แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท.๑๗๓ ยอดแห่งธรรม บ้านค่าย จ.ชัยภูมิ
อารมณ์ของวิปัสสนานั้นจำเป็นเพิ่น(ท่าน)ต้องให้เรียนเสียก่อน ให้เรียนขันธ์ ๕ ให้รู้จักว่าอารมณ์ของวิปัสสนา ให้เรียนขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันนี้เพิ่น(ท่าน)ให้เรียนขันธ์ ๕ แล้วเพิ่น(ท่าน)ให้เรียนอายตนะ ๑๒ จึงเป็นอารมณ์ของวิปัสสนา อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ และอินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ให้เรียนให้รู้จัก ถ้าหากบ่(ไม่)รู้จักสิ่งนี้แล้ว เป็นการเจริญสติปัฏฐานหรือเรียกว่าเจริญวิปัสสนานั้นเป็นการเข้าใจได้ยาก
ผมก็ไปเรียนนำเพิ่น(กับท่าน) ก็พอเรียนได้ แต่เมื่อปฏิบัติแล้วมันก็จริงอยู่คำพูดอย่างนั้น แต่คำพูดอย่างนั้นมันยังแก้ทุกข์บ่(ไม่)ทันได้ ผมเลยบ่(ไม่)ค่อยได้มาเอามาเว้าสักเทื่อ(ครั้ง)เรื่องอารมณ์ของวิปัสสนา
ถ้าหากพวกท่านต้องการอยากได้อารมณ์วิปัสสนาอย่างนั้น ต้องไปเรียนเอาในหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีชั้นโทชั้นเอก หมู่ท่านได้เรียนมาแล้ว ถ้าหากพวกท่านเรียนแล้วเข้าใจแล้วก็คงจะหมดทุกข์ไป แม้ญาติโยมผู้ได้บวชได้ศึกษาเล่าเรียนปริยัติมาจนได้เป็นมหงมหาก็มี แต่ก็ยังแก้ทุกข์บ่ได้
ผมเองก็เคยได้เรียนมาเพียงเล็กน้อย ก็แก้ทุกข์บ่ได้ สิ่งแก้ทุกข์บ่ได้นั้น ผมเลยว่าบ่แม่น(ไม่ใช่)อารมณ์ของวิปัสสนา สิ่งที่มันแก้ทุกข์ได้นั่นแหละผมว่า เป็นอารมณ์ของวิปัสสนา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเราไปติดเอาแต่วิธีการต่างๆ เท่านั้น คือติดวิธีการนั่งอย่างนั้น กราบอย่างนี้ ไหว้อย่างนั้น เดินอย่างนี้ จึงจะถูกต้อง ให้ตั้งสติไว้จังซั่น(อย่างนั้น) ให้ตั้งสติไว้จังซี้(อย่างนี้) เพิ่น(ท่าน)สอนจังซั่น(อย่างนั้น)ครับ ผมได้ไปเฮ็ดนำเพิ่น(ทำกับท่าน)
เวลาพลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา มีจังหวะ เก็บมือเข้า เอามือออก มีหลายจังหวะครับ เข้า ๔ ออก ๕ มีจังหวะที่จะลุกขึ้นมีอยู่ ๑๒ จังหวะ มีจังหวะที่จะล้มนอนแล้วให้ถูกนั้นมี ๑๕ จังหวะ การกราบครูบาอาจารย์นั้นมีอยู่ ๑๘ จังหวะ แล้วแต่เพิ่น(ท่าน)ว่า ผมก็เรียนนำเพิ่น(กับท่าน)
แล้วในขณะที่ทำจังหวะนั้น เพิ่น(่ท่าน)ก็ว่าให้ ติงนิ่ง ติงนิ่ง เพิ่นว่าจังซั่น(ท่านบอกอย่างนั้น) เมื่อมาคำนึงแล้วคำว่า ติงนิ่ง นั้นตกอยู่ในอำนาจของการบริกรรม ผมก็เลยเข้าใจจังซี้(อย่างนี้) เข้าใจโดยที่ว่าความคิดอันนี้ผมก็บ่(ไม่)ได้เคยคิด และนอกจากนั้นเพิ่น(ท่าน)ยังว่า ให้ว่า ตาย ตาย เพิ่นว่าอย่างซั่น(ท่านบอกอย่างนั้น)
ผมก็เลยเข้าใจว่าอัน ตาย ตาย นั้นเป็นการบริกรรม บ่แม่น(ไม่ใช่)เป็นการเจริญวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญา ผมเข้าใจไปจังซี่(อย่างนี้) สิ่งที่เป็นบริกรรมนั้นผมเลยเข้าใจว่า สมถกรรมฐานนั่นเนื่องด้วยบริกรรม สิ่งใดที่หากยังมีการบริกรรมอยู่นั้นผมเข้าใจว่าเป็นสมถะกรรมฐาน ตามความเข้าใจของผม
วิปัสสนากรรมฐาน วิปัสสนานั้นแปลว่า การเห็นแจ้ง การเห็นแจ้งมันบ่แม่น(ไม่ใช่)เห็นเป็นสีเป็นแสง บ่(ไม่)ได้เห็นเทวบุตรเทวดาเห็นอินทร์เห็นพรหม และบ่(ไม่)ได้เห็นลอตเตอรี่ บ่(ไม่)ได้เห็นนรกสวรรค์ บ่(ไม่)ได้เห็นคนตายแล้วนั้นไปตกนรกหรือไปเมืองสวรรค์ ผมบ่(ไม่)ได้เห็นอย่างซั่น(นั้น)
ผมพลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา เดินหน้า ถอยหลัง บางทีผมก็เฮ็ด(ทำ)ตามแบบของครูบาอาจารย์สอนให้ บางทีผมก็เฮ็ด(ทำ)แหวกแนวไป ฉะนั้นครูบาอาจารย์หลายท่านจึงว่าผมเป็นคนแหวกแนว เพิ่น(ท่าน)เลยตำหนิว่าเป็นคนแหวกแนว
แต่ถึงอย่างไรก็ตามผมเชื่อมั่นว่า การกระทำอย่างนี้มันถูกนิสัยและจริตของผม ผมก็เลยเข้าใจว่าตามอุดมการณ์ของแต่ละคนนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน และจริตนิสัยของแต่ละคนนั้นก็อาจจะไม่เหมือนกัน เพิ่น(ท่าน)ว่าความรู้ความเห็นของผมนั้นมันไม่ตรงกับตำรา ก็จริง แต่ถึงมันบ่(ไม่)ตรงกับตำราก็ตามช่าง ผมถือว่าใช้ได้
ก่อนที่ผมจะเชื่อมั่นว่าใช้ได้นั้นเพราะเหตุใด เพราะว่ามันลด หรือมันค่อยๆ เบา เรื่องทิฐิมานะ เรื่องความพยศของผมมี แต่ก่อนผมเป็นคนพยศ และเป็นคนมีมานะเป็นคนมีทิฐิพอสมควร เหตุใดว่าผมเป็นอย่างซั่น(นั้น) เพราะผมเคยพูดกับคนแล้วบ่(ไม่)ค่อยยอมคนง่ายๆ เพราะว่าผมบ่(ไม่)เป็นคนโง่คักปานใด(โง่มาก)
ทำไมจึงว่าบ่(ไม่)เป็นคนโง่ อันนี้บ่แม่น(ไม่ใช่)ผมอวดดี เอามาเล่าสู่กันฟัง ผมบ่(ไม่)เคยไปยืมเงินคนไปซื้อของมากินครับ และผมบ่(ไม่)เคยเป็นหนี้คน ผมหากินด้วยความสุจริต ถึงผมบ่(ไม่)มีผมก็หากินเอง แม้เป็นหนี้เพิ่น(ท่าน)เฟื้องสลึงอัฐไพผมใช้เพิ่น(ท่าน) ถ้าหากผมยืมมา เพิ่น(ท่าน)ว่าสิบสองมื้อ(วัน)ไปส่ง ผมก็ไปส่งโลด ผมเป็นอย่างซั่น(นั้น) จึงว่าผมเป็นนิสัยอย่างซั่น(นั้น)
เมื่อผมมาปฏิบัติธรรมะนี้ ผมจะเล่าประวัติให้ฟังเพียงน้อยๆ ครับ ผมมาทำพลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา เดินหน้า ถอยหลังอยู่ มันมีความปรากฏให้ผมรู้ เรื่องรูปนามนี่ครับ
แต่ก่อน “รูปังอนิจจัง รูปไม่เที่ยง เวทนาอนิจจา เวทนาไม่เที่ยง สัญญาอนิจจา สัญญาไม่เที่ยง สังขาราอนิจจา สังขารไม่เที่ยง วิญญาณัง วิญญาณไม่เที่ยง” ผมเว้า(พูด)เป็นครับ แต่ผมบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก บ่ฮู้(ไม่รู้)จักจริงๆ ผม แม้คนอื่นนั้นอาจจะรู้จัก
เมื่อผมมาพลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา ผมเลยมีความสำนึกขึ้น อ้าว.. “รูป” นี้มันได้แก่ ร่างกายนี้ทุกส่วนเป็น “รูป” พลิกมือขึ้นคว่ำมือลง เป็น “รูป” สิ่งที่รู้รูปว่าพลิกมือขึ้นคว่ำมือลงนั้นเรียกว่า “นาม”
ฉะนั้น รูปกับนาม นั้นมันจึงติดกันอยู่ในนั้น ถ้าหากรูปนามนี้ออกจากกันเมื่อใดก็ชื่อว่าคนตาย ผมเลยเข้าใจอย่างซี้(นี้) เมื่อเข้าใจอย่างซี้(นี้)แล้วผมเลยเข้าใจว่า รูปธรรมนามธรรม
ธรรมะนี้คือการกระทำทุกวิธี แม้จิ(จะ)ทำงานทำการทางฝ่ายโลกก็ดี หรือจะทำเป็นสมถะกรรมฐานทางฝ่ายธรรมก็ดี เรียกว่า รูปธรรมนามธรรม เพราะรูปทำแล้ว นามก็ทำไปด้วย ผมเลยเข้าใจอย่างซี้(นี้)
ฉะนั้นคำพูดของผม จึงพยายามแนะนำให้พวกเราทุกคนเ ให้รู้รูปนามเสียก่อนเบื้องต้น เฮา(เรา)พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา พิจารณาลงที่ตรงนี้โลด(เลย) เมื่อพิจารณาตรงนี้แล้วก็ฮู้(รู้)จักว่า เป็นรูปเป็นนาม เพิ่น(ท่าน)ว่าจังซี้(นี้)
เมื่อฮู้(รู้)จักรูปนามแล้วก็ฮู้(รู้)จัก รูปโรคนามโรค รูปอันนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็สำหรับโรค เมื่อรูปเป็นโรคใจก็ไม่สบาย เรียกว่าโรคอันหนึ่ง เรียกว่ารูปเป็นโรคใจก็ไม่สบาย
