แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท.๑๖๙ : ตอบตามตรง
ฉันภัตตาหาร เสร็จแล้ว เรียบร้อย
พระ เณร ก็ฉันเรียบร้อยแล้ว
ญาติโยม ผู้มาปฏิบัติธรรม ก็ฉันเรียบร้อยแล้ว
เมื่อฉันอาหารเรียบร้อยแล้ว
ก็มีการแนะแนววิธีปฏิบัติกับพวกเรา
วันนี้เป็นวันพุธ ๒๖ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๓
ในเรื่องการปฏิบัติ
วิธีที่พวกเรา กำลังทำอยู่เดี๋ยวนี้
ไม่เกี่ยวข้องกับทางทฤษฎีมาก แต่ โยงถึงกันได้
เกี่ยวข้องกับวิธีทำ คือ มีเทคนิคและกลไกในตัวเอง
วิธีทำ ต้องเรียนให้เป็น ทำให้ชำนิชำนาญ
เมื่อปฏิบัติก็จะสบาย
ถ้าเราเรียนวิธีปฏิบัติยังไม่ชำนิชำนาญ
เมื่อเราไปปฏิบัติ ก็ ขัดข้อง มีความสงสัย ลังเล กังวลใจ
ดังนั้นจึงจะแนะนำให้พวกเราเข้าใจ วิธีทำ จังหวะ
เช่น พลิกมือขึ้นเฉย ๆ ไม่ใช่ ยก
พลิกแล้ว ให้รู้สึกตัว
ยกมือขึ้น ให้รู้สึกตัว
เอามือมาที่สะดือ ก็ ให้รู้สึกตัว
เมื่อเราพลิกมือซ้าย ก็ ให้มีความรู้สึกตัว
ไม่ใช่ให้รู้สึกว่าพลิกมือ ไม่ใช่ให้รู้สึกอย่างนั้น
เพียงแต่รู้สึกไหลไป มีความสัมผัสกับการเคลื่อนไหว เท่านั้นเอง
ยกมือ ให้รู้สึก เอามาทับมือขวา
ที่หน้าท้อง รึ สะดือ รู้สึก
เลื่อนมือขวา ขึ้นหน้าอก ให้รู้สึก
เอามือขวาออกตรงข้าง ให้รู้สึก
เอามือขวาลดลงที่ขาขวา ตั้งชันตะแคงไว้
คว่ำลง ให้รู้สึก เท่านั้นเอง
ทำสลับกัน
มือขวา มือซ้าย เมื่อทำอย่างนี้
สิ่งที่ปรากฏขึ้นในตัว มีเอง
เรียกว่า ทำความรู้สึกตัวให้มาก
ความไม่รู้ จะคล้อย ลดไป หมดไป
ความรู้สึก ก็ มากขึ้น
เมื่อความรู้สึกมากขึ้น ทำให้เกิดปัญหา
เห็นแจ้ง รู้จริง ตามความเป็นจริง
เรียกว่า ธรรมชาติ เป็นอย่างนั้น
ก็ต้องรู้ตามกฎของธรรมชาติ
ดังนั้น การปฏิบัติแบบนี้ จึงมีวิธี กลไก เทคนิค และจังหวะ
ทำเป็นจังหวะ เคลื่อนไหว โดยวิธีใด ก็ให้รู้
เช่น พริบตา เหลือบซ้าย แลขวา ก็ให้รู้
เอียงซ้าย เอียงขวา ก้ม เงย ก็ให้รู้
กลืนน้ำลายลงไปในลำคอนี้ ก็ให้รู้
อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติง่าย ๆ แต่ ไม่เข้าใจในคำพูดเท่านั้นเอง
หายใจเข้า ออก ไม่ต้องพูดถึงว่า สั้น ยาว
หายใจ รู้ เฉย ๆ เท่านั้นเอง
ไม่ว่าเข้ายาว ออกยาว เข้าสั้น ออกสั้น
ลมหยาบ ละเอียด ไม่ต้องนึกถึง
เพียงแต่ให้รู้ ก็พอใช้ได้
จึงเป็นหน้าที่ ทุกคนทำได้
เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม ไปกับงานทุกวิธี
ดังนั้น สิ่งที่พูดนี้ คนอื่นมองเห็น เช่น
พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา
เดินหน้า ถอยหลัง เอียงซ้าย เอียงขวา ก้ม เงย
เหล่านี้หยาบ คนอื่นมองเห็นได้อย่างถนัด
หรือ ใคร ๆ ก็มองเห็น
ละเอียดเข้ามา คือ พริบตา เหลือบซ้าย แลขวา ละเอียดเข้ามา
แต่ก็ยังดูไกล ๆ มองเห็นได้
บัดนี้ ละเอียดลงไป คือ หายใจเข้า หายใจออก
อันนี้ก็ ละเอียดเข้าไป ส่วนความคิด หรือ
การนึก การคิด ยิ่งละเอียด คนอื่นมองไม่เห็น
ตัวเองก็มองไม่เห็น ไม่เคยเข้าใจเรื่องเหล่านี้
หรือ เป็นวิธีปฏิบัติอย่างง่าย ๆ
อยู่ที่ไหนก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติเป็น
ผู้หญิง ผู้ชาย พระสงฆ์ องค์เณร ก็ปฏิบัติอย่างนี้
คนชาติใด ภาษาใด หรือ ศาสนาไหน ก็ปฏิบัติอันนี้
เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม
การปฏิบัติธรรมแบบนี้ จึงไม่ต้องเห็นอะไรให้มาก
ต้องเห็นตัวเรานี่เอง กำลังเคลื่อนไหวไปมา
นี้เรียกเป็น การปฏิบัติธรรม
รู้สึกตัวนั้นแหละ เป็นการปฏิบัติธรรม
ธรรมะนั้น คือ ตัวคน
ทำการ ทำงาน พูด คิด เป็นธรรมะทั้งนั้น
และต้องรู้จักกับสิ่งเหล่านั้น
รู้เท่าทันเหตุการณ์กับสิ่งเหล่านั้น
เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม กับ งานทุกประเภท
ดังนั้น ทีแรก ต้องมีการฝึกหัด
เพราะเราไม่เข้าใจเรื่องนี้
ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ในประเทศอินเดีย
ให้มีสติ เข้าไปกำหนดรู้
แต่ว่า ตอนกำหนดรู้ อาจจะเป็นคนอื่นพูดก็ได้ หรือ
พระพุทธเจ้าพูดก็ได้ ถ้าเข้าไปกำหนดจริง ๆ หนัก
ท่านว่า ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ ในอิริยาบททั้ง ๔
ยืน ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้
นั่ง ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้
นอน ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้
เดินไป เดินมา ไปไหน มาไหน ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้
ท่านสอนเอาไว้อย่างนี้
เท่านั้นก็ยังไม่พอ ท่านยังสอนย้ำเข้าไปว่า
ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ในอริยาบทย่อย
คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใด
ก็ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ ท่านสอนอย่างนี้
แต่คำพูดนั้น พูดได้ แต่เราไม่เข้าใจ
เราไปเข้าใจเพียงกำหนดลมหายใจ
เข้าสั้น ออกยาว หรือ เข้ายาว ออกสั้น
ลมหยาบ ลมละเอียด เราจะกำหนดรู้อันนั้น
อย่างเดียวเท่านั้น ก็หลับตา นี้เคยทำมาอย่างนั้น
อันตัวหลับตานี้มันฝืนธรรมชาติแล้ว
เราไม่ได้ศึกษาธรรมชาติจริง ๆ
ดังนั้น วิธีที่กำหนดให้พวกเราทำขึ้นมานี้
คือเป็นวิธีให้อยู่กับสภาพตามธรรมชาติของมัน
ไม่ต้องฝืนธรรมชาติทั้งหมด ไม่ว่าจะเคลื่อนไหววิธีใดก็ตาม
จะรู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง สัมผัสกับตัวธรรมชาติเอง
ดังนั้นศึกษาธรรมะแบบนี้ จึงง่าย ๆ
เรียนหนังสือ เขียนหนังสือเป็น ก็ปฏิบัติได้
คนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เขียนหนังสือไม่เป็น ก็ปฏิบัติได้
คนรวย ๆ มีเงินมาก ๆ ก็ปฏิบัติได้
คนจน ๆ ไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่มีทรัพย์สินอะไรมากมาย ก็ปฏิบัติได้
รู้กฎ รู้อย่างเดียวกัน ธรรมะจึงเป็นอันเดียวกันเท่านั้น
แม้ผู้หญิง ผู้ชาย ก็เป็นอันเดียวกันเท่านั้น
และครูบาอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า
พุทธศาสนาของเราตถาคต จะเจริญรุ่งเรือง
หรือ งอกงามนั้น ก็ต้องอาศัยบริษัท ๔
ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่
มักผลนิพพาน ก็ ไม่ว่างจากโลกนี้
ในทางตรงกันข้าม พุทธศาสนาของเราตถาคตนี้
จะอันตรธาน หรือ หายไป ก็ต้องอาศัยบริษัท ๔
คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นี้เอง
ไม่ประพฤติ ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยแล้ว
คำสอนของพระพุทธเจ้าก็อันตรธานหายไป และ
มรรค ผล นิพพาน ก็ อันตรธานหายไป ว่าอย่างนั้น
บริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา
หมู่บริษัทนี้ ท่านว่าอย่างนั้น
เดี๋ยวนี้ บริษัทอย่างที่ภิกษุณีนั้น ไม่มีแล้ว
เพราะว่า ไม่มีภิกษุณี เดี๋ยวนี้
มีแต่ ภิกษุ อุบาสก อุบาสิกา ยังเหลืออยู่ ๓ บริษัท เท่านั้นเอง
แต่จะพูดในวันนี้ เพียง บริษัท ๒ ก่อน เบื้องแรก
คณะบริษัท ๒ หมายถึง ผู้ชาย
พระภิกษุ ก็ เป็นผู้ชาย
บวชแล้ว สึกไป สึกแล้ว ก็ บวชมา
เรียกว่า เป็นผู้ชาย คือ บริษัท ๑
ภิกษุณี หรือ แม่ขาว แม่ชี แม่ดำ เหล่านี้
บริษัทนึง เป็นเพศหญิง
สองบริษัทนี้แหละ ทำให้เจริญก็ได้
หรือไม่ต้องการความเจริญ ทำให้เสื่อม ก็ได้
สำหรับตัวบุคคลเท่านั้นเอง บัดนี้อยากจะกล่าวถึง
บริษัท ๔ อีกสักคำหนึ่ง ที่เรายังมีความขัดข้อง หรือ
สนใจกันอยู่ในบริษัท ๔ นี้เอง
บริษัท ๔ สมมุติขึ้นมา ๔ คน
จะเป็นผู้หญิงทั้ง ๔ คน ก็ได้
จะเป็นผู้ชายทั้ง ๔ คน ก็ได้
สมมุติเอาบุคคล คนหนึ่ง
ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่ได้สัมผัสกับธรรมะ
ไม่ได้เห็นธรรมะซาบซึ้งภายในจิตใจตัวเอง นั่นแหละ
และก็เที่ยวเทศน์ เที่ยวสอน โฆษณาไป
