แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท.๑๗๒ นอกตำรา เหนือคำภีร์
วันนี้ก็ต้องพูดธรรมะหรือวิธีปฏิบัติให้พวกเราฟัง วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๒๙ ตรงกับวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๙ ฉะนั้นผมได้มาที่วัดเรา มาเพื่อประสบพบเห็นกับผู้ที่ปฏิบัติธรรม ก็น่าภูมิใจในการปฏิบัติธรรมนี่
การปฏิบัติธรรมนั้น เราอย่าเข้าใจว่าไปปฏิบัติที่นอกตัวเรา ต้องปฏิบัติที่ตัวเรา เราหาพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์ ไม่ต้องไปหานอกตัวเรา ต้องหาที่ตัวของเรา พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้า ก็คือตัวคนทุกคนนั่นเอง
ถ้าหากทุกคนรู้ธรรมะ เข้าใจธรรมะ ก็แสดงว่าคนนั้นได้ถือศาสนาพุทธอย่างสมบูรณ์ ถ้าคนใดยังไม่เข้าใจธรรมะไม่รู้ธรรมะ หรือยังไม่เห็นพระพุทธเจ้า ยังไม่เห็นพระธรรม ยังไม่เห็นพระสงฆ์ คนนั้นถือศาสนาพุทธก็ยังไม่เข้าใจว่าพุทธศาสนาคืออะไร
ถ้าพูดอย่างที่ตื้นๆ อย่างที่พวกเรามีความสงสัยกัน แม้เอาบุญก็ยังไม่รู้จักบุญ ไม่รู้ว่าบญคืออะไร อยู่ที่ไหน แม้ให้ทานก็เช่นเดียวกันเมื่อใดจะจบจะสิ้น ไม่จบไม่สิ้น ให้ทานหมายถึงอะไร เอาไปทำไม จะเป็นที่พึ่งเราได้เพราะอย่างไร เราไม่รู้ ไม่รู้ก็ทำไปแล้วก็แสดงว่ามีประโยชน์น้อย
แม้การรักษาศีลก็เช่นเดียวกัน รักษาศีล ๕ รักษาศีล ๘ รักษาศีล ๑o รักษาศีล ๒๒๗ ศีลภิกษุณีศีล ๓๑๑ รักษาไปอยู่นั่น แต่ไม่รู้จักที่จบที่สิ้น ก็แสดงว่าการรักษาศีลอันนั้นก็ยังไม่สมบูรณ์ เป็นอย่างนั้น
ดังนั้นการเจริญกรรมฐาน แม้จะเจริญพุทโธก็ตาม สัมมาอะระหังก็ตาม พองยุบก็ตาม นับ ๑ ๒ ๓ ก็ตาม อานาปานะสติก็ตาม ถ้าหากเรายังทำลายความหลงผิดไม่ได้ ความสงบนั้นก็ยังไม่สมบูรณ์ แต่ความสงบนั้นสงบแบบไม่รู้อีกอย่างหนึ่ง จึงว่ามันไม่สมบูรณ์
ถ้าสงบแบบไม่รู้ก็แสดงว่าไม่สมบูรณ์ ถ้าสงบแบบรู้ก็แสดงว่าสมบูรณ์ จึงว่าสงบมี ๒ อย่าง สงบแบบไม่รู้อย่างหนึ่ง สงบแบบรู้แจ้งอีกอย่างหนึ่ง นี่ให้เข้าใจอย่างนั้น ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างรวมความแล้ว จะมาทำให้เรานั่นแหละ เข้าใจ ซาบซึ้ง ในหลักพระพุทธศาสนา
สอนเพื่ออะไร พระพุทธศาสนาสอนให้เอาบุญหรือ สอนให้เรามีสติตั้งมั่นหรือ หรือสอนให้เราเป็นอะไร เราจะได้รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง อันนี้เป็นคำพูดเล่าเรื่องให้ฟัง ดังนั้นวิธีการทำบัดนี้ ทำถูกก็ไม่ยาก ถ้าทำไม่ถูกก็เสียเวลา
คนโบราณบ้านผมหรือบ้านหลวงพ่อพูดว่า ทางกว้างยาวไกลไปไม่ถึง คนไม่มีปัญญาไปไม่ถึง เสียไม่ลงเวลา บัดนี้ทางกว้างยาวไกลไปให้ถึง ท่านจึงว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานก็เป็นสมบัติของมนุษย์นี่เอง ถ้าเราไม่รู้ทางเดิน แล้วไปหานิพพานไปเอาสวรรค์ก็ไปไม่ถึงเลย ถ้าคนฉลาดบัดนี้ เอาสวรรค์เอานิพพานมาใช้อยู่กับชีวิตของเรานี่เอง
จึงว่า ทางกว้างยาวไกลไปไม่ถึง ไปไม่ถึงก็แสดงว่าเราเอาสวรรค์เอานิพพานมาใช้กับตนกับตัวไปไม่ได้ จึงว่าไปไม่ถึง ถ้ากว้างยาวไกลไปถึง แสดงว่าเราไปถึงแล้ว เอาสวรรค์เอานิพพานมาใช้กับชีวิตจิตใจของเราอยู่แล้ว
นี่ทางเช่น ให้ทานก็ปรารถนาเอาสวรรค์เอานิพพาน รักษาศีลก็ปรารถนาเอาสวรรค์เอานิพพาน ทำกรรมฐานหรือเจริญวิปัสสนาก็ปรารถนาเอาสวรรค์เอานิพพาน นี่มันกว้างหลายวิธี ใครทำอย่างไรถูกทั้งนั้น ถูกตามความคิดของตัวเอง แต่ว่ามันไม่ได้ถูกตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้
ดังนั้นหาเงินมามากๆ อย่างที่อาจารย์ชูศรีกับอาจารย์มัทนานี่ได้ปริญญาโทมาใช่ไหม ก็ยังมีความทุกข์อยู่ใช่ไหม ความทุกข์นั้นจึงไม่ยกเว้นใครทั้งหมดเลย จะเรียนหนังสือปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอกมาก็ตาม ความทุกข์นั่นน่ะมันต้องติดตามบีบคั้นเราได้ เรียกว่าความขัดใจ ขัดใจก็แปลว่าทุกข์แล้วบัดนี้
บัดนี้คนมีเงินมากๆ มีเงินร้อยพันหมื่นแสนล้านมีความทุกข์ก็มี เป็นอย่างนั้น บัดนี้คนไม่มีเงินไม่มีความรู้ เป็นธรรมดาอย่างที่บ้านเราอย่างที่อำเภอปากชมนี่ คนรุ่นก่อนๆ เขียนหนังสือไม่เป็นอ่านหนังสือไม่ได้ ก็ยังมีความทุกข์เช่นเดียวกัน ความทุกข์นี้จึงไม่ยกเว้นใครทั้งหมด จะเป็นคนชาติใดภาษาใดถือศาสนาใดก็ตาม มันไม่ย่านไม่กลัว
มันย่านมันกลัวแต่เฉพาะผู้ที่เป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ผู้ใดถือศาสนาพุทธมันกลัว แม้จะเรียนหนังสือมากๆ มันก็กลัว มีเงินมากๆ มันก็กลัว ไม่มีเงินมันก็กลัว ถ้าขึ้นชื่อว่าเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เป็นชาวพุทธจริงๆ แล้ว ทุกข์มันไม่เข้ามาใกล้
ทุกข์ มันมาจากที่ไหน ทุกข์อย่างที่หลวงพ่อเทียนพูดเมื่อกี้นี้ ให้ทำจังหวะ รู้สึกตัวนี่ เมื่อเรารู้สึกตัวอยู่ ความทุกข์มันไม่มารบกวน ในขณะใดเวลาใดเราไม่รู้สึกตัว ทุกข์มันเข้ามารบกวน เรื่องนี้จึงว่าให้มีแนววิธีการเจริญสติ
คำว่าเจริญสตินี้กับความรู้สึกตัวเป็นอันเดียวกัน สติแปลว่าระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัว บัดนี้เราไม่ได้พูดตามภาษาตัวหนังสือ ไม่ได้พูดตามภาษาบาลี พูดตามภาษาพื้นบ้าน เรียกว่าให้ “รู้กาย” รู้กายก็คือรูปนั่นเอง “รู้ใจ” ใจคือมันนึกมันคิดมันนั่นเอง
รู้กาย เป็นใหญ่ในกาย เอาชนะกายให้มันได้ รู้ใจ เป็นใหญ่ในใจ เอาชนะใจให้มันได้ ก่อนที่จะเอาชนะได้ทำอย่างไร เราก็สร้างจังหวะ