แล้วโรคอีกประเภทหนึ่ง ร่างกายสบายกินข้าวนอนหลับ แต่เมื่อมีคนมาพูดให้ฟัง ความพอใจและความไม่พอใจมีขึ้นมาโลด(เลย) อันนั้นก็จิตเป็นโรค ผมเลยเข้าใจว่าจิตเป็นโรค นี่ผมเข้าใจอย่างซี้(นี้)
เมื่อรู้จักมาแค่นี้ผมก็เลยมาคำนวณ เบิ่ง(ดู)เรื่องสมมุติ มาคำนวณเรื่องสมมุติผมเข้าใจอย่างซั่น(นั้น) สมมตินี้เราควรศึกษาให้รู้จักแท้ๆ(จริงๆ) ท่านทั้งหลาย ที่พวกท่านเคยศึกษาเล่าเรียนปริยัติมาพอสมควร เรื่องสมมุตินี่แหละเราไปติดกันเรื่องศัพท์แสงสมมติ
ศัพท์แสงสมมตินั้นเราไปเรียนแปลมา เราแปลเอา บางทีก็ผิด บางทีก็ถูก เพราะพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้เป็นคนเกิดบ้านเฮา(เรา)เมืองเฮา(เรา) บ่แม่น(ไม่ใช่)คนไทยครับ เป็นคนอินเดีย แม้ท่านทั้งหลายทุกคนคงจะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย บ่แม่น(ไม่ใช่)คนไทย เมื่อพูดภาษาอินเดียแล้วเราก็จะไม่รู้จัก
ฉะนั้นครูบาอาจารย์ซึ่งไปเรียนภาษาอินเดียนั้น แปลมาให้เป็นภาษาไทย การแปลนั้นบางทีอาจจะถูกต้องกับความหมายอันนั้นก็ได้ บางทีแปลไปอาจผิดความหมายนั้นก็ได้
ุ
ก่อนที่ศัพท์คำนี้ ผมสิเว้า(จะพูด)ตัวสำคัญให้ฟังนิดเดียว เอาใช้อย่างนั้นบ่(ไม่)ได้ ไฟฟ้าคือกัน(เหมือนกัน) ถ้ามันขาดฟิวส์แล้วเอาไปใช้เป็นแสงคือ(เหมือน)เก่านั้นบ่(ไม่)ได้
มีอยู่ในทุกคน คำๆ นี้ผมเลยไปสะดุดใจว่า “พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว” ว่าซั่น(นั่น) อ้าว..แล้วกัน ครูบาอาจารย์ทั้งหลายว่า “พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว” มันบ่แม่น(ไม่ใช่) อ้าว..ทำไมจึงบ่แม่น(ไม่ใช่) เพราะเขาแปลมา
ตามปกติ ผมของพระพุทธเจ้านี่ต้องยาวคือกัน(เหมือนกัน)กับคนธรรมดาๆ คนทั่วไป ถ้าตัดแล้วก็ต้องยาวตามธรรมดาๆ นี่แหละ ถึง ๑๔ - ๑๕ วันก็ต้องยาวเหมือนกัน ถ้าสิ่งที่ถอนผมออกมาทุกเส้นแล้ว ผมนั้นบ่(ไม่)กลับคืนมางอกอีกตื่ม(เพิ่มอีก)
ถ้าหากเชือกเอามาขึงไว้ดีๆ แล้วเนี่ย อย่างที่ผมว่านี่ เอามีดเอามาตัดซะแล้ว เชือกนั้นจะเข้ามาถึงกันถูก เป็นไปบ่(ไม่)ได้ ถ้าหากไฟฟ้าสมมุติว่าสายไฟมันขาดสักเส้นหนึ่งแล้ว ไฟต้องบ่(ไม่)เดินสายนั้น
ฉะนั้น มันมีอยู่ แต่มันบ่(ไม่)มี ผมเลยเข้าใจจุดนี้ อันนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ คนอื่นไม่ต้องสอนอย่างนี้
เมื่อผมมาสะดุดตัวนี้แล้ว ผมโอ้..อันนั้นมันเป็นคำสอนของอาจารย์ทั่วไป เรื่องการทำบุญให้ทานรักษาศีลหรือทำสมถกรรมฐาน เป็นคำสอนของอาจารย์ทั่วไป เรียกว่าศาสนา
สิ่งที่มันมีความปรากฏเกิดขึ้นทางจิตใจ คล้ายๆ คือ(เหมือน)มันถอนผมออกทุกเส้นนี่ อันนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ คนอื่นไม่สอน และคนอื่นไม่มีความสามารถที่จะรู้อย่างนี้ได้
ต่อมา เมื่อพระพุทธเจ้ารู้แล้ว ท่านจึงเอาไปสอน วิธีสอนของท่านก็บ่หลาย(ไม่มาก) บ่(ไม่)ได้ว่าเรื่องขันธ์ ๕ อายะนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ อันนั้นเป็นคำสอนของศาสนาทั่วไป ผมเลยเข้าใจอย่างซี้(นี้)
วิธีที่พระพุทธเจ้าสอนโดยเฉพาะคือหยัง(อะไร) วิธีที่เพิ่น(ท่าน)บอกให้ เบิ่งใจ(ดูใจ) ให้เอาสติมาดูใจโดยเฉพาะ
เมื่อเอาสติมาดูใจนี่ครับ ใจมันคิด ทีแรกผมบ่ฮู้(ไม่รู้)จักครับ ทีแรกผมบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ผมเบิ่ง(ดู)ใจผมนี้ในขณะนั้น ตอนนี้ผมมาเว้า(พูด)ตอนต้นนี้ครับบัดนี้ เมื่อกี้นี้ผมเว้า(พูด)ตอนปลาย บัดนี้ผมจิ(จะ)มาเว้า(พูด)ตอนต้น
ฉะนั้นการพูดนั้น จึงว่ามีทั้งต้นและปลาย ถ้าจะเว้า(พูด)ไปตามตั้งแต่ต้นไปตามลำดับไปก็ได้ หรือว่าจิ(จะ)เว้า(พูด)ตั้งแต่ปลายพุ้น(นู้น)ย่อลงมาก็ได้ ผมเลยบ่(ไม่)เก้อเขินต่อการเข้าใจของผม และผมบ่(ไม่)มีความหวั่นไหวต่อคำพูดของไผ(ใคร)ทั้งหมด
ครูบาอาจารย์ว่าให้ ผมเป็นคนแหวกแนว ผิดเพิ่น(ท่าน)แท้ ผิดครูบาอาจารย์ทั้งหลาย แท้ๆ(จริงๆ) แหวกแนวแท้(จริง) เพราะผมกับครูบาอาจารย์บ่แม่น(ไม่ใช่)คนเดียวกันเด้(นะ) การสูงดำต่ำขาวบ่คือกัน(ไม่เหมือนกัน) และความรู้ความเห็นก็บ่คือกัน(ไม่เหมือนกัน)
คนเราต้องเชื่อมั่นตัวเองว่าผิดถูก ถ้าหากผิดเป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าหากเห็นถูกเป็นสัมมาทิฏฐิ ก่อนสิ(จะ)รู้จักว่ามิจฉาทิฐิกับสัมมาทิฐิจะเชื่อได้บ่อนได๋(ที่ไหน) เชื่อได้คำพูดสิ่งที่ของที่ใช้ได้ แล้วกับมื้อนี้เอาไปใช้บ่(ไม่)ได้ เอาไปใช้บ่(ไม่)ได้
ของที่เคยใช้อยู่ทำไมใช้บ่(ไม่)ได้ เพราะมันบ่(ไม่)ถึงกันแล้ว มันบ่(ไม่)ถึงแล้ว ต้องใช้บ่(ไม่)ได้สิ ผมเข้าใจอย่างซี้(นี้) แต่เขาว่าถึงทำไมจึงบ่(ไม่)ถึง จึงว่าต้องตัดเชือกมาต่อ มันบ่แม่น(ไม่ใช่)ของติดต่อ
ของสิ่งนั้นมันบ่แม่น(ไม่ใช่)ของติดต่อ และจะมีอยู่ในท่านหมดทุกคน ผู้หญิงก็มี ผู้ชายก็มี เจ๊กก็มี ไทยก็มี ฝรั่งอังกฤษก็มี แจวก็มี ข่าขอมก็มี มีหมดทุกคน ถ้าพวกท่านไปประสบพบเห็นกับอันนี้แล้ว ท่านไม่ต้องสงสัยหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด
คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดนั้น 84,000 พระธรรมขันธ์นั้น อยู่จุดเดียวเท่านี้ ไม่มาก ไม่ต้องพูดให้มันมาก เรามาสอนกันแนะแนวกัน เพียงวิธีปฏิบัติเท่านั้นก็ได้ และสิ่งนั้นไม่ต้องพูดก็ได้ เมื่อเราเดินเข้าจุดนี้แล้ว มันจะไปเอง
ถ้าหากเฮาบ่(เราไม่)เข้าไปจุดนี้แล้ว ร้อยถึงร้อยไม่มีทางที่จะเข้ามาได้เลย นี่ตัวของผม คนอื่นอาจจิ(จะ)เป็นก็ได้หรือไม่เป็นก็ได้ คำพูดของผมนั้นผมต้องรับรองคำพูดของผมนั้นทุกคำ ผมบ่ได้ยกให้เทวดามารับรอง และบ่ได้ยกให้ครูบาอาจารย์ทุกองค์มารับรอง ใครจะรับรองก็ได้ไม่รับรองก็ได้
คำพูดของผม ผมต้องรับผิดชอบคนเดียว สมมุติว่าผมไปทำผิดกฎหมาย แล้วผมจะให้เจ้าหน้าที่ไปจับคนอื่น ผมไม่ให้จับ ต้องจับตัวผม ถ้าหากว่าผมบ่ได้ทำผิดกฎหมาย คนอื่นจิ(จะ)หาว่าผมผิดกฎหมาย ผมบ่(ไม่)ยอมรับ ถึงตายก็เอาชีวิตให้ฆ่าเลยทีเดียว ฆ่าเลย ผมบ่(ไม่)ยอมรับความผิดนั้น ฉะนั้นผมจึงว่ากล้ายืนยันคำพูดของผมทุกคำ
ในตำรับตำรานั้น ถ้าหากผู้ใดเจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างถูกต้อง ที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ หรือจะเป็นพระพุทธเจ้าสอนผมก็บ่(ไม่)เห็นพระพุทธเจ้า หรือจะเป็นเกจิอาจารย์สอนมาผมก็ไม่เห็น ผมเห็นอยู่กับหลักสูตรธรรมะวิจารณ์เป็นความรู้นักธรรมชั้นเอก