ว่า ธรรมะต้องเป็นอย่างนั้น ธรรมะต้องเป็นอย่างนี้
ทำอย่างนั้น ทำอย่างนี้ จึงจะรู้ธรรมะ
บริษัทนี้ไม่เข้าใจธรรมะ
บริษัทนี้แหละที่ทำให้ธรรมะของพระพุทธเจ้า อันตรธานหายไป
จะเป็นผู้หญิงก็ตาม ผู้ชายก็ตาม บริษัทที่ ๒ ไม่รู้ แต่ไม่สอนคน
ทำไป อยู่ไป กินไป นอนไปตามหน้าที่ของคนผู้ไม่รู้นั่นเอง
บริษัทนี้ ไม่ทำให้เจริญ และ ไม่ทำให้เสื่อม
อยู่ไปอย่างนั้น ตลอดกาล เป็นอย่างนั้น
บริษัทที่ ๓ รู้ เข้าใจธรรมะ ซาบซึ้ง เห็นแจ้ง รู้จริง
แต่ไม่เทศน์ ไม่สอน ปิดบังเอาไว้ สำหรับรู้แต่เราคนเดียว
ไม่ให้คนอื่นรู้ด้วย บริษัทนี้ก็ไม่ทำให้พินาศฉิบหาย
แต่เจริญสำหรับส่วนตัวเรา
และไม่ทำให้พุทธศาสนา หรือ คนอื่นเจริญขึ้นมาได้ บริษัทที่ ๓
บริษัทที่ ๔ คือ พวกเรา
กำลังศึกษา และ ปฏิบัติ
วิธี กลไก และ เทคนิคการกระทำ
ให้รู้จริง เห็นจริง และ ทำ
ก็ถูกต้องกับที่พระพุทธเจ้าท่านสอน
ให้มีสติเข้าไปรู้ ทุกอิริยาบท
แล้วเกิดญาณปัญญาเห็นแจ้ง รู้จริง
ตามความเป็นจริง สัมผัสได้ กำหนดวัน เดือน ปี ลงไป
เพราะตัวเองรู้จริง ก็ต้องกำหนดได้ วัน เดือน ปี
กำหนดเท่านั้นวัน เท่านี้เดือน เท่านั้นปี ต้องรู้ ไม่มาก ก็น้อย
แล้วก็เที่ยวเทศน์ เที่ยวสอน
ให้บุคคลที่ยังไม่ได้ฟัง ได้ฟัง
ให้บุคคลที่ยังไม่ได้รู้ ได้รู้
และให้บุคคลที่ยังไม่เคยได้รู้เทคนิค กลไก วิธีทำ
ให้คนอื่นได้ศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติตาม เทคนิค กลไก นั้น
ให้คนอื่น หรือ คนทั่วไป รู้ เห็น เข้าใจตาม
สิ่งที่ตัวเองได้รู้ เห็น เข้าใจมา นั้นแหละ
เรียกว่า เป็นหลักการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา
ทำให้พระพุทธศาสนา เจริญได้ ด้วยบริษัทนี้
จะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย พระ เณร หรือ ใครก็ตาม
ถ้ารู้จริงแล้ว ต้องรับรองได้
อย่างที่ตัวของผม หรือ ตัวของอาตมาพูดในขณะนี้
ก็ รับรองได้ คือ
วิธีนี้ ไม่ได้พูดถึงการให้ทาน และไม่ได้พูดถึงการรักษาศีล
ไม่ได้พูดถึงทำความสงบอันใด อะไรทั้งหมดท
ขึ้นอยู่ในตัวของมันพร้อมแล้วทุกอย่าง และ
สิ่งที่ยังไม่เคยรู้ ก็จะรู้ขึ้นมา
สิ่งที่ยังไม่เคยเห็น ก็จะเห็นขึ้นมา
จะปรากฎในตัวของมันเอง
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่อัศจรรย์ที่สุด
เป็นการทำความรู้สึกตัว ตื่นตัว ทำความรู้สึกใจ ตื่นใจนี้
เป็นไปเองตามธรรมชาติ หรือ เป็นไปตามหน้าที่
จริง ๆ เรื่องนี้
ตัวของผม หรือ ตัวของอาตมาเอง
ได้อ่านหนังสือธรรมวิจารณ์ เป็นความรู้นักธรรมชั้นเอก ว่า
ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ หมายถึง ไม่ขาดช่วง
ไปไหน มาไหน ก็ต้องปฏิบัติอย่างนั้น
ไม่ขาดช่วง ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ ยาวนาน
เวลา ๗ ปี ท่านกำหนดไว้ อย่างกลาง ๗ เดือน
อย่างเร็วที่สุด นับตั้งแต่ ๑ วัน ถึง ๗ วัน หรือ ๑๕ วัน
มีอานิสงค์ ๒ ประการ
๑. ต้องเป็นพระอรหันต์ในปัจจุบันนี้
หากว่าไม่ได้เป็นพระอรหันต์ในปัจจุบันนี้
ต้องเป็นพระอนาคามี แน่นอนที่สุด
ดังนั้น การปฏิบัติอย่างวิธีที่พวกเรากำลังฝึกหัด
ดัดนิสัยกันอยู่ทุกวันนี้ อย่างนาน ให้เวลา ๓ ปี
อย่างกลาง ๑ ปี อย่างเร็วที่สุด นับตั้งแต่ ๑ วัน ถึง ๙๐ วัน
อานิสงค์ไม่ต้องพูดเลย
ทุกข์จะลดน้อยไป หรือ บางคนผู้มีปัญญาเข้มแข็ง
หรือ ฉลาดเฉลียวมาก อาจจะเปลื้องทุกข์ทั้งหมดไปได้
ดังนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด
บรรจุลงมาที่ แก้ปัญหาตัวเอง คือ แก้ทุกข์ นี้เอง
เมื่อแก้ปัญหาตัวเอง แก้ทุกข์ตัวเองได้แล้ว
ก็ แก้ปัญหา แก้ทุกข์ของคนอื่นได้ เรียกว่า สังคม
เดี๋ยวนี้เราไม่ได้สนใจเรื่องนี้ แต่เราไปสนใจเรื่องมาก
จึงไม่เข้าใจหลักพระพุทธศาสนา
ดังนั้น คำว่าศาสนา กับ พุทธศาสนา เป็นคนละคำ
แต่ก่อนตัวของผม หรือ ตัวอาตมา ก็ไม่รู้ ว่า
