{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
สัมผัสรู้ไม่ใช่คิดรู้
ฟังธรรมกันเน้อ ตอนเช้าตอนเย็นเพื่อให้เป็นส่วนประกอบกับการศึกษาปฏิบัติธรรม ได้ยินสิ่งที่เราได้ทำ เราได้ทำสิ่งที่เราได้ยิน มันก็สมบูรณ์ ศึกษาธรรมะเพื่อละความชั่วในใจ เป็นการสัมผัส ไม่ใช่งูๆ ซาว ๆ มีสติเป็นปัจจุบัน อาศัยกายเป็นนิมิต ไม่ใช่คิดรู้ ต้องสัมผัส ใคร ๆ ก็คิดได้ ท่องจำเอา ใคร ๆ ก็ท่องจำได้ แต่ไม่ได้สัมผัส
การสัมผัสนี้ มันทำให้เป็นปัจจัตตัง เป็นปัจจุบัน ชิมเอาเองสัมผัสกับรสพระธรรมเป็นยังไง สัมผัสกับกุศลเป็นยังไง สัมผัสกับอกุศลเป็นยังไง มีสติ จึงจะรู้รสชาดของกุศล อกุศล ความหลงเป็นยังไง เวลาเรามีสติจะรู้ว่า เอ่อ นี่หลง ความรู้เป็นยังไง เรามีสติเราจะรู้ว่าเออนี่คือรู้ หัดขีด หัดเขียนไปอย่างนี้ เรียกว่าศึกษา ระหว่างหลง ระหว่างรู้มันต่างกันไหม ให้ทำให้แยบคาย ตั้งไว้ในใจ ถ้าไม่ตั้งไว้ มันก็ไปข้างหลัง ไม่ไปข้างหน้า
ชีวิตของเราเนี่ย มันมีอดีต มันมีอนาคต มันมีปัจจุบัน ปัจจุบันไม่ค่อยจะอยู่เพราะไม่ตั้ง ไม่เคยตั้งไว้ มักจะไปอดีตบ้าง มักจะไปอนาคตบ้าง จนชำนิชำนาญ เราไม่ค่อยอยู่กับปัจจุบันเท่าไหร่ ปล่อยทิ้งตรงนี้ ปัจจุบันมันสำคัญ มันต้องต้นปัจจุบัน เมื่อไม่มีปัจจุบันเป็นตั้งต้น มันก็ไปอดีต ไปอนาคต จิตใจของเราเนี่ย ไม่อยู่นิ่ง มันก็ติดมันเป็นตราเอาไว้แล้ว อดีตอนาคตมันเป็นรอย แล้วก็เคยชินแต่เรื่องนั้น ส่วนปัจจุบันไม่เคยชิน ต้องมาหัดกัน ถ้าไม่หัดมันไม่เป็น การหัดให้รู้ปัจจุบัน ต้องเป็นตัวใครตัวเรา ทำให้กันไม่ได้ เรียกว่าวิชากรรมฐาน ไม่มีใครทำแทนกันได้ แสนรัก แสนรัก ก็ช่วยกันไม่ได้ ถ้าแม่รักลูก ลูกรักพ่อแม่ ภรรยาสามีรักกันก็ช่วยกันไม่ได้ ถ้าเราไม่หัด การหัดนี้ต้องทำให้เป็น ภาวะที่เป็นไม่ใช่คนอื่นสอน เราสอนตัวเอง ส่วนภาวะให้รู้ ใครสอนเราก็ได้ เราก็มีความรู้ด้วยกันทั้งนั้น
ความหลงมันไม่ดี ความทุกข์มันไม่ดี ความโกรธมันไม่ดี เราก็รู้ แต่ว่ายังพากันหลงอยู่ ยังพากันทุกข์ ยังพากันโกรธ ทำเท่านี้ พูดอยู่เสมอ ให้สัมผัส ระหว่างมันหลงมันรู้เป็นยังไง อะไรถูกต้อง อะไรไม่ถูกต้อง เหมือนเราชิมอาหาร รสพระธรรมเหมือนกับรสอาหารใจ เรียกว่า อาหารมโนสัญเจตนาหาร อาหารทางใจ อาหารทางวิญญาณ เวลามันโกรธ ไม่โกรธเป็นยังไง มันจะต่างกันอยู่นะ
