PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๖๘ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แรม ๑ ค่ำเดือน ๓
ท.๑๖๘ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แรม ๑ ค่ำเดือน ๓ รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๖๘ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แรม ๑ ค่ำเดือน ๓
  • เสียง
  • 14522 ท.๑๖๘ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แรม ๑ ค่ำเดือน ๓ /lp-cittasubho/2025-10-21-10-39-40.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ท.๑๖๘ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว แรม ๑ ค่ำ เดือน ๓

     

    ในขณะนี้ก็ ๘ โมงเช้า เมื่อฉันเช้าเสร็จแล้วก็มีโอกาสอบรมกันด้วยการแนะแนว วิธีแก้ปัญหา หรือว่าวิธีเป็นการปฏิบัติก็ว่าได้ แก้ปัญหาก็ว่าได้ ในขณะนี้ก็ ๒ โมง กับ ๑o นาที 

     

    ผู้ที่เข้าใจว่าการปฏิบัติธรรมะนั้น ปฏิบัติให้เห็นสีเสียงผีเทวดานรกสวรรค์หรือเห็นอะไรต่างๆ นั่นแหละ ที่ผมเคยได้ศึกษากับครูอาจารย์มานี่ครับ ครูอาจารย์เพิ่น(ท่าน)แนะแนวว่าเห็นไปนอกตัวเราไป ด้วยวิธีนี้ก็เห็นจริงครับบางครั้งบางคราว บางครั้งบางคราวก็ไม่เห็น 

     

    แต่ว่ามีวิธีที่รู้สึกอันหนึ่งครับ ไม่ต้องไปเห็นอันอื่น วิธีที่ผมจะนำมาเล่าสู่ฟังในวันนี้ก็คือ เรื่องรู้สึกตัวนี่เอง 

     

    เรื่องรู้สึกตัวที่มันเห็นนอกตัวไปนั้น มันเห็นจริงสิ่งนี้ เรื่องนี้ก็เป็นของจริงครับ เป็นมายาของจิตใจหรือว่าตัวเราเองให้เห็นมายา ครูบาอาจารย์เพิ่น(ท่านปว่าเป็นนิมิตครับ คำว่านิมิตนี่ครูบาอาจารย์ก็ว่าเป็นเครื่องหมาย คำว่านิมิตนี้ว่าเป็นเครื่องหมาย เพิ่น(ท่าน)ว่าครูบาอาจารย์สอน 

     

    คำว่านิมิตที่มันเห็นนอก มันไม่เห็นข้างใน มันเป็นเครื่องหมายนี่ครับ คำว่านิมิตในทางพระพุทธศาสนาตามความเข้าใจของผมนี่ครับ เป็นเครื่องหมายคือมันเคลื่อนไหวไปก็รู้สึกตัวนี่ครับ เครื่องหมายเห็นคือเป็นสัญญาครับ สัญญาว่าความรู้จำได้ สัญญานี้ครับพวกเราไม่เคยรู้อันนี้ ไปรู้ข้างนอกครับ รู้สัญญาภายในก็เลยไม่มีครับ 

     

    แต่สัญญาอีกชนิดหนึ่งก็มี คือสัญญาอันนั้นคือ “รู้” ครับ อย่างพริบตา หรือว่าหายใจ นึกคิดนี่ครับ นี่คือ “รู้” ครับ เพราะสัญญาพวกนี้มันไม่ได้ปรากฎออกมา สัญญาพวกนั้นมันแสดงตัวออกมาก็เป็นสัญญาที่ “รู้” เคลื่อนไหวก็..รู้ สัญญานี้ก็รู้ครับ เราจับนู่นจับนี่ก็..รู้ สัญญานี้ เป็นสัญญาอันนี้ครับ เป็นสัญญาธรรมชาติ สัญชาตญาณของสัตว์ของคน 

     

    บัดนี้สัญญาที่มัน รู้..พริบตา รู้..หายใจ รู้..นึก รู้..คิด อันนั้นก็เป็นสัญญาอันนี้ครับ นอกจากนั้นมันมีสัญญาหลายอย่างครับ มันเมื่อมีปรากฏขึ้นมาแล้ว มันไม่หลงไม่ลืมครับ 

     

    จึงว่าวิปัสสนาเกิดขึ้น เป็นญาณของวิปัสสนาเกิดขึ้น เป็นปัญญารอบรู้ อันสัญญากับเป็นญาณกับปัญญานี่คล้ายๆ ว่าความร้อน เป็นปุ๊บเป็นไปเลยครับ สิ่งที่เป็นนามอันนี้ เป็นปุ๊บเป็นไปเลยครับ จำเป็นต้องยืมสมมุติมาพูดครับอันนี้ 

     

    เรื่องสัญญานี่มีหลายชั้นครับ สิ่่งที่ผมเอาความจริงมาเล่าสู่ฟัง คือผมได้ทำมาหลายวิธีพอสมควรครับเรื่องการทำกรรมฐานนี่ เพราะว่าผมกล้าได้ผมสอนได้ครับ สอนวิธีที่จะให้ไปนั่งให้มันตัวแข็งนี่ 

     

    ผมเคยให้คำมั่นสัญญากับเพื่อนๆ ที่ต้องการเอาแล้วไม่เกิน ๓o วันครับ เพราะผมทำมาแล้วผมเองก็ต้องทำวิธีผม ผมทำเป็นคนอื่นก็ต้องทำเป็นคือ(เหมือน)ผม เพราะผมกับเพื่อนคือ(เหมือน)กันหมดครับ มีแข้งขาหน้าตามือเท้า มีเหมือนกันหมดครับ 

     

    อันนี้จึงว่า ทำให้เกิดรูป รูปนาม เวทนานาม สัญญานาม สังขารนาม วิญญาณ มีเท่ากันหมดครับ ผู้หญิงผู้ชายก็มีเท่ากันหมด พระสงฆ์องค์เจ้าก็มีเท่ากันหมด ขึ้นชื่อว่าคนนี้ครับมีเหมือนกันหมดทุกคน ทุกเพศทุกวัย ทุกภาษาครับ แม้จะถือศาสนาใดก็มีคือกัน(เหมือนกัน)ครับ 

     

    จึงว่า การทำความสงบทำได้หมดทุกเพศทุกวัย เพราะเราสอนเขาสอนความจริง จึงว่าบอกแต่ความจริงไปทีเดียวครับ บอกแต่ความจริงแต่มันไปติดความสงบอันนี้ครับ ไปติดความสงบเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) ปีติ ครูบาอาจารย์ว่า ปีติความอิ่มใจ ความพอใจ ความยินดี ปีติอันนั้นครับ เมื่อติดในอารมณ์นั้นๆ สัญญาตัวนี้ก็เลยบ่(ไม่)มาเกิดขึ้นครับ มันบ่(ไม่)เกิดสัญญาตัวนี้เพราะไปติดนิมิตแล้วครับ นิมิต เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) อุปทาน 

     

    บ้านผมพ่อแม่เคยว่าให้ฟัง ดินพอกหางหมู ว่าซั่น(นั้น) คำว่าเฮ็ด(ทำ)นานๆ นี้ครับ เฮ็ด(ทำ)นานๆ มันบ่(ไม่)ออก ทีแรกหมูมันเกิดมามันกินฮำ(รำข้าว) กินฮำบ้านผมเรียกว่ากินฮำ(รำข้าว) มันไปนอนฮาง(ราง)หมู กินฮำ(รำข้าว)แล้วก็นอนฮาง(ราง) นอนฮาง(ราง)แล้วเอาหางมันฟาดไปฟาดมา ดินกับน้ำมันจับกันเข้ามันแข็งตัวเป็นปุ้มเลยหางหมู คือหางหมูครับมันเป็นปุ้มครับไม่ขยับครับ มันแข็งขี้เลนกับทรายมันจับกันครับ มันเป็นอย่างนั้น เมื่อมันดิ้นออกมาทีแรกมันบ่(ไม่)หลุด ดินจะไปจับหางมัน 

     

    คนก็คือ(เหมือน)กัน เมื่อนิมิตอันใดมาอันหนึ่งก็ติดอยู่นั่นน่ะครับ บ่(ไม่)ออกครับ ผมทำมาอันนี้ระยะหนึ่ง ผมก็เข้าใจมันถูกต้องครับ ความถูกต้องนี่ครับถูกต้องมันหลายอย่างครับ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)สัมมาทิฐิ 

     

    สัมมาทิฏฐิ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าเห็นถูกต้องครับ คัน(หาก)เป็นมิจฉาทิฏฐิเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าเห็นผิดครับ ครูบาอาจารย์เพิ่น(ท่าน)สอนอย่างซั่น(นั้น) เมื่อทำไปแล้วมันก็ถูกต้องที่เดียวครับ 

     

    คำว่าถูกต้องนี่มันหลายวิธีถูกครับ จับนี้มันก็ถูกต้อง อันนี้ก็ถูกต้อง จัก(ไม่รู้)ที่เอามาเป็นเครื่องวัดได้ บ่ฮู้(ไม่รู้)จักเอามาเป็นเครื่องวัดได้ครับ ใครจิ(จะ)มาตัดสินให้เฮา(เรา) บ่(ไม่)มีครับ ผมเคยถามแล้วหลายคน สิ่งที่ผมเล่านี่มันถูกหรือมันผิดเห็นว่ามันถูกหรือมันผิด บางคนก็เห็นว่ามันถูก มันเป็นธรรมดานี่ครับ 

     

    เมื่อธรรมดาอันนี้มีอยู่นี้ ธรรมดาธรรมชาตินี่ คำว่ารูปนี้ก็ธรรมดา นามคืออะไร นามคือรูป รูปที่เขาว่านี้ก็คือรูป ธรรมชาติคือรูปครับ คือคนนะ ธรรมชาติคือต้นไม้มันเกิดเป็นมันก็ตายเป็นธรรมชาติมันเป็นอย่างซี้(นี้) ธรรมดามันเป็นอย่างซี้(นี้) เราเคยรู้จักธรรมดาธรรมชาติจริงๆ มั้ย จึงว่าให้ฮู้(รู้)จักมันจริงๆ ครับ 

     