ศาสนา ต้องมี วัด พระสงฆ์ เณร พระพุทธรูป เจีดีย์ คัมภีร์
มีอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น เข้าใจว่านั่นเป็นตัวศาสนา
จริงอยู่ ว่าเป็นศาสนาสมมุติ
ให้เข้าใจว่า ตัวคนนั้นแหละ เป็นตัวศาสนา
ตัวพุทธศสานา คือ ตัวเราเจริญสติ
หรือ ทำความรู้สึกตัว ตื่นตัว
ทำความรู้สึกใจ ตื่นใจ พร้อมสมบูรณ์แล้ว
ปัญญา หรือ ญาณ เกิดขึ้น ให้เห็น ดู เข้าใจ
สัมผัสในตัว ได้ทุกสิ่งอย่าง ทุกแง่มุม
สิ่งนั้นเป็น พุทธศาสนาแท้
พุทธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม
ก็ต้องอยู่กับธรรมะประเภทนั้น หรือ
ธรรมะที่เราเห็น รู้ เข้าใจ
หรือ การงานที่เราทำ พูด คิด
เราก็ต้องอยู่กับสิ่งเหล่านั้น เรียกว่า เป็นการปฏิบัติธรรม
ดังนั้น การปฏิบัติธรรม จึงไม่กำหนดกาลเวลา
ไปไหน มาไหน ก็เป็นการปฏิบัติธรรมะได้ในตัวมันเอง
ข้อแรก จะหมดปัญหาเรื่อง ผี เทวดา ฤกษ์งาม ยามดี
โชคชะตา บาป บุญ
สิ่งที่สมมุติขึ้นมานั้น จะรู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริง
สิ่งเสพติดมึนเมาทุกประเภท เราจะเห็น รู้จัก เข้าใจ
เมื่อเห็น รู้ เข้าใจ สัมผัส แน่นอนลงไปแล้ว
ไม่ต้องมีใครบอก หรือสอนเลยว่า สิ่งนั้น ควร ไม่ควร
เพราะตัวเองเห็นว่า ไม่ควร ก็ต้องไม่ควร
ตัวเองเห็นว่า ควร ก็ต้องทำไปเท่านั้นเอง
คนโบราณท่านจึงสอนเอาไว้สั้น ๆ ว่า
อย่าเห็นผิด เป็น ถูก
อย่าเห็นนรก เป็น สวรรค์
อย่าเห็นกงจักร เป็น ดอกบัว
อย่าเห็นทุกข์ เป็น สุข
ท่านสอนไว้
แลทางตรงกันข้าม บางคนก็
เห็นผิด กลับมาเป็น ถูก
เห็นทุกข์ กลับมาเป็น สุข
เห็นนรก กลับมาเป็น สวรรค์
เห็นกงจักร กลับมาเป็น ดอกบัว
เรื่องนี้เคยพูดกันมา หลายครั้งแล้ว ที่ว่า
เห็นกงจักรเป็นดอกบัวนี้
มีนิทาน ซึ่งหมายถึง ปรัมปรา จริงก็ได้ ไม่จริง ก็ได้
มีมหาเศรษฐีคนหนึ่ง มีลูกชายคนเดียว พ่อตาย
เหลืออยู่แต่แม่คนเดียว กับลูกชายคนหนึ่ง เป็นสองคน
มีทรัพย์สมบัติมาก ใช้เท่าใดก็ไม่หมด
ลูกชายคนนั้นใหญ่โตมาแล้วก็ไปศึกษาเล่าเรียนต่างชาติ ต่างภาษา
แม่ก็ห้ามว่า ไม่ต้องไปหาเงินทอง
เงิน ทอง อยู่ในบ้านของเรา ใช้ก็ไม่หมดแล้ว
และก็มีนโยบาย ให้เข้าไปวัด
ให้เงินเป็นรางวัล ไปวัด ทุกวัน ๆ ลูกชายก็ไป
ไปตอนเย็นมาแล้ว ก็ให้เงิน
ถามว่า ไปวัดไม๊ : ไป
ที่วัดมีอะไรบ้าง : ไม่รู้
ก็เพียงแต่ไปวัดเท่านั้นเอง เข้าไปหาพระ
พระพูดอะไร : ก็ไม่รู้
วันต่อไป ให้เข้าไปในโบสถ์ ในศีล อย่างที่เราเคยมีโบสถ์ มีศีล
ก็ไปนอนอยู่ในโบสถ์ ในศีล ถาม ก็ไม่ได้เรื่อง
วันต่อไปก็ให้ไปฟังเทศน์จากพระ
ฟังเทศน์จากพระแล้ว ก็ไม่จดจำ
หลายวันแล้ว จำไม่ไหว เพราะ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย
เล่าให้ฟังมาอย่างนี้ ก็เลยนำมาเล่าให้พวกเราฟัง
เผอิญอยากไปพบกับนายสำเภา ลุกขึ้น เตรียมจับกระเป๋า
แม่ก็เลยไปจับเอาเชิงชายผ้า ก็เลยศอกกลับถูกแม่ ล้มลง
จับกระเป๋าได้ ก็วิ่งลงเรือไปเลย พอดีนายตะเภากำลัง ปลด สมอ
การกระโจนใส่ ทำให้เรือสำเภาพุ่งออกไปกลางมหาสมุทร
ทำให้เรือติด เพราะสมอเกาะอยู่กลางทะเล
เมื่อนายเรือเห็นคนกาลกิณีเข้ามาในเรือสำเภา
ซึ่งจะทำให้เรือเป็นอย่างนี้ทุกเที่ยว
จึงเขียนสลาก ให้จับ ถ้าคนใดเป็นกาลกิณี ก็ให้จับสลากถูกใบนี้
คนนั้นก็จับถูกสลาก หลังจากนั้นนายเรือได้มัดไม้ลำทำเป็นแพ
จัดอาหารให้ แล้วเชิญคนนั้นลงแพ
ต่างคนต่างไป คนละทิศละทาง ห่างจนไม่เห็นกัน
แว่วเสียงสัตว์นรกร้อง ให้นึกว่าเป็นเสียงดนตรี เพลงเพราะหู
เขาจึงอยากไปชมเมืองนี้ แพก็ล่องไปตามกระแส ตามใจต้องการ
เมื่อถึงที่ แพได้ไปเกย เขาขึ้นตลิ่งไป
เห็นสัตว์นรกที่มีกงจักรหมุนอยู่บนหัว เลือดออก
สัตว์นรกร้องอย่างทรมาน
เขากลับได้ยินเป็นเสียงเพลง
กลับมองเห็นกงจักรเป็นเครื่องประดับ เพชร นิล จินดา ทองคำ
จึงขอกงจักรจากสัตว์นรก แต่สัตว์ฯไม่ให้ เพราะยังไม่หมดเวรกรรม
