{ampz:shareampz}
แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
“เห็น .... เป็นจุดหลุดพ้น”
ถอดเสียงโดย Aom KondeePlus
ตรวจสอบโดย : รอตรวจสอบ
ไม่มีอะไรที่เราจะต้องพูดกัน นอกจากเรื่องของธรรม คำว่าธรรมนี้มันเกิดขึ้นกับใจ เราปฏิเสธไม่ได้ ทุกคนก็มีธรรมเกิดขึ้นกับใจ ความร้ายความดี เราก็ถลำไปกับธรรมที่เกิดขึ้นกับใจหลายภพหลายชาติ บางทีก็ยินดี บางทีก็ยินร้าย บางทีก็มีสุข บางทีก็มีทุกข์ บางครั้งบางคราวพอใจ บางครั้งบางคราวไม่พอใจ มันจะมาทุกโอกาส เราก็ต้องสัมผัสรับ การสัมผัสอย่างนี้ แม้แต่ในฝันมันก็ยังสัมผัส กลางวันเป็นยังงัยกลางคืนเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่ฝึกหัดตนมันก็เป็นกรรมเรื่อยไป มันไม่เป็นกรรมคงที่ อาจจะกำเริบไปเรื่อยๆ ความหลงให้นิดหน่อย ถ้ามันหลงบ่อยๆ มันก็หลงมากขึ้นจนไม่รู้ทิศทางก็ได้ เราจึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องนี้กัน ทุกคนมีใจ ทุกคนมีอารมณ์ อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจไม่มีใครเห็นนอกจากตัวเราเองเห็น เราก็สอนตัวเองตอนนั้น อารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจมีขั้นตอนหลายอย่าง พอมันเกิดขึ้นกับใจมันก็เป็นสมมุติบัญญัติเข้าไปเกี่ยวข้อง ชอบว่าไม่ชอบให้อารมณ์นั้นมีรสชาติเพิ่มขึ้น เป็นรสชาติของความโกรธ เป็นรสชาติของความทุกข์เพิ่มขึ้นถ้ามีสมมุติบัญญัติไปเกี่ยวข้อง แล้วก็มีอุปาทานยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์นั้นว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นภพเป็นชาติไป เมื่อเป็นภพเป็นชาติแล้ว เป็นผู้มีสุขเป็นผู้มีทุกข์ เป็นผู้ผิดผู้ถูก แล้วก็มีอะไรเพิ่มไปอีก เป็นชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายอยู่ในภพเช่นนั้นได้ เป็นภพเป็นชาติเพราะอารมณ์เกิดขึ้นกับใจ เท่านี้ก็ไปกันไกล ถ้าภพชาติที่ไปทางต่ำก็เป็นอสุรกายเป็นสัตว์นรก เป็นเดรัจฉาน เป็นเปรตไป เพราะอารมณ์นิดหน่อย เหมือนไม้ขีดก้านเดียว ย่อมไหม้เมืองทั้งเมืองได้ ทั้งๆที่อารมณ์นั้น ไม่ใช่เป็นตัวเป็นตน ถ้าเราไม่รู้ตรงนี้ก็ไปไกล เป็นภพเป็นชาติได้ แล้วมันเกิดตรงไหนล่ะ มันเกิดตรงที่สมมุติที่เราไปเกี่ยวข้องไม่ถูกต้อง สมมุติมันยิ่งใหญ่มากที่สุดในโลกคือ สมมุติบัญญัติ สมมุตินี่ต่างกัน ต่างกันเมื่อสมมุติเกิดขึ้นมาเกี่ยวข้องกับการสัมผัสคืออารมณ์ที่มันเกิดกับใจแล้ว เมื่อมีสมมุติบัญญัติเกิดขึ้น เป็นคนละอันไปแล้ว มันต่างกัน ไม่ใช่ปรมัติ ปรมัติเหมือนกันอยู่ แต่พอเกิดสมมุติ มันต่างกันไป