    บัดนี้เมื่อผมมาทำอันนี้มันรู้จัก รู้จักอะไร รู้จักตัวเองครับ มันเคลื่อนไหวไปมา เคลื่อนให้มีสติรู้นี่ครับ อันว่า “สติ” นี้ก็เว้า(พูด)ตามภาษาธรรมะ อันนี้ภาษาบ้านเฮา(เรา)ให้ “รู้” นี่ครับ มันเคลื่อนไหวโดยวิธีใด ก็ให้ “รู้” 

     

    ตามพ่อแม่ครูบาอาจารย์เพิ่น(ท่าน)เล่าให้ฟังว่า ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืนให้มีสติ..รู้ เดินให้มีสติ..รู้ นั่งให้มีสติ..รู้ นอนให้มีสติ..รู้ นี่เพิ่น(ท่าน)ว่าพ่อแม่ครูบาอาจารย์ว่า คัน(หาก)ศึกษาให้ศึกษาธรรมะกับธรรมชาติ ถ้าไปนั่งหลับตามันก็หลับอีกมันเป็นธรรมชาติมัน ตาเป็นหน้าที่ของเห็น หูเป็นหน้าที่ของฟัง นี่ผมเข้าใจอย่างนั้น 

     

    บัดนี้เพิ่น(ท่าน)ยังสอนมา ให้มีสติกำหนดรู้ ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใดก็ให้รู้ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) แล้วบัดนี้จะคู้จะเหยียดแล้วก็นั่งแข็งตัว อันมันเจ็บแข้งเจ็บขาปวดหลังปวดเเอว(เอว) บ้านผมเรียกปวดเเอว คัน(หาก)ว่าปวดเอวก็ได้ให้มันก็เหมือนกันก็แล้วกัน ที่ผมพูดนี่เป็นสำนวนภาษาบ้านผมอย่างซี้(นี้) มันก็เป็นธรรมชาติทั้งหมดครับ 

     

    ครูบาอาจารย์เพิ่น(ท่าน)สอนไว้ “สิ่งอันใดธรรมอันใดเป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนคนอื่น ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่เป็นคำสั่งสอนพระพุทธเจ้า ไม่ได้ศึกษา” 

     

    ว่านั่น แล้วก็ยังไปเฮ็ด(ทำ)อยู่ มึนแข้งมึนขาปวดหลังปวดเอว พิจารณาดูเอาไปเลย มันเลยลืมไปครับ ลืมไปเบิ่ง(ดู)ไปซิครับ เอาสติเบิ่ง(ดู)ไปหรืออย่างไรก็ได้ กำหนดเข้าๆ มันก็ลืมไป ลืมไปก็เลยไม่รู้สึกตัวครับ อันนี้ว่าเบียดเบียนตนเอง ไม่ใช่เบียดเบียนคนอื่นเบียดเบียนตนเอง แล้วก็ว่าทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่นี่ มันผิดกัน อันสัมมาทิฐิตัวนี้ครับ อันความเห็นตัวนี้ก็เป็นตัวนี้ 

     

    ความจริงพระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอนว่า “ธรรมอย่างใดเป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนตนเองและไม่เบียดเบียนคนอื่น นั้นแหละเป็นธรรม นั้นแหละเป็นวินัย นั้นแหละเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า น่าศึกษา” ท่านว่า 

     

    ครูบาอาจารย์เพิ้น(ท่าน)สอนอย่างนั้น แล้วก็ยังพาเฮ็ด(ทำ)พาทำอยู่ ผู้ครูบาอาจารย์ก็ดาย(ก็เถอะ) แสดงว่าครูบาอาจารย์เพิ่น(ท่าน)รู้อย่างนั้น เพิ่น(ท่าน)ก็ต้องสอนอย่างนั้น 

     

    วันนี้ผมได้อ่านหนังสือกาลามสูตรครับ อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตามกันมา อย่าเชื่อถือโดยเขาเล่าลือกันมา อย่าเชื่อถือโดยเห็นว่ามันมีอยู่ในตำรับตำรา เพิ่น(ท่าน)ว่า อย่าเชื่อถือแม้ครูอาจารย์ว่าก็อย่าเชื่อ ๑o ข้อครับ อย่าเชื่อถือเป็นการคาดคะเนอันใด  มี ๑o ข้อครับ ผมจำบ่(ไม่)ค่อยได้เรื่องนี้ครับ เพราะว่าเรื่องปัญญาของผมจำมาอย่างนั้น สัญญาอันนี้จำมันเลอะเลือนไปครับ 

     

    สัญญาที่ผมรู้มาจากกฎตายตัวนั่น ธรรมชาติมันมีจริงๆ บ่(ไม่)หลงบ่(ไม่)ลืมจักเทื่อ(สักที)ครับ เรื่องการเคลื่อนไหวนี่ มันเป็นรูปเป็นนาม รู้จริงๆ ครับ เพราะสัญญาตัวนี้มันแสดงเตือนออกมาครับ มันเป็นรูปจริงๆ เป็นนามจริงๆ บ่แม่น(ไม่ใช่)รูปอันนี้นะครับ อันนี้สมมุติให้มันซือๆ(เฉยๆ) เองครับ สมมุติว่าแก้วน้ำหรือจะว่าขันน้ำ 

     

    อันรูปนามอันนี้มันเป็นรูปเป็นนาม มันเป็นรูปธรรมนามธรรม รูปก็ทำ นามก็ทำ อันว่าธรรมะคือตัวเรานี่ครับ นี่มันความจริงแล้วบัดนี้ ศึกษาธรรมชาติมันเคลื่อนไหวไปมา ก็ให้รู้ ตามันเหลือบซ้ายแลขวาได้พริบขึ้นพริบลงได้ มันหายใจก็รู้จักว่ามันเข้ามันออก กำหนดมันสั้นมันยาว ก็กำหนดขึ้น รู้ 

     

    บัดนี้อันนี้คนอื่นมองเห็นไหมครับ เรื่องจิตใจมันนึกมันคิด คนอื่นมองบ่(ไม่)เห็นเลย เราก็มองไม่เห็น จะเห็นตัวเราได้อย่างไรบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก อันบ่(ไม่)รู้จักตัวเฮา(เรา)ก็คือว่าอันเดียวกันครับ บ่(ไม่)เห็นบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก เฮาบ่(เราไม่)เห็นก็บ่(ไม่)รู้จักแล้ว เพราะสัญญาตัวนี้ลืมเด้(นะ)ครับ 

     

    เมื่อเฮา(เรา)เห็น เฮาฮู้(เรารู้) สัญญาตัวนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วมีสัญญาตัวนี้ อันนี้สัญญานี่สำคัญครับ คำว่าสัมมาทิฏฐิก็สำคัญ เฮา(เรา)จะไปเข้าใจว่าสัญญาอย่างเดียวก็บ่(ไม่)ได้ครับ จะว่าสัมมาทิฏฐิแบบเดียวก็บ่(ไม่)ได้ มันความเห็นต่างกันครับ ความเห็นของคนบ่คือ(ไม่เหมือน)กัน 

     

    เมื่อผมเข้าใจอย่างซี้(นี้)แล้ว ผมก็บ่(ไม่)เชื่อใครทั้งหมดครับ เพราะมันของจริงแท้ๆ นี่ครับ จริงแล้วเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) สมมุติบัญญัติ ปรมัตถ์บัญญัติ อัตถะบัญญัติ อริยบัญญัติ เรื่องนี้ครูบาอาจารย์บ่(ไม่)ได้สอนเทื่อ(สักที)ครับ ผมไปทำผมรู้ขึ้นมาครับ ผมรู้มาจากจิตสำนึก เพราะตัวมันบอกมันเองครับ 

     

    ตัวมันบอกมันเอง วิปัสสนาจึงแปลว่า รู้แจ้ง รู้จริง รู้ต่างเก่าล่วงภาวะเดิมครับ อันนี้เป็นความจริง แต่ผมรู้มีหลาย(มาก) รู้เป็นขั้นเป็นตอนเด้(นะ)ครับ 

     

    เมื่อรู้รูปธรรมนามธรรม แล้วก็รู้รูปโรคนามโรคครับ แต่รู้ในขณะเดียวกัน รู้คล้ายๆ คือผมเปรียบมันคือเป็นผู้สนับสนุน ตอนนั้นผมไห้(ร้องไห้)นั่งอยู่ บัดนี้เอาเชือกผูกคล้องเชือกมันขาด แล้วไม้มันก็เลยหล่นลงกระแทกดินดังปังครับ มันอุปมาไปอย่างนั้น นั่นก็รู้จริงๆ 

     

    เมื่อรู้เรื่องรูปโรคนามโรค รู้รูปโรคนามโรคมี ๒ อย่าง โรคทางร่างกายอันหนึ่ง โรคทางจิตใจอันหนึ่งครับ แล้วก็รู้ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา รู้ทุกขังอนิจจังอนัตตาแล้วก็รู้สมมุติ 

     

    สมมุตินี่ มีมากที่สุดครับ เปรียบดังเม็ดหินเม็ดทรายในพื้นโลกนี้ก็ได้ หรือเปรียบเหมือนใบไม้ในป่าในดงนี่ก็ได้ครับเ พราะมันมากเรื่องสมมุตินี่ครับ สมมุติมาพูดขึ้นหมดทุกอย่าง ถ้าหากบ่(ไม่)นำสมมุติมาพูดก็บ่(ไม่)รู้มีอะไรจะเว้า(พูด)กัน จำเป็นต้องเอาสมมุติมาเว้า(พูด)ครับ เอาสมมุติมาเว้า(พูด)มาสอนกัน 

     

    สมมุตินี่จึงว่า เป็นสมมุติบัญญัติ ปรมัตถ์แปลว่าของจริง จริงโดยสมมุติก็มี จริงโดยปรมัตถ์ก็มี อัตถบัญญัติ อัตถะนี่ลึก ลึกโดยความเข้าใจ อริยะบัญญัตินี้ ผู้ที่จะรู้จักกับอัตถะบัญญัติต้องเป็นอริยบุคคล เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนั้น แต่ที่นี้ครูบาอาจารย์ไม่เว้า(พูด)ให้ฟังครับ มันปรากฏตัวมันเองครับ มันแสดงตัวมันเองสัญญาตัวนี้ จึงว่าเป็นงาน เป็นสัญญา เป็นปัญญา มันรอบรุ้มันกลมกลืนกันไปหมดครับ 