การสร้างจังหวะนี้มันไปตรงกับคำสอนพระพุทธเจ้าท่านสอน ให้มีสติ เข้าไปกำหนดรู้ ในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้มีสติรู้ ๔ อย่างนี้
นอกจากนั้นท่านก็ยังแนะนำให้เรา มีสติเข้าไปกำหนดรู้ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใดก็ตาม
คำว่า สติเข้าไปกำหนดรู้ คู้ เหยียดเคลื่อนไหวนี่ ทุกอิริยาบถทีเดียว อย่างพริบตา..ก็ให้รู้ เหลียวซ้ายแลขวา..ก็ให้รู้ ก้มเงย..ก็ให้รู้ เอียงซ้ายเอียงขวา..ก็ให้รู้ กลืนน้ำลาย..ก็ให้รู้ หายใจ..ก็ให้รู้ จิตใจมันนึกมันคิด..ก็ให้รู้ นี่ที่ท่านสอนเอาไว้
รู้ แล้วมีความหมายอย่างไร จะได้ประโยชน์อะไร คนเราทำพูดคิด ไม่รู้จิตไม่รู้ใจตัวเอง ทำไปตามอารมณ์ เมื่อทำไปตามอารมณ์ก็เรียกว่าคนลืมตัว สิ่งที่ผิดก็มี สิ่งที่ถูกก็มี คนที่ทำผิดบ้างถูกบ้าง จะเป็นคนสมบูรณ์ไหม ไม่สมบูรณ์
แข้งขาหน้าตามือเท้าเป็นคน จิตใจอาจจะเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เป็นเปรตก็ได้ เป็นสัตว์นรกก็ได้ เป็นอสุรกายก็ได้ ท่านว่าอย่างนั้น ในขณะทำพูดคิด ไม่รู้สึกตัวนั่นแหละ ท่านเรียกว่าคนลืมตัว สัตว์เดรัจฉานนี่มันอยากจะทำอะไรมันก็ทำไป มันอยากจะพูดอะไรมันพูดไป เพราะมันไม่มีสัญญา มันไม่มีความละอายนั่นเอง
คนไม่รู้สึกตัวนั้นจึงว่า ทำ พูด คิด ไม่รู้สึกตัว ไม่รู้จักจิตใจตัวเอง ก็ทำไปตามอารมณ์ แต่แข้งขาหน้าตามือเท้าเป็นคน จิตใจอาจเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ เป็นเปรตก็ได้ เป็นสัตว์นรกก็ได้ เป็นอสูรและกายก็ได้ จึงว่าคนมีตาทิพย์จึงเห็นสิ่งนี้ คนไม่มีตาทิพย์ไม่เห็นเลย
จึงว่าเราเคยเห็นผีไหม ไอ้ผีบักผีเคยได้ยินบ้างไหม หลวงพ่อเคยได้ยินนะ..เคยได้ยิน คนนี้คือเทวดานะ เคยได้ยินบ้างไหมอย่างนี้..เคยได้ยิน แต่เราเห็นเทวดาไหม..ไม่เคยเห็น ผีเคยเห็นไหม..ผีก็ไม่เคยเห็น นี่คนไม่มีตาทิพย์จึงเห็นไม่ได้ คนมีตาทิพย์จึงเห็น เพิ่น(ท่าน)ว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม
ผีคือ คนทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว เห็นหน้าผู้หญิงอีนางนี่คือผีมันคือผี แต่แข้งขาหน้าตามือเท้าเป็นคน ใจมันเป็นผี จึงแบ่งเป็น 2 ภาค เมื่อใจเป็นผีร่างกายยังเป็นคน ใจเป็นผีแล้วบัดนี้ ทำพูดคิดไม่รู้จักอาย จิตใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตัวยังเป็นคนอยู่
เมื่อจิตใจมันร้อนรนบัดนี้ จิตใจไปตกนรกแล้วบัดนี้ รูปกายยังเป็นคนอยู่เลย กินไม่พอบัดนี้ ได้ไม่พอบัดนี้ จิตใจเป็นเปรตบัดนี้ ร่างกายยังเป็นคนอยู่ คนมีตาทิพย์จึงเห็นจิตเห็นใจ ท่านได้เห็นจิตเห็นใจตัวเองไหม
บัดนี่คนใด ทำ พูด คิด รู้สึกตัวเอง มีความละอายแก่กายเพื่อนทุกคน และมีความละอายแก่ใจ ก็เป็นเทวดาได้แล้วบัดนี้ เทวดาจึงว่า มีหิริความละอายแก่ใจ คนใด ทำ พูด คิด รู้จักจิตตัวเอง นั่นแหละเป็นเทวดาขึ้นมา คนมีตาทิพย์จึงเห็นเทวดา
ดังนั้นคนเราเกิดมาต้องรู้จักเคารพบิดามารดา บิดามารดาบ้านหลวงพ่อเรียกว่าพ่อแม่ แล้วก็ให้รู้จักเคารพพี่ พี่ชื่อว่าเป็นผู้เกิดก่อนเรา น้องเกิดหลังเรา หรือเคารพตัวเองบัดนี้ เมื่อรู้จักเคารพบิดามารดา เคารพครูอาจารย์ หรือเคารพเพื่อนฝูงเพื่อนบ้าน เคารพคนอื่นนั่นแหละ
เพียงยกมือไหว้จิตใจอาจจะดุร้ายก็มี ถ้ายกมือไหว้ตัวเองแล้วบัดนี้ ในขณะนี้เรากำลังยกมือไหว้ตัวเอง ทำดี พูดดี คิดดี ก็เป็นการยกมือไหว้คนทั่วไป พ่อแม่ก็อยู่ที่ตัวเรา พี่ชายเราก็อยู่ที่ตัวเรา น้องเราก็อยู่ที่ตัวเรา ตัวเราก็คือเพื่อนฝูงเรานี่เอง
ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใดไม่เห็นธรรมผู้นั้นไม่เห็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือใคร คือคนธรรมดานั่นเอง จึงว่าหากคนไปโกรธคนไปด่าคนอย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไปโกรธพระพุทธเจ้า แล้วจะไปเห็นพระพุทธเจ้าได้อย่างไร
บัดนี้ไปโกรธคนนั้นคนนี้ ไปด่าคนนั้นคนนี้ ไปอิจฉาริษยาคนนั้นคนนี้ ก็ไปโกรธพระธรรม เมื่อไปโกรธพระธรรมแล้วก็ต้องไม่เห็นพระธรรม เพราะพระธรรมหนีสิ เป็นอย่างนั้น
บัดนี้เราไปโกรธเพื่อนฝูง เราไปโกรธพระสงฆ์คือผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบ เมื่อเราเป็นโกรธพระสงฆ์แล้ว เราก็ต้องไม่เห็นพระสงฆ์ เพราะพระสงฆ์ไม่มีตัวเรา
ดังนั้นการเข้าถึงธรรมะจึงมีวิธีการ วิธีของมันคือ ทำความรู้สึกตัว ตื่นตัว รู้สึกใจ ตื่นใจ รู้สึกตัวตื่นตัวรู้สึกใจ คือ รู้สึกตัว..บังคับตัว รู้สึกใจ..บังคับใจ ไม่ให้มันทำไปตามอารมณ์ เมื่อมันไม่ทำตามอารมณ์แล้ว ท่านว่าเหมือนกับนายสารถีฝึกม้า ม้านี้ฝึกได้ดีแล้วก็ต้องเอาไปขี่แข่งในสนามก็ได้
ดังนั้นจิตใจถึงแล้ว จึงว่าไปตามใจ ใจเป็นสัตว์มันก็ต้องตายไปเป็นสัตว์ จึงว่าสัตว์เดรัจฉานเราเคยเห็นไหม บ้านหลวงพ่อแถวนี้ถามหลวงพ่อก็รู้จักทันทีเลย หลวงพ่อเคยเห็นควายกินนมแม่มันบ้างไหม..เห็นนะ ตัวหมากินนมแม่มันบ้างไหม ตัวหมูมันกินนมแม่มัน ตัวหมาหมูวัวควายบ้านหลวงพ่อกินนมแม่มัน คนก็ต้องกินนมแม่มันบัดนี้
ในขณะหมานี่มันอยู่นำ(กับ)แม่มันกินนมแม่มัน ใหญ่ขึ้นมามันไม่รู้จักแม่มันเลย มันกัดแม่มันก็ได้ บางทีโยนข้าวให้กิน แม่มันไปแย่งกินมันก็กัดแม่มันเลย มันไม่รู้จัก คนใดเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่เป็นคนนั้นน่ะ แต่แค่แข้งขาหน้าตามือเท้าเป็นคน แต่จิตใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นอย่างนั้น