อะไรที่มันมีโทษ อะไรที่มันไม่มีโทษ ความโกรธมีโทษไหม ความไม่โกรธมีโทษไหม ไม่มีคำถามตรงนี้ เรียกว่าปัจจัตตัง ของเท็จของจริง ไม่ต้องไปถามใคร ปัจจัตตังนี้ไม่มีคำถาม เป็นแต่มีแต่คำตอบ ตัวเองต้องตอบตัวเอง ไม่ใช่คนอื่นตอบให้ ความหลงเป็นธรรมไหม ความไม่หลงเป็นธรรมไหม ความโกรธเป็นธรรมไหม ความไม่โกรธเป็นธรรมไหม ความทุกข์เป็นธรรมไหม ความไม่ทุกข์เป็นธรรมไหม สัมผัสเอา ถ้าเราไม่สัมผัสเราจะ ไม่รู้รสตรงนี้ ก็เลยด้านไป ดื้อตรงนี้ ด้านตรงนี้ ยังโกรธอยู่ได้ ยังทุกข์อยู่ได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่โกรธก็ได้ ไม่ทุกข์ก็ได้ ก็ไม่ไม่มีรอย ไม่เหยียบรอย มีขีดเช็ดเอาไว้ ลบไปเลย เวลามันหลงก็ลบ ความไม่หลงไปเลย เวลามันโกรธก็ลบ ความไม่โกรธไปเลย เวลามันทุกข์ก็ลบ ความไม่ทุกข์ไปเลย ไม่เห็นตรงนี้กัน
จึงมาศึกษากันเถอะพวกเรา ถ้าเรามาช่วยตัวเองตรงนี้ ก็เท่ากับเราช่วยคนอื่น อย่างที่เราสาธยายพระสูตร อดีตก็ละไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่มา ปัจจุปันนัญจะ โยธัมมังปัสสติ โยธัมมัง หะหะ.จำได้ไหม หา จงทำปัจจุบันให้แจ่มแจ้ง อย่าง่อนแง่นคลอนแคลน จงพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้ เรามีความรู้ พอกพูนเอาไว้ เวลามันหลง รู้ พอกพูนตรงนี้ เวลามันคิดไป อย่าไปกับความคิด ให้รู้ พอกพูนตรงนี้ก่อน จงทำปัจจุบัน พอกพูนเอาไว้ ถ้าให้หลงเป็นหลง ถ้าให้ทุกข์เป็นทุกข์ ให้โกรธเป็นโกรธ มันก็ไม่มีปัจจุบัน ถ้าไปทางความหลง ก็ไปสู่นรก อธรรมย่อมไปสู่นรก ธรรมคือไม่หลง ย่อมไปสู่สุคติ มันแยกทางกันตรงนี้ เราเคยเปลี่ยนไหม เปลี่ยนหลงเป็นไม่หลง มีบ้างไหม ชีวิตของเราเนี่ย เปลี่ยนโกรธเป็นไม่โกรธ มีบ้างไหม เปลี่ยนทุกข์เป็นไม่ทุกข์ มีบ้างไหม
เหมือนกับฝ่ามือหลังมือ มันมีสองด้าน มันมีคู่ อะไรก็มีคู่แบบนี้ ในโลกนี้ เพราะสิทธัตถะมองแบบนี้ จึงได้ออกแสวงหาเรื่องนี้ เห็นความเกิด ก็มองถึงความไม่เกิด เห็นความแก่ ก็มองถึงความไม่แก่ เห็นความเจ็บ ก็มองถึงความไม่เจ็บ เห็นความตาย ก็มองถึงความไม่ตาย ไม่หลงเจ็บ ไม่เจ็บ มีไหมในความเจ็บ ในความทุกข์ มีไหมในความไม่ทุกข์ อย่าจนตรงนี้ ใส่ใจสักหน่อย ทวนกระแสสักหน่อย แม้แต่เพียงริบหรี่ก็ไปสักหน่อย เวลามันโกรธ ก็มองถึงความไม่โกรธ ทำในใจมีสติช่วย สติจะกรุยทางให้ ไม่ต้องไปห้าม