ถ้าผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ อย่างถูกต้องให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่นั้น อย่างนานไม่เกิน ๗ ปี อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างเร็วนับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๑๕ วัน หรือ ๗ วัน มีอานิสงส์สองประการ หนึ่งเป็นพระอรหันต์ ถ้าหากบ่(ไม่)ได้เป็นพระอรหันต์นั้น ต้องเป็นพระอนาคามีในปัจจุบันนี้หรือชาตินี้
แล้วผู้ที่เจริญสมถะกรรมฐานก็ดี เจริญวิปัสสนาภาวนาก็ดี บางทีเพิ่น(ท่าน)อาจเฮ็ด(ทำ)ถึง ๗ ปีแล้วเพิ่น(ท่าน)อาจจิ(จะ)ได้เป็นพระอรหันต์แล้วผมก็บ่(ไม่)รู้จัก หรือเพิ่น(ท่าน)จะได้เป็นพระอันใดแล้วผมก็บ่(ไม่)รู้จัก เพราะผมบ่(ไม่)มีความสามารถที่จะไปมองเห็นจิตใจคนนั้นคนนี้
แต่ผมเข้าใจอย่างหนึ่งครับ เข้าใจอย่างใด บ่(ไม่)ทันได้เป็นพระอรหันต์ครับเรื่องนี้ ผมจึงได้กลับมาเว้า(พูด)เรื่องต้นนี้ให้ฟัง เมื่อเฮา(เรา)มา เอาสติดูจิตนี่ครับ มื้อ(วัน)นี้เลยจิบ่เว้า(จะไม่พูด)เรื่องวิปัสสนารูปนาม มื้อนี้บ่ว่า(วันนี้ไม่พูด)เรื่องรูปนาม เพราะเว้า(พูด)ให้กันฟังหลายมื้อ(วัน)แล้ว
เมื่อเฮา เอาสติมาดูจิตใจของเฮา มันนึกมันคิด มันคิดอันใดก็ให้รู้ทัน ถึงบ่(ไม่)ทันแล้วก็ต้องปล่อยมันไป อย่าไปยินดียินร้าย คิดร้ายก็ตามช่างหัวมัน คิดดีก็ตามช่างหัวมัน บ่(ไม่)ยึดบ่(ไม่)ถือ
พอดี เฮา(เรา)คิด แล้ว เฮา(เรา)รู้ เฮา(เรา)เห็น เฮา(เรา)เข้าใจ เมื่อเฮา(เรา)เห็น เฮา(เรา)รู้ เฮา(เรา)เข้าใจ ความคิดมันหยุดเอง พยายามเบิ่ง(ดู)เท่านี้
และวิธีที่ผมทำนั้น ผมเดินจงกรม ผมก็บ่(ไม่)ได้เดินช้าๆ คือ(เหมือน)อย่างหมู่เพิ่น(พวกท่าน)เดิน ผมเดินช้า เดินไว ผมเฮ็ด(ทำ)อย่างซั่น(นั้น) ช้ามันเป็นอย่างใด ช้าสติมันเลยบ่(ไม่)ฟุ้งครับ มันเลยสติไปกำหนดอยู่กับเท้าค่อยๆ ไปนั้น ถ้าผมเดินไวๆ สติมันฟุ้งออกไปกับความคิด
ผมก็เฮ็ด(ทำ)จังหวะ เฮ็ด(ทำ)จังหวะช้าๆ บัดนี้ สติมันก็กลับมาอยู่กับมือนี่บัดนี้ ผมเฮ็ด(ทำ)ไวๆ บัดนี้ เฮ็ด(ทำ)ไวๆ สติมันก็ฟุ้งไปหาความคิดบัดนี้
เมื่อสติมันฟุ้งไปหาความคิด เมื่อคิดอันใดนี่มันทันทุกบาด(ทันทันทีทันใด) เมื่อมันคิดอย่างใดผมทันทุกบาด(ทันทันทีทันใด) หรือทันทุกเที่ยว เห็นทุกเที่ยว เข้าใจทุกเที่ยว สำหรับมันนึกขึ้นมาก็ เห็นโลด(เลย) เมื่อมันเห็นอย่างซี้(นี้) ความคิดมันก็เลยหยุด บ่(ไม่)ได้ถูกปรุงแต่งไป
เมื่อมันเป็นอย่างซั่น(นั้น) คล้ายๆ คือ(เหมือน)ว่าผมอยู่ในถ้ำ ผมออกจากในถ้ำมาได้ ผมคล้ายๆ คือ(เหมือน)ว่าเข้ามาอยู่กับแสงสว่างอันหนึ่ง ผมบ่(ไม่)ได้อยู่ห้องมืดคือ(เหมือน)แต่ก่อน แต่ก่อนผมอยู่ห้องมืด บ่(ไม่)ได้อยู่ห้องมืดคือ(เหมือน)แต่ก่อน
เมื่อผมเห็นตัวนี้แล้ว จิตใจผม มันเบาขึ้นมาทันที ผมเลยรู้ปรมัตถ์ ปรมัตถ์บ่แม่น(ไม่ใช่)ว่า ตาเห็นรูปปรมัตถ์ หูฟังเสียงเป็นปรมัตถ์ อันนี้เป็นปรมัตถ์สมมุติ ผมเลยบ่(ไม่)เอามาเว้ามื้อนี้(พูดวันนี้) เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องวิปัสสนารูปนาม
เข้าใจอย่างซี้(นี้) ๑oo% เด้ผมเว้ามื้อนี้(นะผมพูดวันนี้) ผมจิ(จะ)ตั้งใจเว้า(พูด)ให้พวกเราทุกคนฟัง ผมรับรอง ๑oo% ครับเรื่องนี้ว่า ผิดก็ต้องผิด ๑oo% ถ้าถูกก็ต้องถูก ๑oo% ผมว่า ๑oo% บัดนี้ ถูก พระพุทธเจ้าสอนมานี่แท้ๆ(จริงๆ)
ก็จิ(จะ)รับรองได้จังได๋(อย่างไร) คือความพยศผมก็เลยมาลดลงกับท่าน มานะทิฐิลดลงกับท่าน ว่ากันง่ายๆ คือว่า โทสะ โมหะ โลภะ ลดกับท่านลดทีเดียวครับ เมื่อเห็นอย่างซี้(นี้)แล้ว คล้ายๆ คือว่ามานะ ทิฐิ โทสะ โมหะ โลภะ นี่เบาไปโลด(เลย)ครับ เบาไปแท้ๆ(จริงๆ) รับรองเบาแท้ๆ(จริงๆ)
วิธีนี้มาเห็นอันนี้แหละผมจึงว่ายืนยันว่า ผู้ใดเจริญสติปัฏฐาน ๔ แบบนี้ ถ้าเฮ็ด(ทำ)จริงๆ แล้ว ๙o วัน ถ้าหากว่าบ่(ไม่)เป็นคือ(เหมือน)อย่างที่ผมว่าบ่อน(ที่)นี้แหละ ผมรับรองเอาชีวิตบูชาของท่านหมดทุกคน ผมเอาชีวิตบูชาแท้ๆ(จริงๆ) เพราะบูชาของท่านกับบูชาพระพุทธเจ้าคือ(เหมือน)กัน เพราะพระพุทธเจ้านั้นอยู่กับคนทุกคน จึงไม่ยกเว้น
บ่แม่นจิ(ไม่ใช่จะ)สอนเวทนา สัญญา สังขาร จิตเท่านั้นดวงเท่านี้ดวง บ่แม่น(ไม่ใช่) เป็นเรื่องคำพูดของคนซือๆ(เฉยๆ) บ่ได้แม่นจังซั่น(ไม่ได้ใช่อย่างนั้น) มันแสดงออกมาวัตถุ วัตถุหมายถึงของที่มีอยู่ บ่(ไม่)ต้องว่าดินฟ้าอากาศ บ่(ไม่)ต้องว่ากันเนี่ย ต้นไม้ภูเขาบ่(ไม่)ต้องว่าวัตถุสิ่งนั้น
ปรมัตถ์หมายถึง เมื่อสติเข้าไปสัมผัสได้จริงๆ อาการสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลง หนักเป็นเบาได้จริงๆ อาการสิ่งนั้นความปิดบังไว้ออกได้จริงๆ ให้เป็นอย่างนั้น จึงว่ามันน้อยๆ
เมื่อเห็นอย่างซั่น(นั้น)แล้วก็แสดง โทสะ โมหะ โลภะ ชัดเจน เห็นอยู่ทุกลมหายใจ แม่น(ใช่)นั่งก็เห็น นอนก็เห็น กินดื่มก็เห็น เรียกว่า เห็นธรรม เห็นธรรมต้องเห็นอันนี้ครับ บ่แม่น(ไม่ใช่)เห็นอันอื่น
ใครจิ(จะ)ว่าเห็นอันอื่นผมก็บ่(ไม่)เชื่อ ก็ของผู้อื่นเห็นแม่นบ่เนาะ(ใช่มั้ยนะ) จะไปเชื่อเพิ่นเฮ็ดหยัง(ท่านทำอะไร) เราเห็นอย่างใดก็ต้องเอาอย่างนั้นมาเว้า(พูด) เพราะจึงว่าไม่ได้ยืมคำพูดของไผ(ใคร)ทั้งหมด ผมเชื่อแน่ผมพูดตามความจริงของผมด้วยความจริงใจ
เมื่อเข้าใจอย่างนี้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เป็นทุกข์ รูปคนนี้เป็นเทวดาไม่ได้ เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณนั้นเป็นเรื่องของเทวดา รูปกายนี้เป็นเรื่องของคน เวทนาเสวยทุกข์เสวยสุขเพราะคนมีทุกข์มีสุข
เวทนาไม่มีทุกข์เป็นเวทนาของเทวดา สัญญาไม่มีทุกข์เป็นสัญญาของเทวดา สังขารไม่เป็นทุกข์เป็นสังขารของเทวดา วิญญาณไม่เป็นทุกข์เป็นวิญญาณของเทวดา บ่แม่น(ไม่ใช่)จิตครับอันนี้ ผมรับรองตัวผมเองครับ บ่แม่น(ไม่ใช่)จิต
ส่วนจิตอีกเรื่องหนึ่ง จิตกับตัวชีวิตเป็นคนละเรื่องกัน อีกเรื่องหนึ่ง ผมข้าใจเป็นอย่างซี้(นี้)ครับ
ว่า เวทนาเป็นจิต สัญญาเป็นจิต สังขารเป็นจิต วิญญาณเป็นจิต อันนั้นเป็นคำเว้า(พูด)ของผู้อื่นครับ บ่แม่นคำเว้าของผม ผมบ่(ไม่)รับรองอันนั้นครับ
ผมรับรองคำนี้ที่รับรองคำพูดผมว่านี่ครับ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เมื่อโทสะ โมหะ โลภะ บ่(ไม่)มีแล้ว เวทนาไม่มีทุกข์ สัญญาไม่มีทุกข์ สังขารไม่เป็นทุกข์ วิญญาณไม่เป็นทุกข์ จึงว่าอันนี้เป็นนามรูปครับ บ่แม่น(ไม่ใช่)รูปนาม มันเป็นทั้งนามมันเป็นทั้งรูปตัวนี้
จึงว่าโอ้..เทวดานั้นบ่(ไม่)มีรูปแต่อาศัยรูปนี้เด้(นะ)ครับ อาศัยรูปนี้เด้(นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)เทวดานั้นบ่(ไม่)มีตนบ่(ไม่)มีตัว บ่แม่น(ไม่ใช่) โอ้..เทวดานั้นหมายถึง คนบ่(ไม่)มีขี้โกรธ อยู่สบาย คือ เวทนาไม่เสวยความทุกข์ สัญญาไม่เสวยความทุกข์ สัญญาสังขารวิญญาณไม่เป็นทุกข์ คนเอิ้น(เรียก)เทวดา