ตัววัวตัวควายก็เหมือนกัน เมื่อในขณะมันกินนมแม่มัน มันก็ฮ้อง(ร้อง)กินนมแม่มัน ใหญ่ขึ้นไปแล้วมันอยากเฮ็ดมันอยากซนอย่างไดก็เฮ็ดไป เฮ็ดกับพ่อกับแม่มัน มันเป็นอย่างนั้น นี่แสดงว่าจิตใจคนนั้นจึงไม่เข้าถึงธรรมะ
เมื่อไม่เข้าถึงธรรมะแล้ว ก็นำแต่ความสับสนวุ่นวายความเดือดร้อน อยู่ที่ไหนก็เราเองเป็นคนอยู่ ไปที่ไหนก็เราเองเป็นคนไป นั่งที่ไหนก็เราเองเป็นคนนั่ง นอนที่ไหนก็เราเองเป็นคนนอน เข้าห้องน้ำห้องส้วม กินพูดคิดอะไร ตัวเองทั้งนั้น จึงว่าคนมีความทุกข์นั้น จึงว่า อยู่ที่ไหนก็ต้องมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น
เมื่อเราเห็นสภาพร่างกายนี้เป็นอย่างนี้แล้ว จิตใจนี้เป็นอย่างนี้แล้ว ร่างกายมันไม่รู้ ตายแล้วไปเอาไปจุดไฟ ร้อน มันก็ไม่ว่าเลย เคยได้ยินไหมหลวงพ่อ คนตายแล้วเอาขึ้นกองฟอนมันว่าร้อนไหม..ไม่ร้องนะ บัดนี้คนตายแล้วเอาไปฝังดินเอาดินกลบหน้า มันเคยร้องว่าหายใจฝืดเด้(นะ) เคยได้ยินบ้างไหม..ไม่ได้ยิน
นี่แสดงว่าร่างกายนี่ เป็นเพียงแพวางไว้ อย่างที่ว่า แพนี่เราพายข้ามน้ำไปแล้ว เราไม่ต้องแบกแพขึ้นไปบนบก แพต้องทิ้งไว้นั่นเลย เราเดินไปแต่คนเดียว
ดังนั้นร่างกายนี้จึงมันไม่รู้สึก ใจคนเดียวมันรู้ ตาเห็นอย่างนี้ ตามันว่างามไหม ไม่ ใจมันว่างาม ตาเห็นนี่มันไม่งาม ตามันไม่ว่าเลย ใจมันว่าเอง หูฟังเสียงบัดนี้ หูมันว่าเพราะไม่เพราะไหม มันไม่ว่ามันไม่รู้เลย ใจมันรู้
ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะจึงให้ รู้กายรู้ใจ กายกับใจนี่แยกกันไม่ได้ แยกกันเมื่อใดก็ชื่อว่าตายเมื่อนั้น ดังนั้นจึงว่า เข้าถึงธรรมะเข้าถึงอะไรก่อน เข้าถึงรูป รูปนี้มองเห็น จับถูกด้วยมือ มองเห็น เข้าถึงนาม นามคือจิตใจนึกคิด ต้องเข้าถึงสองอย่างนี้
เข้าถึงรูป เข้าถึงนาม รูปทำนามทำ รูปนี้เองทำดี รูปนี้เองทำชั่ว รูปนี้เองไม่ทำดีไม่ทำชั่ว รูปเป็นคนทำ ใจเป็นคนสั่ง ดังนั้นเมื่อใจสั่งแล้วต้องเห็น รูปทำนามทำ รูปโรคนามโรค โรคนี้มีแต่ความทุกข์ความเดือดร้อน
โรคจึงมีสองอย่าง เกิดมาแล้วก็เจ็บหัวปวดท้อง เจ็บแข้งเจ็บขา โรคอันนี้เรียกว่าโรคทางกาย โรคทางวัตถุ ท่านว่าอย่างนั้น โรคทางใจ พอใจไม่พอใจ ดีใจเสียใจ ขัดใจไม่ขัดใจ โรคอันนั้นเรียกว่า โรคทางจิตใจ
ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอน ให้คนรู้ใจตัวเอง จะไปรู้ใจคนอื่นไม่ได้ ท่านว่าอย่างนั้น เมื่อรู้จักรูปโรคนามโรคแล้วก็รู้จัก ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา แต่ในตำรับตำราท่านว่า ทุกข์ผมหงอกฟันหัก อันนั้นมันเป็นทุกข์เรื่องสมมุติ
ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้กำหนดรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔ และอิริยาบถย่อย เพื่ออะไร เพื่อให้เราเกิดปัญญา สัมผัสรู้ในอิริยาบถ จะได้รู้ว่าในอิริยาบถทุกอิริยาบถ นั่นเป็นตัวทุกข์ ท่านว่าทุกข์
เมื่อเห็นทุกข์แล้ว เราก็ไม่ต้องการมาเกิดเป็นคน ไม่ต้องการมาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่ต้องการ มาแล้วมันทุกข์นี่
ดังนั้นคนทำบุญจึงว่า ปรารถนาเอาสวรรค์นิพพาน ทำบุญมากๆ ตายแล้วไปเกิดสวรรค์ ตายแล้วไปเกิดนิพพาน หมดบุญนั้นแล้วกลับมาเกิดเป็นคน คนนั้นรู้ธรรมะไหม รู้ รู้ธรรมะแบบไม่รู้ รู้ธรรมะแบบตามๆ กันมา พ่อแม่ปู่ย่าตายายพูดตามกันมา ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้จริง
คนนี้จึงว่า เปรียบอุปมาแล้วเหมือนกับอยู่ในถ้ำ ถ้ำนี้มืดมิดมานานแสนนานล้านปีสองล้านปี หรือจัก(ไม่รู้กี่)สิบล้านปีมันก็มืดอยู่อย่างนั้น คนนี้ก็เหมือนกัน เกิดมาแล้วตาย ตายแล้วเกิด มันก็มืดตื้ออยู่อย่างนั้น เมื่อเราไม่ออกจากถ้ำเสียแล้ว มันก็ต้องมืดอยู่อย่างนั้น
คนเราก็เหมือนกัน เมื่อเราไม่ออกจาก โทสะ โมหะ โลภะ แล้วหลงลืมมืดตื้ออยู่ในจิตใจอย่างนั้น ท่านว่า ดังนั้นเมื่อเราเห็นสิ่งเหล่านี้ก็รู้จักสมมุติ รู้จักสมมุติไอ้ผีตัวนี่ คนมันไม่เป็นผี ใจมันเป็นผี ถ้าเป็นผู้หญิงอีนางนี่คือผี ตัวคนมันไม่เป็น ใจมันเป็น บัดนี้พระเณรนี่ บัดนี้พระเณรนี่ก็ใจร้ายคือผี ทำชั่วคือผี พระนี่ก็เป็นผี มันเป็นสมมุติอันนี้
จึงว่า สมมุติเทวดา อุปปัตติเทวดา วิสุทธิเทวดา มันถูกสมมติขึ้นมาเท่านั้นเอง สมมุติขึ้นมาว่า ผู้ใหญ่บ้านกำนัน เขายกย่องขึ้นแต่งตั้งขึ้น เป็นเทวดาโดยสมมติ เขาว่าอย่างนั้น บัดนี้อุปปัตติเทวดา เมื่อเราเป็นผู้ใหญ่บ้านกำนันเป็นครูโรงเรียน เราไม่ควรทำอย่างนี้ ไม่ควรพูดอย่างนี้ ดูแลราษฎรความทุกข์สุขให้สม่ำเสมอกัน
บัดนี้เป็นครูโรงเรียนก็เช่นเดียวกัน เราก็ต้องสอนตามหน้าที่ของเรา เขาเรียกว่าอุปปัตติเทวดา คือจิตใจมันเป็น เป็นตำรวจทหาร เป็นครูประชาบาล เป็นผู้ใหญ่บ้านกำนัน เป็นนายกรัฐมนตรี ก็เป็นได้โดยสมมุติ นี่ให้รู้จักสมมุติ อุปปัตติเทวดาคือใจบัดนี้ ใจมันเป็น
วิสุทธิเทวดา วิสุทธิคือจิตใจบริสุทธิ์ จิตใจไม่เศร้าหมอง เรียกว่าจิตใจเป็นอิสระแท้ คำว่าอิสระไม่ใช่ว่าไม่ได้ ผิดหน้าที่กัน จึงว่าคนนี้เกิดมาต้องศึกษาให้รู้จักหน้าที่ของคน ให้รู้จักความเป็นคน คนนี้รู้จักว่าเรามีหน้าที่ของคน เราก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของเรา ก็เป็นคน
บัดนี้เราเห็น คนปฏิบัติให้คนเป็นเทวดาก็ได้ ปฏิบัติให้เป็นพระอินทร์พระพรหมก็ได้ ที่สุดปฏิบัติให้เป็นพระอริยบุคคลก็ได้เหมือนกัน ก็แสดงว่า เห็นศาสนา รู้ศาสนา เพราะรู้สมมุติจริงแล้ว มันเป็นเพียงสมมุติรู้เท่านั้นเอง