เวลามันโกรธก็รู้สึกตัว กลับมาๆ ที่ตั้ง มีสติ อย่างนี้ มันช่วยได้ เหมือนเครื่องมือ เครื่องมือ กุญแจ เวลามันโกรธ เราไขออก สติมันเป็นเปิดเผยออกมา จะได้เห็น แต่ไม่ได้เข้าไปเป็น เป็นผู้โกรธ หรือว่าไม่เปิด ถ้าเห็นมันโกรธ เปิดออกมา เปิดของปิด หงายของคว่ำ อันนั้นแหละ การเปลี่ยนอย่างนี้เรียกว่าปฏิบัติ เป็นปฏิบัติ เปลี่ยนร้ายเป็นดี เปลี่ยนผิดเป็นถูกเรียกว่าปฏิบัติ พระพุทธเจ้าจึงบอกว่า หงายของที่คว่ำขึ้นแล้ว เปิดของที่ปิดออกแล้ว พระพุทธเจ้าบอกอย่างนี้ ถ้ามีความหลงก็มีความไม่หลงแล้ว บอกไปแล้ว ถ้ามีความทุกข์ก็มีความไม่ทุกข์ บอกไปแล้ว แต่เราดื้อ ดื้อด้านกัน ปล่อยให้หลงเป็นหลง ปุถุชนผู้มืด แต่อันอื่นรู้ แต่ว่าไม่เกี่ยว ไม่ทำตรงนี้ อันรู้อย่างอื่นเรียกว่า อวิชชา ไม่รู้ตรงนี้ อันไม่รู้ตรงนี้เรียกว่าอวิชชา ถ้ารู้ตรงนี้ จึงเรียกว่าวิชชาจรณสัมปัญโน อวิชชาที่อื่น ๆ นอกไปโน่น มันเป็นอันหนึ่ง ไม่ใช่จรณ จรณะ ไม่ใช่ที่พึ่งอันเกษม ไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุดของเรา
จึงมาปฏิบัติ คือเปลี่ยนร้ายเป็นดี อย่าพากันดื้อด้าน เรียกว่าสอนตัวเอง แก้ไขตัวเอง เตือนตัวเอง ถ้าหลงบ่อย ๆ รู้ มันก็เป็นก้าวหนึ่งที่ออกไปจากความหลงได้แล้ว ถ้าหลงเป็นรู้ ถูกต้อง ชอบแล้ว อยู่โดยชอบแล้ว การงานชอบแล้ว ตั้งใจชอบแล้ว ถ้าทุกข์เป็นรู้ ชอบแล้ว อยู่โดยชอบแล้ว อยู่ที่ไหนก็ชอบ อยู่ที่บ้านก็อยู่โดยชอบ อยู่ที่ลุ่มที่ดอน อยู่ที่ไหนอยู่โดยชอบ ถ้ามันหลง เปลี่ยนหลงเป็นรู้ เปลี่ยนทุกข์เป็นรู้ ก็อยู่โดยชอบ เมื่อเราอยู่โดยชอบ โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์
คืออยู่ตรงนี้ ไม่ใช่มาอยู่สุคะโตนะ โดยชอบคืออยู่ทุกที่ก็ได้ เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ ยืนอยู่ มันก็หลงนไม่มีอิริยาบถหรอกความหลง นอนอยู่ก็หลงได้ นั่งอยู่ก็หลงได้ โกรธได้ ทุกข์ได้ นั่นแหละ เราก็เปลี่ยนมัน หัดเอาไว้ หัดให้มันเป็น ถ้าไม่เป็น เวลามันหลง รู้ให้เป็น ถ้าหลงเป็นหลง พลิกอวิชชา ถ้าทุกข์เป็นทุกข์ รู้อวิชชา ถ้าโกรธเป็นโกรธเรียกว่าอวิชชา
ถ้าอวิชชาก็ไปไกล ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ไป ถ้าหลงเป็นหลง ถ้าทุกข์เป็นทุกข์ ถ้าโกรธเป็นโกรธ ไปทางต่ำ เหมือนกับน้ำไหลจากที่สูงสู่ที่ต่ำ จนเอาคืนไม่ได้ ทำดีได้ยาก ทำชั่วได้ง่าย ถ้ามันไปต่ำแล้ว อะไรที่เกิดขึ้นพอใจ ไม่พอใจ ออกหน้าออกตา ระวัง ถอนออกมา ไม่ใช่ความพอใจ ไม่ใช่ความไม่พอใจ อยู่ตรงความไม่เป็นอะไร ถ้าไปพอใจ ถ้าไปไม่พอใจ มันเป็นภพเป็นชาติ ถ้าไม่เป็นอะไร เห็นมัน มีสติ ถอนความพอใจ ความไม่พอใจในโลกออกเสียได้ พอใจไม่พอใจ เป็นรสของโลก มันเป็นโลกียะ มีรสชาติแบบหนึ่ง สัตว์โลกย่อมติด ติดความพอใจ ติดความไม่พอใจ ชำนาญ พอเห็น พอสัมผัส ก็พอใจไม่พอใจ เกิดจากตา เห็นรูป ก็พอใจไม่พอใจ เกิดจากหู ได้ยินเสียง ก็พอใจไม่พอใจ เกิดจากลิ้น ได้สัมผัส พอใจไม่พอใจ เกิดจากกาย เกิดจากจิตใจคิด ก็พอใจไม่พอใจ เป็นสุข เป็นทุกข์ เพราะความคิด เปราะบางอย่างนั้น