เพราะเทวดานั้นความอยู่สบายๆ ความเยือกเย็น มีหิริโอตตัปปะ มีความละอายการทำพูดคิด ว่าซั่น(นั่น) ผมเข้าใจไปอย่างซี้(นี้) เมื่อเข้าใจอย่างซี้(นี้) ผมเลยเข้าใจเรื่องความเป็นอริยบุคคลโลด(เลย)บัดเดียวครับ ความเป็นอริยบุคคลเป็นกับที่ตรงนี้
บ่แม่นบ่ฮู้(ไม่ใช่ไม่รู้)ตรงนี้แล้วเป็นอริยบุคคลนั้น ผมก็บ่(ไม่)รับรอง ถ้าฮู้(รู้)อันนี้แล้วฮู้ซือๆ(รู้เฉยๆ)นะครับ ฮู้(รู้)มาจากตำรานะครับ พูดได้ว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นนามธรรม ผมไม่รับรอง
ถ้าหากเห็นอันนี้ ลดมานะ ลดทิฐิ ลดความพยศ นั่นแหละ เป็นอริยบุคคลได้จริงๆ ขั้นต้นเป็นอริยบุคคลเรียกว่า พระโสดาบันบุคคล
และผมมีความสามารถจะพยายามสอนให้ทุกคนเข้ามาเห็นจุดนี้ การสอนของผม ผมบ่(ไม่)ชี้ไปทางอื่นครับ ชี้ไปทางอื่นมันมากครับ คำสอนของพระพุทธเจ้ามีมาก แต่ความจริงแล้วมาเห็นจุดนี้แล้วถูกหมด บ่(ไม่)ต้องไปสอนให้มันมาก นี่เป็นอย่างซั่น(นั้น)
ผมเลยคำนวณได้ว่า ใบไม้ในป่ากับใบไม้ในกำมือของพระพุทธเจ้าเนี่ย เพิ่น(ท่าน)กำใบไม้แห้งขึ้นมากำหนึ่ง แล้วถาม “ภิกษุทั้งหลาย ใบไม้ในป่ากับใบไม้ในกำมือของเราตถาคตนี้ เอามาเปรียบกันแล้วอันใดมากน้อยกว่ากัน”
ภิกษุที่พระพุทธเจ้าถามนั้นก็เลยว่า ใบไม้ในป่านั้นมากหลาย ใบไม้ในกำมือของพระพุทธเจ้านั้นน้อย เอาเปรียบเทียบกันบ่(ไม่)ได้
พระพุทธเจ้าท่านก็เลยตอบว่า “อันที่เรารู้เราเข้าใจมานั้นมากที่สุด แต่ที่จะนำมาสอนพวกท่านทั้งหลายนั้น น้อยๆ เท่ากับใบไม้ในกำมือเดียวเท่านี้”
อันนี้ผมก็เข้าใจอย่างซี้(นี้)ว่า จะสอนคนนี้ให้เพียงรู้จักรูปนามเท่านั้นแหละเบื้องแรก เมื่อรู้จักรูปนามแล้วก็บ่(ไม่)ต้องรู้ไปให้มาก ก็ให้รู้จักสมมุติแล้วก็แล้ว แล้วก็ให้มาเบิ่ง(ดู)ความคิดนี้โลด(เลย)ครับ มันคิดให้รู้จักทันที มันคิดให้รู้จักทันที ผมก็เลยเอามาเปรียบครับ
เป็นคนเปรียบเทียบ เหมือนแมวกับหนู ถ้าหากหนูบ้านเรามีแล้วเอาแมวมาเลี้ยงไว้ เมื่อมีแมวแล้วหนูมันย่าน(กลัว) ถึงมันบ่ย่าน(ไม่กลัว)มันกระโดดออกมาแมวก็ต้องกินโลด(เลย) บัดนี้เมื่อเรามีสติอยู่จังซี้(อย่างนี้) โทสะ โมหะ โลภะ เกิดขึ้นไม่ได้จริงๆ
การสร้างสติแบบนี้ มันทันกับการเคลื่อนไหว และเหตุการณ์ต่างๆ ทีแรกนั้นต้อง พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา ภาษา พอดีเรื่องรู้จักรูปนามแล้ว ไม่ต้องช้า ผมเข้าใจอย่างซี้(นี้)
เพราะความคิดมันบ่(ไม่)มีตัวตน มันไวที่สุด นึกแป๊บเดียวมันไปได้รอบโลก จึงว่า เอาไวใส่มัน ไวต้องไวทันการโลด(เลย) ถ้าช้ากับไวบ่(ไม่)ทันกันสักเทื่อ(ที) นี่ผมเว้า(พูด)ตัวผมเองอันนี้ ผมบ่(ไม่)ได้ว่าผู้อื่น เมื่อมีความปรากฏอย่างซี้(นี้) ผมก็เลยเชื่อมั่น ว่าโอ้..นี่เป็นขั้นหนึ่งแล้ว
พอดีในระยะผมเดินจงกรมตอนแลง(เย็น)ครับ เป็นอย่างนี้ครับผมเว้าให้ฟังซือๆ(เฉยๆ) ในเกณฑ์ ๕ โมงกว่านี่ คล้ายๆ จิ(จะ)ทำวัตร เป็นเดินจงกรม ทางเดินจงกรมผมประมาณ ๓ วากว่า ผมก็บ่(ไม่)เดินไปไกล กลับไปกลับมา พอรู้อันนี้แจ้งปั๊บ ปุ๊บปั๊บ จิตใจผมเปลี่ยนอีกตื่ม(เพิ่มอีก)หนึ่ง ผมเลยสัมผัสเรื่องกิเลสนี้
กิเลสหมายถึงยางเหนียว ตัณหาหมายถึงความอยาก อุปทานหมายถึงการยึดมั่นถือมั่น กรรมหมายถึงวิบากและหมายถึงเราที่ได้เสวยทุกข์สุขอันนั้น เลยเข้าใจอย่างซี้(นี้) ในขณะช่วงระยะผมเดินจงกรมอยู่นั้น จิตใจผมได้ ๒ ระดับนี้
ผมจึงเชื่อแน่ว่า เออ..อันนี้มันลดอันนี้ อันนี้มันลดอันนี้ พอดีปฏิบัติมาขั้นแรก พอดีรู้ตัววิญญาณแล้วมันเลยมืดในใจผม พอดีมันมืด ผมเบิ่งตัวนี้เข้าไป คล้ายๆ คือ(เหมือน)มันฉีกผ้าออกนี่ก็ได้ครับ หรือว่าคล้ายๆ คือ(เหมือน)ว่า มันมีความสว่างขึ้นในใจก็ได้
มันมีความปรากฏในใจของผม ความยึดมั่นถือมั่นก็หายไป หรือกิเลสตัณหาต่างๆ มันก็ค่อยๆ ลดน้อยลงไป ก็เลยบ่(ไม่)ยึดมั่นถือมั่น ใครจิเว้า(จะพูด)อย่างใดก็สบายใจเรื่องนี้ เรื่องต่อไปผมก็เลยมาเอา สติมาดูความคิดอยู่ฮั่น(นั่น) ก็บ่(ไม่)เป็นครับ ต่อไปบ่(ไม่)เป็น ผมก็เลยมานอน
มานอนตอนเช้าผมตื่นมาในเกณฑ์ตี ๔ ครับ ผมทำงานอยู่ในขณะนั้น มาเดินจงกรมอยู่ประมาณตี ๕ เป็นอีกตื่ม(เพิ่มอีก) ได้ ๒ ระดับอีกตื่ม(เพิ่ม)ครับ จิตใจผมยกขึ้นอีก ๒ ระดับ ยกขึ้นไปฟ้าพุ้นก็บ่แม่น(นู้นก็ไม่ใช่) ยกไปไสก็บ่แม่น(ไหนก็ไม่ใช่) มันจิตใจมันปรากฎขึ้นมาอีก ๒ เทื่อ(ครั้ง)ครับ เดินจงกรมคือ(เหมือน)เก่าครับ
เดินไปเดินมา ในขณะตอนสุดท้ายเนี่ย ผมก็เลยเข้าใจว่าผม ถอนเส้นผมผมนี่ออกทุกเส้น หรือว่าร่างกายผมนี่มันขาดออกจากกันไปทั้งหมดเลย บ่แม่น(ไม่ใช่)มันนึกมันคิดเด้(นะ)ครับ ผมบ่(ไม่)เคยคิดสักเทื่อ(ครั้ง) บ่แม่น(ไม่ใช่)ผมนอนหลับครับ กำลังผมย่าง(เดือน)อยู่ครับ
กำลังผมเดินอยู่ หรือคล้ายๆ คือ(เหมือน)ผมได้สมมุติเอาไว้ โอ้..เอาเชือกมามัดที่ตรงนี้ ถ้าเอามีดมาตัดหรือเอาไฟมาจุด มันหลุดเข้าไปแล้ว ดึงใส่กันบ่(ไม่)ถึง โอ้..เรื่องนี้ ได้เรื่องพระพุทธเจ้าสอนจุดนี้ ผมเลยเข้าใจอย่างซี้(นี้)
ฉะนั้นผมจึงบ่(ไม่)ได้เชื่อครูบาอาจารย์ แม้บ่เชื่อไผ(ไม่เชื่อใคร)ทั้งนั้นหมดเลย ผมก็เลยมีปัญหาถามตัวเองขึ้นมา ทุกคนทำได้บ่(มั้ย) ได้ทุกคน เป็นบ่(มั้ย) เป็นทุกคน ทำไมจึงว่าเป็นทุกคน อันที่มันบ่(ไม่)เป็นนั้น เฮ็ดบ่(ทำไม่)ถูก มันบ่(ไม่)ถูกจุดนี้ มันบ่เทียว(ไม่ไป)มานี่ มันก็เลยบ่(ไม่)เข้ามานี่
ถ้าเฮ็ดหยังซี้แล้วจิเป็นบ่(ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะเป็นมั้ย) เป็นทุกคน ทางมาเท่านี้ แยกจากทางนี้แล้วไปบ่(ไม่)ได้ ว่าซั่น(นั่น) ผมถามปัญหาตัวเอง
เรื่องนี้มีอุปสรรคอยู่บัดนี้ อ้าว..บัดนี้เว้า(พูด)มาเท่านี้แล้วก็ต้องเว้า(พูด)เรื่องอุปสรรคให้ฟังอีกเที่ยวหนึ่ง ในขณะที่เราเจริญวิปัสสนา เรื่องวิปัสสนารูปนาม ณ บัดนี้เอาเรื่องวิปัสสนารูปนามมาเว้า(พูด)ให้ฟัง
เมื่อรู้จักรูปนามแล้ว รู้จักตั้งแต่ รูปนาม รูปธรรมนามธรรม รูปโรคนามโรค แล้วก็รู้จัก ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา รู้จักสมมุติ รู้จักศาสนา รู้จักพุทธศาสนา รู้จักบาปจักบุญ หมดเท่านั้น ผมรับรอง ๑oo% นอกเหนือจากนั้นไม่มี ผมกล้าอย่างซี้(นี้)ครับ
อันที่ฮู้(รู้)จากนั้นไปนั้นเป็นวิปัสสนู บ่แม่น(ไม่ใช่)วิปัสสนา แก้ทุกข์ไม่ได้ ฉะนั้นผมฟังวิธีของแต่ละคนเว้า(พูด)นั้น ถูกทุกคน แต่ดูว่าเว้า(พูด)ไปนั้นเพิ่นจิเว้า(ท่านจะพูด)ไปตามอารมณ์ ถ้าเป็นอารมณ์นั้นเพิ่น(ท่าน)ว่า เว้า(พูด)ไปตามอารมณ์ซือๆ(เฉยๆ) แก้ทุกข์บ่(ไม่)ได้ ความเว้า(พูด)แบบนั้นเป็นความเว้า(พูด)ของวิปัสสนู
วิปัสสนูแปลว่าอุปกิเลส วิปัสสนูอุปกิเลส ผมเข้าใจอย่างซั่น(นั้น) ผมก็เป็นครับ บ่แม่น(ไม่ใช่)ผมบ่(ไม่)เป็นเด้(นะ)ครับ ผมก็เป็น มันคิดอันนั้นอันนี้ ก็จะไปแก้ปัญหาผู้นั้นอย่างนั้น จะไปแก้ปัญหาผู้นั้นอย่างนี้ คิดสงสารผู้นั้น จะไปสอนอย่างซั่น(นั้น)จะไปสอนอย่างซี้(นี้) มันเป็นไปอย่างนั้นครับ