สมมุติเอา สวรรค์นิพพานก็สมมุติเอา เทวดาก็สมมุติเอา ผีก็สมมุติเอา คนไม่มีตาที่จึงมองเห็นไม่ได้ คนจึงกลัวผี ผีนี่มันถือมากันตั้งแต่โบร่ำโบราณแสนปีหรือจัก(ไม่รู้กี่)สิบล้านปีสิบแสนปีแล้วก็ไม่รู้ มันถือกันมาอย่างนั้นว่ากลัวผี คนกลัวผีจิตใจเป็นอย่างไร อ้าว..นี่สมมติเอานะไม่ใช่เป็นของจริง จะพูดให้ฟัง ไม่ใช่ว่า คนใดโกรธแล้วคนใดไม่พอใจแล้ว คนนั้นทุกข์ทันทีนะ
เราเคยเห็นสุนัขไหม สุนัขหมานี่มันเข้าไปป่าช้ามันไม่กลัวเลย ไปมื้อคืน(ตอนกลางคืน)มันก็ได้ มื้อเวน(ตอนกลางวัน)มันก็ได้ มันไปโกยเอาคนตายขึ้นมากัดอยู่นั่นแหละ คนนี่เข้าไปป่าช้ากลัวแล้ว หมากับคนใครจะใจสูงกว่ากัน ใครจะจิตใจเข้มแข็งกว่ากัน เราคิดอย่างนี้ก็คิดได้
ตัวผมเองเรียนมนต์เรียนคาถากันผีกันมีดกันปืน มีดฟันไม่เข้าปืนยิงไม่ออกนี่ ไปเรียนนำคุณ(คุณไสย)มา ตอนพุ้น(นั้น) สมัยนั้นมันไปเมืองลาวได้สบายเด้(นะ) องค์ธุลีๆ คอกูมีแผ่นทองตั้งพร้า
ไปปฏิบัติธรรมะความรู้สึกตัว รู้ว่าคอตัวบ่มี(ไม่มี) ตกใจเลยบัดโธ่ โอ้กูตายแล้ว สมมุติจึงว่า เครื่องลางของขลังตะกรุดมนต์ยันต์ปลุกเสกนี่ มีไว้เพื่ออะไร มีไว้สำหรับหลอกคน หลอกให้คนโง่ลงไป คนฉลาดเขาไม่เชื่อแล้ว หลวงพ่อไม่เชื่อเลยตั้งแต่วันนั้น
ขนแข้งกูท่อน้ำคา ขนแข้งไม่ใช่ท่ออะไร ลมพัดก็ปลิวนี่นะ ขนขาเท่าขนเม่น กูอยากเต้นไปได้ร้อยโยชน์พันวา พญาเมืองเลยจงมากราบมาไหว้กูเลย ตีนแกร่งปานหินหน้าผากแกร่งปานหิน เหยียบหนามก็เข้าไม้ปักหน้าผาก มันสมมุติ จึงว่าให้รู้จักสมมุติจริงๆ
นี่แหละคนไปถือเครื่องลางของขลังการปลุกเสก ฤกษ์งามยามดี คาถาสาริกาลิ้นทองอะไรสนงเสน่ห์นั่นน่ะ ว่ามันดี ดีมีไว้สำหรับหลอกคนเท่านั้นเอง คนใดโง่ก็ต้องเชื่อไปอย่างนั้นก่อน เพราะมันไม่มีที่พึ่ง ท่านว่าอย่างนั้น คนฉลาดแล้วเขาจะไม่เชื่อถืออย่างนั้น
ทำดีมันดี ทำชั่วมันชั่ว เพราะจิตใจมันดีจึงทำดีได้ จิตใจมันชั่วมันจึงทำชั่วได้ ดังนั้นเมื่อรู้จักสมมติแล้ว รู้จักศาสนา ศาสนาคือตัวคนนี้เอง นี่เข้าใจอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าศาสนาคือวัด คือพระพุทธรูป อันนั้นศาสนาสมมุติ
พุทธศาสนาคืออะไร ไม่ใช่พระพุทธรูป ไม่ใช่เป็นตัวหนังสือ ไม่ใช่อะไรทั้งหมด พุทธะแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม เมื่อเรารู้อย่างนี้เราก็ต้องไม่เชื่อใครทั้งหมดเลย
บาปคือ มันมืดอยู่ในถ้ำนั่นเอง บุญ ก็ออกจากถ้ำได้ เพราะเรามีไม้ขีดไฟมีเทียนจุดไม้ขีดไฟขึ้นมา ได้เทียนเราก็ไปได้สบายไปจากถ้ำ ออกจากถ้ำได้ คนที่ไม่มีไม้ขีดไฟไม่มีเทียนในมือก็เดินวกวนอยู่ในถ้ำนั้น
จึงว่าให้ทาน ทานแล้วทาน ทานแล้วทานปรารถนาเอาสวรรค์นิพพาน รักษาศีล รักษาวันนี้รักษาไปไม่มีการสิ้นจบเลย คนไม่สิ้นไม่จบเขาว่า วัฏสงสารยืนยาวนานสำหรับบุคคลผู้ที่ไม่รู้ธรรม นี่ท่านว่าอย่างนั้น คนโบราณท่านสอนอย่างนั้น จึงว่าทานอย่างไรไปไม่ถึง เพราะยังไปปรารถนา
ตายแล้วจึงเอาสวรรค์ ตายแล้วจึงเอานิพพาน แล้วมันจะได้ทำไม บ้านหลวงพ่อ “สุทินนัง วะตะ เม ทานัง” หลวงพ่อเองเป็นคนพูดอย่างนี้ ทำบุญครั้งไหนก็ต้องว่า “สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขะยาวะหัง โหตุ” ข้าพเจ้ายินดีในทานการถวายของข้าพเจ้านี้ จงถึงซึ่งความสิิ้นไปแห่งอาสวะกองกิเลสเครื่องดองสันดาน
ท่านแปลว่า พระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ ตายแล้วจึงเอาสวรรค์ ตายแล้วจึงเอานิพพาน กิเลสก็เหมือนกันตายแล้วจึงจะละ นี่มันเข้าใจอย่างนี้ มันต้องละเดี๋ยวนี้ หลวงพ่อเห็นบ้านหลวงพ่อ บ้านปากชมนี่จะเหมือนกันละ เข้าใจอย่างนั้นเอาเองนั่นแหละ
คนตายนี่ ยื่นหมากให้ มวนบุหรี่ให้ เอาไปกองฟอนยังไปให้ที่กองฟอน เคยเห็นนั่นบ้านหลวงพ่อ มีไหม มี นี่แล้วมันจะหมดทำไมอย่างนั้น แล้วปรารถนาให้มันหมด มันจะหมดหรือ เราก็ต้องเลิกเอาสิ เราไม่เลิกจะให้ผีมาเลิกให้เราได้ไหม มันไม่หมดนี่
คนเจ็บไข้ได้ป่วยบ้านหลวงพ่อ ถ้าเป็นผู้หญิง ลูกเอาข้าวอ่อนๆ ปิ้งปลาดีๆ เอาไปให้กิน กินไหมแม่ คัน(หาก)ว่าให้เป็นนะ ข้าวอ่อนๆ ปลาดีๆ ปิ้งร้อนๆ กินไม่ได้เนื้อกินไม่ได้ เคี้ยวมาสักคำไหมแม่ เอามาลองดู นี่มันเป็นอย่างนั้น กัดกระจุกๆ แล้วคำ เป็นยังไงบ้างแม่ มีแฮง(แรง)หน่อยหนึ่งก่(สิ) ผลที่สุดตายเลย เป็นอย่างนั้น
พ่อก็คือกัน(เหมือนกัน) อ้าวกินข้าวไหมพ่อ กินไม่ได้พ่อเมื่อยหลาย(มาก) สูบยาจัก(สัก)มวนไหมพ่อ เออเอามาลองให้พ่อดู สูบไปสูบยาเข้าไปมีแฮงจักน้อย(สักหน่อย) มันจะมีแฮงทำไมรสชาติของหมู่นั้น ผลที่สุดก็ตายเลย เพราะไม่รู้นั่นเอง อันนี้นำมาเตือนกัน
วิธีปฏิบัติละความชั่ว ปฏิบัติให้มีความดีก้าวหน้าขึ้น อันนี้เราไม่เลิกความชั่วมันจะดีได้ทำไม จึงว่าสัตว์เดรัจฉานมันไม่รู้จักแม่มัน มันไม่รู้จักพ่อมัน มันอยากทำอะไรมันก็ทำไป นี่เขาว่าคนคราวนั้นเขาว่าเป็นคนป่า ถือศาสนาไม่รู้ เขาว่าอย่างนั้น
ดังนั้นที่นำมาเล่าให้ฟังนี่ พูดด้วยความจริงใจ เพราะว่าที่นี่เป็นสำนักปฏิบัติธรรมหลวงพ่อเพียร หลวงพ่อเพียรนี่เป็นรุ่นพี่นะนี่ แต่สมัยเป็นพระ หลวงพ่อเป็นเณร เออแล้วกลับมาปฏิบัติธรรมะนี้หลวงพ่อเป็นโยม
หลวงพ่อเป็นพระอีกแล้วไปปฏิบัติแต่หลวงพ่อเป็นลูกศิษย์ หลวงพ่อนี่เป็นพี่ชาย แต่คราวนั้นหลวงพ่อเป็นลูกศิษย์ท่าน ท่านเป็นครูบา ผมเป็นเณร มารู้ธรรมะแล้วหลวงพ่อเป็นโยมนี่ หลวงพ่อเป็นพระแล้วไปปฏิบัติธรรมะ มันกลับกันไปกันมา กลับกันไปกันมา