ชีวิตเราเนี่ย คิดขึ้นมาก็เป็นทุกข์ น้ำตาไหล กินไม่ลง ไปอาศัยความคิดเฉยๆก็ ยิ่งใหญ่ ถ้าเราไม่ศึกษา ไม่ปฏิบัติ นอนไม่หลับ เพราะความคิด กินไม่ได้เพราะความคิด เวลานอนหาเรื่องมาคิด ไม่อยากคิด มันก็คิด ถ้าไม่หัดตนสอนตน เวลานอนก็ไม่ค่อยได้นอน สิ้นเปลืองพลังงาน เราจะมาสอนตัวเราเนี่ย ให้มันอยู่ ไม่เป็นอะไรกับอะไร อย่าไปให้มันไปฝั่งซ้าย ฝั่งขวา อารมณ์ของคนมันมีซ้ายมีขวา อารมณ์ขวาเรียกว่าอิฏฐารมย์ พอใจ อารมณ์ไปทางซ้ายเรียกว่า อนิฏฐารมย์ ไม่พอใจ ถ้าเป็นภาษาคณิตศาสตร์ว่าบวก ว่าลบ อนิฏฐารมย์ อารมณ์บวกพอใจ อารมณ์ลบไม่พอใจ มันมีสองอันเท่านี้ แต่ระหว่างไม่เป็นอะไร มันมีอยู่นะ มันเหนือโลกนะ สุข ไม่สุขก็ได้ เห็นมันสุข พอใจเห็นมันพอใจ ไม่เป็นผู้พอใจ ตรงนี้อ่ะ มันสุขเห็นมันสุข ไม่เป็นผู้สุขนั่นน่ะ สำคัญตรงนี้นะ มันทุกข์เห็นมันทุกข์ ไม่เป็นผู้ทุกข์ สำคัญตรงนี้ เป็นโอกาสดีนะที่ทำตรงนี้ จะมีเท่าไหร่ก็ทำได้อย่างนี้ ถ้าเราไม่ทำโอกาสนี้ พลาดเสียแล้ว เวลามันหลงเนี่ยรู้ เห็นมันหลงไม่เป็นผู้หลง เห็นมันทุกข์ไม่เป็นผู้ทุกข์ เห็นมันโกรธไม่เป็นผู้โกรธ มาให้เราได้ศึกษา ไม่ได้บทเรียน เราไม่ศึกษา ก็เลยฟรี หลงฟรีๆไป โกรธฟรีๆ ทุกข์ฟรีๆ มาเท่าไหร่ก็รับ ถ้าทุกข์มาก็รับเอาความทุกข์ ถ้าสุขมามาก็รับความสุข เลยฟรีไปเหมือนสาธารณะ ชีวิตของเราเนี่ย รับใช้ความสุขความทุกข์ เป็นสำส่อน ถ้าเป็นจิตก็เป็นจิตโสเภณี สำส่อน รับใช้
ถ้าเห็นมันทุกข์ ไม่เป็นผู้ทุกข์ มีศักดิ์ศรี เป็นศีล เป็นสมาธิ เป็นปัญญา บริสุทธิ์ บริบูรณ์ เป็นพรหมจรรย์ บริสุทธิ์ มันจะบริสุทธิ์ตรงนี้ ไม่ใช่คนบริสุทธิ์ที่ไป เป็นวัตถุสิ่งของ ถ้าบริสุทธิ์ภายใน ภายนอกก็บริสุทธิ์ได้นะ
เวลามันเห็นรูป ตามันเห็นรูป สักแต่ว่าเห็น ใช้ได้แล้ว ถ้าเห็นทุกข์ ก็เหมือนเห็นงู หลบได้ ไม่ให้งูกัด ถ้าเห็นทุกข์เป็นทุกข์ก็งูกัดแล้ว พิษแล้ว มีพิษแล้ว ถ้าสุขเป็นสุขมีพิษแล้ว พิษทำให้เราเสพติดได้ บางคนติดในความทุกข์ บางคนติดในความสุข ถ้ารักสุขก็ความทุกข์ก็ตาม มันมีอยู่ ถ้ามีสุขก็มีทุกข์ ถ้ามีแก่ก็มีตาย ถ้ามีเกิดก็มีแก่ ถ้ามีเจ็บก็มีตาย ถ้าไม่เป็นอะไรตรงนี้ สำคัญนะ ให้มันชำนาญ เป็นศาสตร์เป็นศิลป์ไป