แต่มันลืมตัวไปครับ มันได้แต่อยากออกจากนอกตัวไป เป็นความรู้ของวิปัสสนู อันนั้นแก้ทุกข์บ่(ไม่)ได้ มีผู้ใดมาเว้า(พูด)ให้ บ่(ไม่)พอใจ ยังมีอยู่ครับ อยากเอาแต่ชนะหมู่(พวก)
เมื่อมาเห็นปรมัตถ์นี่แหละครับ ตัดความคิดตัวนั้นได้ แล้วกลับมาเบิ่ง(ดู)จิตใจผมคิดนี่ครับ ตัวนี้กลับเข้ามาเป็นวิปัสสนาครับ ตัวนั้นแบ่งทางไปทางนู้นเป็นวิปัสสนู ตัวนี้เข้ามาทางนี้เป็นวิปัสสนา
เมื่อมาเบิ่ง(ดู)วิปัสสนานี่ พอดีจิตใจเปลี่ยนปุ๊บ จิตใจมันบ่(ไม่)เคยพบความสุขประเภทนั้นครับ มันก็เลยพอใจ อันนี้เป็นวิปลาสกับเป็นปีติครับ นี่มันมาซ้อนกันอยู่ที่ตรงนี้ครับ
วิปลาสนั้นติดความสุขเกินไป อยากกระโดดโลดเต้น โอ้..บ่แม่น(ไม่ใช่) มันอยากดื่มความสุขอันที่เราเป็นนั้น มันอยากลืมปกตินี่ครับ พอดีอันนั้นออกไป มันเป็นปกติครับ พอดีอันนั้นออกไปมันเป็นปกติ มันอยากลืมปกติ มันอยากไปจับความสุขพุุ้น(นู้น) อันนี้เป็นวิปลาสครับ
บัดนี้เรามาติดความสุขตัวนั้น เป็นปีติ อันตัวปีตินี้เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของพวกเรา บ่แม่น(ไม่ใช่)เราได้ตั้งใจเบิ่ง(ดู)ความคิดของเรา มันได้ไปติดความสุขอยู่ฮั่น(นั่น) เมื่อไปติดความสุขอยู่ฮั่น(นั่น) มันก็เลยบ่(ไม่)ได้เบิ่ง(ดู)คิดครับ
มันเลยบ่เบิ่ง(ไม่ดู)ความคิด มันเลยไปเบิ่ง(ดูู)อารมณ์ อารมณ์กับความคิดนั้นจึงเป็นคนละอันกันอีกตื่ม(เพิ่มอีก)หนึ่ง มันไปเบิ่ง(ดู)อารมณ์ มันก็เลยไปติดอารมณ์ อันนั้นเป็นความสุข เรียกว่าปีติ
ปีติเป็นสิ่งที่ขวางกั้น บ่(ไม่)ให้เราได้เบิ่ง(ดู)จิตเบิ่ง(ดู)ใจของเรา เมื่อเรากลับมา เบิ่ง(ดู)จิตเบิ่ง(ดู)ใจของเรา ปีติมันหายไป บัดนี้ตัวร่างกายกับจิตใจเฮา(เรา)เลย เป็นปกติ เมื่อเป็นปกติอย่างซี้(นี้) เฮา(เรา)คอยเบิ่ง(ดู)แต่จิตใจของเรา มันเป็นไปเองครับ
ผมก็เลยมาเปรียบเทียบว่า โอ้..น้ำทุกเม็ดฝนตกลงมาแต่ถึงฟ้าพุ้น(นู้น) ทุกหยดครับ มันจิ(จะ)ตกใส่จอมภูจอมเขาก็ตามช่าง มันต้องซืบซึมลงไปหาคลอง หากว่ามันต่ำ เมื่อมันซืบซึมลงไปหาคลองหากว่ามันต่ำแล้ว หากว่ามันตกหลายมันก็ไหลไปตามตลองนั้น
เมื่อมันตามคลองน้อยลงไป มันจะไปตามคลองใหญ่ มันก็จิ(จะ)ลงไปหาน้ำคลอง ลงไปหาน้ำชี ลงไปหาน้ำมูล ลงไปน้ำโขง มันจิ(จะ)ลงไปทะเลหมดทุกฝน ทุกเม็ด เม็ดฝนมันจิ(จะ)ลงไปทะเล หมดทุกเม็ดครับ
ฉะนั้นพวกเราที่มาปฏิบัติกรรมฐานกันอยู่ในขณะนี้ ผมเชื่อแน่ในใจว่า มีอุดมการณ์อย่างเดียวกัน เพราะทุกคนคงจะลงไปสู่ทะเลให้หมด ไม่มากก็น้อย เมื่อเฮา(เรา)ทุกคนมีอุดมการณ์อย่างนี้ ต้องปฏิบัติอย่างนี้
นิพพานนั้น บ่แม่นว่าจิ(จะ)ตายแล้วจึงจะเอาครับ ถ้าหากทุกคนเข้าใจว่านิพพานตายแล้วจิ(จะ)เอา อันนั้นก็ถูกของขเจ้า(พวกเขา)ครับ บอกบ่(ไม่)ถูกบ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) เพราะความเห็นของทุกคนมันไม่เหมือนกัน
ความสุขที่แท้นั้นคือ เฮา(เรา)เป็นปกติเท่านั้น ความปกตินั่นแหละครับเป็นความถูกต้อง ถ้าหากยังบ่(ไม่)เป็นปกตินั้นความถูกต้องยังไม่มี มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) ผมเลยเข้าใจอย่างซี้(นี้)
ตัวชีวิตของเฮา(เรา)จริงๆ นั้นไม่มีอันใดเลย ที่มันมาปรุงมาแต่งให้เฮา(เรา)คิดอันนั้นอันนี้ บ่แม่น(ไม่ใช่)จิตใจเฮา(เรา) บ่แม่น(ไม่ใช่)ครับ บ่แม่น(ไม่ใช่)ตัวชีวิตของเฮา(เรา) เป็นตัวกิเลสซือๆ(เฉยๆ)
ผมเลยบ่ฮู้(ไม่รู้)ว่า จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ ผมเลยบ่(ไม่)ได้เอามาสนใจ จิตเจตสิกผมก็เลยบ่(ไม่)ได้เอามาสนใจ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นคำพูด มันแก้ทุกข์บ่(ไม่)ได้ ผมได้เรียนเบิ่งนำ(ดูตาม)หนังสืออภิธรรมครับ
อภิธรรม เพิ่น(ท่าน)ให้เอามาอ่าน ผมก็ได้เรียนน้อยๆ ครับ แล้วมันแก้ทุกข์บ่(ไม่)ได้ เมื่อมันเป็นอย่างซี้(นี้)แล้ว ผมรับรองร้อยทั้งร้อยครับ ใครจิ(จะ)ด่าอย่างไรก็ด่าแล้ว เรื่องความด่ามันบ่(ไม่)ใช่มีประโยชน์มิหยัง(อะไร) คนเฮา(เรา)คั้น(หาก)รับรองให้ผู้อื่นด่าได้ก็สบายใจ แม่นบ่(ใช่มั้ย)
คั้น(หาก)ถ้าหากเขาด่าแล้ว เจ้าของ(ตัวเอง)ยังมีคึกคักขึ้น นั่นจิตใจไม่ปกติแล้วบัดนี้ จิตใจบ่(ไม่)ปกติเป็นหยัง(อะไร) แล้วก็ถูกปรุงแต่งไปซั่น(นั่น)สิ จิ(จะ)ว่าอย่างได๋(ไร) ถูกปรุงแต่งไปก็บ่(ไม่)ปกติแล้ว แล้วเราจิ(จะ)มีศีลได้บ่(มั้ย)บัดนี้ โอ้ย..ไม่มีศีลเลย ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑o ศีล ๒๒๗ นั้นกำจัดสิ่งนี้ไม่ได้ รับรองร้อยทั้งร้อยครับ
เมื่อเฮา(เรา)มาเห็นอย่างซี้(นี้)แล้ว ศีลนั้นคือเป็น อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา จริง ท่านจะสัมผัสถึงได้ในขณะเมื่อจิตใจของท่านเปลี่ยนอันระดับ ๓ จิตใจของท่านจะยกระดับจิตของท่านขึ้นไปสู่อันระดับ ๓
จิตใจของท่านจะเปลี่ยนอันระดับ ๓ นั่นแหละ ศีลอันนี้จะปรากฏขึ้นกับจิตใจของทุกคน ไม่ยกเว้น จะเป็นผู้หญิงก็ช่าง ผู้ชายก็ตาม จะเป็นพระเป็นเณรก็ตาม เป็นหยังก็ช่าง เพราะมันมีอยู่ในคนทุกคน
ผมจึงกล้ายืนยันรับรองว่า ไม่ยกเว้น และผมยังกล้ายืนยันอีกตื่ม(เพิ่มอีก)หนึ่งว่า เอาอย่างนานไม่เกิน ๓ ปี
และผมยังกล้ายืนยันอีกตื่ม(เพ่ิ่มอีก)ว่า ถ้าหากท่านเป็นข้าราชการเงินเดือนของท่านกำหนด ๓,ooo บาท ถ้าท่านมาเจริญสติปัฏฐาน ๔ แบบนี้ในเกณฑ์ ๙o วัน ทำให้ติดต่อกันจริงๆ ผมหาเงินให้ ครบ ๓ เดือนแล้วให้ ๙,ooo บาท แต่ผมบ่(ไม่)มีเงิน ๙,ooo ผมก็ไปหาให้
เมื่อท่านรู้แล้วท่านจะทำอย่างใด อ้าว..เราก็เป็นข่อย(ฉัน)พระพุทธเจ้า เป็นข่อย(ฉัน)พระธรรม เป็นข่อย(ฉัน)พระสงฆ์ เราต้องทำแทนพระพุทธเจ้า ทำแทนพระธรรม ทำแทนพระสงฆ์
พระพุทธเจ้าคือไผ(ใคร) คือผู้รู้นั่นแหละ พระพุทธเจ้า คือตัวสติปัญญาหยั่งรู้เข้าไปสัมผัสได้จริงๆ นั่นแหละ
พระธรรมคือหยัง(อะไร) คือเอาคำสอนอันนั้นแหละ ไปสอนแนะนำ ให้เขารู้ได้ เห็นได้ เข้าใจได้
พระสงฆ์คือไผ(ใคร) คือผู้ที่เชื่อฟังแล้วปฏิบัติตามอย่างซั่น(นั้น) ครบกำหนด ๙o วัน แล้วต้องรู้ ถ้าหากไม่รู้แล้วผิดเลย คำสอนแบบนั้นไม่ถูกต้องจริงๆ
อันนี้เราเคยทำกรรมฐานกันมาแล้ว บางคนทำ ๙ ปี ๑o ปีก็มี ๔ ปี ๕ ปีก็มี เราไปเอาสิ่งที่มันแก้ทุกข์บ่(ไม่)ได้มาเว้า(พูด)กัน ผมเลยบ่(ไม่)ได้เว้า(พูด)เรื่องนิมิตยิบๆ แย่บๆ บ่เว้า(ไม่พูด) อันว่านิมิตนั้น มันบ่แม่น(ไม่ใช่)ครับ เฮาบ่(เราไม่)รู้จักว่านิมิตครับ บ่(ไม่)รู้จักผม มีแต่ครูบาอาจารย์เพิ่น(ท่าน) ในขณะผมทำกรรมฐานน้อยๆ เป็นเณรนะครับ