แม้เราเป็นพี่เป็นน้องเป็นผัวเป็นเมียเป็นลูกเป็นหลาน ก็ต่างกันไปคนละทิศทางไปแล้ว เมื่อสมมุติบัญญัติเกิดขึ้นเราก็แยกกันไปแล้วต่างคนต่างไป เอาไม่อยู่ก็มี ห้ามไม่อยู่ก็มี ไม่ให้โกรธก็โกรธ เพราะเค้าสมมุติบัญญัติสำคัญมั่นหมาย มีอุปาทานเข้าไปเกี่ยวข้อง จนกว่าจะพบเป็นที่สุดของภพ ชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะทุกข์ หมดความโกรธหมดความทุกข์ลง มันก็ผิดพลาดไปแล้ว กว่าที่จะหมดความทุกข์หมดความโกรธ ก็สายเกินแก้แล้ว เราก็เป็นรอยเป็นแผลในหัวใจเรา โบราณท่านยังว่า ความรู้เป็นตรี ชั่วดีเป็นตรา ความชั่วความดีเป็นตราในหัวใจเรา การตราย่อมอะไรติดมา มันติดอะไรบ้าง ใจของเรานี่เป็นนิสัยยังงัย ใจเคยสอนใจเรามั้ย ถ้าปล่อยประละเลยมันก็ซุกชนเหมือนกันใจของเรานี้ มันก็เป็นใหญ่ไปในที่ผิดได้ ไม่ใช่เป็นใหญ่ในทางที่ชอบธรรม เป็นใหญ่ไปในทางที่ไม่ชอบธรรม แล้วก็มีปัญหาเพราะใจมีมาก อารมณ์ที่เกิดเคลือบใจมันร้ายกว่าเสือ อันตรายต่อคนมามากต่อมากแล้ว ส่วนเสือนั้นเราว่ามันร้ายแต่ก็ไม่ทำลายชีวิตของคนมากเท่ากับอารมณ์ อ่านหนังสือพิมพ์บางทีก็เกิดฆ่าตัวเองตายเกิดฆ่าคนอื่นตาย เพราะอะไรล่ะ อารมณ์เกิดขึ้นกับใจของเขา เขาสำคัญมั่นหมายตัดสินใจสมมุติบัญญัติ เห็นว่าการฆ่ากันเป็นเรื่องถูกต้อง ตัดสินใจฆ่า ผลที่สุดกว่าจะรู้สึกตัวก็สายไปแล้ว อย่างสมัยหนึ่ง หลวงตานี่อยู่เมืองเลย ลูกฆ่าพ่อ ลูกชายไปทำไร่พ่ออยู่กับลูกสะใภ้ที่บ้าน ปู่เค้าว่าอะไรลูกสะใภ้เสียใจโกรธปู่ ก็วิ่งออกไปหาสามีของตนที่ไร่ ว่าปู่ด่า ลูกชายฟังอยู่ก็สมมุติเข้ามาสร้างความโกรธขึ้นมาทันทีขณะที่หูได้ยิน บัญญัติคิดว่าไม่ชอบ ผิดแล้ว สมมุติมีอุปาทานยึดเอาความโกรธเข้า เป็นตัวเป็นตน แบกปืนออกจากไร่มากับภรรยาของตนเอง มาถึงบ้านปู่ก็นั่งสานก่องข้าวอยู่ ลูกชายก็เดี่ยวปืนขึ้นใส่ปู่ก็บอกว่าอย่ายิง อย่ายิง เอามือขวางหน้าไว้ลูกชายก็ยิงปืนใส่มือทะลุหน้าตายทันที เห็นกับหูกับตาว่าพ่อล้มตายทันที เค้าคิดได้ว่า พ่อกูตายแล้ว พ่อกูตายแล้ว วางปืนลง แล้วก็ที่ไหนพ่อก็ตายไปแล้ว ก็ขับรถไปโรงพักให้จับ พอฆ่าพ่อตายแล้วถึงรู้สึกตัว อย่างนี้ก็มีเหมือนกัน เพราะอะไรเล่า ความหลง ความหลงเกิดขึ้นจากไหน เกิดขึ้นจากอารมณ์ที่ใจแล้วก็มีสมมุติบัญญัติมีอุปาทานเข้าไปเกี่ยวข้อง ตัดสินใจทำผิดได้ ตัดสินใจทำชั่วได้ จนกระทั่งฆ่าพ่อ เพราะอะไร เพราะอารมณ์เฉยๆ ไม่มีเรื่องมีราวอะไรมากมาย เราเสียเปรียบอารมณ์อย่างนี้มาเท่าไหร่แล้ว จำเป็นต้องมีการปฏิบัติธรรม มีสติเป็นเจ้าของกายเจ้าของใจลองดูให้เป็นทวารบาล อย่าด่วนรับด่วนปฏิเสธอันใด