ถ้าไม่หัดก็เปราะบาง ถ้าหัดก็ไม่ยาก ตามหลักทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ในหลักอริยสัจสี่ เราเคยได้เรียนได้อ่าน ได้ฟังพระเทศน์พระสอน จำได้ แต่ไม่เอามาทำ การกระทำนี่สำคัญ มันจึงเป็นกรรม กรรมจำแนกสัตว์ กรรมฐานศักสิทธิ์นะ เปลี่ยนหลงเป็นรู้นี่ศักสิทธิ์ที่สุดเลย เปลี่ยนทุกข์เป็นรู้นี่ศักสิทธิ์ เปลี่ยนทุกข์เป็นไม่ทุกข์ศักสิทธิ์ แล้วเวลามันทุกข์เรามีสิทธิไม่ทุกข์ ใช้สิทธิของเราได้อย่างเต็มที่ เวลามันโกรธเรามีสิทธิไม่โกรธ ใช้สิทธิของเรา เราไม่ค่อยใช้สิทธิอันนี้ ไม่เป็นธรรมาธิปไตย เป็นโลกาธิปไตยไป ไปทางโลก ไม่ได้ไปทางธรรม เวลามันโกรธไม่โกรธ เป็นธรรมาธิปไตย เวลามันโกรธเป็นผู้โกรธ เรียกว่าโลกาธิปไตย หวานโลกเขา อยู่กับโลก ไม่พ้นจากโลก
ผู้ที่ศึกษาแล้วนี่ โลกวิทูเหมือนพระพุทธเจ้า รู้แจ้งโลก โลกคือกายกว้างศอกยาววาหนาคืบ มีจิตมีใจ มีวิญญาณรู้อะไรได้ มีธาตุรู้ เหมือนโลกอันหนึ่ง ถ้าเรียนตรงนี้จบ มันก็จบไปหลายอย่าง ครบวงจร ทฤษฎีด้านนี้ อย่างอริยสัจจสี่เนี้ย ทุกข์ เห็นอันประเสริฐนะ ถ้าเห็นทุกข์ เห็นอย่างประเสริฐ เหมือนเห็นงู ถ้าเห็นงู ก็ไม่ให้งูกัด ออกไป พ้นไป เห็นทุกข์พ้นทุกข์นะ หมดทุกข์ เห็นความโกรธ พ้นความโกรธนะ อริยสัจจสี่นี่ ถ้าเห็นทุกข์เป็นทุกข์ เห็นมันสุขเป็นสุข โกรธเป็นโกรธ ไม่พ้นนะ เจ็บปวด บางคนก็พอใจนะ เวลามันโกรธปั๊บจะไม่ลืม ยึดไว้ ยึดได้ ยึดดี บางคนถึงกับพูดว่า ถ้ากูได้โกรธ ตายก็ไม่ลืม มันมีพิษเหมือนกัน ไม่ลืมได้ความโกรธนะ อยู่บ้านก็โกรธ มาสุคะโตแล้วยังโกรธอยู่ ไกลเป็นหลายร้อยหลายไมล์ก็ยังโกรธอยู่ เพราะมันมีพิษ ถ้าเราไม่หัดนะ พอเราไม่หัดก็รับโทษรับภัยไป ถ้าหัดก็เหนือได้ มีแล้วในโลกนี้ คนไม่หลงมี คนไม่โกรธก็มี คนไม่ทุกข์ก็มี อย่านึกว่ามันไม่มี อย่างน้อยก็มีพุทธเจ้า พระสาวก จนมาถึงพวกเราก็ยังจะมีอยู่ ถ้าเราฝึกหัดน่ะ ก็เริ่มต้นจากเปลี่ยนหลงเป็นรู้ เห็นมันหลงไม่เป็นผู้หลง เห็น สำคัญนะ ถ้าเป็นเนี่ย มันมืด ถ้าเห็นเนี่ย มันสว่าง เป็นกระแสแห่งพระนิพพานได้ เห็นไม่เป็นเนี่ย เห็นมันหลง ไม่เป็นผู้หลง มีทาง พบทาง ไม่เป็นผู้หลง หลุดไปแล้ว เห็นมันโกรธ ไม่เป็นผู้โกรธ หลุดไปแล้ว เห็นมันทุกข์ ไม่เป็นผู้ทุกข์ มีแต่เห็นเนี่ย เห็นทุกข์ เห็นสมุทัย เห็นมรรค ทุกข์มันเป็นผล ไม่เห็นทุกข์มันเห็นเหตุ สมุทัยเป็นเหตุ แล้วทำไมจึงทุกข์ เพราะมันหลงเนี่ย ไม่ทำเหตุเนี่ย ถ้าไม่หลงก็ไม่ทุกข์ เหตุมันอยู่ที่หลง เหมือนนิ้วมือสามนิ้ว เห็นไหม นิ้วเนี่ยสำคัญ ถ้าหลงเนี่ย ถ้าหลงก็สุข ถ้าหลงก็ทุกข์ ถ้าหลงก็โกรธ ถ้าหลงก็โลภ ถ้าไม่หลง ก็ไม่เป็นไรเนี่ย ไม่เป็นไร อันสุข อันทุกข์ ไม่มีเลย ถ้าไม่หลงนะ
