PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ
  • เทศน์ให้กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม
เทศน์ให้กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม รูปภาพ 1
  • Title
    เทศน์ให้กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม
  • เสียง
  • 5247 เทศน์ให้กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม /lp-khamkean/19-2532.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
พระไพศาล วิสาโล
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันศุกร์, 19 พฤษภาคม 2532
ชุด
เสียงธรรมหรรษาสู่วัดป่าสุคะโต
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • เทศน์ให้กลุ่มศึกษาและปฏิบัติธรรม

    พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

    พ่อออกแม่ออก ทั้งที่มาจากหมู่บ้านรอบๆข้าง และก็ชาวธรรมหรรษา  วันนี้พวกเราก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เป็นวันที่สำคัญในทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่เป็นบ่อเกิดของพุทธศาสนา ก็คือว่า พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระบรรมศาสดาของเรา ได้ประสูติ ตรัสรู้ และก็ปรินิพพาน ความสำคัญอันนี้ หลวงพ่อท่านก็ได้ ชี้แจงให้พวกเราได้ยินได้ฟังบ้าง ก่อนหน้าที่จะมีการให้ศีล และก็ก่อนหน้าที่จะมีการพูดกันเมื่อกี๊นี้แล้ว ก็คงจะไม่พูดอะไรมากไปกว่าที่จะย้ำให้เห็นว่า การมีความสำคัญในวันนี้เนี่ย ปกติแล้วเนี่ยพิธีกรรมในเรื่องของวันวิสาขบูชาเนี่ย เป็นพิธีที่เราได้ทำกันมานาน แต่ว่าได้ขาดช่วงไป เพิ่งมามีการรื้อฟื้นใหม่ เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วนี้เอง มีการรื้อฟื้น มีพิธีวิสาขบูชา มาฆะบูชา อาสาฬหบูชา เป็นพิธีที่เริ่มขึ้นมาใหม่ แต่ความจริงพุทธศาสนาของเราเนี่ย ก็ได้ดำเนินมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2,570 กว่าปีแล้ว คือพุทธศาสนาของเราเนี่ยเริ่มต้น เมื่อพุทธเจ้าได้เริ่มแสดงธรรมเมื่ออายุ 35 แล้วก็ได้ปรินิพพานเมื่ออายุ 80 หลังจากนั้นจึงเริ่มเกิดพ.ศ.1 ขึ้นมา ก็รวมแล้วเนี่ย ปีนี้มันปี 2532 บวกกับอีก 35 ปี ที่พระองค์ได้มีชีวิตแสดงธรรมให้แก่พุทธบริษัททั้งหลาย พิธีกรรมเหล่านี้เนี่ย ก็เป็นสิ่งซึ่งได้ดำเนินมาตลอด แต่ว่าก็ได้ขาดช่วงไป แล้วพวกเราชาวพุทธก็ได้เริ่มต้นขึ้นมาใหม่ แต่ละประเทศก็มีพิธีแตกต่างกันไป เช่น ถ้าเป็นประเทศทางศรีลังกา หรือว่าสิงคโปร์เนี่ย เขาก็ถ้ามาถึงวันวิสาขบูชา เขาก็จะมีการแจกบัตรอวยพร มันเหมือนกับบัตร สคส.  แต่ว่าเขาไม่ได้แจกในวันปีใหม่ เขามาแจกในวันวิสาขบูชานะ ก็ปีนี้หลวงพ่อท่านก็ได้รับ สคส. หรือว่าบัตรอวยพร จากชาวสิงคโปร์อยู่บัตรหนึ่ง แล้วก็ท่านชาร์ลก็ได้อีกบัตรหนึ่ง อันนี้ก็เป็นประเพณีของชาวพุทธในประเทศต่าง ๆ เช่นลังกาและก็ของชาวพุทธในสิงคโปร์  แต่ว่าชาวพุทธไทยเนี่ย ก็มีพิธีกรรมอีกแบบหนึ่ง เราก็มาเน้นการเวียนเทียนเป็นหลัก