ครูบาผมสอนให้ผมเอามือไปลูบขี้ดินหม้อนะครับ ผมเป็นเณรน้อยผมจิ(จะ)รู้จักมิหยัง(อะไร) หม้อนึ่งข้าวหม้อข้าวหม้อแกงนี่ครับ เพิ่น(ท่าน)ให้เอามือผมไปลูบขี้หม้อ คั้น(หาก)เสือมาเพิ่น(ท่าน)ให้เอามือตบหน้ามัน ตบหน้าเสือเพิ่น(ท่าน)บอกอย่างซี้(นี้) ผมก็เฮ็ด(ทำ) เฮ็ด(ทำ)แล้วเสือมันจะมีมาจักเทื่อ(สักที) มันบ่(ไม่)เห็นจักเทื่อ(สักที)สิเสือ มันก็บ่มี(ไม่มี)
แต่ว่าเห็นอย่างอื่น เห็น เห็นสีเห็นแสงนั่น เห็น เห็นเพราะเฮา(เรา)คิดเอาครับ อันนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่) มันเป็นมายาของจิตใจของกิเลสซือๆ(เฉยๆ) ฉะนั้นเพิ่น(ท่าน)จึงว่า ทำวิปัสสนานี่ให้ได้นิมิตแล้วยกระดับจิตขึ้น ว่าซั่น(นั่น) อันนั้นเป็นถูกคำพูดครับ แต่ว่าการกระทำไม่ถูก
คำว่าเฮา(เรา)เห็นนิมิตอันหนึ่ง แล้วยกระดับจิตขึ้นไปตามลำด่ับของนิมิตนั้น ถูก นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย นิมิตแปลว่าเครื่องหมายเด้(นะ)ครับ
เฮา(เรา)พลิกมือขึ้นจังซี่ให้ฮู้(อย่างนี้ให้รู้) นี่แหละนิมิตของเฮา(เรา) คว่ำมือให้ฮู้(รู้) เมื่อนั้นแหละนิมิตของเฮา(เรา) ผมเข้าใจอย่างนี้ พริบตาลงเที่ยวหนึ่งก็เป็นนิมิตของเฮา(เรา) เหลือบตาขึ้นก็เป็นนิมิตของเรา หายใจเข้าเที่ยวหนึ่งก็นิมิตของเรา ใจคิดนึกก็เป็นนิมิตของเรา นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย
ให้เอาสติมาคุมอยู่เท่านี้ซือๆ(เฉยๆ)นี่ครับ เมื่อมันรู้เท่าทันทุกประโยคแล้ว มันเลยเต็ม มันเต็มแปลว่า สติเราสมบูรณ์ มันเลยบ่(ไม่)ว่าง มันเลยเป็นกัปหนึ่งขึ้นมา
กัปหนึ่งก็บ่(ไม่)ได้หมายถึงกับ(กล่องเล็กๆ)กระป๋อง บ่(ไม่)ได้หมายถึงกับยากับพระ บ่(ไม่)ได้หมายถึงกับน้ำนม บ่แม่น(ไม่ใช่) กระป๋องอันนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่)
กัปหนึ่งหมายถึง เฮา(เรา)นี่ บ่(ไม่)เคยเอาสติมาควบคุมตัวเฮา(เรา)จักเทื่อ(สักครั้ง) การเคลื่อนไหวโดยวิธีใด เฮาบ่(เราไม่)ได้เอาสติมาควบคุมจักเทื่อ(สักครั้ง) มันก็เลยว้าเหว่อยู่ คล้ายๆ คือ(เหมือน)ว่าคนอยู่มิหยังฮู้บ่ฮู้จัก(อะไรไม่รู้จัก)ครับ
ถ้าจิ(จะ)เปรียบสมมุติเอาชือๆ(เฉยๆ) คล้ายๆ คือเฮา(เหมือนเรา)เอาเข็มไปทิ้งไว้กลางทะเลครับ แล้วเฮา(เรา)ไปงมเอาเข็มดวงน้อยๆ กลางทะเล มันก็เลยบ่ผ่อ(ไม่เจอ) คั่น(หาก)เมื่อจิผ่อ(จะเจอ) ก็เมื่อมันปักมือเฮาพุ่น(เรานั่น)แหละจิผ่อ(จะเจอ) อันนั้นแปลว่าเฮา(เรา)ว่าง
เฮาบ่(เราไม่)มีสติควบคุมตัวของเฮาจักเทื่อ(เราสักครั้ง) หรือว่ามันว่าง มันว่าง มันหลง เมื่อเฮาบ่(เราไม่)หลง มีสติควบคุมอยู่จังซี้(อย่างนี้) เรียกว่ามันเต็ม ผมเลยเข้าใจอย่างซี้(นี้)ครับ
เรื่องตายโหงตายห่า ผมก็เกิดเข้าใจไปในทางที่ผมเว้า(พูด)ให้หมู่ฟังนั่นแหละครับ บ่แม่น(ไม่ใช่)ตายเน่าเข้าโลง ตายโหงตายห่าก็ดาย(ก็เถอะ)ครับ ตาย คนขาดจากคุณธรรม แต่บ่(ไม่)ได้ขาดจากคุณธรรม คนมีคุณธรรมอยู่ บ่(ไม่)เอาคุณธรรมไปใช้ เพราะธรรมนั้นมีอยู่ประจำใจของคนทุกคน เป็นคนประมาท
คนประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความตาย เขาว่าอย่างซั่น(นั้น) ฉะนั้นจึงว่า คนตายโหงคนตายห่านี่ คนบ่(ไม่)ได้พิจารณาถึงตัวชีวิตของเฮา(เรา) จิ(จะ)เป็นผู้แก่ก็ช่าง ผู้น้อยก็ตาม ผู้เฒ่าก็ตาม ถ้าหากว่าเฮาบ่(เราไม่)ได้พิจารณาถึงตัวชีวิตของเฮา(เรา) ชื่อว่าเฮา(เรา)ยังตายโหงตายห่าอยู่ครับ
พ่อแม่เพิ่น(ท่าน)เคยว่า ผมเคยได้ยิน คนตายโหงตายห่านั้น ตายไปแล้วเพิ่นบ่(ท่านไม่)ให้เอาไปจุดฮ้วงป่าเฮ่ว(ป่าช้า) บ่(ไม่)ให้เอาไปฝังฮ้วงป่าเฮ่ว(ป่าช้า) เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) คนตายโหงเอาไปฝังก็บ่(ไม่)ได้ บ่เป็นหยัง(ไม่เป็นอะไร)ครับกับเรื่องสมมุติ
คนเป็นๆ เฮา(เรา)นี่แหละครับ อย่างผมก็คือ(เหมือน)กัน อย่างท่านก็คือ(เหมือน)กัน ถ้าหากเรายังบ่(ไม่)ทำตัวเฮา(เรา)ให้เป็นพระแล้ว เฮา(เรา)ยังเป็นคนตายโหงอยู่ บ่(ไม่)ได้ฮ้วงป่าเฮ่ว(ป่าช้า)ของพระพุทธเจ้า
ถ้าหากผู้หญิงก็ตามผู้ชายก็ตาม เป็นพระเป็นเณรก็ตาม ได้บวชก็ตามบ่ได้บวชก็ตาม ทำให้ไปตามลำดับ ที่จิ(จะ)ได้พบพระสงฆ์มาสวดก็ตาม บ่(ไม่)ได้พบพระสงฆ์มาสวดก็ตาม ชื่อว่าได้พบพระพุทธเจ้า ชื่อว่าได้พบพระ เพราะทำตัวให้เป็นพระได้จริงๆ
รับรอง พระอริยบุคคลอยู่กับคนทุกคนแล้ว แต่เฮา(เรา)หากบ่(ไม่)เอาพระอริยบุคคลขึ้นมาใช้เท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) เมื่อใดเฮา(เรา)จึงเอาพระอริยะบุคคลขึ้นมาอยู่กับเราได้ เฮาจิเฮ็ดจังซี่อยู่บ่(เราจะทำอย่างนี้อยู่มั้ย) ถ้าหากเฮา(เรา)สนใจ เอ้าผมรับรองหมดอยู่นี่แหละครับ ผมรับรองคำพูดของผมเด้(นะ)ครับ ผมบ่(ไม่)ได้รับรองผู้อื่นเด้(นะ)ครับ
ถ้าหากพวกท่านมีความสามารถยืนยัน อ้าว..ถ้าเป็นนักมวยขึ้นสู้ ผมจะสู้คุณครับ ถ้าพวกท่านเคยมีอัตราเงินเดือนมาคนละ ๑oo บาท ทำ ๓ เดือน ทำอย่างผมว่านี่ ถ้าพวกท่านมีอัตราเงินเดือนคนละ ๕oo บาทก็จำไว้ ถ้าพวกท่านมีอัตราเงินเดือนในเกณฑ์ ๑,ooo บาทก็จำไว้ ผมหาให้จริงๆ เพราะผมต้องการ
ต้องการจริงๆ ครับ เรื่องศีลหรือบ่(ไม่)ศีลนั้นก็ตามช่างหัวมันเอาไว้เสียก่อน พวกท่านมาทำเรียกว่าเข้ากรรม ให้มันรู้ว่าได้ดอก(หรอก)สิ่งที่โลกเขาเว้า(พูด) โลกเขาเว้าซือๆ(พูดเฉยๆ)เรื่องสมมุติ อันนี้บ่แม่น(ไม่ใช่)เรื่องจริงเรื่องแท้
ท่านจิบ่(จะไม่)เข้ากรรมนี้ก็ได้นะครับ ถ้าไปเจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่ เรื่องเข้ากรรมอาบัติต่างๆ มันจิ(จะ)ตกออกปุ๊กปิ๊กๆ อยู่ผู้เดียวละแม๊ครับ ฮือ..มันจะตกอยู่ โอ้..ฮู้(รู้)จักแล้วมันจิ(จะ)ไปเฮ็ดหยัง(ทำอะไร)คน อันคนเฮ็ด(ทำ)นั้นคือคนบ่ฮู้จักซือๆ(ไม่รู้จักเฉยๆ) ครับ
ท่านฮู้(รู้)จักบ่(มั้ย) คั้น(หาก)ไปด่าเขา ฮู้(รู้)จักแต่ใจฮ้าย(ร้าย)ไปด่าเขา ด่าเขามันเป็นอย่างได๋(ไร) เอ้าด่าเขาเจ้าของ(ตัวเอง)ทุกข์เกือบตายยังไปด่าผู้อื่นอีกตื่ม(เพิ่ม)ซ้ำ ก็ระงับตัวเฮา(เรา)นี่มันจิบ่(จะไม่)ดีกว่าไปด่าผู้อื่นพุ่นบ่(นู้นมั้ย)
พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอนอย่างซี้เด้อขเจ้า(นี้นะพวกท่าน) พ่อแม่ครูบาอาจารย์ลองฟังคักๆเด้อ(ชัดๆนะ) อันที่ผมเว้า(พูด)นี่ เอาชนะคนอื่นร้อยทีพันที ไม่มีประโยชน์เท่าเอาชนะตนทีเดียว นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า
คนพาลดอก(หรอก) พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทุกองค์ อันไปด่าผู้อื่นนั้นคนพาลต่างหาก เขาว่าเขาได้เอาชนะตัวเองเพราะการชนะผู้อื่น อันนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)คนพาลแล้วว่า
พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ว่า ผู้ใดมีความอดกลั้น ผู้อื่นด่าเฮา(เรา)แล้วสบายใจอยู่ เอาสติ เบิิ่ง(ดู)จิตเบิ่ง(ดู)ใจเฮา(เรา)อยู่ ความหลงบ่มีเด้(ไม่มีนะ) เพิ่น(ท่าน)ว่า เอาชนะตัวเอง มันเลยบ่(ไม่)ฟุ้งไปหาผู้อื่นพุ่นเด้(นู้นนะ)