     

    เมื่อรู้อันนี้ ก็รู้ศาสนาแล้ว แต่ก่อนผมศาสนานี่ว่า วัด พระพุทธรูป เจดีย์ เป็นอย่างนั้น บ้านผมมีพระพุทธรูปหลายองค์ครับเพราะมีพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเคยไหว้พระมาอย่างนั้น เคยเอาพระพุทธรูปไปไว้ในบ้านอย่างนั้น มันสืบกันทางธรรม เขียนใส่ใบลานผ้านี้เอาไปไหว้อ่าน กราบไหว้ซือๆ(เฉยๆ) อันนั้น เพราะพ่อแม่พาทำมาก็เลยต้องทำมาสิครับ ก็เป็นส่วนดีอยู่ครับว่าพ่อแม่เคยทำก็ต้องทำ ทำมา แต่อันนี้บ่แม่น(ไม่ใช่)ครับ บ่แม่น(ไม่ใช่)ธรรมะแท้ มันเป็นสิ่งที่สมมุติ 

     

    ตัวธรรมะคือตัวเรานี่ครับ ตัวศาสนาก็คือตัวคนนี่บัดนี้ ตัวคนนี้ทุกคนเป็นศาสนาทั้งหมด พุทธศาสนาคือตัวสติตัวปัญญาตัวสมาธิหรือตัวเรา ตัวเข้ามารู้ตัวสัมมาตัวนี้แหละ เข้ามารู้นี่แหละครับ ตัวรู้ตัวเฮา(เรา)นี่แหละเป็นพุทธะ ปัญญาพุทธะ อันนี้ครับเลยเข้าใจอย่างนี้ พุทธศาสนาคือทุกคน ผู้หญิงก็เป็นพุทธศาสนาได้หมด 

     

    บาปบุญ บาปก็คือโง่แล้ว คือบ่(ไม่)รู้จักตัวเองนั่นแล้ว เราเกิดมาบ่(ไม่)รู้จักตัวเองสักเทื่อ(ครั้ง)นี่บาป บุญนี้ บุญคือรู้จักตัวเองนี่แหละ รู้จักแล้วบ่(ไม่)เก้อเขิน บ่(ไม่)สงสัย ใครจะว่าอย่างใดก็ตามช่าง เรื่องของคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราเรื่องศึกษาตัวเรื่องรู้ที่ตัวเรานี่ ผมเข้าใจอย่างซี้(นี้) ก็เลยจบครับ นี่ภาคต้นนะครับ ภาคต้นต้องรู้นี้ไป จบอันนี้ครับตอนเช้า 

     

    ตอนเย็นมา เกิดความรู้ชนิดหนึ่ง มันไปนึกไปถึงอันใดบ่ฮู้(ไม่รู้)จักครับ รู้ รู้ไปนอกโลกก็มีว่า รู้แล้วเรื่องผีเรื่องเทวดานี่ แล้วความคิดอันนั้นมันซ้อนขึ้นมาอีกตึมหนึ่ง(เพิ่มอีก)ครับ ความคิดนั้นก็ไปรู้ความคิดอันนั้นขึ้นมาอีกตึมหนึ่ง(เพิ่มอีก) ก็เลยภูมิใจในความคิดอันนั้นขึ้นมา รู้..บ่มีหยังจะเว้า(ไม่มีอะไรจะพูด)ครับ ตั้งแต่เช้าจนตกเย็นครับ มันรู้อันใดบ่(ไม่)รู้จักครับ รู้แล้วลืมอันนั้นครับ รู้แล้วลืม คัน(หาก)จะเก็บไว้ต้องบันทึกครับ บ่แม่น(ไม่ใช่)อันนี้ครับ 

     

    อันนั้นสัญญาบ่แม่น(ไม่ใช่)สัญญาอันนี้นะครับ สัญญาคนละอันครับ ความรู้ก็ความรู้คนละอันครับบัดนี้ อันว่ารู้รูปนามนี้ คล้ายๆ คือมันเป็นบาดเป็นแผล มีดพร้าถูกเฮา(เรา)นี่มันเป็นแผลครับ เป็นแผลที่มันรู้แล้วมันจะเป็นแผลอีหยัง(อะไร) มันเป็นแผลครับ อันที่มันรู้ว่าออกไปนอกตัวนั่นบ่(ไม่)มีแผล รู้ก็ยังว่าจริงบ่(ไม่)ได้ครับ ลืมหมด

     

    จึงว่าอันนี้เป็นความรู้ของ คันจิ(หากจะ)ว่าตามตัวหนังสือ เป็นความรู้ของอวิชชา อะแปลว่าไม่ วิชาแปลว่ารู้ มันเข้าไปอยู่ในความรู้อันนี้ บ่แม่น(ไม่ใช่)ความรู้ปัญญานะครับ บ่(ไม่)ใช่ความรู้วิชชา อันนี้รู้แล้วมันลืมนี่ครับ 

     

    อันว่าที่รู้รูปนามนี่ บ่ลืมจักเทื่อ(ไม่ลืมสักครั้ง) รู้เป็นตอนๆ ครับ ผมไปย่างเดินจงกรม ทางเดินจงกรมครับทางนี้เป็นต้นพุทราบ้านผมเอิ้นต้นพ้อครับ ย่าง(เดิน)กลับไปกลับมากลับไปกลับมา เกิดความคิดขึ้นมา ถ้ามันคิดมากเลยบ่ฮู้จักหยัง(ไม่รู้จักอะไร) คล้ายๆ คือมีคนมาซุกข้างผลักข้างหรือดันข้าง ว่าอย่างจังได๋(อย่างไร)มันมาจังได๋(อย่างไร) ผมศอกหาคนบ่(ไม่)เห็น เอ๊ะมันเป็นไรน้อ 

     

    ผมก็ย่างกลับไปกลับมา คิดขึ้นมาครั้งที่สอง โอ้..มันคิดอันนี้ ผมขนลุกว่ามันคิดบัดนี้ คิดคือรูปนามนี่ ผมรู้เลยครับ โอ้..มันคิดแท้ๆ อันนี้ เราทำอย่างไงกับนาม 

     

    เปรียบเทียบครับ บ้านเฮามีหนูจะไปไล่หนูออกอย่างไร เอาแมวมาเลี้ยงไว้บัดนี้ แมวมันร้องว่าแม..อยู่ในบ้านเลยครับ อันความคิดนี้คือกัน พอดีเฮา(เรา)ตั้งใจเบิ่ง(ดู)นี่ บ่ฮู้(ไม่รู้)จักความคิด มันก็คิดขึ้นมาเลยคัน(หาก)ว่าตั้งใจมัน อย่าไปเบิ่ง(ดู)มัน อย่าไปเอาจริงๆ รบกวนมัน ปล่อยให้ออกไป เดินไปเดินมา คิดขึ้นมาที..เห็น..ตัดทิ้งไปเลย อย่าไปสนใจมัน นี่ก็ความรู้สึกอันนี้ 

     

    โอ้..สัญญานี้รู้จักคิด มันคิด มันจะคิดเรื่องใดก็ให้มันคิดมาเลย พอดีจับปุ๊บทิ้งไป จับปุ๊บทิ้งไป คล้ายๆ คือแมวกินหนู จะหน้าตาอย่างไรก็ตามออกมากัดทิ้งหมด มันบ่(ไม่)กินก็ตามช่าง กัดทิ้งหมด กัดก็ว่าอย่างใดบ้านเฮา(เรา)ว่าไง กัดสิ กัดให้มันตาย กัดให้มันตายให้หมด พอดีแมวออกมามันบ่(ไม่)กินมันอิ่มแล้ว กัดทิ้งหมดอยู่นั่นแหละ มันออกมากัดทิ้งหมด

     

    อันความคิดนี่คือ(เหมือน)กัน พอดีมันคิด..ทิ้งโลด(เลย) คิดมา..ทิ้งเลย มันคิดออกมา คิด บัดนี้มันรู้ทันเข้าๆๆ คล้ายๆ คือเฮา(เรา)ตักน้ำหรือฝนตกก็ช่าง หาโอ่งหรือไหหรือมีกะละมังหรืออะไรก็ได้เรื่องสมมุติครับ ไปรับน้ำเข้าไว้ คันโอ่งดีๆ ขันดีตกทีเดียวก็อยู่ คันโอ่งบ่ดีขันบ่ดีมันตกทีเดียวก็บ่เต็ม มันเป็นอย่างนั้น 

     

    นี่มันคิดมา..รู้ คิดมา..รู้ พอรู้ถึงที่มันแล้วก็รู้จักวัตถุ วัตถุนี่เป็นชื่อของสิ่งนั้นเด้(นะ)ครับ ปรมัตถ์ล่ะ ปรมัตถ์นี่ก็เป็นชื่อของสิ่งนั้น อาการล่ะ อาการก็เป็นชื่อของสิ่งนั้น สิ่งเดียวนี่แหละแต่ว่าหากมันมีหลายครับ 

     

    วัตถุนี่ ก็เปรียบต้นไม้ภูเขาห้วยหนองคลองบึง นี่ก็เป็นวัตถุเพราะตาเห็นนี่ครับ มันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ในโลกนี้เป็นวัตถุทั้งหมดครับ ปรมัตถ์นี่หมายถึง สิ่งที่มันมารู้มาเห็นนี่เป็นปรมัตถ์ทั้งหมด อาการ มันเป็นสภาพเปลี่ยนแปลงของมันอยู่ 

     

    บัดนี้มาเปรียบเท่าตัวเฮา(เรา) ตัวเฮา(เรา)นี่รูปนามแข้งขาหน้าตามือเท้านี่ก็เป็นวัตถุ มือนี่ครับเขาเอิ้นวัตถุ สิ่งที่มันมีอยู่วัตถุทั้งนั้น บัดนี้ปรมัตถ์นี่มันมีจริงนี้ จับถูกนี่คือปรมัตถ์ อาการนี่บัดนี้ เปลี่ยนแปลงได้ครับ 

     

    วัตถุอีกอันหนึ่งก็คือใจครับ ใจก็เป็นวัตถุ ใจก็เป็นปรมัตถ์ ใจก็เป็นอาการ เมื่อมันเห็นอย่างนี้ก็ โทสะ โมหะ โลภะ เกิดขึ้นมารู้ที่ตัวเฮา(เรา) เมื่อเฮาฮู้ตัวเฮา(เรารู้ตัวเรา)นี่แล้ว โทสะโมหะโลภะ นี่มันหมด ผมเข้าใจอย่างนั้น 

     

    เมื่อโทสะโมหะโลหะ หมดตัวไปแล้ว ก็รู้จัก เวทนาเสวยอารมณ์อันนี้ สัญญา สังขาร วิญญาณเสวยอารมณ์อันนี้ เป็นรูป ๔ อันนี้ รูป ๔ อันนี้จึงว่าเทวดานี้บ่(ไม่)มีรูปบ่(ไม่)มีตนบ่(ไม่)มีตัวบ่(ไม่)มีแข้งบ่(ไม่)มีขา ผมรู้จักอย่างซี้ ใครจะว่าอย่างไส(ไร)ก็ตามช่าง ไม่เชื่อเลยครับ 

     

    ของจริงมันมีอยู่นี่ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รูปอันนี้เป็นรูปคิดขึ้นมา รูปเวทนา รูปสัญญา รูปสังขาร รูปวิญญาณ อันนี้ แต่ว่าเป็นนามรูปอันนี้ เป็นนามว่าเป็นรูปคิดอันนี้ขึ้นมา จึงว่าเทวดามีจังซี้(อย่างนี้) โอ้..ก็เลยรู้จัก 

     

    เมื่อรู้จักอันนี้ตัวผมนี่น้ำหนักจาก ๑oo กิโล อย่างน้อย ๖o กิโลมันเบาขึ้นมา แต่ในขณะผมรู้นั้นเบาขึ้นมา ๘o กิโล โอ้..กูนี่เป็นพระได้แล้ว ผมยาวเด้(นะ)นุ่งกางเกง ผมถอนออกมาแล้วผมเป็นพระ โอ้..มันเป็นจังซี่เด้(อย่างนี่นะ) เข้าใจว่าตัวเองเป็นพระได้ 

     

    พระอันเฮา(เรา)นั่งอยู่นี่เป็นสมมุติ มันเป็นสมมุติอันนี้ ตัวอันนั้นแหละเป็นพระ เป็นปรมัตถ์ครับ นี่เป็นอย่างซั่น(นั้น) เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) เข้าใจแท้ๆ(จริงๆ) ครับ 

     

    อันนี้เลยเกิดขึ้นมา เป็นพักๆๆ ขึ้นมา เมื่อรู้สิ่งนี้แล้วก็รู้ กิเลส ตัณหา อุปทาน กรรม ขึ้นมาอีกตึมหนึ่ง(เพิ่มอีก) รู้อันนี้แล้วก็เลยนอนครับ ผมก็เลยนอนเพราะว่ารู้เอาอันนี้ รู้มันสรุปไปในตัวมันครับ ก็เลยเกิดความรู้ โอ้..มันเป็นจังซี่เด้(อย่างนี้นะ) 

     

    คล้ายๆ คือผมเข้าทางนี่บัดนี้ครับ เดินทางไปในป่าเสียก่อน พอดีผมรู้จักรูปนามนี้ก็พอได้มีทาง เป็นป่ารกรุงรังไปจึงว่ามีนู้นเด้(นะ) พอดีมารู้อันนี้แล้วคล้ายๆ คือมีทางเดินเป็นคอง(ร่อง)ไปครับ โอ้..มันเป็นคอง(ร่อง)ไปอย่างซี้เด้(นี้นะ) บ้านผมมีป่าครับแนวตามป่าไป คัน(หาก)ว่าคอง(ร่อง)คนไปโลด(เลย) ตัดต้นไม้ไปเป็นแถวไปเลย 

     

    โอ้..คล้ายๆ คือว่า คือตัวเองว่าทางไปหาพระพุทธเจ้า มีทางไปหาพระพุทธเจ้าก็ว่าได้ครับ เดินไปก็ โอ้มันเป็นจังซี่เด้(อย่างนี้นะ) รู้จักเส้นทางมันที่ตรงนี้ครับ ก็เลยมีความสำนึกขึ้นมา อ้อความเป็นพระมันเป็นจังซี่(อย่างนี้) พระก็เป็นจังซี่(อย่างนี้) 

     

    ก็เลยรู้จัก โอ้..พระอริยะบุคคล ขั้นต่ำพระโสดาบัน ผลของมันคือความรู้อันนี้ รู้สัมมาทิฏฐิอันนี้ขึ้นมา จึงว่ามันบอกกันบ่(ไม่)เป็น เพราะมันเป็นเพียงสมมุติครับ คำว่าสัมมาทิฏฐินี่ เจ้าของ(ตัวเอง)เข้าไปแนบแน่นกับสิ่งเหล่านี้ครับ บ่(ไม่)หลงบ่(ไม่)ลืมครับ 

     

    ตั้งแต่ปี พ.ศ ๒๕oo อายุ ๔๖ ปีครับ บ่(ไม่)หลงบ่(ไม่)ลืมเลยครับอันนี้ เป็นมาแล้วก็โอ้บ่(ไม่)หลงบ่(ไม่)ลืมจักเทื่อ(สักครั้ง) นึกขึ้นมาเที่ยวใดก็บ่(ไม่)หลงบ่(ไม่)ลืมครับ บ่(ไม่)หลงบ่(ไม่)ลืม ใครจะว่าอย่างไรก็ตามช่างเรื่องของผู้อื่นครับ เรื่องของเจ้าของ(ตัวเอง)กับเรื่องของผู้อื่นมันเป็นคนละเรื่องกัน แม้ผู้อื่นจะว่าหยัง(อะไร) เจ้าของ(ตัวเอง)ก็นึกขึ้นมาได้บ่(ไม่)ลืมมัน มันเป็นอารมณ์  

     

    ผมเลยเปรียบเลยบัดนี้ ตัวเองเปรียบครับ ผมเคยไปเรียนลาวครับ เรียนลาวขเจ้า(พวกเขา)ก้าวข้ามแม่น้ำ ขเจ้า(พวกเขา)ก็เอาไม้ไผ่ตัดเอาปลายแล้วก็มัด นี่คือแพครับ แต่ที่นี่จิบ่(จะไม่)เคยเห็นแพนี่ครับ จึงว่าทางกรุงเทพฯ นี้บ่(ไม่)ค่อยมีแพ มัดปลายนู้นแล้วก็เดินไปแล้วก็เอาไม้ท้าว ย่าง(เดิน)กันไปกันตามคอง(ร่อง)อย่างซี้(นี้)แหละครับ ย่าง(เดิน)กันไปอย่างนี้บ่(ไม่)ตกไป 

     

    อารมณ์นี่คือ(เหมือน)กันครับ ถ้าบ่(ไม่)มีอารมณ์นี่ เจ้าของบ่(ตัวเองไม่)มีพื้นฐาน อันคราวที่มันจับนี้ก็แสดงว่าเจ้าของบ่(ตัวเองไม่)ตกน้ำ จึงว่า ให้มาแนบแน่นกับอารมณ์อันนี้ครับ เป็นอย่างซั่น(นั้น) ก็เลยนอน 

     

    นอนตื่นมื้อเช้ามา ก็บ่แม่นมื้อเช้า(ไม่ใช่ตอนเช้า)ครับ นอนตื่นมาประมาณตี ๓ หรือตี ๓ กว่านี้แหละครับ ผมลุกมาล้างหน้าแปรงฟันแล้วก็ออกไปเดิน เดินแล้วก็เห็นตะขาบตัวหนึ่งครับ ผมตั้งเทียนไว้ข้างๆ ข้างหนึ่งใต้เทียนไขเห็นตัวตะขาบมันยาว ไปจับมันมันกัดคนตายครับตัวตะขาบ ตัวตะขาบบ้านผมเอิ้น(เรียก)ตัวเข็บ ตัวเข็บมันกัดผมดังจ้วบผมก็รู้เพราะมันกัดนี่ บ่(ไม่)เห็นผมก็เอาเทียนไขไปตามเดิน เดินกลับไปกลับมา เลยรู้ศีลนี้ขึ้นมาแล้วครับ 

     

    ศีลนี้ ผมเคยรักษามาตั้งแต่เมื่อเป็นหนุ่มอายุในเกณฑ์สิบกว่าปีครับ เพราะผมเป็นส่วนบ้านผมเป็นส่วนก็เลยบางครั้งบางคราวก็ไปสมาทานกับคนเฒ่าคนแก่ บ้านผมนี่ ๘ ค่ำ หรือ ๑๕ ค่ำ ขเจ้า(พวกเขา)ไปสมาทานที่อุโบสถศีล ผมก็ไป บางทีก็บ่(ไม่)ได้ไป คั่นถ้าบ่(หากถ้าไม่)ได้ไปพ่อแม่ครูบาอาจารย์คนเฒ่าคนแก่นี่ว่าให้ไปสมาทานเอากับพระก็ได้ หรือสมาทานเอาผู้เดียวก็ได้ ก็จำไว้เขาเอิ้น(บอก) สมาทานเอาผู้เดียวก็ได้ บ่แม่น(ไม่ใช่)ศีลอันนี้ครับ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑o ศีล ๒๒๗ นี่บ่แม่น(ไม่ใช่)อันนั้น 

     

    ศีล จึงแปลว่า ปกติซือๆ(เฉยๆ) ปกติซือๆ(เฉยๆ)นี่นะ ศีลนี่คือซือๆ(เฉยๆ) ว่านั้นก็ได้ครับ คืออยู่ซือๆ(เฉยๆ)นี่นะ คำว่าซือๆ(เฉยๆ) นี่คือศีลแล้ว เฮาบ่(เราไม่)รู้ซือๆ(เฉยๆ)ก็คือบ่ฮู้(ไม่รู้) ผมเลยเข้าใจอย่างนั้น 

     

    ศีลแปลว่าปกติ ศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ เพราะกิเลสอย่างหยาบ โทสะ โมหะ โลภะ กิเลส ตัณหา อุปทาน นี้มันลดน้อยลงไป มันบ่(ไม่)ลืม ผมเลยโอ้เนาะ เมื่อกิเลสเรามันแน่นหนาอยู่ตามเดิม ศีลบ่(ไม่)เกิดขึ้นบ่(ไม่)ปรากฏ 

     

    สัญญาอันนั้นมันเกิดขึ้นแท้ๆ เพราะมันแนบแน่นอยู่สัญญาอันนั้น คล้ายๆ คือมันติดแน่นอยู่ พอดีมันไปเกิดศีลตัวนี้ มันเบาขึ้นมา โอ้..ศีลตัวนี้เด้(นะ) ก็เลยรู้จักศีล ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ ผมรู้จักจังซี่(อย่างนี้)ครับ ขันธ์ก็คือตัวเฮา(เรา)นี่ 

     

    จึงว่า ขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ ขันธ์ก็ว่า ขันธ์คือ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ อันนี้ครับ ขันธ์เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่า เป็นว่าหมวดเป็นว่าหมู่ หมวดตาหมวดหูหมวดดั้ง(จมูก)หมวดปากหมวดใดก็ตามช่าง เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) เป็นพรรคเป็นพวก เป็นหมวดเป็นหมู่ ตำราเพิ่น(ท่าน)ว่าแต่ผมไม่ได้ว่า 

    ขันธ์แปลว่าที่อยู่ ขันธ์แปลว่าขันดี ถ้าขันดีเอาไปตักน้ำได้กิน ฝนตกใส่ได้ ว่าซั่น(นั่น) คัน(หาก)ว่าขันแตกเอาไปตักน้ำมันบ่(ไม่)ได้กินฝนตกมันรั่วเลยครับ ผมเข้าใจเปรียบอย่างซั่น(นั้น) บัดนี้ ขันธ์มันดีที่มันรองรับได้หมด สิ่งที่ชั่วมันก็รับ สิ่งที่ดีมันก็รับ จึงว่า ผู้อยู่เคียงเราก็เป็นครูสอนเราได้ ผู้อยู่ให้กำลังก็เป็นครูเด้(นะ) ผู้ออกก่อนหน้าก็เป็นครูเด้(นะ) ถ้าเราศึกษาเป็นธรรมะนี้ ผมเข้าใจอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ก็โอ้..ขันธ์นี้เป็นสิ่งที่รองรับ สิ่งที่ของชั่วบ่(ไม่)ให้มันแสดง แต่สิ่งที่ของดีเฮ็ด(ทำ)ไว้ โอ้ขันธ์ดี อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา 

     

    สิกขาแปลว่าตำให้แหลกทุบให้ป่นออกไปซือๆ(เฉยๆ) นี่ล่ะครับ ความคิดเจ้าของ(ตัวเอง)อย่างซั่น(นั้น) เพราะเป็นศีลอย่างนั้นครูบาอาจารย์ท่านก็เลย ถลุงนี่ก็หมายถึงว่า เอาไปเข้าโรงงาน เอาข้าวเฮา(เรา)นี่เอาไปเข้าโรงงาน โรงงานมันปั่นเข้ามันถลุงมันพัดมันดี ข้าวเปียกมันออกมาก็เป็นข้าวที่หนึ่งก็มี. 

     

    …………………………….

     

    หลวงพ่อเป็นคนที่ไม่จำ จำแล้วก็ลืม หลงๆ ลืมๆ ไป ธันวาคม ๒๕๒๙ ตรงกับวันขึ้น ๗ ค่ำ เดือนเจียง(เดือนแรก)บ้านหลวงพ่อเรียกว่าเดือนเจียง ทางนี้ว่าเดือนนี้เดือน ๒ หึ..เดือนอ้ายสิ คำพูดมันไม่เหมือนกัน วันนี้ก็จะพูดเป็นหัวข้อสั้นๆ ครับ เคยมีคนเขียนหนังสือมาถาม แล้วเขาก็พูดในท้ายเทป เดี๋ยวนี้เอาเทปอันนั้นมากลัวมันจะลบของเขา 

     

    เขาถามมาว่า หัวข้อนิพพาน 

    ข้อ ๑ นิพพานคืออะไร 

    ข้อ ๒ ปฏิบัติอย่างไร ให้ถึงซึ่งกระแสพระนิพพาน คำว่าพระนิพพานหลวงพ่อต่อเอา เขาว่ากระแสเท่านั้นเอง 

    ข้อ ๓ เครื่องนับว่าได้ต้นทางแล้ว มีเหตุอย่างไรบ้าง มีอะไรเขาหมายถึงอย่างนั้น

    ข้อ ๔ ปฏิบัติต่อไปอย่างไรจึงจะลัดสั้น คือได้กระแสพระนิพพานแล้วปฏิบัติต่อไปอย่างไรจึงจะลัดสั้น ความหมายของเขาว่า สำหรับผู้ได้ต้นทางแล้ว 

    ข้อ ๕ ที่สุดของการเดินทางมีอะไรเป็นเครื่องหมายว่า ไม่ต้องไปและไม่ต้องมาอีกแล้ว 

     

    ฟังกันน้อยๆ พูดน้อยๆ นะครับ จะให้ท่านอาจารย์ธนิวัฒน์กับอาจารย์โกวิทพูด เรื่องนี้เป็นอย่างไรคือสัญญาอันนี้มันเลอะเลือนไป แต่สัญญาเรื่องจะพูดที่ตัวเองก็ประสบการณ์นั้นไม่เลอะเลือนเลย มันต้องสว่างอยู่เสมอ อย่างนี้เรียกว่าญาณปัญญา ก็ว่าตรงๆ นะว่าญาณปัญญา เรื่องสมมุติ จึงว่าพูดของจริงสู่กันฟัง 

     

    คือเรื่องนิพพานนี่ คนส่วนมากเข้าใจว่าตายแล้วจึงเอาสวรรค์เอานิพพาน ตัวเองก็เข้าใจอย่างนั้น ทีแรกไม่เข้าใจ เมื่ออายุ ๔๖ ปีมานี่ไม่ฟังเสียงเลย ฉะนั้นว่าพูดอย่างไรไม่รู้เรื่องเลย คนตายแล้วเอาความสุขอยู่ที่ไหนเอานิพพานมาให้กันฟังได้ แสดงว่านิพพานนี้มันต้องเอามาเว้า(พูด)ให้คนเป็นๆ ที่มีลมหายใจอยู่นี่แหละ ได้รับความสุขประเภทนั้น และให้คนที่มีชีวิตจิตใจนี่แหละ ศึกษาแล้วเอาไปใช้กับชีวิตประจำวัน 

     

    จึงว่า นิพพาน คือความหายพยศ คือความพยศหายไปหรือหายจากพยศ คือมานะทิฐิหายไปในตัวคน พูดอีกอย่างหนึ่งคือว่า ความยึดมั่นถือมั่นหายไปจะหายไปเอง ตัวคนจริงมันไม่ได้มี แต่เราก็มาพูดว่ามันหายไปมันหนีไปที่ไหนไม่รู้ คือโทสะโมหะโลภะ มันหายไป คือความทุกข์กาม กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ หายไปมัน 

     

    จางไปเองเหมือนกับน้ำสีย้อมผ้า ทีแรกผ้าเราเป็นผ้าขาวที่สะอาด บัดนี้มีสีเต็มกระป๋องและมีคุณภาพ 100% เอาไปย้อมผ้าขาว ถ้าเป็นสีดำผ้าจะดำทั้งหมดเลย เพราะสีมันกินเนื้อผ้าทั้งหมดเลย 

     

    เมื่อเรารู้ มีสัญญาแล้ว เรียกว่า สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้เมื่อมีสัญญา แต่ไม่ใช่สัญญาว่า กไก่ ขไข่ อย่างที่หลวงพ่อเคยพูดกับอาจารย์โกวิทเคยพูดว่าสัญญาอันนี้ไม่เกี่ยวข้อง อันนี้เป็นสัญญาของโลก เป็นสัญญาของคนทั่วไป เป็นสัญญาของสัตว์ ไม่ใช่สัญญาของมนุษย์ ไม่ใช่เป็นสัญญาของพระอริยเจ้า สัญญาอันนั้น 

     

    คำว่าสัญญานี้หมายถึง คิดอะไร ให้รู้สึก รู้สึก ความรู้สึกนี่เรียกว่าสัญญาหมายรู้กันได้ สัญญาอันนั้นมีมากขึ้นๆ พริบตา..ก็รู้ เหลือบซ้ายแลขวา..ก็รู้ หายใจ..ก็รู้ กลืนน้ำลาย..ก็รู้ รู้ว่าสัญญา รู้อันนี้ 

     

    สัญญาอันนี้ไม่ใช่สัญญาอันนั้น สัญญาอันนั้นไม่ต้องเรียน ตัวศึกษาธรรมะกับธรรมชาติ ไม่ใช่ไปศึกษากับต้นไม้ภูเขาอันนั้น อันนั้นก็ดี เพราะหลวงพ่อเข้าใจจะพูดความจริงให้ลัดสั้นที่สุด 

     

    เมื่อสัญญาอันนี้มีมากขึ้นๆ ญาณแปลว่าเข้าไปรู้ เข้าไปรู้ในเทปเขาพูดว่าเข้านิพพานออกนิพพาน อันนั้นเป็นคำพูด เข้าไปรู้ความคิดเราคิดนี่แหละ รู้..เข้าไปรู้อันนี้นี่แหละที่มันเคลื่อนมันไหวนี้ สัญญาจึงว่า..เข้าไปรู้ เมื่อมีตัวนี้เข้าไปรู้มากขึ้นๆๆ ปัญญาแปลว่ารอบรู้ 

     

    ปัญญานี้จะรอบรู้ทุกทาง ทุกที่ทุกทางเลย เพราะว่าสัญญามีแล้ว ญาณมีแล้ว ปัญญามีแล้ว ก็เลยเรียกว่าฝึกหัดดัดนิสัย ฝึกหัดจิตใจ ให้มีจิตใจสะอาด สว่าง ไม่ต้องไปฝึกมันเลยจิตใจ เพราะมันสะอาดสว่างอยู่แล้ว สิ่งที่มารบกวนนั่นแหละ เราต้องหาเครื่องกั้น 

     

    เมื่อเรามีเครื่องกั้นแล้วว่า ญาณปัญญาเกิดขึ้น เรียกว่าวิปัสสนาญาณ ตัวญาณอันนี้เข้ามาสกัดกั้นไม่ให้สิ่งนั้นเข้ามาได้ ว่าของเช่นนั้นมันไม่มี ในขณะเราไม่มีสัญญานั่นแหละมันเข้ามาเล่นงานเรา อันตัวโทสะ โมหะ โลภะ ตัวคนทุกข์อยู่นั่นเพราะเราไม่มีสัญญาอันนี้ อันนี้จึงนิพพาน 

     

    จึงว่า นิพพานนี้จึงว่า เป็นความเย็นอกเย็นใจ หายจากพยศ หายจากความยึดมั่นถือมั่น อันนั้นหายจากเราไป หลวงพ่อจึงว่าหายไป อันนี้หนีไปเองเพราะมันไม่มีอยู่แล้ว เพราะเรารู้สึกตัวนี่ เพราะมีสัญญามันรู้อยู่ตลอดเวลา รู้..ก็เข้าไปรู้อันนี้นี่เอง ไม่ใช่มันเฉพาะมันคือนกคือหนูอันนั้นญาณของคนที่ว่าแล้ว

     

    หลวงพ่อต้องกล้าพูดอย่างนี้ ยังรับรองอีกเสียด้วยว่าทุกคนมีอย่างนี้ จึงจะสามารถเอามาสอนคนให้คนได้รู้ ทำหน้าที่พระพุทธเจ้าสอนอยู่นี่แหละ มันมีอยู่ในคนทุกคนไม่ยกเว้น ผู้หญิงก็มีอย่างซั่น(นั้น) ที่ผู้ชายก็มีอย่างซั่น(นั้น) พระสงฆ์องค์เจ้าก็มีอย่างซั่น(นั้น) ถือศาสนาใดก็ต้องมีอย่างซั่น(นั้น) 

     

    จึงว่า สัญญา ความหมายรู้จำหมายได้ ไม่หลงไม่ลืมเลย มันเกิดมาจากมันสมอง เพราะญาณเกิดขึ้น ปัญญาเกิดรอบรู้ ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรที่ไหน เพราะว่ามันเป็นอย่างนั้น มันเป็นกฎของธรรมชาติเป็นอย่างนั้น จึงว่านิพพานมันต้องเป็นอย่างนั้น 

     

    อย่างที่พวกเรานั่งอยู่นี่ ถามตอบมาดูซิเป็นอย่างไรจิตใจ เฉยๆ บ้างไหม เฉยๆ นี่รู้ว่าอันนั้น รู้ว่าลักษณะนิพพานด้วย สอนให้ทุกคนรู้อันนี้ ให้มีสัญญาไปรู้ เราไม่มีสัญญารู้อันนี้แหละ เราก็ลืมไป มีคนมาว่าพูดก็ลืมไปเลย มันไปเป็นสัญญาตัวนั้น เป็นสัญญาจะไปดูหน้าดูตาดูแข้งดูขา มันเป็นอุปทานยึดถือไปเลย โกรธกันขึ้นมาเลย 

     

    พระพุทธเจ้าสอนให้มีสัญญาตัวนี้ ให้มันมีเครื่องหมายอยู่ที่นี่ จึงว่า นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย อันมีรูปคนอาตมาเคยมี จะไปเห็นแสงสีเทวดาอันนั้นเป็นรูปของคนคิดอย่างซั่น(นั้น) มีรูปอันนั้นมีมาก่อนพระพุทธเจ้า ท่านว่าอย่างนั้น อันนั้นมันเรื่องของสมถกรรมฐาน เหมือนกับคนอยู่ในถ้ำนี่แหละ ถึงจะปิดไฟก็ตามพอดีไฟมาปุ๊บมันก็รู้ทิศทางเลย ก็เป็นอย่างนั้น อันนั้นสมถกรรมฐาน อันนี้เรื่องนิพพานนะ ควรที่จะเข้าใจ 

     

    บัดนี้ข้อที่ ๒ ปฏิบัติอย่างไรให้ถึงซึ่งกระแสพระนิพพาน : ก็ปฏิบัติ พลิกมือขึ้นก็..รู้สึกตัว คว่ำมือลงก็..รู้ พริบตาก็..รู้ เหลือบซ้ายแลขวาก็..รู้ ก้มเงยก็..รู้ เอียงซ้ายเอียงขวาก็..รู้ กลืนน้ำลายก็ยัง..รู้ หายใจเข้าหายใจออกก็..รู้ จิตใจมันนึกคิดก็..รู้ ถ้าจิตใจมันนึกคิดก็ต้องรู้ทันที นี่แหละได้กระแส 

     

    เหมือนกับคนตกน้ำ ตกน้ำทีแรกมันตุ๋มไปบ้านหลวงพ่อเรียกตกน้ำ จมไปกับขี้ดินนู้นเลย พอดีจมไปที่ขี้ดินตีนดันขึ้นมันโผล่ขึ้นมาแล้ว มองไป โอ้..ก็ช่างลมแล้ว ลอยไปเลย นี่แหละได้กระแสพระนิพพาน จึงว่า รู้จักความคิดนี่เอง ความคิดนี้มันทำให้เรามีทุกข์ อันเราโกรธเราหลงนั้นเพราะเราไม่มีสัญญาตัวนี้ นี่ได้กระแสจึงว่าทำสัญญาตัวนี้ให้มากขึ้นๆๆ ท่านสอนอย่างนี้ 

     

    พระพุทธเจ้าจึงว่า สัญญา สังขาร วิญญาน เวทนา เวทนาก็เสวยอายุ จึงว่ามี ๔ ข้อ อันนี้เป็นรูปไม่ต้องพูดเลยบัดนี้ พูดลัดสั้น จึงว่าปฏิบัติอย่างนี้จึงจะได้กระแสพระนิพพาน กระแสพระนิพพาน คือเรารู้ต้นทางนั่นเอง คือเรารู้ความคิด มีสัญญาไปรู้มัน เราไม่หลงไม่ลืม อันนี้เป็นการปฏิบัติให้ได้กระแสบัดนี้ 

     

    ข้อที่ ๓ เครื่องวัดว่าได้ต้นทางแล้วมีอยู่อย่างไร อะไรบ้าง : ก็โทสะ โมหะ โลภะ มันจืดจางเสียแล้วก็ต้องรู้ซิ แต่เครื่องหมายอันนั้นคนอื่นมองไม่เห็น นี่เป็นอย่างนั้น รู้รูปนามไม่ทุกข์ สัญญาไม่ทุกข์ สังขารไม่ทุกข์ วิญญาณไม่ทุกข์ เพราะโทสะโมหะโลภะถูกทำลายไปแล้ว แปลว่าทำลายอันนั้นคือมีเครื่องสกัดกั้นไปแล้ว อันนี้ทางไปหาพระนิพพาน 

     

    แล้วกิเลส ตัณหา อุปทาน ก็จางคลายไปแล้ว เหมือนกับน้ำสีน้ำย้อมเอาไปย้อมผ้าขาวมันไม่ติด เพราะคุณภาพมันไม่มีแล้ว แต่ปริมาณมันเต็มกระป๋องเหมือนเดิมแต่คุณภาพมันเสื่อมแล้ว จึงศีลปรากฎขึ้นมา ศีลจึงปรากฏ เมื่อกิเลสอย่างหยาบศีลทำลายไปแล้ว 

     

    จึงว่าศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างหยาบก็คือ โทสะ โมหะ โลภะ กิเลสตัณหา อุปทาน กรรมนี่เอง กิเลสเหล่านี้จางคลายหรือแห้งไป ศีลก็ปรากฏ ศีลจึงเป็นปกติ นี่จึงว่าได้กระแสพระนิพพานแล้ว เดินทางอย่างนี้ ท่านว่าอย่างนี้ 

     

    บัดนี้ข้อ ๔ ปฏิบัติอย่างไรจึงจะลัดสั้น : ก็มันไม่ต้องไปทำงานอะไร ไม่ต้องไปศึกษาเล่าเรียนอะไรที่ไหน ดูจิตดูใจนี่เอง เพราะจิตใจมันไม่มีตนไม่มีตัว 

     

    ทำงานก็..ดูใจ กินข้าวก็..ดูใจ เข้าห้องน้ำห้องส้วมก็..ดูใจ นี่งานตรงนี้ก็..ดูใจ เป็นข้าราชการเขียนหนังสือทำงานในโต๊ะก็..ดูใจ บัดนี้พวกเราเป็นคนที่หรือเป็นเขาก็..ดูใจ พวกที่เรียนหนังสือก็..ดูใจ มันนึกมันคิด ปฏิบัติให้ลัดสั้นที่สุด มันคิดปุ๊บ เราต้องเห็น ต้องรู้ เข้าใจ ความคิดนั้นจะสลายไปเลย 

     

    จึงว่า 

    ทุกข์ : ต้องกำหนดรู้ มากำหนดตัวรู้ตัวนี้มันเป็นทุกข์ มันเป็นก้อนทุกข์ ทุกข์ต้องกำหนดรู้ 

    สมุทัย : ต้องละ เมื่อมารู้ปุ๊บ พอรู้แล้วมันวางเองเลย 

    มรรค : ต้องเจริญ ทำบ่อยๆ อย่างขี้เกียจขี้คร้าน 

    นิโรธ : ทำให้แจ้ง ก็เลยรู้แจ้งขึ้นๆๆ เราก็รู้สะอาดขึ้นๆ เป็นอย่างนั้น 

     

    เป็นเครื่องหมายอันนี้ สำหรับผู้ได้ต้นทางแล้วต้องปฏิบัติอย่างนี้ให้มันลัดสั้น เพราะมันลัดสั้นที่สุดนี่ไปอย่างนั้น 

     

    บัดนี้ข้อ ๕ ที่สุดของการเดินทางมีอะไรเป็นเครื่องหมาย ว่าไม่ต้องไปและไม่ต้องมาอีกแล้ว ให้มันขาด : หลวงพ่อเคยพูดเคยว่าให้ฟัง เอาเชือกมัดที่นี่ที่หนึ่ง มัดที่นี่ที่หนึ่ง มีดอันหนึ่งมาตัดปั๊บลงไป มันขาด เพราะมันไม่มาติดอย่างนี้ ดึงเข้าหากันบ่(ไม่)ถึง 

     

    มันขาดแล้ว จึงว่าไม่ต้องไปและไม่ต้องมา มันขาดแล้วมันจะไปที่ไหนได้ มันจะมาที่ไหน มันไม่มีเครื่องต่อกัน อันนี้แหละมันขาดเป็นเครื่องวัด มีนำ(กับ)คนทุกคนไม่ยกเว้น หลวงพ่อจึงกล้าได้ว่า ถ้าหากเราศึกษาโดยวิธีนี้แล้ว จวนจะหมดลมหายใจต้องแน่นอน ทุกคนต้องเป็นอย่างนั้น 

     

    จึงว่า ธรรมะนี่เราจะเมื่อเราเอามาใช้กับเรา ควรที่จะเอามาใช้กับเมื่อเรามีชีวิตอยู่ที่นี่เอง จึงว่ามันมีแล้ว เราไม่ต้องไปศึกษาที่นอกตัวเราไป อันศึกษาที่หลวงพ่อพูดอยู่เดี๋ยวนี้นี่ มันต้องรู้ เพราะในตัวมันมีอยู่แล้ว อันนั่งอยู่นี่มันคัน(หาก)มีคนมาพูดให้เราฟัง เราก็บ่(ไม่)โกรธแล้วบัดนี้ 

     

    เมื่อมีคนมาปุ๊บพูดว่า มึงบ่(ไม่)ดีอย่างนี้ ปู้ด..มันเข้ามาแล้ว เพราะเราไม่มีสัญญาตัวนั้น ถ้าเรามีสัญญาตัวนั้นแล้วจะลบเลือนไม่ได้เลย อันนี้แปลว่า สัญญาทำให้ญาณปัญญาเกิดขึ้น ปัญญาจึงรอบรู้ รู้อันนี้ ไม่ต้องถามใครที่ไหนแล้ว เพราะมันมีในเราแล้ว 

     

    พระพุทธเจ้าสอนแล้วว่า “สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต” แต่เมื่อไม่รู้ก็เรียนไปซอกไป ไปเรียนกับอาฬารดาบสอุทกดาบส ออกจากนั้นมาอดข้าวอดน้ำ แล้วเอาสำลีอัดจมูกอุดหูไว้ เคยได้ยินบ้างไหมหรืออย่างไร เพราะไม่รู้นั่นเอง จึงว่า “สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต” 

     

    เราเดี๋ยวนี้คือ(เหมือน)กัน แล้วก็ไปนั่งภาวนา พุทโธบ้าง สัมมาอรหังบ้าง อันนั้นก็คือ(เหมือน)กันแล้ว หลวงพ่อเคยทำมาอย่างนี้มันเป็นอย่างนั้นแล้ว อดข้าวบ่(ไม่)กินข้าว อันนั้นน่ะเบียดเบียนตนเอง แล้วก็ยังทำอยู่otว่าพระพุทธเจ้าสอนอย่างนั้น บ่แม่น(ไม่ใช่)พระพุทธเจ้า 

     

    จึงว่า คนไม่รู้จักทาง เรียกว่า ทิฐิคือความเห็น นึกว่าเฮ็ด(ทำ)อย่างซั่น(นั้น)แล้วมันจะได้ มันจะมีกิเลส กิเลสนี่คือเอาไฟมาย่างเอาคือเนื้อนั้น มันบ่แม่นอย่างซั่นเด้(ไม่ใช่อย่างนั้นนะ) มันบ่(ไม่)ดีงาม 

     

    หลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอเชียงคานเล่าให้หลวงพ่อฟัง มี ๑o๘ ลัทธิ บางคนนอนย่างไฟบางลัทธินะ บางลัทธิไม่นุ่งผ้า บางลัทธินอนเสี้ยนนอนหนาม บางลัทธิย่างตนย่างตัว เพิ่น(ท่าน)ว่าให้ฟัง ๑o๘ ลัทธิ ก็เพราะไม่รู้นั่นเอง บัดนี้ทุกคนต้องเป็นอย่างนั้น เพราะไม่รู้เด้(นะ)มันก็ต้องสอนไปตามความไม่รู้ รู้อย่างไม่รู้ 

     

    รู้อย่างผู้รู้ มีหนังสือเอาไว้ รู้อย่างผู้รู้ พระพุทธเจ้าท่านว่า “สัตว์ทั้งหลาย เราผู้ตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้จะเห็นจะเป็นจะมีอย่างเราตถาคตนี้” 

     

    แต่เราไม่ไปทำอย่างนั้น ก็ไปนั่งเจ็บแข้งเจ็บขาก็บ่ว่าหยัง(ไม่ว่าอะไร)แล้ว ทนเอา อันนั้นแหละเบียดเบียนตนเอง เลยบ่ฮู้(ไม่รู้)จักเอา เพิ่นจึงว่า “ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อความเบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนคนอื่น นั้นไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ควรศึกษา” ท่านว่าอย่างนั้น 

     

    “ธรรมเหล่าใด เป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนตนเองและไม่เบียดเบียนคนอื่น นั่นแหละเป็นธรรม นั่นแหละเป็นวินัย นั่นแหละเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ควรศึกษา ควรปฏิบัติ ให้รู้ ให้เห็น ให้เข้าใจ” ท่านว่าอย่างนั้น 

     

    จึงว่า “มืดมา สว่างไป” ปิดเข้ามืดบัดนี้ สว่างน้อบัดนี้ สว่างที่ได๋(ไหน) ก็มีไฟมีเครื่องใช้สว่าง บ่(ไม่)ต้องถามไผ(ใคร)แล้ว จึงว่า การศึกษาการเล่าเรียนการสนทนาบ่(ไม่)ต้องศึกษาได้ประโยชน์อะไร เพราะมันมี ในคนมี นี่เพิ่นว่า มืดมาสว่างไป 

     

    บัดนี้ “สว่างมา” แต่ก่อนนี้จิตใจเฮาบ่(เราไม่)ได้ถูกสกปรกนะ จิตใจเฮา(เรา)มันสะอาดอยู่แล้ว เกิดจากท้องแม่มา “มืดไป” บัดนี้เกิดมาแล้วก็ทำไปสัพเพเหระ ว่าทำแล้วก็ทำไป  อยากพูดอะไรก็พูดไปตามอารมณ์ จึงว่า “มืดไป” ตายแล้วบัดนี้ 

     

    บัดนี้ “มืดมา มืดไป” เกิดมาพ่อแม่ก็บ่(ไม่)เคยพูดธรรมะ บ่(ไม่)เคยว่าเรื่องทำบุญให้ทาน บ่(ไม่)เคยว่าอะไร ก็เลยว่า มืดมา ตายไปแล้วก็บ่(ไม่)เคยได้ทำบุญไม่เคยได้ ก็เลยว่ามืดมาก็มืดไป “มืดมา มืดไป” 

     

    “สว่างมา สว่างไป” แต่ก่อนเฮา(เรา)เกิดมา เฮาบ่(เราไม่)เคยคิดอย่างซั่น(นั้น) บัดนี้ต่อมาเฮา(เรา)ใหญ่มาแล้ว พ่อแม่เฮา(เรา)ก็สอนให้ไปเจริญให้ปัญญาเกิดขึ้น แล้วไปให้ญาณปัญญาเกิดขึ้น ให้ปัญญารอบรู้ ญาณเกิดขึ้นแล้ว ปัญญารอบรู้แล้ว บัดนี้จึงว่า “สว่างมา สว่างไป” เพราะไม่ทำสกปรก แล้วปุ๊บเดียวก็ได้ 

     

    ถ้าฟังเข้าใจแล้วทำเลย เดี๋ยวนี้มีทุกคน จิตใจมันเป็นอย่างนี้ โอ้..ลักษณะอยู่ซือๆ(เฉยๆ) นี่ก็เกิดวางเฉย อันนี้เด้อ(นะ)นิพพาน นิพพานชั่วคราว นิพพานสำรอง ให้มันได้ชั่วคราวก็ยังดี นิพพานนี้แหละเป็นลูกตุ้มถ่วงไว้ ความจริงมันไม่ตายเร็ว 

     

    คนนี้มันต้องเป็นนิพพานให้ทุกมื้อทุกวัน แต่มันต้องเข้าใจว่า นิพพานคืออะไร อยู่ที่ไหน มันมี ตัวเราเองก็มีนี่ อันนี้แหละจึงว่า “มืดมา สว่างไป” เราเป็นคนสว่างแล้วจะไปสงสัยไปเขินทำไม เพราะรู้ศึกษาตัวของเรานี่เอง 

     

    การทำบุญการให้ทานการรักษาศีลน่ะดีแล้ว ถ้าหากรู้อันนี้น่ะ ถ้าไม่รู้อันนี้ก็ชื่อว่าอันนั้นมันประโยชน์น้อยที่สุด การกระทำความสงบดีอยู่ในถ้ำนั้นก็ดีแล้ว แต่สงบและแบบนั้นเรียกว่าสงบสมถกรรมฐาน เหมือนกับเราใส่ไฟอยู่ในถ้ำ ใส่มาปุ๊บมีปุ๊บเข้ามาเลย เราจะไม่รู้จักทิศทางเลย อันนั้นสงบแบบไม่รู้ รู้อย่างไม่รู้ รู้ไม่อยากรู้ ไม่อยากรู้ความจริง ไม่อยากรู้แบบนั้น คนมันต้องไปศึกษาแบบนี้ 

     