ให้รู้สึกเอาไว้ ให้ยับยั้งชั่งจิตเอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งตัดสินใจเหมือนเราเป็นเจ้าของบ้าน ใครมาจากไหน มายังงัย ถามดูก่อน ถ้าคนที่ไม่ดีเราก็ไม่รับเข้าบ้าน ไม่รับเข้าสู่กายสู่ใจของเรา อารมณ์เหมือนอาคันตุกะเหมือนแขก กายใจของเราเหมือนบ้านเรือน จิตใจเหมือนเจ้าของเรือนหลังนี้ ให้มีเจ้าของอย่านี้จึงจะปลอดภัย ไม่ใช่เราปล่อยปละละเลย จึงจำเป็นต้องมีการปฏิบัติธรรมศึกษา ไม่ใช่เราไม่เป็นไร ไม่ศึกษาเลย ทุกคนมีประตูอยู่ตรงนี้คือกายและใจ ไม่ปฏิเสธ เรามีกายจริงๆ เรามีใจจริงๆ ถ้ามีความร้อนความหนาวความเบื่อความเมื่อย ต้องมีการยืนเดินนั่งนอน หายใจเข้าหายใจออกเจ็บไข้ได้ป่วย นี่ต่างหากสัญชาติญาณของกาย ถ้ามันธรรมดาก็ไม่เป็นไร อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ความไม่เที่ยงความเป็นทุกข์ ทุกข์ธรรมดามันก็ไม่มีปัญหาเป็นเรื่องของสัญชาติญาณ มันรู้มันแก้อยู่แล้ว เมื่อนั่งนานไม่ต้องมีใครมาบอกว่านั่งนานแล้วต้องเปลี่ยนซะ เราก็รู้เองเราก็เปลี่ยนเอง ยืนเดินนั่งนอน เป็นอิริยาบทที่บรรเทาความทุกขังที่มันมีอยู่ในกาย มันร้อนไม่มีใครมาบอกว่าควรร้อนแล้ว ไปอาบน้ำซะ เมื่ออาบน้ำเย็นแล้วน้ำเย็นแล้วควรขึ้นไปเสีย ไม่มีใครบอก สัญชาติญาณมันรู้จักช่วยตนเอง ไม่ว่าสัตว์ทั้งหลายมีสัญชาติญาณเหมือนกันไม่มีปัญหาอะไร หิวข้าวก็หาข้าวมากิน แต่สิ่งที่มันเหนือกว่านี้คือ สมมุตินี่แหละ อาคันตุกะคืออารมณ์นี่แหละมันจรมา แล้วก็มีบัญญัติเกิดขึ้น มันก็เลยไปกันใหญ่ มันนอกเหนือจากทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ไปแล้ว มันเป็นสังขารธรรมเกิดขึ้น มันปรุงมันแต่งไปยกเมฆขึ้นมา จับปืนยิงพ่อได้ ฆ่ากันได้ ฆ่าตัวเองได้ บัญญัติขึ้นไป ของที่เราเคยรักกลายเป็นของที่ชัง ของที่ชังกลายเป็นของที่รัก เมื่อกี้นี้โกรธพ่อ โกรธอย่างมากจนยิงพ่อได้ มันสมมุติขึ้นมา มันเป็นบัญญัติขึ้นมามันหมด ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน มันเสียใจ วิ่งเข้าไปกอดพ่อ มันอะไรล่ะ มันเป็นบัญญัติต่างวาระกัน มันเป็นสมมุติบัญญัติไม่ใช่ตัวใช่ตน เราก็เสียเปรียบมัน เสียเปรียบบัญญัติอย่างนี้ โกรธ มันเป็นสมมุติบัญญัติเกิดขึ้นมันจึงโกรธ ทุกข์อะไรต่างๆ มันเป็นสมมุติบัญญัติ มันส่งมาจึงโกรธ เราจึงมีวิธีปฏิบัติ อย่างที่เราสวด จงเคารพพระธรรม เมื่อเคารพคนอยู่หวังคนเบื้องสูง เคารพตนคือเห็นอย่างนี้ เคารพตนคืออย่าปล่อยให้ตนหลงมากเกินไป ความปล่อยให้ตนเองหลงมากเกินไปหรือว่า ล่วงเกินพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์น่ะไม่ให้ คนเราเป็นทุกข์ ให้ทรงอยู่ให้ปกติ พระธรรมคือปกติให้ศีล สมาธิ ปัญญา พระพุทธเจ้าคือปัญญาที่รู้ตื่นเบิกบาน พระสงฆ์คือปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติออกจากทุกข์ อยู่กับตัวเราเสมอ จงเคารพพระธรรม จงละธรรมดำเสีย ธรรมดำคือความหลง จงเจริญธรรมขาว ธรรมขาวคือความรู้สึกตัว เราก็ดูไปรู้ไป เมื่อระลึกได้ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ จงเคารพพระธรรม ธรรมและอธรรมจะมีผลเหมือนกันทั้งสองอย่าหามิได้ อะธัมโม นิระยัง เนติ อธรรมย่อมนำไปนรก ธัมโม ปาเปติ สุคะติง ธรรมย่อมนำไปถึงสุคติ มันไปคนละทางกัน เราเลือกได้ไหมตรงนั้น หัดเลือกลองดู พอหลงหัดเลือกไม่หลง พอทุกข์หัดเลือกไม่ทุกข์ เมื่อมันโกรธหัดเลือกไม่โกรธ อย่าไปสมมุติ ซับซ้อน จนหลงตัวลืมตนไป เราหลงอยู่ตรงนี้ต้องเที่ยวในวัฏฏะ เกิดแล้วเกิดอีก หลงกี่ครั้งกี่หน ทุกข์กี่ครั้งกี่หน บางทีเรื่องเก่าเอามาย้ำคิดหลายรอบหลายหนเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ทั้งๆ ที่มันเป็นทุกข์กังวลใจ เอามาคิดลำดับลำนำดี มันเกิดอะไร เราจะฉลาดตรงนี้นะ ปฏิบัติธรรมน่ะเห็นแจ้ง สมน้ำหน้าความหลง เราได้เปลี่ยนความหลงเป็นความรู้นี่มันซึ้งใจที่สุดเลย ไม่มีอะไรซึ้งใจเท่าตรงนี้ ที่เปลี่ยนความโกรธเป็นความไม่โกรธนี่มันลึกซึ้ง มันสำเร็จเหมือนกับ ยกมือให้ตัวเอง เหมือนนักมวยเค้าชก ชนะแล้วยกมือ เราจะยกมือเชียร์ตัวเองเมื่อเปลี่ยนความทุกข์เป็นความไม่ทุกข์ มันสดชื่น เปลี่ยนความโกรธเป็นความไม่โกรธยิ่งใหญ่ เป็นผู้ชนะอันยิ่งใหญ่ ชนะคนอื่นร้อยครั้งพันหนไม่เท่าชนะตนครั้งเดียวเลย พระพุทธเจ้าสรรเสริญบุคคลที่ชนะตน อัตตา หะเว ชิตัง เสยโย ชนะตนนั่นแหละประเสริฐที่สุด ชนะคนร้อยครั้งพันหนไม่เท่าชนะตนแม้ครั้งเดียวเลย ลองดู ลองดู อย่าด่วน ให้กลับมาดูเสียก่อน ดูดีดี อย่าหุนหันพลันแล่น สติมันมีอะไร ไม่ด่วนรับไม่ด่วนปฏิเสธ คือสติไม่ด่วนรับไม่ด่วนปฏิเสธ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ไม่พอใจ ไม่พอใจ ถอนความพอใจและความไม่พอใจออกไปได้ เราไม่มีความพอใจ เราไม่มีความไม่พอใจ เรามีสติ รู้สึกมันปลอดภัย ไม่มีภัย ถ้าพอใจก็มีภัยอยู่ ไม่พอใจก็มีภัยอยู่ เราจึงถอนออกไป เราอยู่ตรงที่ ไม่เป็นอะไร ชีวิตต้องอยู่ตรงนี้มันจึงปลอดภัย ไม่มีอะไรถูกหรอก เขานินทาก็ไม่ถูก เขาสรรเสริญก็ไม่ถูก สุขก็ไม่ถูก ทุกข์ก็ไม่ถูก มันจึงปลอดภัยตรงนี้ ผู้ที่ไม่มีภัยอย่างนี้เรียกว่าอริยบุคคล ไม่ใช่เป็นเพศ ลัทธินิกาย หมายถึงจิตที่เราฝึกดีแล้ว