ธรรมะนั้นจึงว่าคือ คนทุกคนปฏิบัติ ถ้าหากเราไม่ปฏิบัติให้มันรู้จริงๆ แล้ว มันจะเสียเวลา จึงว่าปฏิบัติรู้อย่างนี้มันยังไม่รู้เรื่องวิปัสสนู วิปลาส จินตญาณ ยังไม่รู้ เราต้องมาปฏิบัติ ให้มันมีความสัมผัสแนบแน่นกับความนึกความคิด ให้มันมีความรู้สึกตัว
เป็นอันใดก็ตาม มันเห็นผีเห็นเทวดา ให้มันรู้สึกตัว พอดีมันคิดปุ๊บ ให้มันรู้อยู่กับความรู้สึกอันนี้ พอดีมันคิด อย่าไปกับความคิด เพราะความคิดมันจะดึงเราไป คนไม่รู้จักความคิด คิดไป บางคนนอนไม่หลับไปเอายาระงับประสาทมากิน เป็นบ้ากัน
บัดนี้จะเทียบคนให้ฟังนะ คนมีเงินมากๆ กับคนจน ใครตายหลายกว่ากัน แต่ตายเท่ากันทุกคน ตายทุกคน เมื่อเทียบส่วนแล้วคนมีเงินมากฆ่าตัวตายมากกว่าคนไม่มีเงิน คนไม่มีเงินนี่ไม่ค่อยเอาปืนยิงตัวตายไม่ค่อยกินยาตาย คนมีเงินนี่เอาปืนยิงตัวตายกินยาตาย คนมีเงินก็ตายหลายกว่าคนไม่มีเงิน เพราะคนมีเงินมันคิดมาก แสดงว่าเงินมันช่วยไม่ได้ ช่วยไม่ได้จริงๆ
คนเรียนหนังสือมากๆ ก็เหมือนกัน หลวงพ่ออยู่วัดสนามใน คนหนึ่งเรียนหนังสือจบปริญญาโทมาจากอเมริกา มาทำงานธนาคาร เมื่อคิดไปคิดมาแล้วไปบ้าไป นอนไม่หลับเลย พี่ๆ น้องๆ เอาไปหารักษา มันไม่หาย เอาน้ำมนต์มารด มันเย็นตั้งแต่รูปกายภายนอกนั้น ใจมันร้อน นอนไม่หลับ เอามาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่มีมนต์หรอก ไม่ได้ปลุกหรอกปลุกคนนะ แต่ว่าพูดให้รู้สึกตัว คุณคิดให้ให้รู้สึกตัว
มาทำความรู้สึกตัวอยู่ไม่เกิน ๑๕ วัน หายเลย ไปทำงานธนาคารได้เหมือนเดิม ไปให้คนที่ฤกษฺ์งามยามดีปลุกเสกคาถงคาถารดน้ำมนต์ ไม่หายเลยตั้งหกเดือน นี่มันเป็นอย่างนั้น อันนั้นมีสำหรับหลอกคนโง่ คนมันจึงชอบคนโง่เท่านั้นเอง พูดความจริงให้ไม่ฟังไม่เอา เป็นอย่างนั้น คนมันชอบความโง่ ชอบความหลอกความลวง มันจึงมีผีมาก ไหว้ผีมาก รดน้ำมนต์ที่นั่นที่นี่ มันไม่รู้
พระพุทธเจ้าว่า “อะเสวะนา จะ พาลานัง ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง” นี่มงคลข้อที่หนึ่ง เราไม่รู้ “อะเสวนา จะ พาลานัง” หมายถึงคนพาล คนกินเหล้า เล่นการพนัน เที่ยวกลางคืน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านการงาน อันนั้นคนพาลภายนอกเด้(นะ) เราหลีกมันได้สบาย
คนพาลในคือใคร คือ เจ้าโมหะ เจ้าโทสะ เจ้าโลภะ นี่เองคนพาลภายใน เราก็อยู่กับคนพาลเราจะไปหนีคนพาลได้ทำไม
วันนี้นี่เองหลวงพ่อมาทับมิ่งขวัญ คนนั้นเขาเรียนแพทย์ แพทย์ทำฟัน ทำฟันนี่เขาว่าอย่างไร ทันตแพทย์ นี่เขาว่าเขามาบอก ชีวิตนี้แม๊ผมทำชั่วแล้ว ทำชั่วคุณรู้ไหม ผมรู้ รู้แล้วคุณไม่รู้ คุณรู้ทำ คุณรู้แล้วคุณทำ คุณจะทำทำไม เขาว่ารู้เข้าไปทำ ไม่ใช่รู้เลิก ไม่ใช่รู้หนี
แต่ก่อนผมไม่ทำ ผมไม่เล่นเบี้ยไม่เล่นไพ่ไม่เล่นการพนัน ไม่ดื่มสุรา ไม่คบเพื่อนคนที่เลว เดี๋ยวนี้ผมดื่มสุรา แล้วเดี๋ยวนี้เล่นการพนันเที่ยวกลางคืน คบคนที่ไม่ดี ผมรู้ แต่ผมทำไมจึงเลิกไม่ได้
อย่าพูดอย่างนั้น คุณไม่รู้ คุณรู้ทำ คัน(หาก)ไม่ทำมันย่าน(กลัว) กลัวหมู่(เพื่อน)จะเสียใจ แน่ะตัวเองเสียไม่รู้สึกตัว จะกลัวหยัง(อะไร)เสียใจคนพวกนี้ ไม่กลัวตัวเสียไป นี่ไม่กลัว แสดงว่าคนๆ นั้นจะเป็นคนมีปัญญาไหม เรียนจนจบทันตแพทย์แล้วนะ คนนั้นยังไม่ฉลาด สู้หลวงพ่อเขียนหนังสือไม่ได้ ฉลาด จริงๆ นะเนี่ยหลวงพ่อไม่ทำ
ก็เลยให้ข้อคิดว่า คุณจะไปเกรงคนอื่นเสียใจทำไม คุณเกรงคุณเสียคนสิ เพื่อนมาชวนนี่ว่าไม่ไปมันจะเสียใจ คุณก็ต้องมีนโยบายสิ อ้อวันนี้มีธุระขัดข้องจำเป็นครับ ไปก่อนเถอะพรุ่งนี้เราค่อยไป แล้วกลัวเราเสียสัจจะ มันจะเสียทำไม อันนั้นแหละสัจจะไม่รู้จริง กลัวหยัง(อะไร)เสียสัจจะอันนั้น
พระพุทธเจ้ากลัวสมบัติความเป็นมนุษย์จะหนี ท่านว่าเสียสัตย์เสียความเป็นมนุษย์ อันนั้นไม่ใช่มนุษย์ อันนั้นเขาว่าผี คำว่าผี คัน(หาก)ผู้หญิงก็ว่าอีผีทำไม่ดี พูดอย่างนี้ มันจะเป็นสัตย์ได้ทำไม อันนั้นเรียกว่าสัจจะของคนไม่รู้
ถ้าเป็นสัจจะของคนรู้จึงว่า สัจจะคือความจริง กลัวจะเสียสมบัติความเป็นมนุษย์ กลัวจะเสียสมบัติความเป็นเทวดา กลัวจะเสียสมบัติความเป็นอินทร์เป็นพรหม กลัวจะเสียความเป็นอริยะบุคคล อันนี้เพิ่นเอิ้นว่า(ท่านเรียกว่า) สัจจะแปลว่าของจริง ท่านว่าอย่างนั้น อันนั้นไม่กลัวเลย กลัวแต่หมู่(เพื่อน)เสียใจ มันผิดกัน จึงว่าสมมุติให้ฟังแต่มันไม่รู้จัก จึงว่าคนไม่รู้จักจะรู้จักไหม ไม่รู้
จึงว่า “อะเสวนา จะ พาลานัง” พาลาแปลว่าคนพาล อะเสวนาแปลว่าอยู่ด้วยกินด้วย “อะเสวนา จะ พาลานัง” แต่พาลาคนพาลภายนอกเราหลีกได้ง่ายๆ คนพาลภายในนี่เราไม่หลวมตัวเราหลีกไม่ได้ บัดนี้ “ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง” เป็นมงคล
แต่ไปคบอย่างที่พูดวันนี้ เรียนจบทันตแพทย์ แต่จบเรียนประโยค ๙ ก็ตาม อย่างที่พูดแล้วก็ขออภัยนะ อย่างพวกอาจารย์ชูศรีอาจารย์มัณฑนา เรียนปริญญาโทและเป็นปริญญาเป็นบัณฑิต บัณฑิตอันนั้นก็ดีไม่ใช่ไม่ดี แต่บัณฑิตที่หลวงพ่อพูดนี่ จะไปพบท่านตลอดมื้อตลอดวันจะได้กินอะไร ก็ไปเฝ้าไปกับท่าน ท่านไปทำอะไรตัวก็ไม่ได้กินข้าวไม่ได้กินน้ำอะไรเลย ไปเฝ้าไปแห่กันไปกับท่านนี่ ไปคบกับท่าน
แต่ต้องคบบัณฑิตภายใน มันลุกด้วย มันนั่งด้วย มันไปด้วยมาด้วย เข้าห้องน้ำห้องส้วม มันเข้าด้วยความรู้สึกตัวตื่นตัว ความรู้สึกใจตื่นใจ อันนี้นี่แหละบัณฑิตแท้ๆ บัณฑิตคือ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา ว่าตามภาษา