    การเวียนเทียนเหล่านี้ไม่ได้มีเพื่อความสนุกสนาน  

    ไม่ได้มีไว้เพื่อจะให้ชาวบ้านมาสนุกสนานกันอย่างเดียว 

    แต่ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อให้พวกเราชาวพุทธได้รำลึกถึงคุณพระรัตนาตรัย เพราะถ้าไม่มีวันนี้ก็ไม่มีพระพุทธเจ้า และเมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีพระธรรมที่จะส่งแสดง หรือว่าที่จะเผยแพร่ให้พวกเราได้รับรู้ในเวลาต่อมา และถ้าไม่มีพระธรรมและไม่มีพระพุทธ ก็ไม่มีพระสงฆ์ เพราะว่าพระสงฆ์นั้นถือว่าเป็นทายาทของพระพุทธเจ้า ที่จะสืบทอดพระธรรมคำสอนของพระองค์ที่ได้ทรงค้นพบเนี่ย ให้สืบทอดมาแก่ชาวพุทธยุคหลัง เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ขอให้ถือว่าเป็นวันที่เราจะมารำลึกถึงคุณพระรัตนาตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เราเวียนเทียนเราจะเวียนเทียนทักษิณ 3 รอบนี้ ก็เพราะว่า เป็นอุบายของคนโบราณ ที่จะให้เราได้รำลึกถึงคุณพระรัตนาตรัยทั้ง 3 ประการ รอบแรกก็รำลึกถึงคุณพระพุทธ เราจะสวดอิติปิโสกัน พอรอบที่ 2 เราจะรำลึกถึงคุณพระธรรม เราจะสวดสวากขาโตกัน แล้วก็พอถึงรอบที่ 3 เราก็จะรำลึกถึงคุณพระสงฆ์ เราก็จะสวดสุปะฏิปันโน อันนี้เนี่ยเป็นโอกาสที่จะให้เรารำลึกถึงคุณพระรัตนาตรัย รำลึกเพื่ออะไร รำลึกก็เพราะว่าเพื่อจะให้เราได้มีโอกาสพัฒนาตนเองขึ้นมา คนเราเนี่ย พระพุทธเนี่ย ไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2,500 ปี ไม่ใช่หมายถึงเจ้าชายสิทธัตถะ ที่ได้เสร็จดับขันปรินิพพานไป แต่ว่าพระพุทธนี่หมายถึง คุณงามความดีในตัวเรา หรือว่าสติปัญญาในตัวเรา ซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วก็สามารถจะพัฒนาขึ้น จนกระทั่งทำให้เราเป็นพุทธะ หรือเป็นพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้มีอยู่องค์เดียว พระพุทธเจ้ามีอยู่ทั่วไปหมด เพราะว่าความเป็นพุทธะ หรือว่าพระพุทธเจ้านั้น มีอยู่ในตัวเราทุกคน แต่ว่าเราจะให้พุทธะนั้นงอกงาม เป็นต้นไม้เติบใหญ่หรือเปล่า นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พวกเราชาวพุทธเนี่ย ส่วนใหญ่ หรือว่าคนส่วนใหญ่เนี่ย มีพุทธะอยู่ในตัวแล้ว แต่ว่าไม่ได้ให้พุทธะนั้นเจริญงอกงามขึ้น เหมือนกับว่าเรามีเมล็ดข้าว เรามีเมล็ดข้าวอยู่ เป็นข้าวเปลือก แต่ว่าข้าวเปลือกนั้นอยู่ใต้ดิน เราไม่ได้เปิดโอกาส เราไม่ได้รดน้ำพรวนดิน บ่มเพาะให้เมล็ดข้าวเปลือกนั้นแตกออกมาเป็นข้าวกล้า เป็นต้นกล้า แล้วก็เป็นแตกต้นออกมาเป็นรวงข้าว แต่ว่าถ้าเราพยายามพัฒนาตน พยายามอบรมบ่มนิสัยให้แก่ตัวเอง ก็จะทำให้ความเป็นพุทธะ ที่มีอยู่ในตัวเรานั้น ที่มันเป็นเมล็ดข้าวนี่ มันค่อย ๆ งอกขึ้นมา งอกขึ้นมา  จนกระทั้งเกิดเป็นความสว่างไสว เป็นสติปัญญาขึ้นมา 