เนี่ยเราจึงต้องให้มองตรงนี้กัน อย่าไปมองตรงอื่นมีพระพุทธศาสนา อย่าเอาศาสนาไปไว้ที่อื่น อย่าไปเคารพอันอื่น เคารพตรงนี้ตรงที่มันเห็น เคารพพระธรรมคือ ความทุกข์อย่าเข้าไปหามัน เคารพแล้ว เหมือนเราเห็นขี้หมาอย่าไปเหยียบมัน เคารพพระธรรม ธรรมคือ อธรรมคือความชั่วอย่าไปใกล้ หลีกช้างสิบบ่า หลีกคนบ้าร้อยเส้น รู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหาง ให้รู้จักอันนี้ เรียกว่าเคารพ อธรรมและธรรมไม่เหมือนกันต้องรู้จักเลือกรู้จักทิศทาง แม้แต่ความคิดมันก็เป็นทาง ให้อย่าหลงทางในความคิด ถ้ามีทางที่มันคิดหลงขึ้นมาให้มันรู้ ทางออกไป เยอะแยะเลยทาง ถ้าเราศึกษาแล้วนี้ไม่จนจริงๆ มีทางจริงๆ เห็นเจียนตายก็ไม่มีจนเลยจริงๆ มันเจ็บก็ไม่จน มันแก่ก็ไม่จน มันทุกข์ก็ไม่จน อะไรก็ไม่จน เพราะเรามีทางแล้วทางใจนี่ไม่ใช่ทางที่เหมือนกับแผ่นดินทางใจอยู่ตรงไหนก็ไปได้ ไม่มีขัดข้องอะไรเลย ถ้าเราไม่ฝึกหัดมีแต่มืดมืด หลงทิศหลงทาง วนเวียนอยู่ในความรักความชัง ในความได้ความดีความผิดความถูก ความอิจฉาพยาบาทเบียดเบียนกัน มันเสียเวลามาก แล้วก็ไม่ใช่เสียเวลาอย่างเดียว มันทำให้เราต้องมีรอยแผลช้ำลงไป ช้ำกับความโกรธ ช้ำกับความทุกข์ เป็นรอยในหัวใจเรา มันเปรอะเปื้อนที่สุด ไม่บริสุทธิ์เลย คำว่าบริสุทธิ์คือนี่แหละ มีสติเข้าไป อยากเป็น อยากเป็น ไม่เห็นไม่เป็น นี่บริสุทธิ์ที่สุดเลย ถ้าเป็นแล้วไม่บริสุทธิ์มีความเปื้อนอยู่ในหัวใจเรานี้ เราจึงไม่มีอะไร แบมือเลย ใจนี่ต้องแบเลย ไม่มีอะไร ไม่เป็นไร ถ้าจะพูดสักคำ ไม่เป็นไร มันร้อนก็ไม่เป็นไร มันหนาวก็ไม่เป็นไร มันหิวก็ไม่เป็นไร มันปวดก็ไม่เป็นไร มองแบบนี้ บัญญัติเอาทางนี้ไว้ก่อน ถ้าจะมีความเห็นออกทางนี้ไว้ก่อน ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรไว้ก่อน สมัยไปสอนธรรมเชียงใหม่ สมัยก่อนไม่มีรถทัวร์รถปรับอากาศเหมือนทุกวันนี้ นั่งรถจากขอนแก่นไปเชียงใหม่ ต้องขึ้นรถร้อน แต่สมัยก่อนรถมันไม่มีมาก รถเก่าๆ ก็แออัดต้องแย่งกันขึ้น ไปนั่งจองไว้ ถ้าไม่นั่งจองไว้ก็ไม่มีโอกาสไป ร้อนขนาดไหนก็ต้องขึ้นไปนั่งไว้ แล้วก็นั่งอยู่กว่ารถจะออกก็ร้อนอบอ้าว พอติดเครื่องรถเก่าๆ ก็ร้อนบนใต้ที่นั่งเบาะหลัง เครื่องมันอยู่ทางหลัง เพื่อนเราบอกว่าตายตาย ไม่ไหวไม่ไหว แย่แย่ ทั้งบ่นทั้งเหงื่อไหล หน้าตาก็ไม่ค่อยสบาย ตายตาย ไม่ไหว แย่แย่ ทำไมไม่ออกทำไมไม่ออก เราก็นั่งอยู่ด้วยกันเราก็ไม่มีคำพูด เราทำความเห็นสวนทางออกไป ไม่ตายไม่ตายอยู่ในใจ ไม่แย่ไม่แย่ ไหวไหวไหว ไม่เป็นไรไม่เป็นไร คนหนึ่งร้อนร้อนถึงใจ คนหนึ่งร้อนไม่ถึงใจได้มั้ย ไม่ตายไม่ตาย ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ไหวไหวไหว ไม่ต้องทุกข์ใจได้มั้ยมันร้อน ได้ เวลากายมันเป็นอะไรก็ร่วมมันทั้งหมด มันก็ไม่ได้ มันเจ็บก็ไปร่วมกับความเจ็บ มันร้อนก็ไปร่วมกับความร้อน มันหิวก็ไปร่วมกับความหิว มันก็ไม่ใช่ละ ไม่ใช่อะไรจะหมดตัวไปกับอะไรต่างๆ ไม่มีที่พึ่งไม่เป็นหลัก ชีวิตไม่มีหลัก เค้าให้ไปตรงไหนก็ไป ไม่ใช่แล้ว จิตที่ฝึกดีแล้วมันพึ่งได้จริงจริง ถึงคราวที่มันเกิดอะไรขึ้นกับภายนอก จิตมันก็ไม่เป็นไรกับเรื่องอะไรทั้งหมดเลยในโลกนี้นะ เพราะฉะนั้นเราจึงฝึกเอาไว้ ยามสงบเราฝึก ยามศึกเรารบ ยามสงบเราก็ฝึกชีวิตของเราไว้ ยามศึกมีปัญหาก็ชนะทันที เหมือนกับนักมวยที่เข้าไปชกมวยสมัครเล่น นักกีฬาต่างๆ เค้าฝึก เค้าจึงไปเป็นแชมป์ เป็นนักกีฬายอดเยี่ยม เค้าชนะมา เราก็ ให้มี ชิตังเม บ้าง ชนะแล้วเว้ย ชนะแล้วเว้ย ชนะอะไร ชนะตัวเอง มันจะภูมิใจที่สุดเลย ยกมือไหว้ตัวเองได้ มีอะไรที่น่าภูมิใจสักอย่าง มันไม่ใช่เป็นมนุษย์ที่สัตว์ประเสริฐ มันจะเลวร้ายกว่าสัตว์ประเภทอื่นได้ ถ้าเรามีปัญหามากกว่าสัตว์อย่างอื่น ที่ที่เราอยู่เป็นล้านๆ หลังคามุงฝา กระจก มุ้งลวด พัดลม เพื่อป้องกันเหลือบยุง บังแดด สัตว์เลื้อยคลาน ความร้อนความหนาว พอร้อนเราก็มีพัดลม เมื่อยุงเข้ามาก็มีมุ้งลวด ยุงตัวเล็กๆ เราสร้างป้องกันจนเท่าไหร่ แต่นกหนูกาไก่เค้าไม่มีอะไร เขามีขนอะไรของเขา อะไรของเรา เพราะประเสริฐ เรามีการพัฒนาชีวิตของเราทั้งกายทั้งใจด้วย ให้ปลอดภัยจากภัยต่างๆ ได้ มีความรู้หามา ใช้ความรู้ใช้วิชาการ ใช้ทรัพย์สมบัติใช้ชีวิตใช้กายใช้ใจให้ถูกต้อง อย่าใช้กายใช้ใจให้เป็นปัญหาต่อตัวเอง เอาไว้เป็นเครื่องมือที่จะฝึกตน ไม่ใช่มีปัญหา ที่สุดชีวิตเราคือความหลุดพ้น สิ่งที่ทำให้เราหลุดพ้นคือ เห็น เห็นทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นกับกายกับใจ นี่จุดหลุดพ้นอยู่ตรงนี้ ถ้าเป็นแล้วมันหลุดพ้น ถ้าเป็นแล้วก็ถือว่าเป็นภพเป็นชาติไป ถ้าเห็น เราหลุดพ้นเลย ไม่ใช่ลาภสักการะสรรเสริญเยินยอ เป็นความหลุดพ้นต่างหากที่เรามีพระพุทธศาสนา จุดหมายปลายทางความหลุดพ้น ต้องดูให้เห็น เห็นแล้วไม่เข้าไปเป็น นี่จุดหลุดพ้นอยู่ตรงนี้ เราก็ทำได้ทุกคน มันหลงเห็นมันหลง มันทุกข์เห็นมันทุกข์ ไม่เป็นตัวทุกข์ มันทุกข์ไม่เป็นผู้ทุกข์ มันโกรธไม่เป็นผู้โกรธ ถ้าเห็นแล้วก็ปลอดภัย หลุดพ้นไปได้ เป็นทางอย่างนี้ชวนให้ดูชวนให้เห็น มีอะไรเกิดขึ้นกับเราใช้สูตรนี้เข้าไปช่วยเป็นเครื่องมือจะทำของยากให้ง่ายได้ ทำของหนักให้เบาได้