แล้วก็มีความรู้สึกตัวตื่นตัว ความรู้สึกใจตื่นใจ ความรู้สึกตัวตื่นตัวบังคับตัว ความรู้สึกใจตื่นใจบังคับใจ บังคับตัวเป็นใหญ่ในตัว บังคับใจเป็นใหญ่ในใจ เขาจึงว่าเป็นบัณฑิตแท้ จึงว่า ทางกว้างยาวไกลไปต้องถึง นี่คนเดินทาง ถ้าเดินทางให้ถูกมันก็ถึง ถ้าเดินทางไม่ถูกมันไม่ถึง
ดังนั้นพระสงฆ์องค์เจ้าญาติโยม มาปฏิบัติธรรมะก็เช่นเดียวกัน ต้องปฏิบัติให้ดูจิตดูใจ มันนึกมันคิด รู้อันนี้ก็ไม่ต้องกำหนดรูปมาก รู้สมมุตินี่แหละ พยายามดูความคิด สร้างจังหวะให้มาก อย่างสร้างช้า สร้างไวๆ บ้าง เดินจงกรมไวๆ อย่าไปเพ่ง ถ้าเพ่งมันจะมึนศีรษะปวดหัวหนักอก อันนั้นมันคิด แปลว่าทำผิดพูดผิด คิดผิด นำทุกข์มาให้
ทำถูกต้อง แล้วก็คิดถูกต้อง อันใดถูกต้องนำสุขมาให้ ทำโดยไม่ให้มันมีทุกข์ ทำสบายๆ มันคิด..รู้ ตาเห็นก็..รู้ หูฟังก็..รู้ มีเพื่อนมาหา เราก็เห็น เราก็รู้ ก็คุยได้ ทำการทำงานไปตามหน้าที่ ท่านว่าหน้าที่ของคนควรศึกษาให้รู้ และควรปฏิบัติตามหน้าที่ของตน
คนถ้าทำผิดหน้าที่ของคนแล้วก็มีแต่ทุกข์เท่านั้นเอง นี่เป็นอย่างนั้น บ้านเมืองของเราทุกวันนี้ ทุกข์เพราะคนทำหน้าที่ผิด ไม่ทำตามหน้าที่ของตัวเอง แล้วเอาหน้าที่ของคนอื่นมาทำบัดนี้ แล้วหน้าที่ของตัวเองอยากให้คนอื่นทำ มันจะได้ทำไม
เห็นคนอื่นเขาทำมันไม่ดี อ้าว..ตัวไม่ดี มันไม่คิดนี่ มันเป็นอย่างนั้น จึงว่าหาแต่เรื่องอันคนอื่นทั้งนั้น ตัวเองไม่ค่อยทำ ดังนั้นทำอันนี้ ให้รู้จักสภาพวัตถุ วัตถุหมายถึง สิ่งของต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึง เป็นวัตถุทั้งนั้น
ตัวเองนี่ก็เป็นวัตถุ หน้าตาแข้งขามือเท้ารูปกายจิตใจมันก็เป็นวัตถุ เราเห็นวัตถุสิ่งที่ภายนอกภายใน ปรมัตถ์ ปรมัตถ์แปลว่าของจริง ของจริงทางภายนอก ของจริงทางภายใน อาการสภาพเปลี่ยนแปลง นี่ตัวของผมหรือตัวของอาตมา รู้ตอนแลง(เย็น)
เห็นสภาพอันนี้ โทสะ โมหะ โลภะ นี่ลดน้อยจางไปทันทีเลย เวทนาไม่ทุกข์ สัญญาไม่ทุกข์ สังขารไม่ทุกข์ วิญญาณไม่ทุกข์ อันนี้เขาว่าขันธ์ ๔ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เขาเรียกว่าขันธ์ ๕ รูป ๕
ขันธ์ ๔ บัดนี้ไม่ต้องเอารูป เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เรียกว่าขันธ์ ๔ อันนี้ รูป ๔ อันนี้ เทวดาจึงว่ามองไม่เห็นถ้าคนใดไม่มีตาทิพย์ ผีก็เหมือนกันมองไม่เห็นคนไม่มีตาทิพย์ คนมีตาทิพย์จึงเห็น จึงว่ารู้ธรรมเห็นธรรม ของจริงมีอยู่ในคนกว้างศอกยาวาหนาคืบ มีแล้วให้เราศึกษาได้ทุกอย่างทีเดียว
แต่เราไม่ศึกษาที่นี้ เมื่อไม่ศึกษาที่นี้จะรู้ว่าเราเป็นคนไหม เป็นแข้งขาหน้าตามือเท้าเป็นคน แต่จิตใจมันเป็นผี เพราะมันไม่ละอายนี่ ทำพูดคิดอะไรไม่ละอาย หมานี่ดูเถอะมันอยากขี้ใดมันก็ขี้ไป มันอยากเยี่ยวใดมันก็เยี่ยวไป ถึงเวลาเซิงมันอยากเซิงก็ตามถนนหนทางมันก็เซิงไป
แล้วคนเป็นอย่างนั้นมันจะใช้ได้ไหม มันก็ใช้ไม่ได้สิอย่างนั้น มันก็หน้าตาแข้งขามือเท้าเป็นคน จิตใจมันก็เป็นสัตว์เดรัจฉานสิอย่างนั้น จึงว่าคนนี้แหละเป็นสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์เดรัจฉาน มนุษย์เปรต มนุษย์นรก มนุษย์อสุรกาย ท่านว่า
บัดนี้คนนี่ก็เหมือนกัน พัฒนาความเป็นคน มนุสสภูโต มนุสสเทโว มนุษย์นี่เองเป็นเทวดา จึงว่าที่สุดก็เรียกว่าเป็นพระอริยบุคคล
พระไม่ได้หมายถึงอันนี้นะ อันนี้มันเป็นสมมุตินะนี่ บวชแล้วก็สึก สึกแล้วก็บวช ถามหลวงพ่อนี่หลวงพ่อบวชมาจักเทื่อ(กี่ครั้ง)แล้วครับ บวชแล้วสึกจักเทื่อ(กี่ครั้ง)ครับ นี่สมมุติ สมมุติอันนี้บวชแล้วก็สึก สึกแล้วก็บวช ใจมันเป็นไม่ใช่ตัวคนเป็น
จึงว่าเป็นเข้าถึงธรรมะ จึงเข้าถึงจิตใจ เอามือมาเกี่ยวผมดึงผมออกมา อ้อ..ผมยาวเข้านี่ รู้สึกว่าตัวเองเป็นพระนุ่งกางเกง โอ้..เป็นพระได้แล้วบัดนี้ นี่เข้าใจอย่างนี้ จึงว่านี่แหละเป็นปรมัตถ์
ปรมัตถ์แปลว่าของจริง เป็นผู้หญิงก็เป็นพระได้ เป็นผู้ชายก็เป็นพระได้ เป็นพระสงฆ์องค์เณรก็เป็นพระได้ ถือศาสนาใดนุ่งผ้าสีอะไรก็เป็นพระได้ ถ้าเดินทางถูกนะ ถ้าเดินไม่ถูกก็ไม่ถึงเป็นไม่ได้ เราอย่าไปติดตั้งแต่สมมุตินั่น พระพุทธไม่ใช่ทองคำ พระธรรมไม่ใช่ใบลาน ลูกชาวบ้านไม่ใช่พระสงฆ์
พ่อแม่โบราณท่านสอนไว้ พระพุทธไม่ใช่ทองคำ เราหล่อพระทองคำอันนั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระธรรมคือตัวหนังสือนี่ เราไปกราบไปไหว้กราบเท่าใดก็ไม่ใช่เป็นพระธรรม บวชลูกชาวบ้านเป็นพระสงฆ์องค์เณรนี่ อันนั้นไม่ใช่พระสงฆ์ เป็นเพียงสมมุติเท่านั้นเอง
ถ้าพูดอย่างนี้ พระสงฆ์หมู่หลวงพ่อหลวงปู่หลวงตาพระหนุ่มเณรน้อยอาจจะเครียด เอ้ผมก็เป็นเณรนี่ พระเณรแปลว่าเหล่ากอ ถ้าไม่เป็นเหล่ากอของพระพุทธเจ้าจะมาเป็นพระเป็นเณรทำไม
เณรแปลว่าเหล่ากอ เหมือนกับก่อตะไคร้ บ้านผมเรียกหัวสีไคร้ ปลูกหัวเดียวมันแพร่ออกมาเป็นกอใหญ่ๆ อ้อยก็เหมือนกันปลูกลำเดียวปลูกออกมาเป็นหลายลำ กล้วยก็เหมือนกันมันเป็นกอเดียว จึงว่ามันเป็นพันธุ์ใด เณรจึงแปลว่าเหล่ากอ สามเณรกับสมณะ สมณะแปลว่าผู้สงบก็เป็นกอ
อันนี้แหละ นำธรรมะมาเล่าให้ฟัง วันนี้ก็เห็นว่าสมควรแล้ว มางานนายเทียนมาทำบุญหานายเทียน วันนี้ก็เลยเข้ามาแวะสำนักนี้ ก็เลยมาพูดให้ฟัง
การปฏิบัติธรรมะต้องเข้าถึงตัวเราจริงๆ จึงเข้าถึงพระพุทธเจ้า เข้าถึงพระธรรม เข้าถึงพระสงฆ์ พระพุทธเจ้าคือ จิตใจสะอาด สว่าง สงบ.