    ขอให้เราย้อนกลับไปคืนนี้เนี่ย วันเพ็ญเดือนหก เมื่อ 2,570 กว่าปีที่ผ่านมา คืนนั้นเป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวง ที่ประเทศอินเดีย เป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวง และพระพุทธเจ้าของเรา เมื่อครั้งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และก็ลาหนีมาบวช เป็นสัญญาสี หรือว่าพูดง่าย ๆ คือว่าเป็นนักบวช ที่ไม่มีบ้านเรือนอยู่ คืนนั้นเนี่ยที่ประเทศอินเดีย พระองค์ก็มานั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ และก็อยู่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา ขอให้เรานึกภาพว่า วันนั้นพระองค์ก็ได้เริ่ม เมื่อพระจันทร์เริ่มที่จะเต็มดวง พระองค์ก็ได้เริ่มมานั่ง และก็มาทำกรรมฐาน โดยตั้งจิตว่า ถ้าแม้เลือดจะเหือดหายไป แม้กระดูกจะผุพัง หรือแม้เส้นเอ็นเนี่ยจะเหือดแห้งไป ก็ขอให้ตราบใดที่ยังไม่บรรลุธรรมที่ควรค้นพบ ก็จะไม่ยอมเลิกจากการประพฤติปฏิบัติธรรม เสร็จแล้วคืนนั้นพระองค์ก็ได้เริ่มนั่ง จนกระทั่งถึงตอนเริ่มเช้ามืด ก็ได้เข้าใจในพระธรรมที่ทรงแสวงหา และก็ได้ประกาศตนว่า เราเป็นเอกในโลกนี้ เราได้ค้นพบธรรมอันวิเศษในโลกนี้ อันนี้เป็นสิ่งซึ่งพระองค์ได้แสดง ประกาศเอามาเป็น ก็เรียกว่าเป็นสีหนาท เหมือนกับว่าเป็นคำประกาศดังราชสีห์ เพราะว่าสมัยก่อนนั้นเนี่ย คนเรานึกว่า มีเทวดาที่จะมา ควบคุมชะตากรรมชีวิตของเรา มีพระพรหมเป็นผู้ที่จะกำหนดว่า เราจะเป็นยังไง เราจะแต่งงานกับใคร เราจะตายเมื่อไหร่ เราจะได้ประสบโชคลาภอย่างไรบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับพระพรหมที่เรียกว่าพรหมลิขิต สมัยก่อนเชื่อแบบนั้น คือเชื่อว่าเราไม่ได้เป็นตัวของเราเอง แต่ว่าเราจะต้องขึ้นอยู่กับเทวดาฟ้าดิน จะบันดาลว่าจะให้เราเป็นยังไง จะสุขจะทุกข์ ก็ขึ้นอยู่กับเทวดาคือพระพรหม แต่เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบพระธรรม พระองค์ก็ประกาศว่าเราเป็นเอก เป็นเหนือกว่าสิ่งใดในโลกนี้ หมายความว่าเหนือกว่าพระพรหมเสียอีก เหนือกว่าพระพรหมเสียอีก ถ้าบุคคลที่รู้แจ้งเห็นธรรมแล้ว ผู้นั้นก็เป็นตัวของตัวเอง แม้แต่เทวดาฟ้าดิน ก็ไม่สามารถจะทำให้เกิดสุขเกิดทุกข์แก่ผู้นั้นได้ เรียกว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของชีวิต เป็นเจ้านายชีวิตอย่างแท้จริง อันนี้ก็ขอให้เรานึกเสียว่า คำสอนที่พรวงแสดงในตอนนั้น จริงๆแล้วก็เป็นการสอนให้เรารู้ว่า คนเราสามารถเป็นตัวของเราเองได้ คนเราเนี่ยสามารถที่จะพัฒนาตนได้ โดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งเทวดาฟ้าดิน ไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งศักสิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งเหนือธรรมชาติ ทั้งหลายทั้งปวงที่เรายึดถือกัน แต่สมัยนี้ เราก็นับถือจอมปลวกบ้าง เราก็นับถือเทวดาผีสางบ้าง แต่เราลืมนึกไปว่าจริงๆแล้ว เรามีความสามารถที่จะเป็นตัวของเราเองได้ ที่จะกำหนดชีวิตของเราเองได้ แล้วเราจะกำหนดชีวิตของเราเองได้ ก็โดยอาศัยพระธรรมคำสอน หรือว่าอาศัยคุณงามความดีนี้เอง นี่เป็นข้อแรกที่เราขอให้เรารำลึกว่า เมื่อเราจะบูชาคุณพระรัตนตรัย หรือบูชาคุณพระพุทธเนี่ย ต้องนึกว่าเรามาบูชาตัวเราเอง เรามาบูชาพระพุทธะในตัวเรา มาบูชาและพยายามพัฒนา บ่มเพาะความเป็นพุทธะในตัวเราเนี่ย หรือว่าบ่มเพาะจิตใจของเราเนี่ยแหละ ให้งอกงามเจริญก้าวหน้าขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเป็นเจ้านาย ชีวิตของเราเองได้ ถ้าเกิดว่าเรายังไม่มีความเป็นพุทธะ หรือว่าเรายังไม่มีธรรมะอยู่ในตัวเนี่ย ก็เท่ากับว่าชีวิตของเรานี้ขึ้นอยู่กับผู้อื่น ขึ้นอยู่กับคนโน้นบ้าง ขึ้นอยู่กับคนนี้บ้าง ขึ้นอยู่กับลาภ ขึ้นอยู่กับยศ ขึ้นอยู่กับสรรเสริญบ้าง คือถ้าใครเอาลาภมาล่อ เราก็ยอมตามเขา ถ้าใครเอายศมาล่อเราเราก็ยอมตามเขา แต่ถ้าเราเป็นผู้ที่มีสติปัญญามีพระธรรม เป็นผู้ที่ฝึกตนไว้ดีแล้ว แม้ว่าจะเอาลาภมาล่อเรา เราก็ไม่สนใจ เอายศมาล่อ เอาสรรเสริญมาล่อ เราก็ไม่สนใจ เราทำในสิ่งที่เราเห็นว่าถูกต้อง ที่ชอบที่ควรเราก็ทำ อันนี้แหละคือความเป็นตัวของตัวเอง ที่พระพุทธเจ้าของเรานั้นได้เป็นแบบอย่างว่า  แม้กระทั่งเทวดา ฟ้าดินหรือพระพรหม ก็ไม่สามารถที่จะทำให้พระองค์ สุขหรือทุกข์ได้ แต่มีตัวพระองค์เองที่จะทำให้ มีตัวคนเราเองเท่านั้น ที่จะทำให้เราสุขหรือทุกข์ได้ และถ้าเราพัฒนาตนให้เป็นพุทธะแล้ว เราก็ พ้นจากความทุกข์ อันนี้ขอให้เราลำลึกไว้ 

