แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท.๑๗๐ ข้อคิดก่อนจาก ๑๗ มิ.ย.๒๙ / ๕๒:๒๙
มีเรื่องอยากจะกราบนมัสการ เรียนถามหลวงพ่อ
คุณหมอโรงพยาบาลสมิติเวช อยากจะทราบว่า
ก่อนที่หลวงพ่อจะมาปฏิบัติ และเป็นอย่างที่เป็นอยู่นี้
หลวงพ่อได้ทำอย่างไรมาก่อนบ้าง ครับผม
ครั้งแรกที่สุด หลวงพ่อเป็นเณร อยู่กับหลวงน้า
หลวงน้า เอาไปบวชเป็นเณร เพราะท่านไม่มีเงินใช้
สมัยนั้นไม่มีอุปัชฌาย์อาจารย์ทั้งหมด
เมื่อมีอายุ 5 ปี 6 ปี พระก็จับเณรไปบวชได้
เราก็ไปบวชเป็นเณรใช้
หลวงพ่อเขียนหนังสือไม่เป็น อ่านหนังสือไม่ได้
เพราะบ้านหลวงพ่อไม่มีโรงเรียน สมัยยังเป็นเด็ก
พอดีไปบวชกับท่าน หลวงน้าก็ให้เรียนตัวอักษรลาว ตัวไทยน้อย
กับ ตัวทำ*
(*โตทำลาวม, ตัวทำลาว, อักษรธรรมลาว, อักษรธัมม์ลาว,
โตไทลาว, ตัวไทลาว, อักษรลาวเดิม, อักษรลาวเก่า)
ให้เรียนหนังสือ เขียนได้ อ่านเป็น
แล้วก็สอนธรรมฐานให้ด้วย ท่านว่า
กรรมฐานของท่านนั้น คือ ให้นั่งขัดสมาธิ
ขัดสมาธิเพชร และ ภาวนา
หายใจเข้า พุทธ
หายใจออก โท
ทำอยู่เนี๊ยะ ทำมา บวชเณรอยู่ 1 ปี 6 เดือน
ก็ทำมาอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่ได้เว้นวัน ทำทุกวัน
คราวนี้ก่อนที่จะสึก ท่านให้เรียนวิธีที่เอาไปใช้เป็นฆราวาส
เช่น อาราธนาศีล อาราธนาปริตรมงคล
อารธนาเทศน์ อารธนาธรรม
ท่านให้เด็กเรียน เราก็ฟังคำท่าน ท่านสอน เราต้องเรียน
ทำอันนี้มา เป็นหนุ่ม
เป็นหนุ่มก็ยังไปสมาทานอุโบสถ กับ คนเฒ่าคนแก่ บ้านหลวงพ่อ
โดยมีคนเฒ่าคนแก่ไปจำศีล วัน ๘ ค่ำ เดือน ๑๕ ค่ำ
หลวงพ่อก็ได้ไปจำกับท่าน เป็นบางวัน
เพราะ เราต้องการไปเรียนวิชานั่นเอง
ก็ยังไม่รู้อะไร กว่าจะทำได้ ก็สงสัยมาก
ทำมา นับ ๑ ๒ ๓ หรือ สัมมาอะระหัง
พอง ยุบ อานาปานะสติ
ที่หลวงพ่อทำมาแล้ว เห็นแล้ว
เพราะตอนนี้หลวงพ่อพูดเลยมา
อายุ ๒๐ ปี ท่านบอก ให้ไปบวชเป็นพระ
๖ เดือน ก็ทำกรรมฐาน เพราะเรียนเป็นแล้ว
ก็ต้องทำ เข้าอยู่ในโบสถ์
ฉันมื้อเดียว เรียกว่า ฉันข้าวเอกา
แล้วก็ เดินธุดงค์บ้างเล็กน้อย
สึกออกมา ครอบครัวเรียก ไม่ไป
เรื่องกรรมฐาน ท่านว่า วิปัสนาเนี๊ยะ หลวงพ่อไม่รู้
อันใดเป็นกรรมฐาน
อันใดเป็นวิปัสนา ก็ไม่รู้
ทำมาอยู่อย่างนั้นแหละ ได้ความสงบดี
เป็นหยั่งงั้น แต่ว่า เรื่องปัญญา เราก็ไม่รู้
เรื่องการให้ทาน รักษาศีลนี้ หลวงพ่อทำมามาก
ดังนั้น คำสอนเหล่านั้น มีมาก่อนพระพุทธเจ้า
มีมาก่อนแล้ว คือ เรื่องให้ทาน ก็ มีมาก่อนแล้ว
เรื่องการรักษาศีล ก็ มีมาก่อนแล้ว
ในที่สุด ที่เราว่า ศาสนาพุทธ มีพระสงฆ์องค์เจ้า
ก็ มีมาก่อนพระพุทธเจ้า เพราะว่า
พระพุทธเจ้า สมัยเป็นมหากษัตริย์
ออกไปจากสวนดอกไม้ ก็เลยเห็นสมณเพศ
สมณเพศ นั้นก็เรียกว่า นักบวช นั่นเอง
แล้วท่านเกิดศรัทธา เลื่อมใส ก็เลยออกบวชตาม
ว่าอย่างนั้น พ่อแม่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง เรื่องเหล่านี้
หลวงพ่อก็มาเข้าใจ ว่าที่เราทำมานี่ ก็เลยรู้ตามนี้
วันนี้มาพูดกันตอนที่หลวงพ่อจะรู้ธรรมะ
มีครอบครัวมา อายุในเกณฑ์ ๔๐ กว่าปี
๔๐ กว่าปีนะ หลวงพ่อก็เลยไปปฏิบัติธรรมะ
ทำมานานแล้ว ใจได้ความสงบ
เมื่อไปทำวิธีอันนี้แล้ว
หลวงพ่อวันทองเป็นอาจารย์สอน
ท่านสอนเรื่อง พอง ยุบ
พอง ยุบ เราก็ทำเป็นแล้ว แต่ต้องทำอีก
นอกจาก พอง ยุบ มาแล้ว
ท่านก็สอนให้ภาวนาตาม
หายใจเข้า ก็ ให้ว่า ตาย
หายใจออก ก็ ให้ว่า ตาย
ให้ว่า ตายเป็นอารมณ์
เอาตายนี่แหละ เป็น ลมหายใจ เข้า ออก
ก็ทำ วัน ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ ๙ ค่ำ ก็กรรมฐาน ถึงตอนเช้า
ก่อนที่หลวงพ่อจะรู้ คือ หลวงพ่อมากำหนดการเคลื่อนไหว
พลิกมือขึ้น รู้สึก
คว่ำมือลง รู้สึก
ยกมือไป รู้สึก
ก้มลง รู้สึก
เงยขึ้น รู้สึก
กลืนน้ำลายลงไปในลำคอ รู้สึก
พริบตา อ้าปาก หายใจเข้า หายใจออก รู้สึก
คือ ไม่ได้กำหนดอะไรเลย
เอาแต่ความรู้สึกเบา ๆ เท่านั้นเอง ทำไป
มีแมงป่องตัวหนึ่ง ตกลงมาใส่ขา
ในสมัยนั้น นุ่งกางเกงขาสั้น
แมงป่อง บ้านเราเค้าเรียกว่า แมงงอด
ตกแล้ว มันก็เลย มู้บ อยู่ที่ขานี่เอง
หลวงพ่อก็เลยเห็นว่า
ลูกมันแลนออกตามพ่อแม่มันมา แล้วอยู่ตามขาหลวงพ่อ
ปกติ มีอะไรตก สัมผัส หลวงพ่อจะปัดออกทันที
วันนั้นเลยไม่ปัด เลยมองดู
ขาเราก็เป็นรูป เป็นนาม
แมงป่อง ก็เป็นรูป เป็นนาม
ก็เลยเกิดความรู้ขึ้นมา
รูป / นาม : รูปธรรม นามธรรม
รูป รูป / นาม รูป มีสองอย่าง
รูป ทางเนื้อหนัง เจ็บหัว ปวดท้อง
จะเป็นโรคอะไรต่าง ๆ ก็เป็นรูปนี้
บัดนี้ เมื่อรูปเป็น ใจก็ไม่สบาย
อันนี้เรียก รูป รูป นาม รูป
รูปกายเราไม่สบาย ไม่เจ็บหัว ไม่ปวดท้อง
ไม่เป็นอะไรแล้ว แต่ว่า มันพอใจ ไม่พอใจ
หรือ ขัดเคืองใจกับเพื่อน ๆ เราพูด
เรียกว่า จิตวิญญาณเป็นรูป ให้ทำอย่างไร
จึงเกิดความรู้ขึ้นมา ก็ต้อง
ทำความรู้สึกตัว ตื่นตัว : ทำความรู้สึกใจ ตื่นใจ
ทำความรู้สึกตัว ตื่นตัว เป็นใหญ่ในตัว บังคับตัวได้
ทำความรู้สึกใจ ตื่นใจ เป็นใหญ่ในใจ บังคับใจได้
ความโกรธ โลภ หลง ดีใจ เสียใจ นั้นก็ลดน้อยไป
เมื่อรู้จักอย่างนี้ เราก็เลยรู้จัก ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
แต่ก่อนหลวงพ่อรู้ตามคำพูด ตามตำหรับตำรา
ครูบาอาจารย์ พูดให้ฟังว่า
ทุกขัง อนิจจังนั้น ผมงอก ฟันหัก เนื้อหนังแห้งลงไป ไม่ปกติ
ท่านว่าเป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา ท่านพูดอย่างนั้น
แต่เมื่อเราพอรู้ มันไม่รู้ตามนั้น คือ
การเคลื่อนไหว :
พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง เงยขึ้นมา เหลียวซ้าย แลขวา
เป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
ให้ว่าเป็น อิริยาบทเรื่องรูปนามนี่เอง
ทุกขัง หมายถึง ติดอยู่กับรูป
แยกจากกันไม่ได้ ตายเมื่อนั้นทันที
นี่เป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา รู้มาอย่างนี้
แต่ก่อนไม่รู้ แต่เห็น จะว่ารู้ ก็ได้ ว่าเห็น ก็ได้
แต่ใจเห็น รู้ เข้าใจ
เมื่อรู้อันนี้ดีแล้ว ก็เลยมารู้สมมุติ
สมมุติ : ผี เทวดา นรก สวรรค์ ศาสนา พุทธศาสนา บาป บุญ
รู้ให้จบ ครบ แล้วครู โรงเรียน ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน
พระ เณร ก็เป็นสมมุติ บวชแล้วก็สึก สึกแล้วก็บวช
แม้พระพุทธรูปที่เรากราบไหว้ ก็เป็นสมมุติเท่านั้นเอง
บ้านหลวงพ่อ เคยถือพระพุทธรูปขึ้นไปไว้บนบ้าน
ไหว้ทุกเช้า-เย็น เวลาทำวัตร ก็ไหว้พระพุทธรูปนั่นแหละ
เลยเข้าใจสิ่งเหล่านั้น เป็นเพียงสมมุติ
พระแท้ ๆ คือ อะไร
พระแท้ ๆ คือ ตัวทุกคนนั่นแหละ เป็นพระ
จิตใจไม่เศร้าหมอง แต่รู้ เห็นใจ
จึงเข้าใจว่า นี้เป็น สมมุติ ก็เลยรู้ศาสนาขึ้นมา
ศาสนาไม่ได้หมายถึง พระพุทธรูป คัมภีร์ วินัย ตัวหนังสือ
หรือสิ่งใดทั้งหมดเลย
ศาสนา แปลว่า คำสอน
สอนใคร : สอนคน
สอนเขาที่ไหน : สอนเข้าตา เห็น / หู ฟังเสียง
ศาสนา ที่จริงคือ ตัวคนทุกคนเป็นตัวศาสนา
เหล่านั้นเป็นเพียงสมมุติเท่านั้นเอง
พุทธศาสนา คือ สติ สมาธิ ปัญญา รู้กาย รู้ใจ
รู้กาย บังคับ กาย
รู้ใจ บังคับ ใจ
เรียกว่า พุทธศาสนา
ก็เลยรู้อย่างนี้ ก็เลยรู้ บาป บุญ
จะว่ารู้ เห็น ก็ได้ เพราะปรากฏขึ้นมา
บาป คือ อะไร
บาป คือ โง่ ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ใครพูดอะไร เชื่อไปทั้งหมด
นั่นแหละ คนบาป ให้เข้าใจดังนี้
บุญ คือ อะไร
บุญ คือ รู้ : ใคร จะพูดยังไง ก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา
เรารู้แล้วจะไปนึกอัศจรรย์ในคำพูดของคนที่ไม่รู้ทำไม
เรารู้แล้ว ก็ต้องเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเอง
ให้เข้าใจดังนี้ว่า
บาป ก็คือ โง่
บุญ ก็คือ ฉลาด
จะสมมุติให้ฟังนะ
สมมุติ : ควาย
หลวงพ่อเคยเห็นเขาเอาไปฆ่า
ควายตัวใหญ่ ๆ ฆ่าคนได้สบาย
ถ้าคนจูงมันไป มันก้าวตามคนไป
หลายคนนำมันไปฆ่า
ถ้ามันมีความฉลาดในตัวขึ้นมา
แค่ชนคนเหล่านั้นซะ มันก็ไม่ตาย
เดินออกไปเสีย มันก็หลุดมือเขา แต่
ควายมันโง่ มันจะออกตัวเดินตามไป ให้เขาฆ่าตาย
คนก็เหมือนกัน ถ้ามันยังโง่อยู่ ก็แสดงว่า
มันบาป มันไม่รู้ เพราะมันมีบาปนั่นเอง
บาป นั้นคือ ปกปิดไม่ให้เรารู้ เลิก ละ จากการทำ พูด คิดชั่ว
ตั้งแต่วันนั้นมา จนถึงวันนี้ หลวงพ่อเชื่อมั่นหลักสัจจธรรมนี้
พอที่จะเข้าใจไหม
หลวงพ่อครับ ตามที่หลวงพ่อเล่าให้ฟัง
หลวงพ่อก็เคยบวชเณรมา
ปฏิบัติกับหลวงน้า ๑ ปี ๖ เดือน
ต่อมา เป็นหนุ่ม ก็มาปฏิบัติอีก ๖ เดือน
การที่ชาวบ้านรู้สึก ก็คือว่า
พระพุทธเจ้าก็ดี หลวงพ่อก็ดี ต้องไปออกบวชเสียก่อน
จึงจะได้รู้เห็นมาตามลำดับ ก็สงสัยว่า
คนอื่น ๆ ถ้าเผื่อว่า อยากจะ รู้ เห็นบ้าง
อยากจะพ้นทุกข์บ้าง
จะต้องออกบวชอย่างนี้ก่อนหรือเปล่า ครับผม
ตอนนั้นหลวงพ่อไม่ได้บวช
เป็นโยม นะ ที่หลวงพ่อเคยรักษาศีล ให้ทาน มา
เคยทำภาวนา พุทโธ รึนับ ๑ ๒ ๓ สัมมาอะระหัง
ยุบ พอง ทุกลมหายใจ เข้า ออก อย่างละเอียด สั้น ยาว
ก็เคยทำมาแล้ว
อันนี้หลวงพ่อรับรองได้ว่า
บวช / ไม่บวช ก็ได้
รับ / ไม่รับศีล ก็ได้
อันนั้นเป็นสมมุติ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอันนี้
อันนี้มันเป็นเรื่องความจริง ซึ่งคนทุกคนต้องปฏิบัติได้
หลวงพ่อปฏิบัติ ที่พูดให้ฟังมา รู้มาเป็นขั้น เป็นตอนมาอย่างนี้
รู้จักบาป บุญ จบขั้นต้น
หลวงพ่อจึงเป็นวิปัสโน ตอนนั้นน่ะ
ถาม : ผู้หญิง / ผู้ชาย ก็รู้ได้ รึครับ
หลวงพ่อ : ได้ อันเดียวกันทั้งนั้น รู้เหมือนกัน
เราเคยพูดอยู่บ่อย ๆ ว่า
ธรรมะแท้ ต้องรู้อย่างเดียวกัน
ถ้ารู้คนละเรื่อง ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้า สอนของจริง
แม้ท่านจะพูดไปมายมาย แต่ท่านก็มาพูดความจริงอันนั้น
ผู้หญิง ผู้ชาย พระสงฆ์องค์เจ้า
คนทุกชาติ ทุกภาษา ทุกเพศ ทุกวัย
ก็ต้องรู้อันนั้น รู้อย่างนั้น ธรรมะแท้อย่างเดียวกัน
ธรรมะแท้ คือ ตัวคนนั่นแหละ
ทำดี ทำชั่ว คิดดี คิดชั่ว
ทำดี พูดดี คิดดี : ธรรมะ
พูดชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว : อธรรม
คนมีการขับด้วยกาย คำพูด ใจ
พอดีรู้อันนี้ มันเป็นวิปัสโน คือ มันรู้ออกนอกตัวไปเลย
มันเกิดปิติขึ้นมา ความภูมิใจขึ้นมา รู้ออกนอกตัวไป
เรารู้อันนี้ไปสอน ผี เทวดา รึใครก็ได้
นึกจะไปสอนคนแล้วทีนี้ แล้วพอดีฟุ้งออกมา ก็เลยติดอารมณ์
เรียกว่า *วิปัสสนูปกิเลส ๗ ประการ
โอภาส หมายถึง แสงสว่าง (ที่ปรากฏเป็นธรรมารมณ์ในใจ)
ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้
ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ
ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น
สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ
อธิโมกข์ หมายถึง ความน้อมใจเชื่อ ศรัทธาแก่กล้า ความปลงใจ
ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี
อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า สติชัด
อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง
นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ติดใจ
ไม่รู้ตัว ไม่มีใครรู้ แต่ว่าเรื่อง รูป นาม ไม่หลง ไม่ลืม
มีแต่รู้ กับ รู้ เท่านั้นเอง
รู้เรื่องนั้น พูดอย่างนั้นอย่างนี้ คน ผี เทวดา ฟังเข้าใจ/ไม่เข้าใจ
ความรู้อันนั้น เป็นความรู้ตามหลักการที่เราเข้าไปในความรู้
มันเข้าไปในความคิด มันรู้ อันนี้แหละเป็น "วิปัสสนูปกิเลส"
ตกเย็นมา หลวงพ่อจะอาบน้ำ
มาเดินจงกรม ภาวนา
ผู้หญิง ผู้ชาย พระสงฆ์ องค์เจ้าก็รู้เหมือนกัน
รับศีล ไม่รับศีลมาปฏิบัติ ก็รู้
คนเรียนหนังสือมาก ๆ / คนไม่ได้เรียน อ่านหนังสือไม่ออก มาปฏิบัติ ก็รู้
เพราะมันรู้ตัวเรา ไม่ได้รู้คนอื่น
เดินไป เดินมา คล้าย ๆ มีคนมาซุกข้าง ก็เลยไม่เห็นอะไร
เอ๊ ! ทำไมเราเดินอยู่ตรงนี้ ไม่มีคน แต่ ทำไมเหมือนมีคนมาซุกข้าง
มองที่ไหน ก็ ไม่เห็นคน
แล้วก็เดินกลับไป กลับมา ยังไม่รู้ความคิด
รู้แล้ว ก็ เข้าไปในความคิด
บัดนี้ เดินไป เดินมา มันคิดขึ้นในวูบที่สอง
หลวงพ่อก็รู้สึก แต่ว่า ทำอะไรไม่ได้ ก็เดินไป เดินมา
พอดีครั้งที่สาม ก็รู้ชัดเจน
อ้อ ความคิดมันเป็นอย่างนี้
หลวงพ่อก็เลยจับหลักการอันนี้ได้
พอดีมันคิดขึ้นมา หลวงพ่อก็เห็น หลวงพ่อก็รู้
เห็น รู้ เข้าใจ ซาบซึ้ง
ก็เลยเอาสติมาดูความคิด ว่าอย่างนี้ก็ได้
หรือจะว่า ทำเหมือน แมว กับ หนู ว่าอย่างนี้ก็ได้
มันเป็นเรื่องสมมุติ พูด
แมว กับ หนู มันปรปักษ์กัน
บ้านเรามีหนู เราจะไล่หนูหนี
มันไม่สามารถที่จะไล่หนีได้
จำเป็นต้องเอาแมวมาเลี้ยงไว้
แมวตัวเล็ก จับหนูตัวโต จับไม่อยู่เลย
พอดีหนูตัวโตออกมา แมวไม่เคยกลัวเลย มันไปจับหนู
หนูก็วิ่งไป แมวมันเหนื่อยแล้ว ก็วางหนูไป
อันความคิดก็เหมือนกัน
มันคิดมาแรง ๆ แล้วเนี๊ยะ
เราเห็น แต่ว่าหยุดไม่ได้ มันก็เลยไปตามความคิด
คิดไปว่าอันนั้นดี อันนี้ถูก อันนั้นผิด อันนี้ถูกต้อง
มันเข้าไปในความคิด เหมือนแมวจับหนูตัวโตนั่นแหละ
อันนี้ความคิดมันแรง สติมันน้อย
หรือความสัมผัสมันน้อย ว่าอย่างนี้ก็ได้
เราก็ต้องทำความรู้สึกมาก ๆ
เดินไป เดินมา มันคิดปุ๊บ เห็นปั๊บ
บางทีก็ยาว สั้น มันคิดปุ๊บ เห็นปั๊บ
คิดเอา มันคิดร้อยเรื่อง เรารู้มันเรื่องเดียว
มันไม่ถึงร้อยเรื่องแล้ว มันเก้าสิบเก้าเรื่อง
มันคิดขึ้นมา เราเห็นมัน มันก็ลดมา ๆ
พอดีมันคิดมาปุ๊บ เห็นปั๊บเลยว่า
จำนวนร้อยเรื่อง มันคิดขึ้นมา
เราเห็นทุกเรื่อง ก็เลยเข้าใจ
พอดีเห็นอันนี้แหละ
น้ำหนักหลวงพ่อ สมมุติเอานะ ร้อยกิโล
เบาขึ้นมาอย่างน้อย 60 กิโลอย่างน้อยที่สุด
แต่ในช่วงนั้น หลวงพ่อคาดคิดคนเดียว
อ้าว แล้วแปดสิบกิโล มันมีอารมณ์ให้เราเห็น
อารมณ์นั้นคือ เห็นวัตถุ ปรมัติ อาการ
วัตถุ หมายถึง อะไร
หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก สมมุติขึ้นมา
วัตถุคือต้นไม้ ภูเขา ห้วยหนองคลองบึง คือ วัตถุ
วัตถุ คือ เสื้อ ผ้า ดิน ฟ้า อากาศ
เนื้อ หนัง แข้ง ขา หน้า ตา มือ เท้า
จิตใจที่นึกคิด ก็เป็นวัตถุภายนอก
วัตถุจึงมีมาก สมมุติพูดขึ้นมา จึงรู้จาก สมมุติบัญญัติ ปรมัติบัญญัติ
อรรถบัญญัติ ปริยัตรบัญญัติ รู้อันนี้ขึ้นมาทันที
พอดีเห็ยวัตถุ ปรมัติ อาการเป็นอารมณ์
ก็เลยเห็น โทสะ โมหะ โลภะ ขึ้นมา
มันเป็นอารมณ์ เรื่องมันยาว
แต่พอดีมันเป็นแป๊บเดียวเท่านั้นเอง
มันพร้อม ๆ กันขึ้นมาตั้งเป็นหลักไว้
วัตถุก็มี ๓ อารมณ์ก็มี ๓ อ้อ มันเป็นอย่างนี้
จึงเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ : ไม่ทุกข์แล้ว
แป๊บเดียวเท่านั้นเอง ก็เลยเกิด เห็น รู้ เข้าใจ
กิเลส ตัณหา อุปทาน กรรม
แต่พอหลวงพ่อรู้ แต่ยังไม่เห็น
แต่ถ้าเราเห็น เราเข้าใจ นี่คือ ธรรมะ จากหลวงพ่อ
กล้ายืนยัน นำมาสอน เพื่อให้มีในคน
หลวงพ่อก็เลย อ้อ เราเป็นพระไปแล้วคราวนี้
เป็นพระโดยทางปรมัติ
เพราะว่าจิตใจมันเป็นเอง ที่ว่า
ใจเนี๊ยะ เราอย่าไปยึดไปถืออะไรทั้งหมด
ปล่อยให้มันเป็นอิสระขึ้นมา
มันคิดอะไรรู้ แต่อย่าไปห้ามัน อย่าไปเข้าข้างมัน
ใจมันเป็นอิสระ
เมื่อใจมันเป็นอิสระ มันก็พ้นไปจากการยึดมั่น ถือมั่น
พ้นไปจากสิ่งทั้งปวง หลวงพ่อก็เลยเดินไป เดินมา
รู้จริง ๆ เรื่องนี้ ทุกคนต้องรู้อย่างนี้
พระก็รู้อันนี้ โยมก็รู้อันนี้
เพราะว่าคนเนี๊ยะ ถือศาสนาอันใดก็ต้องรู้อันนี
เพราะมันมีในคน มีการศึกษา และการปฏิบัติ
หลักศาสนาจึงไม่เหมือนกัน เพราะความเห็น
ความรู้ ความเข้าใจ ไม่เหมือนกัน
หลวงพ่อก็ไม่เคยรู้
รู้ แต่รู้ รูปัง อนิจจัง รูปไม่เที่ยง
เวทนา อนิจจา เวทนาไม่เที่ยง
สัญญาอนิจจา สัญญาไม่เที่ยง
สังขาราอนิจจา สังขารไม่เที่ยง
วิญญานังอินจจัง วิญญาณไม่เที่ยง
รู้ พอดีรู้ โดยปล่อยให้จิตใจรู้เอง เป็นเอง
เป็นไปตามธรรมชาติ หน้าที่ของมัน
เรียกว่า จิตมันพ้นไปก็ว่าได้
โดยจิตเป็นอิสระ ก็ว่าได้ แล้วแต่จะพูดยังไง
เมื่อเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อก็เลยมั่นใจ
เนื่องจากการปฏิบัติ ต้องปฏิบัติอย่างนี้
การให้ทาน รักษาศีล เป็นเรื่องสมมุติ
มันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า
ที่พูดนี้ ทุกคนรู้ได้
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเกิดมา
มีการให้ทานมาแล้ว โดยเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คน
มาเลี้ยงพราหมณ์ และให้ทำนายทายทัก
ชื่อเสียงเรียงนามของเจ้าชายสิทธัตถะ
อันนั้นเป็นการทำบุญ บัดนี้ใหญ่มา ก็มามีครอบครัว
ทางพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เล่าให้ฟังว่า
ได้สมรสกับนางพิมพา ได้ราหุล
เป็นมหากษัตริย์ และบัดนี้ ทางบริวาร หรือมหาดเล็ก
ไปดูสวนดอกไม้ ก็ไปเห็นรูปสมณเพศ
ซึ่งแปลว่า นักบวช ก็เลื่อมใส ว่าสมณเพศนี้ดีนะ
น่าเลื่อมใส ไปไหนมาไหน ไม่มีภาระผูกพันมาก
ไม่มีของมาก ไม่มีอะไรมาก ไม่มีมรดกมาก
ท่านก็เกิดศรัทธา ก็เลยบวช
บวช ก็บวชตามรูปแบบเท่านั้นเอง
อันนี้ก็เรียกว่า แสดงว่า สิ่งเหล่านั้นมีมาก่อนพระพุทธเจ้า
คำสอนเหล่านั้นดีแล้ว เป็นการทำดี หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น
บัดนี้ก็เลยมานึกย้อนถึง บนแล้วก็ไปหาสถานเล่าเรียน
ไปเรียนกับอาฬารดาบส กับ อุทกดาบส สองพระอาจารย์นี้
ไปเรียนกับอาจารย์คนแรก ได้สมาบัติ ๗
สมาบัติ ๗ นั้น เราเคยพูด เคยเข้าใจกันว่า
รูป ฌาณ ๔ อรูปฌาณ ๓
ครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟังอย่างนั้น
ทำฌาณได้ เข้าฌาณได้ ออกฌาณได้
ดี คล่องแคล่ว ว่องไว เหมือนกับอาจารย์ทุกแง่ทุกมุม
แต่ว่า ถามอาจารย์
อาจารย์ก็ว่าหมดความรู้แล้ว ไม่มีความรู้จะสอน
แต่พระองค์ก็ยังไม่พอพระทัย คือ ยังไม่พอใจ
ก็เลยลาอาจารย์ไปเรียนต่อ
อาจารย์องค์ที่สอง ได้สมาบัติ ๘
รูป ฌาณ ๔ อรูปฌาณ ๔
ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง ทำได้คล่องแคล่วว่องไว
เหมือนกันกับอาจารย์ทุกแง่ทุกมุม
เข้าฌาณ ออกฌาณได้ ทำสมาธิ รึ ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
ถามอาจารย์ ท่านก็บอกว่า หมดความรู้ที่จะสอน
อาจารย์ก็เลยบอกให้ประกาศความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ
ที่เราสอนนี้แหละออกเผยแพร่
ให้คนที่ยังไม่รู้ ได้ รู้
คนที่ยังไม่เข้าใจ ได้ เข้าใจ
คนที่เขายังไม่ศรัทธา ได้ ศรัทธา
อันนี้เพียงครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังนะ อันนี้
พอที่จะฟังรู้เรื่องไม๊ ที่พูดเนี๊ยะ
26:11
ถาม : ตามที่ฟังหลวงพ่อเล่าให้ฟังมานี้ นะครับ
คนธรรมดาก็ยังสงสัยอยู่ดีหล่ะครับว่า
อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ไปเดินกับอาจารย์
จนได้สมบัติ ๗ จนได้สมบัติ๘ แล้วจึงมาปฏิบัติต่อ
ถึงได้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วอย่างหลวงพ่อเอง
ก็เคยปฏิบัติมาทั้งพอง ยุบ นับ ๑ ๒ ๓
พุทโธ สัมมา อะระหัง ได้ทางสงบแล้ว หลวงพ่อมาทำที่หลัง
อย่างนี้จะเรียกว่า เป็นอย่างชาวบ้านเค้าพูดกันรึเปล่า
ว่าเป็นบารมีที่สั่งสมมาก่อน หรือ ไม่เกี่ยวกันยังไง ครับผม
หลวงพ่อ : เอ๊ะ. . . ตอนหลวงพ่อเข้าใจ หลวงพ่อไม่เกี่ยวข้อง
มีความเกี่ยวข้อง แต่ทำผิด รึ ทำถูกต้องเท่านั้นเอง
ถาม : ก็แปลว่า ไม่ต้องไปทำกรรมฐานก่อน หรือครับ
หลวงพ่อ : ก็ได้ หลวงพ่อเคยสอนมาแล้วเรื่องนี้
อันนี้หลวงพ่อพูดความจริงให้ฟัง หลวงพ่อรู้ทุกตัวอักษรเลย
แล้วคนเคยทำพุทโธมาคราวนี้ ไม่เคยทำพุทโธมาก็มี
รู้ได้เหมือนกัน ไม่เคยให้ทาน ไม่เคยรักษาศีล ก็รู้เหมือนกัน
อันนี้เอาไว้ก่อน สุดท้ายจะมาพูดเรื่องตอนนี้
อย่างนี้คือ เราก็เลยเข้าใจว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า
สมาบัติ ๘ คนเข้าใจอย่างนั้น หลวงพ่อก็เข้าใจอย่างนั้น
แต่ความจริงไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่
เป็นคำสอนของพราหมณ์ใช่ไหม พราหมณ์มันสอนมาแล้ว
ทำตามเขา ไม่ใช่แต่เป็นคำสอนของท่าน
แล้วคนก็คิดว่าอันนั้นเป็นพุทธศาสนา ไม่ใช่เป็นพุทธศาสนา
ศาสนา แปลว่า คำสั่งสอนของท่านผู้รู้
ใครไม่รู้เรื่องอะไร แล้วนำมาสอน เป็นการทำดี
พระองค์ไม่ขัดขวาง จากนั้นมา พระองค์ก็ลาอาจารย์
หนีมา เพราะว่าไม่เห็นด้วยว่าจะหยุดเพียงแค่นี้
มันยังไม่เป็นทางพ้นทุกข์ ว่าอย่างนั้น
ท่านก็มา มากราบพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕
มาอดข้าว อดน้ำ แต่ทางตำรา หลวงพ่อไม่รู้มาก
เพราะไม่ได้เรียนมาก อดข้าว อดน้ำ ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ
ไม่พูด ไม่คุย ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง
แล้วเนื้อหนังก็แห้ง ซูบ ผอมลง เหลือแต่เอ็น หนังกระดูก
รัดรึงกันเอาไว้ ไปไหนมาไหน ก็ลำบาก รำคาญ
ทำถึงขนาดหนัก อันนั้นก็ยังไม่ได้ตรัสรู้ จะว่าคนหลงทางก็ได้
หรือว่า ไม่หลงทางก็ได้ เขาไม่มีครู ไม่มีอาจารย์สอน
ก็ทำไปตามความเห็นอันนี้ว่า ทิฐิ คือความเห็น พอเข้าใจรึยัง
คิดยังไงก็ต้องทำไปตามความคิด เพราะเราคิดว่ามันดี ก็ต้องทำซิ
อันนี้ยังไม่ได้เป็นสัมมาทิฐิ เป็นเพียงความเห็น
ความคิดเกิดขึ้นมา เรียกว่าเป็น ทิฐิ เท่านั้นเอง
บัดนี้ทำไปเรียกว่า หมดเรี่ยวหมดแรง ว่าอย่างนั้นก็ได้
พระองค์ก็ เอ๊ะ ใครจะทำเสมอเรา ไม่มี
แม้เราทำขนาดนี้ มันยังไม่หมดทุกข์
ก็เลยกินผลไม้ปั้น เค้าเรียกว่า มะขามป้อม
บัดนี้พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เห็นพระองค์
"คายความเพียร เวียนมามักมากแล้ว"
คงจะไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พวกนั้นก็ ไม่อยู่
พระองค์ก็ไปคนเดียว เดินไป เตาะ แตะ เตาะ แตะ ไป
บางครั้ง บางคราว ก็คิดถึงพวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕
ทีแรกอยู่ด้วยกัน ๖ คน พวกนั้นไป ๕ คน
แล้วมาคนเดียว ความคิดมันไม่หยุดได้
แต่มันเข้าไปในความคิด มันคิดขึ้นมา รู้
แต่ไม่ได้เห็นความคิด มันคิด รู้ ขึ้นมาเอง
คิด โอ้...ใจยังไม่รู้ ว่าตัวคิด มันคิดขึ้นมา จึงรู้
ได้มาเจอนางสุขาดา กินข้าวนางสุชาดา นี่แหละ
แล้วก็ถามนางว่า จะถวายแต่ข้าว รึ ถวายทั้งหมด
นางสุชาดาเลยเอาข้าวมธุปรายาสไปถวายเทวดา
การไหว้วอนเทวดาก็มีมาก่อนแล้ว
ไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทเจ้า เพราะมันมีมาก่อน
ก็เลยเอาขันอันนั้นไปอธิษฐานที่แม่น้ำนี้ว่า
ถ้าข้าพเจ้า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
"ฆ่ากิเลสตาย คลายกิเลสหลุด ดับทุกข์ได้จริง"
วางถาดและขันใบนี้ลงไปบนผิวน้ำแล้ว
ให้มันทวนกระแสของผิวน้ำขึ้นไปถึงต้นน้ำเถิด
ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากจะเอาชนะทุกข์ไม่ได้
ฆ่ากิเลสตาย คลายกิเลสหลุด อยู่ในวัฏฏะ จมทุกข์อยู่นี้แหละ
ให้วางถาดลงไปแล้วไหลไปตามกระแสของน้ำ
วางถาด ก็ ทวนกระแสน้ำขึ้นไป
"กาฬนาค" ครูบาอาจารย์พ่อแม่เคยเล่าให้ฟัง
นอนยังไม่ตื่น
สมัยนั้นนาค เป็นเณรน้อย ใช่ไม๊
อุปถัมป์พระ ๕๐๐ องค์ ไม่มีวันนอนเลย
บุญ ก็ไม่เอา อะไรก็ไม่เอา ขอให้นอนเต็มที่
เมื่อตายไปแล้ว ก็เลยได้ไปนอนเต็มที่ ยังไม่ตื่นป่านนี้
ขันก็เลยไปจมอยู่ที่นั้น หล่นใส่หัว
กาฬนาคก็เลยตื่นขึ้น แต่ไม่ได้ลุกนะ หลับอีก
นึกขึ้นว่า "ใครตรัสรู้แล้ว"
เพราะได้ยินเสียงถาดกระทบกัน
แล้วก็หลับไปเลย
หลวงพ่อก็เลยมาเข้าใจเรื่องนี้
ทวนกระแสของน้ำ คือ ทวนกระแสของความคิด
เพราะคิดให้มันไหลไปเรื่อย ๆ
เราไม่เห็น ไม่รู้ มันก็ไหลไป เหมือนคิดอยู่ ไม่มีวันหยุด
กลางวันเป็นคิด กลางคืนเป็นฝัน
มันเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลา ก็เลยรู้
คราวนี้ก็กลับเข้ามาพูดเรื่องอารมณ์ ที่รู้มาจริงๆ นี่นะ
หลวงพ่อรู้เรื่องกิเลส ตัณหา ก็ทำตามนี้
ก็เลยมานอน แล้วตอนเช้า ลุก
ธรรมดาเราลุก ตี ๒ ตี ๓
เราปฏิบัติธรรมะ ก็ต้องพยายามทำ
ลุกออกมาก็ล้างหน้า แปรงฟัน ธรรมดา
จุดเทียนไขไปตั้งไว้ทางเดินจงกรม ข้างนั้น ข้างนี้
ตั้งเทียนไขไว้สองเล่ม
ก็มีตะขาบตัวหนึ่ง ตัวขี้เข็บรู้ไม๊ / ครับผม
แล่นมาผ่านหน้าหลวงพ่อ
หลวงพ่อถูกตัวขี้เข็บกัดครั้งหนึ่ง แต่เมื่อหนุ่ม ๆ เจ็บ
หลวงพ่อก็เลย เอ้อ . . . ขี้เข็บตัวนี้จะมากัดเรา
ก็เอาเทียนไข ปามันไป ไม่เห็นแล้วก็กลับมา
ก็เอาเทียนไขมาตั้งไว้ที่เดิม
หลวงพ่อก็เดินกลับไป กลับมา ก็เลยเกิดความรู้
ความเห็น ความเข้าใจ เทียนที่มันรู้ทิ่ม
มันมาอยู่ที่ความรู้สึกนี่เอง
มันรู้แล้ว เดี๋ยวเราก็รู้ มันรู้สึกแล้วก็แล้วไป
มายกขาเคลื่อนไหว
ก็เลยเกิดความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ สัมผัส
แนบแน่นกับสิ่งเหล่านั้น โอ้. . .
. เห็น เป็นเครื่องกำจัดกิเลส อย่างหยาบ
. สมาธิ เป็นเครื่องกำจัดกิเลส อย่างกลาง
. ปัญญา เป็นเครื่องกำจัดกิเลส อย่างละเอียด
รู้อันนี้ขึ้นมา มันเห็น มันรู้ มันเข้าใจ
วิปัสสนา จึงมีอารมณ์
คนใด ไปนึก ไปคิด อันนั้นก็ดี แต่หลวงพ่อไม่ได้ปฏิเสธ
หลวงพ่อไม่ได้นึกคิดอะไรเลย
ก็เลยเห็นศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์
ขันธ์นี้ก็เลยเปรียบขึ้นมาเป็น ขันดี
เอาไปตักน้ำ ได้กิน ขันไม่แตก ไม่รั่ว เก็บน้ำได้
ถ้าขันแตก ขันรั่ว ไปตักน้ำ ก็ไม่ได้กิน
เสื้อผ้าก็เหมือนกัน ถ้าฟืมขัน ฟืมที่ดี เอามานุ่งก็ดี
ทำผ้าผื่นสิบสอง นุ่งอาบน้ำ นุ่งนอน ผ้าห่มตุ้ม ก็ได้
ก็เลยเปรียบเทียบอย่างนี้
ก็เลยรู้จักว่า ศีลเป็นเครื่องกำหนดจากกิเลสอย่างหยาบ
กิเลสอย่างหยาบ คือ โทสะ โมหะ โลภะ
กิเลส ตัณหา อุปทาน กรรม
อ้อ . . . เราทำลายได้ ตอนเย็นนะเนี๊ยะ
ศีล จึงปรากฎขึ้นมา อ้อ... เห็น มันไม่ได้หมายถึง
ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๓๑๑ ข้อ
มันไม่ได้หมายถึงศีลอันนั้น มันเป็นศีลสมมุติ
จะรักษาเคร่งครัดขนาดไหน ก็ไม่รู้
ปล่อยให้มันเป็นอิสระ ให้มันเป็นไปตามหน้าที่ของมัน
มันเลยปรากฎขึ้นมา เมื่อปรากฏขึ้นมาอย่างนี้ ก็เลย เรามี ศีล
ศีล แปลว่า ปกติ
ปกติกาย วาจา ใจ
ศีลขันธ์ : ตา หูก็เป็นขันธ์
ขันธ์ ๕ มีศีลขันธ์
ขันธ์ทุกขันธ์
ขันธ์ ๕ ก็ มีศีล
ขันธ์ ๔ ก็ มีศีล แล้วจะพูดยังไงก็ได้
ขันธ์ ๕ ก็รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นขันธ์ ๕
ขันธ์ ๔ ก็รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
ขันธ์เหล่านี้มีศีล กิเลสก็เข้ามาแทรกแซง ไม่ได้
ก็เป็นคนปกติ จิตใจ นึกคิดอันใด รู้เท่าทันเหตุการณ์
รู้จักกัน รู้จักแก้ รู้จักเอาชนะมันได้
หลวงพ่อก็เลยมีศีลจริง ๆ
ศีลอันนี้ จึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
ทางตำราเขาว่า อธิปัญญาสิกขา *
( * ไตรสิกขา :อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา)
ว่าอยู่ในตำรา ครูบาอาจารย์สอนมาอย่างนั้น
แต่ศีล หลวงพ่อรู้ มันมากำจัดกิเลสอย่างอยาบ
หลวงพ่อจึงไม่ได้ติดตำรา พูดนี้ไม่ได้ตรงกับตำรานะ
พอที่จะเข้าใจไม๊โยม
ครับผม เข้าใจครับ
แต่ว่ามันผิดตำรา แต่มันก็ถูกกับตำรา
เพราะว่าตำรานั้นมันพูดไป
พระไตรปิฎกนี้ จะเชื่อกันทั้งหมดไม่ได้
แล้วจะทำลายมันก็ไม่ได้
ตำราพระไตรปิฎก ก็หมายถึง คนนี้ เขียนเป็นตัวหนังสือแล้ว
ตกน้ำก็ไหล ตกไฟก็ไหม้ เป็นอย่างนั้น หรือว่ายังไงก็ได้นะ
เขียนใหม่ขึ้นมาก็ได้ ตกน้ำก็ไหล ตกไฟก็ไหม้
เอาไปทิ้งที่ไหนก็ได้ หรือเขียนใหม่ขึ้นก็ได้ มันจะเพิ่มเติมขึ้นมา
คำสอนจะมีมากขึ้น คนใดมันไปติดตำราก็ดี
หลวงพ่อก็ไม่ได้ว่าไม่ดี แต่หลวงพ่อรู้อย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้
เข้าใจในขณะนั้น บัดนี้ รู้จักกิริยากลางขึ้นมา
กิริยากลาง คือ การไปทำกรรมฐาน
สงบ ไม่มีอารมณ์
สมถะกรรมฐาน จึงเป็นอุบายให้ สงบจิต
วิปัสสนากรรมฐาน จึงเป็นอุบายให้ เกิดปัญหา
คือเราไปทำกรรมฐาน ภาวนา พุทโธ ธัมโม สัมมาอะระหัง
อะไรก็ตาม นั่งดูลมหายใจ ลมหลาบ ลมละเอียด
ลมเข้า ลมออก สั้น ยาว รู้จัก พอดี
ลมสงบไม่มีความคิด สงบอยู่อย่างนั้น พอดีเราออกมาแล้ว
พิจารณาวิพากย์วิจารณ์ อันนั้นเขาเรียกว่า วิปัสสนา
ครูบาอาจารย์เขาสอน แต่ความจริงไม่ใช่
มันมาคิดเอาไปวิตก วิจารณ์ มันไม่ได้เป็นอย่างปัญญา
มันไม่ได้เป็นความรู้วิปัสสนา
วิปัสสนา คือ รู้แจ้งตามภาวะเดิม
รู้แจ้ง หมายถึง รู้สมถะกรรมฐาน
ตกอยู่แต่อำนาจของกามาสวะ
สมถะกรรมฐานตกอยู่ใต้อำนาจของกามาสวะ
สมถะกรรมฐานตกอยู่ใต้อำนาจของอวิชา รู้อย่างนี้
บัดนี้ วิปัสสนา รู้อารมณ์อย่างที่พูดมาแล้วนั้น
รู้ เห็น เข้าใจ กามาสวะ
คนใด ตกอยู่ใต้อำนาจของกาม
แต่เขาไม่รู้ว่ามันทุกข์ เข้าใจยัง
คือ การพ้นทุกข์ ที่นำมาด้วยความทุกข์ปนเดือดร้อน เท่านั้นเอง
เพราะว่า อาสวะ จบด้วยอำนาจ
แต่ไม่ใช่ว่าตายภพชาตินี้ ชาตินั้น ไม่ใช่อย่างนั้น
คือ ตกอยู่ใต้อำนาจของความคิด ปรุงแต่ง ภพชาติอันนี้
อวิชชา อาสวะ คือ เราไม่รู้อันนี้
จึงไปวิพากษ์ วิจารณ์ คิดนั้น คิดนี้ โยมเข้าใจยัง
เมื่อเข้าใจอย่างนี้ อันนี้เป็นกิเลสอย่างกลาง
กามาสวะ หมายถึง ผู้มีบาป ผู้มีทุกข์ เพราะว่า
อาสวะ คือ ผู้ที่มีภพ มีชาติ หรือมีความทุกข์ วกวนอยู่อย่างนั้น
อวิชชา คือ ความไม่รู้แจ้ง ออกจากสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
เพราะเรายังไม่รู้ทิศทาง อะไรเป็นอารมณ์
เดินไป เดินมา กลับไป กลับมา ก็เลยเห็น
รู้ เข้าใจ การทำบาปด้วยกาย วาจา ใจ
การทำบาปชนิดนี้ มีทุกคน ไม่ว่าหญิง หรือ ชาย
ถ้าหากว่า นรกมี ไปตกนรกชั้นไหน นานกี่ปี กี่เดือน กี่วัน
ถ้าทำบาปด้วยวาจา พูด แต่ว่าไม่ได้ทำ พูดเฉย ๆ
ถ้านรกมี ตายไปแล้ว ก็ตกนรกชั้นไหน
แล้วเสวยทุกข์กี่วัน กี่เดือน กี่ปี เข้าใจไหม
วันนี้ ทำบาปด้วยใจ เพียงใจคิด ถ้านรกมีจริงนะ
ไปตกนรกขุมไหน นานกี่ปี กี่เดือน กี่วัน
วันนี้สามอัน วันนี้มารวมทำบาปพร้อมกันด้วยกาย วาจา ใจ
สามอันนี้มารวมกัน ทำพร้อมกันเลย
กายก็ทำ คำพูดก็พูด ใจก็คิด
ตายลงไป ก็เสวยทุกข์
นรกมีจริงไหม ตกนรกกี่ปี กี่เดือน กี่วัน เข้าใจยัง
ในทางตรงกันข้าม
วันนี้ทำบุญด้วยใจ
ใจทำดี แล้วถ้าหากสวรรค์นิพพานมีจริง
ตายไปแล้ว ไปเกิดสวรรค์ นิพพานชั้นไหน
นานกี่ปี กี่เดือน กี่ปี
วันนี้ กายก็ทำ พูดก็พูด ใจก็คิด
ทำบุญเหมือนกัน ถ้าสวรรค์นิพพานมีจริง
ตายไปแล้ว ไปเกิดสวรรค์ นิพพานชั้นไหน
นานกี่ปี กี่เดือน ให้เข้าใจอย่างนี้
พอดีเห็นอันนี้ชัดขึ้นมาแล้ว คราวนี้ รู้
เดินไป สัมผัสแนบแน่นอยู่อย่างนี้แล้ว
อันนี้มันเป็นสิ่งที่มันปรากฎขึ้นมา
เหมือนธรรมะเนี๊ยะ ถ้าเราไปยึดอันใดอันหนึ่งไว้
มันไม่ได้ทำตามหน้าที่ของมัน มันเลยไม่ปรากฎ
เราต้องปล่อยให้มันเป็นอิสระ
ให้ตัวมันเอง ปรากฏของมันเอง
เงยหน้าขึ้นมา ไม่ให้มันถูกก้มไว้
ให้มันแสดงตามหน้าที่ของมันจริง ๆ
เดินไป เดินมา พอดี
พอดีอารมณ์นี้จบแล้ว มันขาดช่วงกัน
หลวงพ่อเคยพูดให้ฟัง คงจะเคยได้ยิน
ได้ฟังที่หลวงพ่อพูด
เอาเชือกไนล่อน ผูกซุนนั้นหลักนึง ผูกซุนนี้หลักนึง
ดึงให้มันตึง เอามีดตัดตรงกลาง ปุ๊ก !
มันขาด แล้วมันสะท้อนเข้าไปหลักเดิม มันเป็นอย่างนั้น
อันนี้เป็นความคิดที่หลวงพ่อคิดขึ้นมาเอง
มันสมมุติพูดให้ฟัง เรื่องที่ว่าสมมุติมีมาก ที่พูด
ในจุดนี้หล่ะ พอดีเดินไป เดินมา มันจึ๊ก !
มันเข้าสู่สภาพของมันแล้ว
กาย เข้าสู่สภาพ
ใจ เข้าสู่สภาพ
แต่สะดุดคำพูดคำนึง ที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนเอาไว้ว่า
ถ้าพระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว ตัดแล้วไม่ยาวอีกต่อไป
ถ้าสองข้อมือตามเดิม อันนั้นเป็นคำพูด แต่ไม่ใช่ผมจริง
เคยเห็นเขาทำรอกไม๊ เลี้ยงไหม ตัวดักแด้
มันหดอย่างนั้นแหละ มันเข้าป้อสู่สภาพไปอย่างนั้นแหละ
อันนี้แหละ คือ กิเลสอย่างละเอียด
คือ สิ่งที่ปรากฏขึ้น ต้องเห็น ต้องรู้
ธรรมะ สิ่งที่หลวงพ่อพูด ทุกคนต้องเป็นให้ได้ ต้องรู้ทุกคน
ตำราเขาพูดว่า
. คนใดมีกิเลส ตายแล้ว ต้องไปนรก
. คนใดไม่มีกิเลส ตายแล้ว ก็ต้อไปสวรรค์นิพพาน
ถูกของเขา แต่เขายังไม่ได้สัมผัส ยังไม่ได้ปรากฎก็ได้
หรือเขาสัมผัสมาแล้ว หรือ ปรากฏมาแล้วก็ได้
แต่เดี๋ยวหลวงพ่อไม่ได้ปฏิเสธ
หลวงพ่อพูดนี้ พูดตามความจริงใจ
ใครจะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ สิ่งนี้แหละ
มันแนบแน่นอยู่กับหลวงพ่อ
หลวงพ่อมั่นใจว่า คำสอนของพระพุทธเจ้า
ไม่นำสมัย ใครทำก็ได้ ผู้หญิง, ผู้ชาย, พระสงฆ์องค์เจ้าทำก็ได้
ทำเพื่อแก้ปัญหาให้เรารู้จริงเท่านั้นเอง
พอดีมันเป็นอย่างนั้น อ้อนี่ ทุกคนต้องมาจุดนี้
ถ้าไม่มาจุดนี้ ไม่ได้
ทุกคนต้องมาจุดนี้ และทุกคนต้องเป็น
ทุกคนต้องรู้ มันจะแสดงตัวมันเอง
หลวงพ่อก็เลยพูดว่า "ทุกคน" ยกเว้นไม่ได้
ต้องมาจุดนี้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์พูดให้ฟัง
คนหมดกิเลสแล้ว ตาย ไม่เกิดอีก
คนใดไม่หมดกิเลส ตายแล้ว ต้องกลับมาเกิดอีก
อันนี้แหละ ทุกคนต้องมาจุดนี้
ยกเว้นไม่ได้ จะมี/ไม่มีกิเลส ก็ยกเว้นไม่ได้
จุดนี้เรียกว่า เป็นจุดสุดท้าย
ที่เรียกว่า กิเลสอย่างละเอียด
มันเห็น เข้าใจ "ถ้าพระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว"
ธรรมชาติมันขาดเอง มันขาดทุกคนอยู่แล้ว
ธรรมะที่ทำให้พระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้า
มันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า แต่ว่าสิ่งเหล่านั้น
มันไม่ถูกเปิดเผย มันก้มหน้าอยู่
พระพุทธเจ้ามาเปิดเผย มารู้ ทำไป สิ่งนั้นปรากฏ ว่าอย่างนั้นก็ได้
มันปรากฏขึ้นมา มันก็เปิดเผยตัวของมันเอง
อ้อ . . . มันสิ่งนี้ หลวงพ่อก็เลยหมดปัญหาว่า
คำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหมดเลย
๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จะมารวมจุดนี้
ทุกคนหนีไม่พ้น ถ้าหากเรายังไม่พบเดี๋ยวนี้นี่นะ
จวนจะหมดลมหายใจนี่แหละ
ต้องสิ่งนี้ปรากฏขึ้นมา แน่นอนที่สุด
หลวงพ่อเข้าใจว่า ทุกคนไม่เป็นไม่ได้ เพราะสิ่งนี้
จะไปตัดสินใจ ตัวของมันจะเปิดเผยหน้าของมันเอง มันเป็นอย่างนั้น
นี่แหละทุกคนต้องเป็นจริง ๆ
หลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาษาบ้านเรียกว่า ทุกคนต้องตาย
ตายทุกคน จะเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ก็ตาม ต้องตาย
จะเป็นใคร ๆ ก็ตาย
แม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ก็ตาย
แต่สิ่งนั้นมันไม่ถูกบังคับ คือว่า จิตพ้นแล้ว
จิตเป็นอิสระแท้ ไม่ถูกอันใดเกาะเกี่ยวมัน
ไม่ต้องไปยึดศีล ทาน
ไม่ต้องไปยึดอะไรทั้งหมดเลย
เพราะว่ามันพ้นไปจากทุกสิ่งทุกอย่าง
คือ ตัวจิตล้วน ๆ มันพ้นไปแล้ว
แต่เราไปยึดเท่านั้นเอง เรายึดว่า
เราไปรู้อันนั้น เราไปเห็นอันนี้
ธรรมะมันต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้
คือ ไม่ได้ปล่อยให้จิตมันทำหน้าที่ของมัน
แล้วก็เลยไปยึดติด จิตอันนั้นก็เป็นทุกข์
จิตตกอยู่ใต้อำนาจของความหลงผิด
ที่หลวงพ่อพูดเนี๊ยะ จิตที่หลุดพ้นแล้วย่อมมีอยู่
หรือว่า จิตที่หลุดพ้นแล้วย่อมมียาม ก็ได้
หรือว่าจิตที่เป็นอิสระแล้ว ไม่ถูกอะไรปกคลุม
หรือ ไม่ถูกอะไรเสียบแทง
จะพูดยังไงก็ได้ มันเป็นเรื่องสมมุติ
สมมุติมีมาก นี่แหละหลวงพ่อตัดสินใจว่า
ทุกคนต้องรู้ เดี๋ยวนี้เรามาทำ
เรามาทำเดี๋ยวนี้ ให้มันรู้เดี๋ยวนี้ ดีกว่า
แต่คนไปกลัว หลวงพ่อก็กลัว ทีแรก
ถ้าเป็นฆาราวาสญาติโยม ปฏิบัติธรรมะ
ถ้ารู้ธรรมะถึงที่สุดแล้ว ไม่เกิน ๗ วัน ตาย
นี่คำนี้ หลวงพ่อเสียวใจอยู่
แต่เราอยากรู้ บัดนี้ เมื่อเรามาคำนวณความจริงแล้ว
อ๋อ คนที่ไหนในโลกนี้ เกินกว่า ๗ วัน ตาย ไม่มีเลย
อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์
ตายภายใจ ๗ วัน นี่ สมมุติขึ้นมา ที่ว่า
คนได้รู้ธรรมะ ๗ วัน ตาย
อันนั้นเป็นการคาดคิด ทำให้คนกลัว
คนจึงไม่กล้าปฏิบัติธรรมะ
ถ้าคนมีความมั่นใจ จิตใจเข้มแข็งแล้ว
ปฏิบัติให้รู้ มันดีกว่า เพราะเราจะไม่มีทุกข์
ทำการ ทำงาน พูด คิด โดยไม่มีทุกข์
ทำไปด้วยความสนุกสนานร่าเริงใจ
นี่มันเป็นอย่างนั้น ความทุกข์ เพราะเราไม่รู้
มันเป็นอย่างที่หลวงพ่อพูดนี่
ไม่ใช่ทุกข์อย่างอื่นนะ หลวงพ่อทุกข์
คือทุกข์เพราะไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ
ดังนั้น คนส่วนมากจึงว่า
พระพุทธเจ้า หรือ พระอรหันต์ทั้งหลาย เข้าฌาณได้
ฌาณ แปลว่า รู้ เข้าใจไม๊
เข้าไปที่ไหน เข้าไปดูสภาพที่จะขาดออกจากกันนี่เอง
เข้าไปดูตัวนี้แหละ มันจะสัมผัสแนบแน่นชนิดที่ว่า
มันไม่สงสัย วิชชา จะเข้ามารู้ อ๋อ...รู้อันนี้นี่เอง
สิ่งนี้มันจะทำหน้าที่ของมันด้วย
มันทำอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้มัน
เมื่อไม่รู้ เราก็นึกว่า ธรรมะมันต้องเป็นอย่างนั้น
ธรรมะมันต้องเป็นอย่างนี้
ต้องทำบุญอย่างนั้น ต้องให้ทานอย่างนี้
ต้องรักษาศีลอย่างนี้
ให้/ไม่ให้ทาน ก็ได้
รักษา/ไม่รักษาศีล ก็ได้
ทำ/ไม่ทำกรรมฐาน ก็ได้
แต่มาทำความรู้สึกตัว นี่เอง
ความรู้สึกตัว เป็นทางสมาธิ กรรมฐาน ปัญญา
เป็นการให้ทาน รักษาศีล
เป็นความพร้อมในตัว ทั้งหมดเลย
มีความสมบูรณ์แบบในตัว เป็นอิสระแท้
อิสระ ไม่ใช่ว่า เราอยากทำอะไร ทำไป
พูดอะไร พูดไป
ผิดกฎหมายบ้านเมือง ไม่ใช่อิสระ
คำว่า อิสระ ในจิตใจ คือ หลุดพ้น
ใครจะพูดยังไง ฟังได้อยู่ ขันธ์มีแล้ว ขันธ์บริสุทธิ์
ขันธ์ฟังได้ หูเป็นขันธ์หนึ่ง ใช่ไม๊
ฟังได้ เค้าพูด แต่มันเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา
แนบแน่นอยู่ที่ตัวนี้ จิตใจเป็นเอกัคคตา คือ เป็นอันเดียว
หู ตา เขาทำอันนั้นให้ดู
ตามันดู แต่มันมาแนบแน่นกับตัวนี้
อ๋อ เป็นเรื่องของอนัตตา
เป็นเอกัคคตาจริง ๆ เป็นอารมณ์เดียว
แล้วก็มาวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็ทุกข์
แต่ความจริง มันไปติดแล้ว มันไปยึดตำราแล้ว
ตำราคล้าย ๆ มีผลไม้ เราจะกินทั้งเปลือก หรือว่า
จะเลือกกิน เชื่อว่าหลวงพ่อเคยพูดแล้ว
กินปลา กินเนื้อ อย่าไปกินก้าง กระดูก
หรือ ทำนา ก็เหมือนกัน
อย่าไปกินข้าวเปลือก ฟาง ข้าวสาร ต้องกินข้าวสุก
กินเฉพาะที่มันเป็นวิตามิน
การทำบุญ ให้ทานก็เหมือนกัน
เราต้องเฉพาะที่ใช้ได้
การเจริญสมถะ วิปัสสนา ก็เช่นเดียวกัน
ธรรมะที่หลวงพ่อพูดนี้ ตำราเค้าพูดอย่างนี้
หลวงพ่อก็เคยทำมาแล้ว
ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้ถูกต้อง ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่
อย่างนาน ๗ ปี
อย่างกลาง ๗ เดือน
อย่างเร็วที่สุด นับตั้งแต่ ๑ วัน ถึง ๗ วัน
มีอานิสงค์ ๒ ประการ
๑. เป็นพระอรหันต์ ในปัจจุบันภพนี้
หากไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ในปัจจุบันภพนี้
ต้องเป็นพระอนาคามีแน่นอนที่สุด
หลวงพ่อเคยสอนมาแล้ว เพราะตัวเองมียังไง
ก็ต้องเอาอย่างนั้นมาพูด ไม่ใช่อวดดี
พูดความดี พูดความจริงให้ฟัง
คนอวดดี กับ คนมีดีมาพูด ไม่เหมือนกัน
หลวงพ่อเคยสอนเด็กอายุตั้งแต่ ๗ - ๑๓ ปี
ไม่เกิน ๕ วัน หลวงพ่อจะมีเทคนิคสอนให้เขารู้
เรื่องรูป นาม ผี เทวดา นรก สวรรค์ บาป บุญ
ศาสนา พุทธศาสนา เขาจะนำไปใช้ได้ นี่เด็กน้อยนะ
เขาจะมีอารมณ์ดีของเขา