อันนี้เด้(นะ) พระพุทธเจ้าสอน เมื่อเฮาบ่(เราไม่)เอาความผิด บ่(ไม่)เอากิเลสไปพุ่งใส่ผู้อื่น ผู้อื่นก็เลยบ่(ไม่)มีทุกข์ ตัวเฮา(เรา)ก็เลยบ่(ไม่)มีทุกข์ นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า การทานธรรม ย่อมชนะทานทั้งปวง
การทานอื่นหมื่นแสน เพิ่น(ท่าน)ว่า ก็ไม่เหมือน การให้ธรรมะเป็นทาน ทานอื่นหมื่นแสนคือทานเงินทานทองนี่แหละครับ ให้เขาหมื่นหนึ่งแสนหนึ่ง คั้นเฮา(หากเรา)อย่างใจฮ้าย(ร้าย)อยู่ ก็ยังบ่(ไม่)ได้ประโยชน์หลาย
ถ้าหากเฮา(เรา) มีผู้ใดมาว่าให้เฮา(เรา)แล้ว ความสกปรกหรือความหยาบคายต่างๆ นั้น เฮา(เรา)กลับเอาสติมาดูใจเฮา(เรา)อยู่นี่ รับรองโลด(เลย)ครับ อันนั้นแหละเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) ทานธรรม เออ..เขาบ่(ไม่)มีเขาขอเอาไปซะ เจ้าบ่(คุณไม่)มีอย่างนั้นเอาไปซะ เพิ่น(ท่าน)ว่าเฮา(เรา)ทานธรรม
ทานธรรมก็หมายถึงว่า เขาใจดีแล้วก็ไปเว้า(พูด)ให้เขาฟังอีกตื่ม(เพิ่มอีก)หนึ่ง ถ้าหากว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ทานสิ่งนี้แล้ว ความสงบเกิดขึ้นมาแท้ๆ หากพ่อแม่พี่น้องนั้นจิ(จะ)เอาแต่เงินแต่ทองไปทานนั้น ความสงบมีน้อยครับ
ถ้าหากเฮา(เรา)มีเงินร้อยหนึ่ง เอาไปทานซะร้อยหนึ่ง บัดนี้ลูกเฮา(เรา)เจ็บท้องขึ้นมาหรือตัวเฮา(เรา)เจ็บท้องขึ้นมา จิ(จะ)เอาเงินที่ไหนไปซื้อยาทันใจมากิน ก็หมดแล้วแหน่(แหละ) แล้วบุญอันนั้นจิ(จะ)มาช่วยเฮาบ่(เรามั้ย) ช่วยให้เฮา(เรา)เจ็บหัวปวดท้องเซาบ่(หายมั้ย) บ่เซา(ก็ไม่หาย)
ถ้าหากคนฉลาดแล้ว ทานก็ทาน ก็บ่(ไม่)ได้ห้าม แต่ว่ารักษาไว้แด(เก็บไว้บ้าง) เอาไว้แด(บ้าง) เอาไว้ซื้อยาทันใจกินแด(บ้าง) ผมเองได้ทานแล้วอันนี้ เรื่องนี้ครับ
ผมสร้างวิจ(ส้วมของพระสงฆ์)อันหนึ่งครับ พ่อแม่เพิ่น(ท่าน)สอนบอกว่า ตายไปเที่ยวนี้แล้วเกิดมาชาติหน้าแล้วจิ(จะ)ได้ไปได้ขุมคำ(บ่อทองคำ) ว่าซั่น(นั่น) ผมอยากได้ขุมคำ(บ่อทองคำ)ครับ ผมก็เลยสร้างวิจ(ส้วม) สร้างโดยที่ว่าเงินกำลังอืดตอนนั้นครับ มีเงิน ๘o บาท
ในขณะผมมีเงิน ๘o บาทนั้น ผมมีลูกน้อง ๕ คนนะครับผมไปค้า มีเงิน ๘o บาทอุ้มลูกน้องได้ ๕ คน เลยมาจ้างเขาขุดวิจ(ส้วม) เฮ็ดวิจ(ทำส้วม)แล้วก็มีคำบัดนี้ เอาไปลงก้นบ่อนั่นก้นบ่อวิจ(ส้วม)นะครับ เงินก็หมดคำก็หมด เอาไปลงฮั่น(นั่น)หมด สมน้ำหน้าผม ผู้อื่นบ่(ไม่)ได้สมน้ำหน้านำ(ด้วย)
ผมเลยหมด เงินก็หมดคำก็หมด ทุกข์แล้ว ความทุกข์นั้นเงินก็บ่(ไม่)คืนมาหาผม ผมก็ดิ้นขึ้นมาอีกตื่ม(เพิ่มอีก)เที่ยวหนึ่ง ดิ้นขึ้งมาจังได๋(อย่างไร) ต้องหา โอ้..บัดได๋(ที่ไหน)มันคนขยันขันแข็งซือๆ(เฉยๆ) อันมีเงินนี่ครับ หาซือๆ(เฉยๆ) นี้ครับ หมดเงินแล้ว คนบ่(ไม่)มีเงิน ต้องหาสิ
ต้องคิดต้องหาต้องพลิกต้องปลิ้น ต้องซื้ออันนั้นขายอันนี้ ก็เลยมีขึ้นมาตื่ม(เพิ่ม)เล็กๆ น้อยๆ ครับ จนกระทั่งมาสร้างโบสถ์สร้างศีล เฮ็ด(ทำ)กองบุญเฮ็ด(ทำ)กองบวช เฮ็ด(ทำ)ไปหมดทุกอัน ผมนี่อยากได้บุญหลาย(มาก) ผมก็ยังบ่(ไม่)เห็นว่าผมมีบุญเทื่อ(สักที) บ่ฮู้(ไม่รู้)จักว่าผมมีบุญในขณะนั้น
ฉะนั้นการทานนั้น ผมบ่(ไม่)ห้ามดอก(หรอก) ทานได้อยู่ ทานได้อยู่แต่ว่ามันบ่(ไม่)ทำความสุขให้เฮา(เรา)ได้แน่นอน เรื่องอันนี้บ่แม่น(ไม่ใช่)เสียเงิน สตางค์เดียวก็บ่(ไม่)ได้เสีย เสียแต่เฮา(เรา)มาสร้างสติ พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา เฮ็ด(ทำ)ประมาณเบิ่งจัก(ดูสัก) ๓ เดือน
เฮ็ดจัก(ทำสัก) 3 เดือน แล้วก็ไปทำการซื้อขาย เฮ็ดไฮ้เฮ็ดนา(ทำไร่ทำนา) เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานก็ได้ บ่เป็นหยัง(ไม่เป็นไร) เพราะความสุขประเภทนี้มันจะเข้าไปอยู่ในจิตใจ ตายแล้วมันก็จิบ่(จะไม่)หลงบ่(ไม่)ลืม ถ้าตายไปเทื่อ(ครั้ง)นี้ เกิดมาเทื่อ(ครั้ง)หน้าก็จิบ่(จะไม่)หลงบ่(ไม่)ลืม
อันขุมเงินขุมคำที่ผมเฮ็ด(ทำ)ไว้นั้น โอ๊ย..มันก็เรื่องหนึ่ง อันนั้นน่ะมันก็เรื่องหนึ่ง อุจจาระของเจ้าหัวอ้ายจั่ว(พระเณร)มันจะไปเป็นเงินเป็นคำได้จังได๋(อย่างไร) เขาจิ(จะ)ไปคิดเอาซือๆ(เฉยๆ) นี่แหละ อุจจาระของเจ้าหัวอ้ายจั่ว(พระเณร)ก็คือ(เหมือน)อุจจาระของเฮา(เรา)นี่แหละ คือ(เหมือน)กันแล้ว หากท่านสอนอย่างซั่น(นั้น) ผมก็เชื่ออย่างซั่นซือๆ (นั้นเฉยๆ)
ในสมัยนั้นผมบ่(ไม่)เข้าใจแท้ๆ(จริงๆ) มื้อ(วัน)นี้ผมเข้าใจแล้ว มื้อ(วัน)นี้ผมตั้งอกตั้งใจ เพราะว่าผมจิ(จะ)ให้เพิ่น(ท่าน)อาจารย์เขียนเว้า(พูด) เพิ่น(ท่าน)มหาสุพลก็ว่าให้เว้าตื่มหนึ่ง(พูดเพิ่มอีก) เว้าก็เว้า(พูดก็พูด) ผมบ่เป็นหยังดอก(ไม่เป็นไรหรอก) ผมบ่ถี่(ไม่ตระหนี่) เพราะผมต้องการอยากให้พ่อแม่พี่น้องลูกหลานเข้าใจอย่างนี้
ความสุขอันนี้ จิ(จะ)มีเงินล้านไปซื้อก็บ่(ไม่)ได้ มีเงินจัก(สัก)พันล้านนี่ก็ไปซื้อบ่(ไม่)ได้ บ่(ไม่)ได้จริงๆ และบ่(ไม่)มีคนขายจริงๆ เห็นบ่(มั้ย) มีตลาดขายที่ได๋(ไหน) บ่(ไม่)เห็น จะเห็นได้คือเฉพาะบุคคลผู้ที่มีความรู้เอาไปสอนให้ แล้วเราปฏิบัติตาม ถ้าหากเราบ่(ไม่)ปฏิบัติตามแล้ว ผู้นั้นชื่อว่าไม่มีทาง
ผมก็เลยไปซ่วย(ช่วย)จับเอานิทานตั้งแต่ก่อนๆ มาเล่าให้ฟังว่า การสั่งสอนแนะนำครูบาอาจารย์เดี๋ยวนี้ก็มีมากหลาย มีมากมีหลาย ผู้นั้นว่าอาจารย์สอนวิปัสสนา ผู้นี้ก็ชื่อว่าอาจารย์สอนสมถกรรมฐาน ผู้นั้นก็ชื่อว่าเป็นคณาจารย์สอนให้คนพ้นทุกข์ แล้วยังบ่(ไม่)ทันพ้นทุกข์จักเทื่อผม(สักครั้ง)
เมื่อผมมามีความอย่างซี้(นี้)แล้ว ผมเชื่อว่าผมมีทุกข์น้อยเดี๋ยวนี้ครับ คั้น(หาก)ผมว่าผมมีทุกข์น้อย พ่อแม่พี่น้องครูบาอาจารย์ก็จิบ่(จะไม่)เห็น เพราะว่ามันบ่(ไม่)เห็นครับ มันบ่(ไม่)เห็นกันจริงๆ เรื่องนี้ แต่ผมเชื่อแน่ว่า ผู้ที่ปฏิบัติอย่างซี้(นี้) ผมกล้ายืนยันอย่างที่ผมว่านะ
ผมว่านี่ หมดทุกคนนี้ไปปฏิบัติแล้ว ถ้าหากว่ามันบ่(ไม่)เป็นจริงแล้ว อ้าว..ผมให้หมดทุกคนนี่ แต่ผมก็บ่(ไม่)มีเงินจักสตางค์เดี๋ยวเนี่ย ว่าบ่(ไม่)มีก็มีอยู่ในกระเป๋านั่นแหละ มีเงินอยู่ ๑๑ บาท อยู่ฮั่น(นั่น)อยู่กระเป๋าอยู่ย่ามฮั่น(นั่น)น่ะ มีเหรียญห้า ๒ เหรียญกับเหรียญบาทเหรียญหนึ่ง
แต่ผมจิ(จะ)หามาให้พ่อแม่พี่น้องได้ จริงๆ รับรองจริงๆ ผมจิ(จะ)เอาชีวิตผมนี่เป็นประกัน ผมจิ(จะ)กล้ายืนยันอย่างซี้(นี้) มื้อ(วัน)นี้มันต้องเว้า(พูด)เคร่งๆ จักน้อย(สักหน่อย) แม่นบ่(ใช่มั้ย) หากบ่เว้าจังซี่(ไม่พูดอย่างนี้) หมู่เจ้า(พวกคุณ)ก็เลยอ่อนแอ บ่(ไม่)ใจแข็งนำ(ตาม)กันเด้(นะ) ให้มีจิตใจเข้มแข็ง
เรื่องหมู่เจ้า(พวกคุณ)เข้ากรรมนี่ เข้าก็ได้บ่(ไม่)เข้าก็ได้ เรื่องหมู่เจ้าจิ(พวกคุณจะ)เข้ากรรมนี่ ๘ มื้อ(วัน) ๙ มื้อ(วัน) เอ้า..ถ้าเจริญสติปัฏฐาน ๔ จิ(จะ)เก็บก็ได้บ่(ไม่)เก็บก็ได้วัดนี้ก็ดาย(ก็แหละ) ข้อยว่า(ผมว่า)หมู่เจ้า(พวกคุณ)เจริญสติปัฏฐาน ๔ แบบนี้ เรื่องเก็บวัดหมู่เจ้า(พวกคุณ)นั้น กับมาเฮ็ดอันนี้โดยเฉพาะ ข้อย(ผม)รับรองว่า อันนี้ดีกว่าหมู่เจ้า(พวกคุณ)เก็บวัด