    และพระธรรมก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราเวียนเทียนรอบที่สอง ก็ขอให้เราลำลึกถึงพระธรรม ว่าพระธรรมนั้นไม่ได้มีไว้ในพระไตรปิฎก ไม่ได้มีไว้บนใบหลาน แต่มีไว้เพื่อให้เราได้ประพฤติปฏิบัติกัน ให้เราค้นพบว่า เรานี่ จะสุขได้เพราะเหตุใด จะทุกข์ได้เพราะเหตุใด เวลาเราทุกข์เนี่ย เราอย่าไปเอาแต่หัวเสีย เราอย่าเอาแต่เครียด อย่าสูญอย่างเดียว ขอให้ดูว่าที่เราโกรธเพราะอะไร เราโกรธเพราะอะไร เวลาเราโกรธเนี่ย เราจะไปโทษคนอื่น บางทีเราไม่ได้ดูตัวเราเอง ว่าเราที่โกรธ ที่เราเป็นทุกข์เนี่ย เป็นเพราะตัวเราเองด้วยหรือเปล่า เราชอบไปมองคนอื่น ไม่ได้มองตัวเราเอง ถ้าเรามองตัวเราเองแล้วเนี่ย เราก็พยายามศึกษา ศึกษาว่าทำไมเราถึงโกรธ เป็นเพราะว่าเรามีความโลภมากเกินไปใช่ไหม เป็นเพราะว่าเรามี ความโกรธมากเกินไปใช่ไหม เป็นเพราะว่าเรามีความหลงมากเกินไปหรือเปล่า ขอให้เรามาดูตรงนี้ด้วย และเมื่อเราดูแล้วเนี่ย ก็พยายามที่จะสร้าง พยายามที่จะขจัดความโกรธ ความความโลภ ความหลงให้ลดลงไป โดยอาศัยสติปัญญา อาศัยคุณธรรม โดยอาศัยศีลที่เรารับกันมาเนี่ย เวลาเรารับศีล เราก็อย่ารับแต่ปาก เอาไปปฏิบัติ เอาไปขัดเกลาความโลภ ความโกรธ ความหลงให้มันหมดไป เราก็จะได้เข้าใจว่า จริงๆแล้วเนี่ย พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ สามารถที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้ ถ้าเราได้ปฏิบัติ 