………………………………………
นิมนต์ตั้งใจฟัง เวลานี้ก็ได้ ๒ โมง ๑๑ นาที ฉันเช้าเสร็จแล้วเรียกว่าฉันจังหัน ก็จะถือโอกาสพูดให้พวกเราฟัง แล้วก็เอาไปพิจารณาเอาไปคิด แล้วก็ต้องปฏิบัติไป ตามสติปัญญาของแต่ละคนๆ ไป คนเราส่วนมากความคิดความเห็นไม่ค่อยตรงกัน แล้วการประพฤติปฏิบัติก็ไม่ตรงกัน
เมื่อความคิดความเห็นไม่ตรงกัน ว่าการปฏิบัติก็ไม่ตรงกัน ผลที่ได้ออกมาก็ไม่ตรงกันอีกแล้ว นี่เป็นอย่างนี้ เพราะความเห็นก็ไม่ตรงกัน การกระทำก็ไม่ตรงกัน ผลออกมาก็ไม่ตรงกัน มันเป็นอย่างนี้
ดังนั้นวันนี้ก็ถือโอกาสพูดให้พวกเราฟัง คนมันไปติดตำรามาก ติดคัมภีร์ ติดหนังสือที่เป็นคัมภีร์เป็นใบลานก็มี เป็นหนังสือที่เขาพิมพ์เป็นเล่มก็มี ผิดตำราไปไม่ได้บางคน บางคนก็ผิดไป บางคนก็เอาไม่เลยก็มี นี่มันเป็นอย่างนี้
บางคนติดพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกก็เขียนไว้ไม่ใช่พระไตรปิฎกตัวจริง พระไตรปิฎกอันนั้นตกน้ำก็ไหลตกไฟก็ไหม้ เขียนขึ้นมาใหม่ก็ยังมี อันพระไตรปิฎกจริงๆ คือตัวคนนี่ ให้มาศึกษาที่ตรงนี้ แล้วก็ไปศึกษาพระไตรปิฎกอันนั้น มันเป็นอย่างนั้น แต่มันก็ดีนะ
ที่ผมพูดนี่ ไม่ได้ไปทำลาย แล้วก็ไม่ได้ชวนให้ทิ้งพระไตรปิฎกอันนั้น พระไตรปิฎกอันนั้นเขียนไว้เพื่อเป็นแผนที่เท่านั้นเอง แล้วการกระทำของพวกเรานี่ ให้มันตรงกับพระไตรปิฎกอันนั้น แต่มันไม่ทำ เมื่อมันไม่ทำตรวพระไตรปิฎกอันนั้น มันก็เลยผิดพระไตรปิฎกไป
ดังนั้นวันนี้จึงว่า จะขอแนะนำให้พวกเราได้เข้าใจว่า การปฏิบัติธรรมะก็ตาม หรือการปฏิบัติพระไตรปิฎกก็ตาม หรือการปฏิบัติตามหลักศาสนา หรือปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกัน ต้องปฏิบัติที่ตัวเรา ปฏิบัติตัวเราเพื่ออะไร
เพื่อรู้ เพื่อความเข้าใจ เพื่อการเห็นแจ้ง สภาพสภาวะของคนเหมือนกันไหม คนยุคก่อนๆ นู้น กับคนยุคนี้ เหมือนกันไหม และผู้หญิงผู้ชายเหมือนกันไหม พระองค์พระสงฆ์องค์เจ้าเหมือนกันไหม หรือผิดแผกแตกต่างดันไปอย่างไร เราจะได้รู้ได้เห็นได้เข้าใจอย่างนั้น เมื่อเราได้รู้ได้เห็นได้เข้าใจอย่างนั้น เราก็ต้องเอามาแก้ปัญหาที่ตัวเรา
สมัยนั้นแต่ก่อนนู้น มันวุ่นวายสับสนเดือดร้อนขัดอกขัดใจกัน พระพุทธเจ้าจึงเห็น โอ้..ก็ทุกข์ พระพุทธเจ้าย้อนไปถึงความคิดคนยุคก่อนๆ ต่อมาคิดถึงสภาพความเป็นอยู่ของเรา สมัยนี้ก็ทุกข์เหมือนกัน แล้วอนาคตข้างหน้าก็ต้องเป็นอย่างนี้เหมือนกัน
ท่านคิด แต่เราไม่ได้เห็นหรอก เดาๆ เอา ที่ว่าเดาๆ นี้อย่างไร เดาๆ คิดว่าคงจะคิดอย่างนั้น ท่านก็เลยออกศึกษาปฏิบัติตามครูบาอาจารย์หลายอาจารย์ แต่มันยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งท่านมาทำข้อความเข้าใจกับตัวท่านเองนี่ว่า ที่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ทำทางจิตทางใจ
คำว่าจิตใจนี่ สมัยก่อนนู้นก็มีจิตมีใจเหมือนกัน แล้วสมัยปัจจุบันก็มีจิตมีใจเหมือนกัน แล้วอนาคตข้างหน้าก็จะมีจิตมีใจเหมือนกัน บัดนี้คนทุกชาติทุกภาษาทุกเพศทุกวัยก็มีจิตมีใจเหมือนกัน ถ้ารู้ก็ต้องรู้เหมือนกัน ถ้ารู้ไม่เหมือนกันแล้วก็แสดงว่า ความเห็นไม่เหมือนกัน การปฏิบัติก็ไม่เหมือนกันแล้ว ผลออกมาก็ไม่เหมือนกันแล้ว
ถ้าหากเราเข้าใจว่า ปฏิบัติเหมือนกัน เห็นเหมือนกัน ผลออกมาได้รับเหมือนกัน มันก็ต้องเหมือนกัน จึงว่า ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีอันเดียว แม้แต่ก่อนหน้าท่านยังไม่ได้ตรัสรู้ มันก็มีอยู่อย่างนั้น และหลังจากท่านตายไปแล้ว มันก็มีอยู่อย่างนั้น
ในขณะเมื่อท่านรู้ท่านเห็นท่านค้นพบ เมื่อท่านมีชีวิตจิตใจอยู่ ท่านก็เห็น ก็รู้ ก็เข้าใจ แล้วท่านก็เอามาเผยแพร่ เอามาแก้ปัญหาของทุกคน แก้ปัญหาของท่านแล้วท่านก็แก้ปัญหาของเพื่อนเรา
ดังนั้นวันนี้ก็จะแนะนำพวกเรา ให้พวกเราได้เข้าใจว่า ชีวิตทุกคนมีค่ามากมีราคามาก ซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ ไม่มีตลาด ประเทศใดชาติใดก็ไม่มีตลาดขายชีวิตคน
แต่ชีวิตสัตว์อาจจะซื้อจะฆ่าได้ คนนี้อย่างที่รับจ้างกันจะฆ่านั่นอาจจะเป็นการรับจ้างกันพิเศษไม่ให้เจ้าของรู้ ว่ามันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเจ้าของรู้แล้วไม่ขาย หรือคนอยู่ที่นี่ใครจะต้องการขายชีวิตมีไหมครับ มีไหม ไม่มีขายชีวิตนะ เพราะมันไม่มีประโยชน์เลย
อันเงินทองนี่ เราดิ้นรนหามัน แต่เมื่อได้มาแล้วนึกว่ามันจะมีความสุข ผลที่สุดนำทุกข์มาให้ก็มี จึงว่าชีวิตนี่มันมีค่ามากที่สุด ไม่ควรที่จะให้มันเป็นทุกข์อย่างนั้น ถ้ารู้ธรรมะจริงๆ แล้วไม่ควรจะใช้ชีวิตแบบนั้น ควรแก้ไขปัญหาชีวิตของตัวเองให้ได้ ชีวิตนี่มันมีราคา
แล้วคนทุกคนเกิดมาว่าทุกข์ มันไม่ใช่ชีวิตทุกข์ มันกิเลส เราทำแต่ตามใจชอบ ทำไปตามอารมณ์ ทำไปตามความคิดเห็น ไม่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้า ไม่ว่าญาติว่าโยม ไม่ว่าแม่ขาวแม่ดำก็เช่นเดียวกัน คือคนไม่รู้จักแก้ปัญหาตัวเองนั่นเอง
ถ้าเราแก้ปัญหาตัวเองแล้ว ไปอยู่สังคมไหนก็ได้ เป็นพระสงฆ์ก็อยู่ได้ เป็นฆราวาสญาติโยมก็อยู่ได้ เป็นแม่ชีแม่ดำก็อยู่ได้ ถ้ารู้จักแก้ปัญหาตัวเองโดยที่ไม่มีทุกข์แล้ว
ผมเห็นหลายคน แม่ขาวก็เหมือนกันบางคนเช็ดน้ำตามา ดิฉันเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะเรื่องอะไร มาบวชเป็นแม่ขาวแล้วยังทุกข์อยู่ โห้ที่สุดเลยนี่ เจ้าของเสียสละเวลามาบวชเป็นขาวเป็นชี ยังไปคิดมัวสุ่มในทางที่ทุกข์ผิดๆ เอามาเล่าให้คนอื่นฟัง นี่เป็นอย่างนั้น
คน จึงว่ากลัว กลัวหมดทุกข์ ทำไมจึงกลัวหมดทุกข์ เพราะไปฝังหัวไว้กับตำรา ในตำราเขาบอกว่าอย่างนี้คนจึงกลัว ผมจึงกล้าพูดได้ว่าพระไตรปิฎกเขียนไว้ตกน้ำก็ไหลตกไฟก็ไหม้เทียนไหม้ก็มี แต่คนยังเข้าใจผิดนะ
ผมอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ฆราวาสญาติโยมปฏิบัติธรรมะ เมื่อสิ้นทุกข์แล้วอยู่ไม่เกิน ๗ วันตายแล้ว แล้วคนมันไม่อยากตายบัดนี้ ก็เลยไม่อยากปฏิบัติธรรมะ กลัวจะหมดทุกข์ มันเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่บวชก็ไม่ได้ คนเป็นฆราวาสนี้เข้าใจไปอย่างนี้
คนจึงไม่กล้าปฏิบัติธรรมะเพื่อให้ทุกข์มันสิ้น คนจึงมีการกลัวต่อนิพพาน การกลัวต่อสวรรค์ การกลัวต่อความสุข กลัวต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ ถ้าหากคนใดมีความสามารถกล้าแข็ง ปฏิบัติธรรมะตามแนวพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้ว ความทุกข์จะหมดไป