นี่ข้อยเว้าจังซี่เด้อ(ผมพูดอย่างนี้นะ) ข้อยเว้าบ่ได้(ผมพูดไม่ได้)เกรงใจไผเด้(ใครนะ) คั้นเว้าจังซี่(หากพูดอย่างนี้) เอ้า..เจ้าผิดวินัยแล้ว ผิดก็ผิด ผิดเจ้า(คุณ)นั่นแล้ว แต่ข้อย(ผม) มันบ่ผิดเด้ข้อย(ไม่ผิดนะผม) มันผิดเจ้าแหละ เจ้าว่าข้อย(คุณว่าผม)ผิด มันก็ผิดเจ้า(คุณ)แหละ คั้นเจ้า(หากคุณ)ว่ามันผิดมันก็ผิดสิเจ้าน่ะ คั้นเจ้า(หากคุณ)ว่าบ่(ไม่)ผิด มันก็บ่(ไม่)ผิดเท่านั้นแหละ
ข้อยบ่(ผมไม่)ได้ถือสมมุตินี่เดี๋ยวนี้ แต่ว่าสมมุติข้อย(ผม)ก็ถืออยู่ ในเวลาสังคมข้อย(ผม)ก็ถึอ แต่ว่าความจริงข้อย(ผม)ถือนำหมู่ซือๆ(ตามพวกเฉยๆ) แต่จิตใจข้อยบ่(ผมไม่)ถือ ตัวชีวิตของข้อย(ผม) ข้อยบ่(ผมไม่)ได้ถือเรื่องสมมุติ เป็นอย่างซั่น(นั้น)
คั้นว่าบ่(หากว่าไม่)เชื่อก็ลุกจับมือก็ได้ จับมือกันก็ได้ ใครกล้ามา จับมือกันโลด(เลย)ก็ได้ เอาเลยละ ว่าซั่น(นั่น) เอาก็ได้โลดบัดเดียว(เลยเดี๋ยวนี้) ข้อย(ผม)รับรอง
เอ้า..ในขณะผมมาเข้าปริวาสกรรมนี่ ผมจิ(จะ)ทำเบิ่ง(ดู) อ้าวจริงหรอ จริงก็จริง เอากันเท่านี้ก็ได้บ่(ไม่)ต้องเอาหลายหรอก เรื่องอาบัติสังฆาทิเสสนั่นน่ะ มันจิ(จะ)ปลิวไปที่ได๋(ไหน) ก็บ่(ไม่)รู้จักแล้ว ว่าซั่น(นั่น) บ่(ไม่)ต้องไปจิเว้า(จะพูด)ไปแนวที่เว้า(พูด)นี้ ผิดเด้(นะ)นี่ เขาสิเว้า(จะพูด)ไปอย่างนี้
ปากบ่เว้าแม่นบ่เนาะ(ไม่พูดใช่มั้นนะ) คั่นเว้า(หากพูด)ไปมันก็เป็นการฝืนเรื่องให้เพิ่น(ท่าน)เห็นหลังตัวเอง เป็นการขายหน้าตัวเองก็เลยบ่เว้า(ไม่พูด) ผมบ่ค่อยเว้าดอก(ไม่ค่อยพูดหรอก)ครับ แต่ว่าผมกล้ายืนยันเรื่องนี้ซือๆ(เฉยๆ) จิ(จะ)มีวิธีกรรมต่างๆ ก็ได้ บ่(ไม่)มีวิธีกรรมต่างๆ ก็ได้ รับรองจริงๆ จิบ่(จะไม่)รับศีล 5 ศีล 8 ก็ได้
เพราะมันเป็นศีลสมบูรณ์อยู่แล้วนี่ การเดินจงกรม สร้างจังหวะ บ่(ไม่)ได้เอาร่างกายนี้ไปทำผิดกฎหมายบ้านเมือง แล้วบ่(ไม่)ได้เอาไปทุจริตอันใดทั้งหมด นี่มันเป็นอย่างซั่น(นั้น)
ฉะนั้นจึงว่า ผมตั้งแต่อายุ ๔o กว่าปีพุ่น(นู้น)มา ผมทำ ผมไปเว้าอยู่ไส(พูดที่ไน)ผมต้องเอาชีวิตไปประกันไว้ เพราะผมเป็นผู้น้อย ผมผู้เดียว คั้นเมื่อบ่กล้าจังซี่(หากไม่กล้าอย่างนี้)แล้ว เขาก็ว่าผมเป็นอย่างซั่นอย่างซี่(อย่างนั้นอย่างนี้) เป็นหยัง(อะไร)ก็ตามช่าง เป็นหยัง(อะไร)ก็ตาม เคสนี้ผมยังบ่(ไม่)ถือว่าสำคัญอยู่นะ
ดังนั้นพวกหนูพวกคุณนี่ ถ้าพูดภาษาฝรั่งเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาอะไรก็ไม่รู้ หลวงพ่อไม่รู้ภาษาอะไร ภาษาอังกฤษหรือภาษาอะไร ภาษาอังกฤษเหรอ พูดเป็นแล้วไม่ต้องหาคนมาแปล หลวงพ่อยังมีคนแปล หลวงพ่อคนแปลจะพูดยังไงหลวงพ่อก็ไม่รู้เสียด้วย
นี่พวกหนูพวกคุณนี่ ควรที่จะศึกษาหลักพระพุทธศาสนาจริงๆ เผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ ให้เป็นดอกไม้ที่สวยที่งาม แมลงภู่แมลงผึ้งจะมาชม ไม่ได้จะเอาแมลงวันไปตอมของเหม็น ให้เข้าใจอย่างนั้น คนไปมากๆ บางทีอาจจะเป็นแมลงภู่แมลงผึ้งก็ได้ อาจจะเป็นแมลงวันเขียวไปตอมของเหม็นก็ได้
ให้เข้าใจจริงๆ ว่าบัณฑิตนั้น ถึงจะน้อยคนก็ยังทำคนให้มากคนขึ้นมาได้ แต่เราเป็นปุถุชนเรียกว่าของเหม็นแมลงวันเขียว ทำคนหลายคนสามารถให้น้อยคนก็ได้
ดังนั้นตัวของผมหรือตัวของอาตมา เขียนหนังสือไทยไม่เป็น พูดภาษากลางให้คนไทยฟังเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่เพราะ เคยไปเทศน์ในมหาวิทยาลัย เคยไปเทศน์โรงพยาบาล หลวงพ่อจะสมควรไปเทศน์อย่างนั้นไหม ไม่สมควร
ทำไมหลวงพ่อไปเทศน์ได้ เพราะหลวงพ่อมีของจริงในใจของหลวงพ่อ และทุกคนก็มีของจริง คนมีปัญญาฟังแล้วต้องทำใจเป็นได้ แต่คนไม่มีปัญญาจำเป็นต้องเจริญสติ เจริญความรู้สึก
แม้แต่พระสงฆ์ในกรุงเทพฯ เคยรู้หลวงพ่อก็หลายองค์ แม้ไม่ใช่วงการอันนี้ วงการทหารก็ยังมี วงการตำรวจก็มี มีคนมาสนใจ แม้ภาษาหลวงตาไม่รู้หนังสือ แล้วคนสนใจเพราะเรื่องอะไร เพราะหลักพุทธศาสนา หลวงพ่อกล้ายืนยันรับรองจริงๆ
ไม่ใช่กล้ายืนยันรับรองแต่คำพูดนะ หลวงพ่อกล้าได้จริงๆ ดังนั้นท่านผู้แสดงตนเป็นพุทธบริษัท หรือว่าเปิดอบรมวิปัสสนาคราวนี้ ต้องมีใจเข้มแข็งว่า เราจะเปิดให้ญาติโยมมาชมเรา เราต้องชมญาติโยมจริงๆ อย่าเพียงแต่พูดเท่านั้นเอง
ดังนั้นวันพรุ่งนี้ อยากขอเตือนพวกเราไว้แต่ปัจจุบัน ทำดีกว่านี้จะดีมาก วันนี้ก็ดีมากแล้ว เพราะว่าไม่เคยเห็นญาติโยมเป็นอย่างนี้ และไม่เคยเห็นพระสงฆ์เป็นผู้นำอย่างนี้ จริงๆ นะโยม จริงๆ นะ ไม่เคยสอนกันอย่างนี้เลย
ดังนั้นจึงว่าเราต้องทำให้มันดี ญาติโยมเมื่อรู้ไปแล้วก็จะไปพูดว่า โอ้ย..วัดสนามใน แม้ครูบาอาจารย์สอนอย่างนั้น ออกหน้าออกตาจริงๆ แม้เราก็อยู่ไม่ได้เพราะครูบาออกหน้าออกตาจริงๆ เราก็นอนไม่ได้ เพราะครูบาอาจารย์ทำ เราก็มีความละอายในใจ
จึงว่า หิริ ความละอายแก่ใจ ไม่ใช่ความละอายแก่หน้านะ ละอายใจเราพุ่น(นู้น) ใจเราเกียจคร้าน เมื่อใจเกียจคร้านเป็นอะไร ก็ไม่ดีสิ ไม่ดีจะเป็นอะไร ก็เปรียบกับสัตว์เดรัจฉานนั่นเอง มันไม่รู้อาย แม้มันจะไปขี้ที่ไหนก็ขี้
อยากไปอุจจาระ บ้านหลวงพ่อเรียกว่าขี้ หมามันจะขี้ที่ไหนมันก็ขี้ มันอยากเยี่ยวที่ไหนมันก็เยี่ยว เพราะมันไม่มีความละอายในใจ แม้นักศึกษาไม่ได้เป็นอย่างนั้น คนนักศึกษาเนี่ยคนกรุงเทพฯ มีความสำนึกอยู่เสมอ มีความละอายในใจตัวเองอยู่เสมอ
จึงว่ามาศึกษาหลักพุทธศาสนาให้เข้าใจจริงๆ เราจะออกไป มีคนถามเป็นยังไง โอ้..หลักพุทธศาสนาสอนจริงๆ ให้รู้จักถึงชีวิตจริงๆ เราจะได้ไปพูด คนเหล่านั้นก็จะได้รวมตัวกันเข้ามา เอ้าไปทดลองดู
พวกหนูพวกคุณเนี่ยจะสอนเขาได้ สอนฝรั่งก็ได้โดยไม่ต้องอาศัยคนอื่นมาแปลอย่างที่หลวงพ่อนี่ หลวงพ่อนี่พูดไม่เป็นต้องอาศัยคนอื่นแปล บางทีนี่เอาหลวงพ่อไปฆ่าซะ พูดอย่างนั้นหลวงพ่อก็ไม่รู้ พวกหนูต้องรู้ใช่ไหม เออ..รู้อย่างนั้นเนี่ย
การสอน บางทีสอนอย่าโกรธนะ หลวงพ่อสอนอย่างนี้ คนไปแปลน่ะบอกให้เราโกรธตีกันฆ่ากันนี่ อาจจะแปลอย่างนั้นก็ได้ เพราะหลวงพ่อก็ไม่รู้ พวกหนูพวกคุณนี่ อย่าโกรธนะ หนูพูดเอง อย่าทะเลาะวิวาทกันนะมันเดือดร้อนนะ หนูพูดเอง หนูรู้ หลวงพ่อไม่รู้
หลวงพ่อเคยถามหลายคนมาแล้วก็ไม่รู้ นี่จึงว่าเชิญก็ได้ หรือว่าเรียกร้องก็ได้ หรือว่านิมนต์ภิกษุสามเณรก็ได้ ต้องปฏิบัติจริงๆ สอนคนต่างชาติต่างภาษาให้เขารู้ตามเห็นตามจริงๆ
ฉะนั้นญาติโยม พระสงฆ์องค์เจ้าทุกวัด ทุกบ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด ถือหลับพุทธศาสนา แต่ว่าความจริงนั้นเรายังไม่กล้า ดังนั้นพวกเรามาที่นี่ ขอให้เราทุกคนกล้าทำ.