    ส่วนพระสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน พระสงค์เมื่อเราเวียนเทียนรอบที่ 3 ขอให้เรารำลึกถึงพระสงฆ์ พระสงฆ์ในที่นี้หมายถึงอริยสงฆ์ คือผู้ที่ได้ค้นพบธรรม ผู้ที่ได้ เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า คือตรัสรู้บรรลุธรรมแล้ว พระสงฆ์มีสองอย่าง อริยสงฆ์และสมมุติสงฆ์ ที่ลูกชาวบ้าน ที่มาบวช โกนหัวห่มเหลือง อันนี้เรียกว่าสมมุติสงฆ์ คือผู้ที่สมมุติหรือผู้ที่ยอมรับว่าเป็นสงฆ์ แต่ว่าผู้ที่เป็นสงฆ์จริงๆ คืออริยสงฆ์ คือว่าผู้ที่เจริญรอยตามพระพุทธเจ้า จนกระทั่งรู้ธรรมเห็นจริง ผู้นี้ บุคคลเหล่านี้ คือท่านเหล่านี้ เป็นผู้ที่เราควรจะเจริญรอยตาม เอาท่านเป็นแบบอย่าง เอาท่านเป็นแบบอย่างไว้ ว่าคนเช่นนี้ คนที่บรรลุธรรมมีอยู่จริง และเราก็สามารถที่จะเจริญรอยตามได้ ทีละขั้นทีละก้าวได้ ถ้าเรามีความพยายามมีความเพียร ไม่ใช่ว่าพอเราระลึกถึงคุณ พระสงฆ์ เราก็เอาแต่ไหว้เอาแต่กราบ แต่ว่าเราไม่สนใจ ที่จะเจริญรอยตามท่าน ท่านเดินไปทางขวาเราหันหลังเดินไปทางซ้าย ท่านเดินไปทางตะวันออก เราหันหลังเลี้ยวไปทางตะวันตก อันนี้ก็ไม่ใช่เป็น ผู้ที่นับถือพระสงฆ์อย่างแท้จริง ผู้ที่นับถือพระสงฆ์อย่างแท้จริง คือว่าถ้าท่านเดินไปทางไหน เราก็พยายามเดินตาม เราอาจจะขาเราอาจจะสั้นก็ไม่เป็นไร เราก็เดินทีละนิดทีละหน่อยก็ยังได้ แต่ขอให้เดินไปในทางเดียวกัน เราอาจจะเดินเหมือนกับทาก ทีละกระดึบกระดึบกระดึบก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้เดินไปตามทางนั้น ไม่ใช่ว่าอย่างที่เพิ่งยกตัวอย่าง อย่างว่าท่านไปทางตะวันออก เราก็เดินไปทางตะวันตก ท่านเดินไปทางเหนือเราลงใต้ อันนี้ไม่ใช่เป็นพุทธบริษัท ไม่ใช่เป็นผู้ที่นับถือ พระสงฆ์อย่างแท้จริง 

    ก็ขอให้ญาติโยม พ่อออกแม่ออกได้รำลึกถึงการ บูชาคุณพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง อย่างที่ได้พูดมาเมื่อกี๊นี้ ตามประเพณีเนี่ย เราก็จะมี ธูปเทียน ดอกไม้ ไว้กราบ ไว้บูชาในการเวียนเทียนนี้ แต่บางคน ไม่มีก็ไม่เป็นไร เราเอาใจเนี่ยเป็นธูปเทียน เป็นดอกไม้กันแล้วกัน ธูปเทียนดอกไม้หมายถึงอะไร เทียนก็คือ ปัญญานั่นเอง ธูปก็คือ จิตใจที่ เมื่อสงบเมื่อดีแล้ว มันก็ส่งกลิ่นหอม ส่วนดอกไม้ก็คือตัวศีลนั่นเอง ศีลเมื่อเรามีกายวาจาที่งดงามแล้ว มันก็เหมือนกับมีดอกไม้ขึ้นมา คนโบราณท่านเปรียบไว้อย่างนี้ เพื่อให้เราได้รำลึกไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อเรา จะเวียนเทียนนี้ เรามีดอกไม้ธูปเทียน ก็ขอให้ถือว่า ดอกไม้ธูปเทียนนั้น คือตัวศีล ตัวสมาธิ ตัวปัญญา ที่เราจะต้องมีให้มากขึ้นไป ให้ศีลของเรา ให้กายวาจาของเรางดงาม เหมือนกับดอกไม้ ให้ธูปให้จิตใจของเรา ดีงาม เหมือนกับธูปที่ส่งกลิ่นหอม ส่งกลิ่นหอม และให้ปัญญาของเราสว่างไสว เหมือนกับเทียน อันนี้คือตัวศีล ตัวสมาธิ ตัวปัญญา ที่เราควรจะทำให้มีขึ้น พัฒนาขึ้น ให้เจริญงอกงามขึ้น แต่ถ้าเราไม่มีดอกไม้ธูปเทียน ก็ไม่เป็นไร เอาใจของเรานี่แหละ เป็นดอกไม้ธูปเทียน เอากายวาจาของเรานี่แหละ เป็นดอกไม้ธูปเทียน ก็เพราะอย่างที่ได้พูดไว้แล้วว่า จริงๆแล้วเนี่ย ถ้าเราพยายามทำกายของเรา ทำวาจาของเราให้งดงาม ก็เท่ากับว่าเรามีดอกไม้ไว้เวียนเทียนแล้ว ถ้าเราทำใจให้เราสงบ ให้ดีงาม ก็เหมือนกับธูป ซึ่งส่งกลิ่นหอม และถ้าเราตั้งใจพยายามทำให้ ปัญญาของเราเนี่ย สว่างไสว เป็นผู้ที่มีความฉลาด มีความเข้าใจธรรมะที่แท้จริง ก็เท่ากับว่าเรามีเทียนไว้บูชาพุทธเจ้าแล้ว อันนี้คือการปฏิบัติบูชา ถ้าเรามีแต่ดอกไม้ธูปเทียนที่ถืออยู่ในมือ อันนั้นเรียกว่าเป็น การบูชาอีกแบบหนึ่ง คืออามิสบูชา คือบูชาด้วยวัตถุ ด้วยอามิส ด้วยสิ่งของ แต่ถ้าเราเวียนเทียน มีแต่ใจ และมีกายวาจาที่งดงาม และมีปัญญาที่สว่างไสว ก็เท่ากับว่าเราได้ทำ ปฏิบัติบูชาแล้ว ซึ่งเป็นบูชาที่เหนือ กว่าบูชาอื่นใดทั้งหลายทั้งปวง 

    อันนี้ก็ขอ ในโอกาสนี้ก็จะพูดไว้ ให้เป็นเครื่องเตือนจิตสกิดใจ พวกเราว่าการเวียนเทียน ที่ถูกต้องนั้นคืออะไร เวียนเทียนแล้วก็ขอรำลึกถึง พระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์อย่างถูกต้อง และเมื่อเวียนเทียนแล้วก็ขอให้ ถือเป็นโอกาสที่จะได้พัฒนาศีล พัฒนาสมาธิ พัฒนาปัญญาให้เจริญงอกงามขึ้น ถ้าเวียนเทียนเอาแต่สนุกโยนประทัดกันอย่างเดียว อันนั้นมันก็ไม่ได้อะไร ถ้าเวียนเทียนแล้วใจคิดฟุ้งซ่าน เครียดสูญ ไปคิดถึงเรื่องนู้นเรื่องนี้ก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าเราเวียนเทียนแล้วรำลึกถึง คุณพระรัตนตรัย รำลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์ และก็พยายามตั้งจิตอธิษฐาน ว่าเราจะพัฒนาศีล เราจะพัฒนาสมาธิ คือจิตใจของเรา เราจะพัฒนาปัญญาของเราให้เจริญงอกงามขึ้น อันนี้ก็เรียกว่าเรามาทำ ปฏิบัติบูชา ในโอกาสอันสำคัญนี้ 

    เอาละก็พูดกันมาพอเท่านี้ ก็ขอในท้ายที่สุดนี้ก็ขอให้พวกเรา ชาวบ้าน รวมทั้งพ่อออกแม่ออก และคณะธรรมหรรษา ได้เจริญงอกงาม ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา โดยมีการเวียนเทียน ในโอกาสวิสาขบูชานี้ เป็นนิมิตหมาย เพื่อที่จะพัฒนาตน พัฒนากาย พัฒนาวาจา พัฒนาใจของเรา ให้เจริญงอกงาม เพื่อประโยชน์สุขแก่ตัวเอง และประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นต่อไป สิ้นกาลนานเทอญ 

    เดี๋ยวเราก็จะสวด คำนำถวายดอกไม้ธูปเทียนวันวิสาขบูชา  ก็พร้อมกันจุดธูปเทียน ถ้าไม่มีก็ตั้งจิตอธิษฐานไว้ แล้วก็ว่าตาม…  หันหน้ามาทางพุทธรูป

    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ) 

    อยังโขปะนะ ปฏฺิมาตัง ภควันตัง อุทิสกตา ยาวเทวะ ทัศเนนะตัง ภควันตัง  อนุสริตวา ปะสาทะ 

     สังเวฆะ ปฏิลาภายะ มยังโข เอตารหิ อิมังวิสาขะ ปุณมีกาลัง ตัสสะภควโต ชาติสัมโพธิ นิพพานะกาละ สัมมตัง วิสาขปุณะ โตปะรัง อัฏมีกาลัง ตัสสะภควโต สรีรัชณา บรรณากาละ สัมมตัง ปัตตวาอิมัง ฐานังสัมปัตตา อิมัง ปฏิมัง ติขันตุง ปทะขินัง กริสสามะ อิมังยถา พหิเตหิ อกาเรหิ ปูชังกุรุมานา สาธุโนภัณเต ภควา สุจีระ ปรินิพพุธโต ยาตเพหิ ปุณเณหิ อัตติตา ลำมะณะ ตาย ปัญญายะ มาโน อิเม อัมเหหิ พหิตเต สักกาเร ปฏิคัณหาตุ อัมหากัง ฑีฆรัตตัง หิตายุ สุขขายะ 

    เราทั้งหลาย ถึงซึ่งพระผู้มีพระภาค พระองค์ใด ว่าเป็นที่พึ่ง พระผู้มีพระภาคพระองค์ใด ผู้เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย เราทั้งหลาย ชอบซึ่งธรรมของพระผู้มีพระภาค พระองค์นั้น พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า  ตรัสไว้ดีแล้ว อันผู้บรรลุ จะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้าหา อันวิญญูชน พึงรู้เฉพาะตน และพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม เป็นผู้ปฏิบัติสมควร เราทั้งหลาย ได้รำลึกถึง คุณพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ด้วยทัศนะนี้แล้ว ด้วยความเลื่อมใสแลสังเวช 

    บัดนี้ เราทั้งหลาย ได้มาถึงกาลวิสาขปุณฺณมีเป็นที่รู้กันว่า การเป็นที่ประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น จึงมาประชุมกันแล้ว ณ.ที่นี้ ถือสักการะ มีประทีป ดอกไม้และธูป เป็นต้น  ทำกายของตนให้เป็นดังภาชนะ รับเครื่องสักการะ ระลึกถึงพระคุณ ตามเป็นจริง ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น บูชาด้วยสักการะ อันถือไว้แล้ว จะทำประทักษิณ สิ้นวาระสามรอบ ซึ่งพระปฏิมากรนี้ 

    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เสด็จปรินิพพานนานมาแล้ว ยังปรากฏอยู่ ด้วยพระคุณสมบัติ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะพึงรู้ โดยความเป็นอติตารมณ์ ขอทรงรับ ซึ่งเครื่องสักการะ อันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถือไว้แล้วนี้ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ. 

    จุดธูปเทียน แล้วขอนิมนต์พระภิกษุสงฆ์เดินนำแถวคณะที่เวียนเทียนด้วย.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service