับเราน่ะ สมัยอยู่เมืองเลย ผมตั้งใจแล้วมาอยู่กับอาจารย์ ตัดสินใจมาแล้ว ขอให้อยู่ปฏิบัติธรรมไป ต่อไปมาลา อะไรน่ะ หลวงพ่อ ผมจะลากลับวัดบวร อันนั้นก็ยังไม่เสร็จ อันนี้ก็ยังไม่เสร็จ เอ้า เมื่อสี่ห้าวันมา ว่าจะมาอยู่ที่นี่ ทำไมจะคิดจะกลับ ผมบอกให้มั๊ย ดูความคิดนะ เห็นความคิดตัวเอง มันคิดอะไรจะไปตามมันทั้งหมดหรือ ดูดีๆ ให้ความคิดสั่ง มาทีแรกอะไรพามา ความคิดพามา จะกลับไปอะไรพาไป ความคิดพาไป เอ้า นั่นแหละ ให้ดูมัน อย่าไปทำตามมันทั้งหมด ความคิด อยากไปก็ไป อยากอยู่ก็อยู่ ให้เราเนี่ยเป็นอิสระ รู้สึกตัว วันที่จะลุกก็ไม่ลุก ให้รู้สึกตัว คิดจะทำอะไรก็รู้สึกตัว เอาตัวนี้เทศน์ไปเลย สอนไปเลย หายบาดกลับคืนไปอยู่กุฏิ ถ้างั้นก็ไม่ไปไหน ความคิดน่ะ
บางทีหลวงตาก็เอาเรื่องนี้จริงจัง ไปปฏิบัติธรรมหนึ่งเดือนที่จังหวัดอุดรธานี วัดธรรมเสนา มีหลวงพ่อองค์หนึ่งไปเอาน้องชายมาบวช อยากให้มาปฏิบัติธรรม คิดถึงน้อง น้องนั้นเป็นคนร้าย ร้ายมาก เลยกลัวว่าเขาจะมาฆ่าน้อง เอาน้องมาบวชซะ น้องชายก็เชื่อ ฟังพี่ชาย มาบวช มาบวชเราก็ให้เดินจงกรม หลวงต่อก็เดินอยู่ เขาก็เดินอยู่ เดินตากแดดด้วยนะ วัดสร้างใหม่ ไม่มีต้นไม้เลย ดำปี๋เลยมั้ย เดือนนึง ตากแดดเดินกัน เหงื่อไหลไคลย้อย เดินๆอยู่ เอาไปเอามา มากราบเรา อาจารย์ ผมไม่ได้คิดจะบวชนานนะ ผมมาบวชเพราะพี่ชายชวนมา มาบวชแล้วจะสึก ก็เลยบอก เอ้า ไม่ได้ใช้ให้มาเดินจงกรมเพื่อมาคิดเรื่องสึกจะนะ ต้องมาเดินให้รู้สึกตัวเนี่ย รู้สึกตัว ไปเดินจงกรมก่อน ไม่ใช่คิดเรื่องสึก เรื่องสึกมันไม่ยาก ง่ายนิดเดียว ไม่ยากอะไรเลย ไปๆเดิน เอาไปเอามา มาลาอีก ก็เลยบอกจี้เข้าไปจี้เข้าไป เห็นไหม เห็นความคิดไหม อะไรที่มันเดินมาขอลาสึก มันก็คิด เอ้า มันคิดอะไรก็จะทำตามมันหรือความคิดเนี่ย ดูมันดีๆ เวลานี้เป็นเวลาเดินจงกรม มันสึกไม่สึกไม่เป็นไรหรอก ว่าแต่เวลานี้ใช้ให้มีสติเนี่ย ไปเดินจงกลมกลับมาก่อน นาน นานเป็นชั่วโมง มากราบเท้าเรา อาจารย์ครับ ผมเพิ่งมาเห็นความคิดของผมเวลานี้ แต่ก่อนผมตกเป็นทาสความคิด ผมเป็นคนชั่ว ทำลายคนมามากแล้ว ผมเคยฆ่าคน ใครจะมาทำร้ายผมไม่ได้ ผมปกป้องคุ้มครองญาติพี่น้องทั้งหมด คนในตระกูลของผมเขากลัวผมทุกคน เขาไม่กล้า ยังคิดว่าตัวเองดี เป็นการปกป้อง แต่พี่ชายเป็นห่วง ไม่อยากให้น้องทำงั้น คิดขึ้นมา โอ๊ย ผมเสียใจ ผมกำลังวางแผน หลวงพ่อ อาจารย์สึกให้ผม ผมจะไปเอาปืนกับลูกชายผม ผมจะไปยิงคนนะ มันจับผมไม่ได้หรอก ตำรวจไม่เคยจับผมได้ โอ้ ผมมาเสียใจ หลวงพ่อบ่นพร่ำ จนไม่สึกตลอดทุกวันนี้ จนกระทั่งจะมรณภาพที่จังหวัดหนองคายจดหมายมาให้หลวงตานี้ไป ให้มาดูเป็นลมครั้งสุดท้ายแล้ว ให้หลวงตาเป็นผู้มาจัดงานศพของผม ไปมรณภาพที่จังหวัดหนองคาย ไม่สึกเลย เออ ความคิดนะ
เป็นไง อย่าไปทำตามความคิดเสมอไป เรารับใช้ความคิดมามากเหลือเกิน คิดชั่ว คิดสุข คิดทุกข์ มีความสุขความทุกข์กับความคิด มาเห็นรูปธรรมนามธรรมเนี่ย โอ๊ย ตั้งแต่บัดนี้ต่อไป เราจะไม่เป็นสุขเป็นทุกข์เพราะกายเพราะใจแล้ว แต่ก่อนกายใจทำอะไรเป็นสุขเป็นทุกข์ ต่อนี้ไปเราจะไม่เป็นสุขเป็นทุกข์เพราะกายเพราะใจ เราจะอยู่ของเราเอง ปลอดภัยตรงนี้ ไปให้ถึงตรงนี้ให้ได้ ถ้าใครยังเป็นสุขเป็นทุกข์เพราะกายใจอยู่ ยังไม่มั่นคงชีวิตเรา สุขทุกข์ที่เกิดกับกายไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เป็นสังขาร กายสังขาร จิตสังขาร ไม่จริง ไม่ใช่ของจริง ต้องเป็นตัวของตัวเอง ได้ยินไหมญาติโยม