เรื่องตายนั้นน่ะ อันนี้ผมว่าตามความคิดเห็นของผมเอง วันอาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์เสาร์ ตายภายใน ๗ วันนี้เอง ไม่เกินกว่า ๗ วันนี้ไปได้
อันนี้เป็นการเข้าใจไม่ตรง คนที่เขียนมานั่นบางทีคนนั้นอาจจะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่เข้าใจแล้ว เขียนไว้บัดนี้คนที่ไปอ่านก็เลยจดจำหัวฝังไว้กับตำรา ออกจากตำราไม่ได้นี่ อันนี้เป็นการมาเสนอแนะ ให้พวกเราให้เข้าใจเอาไปคิดเอาไว้ ผมปฏิบัติธรรมะเป็นโยมเหมือนกัน ผมไม่กลัวตายเลย ผมคิดไว้อย่างนี้
พ่อผมเล่าให้ฟังเล่าเพียงสั้นๆ ศาสนาล่วงไปได้ ๕,ooo ปี จะมืด ๗ วัน ๗ คืน มีเทวดาจะมาปิดดวงอาทิตย์ปิดดวงตะเวน(ตะวัน)นี่ ไม่มีแสงสว่างเลย ๗ วัน ๗ คืนนี้ คนไปไหนมาไหนไม่ได้ ต้องอุดหู ยาก็ไม่ได้กินน้ำก็ไม่ได้กินข้าวก็ไม่ได้กิน เพราะไปไหนมาไหนไม่ได้
ถึง ๗ วันแล้ว พระพุทธรูปหรือพระธาตุพระอะไรก็ตาม จะเหาะไปรวมกันที่เดียว พอดีไปถึงที่นั่นแล้ว ดวงจิตวิญญาณพระพุทธเจ้าไปเกาะอยู่กับพระพุทธรูปนั่นพระธาตุอะไรต่างๆ เท่ากับเม็ดงา พอดีไปถึงแล้วธาตุอันนั้นรูปอันนั้นแตกออกเป็นไฟไหม้ไปหมด ดวงจิตวิญญาณพระพุทธเจ้าเท่ากับเม็ดงานี้จะไปรวมตัวกันเข้า เป็นเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร เปิดโลกว่านั้น แล้วก็มีรู้จักทิศทางขึ้นมา
แล้วก็แสดงธรรมให้คนฟัง คนใดมีปัญญาแหลมคมฟัง ได้เป็นพระอรหันต์ในคราวนั้น ลดลงมาก็เป็นพระอนาคามี ลดลงมาก็เป็นพระสกิทาคามี ลดลงมาก็เป็นพระโสดาบันบุคคล ลดลงมาก็เป็นมนุษย์ เหลือผู้ที่ยังไม่ได้เข้าใจก็เป็นคนธรรมดานี่เอง
ก็เป็นแล้วแต่จะเป็นไป ผมยังนึกอยู่ในใจเลยว่า ตายลงไปนี่ให้ได้ไปเกิดภพ คราวนั้นแหละจะได้ไปฟังธรรมะจากพระพุทธเจ้า จะได้สำเร็จ จะหมดกิเลสได้ เข้าใจอย่างนี้นึกในใจอย่างนั้น แต่มันเป็นการเข้าใจผิดไปครับ
แต่ความจริง ดวงจิตวิญญาณพระพุทธเจ้านั้นไปเกาะอยู่กับพระพุทธรูปนั้นไม่ได้ครับ อยู่กับคนนี้แหละ พวกเราอยู่ที่นี่แหละ พระพุทธรูปนี่เป็นพระอยู่ในใจคน พระจึงแปลว่าผู้สอนคน พระจึงแปลว่าผู้ประเสริฐ
รูปอันนี้มันทำอะไรไม่ได้ ทุกคนมีรูป มีแต่ทำการทำงานทำตามหน้าที่เท่านั้นเอง ทำหน้าที่ พ่อค้าพ่อขายก็ทำหน้าที่ซื้อขาย ถ้าเป็นข้าราชการก็ทำหน้าที่ของราชการ ถ้าเป็นชาวนาก็ทำการทำงานตามหน้าที่ชาวนาชาวสวน เข้าใจอย่างนั้น
จึงว่าคนไปติดตำรา ความเห็นคนจึงไม่เหมือนกัน การปฏิบัติธรรมะก็รู้ไม่เหมือนกัน ผลออกมาก็ไม่เหมือนกันจริงๆ ถ้าเห็นคิดให้ถูกต้องตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ผมว่า เข้าใจธรรมะนี้ ไม่เหลือวิสัย เพราะพระพุทธเจ้าท่านสอนคน ให้คนไม่มีทุกข์เท่านั้นเอง อันความทุกข์ นั่นไม่ใช่เป็นคนนะครับ มันเป็นเปรตเป็นผีมันเป็นอะไร ก็พูดไปอย่างนั้นตามเรื่อง
ดังนั้นจิตใจคนจึงว่ามีพุทธะ หรือมีพระพุทธเจ้า แต่พ่อเล่าให้ฟังนะว่า ดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าไปเกาะอยู่เท่ากับเม็ดงา ไม่จริง ดวงจิตของคนนี่หน้าที่สดใส สะอาด สว่างสงบ มีในคนทุกคน วันหนึ่งจะมีกี่ครั้งมันสดใส สะอาด สว่าง สงบ มันทำความสว่างให้แก่เรา
บางคนไม่เคยดูใจตัวเอง บางคนจนตายเลยก็มีนะ บางคนไม่เคยรู้ว่าเจ้าของทำงานทำการอะไรก็มี บางคนไม่เคยคิดว่าหลักพระพุทธศาสนาสอนเรื่องอะไร ไม่เคยคิด มาเห็นแต่เพียงวัด เห็นพระพุทธรูป แล้วก็เห็นพระสงฆ์องค์เจ้า อันนั้นดีแล้ว มันเป็นเรื่องสมมุติ
ตัวปฏิบัติธรรมจริงๆ คือปฏิบัติที่ตัวเรา เมื่อปฏิบัติตัวเราพ้นทุกข์ไปได้นั่นแหละ คือพุทธะเกิดขึ้นมาในใจแล้ว เพราะเราเห็นพระพุทธเจ้าแล้ว คำสอนทั้งหมดเลยครับ พระพุทธเจ้าสอนแต่เรื่องทุกข์ แก้ปัญหาแต่เรื่องทุกข์เท่านั้น
เรื่องบุญเรื่องกุศลนั้น ก็มีสอนกันอยู่อย่างนั้น เป็นการทำดี ดีแล้วที่ให้ทานรักษาศีลดีแล้ว ให้ทานรักษาศีลรู้ไหมนี่ ผมเข้าใจว่าถ้าไม่ปฏิบัติจริงๆ แล้วคงจะไม่รู้ เพราะผมเคยให้ทานเคยรักษาศีล มันไม่รู้นะครับ ทำกรรมฐานนั่งความสงบดีๆ แล้วรู้ไหม ผมก็เคยทำมาแล้วครับ ไม่รู้ครับ
จนมากำหนดการเคลื่อนไหวของรูปกายนี่ โดยวิธีใด..ก็ให้รู้ แล้วจิตใจมันนึกมันคิด..ให้รู้ มันจะคิดวิธีใด..ก็ให้รู้ นี่ครับใกล้ๆ นี่ คนไปทำงานทำการต้องเอารูปเราไปทำ บัดนี้จิตใจมันนึกมันคิด เราอยู่ที่ไหนมันก็นึกได้คิดได้ ก็เลยเข้าใจ
โอ้..คำสอน จิตที่หลุดพ้นแล้ว จิตที่หลุดพ้นแล้วเรียกว่าเป็นอิสระ คำว่าจิตหลุดพ้นนี่เป็นอิสระนะครับ ไม่ใช่ว่าตัวนี้เป็นอิสระ จิตมันหลุดพ้นไม่ถูกปรุงแต่งนู้นครับ จึงว่าเป็นอิสระแท้
จิตใจคนมันมีอยู่ ที่มันถูกปรุงแต่งไม่ได้ คล้ายๆ คือที่เราจะพูดว่า เอาน้ำมันหล่อลื่นมาชโลมไว้ แล้วเอาของสกปรกมาโยนใส่อันนี้ครับโยนใส่แก้วน้ำอันนี้ แล้วเอาน้ำมันหล่อลื่นมาชโลมไว้ เอาดินแตะ มันไม่ติดเลยครับ มันจะเป็นอย่างนั้น คำว่าจิตใจเป็นอิสระ
จิตใจเป็นอิสระหมายถึง จิตใจหลุดพ้น ไม่ใช่จะไปคาดคิดเอาอย่างนี้นะครับ จึงว่า ความเป็นพุทธะนั้นมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย แล้วแต่จะปฏิบัติให้รู้ หรือไม่ปฏิบัติให้รู้ เท่านั้นเอง
วันนี้ก็ฉันเช้า แล้วก็แนะแนววิธีปฏิบัติ ให้พวกเราเอาไปคิดเอาไปพิจารณาเอง จะเชื่อตำรามากก็ไม่ได้ จะทิ้งตำรามากก็ไม่ได้ บางคนติดพระไตรปิฎก อันพระไตรปิฎกมันก็มีอยู่แล้วนี่ บัดนี้ยังไปติดอีกว่า หากเป็นฆราวาสญาติโยมปฏิบัติธรรมะบรรลุธรรมะไม่เกิน ๗ วันก็ตายแล้ว แล้วคนเชื่ออย่างนั้นก็มีครับ
แล้วคนมีจิตใจมันไปเชื่อเรื่องที่ไม่มีเหตุไม่มีผลก็มี จึงว่าคนมาปฏิบัติธรรมะกลัวตาย ไม่อยากปฏิบัติจริงจัง ปฏิบัติน้อยๆ เอาจริงเอาจังไม่ได้ กลัว แล้วก็ไม่ได้เป็นแค่ฆราวาสนะ บางคนนะพระสงฆ์องค์เจ้า
บางคนก็มีถ้าเป็นฆราวาสกลัวจะตาย ยังไม่ได้แต่งงาน มันคิดไปอย่างนั้น ย่าน(กลัว)ไม่ได้เป็นอย่างนั้น มันคิดไปสัพเพเหระเป็นอย่างนั้น โอ้..คนนี่ความคิดมันไม่เหมือนกัน กลัวจะหมดทุกข์ กลัวจิตใจจะพ้นไปจากความปรุงแต่งนี่ กลัวจริงๆ
เคยมีคนถามผมหลายคน เอ้ปฏิบัติธรรมะแล้วแต่งงานได้ไหม ผมก็ชี้ให้ดูหนังสือธรรมวิภาคปริเฉท ๒ มีไหมมหา พระโสดาบันยังมีครอบครัวผัวเมีย ธรรมวิภาคปริเฉทที่ ๒ ผมอ่าน ผมชี้ให้ดูอันนั้น เพราะมันแก้ไม่ได้แก้จิตใจคน เอาหนังสือนี้ไปแก้เอา นี่เป็นอย่างนั้น
ที่ให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตใจ วันนี้ก็ฉันเช้า เสร็จแล้วก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว.