PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๗๑ นอกตำรา เหนือคัมภีร์ ๒๖ ส.ค. ๒๙
ท.๑๗๑ นอกตำรา เหนือคัมภีร์ ๒๖ ส.ค. ๒๙ รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๗๑ นอกตำรา เหนือคัมภีร์ ๒๖ ส.ค. ๒๙
  • เสียง
  • 14525 ท.๑๗๑ นอกตำรา เหนือคัมภีร์ ๒๖ ส.ค. ๒๙ /lp-cittasubho/2025-10-21-10-45-05.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ท.๑๗๑ นอกตำราเหนือคัมภีร์ : ๒๖ ส.ค. ๒๙

    ช : คุณยุพดีตอนนี้กำลังจะไปประจำสถานฑูต ที่เวียนนา
    มากราบลาหลวงพ่อ แล้วก็อยากจะให้หลวงพ่อช่วยแนะนำ
    แนวทางปฏิบัติ เรื่องการทำตัว ว่าควรจะทำอย่างไรบ้าง ครับผม

    หลวงพ่อ : เรื่องทางโลก การปกครอง การคบค้าสมาคม
    หลวงพ่อพอที่จะมีแนวความคิดให้ไปทำ โดย"ไม่ให้มีทุกข์"
    อยู่ที่ไหนก็ตาม ไม่ให้มีทุกข์ เท่านั้นเอง
    คนเราไปอยู่ที่ไหน ถ้าวางตัวไม่ถูกหลัก เราอยู่กับทุกข์
    เราอยู่ตรงนี้ไปทำงานอะไร
    คุณยุพดี : ทำงานที่สถานฑูตค่ะ งานราชการ เขียนหนังสือ
    หลวงพ่อ : งานสถานฑูต ทำงานด้านไหน ยังไง
    คุณยุพดี : ด้านติดต่อระหว่างคนไทย กับ ชาวเมืองต่างประเทศนั้นค่ะ
    หลวงพ่อ : เป็นต่างชาติ
    คุณยุพดี : คนต่างชาติ และ คนไทย ค่ะ
    หลวงพ่อ : คนไทย ไปจากเมืองไทย ต้องไปหาเรา
    คุณยุพดี : ค่ะ ใช่ค่ะ
    หลวงพ่อ : คนทางต่างชาติ จะมาเมืองไทย ต้องมาหาเรา
    คุณยุพดี : ค่ะ ต้องมาหาเราค่ะ
    หลวงพ่อ : เราต้องทำความเข้าใจทั้งสองคน ไป-มา ให้สะดวก
    คุณยุพดี : ค่ะ
    หลวงพ่อ : ก็ดีซิอย่างนั้นก็ ก็เป็นการเผยแพร่
    ให้คนได้รู้จักธรรมะขึ้น
    ถ้าพูดอย่างที่หลักพุทธศาสนา
    อย่างพวกศาสนาคริสต์ เขาก็มีฑูต
    พุทธศาสนาก็มีฑูต ทางโลกก็มีฑูต
    คนที่ไม่รู้ภาษา จำเป็นต้องไปหาคนที่พูดภาษาให้รู้เรื่อง
    ก็เป็น นักพูด ใช่ไหม?
    คุณยุพดี : ค่ะ
    หลวงพ่อ : คนที่จะมาเมืองไทย คนฝรั่ง
    คนต่างชาติ เขาไม่รู้ภาษาไทย ก็ต้องไปหาฑูต
    เพื่อจะได้อธิบายให้ฟัง
    คราวนี้คนไทยจะไปเมืองนอก
    ถ้าพูดภาษาฝรั่งไม่เป็น ก็ไปหาสถานฑูต
    เขาก็จะได้พูดภาษาให้ฟัง อย่างนั้นนะ
    อันนี้ก็คล้าย ๆ กัน
    เราไม่ได้พูดถึงศาสนาอื่น
    พูดเรื่องพุทธศาสนาโดยเฉพาะ
    แนวคิดศาสนาคริสต์ อิสลาม เราไม่พูด
    เพราะเราไม่รู้

    พุทธศาสนา ควรมีฑูต ไว้แปล
    เพราะพระพุทธเจ้าเป็นคนอินเดีย
    คนไทยจะรู้ภาษาอินเดีย ก็ยาก จึงจำเป็นต้องแปล
    คนที่แปลภาษาอินเดีย ให้มาสู่ภาษาไทย ต้องมีฑูต
    ดังนั้น คนที่จะแปลภาษาไทยได้ถูกต้องกับภาษาอินเดีย
    ก็ต้องชำนาญในภาษาอินเดีย และ ภาษาไทย
    ต้องเป็นฑูต ส่งภาษา ไม่ใช่ส่งจิตนะ
    ส่งภาษา คำพูด ฟังให้รู้เรื่อง

    ทางธรรมะ หลักพระพุทธศาสนาสอน ก็คือ
    สอนให้คนทำดี ทำหน้าที่ วางตัวทางกาย
    "วางตัวให้ถูกหลัก"
    เมื่อวางตัวถูกหลักแล้ว ไปอยู่ที่ไหน สังคมไม่รังเกียจ
    เมื่อวางตัวไม่ถูกหลักแล้ว ไปอยู่ที่ไหน สังคมรังเกียจ
    สังคมรังเกียจ เขาก็เรียกว่า ทุกข์ ภาษาธรรมะ
    ภาษาชาวโลกเขาก็เรียกว่า อาบัติ ผิดกฎหมาย
    ภาษาพระทุกวันนี้ เรียกว่า อาบัติ

    อาบัติ ไม่ใช่คนไปแตะปุ๊บอาบัติ เดี๋ยวคนติเตียน
    โลกเขาติเตียน โลกเขาไม่นิยม ว่าเป็นอาบัติ
    ศัพท์ภาษาพระว่า ให้ปลงอาบัติ
    ปลงทำไม ปลงไม่ได้ ถ้าไม่เลิก
    มาวางตัวอย่างนั้น มันผิดสังคมโลก เป็นอาบัติ
    ถ้าเราเลิกได้ โลกเขายอมรับ อาบัติก็ตกไป พอเข้าใจไม๊

    คุณยุพดี : เข้าใจค่ะ
    หลวงพ่อ : กฎหมายก็ต้องเป็นอย่างนั้น
    วางตัวถูกหลักแล้ว สังคมก็ยอมรับ
    เมื่อสังคมเขายอมรับแล้ว ทุกข์ก็ลดน้อยไป
    การพูดก็เช่นเดียวกัน พูดไม่ถูกหลัก ไม่มีเหตุผล
    สังคมเขาตำหนิ เขาไม่ยอมรับ
    เมื่อสังคมเขาไม่ยอมรับ
    พูดคนเดียวไม่ได้ ต้องพูดกับคน
    พูดกับคน ก็ต้องพูดกับสังคม ให้รู้เรื่อง
    พูดเรื่องนี้ เขาไม่รู้จัก ก็ต้องหาเรื่องนี้มาพูด
    เป้าหมายเพื่อจะมาแก้ปัญหา เรื่องทุกข์
    พูดอย่างนี้ คนนั้นไม่เข้าใจ ก็ต้องกลับมาพูดเรื่องนี้
    โดยมีเป้าหมายอันเดียวกัน
    ธรรมะแท้ ต้องอย่างเดียวกันเท่านั้น
    คนไทย คนจีน ก็ต้องปฏิบัติ
    เพื่อจะแก้ปัญหาเรื่องทุกข์
    ไปทำงานสถานฑูต
    ช : ครับผม
    คุณยุพดี : ค่ะ
    หลวงพ่อ : ก็จะไปแก้ปัญหาเรื่องทุกข์ของคน
    คุณยุพดี : ค่ะ
    หลวงพ่อ : นี่แหละพูดนี่สำคัญ
    พูดอย่างนี้คนนั้นไม่รู้ ก็ต้องพูดอย่างนี้
    ก็พูดเรื่องเดียวกันนั่นแหละ
    เมื่อพูดแล้ว เขารู้เรื่อง
    สังคมยอมรับว่า คนนี้แก้ปัญหาได้
    ใจที่นึก คิด ไม่มีตัวตน เพราะแสดงออกไม่ได้
    อย่างที่บอกว่า นักแสดงเดี๋ยวนี้ เขาต้องแสดงมาจากใจ
    ใจมองเห็นสภาพอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนั้น
    ต้องเอาเรื่องนั้นมาพูดให้ฟัง คนต้องการความสงบ แต่
    ความสงบนั้น เรียกว่า อุเบกขา สันติ นิพพานก็ได้
    นิพพาน หมายถึง ความเย็น
    ความเย็น หมายถึง สันติ
    สันติ หมายถึง สงบ
    สงบ หมายถึง อุเบกขา
    เป็นคำเดียวกัน เราจะพูดว่าสงบนั้น เข้าใจ ใช้ได้
    เราพูดว่า อุเบกขา คนนั้นเข้าใจ ใช้ได้
    สันติ เขาเข้าใจ ใช้ได้ แล้วแต่เขาจะเข้าใจคำไหน

    นี่คือ ความสุข จะไปอยู่ที่ไหน ก็ต้องเอา
    เอานิพพานไปด้วย
    เอาความจริงใจนี่แหละ ไปพูดคนอื่นฟัง
    คนทุกคน เมื่อเขาไม่มีความทุกข์แล้ว
    ทำการทำงานสะดวกสบาย
    มีพรรค มีพวก มีทางที่ถูกต้อง

    ถ้าเรามีทุกข์แล้ว ทำการทำงานก็เดือดร้อน
    ถ้าเราเดือดร้อนแล้ว มีแต่พวกที่เดือดร้อนมาอยู่ด้วยกัน
    โลกก็เดือดร้อน

    นำธรรมะ คำสอนของพระพุทธเจ้า ไปใช้กับชีวิต
    ชีวิต กับ ธรรมะ
    ธรรมะ กับ ชีวิต
    เพราะ ธรรมะ หมายถึง การกระทำ
    คำว่า ชีวิต หมายถึง ปกติ
    อย่าให้ผิดปกติ เพราะจะเป็นอาบัติ
    ในทางพระพุทธศาสนา ท่านสอนอย่างนั้น
    เราอยู่ที่ไหน อยู่โดยไม่มีความทุกข์
    อยู่บนพื้นโลก ไม่ใช่เหาะอยู่เหนือพื้นดิน
    เหนืออารมณ์คน สมมุติให้ฟังนะ

    เราไปเห็นคนตกน้ำ เขากำลังจมน้ำอยู่
    เราจะไปช่วยคนจมน้ำด้วยวิธีใด
    เราจะแก้ผ้า ผลัดผ้า กระโจนลงไปจับคนจมน้ำ
    ดึงเข้ามา ยาก เพราะเขาไม่มีกำลังแล้ว
    เราจะดึงเขามารู้หลักพระศาสนา มีความยาก

    พุทธะ หมายถึง สติ ปัญญา สมาธิ
    ศาสนา คือ ตัวคน
    คนไทยก็เป็นศาสนา ทุกคนเป็นศาสนาทั้งนั้น
    พุทธะ เป็น ศาสนา มีได้หมดทุกคน

    ถ้าเราไปจับคนจมน้ำ แล้วถ้าคนจมน้ำมากอดเราตาย
    เราอย่าให้คนจมน้ำมากอด เราต้องจับเขา
    คราวนี้คนจมน้ำ กำลังจะตายแล้ว มากอดเรา
    เราแกะมือเขาไม่ออก แน่น เราก็พลอยตายไปกับเขา
    นี่คือ อยู่กับโลก แต่ อย่าไปอยู่กับโลก
    คือ อยู่กับโลก เรากระโจนน้ำไปจับเขา อย่าให้เขาจับเรา
    เขาจับเราเมื่อไหร่ ให้ดึงมือออก แล้วก็วาง
    เราก็ไม่ตาย เราก็ปลอดภัย

    เราจะไปแก้ปัญหาของคน แก้ไม่ไหว ก็ปล่อยไป
    แต่พยายามแก้ก่อน
    ถ้าหากเราพยายามแก้แล้ว แต่ไม่ไหว เราก็ตาย
    นี่พระพุทธเจ้าท่านสอน อยู่ด้วยสติ ปัญญา
    หนีด้วยสติ ปัญญา อยู่ที่นี่ ไม่หนี ไม่สู้
    ไม่สู้ แล้วก็ไม่หนี อยู่ด้วยสติปัญญา
    ปฏิบัติสติ เอานิพพานไปด้วย
    พระพุทธเจ้าสอนนิพพานให้คน ไม่ได้สอนตอนตายแล้ว
    สอนเมื่อยังมีลมหายใจนี่แหละ
    ไปทำการทำงาน โดยไม่ทุกข์ เรียกว่า นิพพาน
    จะเป็นรัฐมนตรี ตำรวจ ทหาร ครู เป็นใครก็ได้
    พระจึงแปลว่า ผู้สอนคน
    พระอย่างหลวงพ่อ เรียกว่า พระสุข
    คุณเคยบวชบ้างไหม ?
    ช : เคยบวชครับ
    หลวงพ่อ : บวชแล้วก็สึกใช่ไหม มันเป็นสมมุติ
    พระจึงแปลว่า ผู้สอนคน เท่านั้นเอง
    ถ้าผู้หญิงสอนคนให้พ้นทุกข์ ก็เป็นพระได้
    ถ้าผู้หญิงไม่สอนคน ก็เป็นคนธรรมดา
    พระก็เหมือนกัน
    ถ้าหากผู้ชายบวชเป็นพระ สอนคนให้พ้นทุกข์
    ชายนั้นก็เป็นพระ แต่ถ้าไม่สอน
    ก็เป็นพระธรรมดา พระสมมุติ
    มีบทบัญญัติ ปรมัตถ์บัญญัติ อัตถบัญญัติ อริยบัญญัติ
    สมมุติบัญญัติ ได้แก่ โวหารของชาวโลกที่อยู่กับสังคม
    สมมุติ :
    . เกลือดี ราคาบาทนึง ไม่รู้จัก
    . ทองคำ เส้นนึง น้ำหนักบาทนึง ราคาเท่านี้ ไม่รู้จัก
    แค่สมมุติให้
    คนเราทำดีก็เหมือนกัน
    เราอย่าไปติดสมมุติว่า คนนี้ทำงานดีนะ อย่าไปติด
    เพียรทำดี เพื่อดี เท่านั้นเอง
    เมื่อเขายกย่องว่าดี คนนั้นทำดี เราไปติด
    ก็มีโลภะขึ้นมาแล้ว ลืมตัว ลืมจิต ลืมใจ
    ไม่เห็นใจเป็นปกติแล้ว
    กระเพื่อมขึ้น เกิดความผิดปกติ เรียกว่า บาป
    กระเพื่อมครั้งนึง ก็เป็นบาป
    กระเพื่อมขึ้นมา ก็ไม่ถึง นิพพาน

    นิพพาน แปลว่า วางเฉย
    เฉยได้ แต่ ให้มองเห็นใจเราอยู่เสมอ
    นี่เป็นการปฏิบัติธรรมะอย่างสูงของพระพุทธเจ้าท่านสอน
    แต่ทุกคนทำได้
    . พระ / เณร
    . ผู้หญิง / ผู้ชาย
    . เรียน / ไม่เรียน หนังสือมาก ๆ
    . คนมี / ไม่มี เงิน
    ก็ทำได้ ใช่ไหม
    นิพพาน เป็นของบุคคลผู้ที่รู้ เท่านั้นเอง
    พุทธะ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานในธรรม
    นับถือศาสนาไหน ก็ไปใช้ในศาสนาของตน
    ให้เรา "รู้สึกตัว : การทำ การพูด"
    ถ้าไม่รู้สึกตัว การทำ การพูด เราก็หลง คนหลง
    หลงตัว ลืมตัว ไม่มีความละอาย
    คนไม่มีความละอายในการทำ พูด คิด เป็นยังไง
    เหมือนสัตว์เดรัจฉาน ไม่รู้
    แต่คนไม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ใจเป็น
    คนมีหน้าตา แข้ง ขา มือ เท้าเป็นคน
    แต่ใจไม่มีความละอาย เรียกว่า สัตว์เดรัจฉาน
    แต่ถ้าคนมีหน้าตา แข้ง ขา มือ เท้าเป็นคน
    พูดแล้ว เห็นจิตเห็นใจตัวเอง
    คำนั้น จะเป็นพิษ เป็นภัย ไม่ต้องพูด
    พูดดีดีออกไป เขาเรียกว่า คน มนุษย์
    คำธรรมะ คือ จตุตถฌาน มารวมเห็นกันได้
    . ปฐมฌาณ : เห็นการพูด การทำ การคิด
    . ทุติยฌาณ : เลิก ละสิ่งที่เลวร้ายออกไป
    . ตติยฌาน : ผู้มีตาทิพย์ หูทิพย์
    . จตุตถฌาณ : รวมมาเป็นคน เรียกว่า ขันธ์ ๕
    . ขันธ์ ๕ : รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    . ขันธ์ ๔ : - เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
    . ขันธ์ ๓ : ศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา.

    ให้หมดขันธ์ หมดความยึดถือ เป็นยังไงในจิตใจ ?
    คุณยุพดี : สบายดี ค่ะ
    หลวงพ่อ : เฉย ๆ ใช่ไหม เฉย ๆ นี่ เราไปทำอะไรมัน
    คุณยุพดี : ไม่ได้ทำอะไร ค่ะ
    หลวงพ่อ : นิพพาน เป็นอย่างนี้ อยู่ในคน แต่คนไม่รู้จักนิพพาน
    จึงไปหา แต่ไม่เจอ ไปหานอกตัว มันจะมีไหม
    จะไปศึกษาเล่าเรียนที่ไหน
    ก็ศึกษาชีวิต จิตใจของเรานี้เอง
    นิพพาน จึงเป็นธรรมะที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้า
    มีมาก่อนพระพุทธเจ้า
    แต่คนอื่นไปเสาะหานอกตัว ก็เลยไม่เจอ
    พระพุทธเจ้าก็เลยมาหาในตัวของท่าน ก็เลยเจอ
    . นิพพาน : มีมาก่อนพระพุทธเจ้า
    . ธรรมะ : มีมาก่อนพระพุทธเจ้า
    ธรรมะที่เราไปค้นพบ คือ ตัวสติปัญญา
    ดังนั้น นิพพาน ธรรมะ จึงมีมาก่อนพระพุทธเจ้า
    พอได้รู้แล้ว จึงมองเห็นพระพุทธเจ้า
    สมมุติ ให้ เป็นทูต แต่เราก็ยังเหมือนเดิมใช่ไหม ?
    เงินทองเขาก็สมมุติ เขาให้ทีละขั้น โลกให้เอาไป
    แต่เราไม่ได้ไปแบกไปหาม เขายกให้เป็นอะไร
    เราก็เป็นไปตามนั้น แต่เราไม่ยึดติด
    บางทีหลวงพ่ออาจจะไปเยี่ยมเยียน
    คุณยุพดี : นิมนต์หลวงพ่อไปนะคะ
    หลวงพ่อ : คงจะไปไม่ถึงหรอกโยม ไม่มีธุระนะ ถ้ามีธุระ ก็ไป
    ช. : หรือว่าหลวงพ่อจะไปเมืองลาว ตกลงจะได้ไป รึเปล่าครับ
    หลวงพ่อ : ยังไม่ได้ไป ไปก็ได้ เมืองลาวเนี๊ยะ
    ช. : ครับ ที่ว่าจะไปเยี่ยม
    หลวงพ่อ : คิดว่าจะไป แต่มันยังไม่ไป
    คือ หลวงพ่อจะไปทำสำนักที่เมืองเลย ให้เรียบร้อย
    หลวงพ่อตัดคลองน้ำเรียบร้อยแล้ว จะทำเขื่อนกั้นน้ำ
    เตรียมสร้างโรงเรือนเพาะปลูกพืชผักผลไม้
    ว่าจะไปจำพรรษาที่นั่นปีนึง จะไปสอนคนที่นั่น
    จะให้เพื่อน ๆ อยู่ที่นี่ ที่นี่คนมาก ที่นั่นคนไม่เยอะมาก
    จะไปลาวก็น่าจะได้
    คุณยุพดี : กรกฎาคม หรือคะ ที่หลวงพ่อจะไป
    หลวงพ่อ : ไปเป็นเดือนเลยนะ
    คุณยุพดี : ไปทัพมิ่งขวัญ
    หลวงพ่อ : ไปบ่อย
    คุณยุพดี : ถ้าจะไปอยู่จำพรรษา
    หลวงพ่อ : อยู่จำพรรษา กะว่าจะเข้าไปเดือนกรกฎา
    แต่ก็ต้องมาดูผู้ปฏิบัติธรรมทางนี้บ้าง
    หมอบอกว่า ในเกณฑ์สี่เดือนนี้
    หมอก็ต้องมีหน้าที่ดูแล ใกล้ชิดเขามาก
    ต้องอยู่ใกล้หมอ ถ้าอยู่ทางนี้ ก็ไปมาสะดวก
    เราไปอาทิตย์นึง สี่ครั้ง ก็เดินทาง นั่งรถ ๘-๙ ชั่วโมง
    เดี๋ยวนี้มีเครื่อง บินสบาย ๖ ชั่วโมง
    ทีนี้เราก็ไปปฏิบัติ ก็ดี เราอยากเผยแพร่ธรรมะ
    คุณยุพดี : หลวงพ่อคะ ในกรณีที่คนมาหาเรามีความเดือดร้อน
    ทุรนทุราย กระตือรือร้น ในความทุกข์ของเขามาก
    อยากจะให้เราทำให้ ทีนี้มีบางสิ่งที่เราจะทำให้ไม่ได้
    อย่างที่เขาต้องการ เราจะต้องทำยังไงคะหลวงพ่อ
    หลวงพ่อ : ต้องพูดให้เขารู้เรื่องก่อน การทำอย่างนี้มันทำได้ยาก
    แต่ว่าจะได้ ไม่ได้ ยังไม่รู้ แต่เราจะช่วย
    ไม่ใช่เราจะมีสิทธิทำคนเดียวได้
    แต่สิ่งที่เราทำให้คุณคนเดียวได้ คือ
    คุณอย่าไปคิดมากเกินไป ยิ่งคุณคิดมาก งานก็ไม่สำเร็จ
    ให้คุณดูว่า ถึงคราวสำเร็จ มันจะสำเร็จเอง
    คุณไปคิด ก็เท่านั้น ให้เขาพยายามดูเขาบ้าง
    ถ้าคุณคิดว่า ยุ่งกับงานจนลืมตัว อมทุกข์เท่านั้น
    ไม่ได้สมกับความประสงค์ ไม่ควรจะไปพึงปรารถนาอย่างนั้น
    พอถึงเวลา มันจะเป็นเอง
    คุณยุพดี : ปลอบเขา
    หลวงพ่อ : ปลอบเขา เหมือนเราวางตัว ให้เขารู้จัก
    ไม่ได้ไปโกรธ ไปยอกย้อนเขา
    ถ้าเขามา จะให้เราช่วย ก็ต้องช่วย
    ช่วยได้แต่คำแนะนำเท่านั้น
    อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านช่วยได้แต่แนะนำ
    ภาษาบาลี "อักขาตาโร ตะถาคะตา" *

    • อกฺขาตาโร ตถาคตา


    ตถาคตเป็นเพียงผู้ชี้นำทาง
    ส่วนการปฎิบัตินั้นเป็นหน้าที่ของเรา
    พระตถาคต เป็นแต่เพียงผู้แนะแนว วิธี เท่านั้น
    การประพฤติปฏิบัตินั้นเป็นหน้าที่ของเธอ
    คราวนี้เราก็บอกว่า คุณน่ะ มาหาฉัน/หนู/ผม
    อยากให้ผม/หนูทำอย่างงั้น หนูก็จะช่วยทำ
    แต่จะทำได้ ไม่ได้ ไม่รู้ เพราะไม่ใช่งานเดียว
    ถ้างานทางโลกที่เขาเห็นว่าผิด เราก็ทำไม่ได้
    ที่เขาเห็นว่าถูกต้อง เราก็อยากจะช่วย หรือ
    จะช่วย ได้ ไม่ได้ อย่าพึ่งปรารถนา
    ถ้ามันได้ มันก็ได้เอง
    ถ้ามันไม่ได้ มันก็ไม่ได้เอง
    เขาจะคิดขึ้นมาว่า โอ้ ธรรมดา งานของโลกนี้
    คือ หน้าที่อันนี้ มีสิบคน เขาว่า ได้สองคน
    ไม่ได้แปดคนจะได้ไม๊ เป็นไปไม่ได้ มันต้องเอาข้างมาก
    ถ้าหากเราได้หกคน ไม่ได้สี่คน มันก็พอไปได้
    จะต้องพูดให้เขาฟังยังไง จะช่วย แต่
    ถ้าช่วยไม่ได้ ก็จำเป็นต้องพูดให้เขาเข้าใจ

    เขาจะได้ เออ...คิด อึม...ทำไม่ได้ เหมือนกันทุกคน
    แม้นเราก็เหมือนกัน เขาไม่ยินดี เราก็ไปไม่ได้
    ทางธรรมะคงต้องทำใจ แล้วจะไม่ทุกข์
    คุณมีเงินร้อยล้านพันล้านก็ทุกข์ได้
    คุณไปเมืองนอก เมืองนา ก็ทุกข์ได้
    คุณอยู่ที่บ้านเรานี้ ก็ทุกข์ได้ แต่ไปก็ดี
    มีประสบการณ์ ได้เห็น มีคนไทยมาพูดให้ฟัง
    ไปอยู่นานแล้ว ไม่เห็นรูปพระเลย เขาว่าอย่างนั้น
    ไม่รู้ศาสนาเลย เขาไม่มีศาสนารึ?
    อ้าว . . . อย่าไปว่าอย่างนั้น
    ศาสนานั้นเป็นเพียงศาสนาที่ตัวคน อันนั้นเป็นสมมุติก็ดี
    ผ้าเหลืองลวงตาคุณไว้ คนไทยต้องเห็นผ้าเหลือง
    ชาวประเทศนอก เขาไม่มีผ้าเหลือง เขาก็มีผ้าดำ ใช่ไหม ?
    รึยังไง รึศาสนาเขาแต่งตัวยังไง
    ช : นักบวชเขาจะสวมชุดสีดำครับ
    คุณยุพดี : หน้าหนาว ใส่สีดำ หน้าร้อน ใส่สีขาว
    หลวงพ่อ : เป็นหน้าที่ของเขาใช่ไหม ?
    ช : ครับผม
    หลวงพ่อ : หรือว่าเป็นสัญลักษณ์ของเขา ใช่ไหม ?
    ช : ครับ
    หลวงพ่อ : ศาสนา ก็แปลว่า สัญลักษณ์ เท่านั้นเอง แต่ว่า
    พุทธศาสนาเราต้องศึกษา
    ถ้าเขามาเห็นเมืองไทยนี่ถือผ้าเหลือง
    เขาไม่รู้จักว่าเป็นสัญญลักษณ์นักบวชของไทย
    ทีนี้เราไปบ้านเขาก็เหมือนกัน
    ถ้าเห็นผ้าเหลือง ก็รู้ว่าเป็นพุทธศาสนา
    พอเห็นผ้าดำ ก็รู้ว่า ศาสนาคริสต์
    ศาสนาอิสลามเขาเป็นไง ดำเหมือนกันไม๊
    คุณยุพดี : ก็ ไม่ได้เป็นสีค่ะ แต่ไม่ไหว้พระ คลุมผ้าที่ใบหน้า
    ปิดหน้าปิดตาหมด
    หลวงพ่อ : ก็ยังดี เขาได้ไหว้วอน คือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ไหว้วอนอันนั้น
    ก็ดี ขอให้เขามีกำลังใจ แต่ตัวจริงไม่ต้องไหว้วอน
    สิ่งศักดิ์สิทธิอะไร แนะนำเขา แต่ถ้าเขาไหว้วอน
    อย่าไปตัดเขา แต่ให้เราแนะนำเรื่องชีวิตจิตใจจริง ๆ
    เมื่อเขารู้อย่างนี้แล้ว เขาก็จะมีการเผยแพร่ด้วยตัวเขาเอง
    คือ เผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าให้คนพ้นทุกข์เท่านั้นเอง
    ไม่ใช่เผยแพร่ลัทธิ เผยแพร่ให้คนพ้นทุกข์เท่านั้นเอง
    เข้าใจคำพูดไหม เผยแพร่ลัทธิ คนไม่พ้นทุกข์ คนไม่รู้เรื่อง
    เผยแพร่ให้คนพ้นทุกข์เท่านั้นเอง
    คนใดพ้นทุกข์ไปได้ นั้นแหละเป็นการเผยแพร่พุทธศาสนา
    พูดเรื่องนี้ ก็จะพูดเรื่องบริษัท ๔ ให้ฟังซักนิดเดียว
    พุทธศาสนาจะเจริญงอกงามมั่นคง ก็ต้องอาศัย
    พุทธบริษัททั้ง ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
    ทำให้เสื่อมก็ขึ้นอยู่กับภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
    ไม่ประพฤติปฏิบัติตาม อันนั้นก็โทษเหมือนกัน
    ขันธบริษัท ๔ หมายถึง ผู้หญิง กับ ผู้ชาย นั้นเอง
    ภิกษุณี ก็ ผู้หญิง, ภิกษุ ก็ผู้ชาย มีสองคนเท่านั้นเอง
    แต่บริษัททั้ง ๔ เข้าใจว่า คนที่รู้/ไม่รู้ธรรมะ
    . คนที่รู้ธรรมะ ไม่เทศน์สอนโพธิสัตว์
    . คนที่ไม่รู้ธรรมะ ไปเทศน์สอนบริษัท
    . คนไม่รู้ธรรมะ ไม่เทศน์สอนคน
    . คนรู้ธรรมะ เทศน์สอนคน
    มี ๔ คนเท่านั้นเอง
    ผู้หญิงคือคณะนึง อยู่ในบริษัท ๔
    . คนรู้ธรรมะ ไม่เทศน์สอน :
    ไม่ทำให้พุทธศาสนาเจริญ
    เจริญแต่เรา คนอื่นไม่พ้นทุกข์ด้วย
    . คนรู้ธรรมะ เทศน์สอน : ตัวเขาเองเจริญ คนอื่นเจริญ
    . คนไม่รู้ธรรมะ เทศน์สอน : สอนผิด เพราะเราไม่รู้
    มีธุระอะไร ?
    คุณยุพดี : หลวงพ่อคะ ในการที่ทราบสิ่งเหล่านี้ นะคะ
    หนูก็ทราบมาเป็นจำนวนน้อยมาก ถ้าหากจะแนะนำให้เขาไป
    ในกรณีนี้ ถ้าสมมุติว่าเป็นคนที่ไม่ค่อยที่จะเชื่อถือ
    พยายามดึงดันเอาสิ่งนั้นสิ่งนี้ อะไรอย่างงี้ เราก็ควรจะ
    ปล่อย เฉย ทิ้งไว้ หรืออย่างไรดีคะ
    หลวงพ่อ : ก็ไม่ใช่ปล่อยเฉย ก็ไม่ใช่ทิ้ง ก็ช่วย แต่ไม่ใช่ช่วย ถ้าช่วยไม่ได้
    ก็เหมือนที่หลวงพ่อพูดไว้เมื่อกี้ เหมือนคนจมน้ำ
    ถ้าเขามาจับเรา เราก็ต้องตายด้วย
    คุณยุพดี : ค่ะ
    หลวงพ่อ : ให้เราจับเขา จับเขาไว้ พูดให้เขาฟัง
    เขาไม่เข้าใจ ก็วาง เท่านั้นเอง
    คุณยุพดี : วางไว้
    หลวงพ่อ : เท่านั้นเอง อย่าไปทุกข์กับเขา อันเดียวกันกับวางตัวให้ถูกหลัก
    ถ้าเขามาจับเรา ช่วยด้วย ช่วยด้วย
    อย่าให้เขาจับ เราต้องจับเขา
    คุณยุพดี : ค่ะ
    หลวงพ่อ : เข้าใจคำพูดไม๊ อยากให้เข้าใจจริง ๆ
    คุณยุพดี : เข้าใจแล้วค่ะ
    หลวงพ่อ : ให้เราจับเขา เราจับเขาเมื่อไหร่ เราวางได้
    แต่ถ้าเขาจับเรา เราวางไม่ได้
    ช : เขามาดึงเรา
    หลวงพ่อ : ตายด้วยกันนะ ผิดก็ผิดด้วยกันนะ ไหนว่าจะช่วยฉัน
    เขาก็หาเรื่องเอาผิดกับเรา เลยผิดด้วยกัน
    ถ้าติดตาราง ก็ต้องติดด้วยกัน
    คุณยุพดี : ค่ะ
    หลวงพ่อ : นี่แหละวิธี มันเป็นเทคนิค
    พระพุทธเจ้าท่านมีปัญญาสูง
    เราจะเป็นชาวพุทธ เราต้องเข้าถึงปัญญา
    คนจมน้ำ มันต้องการที่พึ่ง คนตายแล้วก็วางไม่ได้
    .................................................................................................................
    ช : ปฏิบัติ นี่เป็นอีกอย่างนึงนะครับ
    การพูด ต้องมีปัญญา ผมไม่เข้าใจ ๔ ขันธ์
    ต่อมาก็เป็น ๓ ขันธ์ หลวงพ่อหมายถึง
    ศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
    หลวงพ่อ : ก็เป็นขันธ์
    ช : ครับผม ตอนนี้มันก็ไม่ยึดแล้ว ครับผม
    แล้วหลังจากนั้นมา ก็เป็นขันธ์เดียว
    หลวงพ่อ : ขันธ์เดียวก็ได้ สองขันธ์ก็ได้ บรรยายไปเท่านั้นเอง
    ช : เวลาปฏิบัติครับ ผมหมายถึงปฏิบัติ ในความรู้สึกนะครับ
    หลวงพ่อ : เราก็ต้องไปตามขั้นตอน เพราะว่าขันธ์นี่มันไม่ยึด
    ถ้าหากจะพูดถึงธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านนำมาสอนจริง ๆ
    มันหลุดหมด เหมือนที่หลวงพ่อเคยพูด อย่างที่เราพูดเอาไว้
    "รู้ อย่าง ไม่รู้" ทำแบบนี้
    ไม่มีขันธ์ แต่ มีขันธ์ บัดนี้ไม่มีขันธ์ ล่วงไป
    แต่มีขันธ์ รู้ สิ่งที่รู้ เขาเรียก "วิญญาณขันธ์"
    รู้วิญญาณขันธ์ ไม่มีขันธ์ แต่มีวิญญาณ
    ขันธ์ไม่มี เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์
    ขันธ์มี แต่ไม่มีขันธ์ มีรู้ แต่ไม่ได้ยึด
    ช : ไม่ได้ยึดขันธ์
    หลวงพ่อ : วิญญาณ แปลว่า รู้
    วิญญาณ ทิ้งวิญญาณขันธ์
    ขันธ์ แปลว่า รู้
    ถ้าไม่มีขันธ์ ก็ไม่มีวิญญาณ ถ้าไม่มีรูป ก็ไม่มีขันธ์
    รูปมีอยู่นี้ : "รูปกู" นี่ขันธ์
    เวทนาขันธ์ : โอ้ "กู ทุกข์ กูสุข" เวทนาเฉย ๆ ไม่มีขันธ์
    พอเข้าใจไม๊ ?
    คุณยุพดี : ค่ะ
    หลวงพ่อ : ขันธ์มันยึด ไม่มีขัน มันไม่ยึด
    ใครมีขัน มันทุกข์ ไม่มีขันธ์ มันไม่ทุกข์
    ขันธ์เดียว คือ ไม่มีทุกข์
    ช : มันก็ยึดอยู่ในขันธ์เดียวนั้น
    หลวงพ่อ : ขันธ์ยึด นี่แหละตัวนี้ เรามีขันธ์เดียว ขันธ์รู้ นั่นแหละ
    ช : ต่อจากนี้แล้ว เป็นอาการเกิดดับ ใช่ไหมครับ
    หลวงพ่อ : อาการเกิด ดับ ถ้าเรายึดปั๊บ ก็เกิด ดับ แล้วก็หมดเลย
    มันไปเข้าหลักที่หลวงพ่อรู้เรื่องนี้ หลวงพ่อไม่เคยรู้อย่างนี้
    ดูความคิด ดูมันมายึด ไวเข้า ๆ ความคิดเราก็ผ่านไป
    ช่วงมันขาดออกไป เหมือนกับ เอาลูกกุญแจสอดเข้าไปในรู
    พลิกแล้วก็ไข เข้าไปคนเดียว สภาพอาการเหมือนกัน
    คือ มันรู้ มันไม่ติดกัน มันขาดกันแล้ว เรียกว่า อายตนะ
    เห็น ก็อย่าให้ว่าเป็นหญิง ชาย สวยงาม
    มันไม่มีขันธ์ เราจะไปยึดทำไม
    มีขันธ์ แต่ ไม่มีขันธ์
    รู้อาการเกิดดับ หมายถึง ขาด นั่นเอง
    ไม่ใช่เกิดดับ คือ คิด อันนั้นคือการเกิดดับของภายนอก
    มันขาดเมื่อใดนั้น คือ อาการเกิดดับ นี่แหละ
    มันขาด ซึ่งแปลว่า หยุด
    เหมือนกับเชือกไนล่อน เอาไฟจุดตรงกลาง
    ไหม้ไปคนละทางกัน อันนั้นคืออาการเกิดดับ
    ในทางของพุทธศาสนา หลวงพ่อก็เคยพูดให้ฟัง

    สมัยนั้นผมยาว เอามือดึง ถอนออกมา
    เอาไปปลูก เพาะที่ไหน ก็ไม่ได้
    เหมือน คนหมดกรรมแล้ว ไม่ได้เกิด ตำราเขาว่าอย่างนั้น
    คนใดยังมีกรรมอยู่ คนนั้นต้องเกิด
    แต่ถ้ามันขาดแล้ว มันจะมีกรรมอะไร หรือว่า
    พระ เณร เจ้านั้น ทำกรรมดีชั่วไม่เป็น หาความชั่วไม่เจอ
    ก็มันไม่มีอะไร มันก็มีแต่ตุ๊กตาเท่านั้นเอง
    ทุกคนต้องเป็นอย่างนั้น หลวงพ่อรับรองได้
    ทุกคนต้องไปประสบอันนี้ ถ้าหากยังไม่เป็นเดี๋ยวนี้
    จวนจะหมดลมหายใจ ต้องไปถึงที่นั้น
    ถ้าเรายังไม่เป็น ต้องฟังให้เป็นเอาไว้
    หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น แต่หลวงพ่อไม่เคยได้ยินตำรา
    ตอนหลวงพ่อเป็น ก็รู้ว่า อ้อ...
    ทุกคนต้องมาที่นี่ ไม่มาที่นี่ ไปไม่ได้ ทุกคนต้องมาที่นี่ที่เดียว
    ถึงจะรู้/ไม่รู้ธรรมะ ก็ต้องมาที่นี่
    รู้/ไม่รู้ธรรมะ ก็ต้องตายแท้ ๆ แต่ว่าตายตัวนี้
    เรียกว่า "ตายเสียก่อนตาย"
    ตายเสียตั้งแต่ยังมีลมหายใจ อันนั้นเป็นคำพูด
    ดูที่การปฏิบัติเท่านั้นเอง เมื่อเราฟังบ่อย ๆ ก็ต้องรู้
    ความทุกข์/สุข จึงไม่มี เท่ากับ นิพพาน
    เหมือนอย่างที่เราอยู่กันเดี๋ยวนี้ เรียก นิพพาน
    แต่เราไม่เคยดูใจเราว่าเป็นยังไง ไม่เคยดู
    สบาย ก็ สบายอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มองเข้าไปในตัวเอง
    มองย้อนไป จึงรู้ว่าเป็นอย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ ไม่มีทุกข์/สุข
    เฉย เฉย ลักษณะนี้มีอยู่แล้ว อันนี้แหละพระพุทธเจ้าให้อยู่
    วันนี้เราไปทำงานอะไร ก็ทำงานด้วย เฉย เฉย
    ทำงานไม่หวังอะไร ทำงานเพื่องาน
    ทำดีเพื่อดี เท่านั้นเอง ทุกคนมาในโลกเพื่อมาทำงานอันนี้
    อยากได้ดี แต่ไม่ทำดี ทำเพื่อหวังเอา ก็ไม่ได้ดีแล้ว
    คุณยุพดี : อ๋อ ... คือ ให้เรารู้สึกเฉย ๆ แล้วก็ยังทำหน้าที่ของเราต่อไป
    หลวงพ่อ : ต้องทำซิ
    คุณยุพดี : ที่จริง เราได้ขาดจากสิ่งนั้นแล้ว ไม่ยึดเหนี่ยวแล้ว
    แต่งาน เราก็ยังตั้งหน้าตั้งตาทำไป
    หลวงพ่อ : ไม่ทำก็ไม่ได้ซิ มันก็ทิ้งหน้าที่ซิ
    คุณยุพดี : ลักษณะเราภายนอก ก็เหมือนเดิม นะคะ
    หลวงพ่อ : มันก็เหมือนเดิม ทำงานตามหน้าที่
    หน้าที่ทิ้งไม่ได้ ใครทิ้งหน้าที่ บ้านเมืองมันก็พัง
    เหมือนอย่างที่เมืองไทย ถ้าคนมีธรรมะหมดทุกคนแล้ว
    แต่ไม่มีตำรวจทหาร เป็นเมืองขึ้นของเขาทันทีเลย
    ต้องมีตำรวจ ทหาร
    ต้องมีการปกครองประเทศชาติบ้านเมือง
    ปกครองด้วยสติปัญญา
    อย่างที่พ่อบ้าน แม่บ้าน เรามีเงินทองมาก ๆ
    เอาไปทิ้งไว้กลางถนน มีผู้ร้ายมาเอาไป เราต้องเก็บ ต้องกำไว้
    แล้วก็สมมุติ งานไม่ทำ ก็ไม่แล้วเสร็จ ก็ค้างมือ
    วันนี้จะไปทำงาน กลายเป็นว่าหน้าที่ที่จะทำวันนี้
    ต้องไปทำงานเก่าที่ยังไม่แล้วเสร็จ งานก็มากขึ้น ๆ
    งานก็ไม่เดิน บ้านเมืองก็เดือดร้อน
    คือ เราต้องทำงานให้แล้วเสร็จไปในแต่ละวัน ๆ
    เราจะไปทำงานพรุ่งนี้ไม่ได้ งานวานนี้จะมาทำวันนี้ไม่ได้
    อดีต อนาคต ต้องเอาปัจจุบันเป็นเกณฑ์
    พระพุทธเจ้าถึงสอนอย่างนี้
    คุณยุพดี : หลวงพ่อคะ การที่ยึดสังขาร บางทีเราก็ปล่อย ละสังขารยาก
    เพราะรู้สึกว่ายังเป็นห่วง ไม่อยากให้เราเจ็บป่วย
    หรือป่วยอยู่ ก็ยังเป็นห่วง ไม่อยากให้เจ็บมากกว่านี้
    อันนี้ คือ การยึด ใช่ไม๊คะ
    หลวงพ่อ : เรามีความจำเป็น เจ็บไข้ได้ป่วย ต้องไปหาหมอเท่านั้นเอง
    เป็นหน้าที่ของหมอที่จะช่วยเรา เรียกว่า
    เรามอบร่างกายให้หมอทั้งหมดเลย
    เราพยายามประคอง ไม่ให้มันฟุบเท่านั้นเอง
    อย่าให้มีขันธ์ โอ้ย...เจ็บแข้ง เจ็บขา เหนื่อยหนัก
    เพิ่มทุกข์เข้ามาอีก อยากให้ซาว แต่ซาวไม่ได้
    หมอให้เรากินยา เราก็ต้องกิน เพียงบำรุงมันไว้เท่านั้นเอง
    ไม่ใช่ว่าจะหายนะ เราไม่ได้เป็นหมอ เราก็ต้องประทังไว้
    สมมุติว่า เรือเรามันโทรม รั่ว ก็ต้องอุด
    อุดไม่ไหวก็ต้องปล่อยไปเท่านั้นเอง ต้องอุด ไม่อุดก็จม
    ทำงานไม่ได้ ต้องอุด ก็หมายถึง บำรุงไว้
    เมื่ออุดไม่ไหว ก็จมไป ก็แล้วไป อย่าไปยึดมัน
    คุณยุพดี : อย่าไปใส่ใจตรงนั้นมาก
    หลวงพ่อ : ยึดมากไม่ได้ คนเกิดมาบนโลกนี้ ไม่มีใครไม่ตาย
    ตายทุกคน พระพุทธเจ้าเป็นผู้มีหูทิพย์ ตาทิพย์
    เป็นผู้วิเศษเดียวในโลก ก็ตายได้ โรคกายนั้นเป็นอย่างนี้
    เนื้อหนังสังขารเป็นอย่างนี้ ท่านว่า
    ท่านเปรียบเอาไว้ เหมือนกับไม้ เอาไปสุมไฟ แล้วมันหมดไป
    เป็นเถ้าถ่าน ไม่มีเชื้อแล้วก็ไม่มีอะไร
    ไม่มีอะไรตาย ไม่มีอะไรเกิด แล้วเราจะมาเกิดทำไมไม่รู้
    เหมือนกับไฟเอาไปสุมเข้า หมดเชื้อแล้ว
    ไม้ฟืนหมดเชื้อ ไฟไหม้หมดแล้ว แล้วจะเอาฟืนที่ไหนมา
    คนก็เหมือนกัน ขาดกันแล้วจะเอาอะไรมาผูกกัน ไม่มี
    คนที่ไม่รู้เรื่องนี้ ก็พูดยาก ต้องมีประสบการณ์เข้ามา
    จะรู้ล่วงหน้าไม่ได้ จะคาดคิดล่วงหน้าไม่ได้ ต้องปฏิบัติธรรม
    ความรู้สึกตัว จะนำไปถึงที่สุดของพุทธะจริง ๆ
    เมื่อไปถึงที่สุดแล้ว ก็รู้ว่า โอ้
    หลักศาสนามีแค่นี้เอง ที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
    เรื่องอื่นนั้นเป็นคำสอนของคนอื่นสอนมา
    แต่พระพุทธเจ้าสอนจุดนี้ ท่านเล่าเรื่องอื่นแล้วก็มาลงจุดนี้
    เพราะทุกคนจะมานี่ ท่านว่า ไม่มีทางไป คือ ทุกคนต้องตาย
    แต่ว่าอย่าให้มีทุกข์ ไม่ใช่ว่าทุกข์มา จะตาย ทุกข์เดี๋ยวนี้
    อย่างที่เขาพูดให้ฟัง มีพันล้านก็ทุกข์นะ
    ช : คนทำงาน การปฏิบัติก็ไม่ง่ายเหมือนคนอยู่วัด นะครับ
    หลวงพ่อ : ก็ธรรมดา คนอยู่วัดไม่มีงาน ไม่มีอะไร
    คนอยู่วัดไม่มีงาน แต่มีงานสอนคน
    ถ้ามาอยู่ในวัดแล้ว ไม่สอน ไม่ศึกษา ไม่มีประโยชน์อะไร
    เขาว่าเอาเปรียบสังคมก็ได้นะ คือ กินแล้ว ไม่ได้สอนคน
    แล้วก็ไม่ได้ศึกษาอะไร กินข้าวหลวงเสีย นุ่งผ้าหลวงเสีย
    ใช้ยาหลวงเสีย แต่เสียทั้งนั้น
    ทุกคนทำงานทางโลก เขาทำงานตามหน้าที่
    ทำงานเพื่อ : งาน, มนุษย์, โลก, สันติ, สงบ
    ไม่ทำงานก็เดือดร้อนอีก
    ถ้าหากทุกคนมีงานทำแล้ว บ้านเมืองไม่เดือดร้อน ใช่ไหม ?
    เดี๋ยวนี้คนว่างงาน ไม่ควรพูด พูดน้อย ๆ ดี
    คุณยุพดี : ถ้าทำงานโดยไม่ต้องพูด ก็ปฏิบัติได้ หรือคะ
    หลวงพ่อ : ได้
    คุณยุพดี : พูดให้น้อย ๆ
    หลวงพ่อ : แต่ว่าคนต้องรู้ด้วยกัน ถ้าหากคนทำงานไม่พูด
    คนที่ไม่รู้ เขาก็ไม่รู้จัก จะต้องพูด พูดจึงเป็นเรื่องสมมุติ
    ถ้าคนทำงานเป็นพันคน รู้จักสนิทกัน
    ทำงานอันเดียวกัน รู้จักกัน เข้าไปประพฤติ
    ไม่ต้องพูดต้องคุย ทำงานของเราเสร็จแล้ว ก็แล้วกัน
    จะไปพูดกับใคร พูดแล้วก็ไม่มีเรื่องอะไร
    ถ้าหลวงพ่อไปทำงาน ถ้าพวกคุณ/หนู ไม่พูดให้ฟัง
    แล้วจะทำงานเป็นไหม ก็ทำไม่เป็นนะ
    ก็ต้องพูด ต้องแนะนำเขา
    บางคนไม่รู้ ก็ต้องแนะนำ พูดให้รู้
    คำว่า "พูด" คำนี้กินความกว้าง
    คุณยุพดี : ถ้าเราแนะนำแล้ว ก็มีสองกลุ่มนะคะ
    กลุ่มนึงก็เชื่อเหมือนกัน อีกกลุ่มนึงก็ไม่เชื่อ
    หลวงพ่อ : ก็เป็นธรรมดา คนไม่เชื่อก็ปล่อยไป เพราะว่า
    คนไม่เชื่อนั้น เขาจะดึงเราไป
    อย่าให้เขาดึงเราไป อย่าให้เขาจับเรา
    อย่างที่พูด เพราะถ้าเขาจับ เราลำบาก
    เราจับเขา สบาย เมื่อเขาจับเรา
    ดึงแล้ว เขาไม่เชื่อ บางทีเขาหาเรื่องมาให้เรา
    คุณยุพดี : ค่ะ ใช่ค่ะ เขาหาเรื่องมาอีก
    หลวงพ่อ : อย่าให้เขาจับเรา พูดคำเดียวมันกินความกว้าง
    ถ้าคนมีปัญญาแล้ว ฟังน้อยรู้มาก
    ถ้าคนไม่มีปัญญาแล้ว ฟังมากรู้น้อย
    สบายกับคนที่รู้ คนไม่รู้ก็ยาก
    คนไม่รู้ ก็ต้องพูดหลายครั้งเป็นธรรมดา
    คุณยุพดี : ถ้าเขาหาเรื่องมาให้
    เราก็ต้องให้อภัยเขาอยู่เรื่อย ๆ หรือคะ
    ถ้าเขาไม่เชื่อแล้ว เรื่องก็ต้องมีอยู่เรื่อย ๆ
    หลวงพ่อ : ให้บางอย่าง แต่บางอย่างเราก็ไม่ต้องพูด
    เราก็เฉยไป เมื่อเขาไม่รู้ว่าเราให้อภัย
    เขาไม่รู้ เขาจึงพูด จึงทำ
    ถ้าเขารู้แล้ว เขาไม่พูด ไม่ทำ
    ไม่ต้องมามองหน้าว่า ทำไมเขาพูดอย่างนี้กับเรา
    เพราะเขาไม่รู้ จึงมีคนพูดไว้ว่า
    คนเราเกิดมา สติปัญญาไม่เหมือนกัน
    บางทีเขาดีเรื่องนั้น เราอาจจะไม่ดีเท่าเขาก็ได้
    บางทีเขาไม่ดีเรื่องนั้น เราอาจจะดีกว่าเขาก็ได้
    เรียกว่า ถ้าหากรู้จักคิดสักนิดเดียวซะแล้วหล่ะก็
    คือ บางทีเขาไม่รู้จริง ๆ หรือ เขาอาจจะรู้เรื่องอื่นก็ได้
    เขาจึงเปรียบไว้ว่า เอาน้ำขุ่น กับ น้ำใส ผสมกัน
    อธิบายให้เขาฟัง ถ้าเขาไม่เข้าใจ
    ก็แสดงว่าน้ำในแก้วขุ่นมากเกินไป น้ำใสเข้าไม่ได้
    เราอธิบายให้เขาฟัง
    น้ำขุ่นก็ค่อยจางไป น้ำใสก็จางไป
    ผสมกัน มันก็พอไปได้
    อธิบายให้เขาฟัง ถ้าฟังสามสี่ครั้งแล้วยังไม่รู้เรื่อง
    ก็ ปล่อยเขาไป เราไม่ได้ทิ้ง แต่
    ไม่เอา ไม่จับ ไม่ลากดึงเขาขึ้นมาแล้ว
    อย่างที่คนทำผิด ไม่ใช่เขาไม่รู้
    เขารู้ เขาคิดว่าสิ่งที่ทำนั้นดี เราก็ต้องมองดู
    อย่าไปทำตามเขา เพราะผู้มีปัญญา มักเป็นผู้มองไกล
    คนปัญญาน้อย มองใกล้
    จึงพูดให้ฟังว่า
    . คนมองไกล / ใกล้
    . คนรู้เร็ว / ช้า
    . ฟังเข้าใจ / ไม่เข้าใจ
    บางทีพูดให้ฟังแทบตาย ก็มาเอาผิดกับเขา หาเรื่อง
    ช : ผมขอเสริมนิดนึงครับ เรื่องทำงานไปเรื่อย ๆ คงมีสองแบบ
    ทำแล้วไม่รู้ ทำอย่างที่เคยทำ และ ทำแล้วรู้ไปด้วย
    สองอย่างนี้ไม่เหมือนกัน
    หลวงพ่อ : เหมือนกันครับ
    เชาไม่รู้ เขาจึงทำแบบไม่รู้ คือ เขาไม่มองใคร
    รู้อย่างไม่รู้ รู้อย่างสมถะ ไม่ได้รู้อย่างวิปัสสนา
    สมถะกรรมฐาน เป็นอุบายให้สงบ
    วิปัสสนา แปลว่า รู้แจ้ง ไม่ใช่สงบ
    ฉันทะไม่รู้แจ้ง สงบไม่ได้
    ทำงานไปโดยไม่รู้ ทำไปผิดไป ทำนานแล้วแต่ไม่ดีขึ้น
    ทำโดยไม่รู้ หรือรู้ว่าผิด แต่จะให้ทำอย่างไร
    ถ้าอธิบายให้ฟังแล้ว ไม่ดีขึ้น ก็ปล่อยเขาไว้อย่างนั้นแหละ
    เพราะทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เราไม่ช่วย
    แต่ถ้าทำไปในทางที่ผิด เราไม่ช่วย
    ช่วยในทางที่ได้ ทางที่ดี ต่างจากรู้แจ้ง คือ
    ทำไปด้วย รู้ไปด้วย
    เช่น ให้หลวงพ่อทำ ก็ทำได้แต่ว่าผิด ทำแบบไม่รู้
    ทำไปแล้วก็เสียกระดาษ เสียมือเขียน
    เมื่อทำไม่ได้ ก็ต้องอธิบายให้ฟังว่า ทำอย่างไร ทำแบบรู้
    ทำแล้วให้ได้ประโยชน์ขึ้นมา
    ช : หลวงพ่อหมายถึงว่า ทำไป ก็รู้สึกตัว รู้สึกกายใจ พร้อม
    คุณยุพดี : รู้ว่าผิด หรือ ถูกด้วย
    หลวงพ่อ : ถ้าทำงานไม่รู้ผิดรู้ถูก ก็เป็นสัตว์ ซิ
    คนก็เหมือนกัน กำลังทำงานอยู่
    รู้ว่าทำได้ แต่เราต้องรู้ผิดรู้ถูกในขณะทำด้วย
    สัตว์เดรัจฉาน เดินได้ กินได้ แต่ไม่รู้ผิด รู้ถูก
    ไม่ได้มีความละอายแก่ใจ
    คำพูดในพระพุทธศาสนามันลึก
    ให้รู้จักในขณะทำ มองถึงจิตใจ ทำแล้วมีประโยชน์หรือไม่
    เปรียบเทียบ สมมุติว่า ถ้าใจไม่มีความละอายนั้นก็เป็นสัตว์
    ให้เรามีความละอายสิ่งที่เราทำ ลักโขมยของ กินเหล้า
    เล่นการพนัน แต่คิดว่าสิ่งที่ทำนั้นดี
    ถ้าคิดได้ว่ากินเหล้า ดียังไง ให้โทษ ให้คุณยังไง
    นี่ก็ว่าเห็นใจในความเป็นมนุษย์ หักห้ามได้ ละอาย
    ถ้าใจเราไม่รู้ใจเราแล้วหล่ะก็ควบคุมตัวเองไม่ได้
    "จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้"
    พระเป็นผู้สอนคนเท่านั้นเอง จะไปยัดเยียดเขาไม่ได้
    ในคำสอน ถ้าเขาไม่เอา จะทำยังไง ไม่งั้นพระพุทธเจ้า
    ก็ต้องไปสอนพระเทวทัตได้ซิ
    คุณยุพดี : อ๋อ ก็ต้องอยู่ร่วมกันไปอย่างนั้น หรือคะ
    คนนั้นก็ทำผิดไปเรื่อย ๆ เราก็ต้องสอนไปเรื่อย ๆ
    หลวงพ่อ : ต้องสอนไปเรื่อย ๆ จะไปยัดเยียดไม่ได้
    พระพุทธเจ้า กับ พระเทวทัต ก็เหมือนกัน
    คำพูดเป็นหน้าที่พูดเท่านั้นเอง พูดดี เพื่อดี
    ทำดี เพื่อดี เท่านั้นเอง พูดดี แต่คนทำไม่ดีก็มีนะ
    เราพูดให้คนนั้นดี แต่เขาไม่ดี ก็ยัดเยียดไม่ได้นะ
    คุณยุพดี : เราจะหาทางลงโทษเขาได้ไม๊คะ ให้เขามาเชื่อฟัง
    หลวงพ่อ : ลงโทษไม่ได้นะ คนลงโทษกันไม่ได้
    เขาจะได้รับโทษของเขาเอง เป็นผลจากสิ่งที่เขาทำเอง
    ถ้าเราไปลงโทษเขา เราก็ผิดซิ เราไม่สามารถไปลงโทษคนได้
    สมมุติ : คนเดินไปถูกหนามตำ เราไม่ได้บอกให้เดินไป
    เขาเดินไปนั่งตรงที่มีเซี่ยนหนามเอง ถ้าเขารู้ว่ามีหนาม
    ไม่เดินไปนั่งตรงนั้น ถ้าเราไปลงโทษเขา
    ก็เท่ากับเราเบียดเบียนตนและคนอื่น แค่เราบอกว่า
    คุณอย่าไปนั่งนะ ตรงนั้นมีหนาม เท่านั้นเอง
    ขึ้นอยู่ที่ว่า เขาจะเดินไปนั่งตรงนั้นหรือไม่
    ถ้าคุณไปลงโทษเขา ทำผิด คุณก็ติดคุกติดตารางรับโทษเอง
    เหมือนพระเทวทัต ที่พระพุทธเจ้าบอกแต่ว่า ทางนั้นผิด
    พระเทวทัตเห็นเอง และถูกลงโทษเอง เพราะกรรม
    คุณยุพดี : เราชี้แนะได้อย่างเดียวเท่านั้นเอง หรือคะ
    จะไปลงโทษให้เขากลับมาด้วยความปรารถก็ไม่ได้
    หลวงพ่อ : ห้าม ไม่ใช่ไม่ห้าม แต่เราไม่ได้ห้ามว่า อย่าไปทำอย่างนั้นเลยนะ
    เราบอกเขา แนะแนวทางว่าอย่าไปทำผิด
    "อักขาตาโร ตะถาคะตา"
    พระตถาคต เป็นแต่เพียงผู้แนะเท่านั้นเอง
    ชี้ทางเท่านั้นเอง การกระทำนั้นเป็นของเธอ
    เธอทำดี ก็เป็นผลดี ถูกต้อง ทำผิด ผลก็ผิด
    ถ้าแนะแล้วเขาไม่ทำ ไปต่อว่าเขา "ไม่ได้ คุณไม่ทำแบบนี้ ผิด"
    เขาบอกว่า โอ้ย หลวงพ่อไม่ได้เรียนหนังสือทางโลกมา
    อย่างที่เขาเคยพูดกันเอาไว้ อันนี้เป็นเรื่องปรัมปรา
    พ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟัง ผัวเมียคู่หนึ่ง
    มีลูกชายคนหนึ่ง พ่อแม่รักลูกคนนี้มาก เกิดมาก็ไม่เคยใช้ลูกเลย
    ลูกชอบยังไงก็ให้ไปตามนั้น เมื่อโตขึ้นก็สอนไม่ได้ ก็เป็นคนเกเร
    ไปกินเหล้า เมาสุรา คบเพื่อนชั่วคนพาล ไปลักโขมยของ
    ตำรวจจับได้ จำคุกมีโทษประหารชีวิต
    แม่ : ทำไมไปฆ่าลูกฉัน
    ตำรวจ : เขาไม่ได้ฆ่า
    แม่ : ทำไมมีโทษประหารชีวิต
    ตำรวจ : กฎหมายบอกไม่ให้ทำ จึงมีโทษประหารชีวิต
    ฉันเป็นคนรักษากฎหมาย
    แม่ : ใครเป็นคนออกกฎหมายให้ฆ่าลูกฉัน
    ตำรวจ : เขาออกกฎหมายไม่ให้คนทำผิด

    ต่างคนต่างเถียง ไม่ลงรอยกัน

    หลวงพ่อ : ใครออกกฎหมาย
    ช : ตามหลัก คือ สภาผู้แทนฯ
    หลวงพ่อ : จนกระทั่งไปเชิญสภาผู้แทนฯ มาช่วยตัดสิน
    บอกว่า สองคนนี้พูดจากันไม่รู้เรื่อง
    สภาผู้แทน : ตำรวจไม่ได้ออกกฎหมายฆ่าลูกคุณ
    แต่คุณนั่นแหละ ที่ฆ่าลูกตัวเอง
    แม่ : ฉันจะฆ่าลูกได้ยังไง
    สภาผู้แทน : ก็ คุณไม่สอนลูก สร้างลูกแต่ไม่สอนลูก

    หลังจากนั้นคนอันธพาลจึงได้เข้าวัด ตัวเองฆ่าตัวเอง
    ยังจะไปหาว่าคนอื่นฆ่า ตัวเองทำชั่วเอง
    เหมือนพระพุทธเจ้าทรงตัดสินพระเทวทัต
    นี่คือคำพูดของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เคยเล่าให้ฟัง

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service