ตัวหลงเนี่ยเป็นใหญ่ เรียกว่าสมุทัย เป็นอวิชชา อวิชชาคือภาวะที่หลงเนี่ย ความหลงไม่ใช่อยู่ที่หลง รับว่าหลง เห็นรูปก็หลง ได้ยินเสียงก็หลง ได้กลิ่นนก็หลง สัมผัสก็หลง คิดก็หลง มันมีทั่วไปความหลงนะ ถ้ามันยิ่งใหญ่มันก็ควบคุมไปหมด ไปถึงไหนเอาหลงออกหน้า พอใจไม่พอใจ มันหาเหตุ ตัวหลง
ความพอใจก็คือหลงนั่นแหละ ไม่พอใจ ความไม่พอใจคือหลงนั่นแหละ มันจะเกิดความไม่พอใจ สุขก็คือมันหลงนั่นแหละ ทุกข์ก็คือมันหลงนั่นแหละ ถ้าสุขถ้าทุกข์มันเป็นคู่กันนะ ถ้าไม่สุขไม่ทุกข์เหนือสุขเหนือทุกข์น่ะ มันเป็นที่ มันเป็นพรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง พระพุทธเจ้านั้นเห็นทุกข์ เห็นสมุทัย สมุทัยคือเหตุมัน เปลี่ยนหลงเป็นไม่หลงน่ะมันก็จบ มันง่าย ๆ ไม่ใช่ไปห้ามความหลง
มากำหนดกาย เวลามันหลงคิดไปกลับมารู้สึกตัว มันหลงไปกลับมารู้ ทีแรกก็หัด อาศัยนิมิต ต่อไปถ้ามันเก่งไม่ต้องอาศัย พอหลง มันหลงทีไร ก็รู้ที่นั่นทันที ไม่ต้องอาศัยนิมิต หัดใหม่ ๆ ต้องอาศัยนิมิต เป็นเครื่อง คิดไว้ เหมือนเดินไต่ราวสะพาน ถ้าหัดได้แล้วก็ไม่ต้องจับราว เหมือนคนไปหัดไต่สะพานแขวนที่ เขาใหญ่น่ะ เคยไปไหม อืม ไต่สะพานแขวนไต่ยังไง ก็ต้องจับราวไปก่อน ถ้าหัดไปหัดมา ก็ไม่ต้องจับราว มันทรงตัวได้ เหมือนคนหัดไต่หนัง เคยเห็นไหม ไต่เชือก แหะ ๆๆ (หัวเราะ) มันก็หัดได้ มันหัดได้ นับประสาอะไรหลงน่ะ หัดปุ๊บ มันไม่ยากปานนั้น มันอยู่กับเรา เหอ มันหลงอยู่ที่ไหน บ้านใด เมืองใด เวลาไหน รู้ เวลานั้นเอา ถ้าไม่หัดมันก็ไม่เป็นแล้ว
นี้เรียกว่าฝึกหัดกรรมฐาน ฝึกหัดรู้ เอารู้ไปใส่ เอารู้ไปเฉลย ตัวรู้สึกตัวเป็นตัวเฉลยใหญ่ เป็นแทรคเตอร์ตัวใหญ่ เหมือนไม้กวาด ไม้กวาดถ่างไปตรงไหนก็ฝุ่นก็ไป ไม่ยาก ไม่ใช่ไปมีอะไร อด........ พอมันหลงก็รู้ขึ้นมา เสร็จแล้ว พอมันโกรธรู้ขึ้นมา ถ้าเปรียบเหมือนแทรคเตอร์ ใบมีดแทรคเตอร์ ใบมีดแทคเตอร์ผ่านไปตรงไหน มันก็เรียบไป เรียบไป เป็นทางไป เป็นทางไป ทบทาง เหมือนเราหลง เหมือน...............ถ้าเริ่มดันเข้าทาง เป็นทางเรียกว่าอริยมรรค เปลี่ยนหลงเป็นไม่หลง เป็นมรรค มรรคคือดู ดูแล้วเห็นไม่เป็น เพราะมีมรรค มันจึงมีนิโรธ มันพ้นไป เห็นเงา ออกจากเงา เพราะว่าเงามันอยู่นี่ไป มันก็พ้นไป ถ้าเห็นก็พ้น ถ้าเป็นไม่พ้น เห็นทุกข์พ้นทุกข์ เห็นความโกรธพ้นความโกรธ เห็นความแก่พ้นความแก่ เห็นความเจ็บพ้นความเจ็บ เราจะไม่เจ็บเพราะความเจ็บ เราจะไม่แก่เพราะความแก่ มีแต่เห็น เห็นมันจะตายไม่เป็นผู้ตาย มันจะเหนือการเกิดแก่เจ็บตาย ก็หัดไปอย่างนี้ นี่กรรมฐาน มีไม่มากในโลก น้อยคน ที่ศึกษาเรื่องนี้กัน ลองสละสักชาติ ลองรู้ได้ไหม ถ้าเราเป็นนักบวชก็บวชสักชาติหนึ่ง ห่า ห่า ห่า(หัวเราะ) หา ถ้าเป็นญาติโยมก็ลองศึกษาเรื่องนี้สักชาติหนึ่ง ลองดูซิ
ประเทศไทยเนี่ย มีศาสนาใหญ่ ชาวพุทธ มีวัดวาอาราม มีพระสงฆ์เป็นตัวเป็นตัวเป็นตน มีธรรมเอามาพูดมาชี้แจงให้ฟังอยู่ มาสาธยายพระสูตร อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง อย่างที่เราสาธยายพระสูตร อรหังสัมมา สัมพุทธโธ ภควา พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง สวากขาโตภควตา ธัมโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว หงายของที่คว่ำออกมาแล้ว เปิดของที่ปิดออกแล้ว ตรัสไว้ดีแล้ว จะมาต่ออีกไม่ได้ จะมาเพิ่มอีกไม่ได้ ผู้ศึกษาและปฏิบัติต้องทำได้ด้วยตัวเอง ปฏิบัติได้ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล มันหลงเวลานี้ เปลี่ยนหลงให้เป็นรู้ หลงกลางคืนเปลี่ยนกลางคืนให้เป็นรู้ หลงกลางวันเปลี่ยนกลางวันเป็นรู้ หลงวินาทีนี้ เปลี่ยนวินาทีนี้เป็นรู้ ปฏิบัติได้ มีสิทธิ ใช้สิทธิของเราให้ได้ ผู้ปฏิบัติย่อมรู้ยิ่งเห็นจริงในทางที่ควรรู้ควรเห็นตามสมควรแก่ผู้ปฏิบัติ วินาทีหนึ่ง รู้ทีหนึ่ง สมควรไหม เนี่ย วินาทีละรู้ มันจะมีมากนะ เนี่ย สมควรแก่ผู้ปฏิบัติ เชิญให้มาดู มาดูซิ มาๆๆดูเนี่ย
เอามือวางไว้เข่าดูซิ เอามือวางไว้ มีหัวเข่าไหม ห่าห่าห่า หา(หัวเราะ) มีเข่าไหม มีมือไหม เอาวางไว้เนี่ย ดูซิมืออยู่ไหน ๆ ตอบมาเลย ถามไหมว่ามือของฉันอยู่ไหน ถามใครไหม มีคำถามไหม ไม่ต้องถาม ตะแคงมือข้างขวา ยกขึ้น เอามาวางนี่ อย่าเพ่ง รู้ไหม ๆๆ รู้(ตอบ) รู้ ๆๆๆ มาดู รู้ไหม ทำอย่างนี้มันหลงไหม เนี่ย มีใครรู้อย่างนี้ไหม วินาทีละรู้ ถ้าชั่วโมงหนึ่ง 3600 วินาที 3600 รู้ จนมันฟรีมาทั้งหลายชีวิตแล้วเนอะ ใช้ชีวิตฟรีมานานแล้ว ต้องให้มันรู้ด้วยสิ เชิญมาดู ๆ เชิญมาดู้เรื่องนี้กัน อืม มาดู