สัตว์ฯจึงบอกว่า ยังเป็นเครื่องประดับของเราอยู่ ให้คนอื่นไม่ได้
เขาโกรธมาก ไม่พอใจ แต่ยังเพียรไปขอกงจักร ทุกวัน ๆ ก็ยังไม่ได้
ในที่สุด เวรกรรมที่ชดใช้ได้หมดลง สัตว์ฯจึงเรียกเขา
ท่านผู้เจริญ ท่านจงรีบขึ้นมาเอาเครื่องประดับของท่านเถอะ
เขารีบวิ่งขึ้นไป สัตว์ฯได้หยิบกงจักรออกจากหัวตัวเอง
ไปใส่หัวชายหนุ่ม ทำให้กงจักร หมุนอยู่บนหัว
ได้รับความเจ็บปวด ร้องทุรนทุรายขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มเรียกให้สัตว์นรกมารับกงจักรคืนไป แต่
สัตว์ฯ บอกว่า เครื่องประดับได้เป็นของท่านแล้ว
ท่านต้องเสวยทุกข์เวทนาต่อไป
นี่คือ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว
เพราะถ้าเห็นผิด การปฏิบัติ ก็ผิด
ถ้าเห็นถูกต้อง การปฏิบัติก็ถูกต้องจริง
รับรองวิธีปฏิบัติแบบนี้ ต้องเรียนให้ชำนิชำนาญ
การปฏิบัติ ก็จะรู้เรื่องสมมุติ จริง ๆ
สมมุติบัญญัติ ปรมัติบัญญัติ อรรถบัญญัติ อริยบัญญัติ
สี่ข้อนี้ต้องรู้แน่นอน วันนี้ที่นำมาเตือน
สะกิดใจของนักปฏิบัติธรรม หรือ
พวกเราที่กำลังสนใจกันอยู่ในวันนี้ ซึ่งเป็นการให้พรไปในตัว
ไม่ต้องรับพรภาษาบาลี อายุ วรรณะ สุขะ พละ
ไม่ต้องพูด ก็ได้ เพราะให้ปฏิบัติธรรมนี้
ได้รู้สึกตัว ตื่นตัว รู้สึกใจ ตื่นใจ
การเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ตาม
ไปที่ไหน มาที่ไหน ให้มีกำหนด
การไป การมา และให้รู้สึกตัว ในการไป การมา
จะไปกำหนดเท่านั้นวัน เท่านี้วัน กำหนดไม่ได้
แต่การนี้ กำหนดอันได้ว่า อย่างนานไม่เกิน ๓ ปี
อย่างกลาง ๑ ปี อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วัน ถึง ๙๐ วัน
อานิสงส์ไม่ต้องพูดเลย ความทุกข์นั้นจะลดน้อยไป ๆ
ถึงผู้มีปัญญา อาจจะหมดก็ได้
ท้ายที่สุดนี้อาตมาและญาติโยม
กำลังนั่งฟังธรรมะอยู่ในขณะนี้
อาตมาขออ้างอิง คุณพระพุทธเจ้า และ
พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แและ
คุณของพระอรหันตาพระสาวกของพระพุทธเจ้า
มาเตือนจิต สะกิดใจของพวกเรา ให้พวกเราได้รู้ เห็น สัมผัส
เข้าใจแนบแน่นอยู่กับสิ่งที่มี
29:25 / หลังฉันภัตตาหารแทล้ว
ปฏิบัติธรรมะ มีหลายวิธี
แต่สำหรบหลวงพ่อ เคยเอามาใช้กับชีวิตประจำวันหลวงพ่อ
หลวงพ่อก็เลยเอาแต่เรื่องเดียวเท่านั้นมาพูดให้ฟัง
การปฏิบัติธรรมะแบบนี้ มีวิธีการ จังหวะ
นั่งเฉย ๆ ไม่ได้ นั่งนิ่ ๆ ไม่ได้ ต้องเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
จึงให้มีจังหวะทำ มีจังหวะเก็บมือเข้า เอามือออก
เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ยังมีจังหวะกราบ การกราบ ไหว้
อย่างที่เราพูด นโมตัสสะ เป็นภาษบาลี
แต่เราไม่ได้ทำให้ถูกต้องกับที่เราพูด นโมตัสสะ
นโมตัสสะ ภัควะโต แปลว่า ขอนบน้อม
นบ ทำอย่างไร น้อม ทำอย่างไร ไม่รู้ แต่ก่อน หลวงพ่อไม่รู้
เมื่อมาทำอย่างนี้ จึงเกิดความรู้สึก สำนึกขึ้นมาว่า
จะพูดก็ได้ ไม่พูดก็ได้ คำว่า นโมตัสสะ แต่ว่า เราทำจังหวะให้เป็น
นบให้เป็น น้อมให้เป็น ที่ว่า นบ น้อมตัวเอง
อะระหะโต แปลว่า ผู้ไกลจากข้าศึก ไกลจากกิเลส
สัมมา สัมพุทธัสสะ พระพุทธเจ้าเห็น รู้ ตรัสรู้โดยชอบด้วยตนเอง
แต่เราไม่เข้าใจความหมายสิ่งเหล่านั้น
บัดนี้ มาปฏิบัติวิธีนี้ จึงรู้จัก นบ น้อม เคารพตัวเองได้แล้ว
ก็เป็นการเคารพ นบน้อมเพื่อนฝูง
ผู้คนทุกชาติทุกภาษา ทุกเพศ ทุกวัย
แต่ให้เรารู้สึกนึกคิด กำลังยกมือไหว้ขึ้นมา
เราไหว้ตนเอง รึ เราไหว้คนใด เราทำดี รึ เราทำชั่ว
ให้เห็นอยู่อย่างนั้น ดังนั้นที่ว่ามีการทำเป็นจังหวะกราบ
จังหวะไหว้ ทำเป็นแล้ว ก็ต้องทำจังหวะลุก
ยืนขึ้น แล้วก็นั่งลง มีจังหวะ
เมื่อทำจังหวะยืนขึ้น แล้วก็ทำจังหวะนั่งลง
ยืนขึ้นให้ตรง มีเท่านั้น เท่านี้จังหวะ
นั่งลง มีเท่านั้น เท่านี้จังหวะ
นอนลง ก็ต้องมีจังหวะ นอนไป ไปตามสัดส่วน
บัดนี้ ก่อนที่จะลุก ก็มีจังหวะ ลุกทำจังหวะเป็นท่าที
ให้มีสติรู้ตามจังหวะ เป็นการปฏิบัติธรรมะไปทุกระยะ
ทุกระยะจริง ๆ เมื่อทำอย่างนี้ ไม่นาน
เกิดความรู้สึก สำนึกตัวขึ้นมา
การปฏิบัติธรรมะ เป็นการปฏิบัติตัวเรา
คือ เรารู้ตัวเรานั่นแหละ จึงจะปฏิบัติตัวเราได้
พูดให้ลัดขึ้น บาป คือ ไม่รู้ตัวเรานั้นเอง
บาป คือ มืด ไม่รู้ โง่ เป็นคำเดียวกัน
บุญ คือ รู้ ฉลาด เห็นแจ้ง เป็นคำเดียวกัน
แต่ความหมายกว้าง ถ้ารู้แล้ว ก็ ไม่เศร้าหมองใจ
ไม่มืด ไม่มีสิ่งใดที่จะมาปกปิด ก็เลยรู้ว่า บุญเป็นอย่างนี้
ไม่ใช่ตายแล้ว จึงเอาบุญ บางคนทำบุญอยู่ ก็ไม่รู้จักบุญ
ตัวเองก็เช่นเดียวกัน เคยทำมา
กำลังทำบุญอยู่ ก็ไม่รู้จักบุญ
บุญ คืออะไร ไม่รู้
เมื่อไม่รู้แล้วจะเอาบุญได้ไม๊ ไม่ได้ รับรองว่า ไม่ได้จริง ๆ
ตัวของผม ตัวของอาตมาไม่รู้จริง ๆ
ตอนเช้าก็พูดอย่างนี้ ตอนมาฉันกลางวัน
ก็พูดอย่างนี้ให้ฟังอีก ก็เพื่อทำความเข้าใจ และ
ให้เข้าใจจริง ๆ พูดให้ฟังตรง ๆ
เมื่อมาทำอย่างนี้แล้ว บุญ คือ รู้ นี่เอง
รู้แล้วสบายใจขึ้น ความสบายนั่นแหละ บุญ
ถ้าหากเราทำอะไรลงไปแล้ว ไม่สบาย อันนั้นไม่ใช่บุญ
แต่ว่าทำสบาย ทำไปโดยไม่รู้ ทิฏฐิ อิจฉา ริษยา คนนั้นคนนี้
อันนี้ก็ไม่ใช่บุญอีก เป็นการพูด ทำ คิดไม่ดี
การทำ พูด คิดดี ไม่เบียดเบียนตนเอง และ
ไม่เบียดเบียนคนอื่น นี้คือ บุญ
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว จึงซาบซึ้งตรึงใจว่า หลักพระพุทธศาสนา
เบื้องแรกที่สุด สอนให้รู้ตัวเรา
เมื่อรู้ตัวเรา ก็รู้บาป บุญ ศาสนา พุทธศาสนา สมมุติ
รู้จริง ไม่ต้องถามใครที่ไหนเลย ถ้าหากเรามีความสงสัย
ไปถามคนนั้น คนนี้ แสดงว่า เรายังไม่รู้จริง เป็นอย่างนั้น
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องถามใคร
บัดนี้ยังไม่รู้สภาพ ควรคิดอย่างที่สมุทัยทำให้ทุกข์เกิด
สมุทัย คือ ความคิด
ทุกข์ จึงกำหนดรู้การเคลื่อนไหวทุกอิริยาบท เป็นตัวทุกข์
สมุทัย ทำให้ทุกข์เกิด ถ้าคิดออกไปข้างนอก เราไม่เห็น
เราก็ปรุงเป็นเรื่องราว ไปยึดเรื่องนั้น ไปถือเรื่องนี้
ผลออกมา ก็ เป็นทุกข์ ดังนั้น เมื่อทุกข์ จึงให้กำหนดรู้ คือ
ให้รู้การเคลื่อนไหว แล้วทำความเข้าใจว่า
การเคลื่อนไหวนั้นเป็นทุกข์ เรียกว่า ทุกข์ในอริยสัจ
สัจจะ แปลว่า ของจริงแท้
เมื่อเป็นเช่นนี้ สมมุติเหมือนกับเรา เปิดของที่คว่ำ ให้หงายขึ้น
สมมุติฐาน เช่น การคลายเกลียวที่ขันแน่น ให้หลวม
บัดนี้ ตัวสมุทัย ทำให้ทุกข์เกิด คือ ตัวคิด
คิดปุ๊บ เห็นปั๊บ ยังไม่ได้ปรุง ความคิดจึงยังไม่ได้ยึดถือ
เรียกว่า ไม่มีอุปาทาน
ซึ่งอาตมาคิดเป็น อนัตตา จะจับหรือห้ามไม่ให้คิด ไม่ได้
บอกให้ คิด ก็ ไม่ได้ เนื่องจากเป็นไปตามสภาพโดยเฉพาะ
เรียกว่า อนัตตาแห่งธรรม บังคับบัญชาไม่ได้
ผมหงอก ฟันหัก เนื้อหนัง เป็นอนัตตารูปหนึ่ง ซึ่งอยู่ภายนอก
ส่วนความคิด เป็นอนัตตาอยู่ภายใน
แต่เรามาทำความรู้สึกกับภายนอก
ส่วนภายใน รู้สึกขึ้นมาเอง เราจึงต้องดู
ด้วยการทำความรู้สึกในการเคลื่อนไหว
พอจิตใจนึกคิด ทำให้เห็น รู้ เข้าใจ สัมผัส
แนบแน่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น เรียกว่า นิมิตร
ที่เห็นจิตใจ ซึ่งหลอกลวงตัวเองไม่ได้
แต่ก่อนไปทำกรรมฐาน นั่ง หลับตา
ภาวนาพุทโธ สัมมาอรหัง พองยุบ ดูลมหายใจ นับ ๑๒๓
อาตมาเคยทำแต่ไม่เคยรู้ความคิดที่แว็บออกไป
อยากให้สงบแบบไม่อยากรู้ สงบเหมือนก้อนอิฐ ก้อนกรวด
เป็นการสงบแบบหนึ่ง แต่การเคลื่อนไหว มีความรู้สึก
จิตใจนึกคิด เราจึงมีความรู้สึก
ตัวนึกคิด จึงยังไม่ได้ปรุง ให้เกิดตัวทุกข์
ซึ่งยังคิดอยู่ แต่ยังไม่กลายเป็นทุกข์มาให้เรา
สมุทัย ทำให้ทุกข์เกิด
เมื่อเราคิดออกไป สมมุตว่า เราคิดว่า สิ่งนั้น สวย งาม ดี ชั่ว
เราไม่ทันความคิดที่ปรุงเข้ามาให้เกิดทุกข์
มรรค เป็นข้อปฏิบัติให้เรารู้ โดยนำสติมาดู ด้วยการทำความรู้สึก
มรรคต้องเจริญ เป็นข้อปฏิบัติ ซึ่งควรทำให้มาก ท
เคลื่อนไหววิธีใด ให้รู้สึกตัว จิตใจนึกคิดก็ให้รู้ สิ่งนี้เรียกว่า มรรค
เป็นข้อปฏิบัติ ทำให้เจริญมากขึ้น ๆ
นิโรธ ทำให้แจ้ง พ้นไปจากความสงสัย กังวลใจ
เมื่อเราเห็นเช่นนั้น ความทุกข์จึงลดน้อยลง ถึงกับเกิดขึ้นไม่ได้
ความจริงแล้ว โทสะ โมหะ โลภะนี้
เกิดขึ้นขณะที่เราไม่เห็น ไม่รู้ ไม่เข้าใจความคิดของเราเอง
แต่เมื่อเราเห็น รู้ เข้าใจความคิดของเราแล้ว แสดงว่า
เราไม่หลง โทสะ โลภะ จึงเกิดขึ้นไม่ได้ เป็นวิธีง่าย ๆ
ปฏิบัติธรรมะแบบนี้ นำไปใช้กับการทำงานได้ทุกอย่าง
บาปมากที่สุด คือ ไม่รู้การเคลื่อนไหว ไม่รู้จิตใจนึกคิด
บุญมากที่สุด คือ รู้การเคลื่อนไหว รู้จิตใจนึกคิด
บัดนี้ เมื่อดู รู้สึก เห็น เข้าใจภายใน จึงเห็นขันธุ์ ๔
ขันธุ์ ๕ อยู่ภายนอก รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ลักษณะเทวดา มีขันธุ์ ๔
ความรู้ เห็น เข้าใจอย่างนี้ จึงจางคลายไป
เหมือนเราเคยโกรธคน ไม่พอใจกับคนนั้นคนนี้
เหมือนน้ำสีเต็มกระป๋อง นำไปย้อมผ้าขาว สีจะติดเนื้อผ้าทั้งหมด
ถ้าเป็นสีดำ เนื้อผ้าก็จะดำ บัดนี้เมื่อเราเห็น รู้ เข้าใจ สัมผัส
แนบแน่นกับสิ่งเหล่านั้นได้ แต่สมมุติ น้ำสีเต็มกระป๋องแต่ไม่มีคุณภาพ
ย้อมผ้าขาวไม่ติดเนื้อผ้า ดังนั้น ทุกสิ่งอย่างจะจางคลายไป
เหล่านี้ คือ สิ่งที่อัศจรรย์ที่สุด เมื่อรู้สึกกับการเคลื่อนไหว
เรียกว่า มีจังหวะ เก็บมือเข้า เอามือออกเป็นแล้ว ท
เรียนจังหวะ ลุก นั่ง นอน กราบ ไหว้ เป็นการเคารพตัวเอง
นบน้อม ยกมือไหว้ตัวเองได้ ถือว่าเป็นมนุษย์ ยอดมนุษย์ คน ยอดคน
แต่ก่อนไม่รู้ว่าเป็นคน ดูจากหน้าตา มือ เท้า แข้ง ขา เป็นคน
แต่จิตใจอาจเป็นผี สัตว์นรก เปรต เดรัจฉาน
เรียกได้ว่า มีตา/หูทิพย์ขึ้นมาภายในจิตใจตัวเอง
ซึ่งไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เป็นภายนอก แต่ เป็นภายใน
คำว่า ตาทิพย์ หมายถึง เห็นการเคลื่อนไหว นึก คิด จิตใจตนเอง
หูทิพย์ รู้ในสิ่งที่ได้ยิน จึงทุกข์น้อยลง อย่างเป็นขั้นเป็นตอน
สำคัญที่เราต้องทำความรู้สึกตัวให้เป็น ซึ่งเป็นยอดของปัญญา
เป็นยอด เป็นรากเหง้าของทุกสิ่งอย่าง
การกระทำอย่างนี้ มีค่ามากที่สุด มีเงินก็ซื้อไม่ได้
มีความรู้แล้วจะไปดล เดา นึก คิดเอง ก็ไม่ได้
ต้องทำให้เป็นขึ้นมา เมื่อรู้สึกว่าตัวเองเป็นพระได้
ในขณะเป็นโยม ผมยาว นุ่งกางเกงขาสั้น/ยาว
แต่เมื่อเห็นสภาพจิตใจเปลี่ยนแปลงจากสภาพที่มืด ไปสู่สภาพแจ้ง
หรือ เปลี่ยนของหนักออกจากมือเรา ให้เบาขึ้น
เหมือนแต่ก่อน เราอยู่ฟากนี้ แต่ข้ามไปอยู่ฟากโน้นแล้ว
ความเป็นพระอยู่ที่จุดนี้เอง
ดังนั้น ความเป็นพระ จึงไม่มีข้อกำหนด กฎเกณฑ์ เชื้อชาติ
วรรณะ วิชา ความรู้ ถ้าเป็นพระไม่ได้ ก็ยังเป็นคนธรรมดา รึ
บางทีอาจไปตกนรกก็ได้
ตำราหนังสือหลักสูตรนักธรรมชั้นโท กล่าวถึง
ธรรมวิภาค ปริเสธสวภาค โสดาบัน บุคคล
ยังมีครอบครัวผัวเมีย ตามประเพณีโลก แต่ติดอบายภูมิ
ไม่ไปตกนรกแล้ว เมื่อก่อนพูดได้ แต่ไม่เข้าใจ
เมื่อมาเข้าใจ จึงรู้ว่าเป็นของจริง ปรมัติแท้
ดังนั้น โสดาบัน ผู้มีครอบครัวแล้ว ต้องเป็นอย่างนั้น
แต่ผู้ที่ยังไม่มีครอบครัว เขาจะไม่สร้างความทุกข์ให้ตนเอง
ซึ่งเราไม่เคยรู้ เห็น หรือเข้าใจถึงทุกข์ ท
นึกว่าสิ่งที่เราต้องการนั้น ไม่เป็นทุกข์
พระพุทธเจ้า รึ คนโบราณ ท่านสอนไว้ว่า
อย่าเห็น ผิด เป็น ถูก
อย่าเห็น ทุกข์ เป็น สุข
อย่าเห็น นรก เป็น สวรรค์
อย่าเห็น กงจักร เป็น ดอกบัว
ให้เห็น ผิด เป็น ผิด
ให้เห็น ถูก เป็น ถูก
ให้เห็น ทุกข์ เป็น ทุกข์
ให้เห็น สุข เป็น สุข
ให้เห็น นรก เป็น นรก
ให้เห็น สวรรค์ เป็น สวรรค์
ให้เห็น กงจักร เป็น กงจักร
ให้เห็น ดอกบัว เป็น ดอกบัว
หลายอย่างที่ท่านสอนไว้ แต่ เราไม่เข้าใจ
เมื่อไม่เข้าใจ ก็ทำไป คนโบราณบางคนพูดเป็น แต่ ไม่รู้
อันนี้เป็นปัญหาที่สำคัญ
การพูดนั้น พูดได้ แต่ไม่ทำ รึ ทำไม่เป็น
คำพูดนั้น จะไม่มีประโยชน์แก่ตัวเรา สังคม คนอื่นทั่วไป
ถ้าพูดได้แล้วทำได้ ย่อมเป็นประโยชน์แก่ตัวเอง สังคม คนอื่น
เพราะเราจะพยายามแนะนำให้คนอื่นเข้าใจ
ดังนั้น การทำบุญ รักษาศีล ดีแล้ว แต่
เรื่องทุกข์ เป็นเรื่องสำคัญ เป็นหัวใจ เป็นชีวิตของทุกคน
จึงเปรียบได้ว่า เป็นหัวใจ ใจกลางของพุทธศาสนา
คำว่า พุทธศาสนา หมายถึง ชีวิตของทุกคน
ขอให้พวกเราทุกคน จงตั้งใจปฏิบัติ ทำความรู้สึกตัว
แม้เวลาโกรธขึ้นมา ให้เราเห็น รู้ เข้าใจ
เราละความโกรธได้ในเวลานั้น วินาทีนั้น คือ การปฏิบัติอย่างแท้จริง
เป็นทานอย่างสูงสุด การทานธรรมะ จึงเป็นการชนะทั้งปวง
การทานวัตถุสิ่งของ ยิ้มให้กันได้ง่าย ๆ
แต่การทานโทสะ โมหะ โลภะนี้เป็นการทานได้ยาก
ถ้าหากไม่เข้าใจจริง ๆ แล้ว เราจะทานไม่ได้เสียเลย
คำว่า ทาน ในที่นี้หมายถึง คนอื่นพูดเข้ามาให้เรา
เราเฉยได้ เรียกว่า ทาน
เพราะลักษณะจิตใจของคน เฉย อยู่แล้ว
ถ้าไม่เฉย เรียกว่า เราลืม หลง ไม่เห็น
เลยไปตาม จับ ติด ท่านเรียกว่า มีอุปาทาน
แต่ความจริง อุปาทานไม่มี
มีขึ้นในขณะที่เราไม่เห็น ไม่รู้ ไม่เข้าใจนั่นเอง
ดังนั้น สภาพภาวะจิตใจของคนทุกคน
สะอาด สว่าง สงบอยู่แล้ว
เป็นนิพพานอยู่แล้ว ทุกระยะ เวลา
เมื่อเรารู้ เห็น เข้าใจแล้ว
ชีวิตจิตใจของตัวเรานี้ เฉย ๆ
เรียกว่า อุเบกขา วางเฉย ว่าง สงบ
แต่เมื่อเราไม่เห็น ไม่รู้ ไม่เข้าใจ
มีคนอื่นมาพูดให้เราไม่พอใจ
เราจึงไม่เห็น ไม่รู้ ไม่เข้าใจแล้วไปยึดถือสิ่งนั้น
ซึ่งเป็นการปฏิบัติธรรมะผิดทาง
แต่ถ้าเราไม่ยึดติด สิ่งนั้น คือ การปฏิบัติธรรมะ
ตามแบบ แนวทางการสอนของพระพุทธเจ้า จริง ๆ
ดังนั้น ลักษณะสภาพชีวิตของทุกคน เหมือนกัน
เมื่อไม่รู้ ก็เป็นอย่างนั้น
เมื่อรู้ ก็ไม่เหมือนที่เคยเป็นมา
ท่านสอนไว้ว่า สัตว์ทั้งหลาย เหมือนเรา ตถาคต
แข้ง ขา หน้าตา มือ เท้า เหมือนกัน
เรียกว่า ปุถุชน
เมื่อยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ
ก็พยายามเสาะแสวงหาวิธีแก้ปัญหา เรื่องทุกข์
เมื่อพระพุทธเจ้าได้ไปเห็น รู้ เข้าใจ มาแล้ว
ท่านจึงกล่าวว่า สัตว์ทั้งหลาย
เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอน และ ให้พวกเธอทั้งหลาย
ประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้
ก็จะรู้ เห็น เป็น มีอย่างเราตถาคตนี้
แต่เราไม่ทำตาม เราไปปรารถนา อ้อนวอนขอร้อง
จึงไม่ได้ ไม่รู้
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เพราะการทำทางจิต แต่
พระองค์ไม่ได้ก้าวเดิน ขึ้นเครื่องบิน หรือ นั่งรถยนต์ไป
ท่านอยู่ที่ไหน ท่านดูใจของท่าน
ดูสภาพความคิดมนุษย์ พอดีกับความคิดที่เราเห็๋น รู้ เข้าใจ
ตักเข้า เป็นวิธี ลบออก
เหมือนเราขุดเจอตาน้ำ ก็ต้องตักตม เลน ออก เท่านั้นเอง
เมื่อเราตักออกมากเข้า น้ำจะใสเอง ความคิดก็เช่นเดียวกัน
จะไปถึงที่สุดของทุกข์ได้จริง ๆ
รับรองว่าเรื่องนี้ จะทำให้คนหมดทุกข์ได้ จริง
เพราะทุกคนจะไหลไปสู่ความตาย
เราจะรู้วิธี กลไล เทคนิคของความตายจริง ๆ
ดังนั้น ที่ฉันอาหารกลางวันวันนี้
ก็เลยมาแนะนำป็นวิธีที่ให้ทุกคนเอาไปทำกับชีวิตประจำวันได้
ท้ายที่สุดนี้ อาตมาพร้อมด้วยพระสงฆ์
และญาติโยม มานั่งฟังธรรมะอยู่สถานที่นี้
อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า
และพระธรรม คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และคุณของพระลันตาสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา
ให้พวกเราได้ทำความเข้าใจกับตัวนึก คิด
เรียกว่า สังขาร ก็ได้
เรียกว่า สมุทัย ก็ได้
ให้รู้เท่า ทัน กัน แก้ เอาชนะให้ได้
ในชีวิตนี้ จงทุกท่าน ทุกคนเทอญ
อายุ วรรณะ สุขะ พละ