ปัจจัตตัง เป็นของผู้ศึกษาเอง ไม่ต้องมีคำถาม มือเราพลิกอยู่นี่รู้ ปัจจัตตังนะ ไม่มีคำถาม สัจธรรม ไม่มีคำถาม แต่สมมติมีคำถาม ปรมัตถ์สัจจะ ไม่มีคำถาม สัมผัสเอา ไม่ต้องมาเชื่อเรา เชื่อใคร เชื่อตัวเราเนี่ย
ศรัทธาตรงไหน ศรัทธาการกระทำ ทำอย่างนี้มันเป็นอย่างนี้ขึ้นมา อย่างนี้ขึ้นมา ศรัทธาก้าวหน้า มีศีล ศีลคืออะไร ไม่เป็นอะไรคือศีล มีสติ ก็รักษาศีลแล้ว มีสติก็มีสมาธิแล้ว มีสติก็มีปัญญาแล้ว พร้อมกันไปหมด มีสติก็ละความชั่ว มีสติก็ทำความดี คิดก็ไม่ได้ ต้องมีสติ อายตัวเอง ถ้าหากไม่มีสติ ผิดศีล ศีลสิกขานะ ศีลที่สู่มรรคสู่ผล ไม่ใช่ศีลสังคม ศีลสังคมนี่ คิดอะไรก็ได้ไม่ผิด ศีลสิกขานี่ ผิดศีลนะ
ผู้ใด ภิกษุใด แม่ชีใด มีความคิด หลงในความคิด ไม่รู้จักความคิดออก ผู้มีสติถือว่าศีลของเธอ ทะลุแล้วด่างแล้ว พร้อยแล้ว ศีลสิกขาเป็นอย่างนี้ ถ้าศีลสังคมไม่ผิด ไม่ปรับกัน แต่ศีลสิกขาปรับกัน นี่ศีลพรหมจรรย์ของเรา การรักษาศีลก็คือสติเนี่ย เราจึง..... ใคร ๆ ก็ทำได้ นุ่งผ้าสีไหนก็ทำได้ มีสติ ละความชั่ว ทำความดี จิตบริสุทธิ์ ไปสำเร็จไป เป็นพวงไปเลย น่าจะขยัน ไม่ยาก
พวกเราอยู่ที่นี่ ก็อำนวยความสะดวกด้วยกัน เป็นบุญ ผู้ผ่าฟืน ก็ผ่าฟืน ผู้ตำข้าวก็ตำข้าว ผู้หุงข้าวก็หุงข้าว ผู้ทำนำพริกก็ตำน้ำพริก มีประโยชน์ ไม่ใช่โจรผู้ร้าย พวกเรานะ ที่มีชีวิตเพื่อทำความดี เป็นบุญ ต่างคนต่างศึกษากันอยู่เนี่ย เชิญมาดูๆ ประเทศไทยเป็นอย่างนี้ ศาสนาในประเทศ ศาสนา พุทธศาสนาเป็นอย่างนี้ พระสงฆ์ก็พูดอย่างนี้ มีพระสงฆ์ให้พูดนะ ถ้าหลง เปลี่ยนหลงเป็นไม่หลง บอกแล้วนะ พระสงฆ์พูดอย่างนี้ เปลี่ยนโกรธเป็นไม่โกรธ นี่พระสงฆ์บอกอย่างนี้ สอนคนให้รู้อย่างนี้ โดยพระสงฆ์นะ เปลี่ยนทุกข์เป็นไม่ทุกข์นี่ พระสงฆ์บอก ถ้าคนบอก โกรธทิ้งก็ไม่เป็นไร เป็นธรรมดา มีไหม ถ้ากูได้โกรธ กูได้ด่า กูก็ยอม ไป กูจะพาไปด่ามัน คน โอนกันไป โอนกันไป รู้จักคนไหม หา ทำไมคนน่ะ เอาของหลาย ๆ อย่างมาใส่ปนกัน สุขก็เอา ทุกข์ก็เอา โกรธก็เอา มันเอาหมด บางทีเอา..... ความทุกข์ ไม่รู้จักปลง เอาความโกรธ คน มนุษย์เรานะ ถ้าหลงเป็นหลง คนแล้ว ถ้าหลงเป็นรู้ มนุษย์แล้ว ไปสูงแล้ว ถ้าหลงเป็นหลง ทุกข์เป็นทุกข์ คน ถ้าหลงเป็นรู้ ทุกข์เป็นรู้ สุขเป็นรู้ มนุษย์ พบแต่ทางสูง ๆ ไปสู่สุคติ คนไปสู่ทุคติ ได้ยินไหม พระพูดเรื่องนี้ หะๆๆ (หัวเราะ) สมควรแก่เวลา กราบพระพร้อมกัน
_________________________
ผู้ถอดคำบรรยาย : Suwida Thammaneewong
ผู้ตรวจคนที่ 1: Aramboy Watsanamjai
ผู้ตรวจคนที่ 2 :
ผู้ตรวจคนที่ 3 :