    อันวิปัสสนากับสมถกรรมฐาน มันตรงกันข้าม สมถะก็ไปนั่งให้มันสงบให้เรียบร้อย มันไม่อยากกระดุกกระดิก มันอยากนั่งให้มันสงบมันสบาย 

     

    วิปัสสนานี้ จึงว่าท่านสอนเอาไว้ ให้มีสติ ว่าตามครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังนะ กำหนดรู้อิริยาบถทั้ง ๔ ยืนก็ให้รู้ เดินก็ให้รู้ นั่งก็ให้รู้ นอนก็ให้รู้ รู้อย่างผู้รู้ เท่านั้นยังบ่(ไม่)พอ ท่านว่า ให้มีสติกำหนดรู้ คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใดก็ให้รู้ รู้อย่างผู้รู้ 

     

    รู้อย่างผู้รู้อันนี้ ไม่ใช่ไปนั่งอยู่นั่นแหละ อันนี้รู้ไม่อยากรู้ มันสงบ สมถะกับวิปัสสนาจึงว่าตรงกันข้าม คนไปนั่งสมถกรรมฐานตัวเองนั่นแหละไม่อยาก ไม่อยากยกมือไม่อยากเฮ็ดหยังซี้(ทำอย่างนี้)ก็มันดูมันไม่งาม มันก็สงบอีกเสียด้วย อันนั้นสงบแบบต้องโมหะ สงบแบบอยู่ในถ้ำ แล้วไม่ใช่สงบด้วยปัญญาของวิปัสสนา ไม่ได้สงบด้วยญาณของวิปัสสนา ไม่ได้สงบด้วยสัญญา ไม่ได้สงบด้วยปัญญารอบรู้อันนั้น

     

    กล้าได้จริงๆ รับรองได้ว่าพลาดผิดไม่ถึง ๕ % คุณพลาดผิดอันนี้นะ รับรองได้ว่าถูกต้อง ๑oo % เพราะมันขาดแล้ว นี่ท่านว่าอย่างนั้น ทำให้มันเป็นหมดเลยอันนี้ ไม่ต้องตายแล้ว หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น อายุ ๔๖ ปี หลวงพ่อรู้เรื่องรูปนามแล้ว ไม่ต้องฟังเสียงใครจะพูดอย่างไรเป็นเรื่องของคนพูด เราต้องพูดความจริง ให้คนพิสูจน์ได้เอาไปใช้ได้จริงๆ 

     

    วันนี้ก็พูดให้ฟัง จึงว่าคนมีคำถาม ที่เขาเขียนย่อๆ มานี่ว่า

    ข้อ ๑ หลวงพ่อนิพพานคืออะไร : โดยย่อนี่ก็พูดให้ฟัง

    ข้อ ๒ ปฏิบัติอย่างไรให้ถึงกระแสพระนิพพาน : กระแสพระนิพพานก็คือคนตกน้ำนั่นแหละ เห็นปิ้วไปแล้วยันขึ้นมาโผล่หัวขึ้นมา โอ้..ก็ลอยมาอย่างนี้ มันเป็นอย่างนั้น กระแสพระนิพพานเรียกว่า รู้จักความคิดแล้ว นี่เข้าใจอย่างนั้น

    ข้อ ๓ เครื่องวัดว่าได้ต้นทาง มีอยู่อย่างไรคืออะไรบ้าง : ก็มีอยู่ที่ตัวเฮา(เรา)นี่เป็นคนคิด เฮา(เรา)ก็จะเดินไปบัดนี้ เดินไป ย่าง(เดิน)เทียมแข้งเทียมขา ก็ย่าง(เดิน)ไป เป็นอย่างนั้น

    ข้อ ๔ บัดนี้ปฏิบัติอย่างไร : ก็เบิ่งจิตเบิ่งใจเฮา(ดูจิตดูใจเรา)นี่แล้ว จะไปเบิ่งที่ได๋(ดูที่ไหน) เพราะใจเฮา(เรา)มีทุกคน ผู้หญิงก็มีคือ(เหมือน)กัน ผู้ชายก็มีคือ(เหมือน)กัน เจ้าหัวไอ้จั่ว(พระเณร)ก็มีคือ(เหมือน)กัน คนถือศาสนาใดก็มีคือ(เหมือน)กัน ฝรั่งอังกฤษก็มีคือ(เหมือน)กัน ขึ้นว่าคนละมีคือ(เหมือน)กันหมด 

     

    แม้สัตว์เดรัจฉานยังมีนะอันเรื่องนี้ แต่มันสัตว์เดรัจฉานบ่(ไม่)มีปัญญา มีสัญญาหลวงพ่อว่าสัญญาสัตว์เดรัจฉานบ่(ไม่)มี บ่(ไม่)มี มีหรือสัญญา มันฮ้อง(ร้อง) ฮู้ก็บ่ฮู้มันเบิ่งโลด(รู้ก็ไม่รู้มันดูเลย) แต่สัญญาเบิ่งจิตเบิ่งใจมันบ่มี(ดูจิตดูใจมันไม่มี) 

     

    คนมันต้องมีสิเป็นมนุษย์นี่ เพิ่นว่า เป็นมนุษย์สัญญาตัวนี้มันเกิดขึ้น จึงว่าญาณเข้าไปรู้ปัญญานี้ เฮาบ่เห็นเด้(เราไม่เห็นนะ) เข้าไปรู้อันนี้นี่แหละ ปัญญาก็รอบรู้อันนี้นี่แหละ เกิดขึ้นมานี่แหละ ชื่อว่าได้กระแสพระนิพพาน เพิ่นว่าอย่างซั่น(นั้น) คือได้เห็นจิตเห็นใจตัวเองนี่แหละ 

     

    มันคิดโอ้..กูลืมตัว เมื่อกี้คนว่าให้กู เมื่อกี้นี้กูบ่(ไม่)มีสติเด้(นะ) กูบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก กูบ่(ไม่)มีสัญญา บ่(ไม่)รู้จักเบิ่ง(ดู)จิตเบิ่ง(ดู)ใจกูนี่เด้(นะ) กูก็เกิดเบิ่ง(ดู)จิตเบิ่ง(ดู)ใจขึ้นมา โอ้ทุกข์เด้(นะ) นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า ทุกข์ในอริยสัจคือว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ทุกข์กำหนดรู้ นี่เคลื่อนไหวมันเป็นทุกข์ จึงว่า ทุกขัง อนิจจัง ทุกข์มันติดอยู่กับรูปอันนี้ ทุกขังอนิจจังมันไม่เที่ยง ทุกข์อันนี้อนัตตามันบังคับบัญชาไม่ได้ มันคิดไปตามธรรมชาติของมัน เราเพียงแค่รู้ ให้มีปัญญารู้มันไว้เท่านั้นเอง จึงว่าเดินไปหาพระพุทธเจ้ามีเครื่องวัดอันนี้ เพิ่น(ท่าน)ว่า 

     

    ข้อ ๕ ที่สุดของการเดินทาง คืออะไรเป็นเครื่องหมายว่า ไม่ต้องไปและไม่ต้องมาอีกแล้ว : ก็มันขาดหลุดไป จะมาทำไม มันขาดแล้ว ทุกคนมันขาดได้ จึงว่าจวนจะหมดลมหายใจแน่นอนที่สุด จึงว่า “มืดมา สว่างไป” บัดนี้ไฟบ่(ไม่)ต้องจุดเทียนก็ได้หรือจะจุดไฟก็ได้ คนทุกคนจวนจะหมดลมหายใจนี่ ต้องเอานี่เสียก่อน คือถ้าคนตายนี่ ลืมสติลืมกำหนดตัวเอง ลืมจิตลืมใจไป ก็มืดมาก็มืดไปเท่านั้นเอง 

     

    เอาแหละที่พูดให้ฟังวันนี้ก็เห็นว่าสมควร พูดสั้นๆ แต่คราวนี้ก็จะให้อาจารย์ธนิวัฒน์กับอาจารย์โกวิทหรือจะใครๆ ก็ได้ มาสนทนาพูดกัน ให้มันทำความกระจ่างขึ้นมา เราจะได้เอาไปใช้กับชีวิตของเรา โลกนี้มันเป็นอย่างไร มันสับสนวุ่นวายอย่างไร จะแก้ปัญหามันที่ตรงไหน อาตมาก็เห็นว่าสมควรแล้ว อาตมาขอเชิญอาจารย์โกวิทกับอาจารย์ธนิวัฒน์เข้ามาพูดมาคุยกัน เพื่อเป็นการจุดตะเกียงช่วยกันให้มีความสว่าง ให้คนเดินไปมาสะดวกสบาย อย่าให้คนลงคูลงคลองเท่านั้นเอง 

     

    เอาล่ะท้ายที่สุดนี้ อาตมาพร้อมด้วยพระสงฆ์ และญาติโยมมานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี้ อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระบรรดาสาวกของสัมมาสัมพุทธเจ้า เอามาเตือนจิตใจของพวกเรา ให้พวกเรา 

     

    ได้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สัตว์ทั้งหลายเราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเราทั้งหลาย ให้พวกเราทั้งหลายได้ประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้จะเห็นจะเป็นจะมี อย่างเราตถาคตนี้” ให้เราทุกคนได้ประสบพบเห็นในเวลาอันใกล้นี้จงทุกๆ คนเทอญ.

     

    …………………………………………

     

    อาจารย์โกวิท เอนกชัย (ท่านเขมานันทะ)

     

    หลายครั้งที่ฟังเทศน์นี่หลายคนก็เบื่อ มีแต่เรื่องรูปนาม นามรูป เดินจงกรมอะไรอย่างนี้ จะหาวิธิที่จะให้มันสนุกสนานขึ้นบ้าง แต่ว่าสนุกในทางธรรม ปรึกษาอาจารย์ธนิวัฒน์แล้วว่า อย่างนั้นเรามาคุยกันก่อน ให้ตั้งวงจับเข่าคุยกันทั้งวงเลยครับ แต่ว่าเมื่อเป็นสิบๆ อย่างนี้ก็ต้องมีคนนำสนทนาครับ แล้วก็ใครอยากจะถามใครอยากจะพูดก็เอาเลยครับ 

     

    ผมจะพูดนำก่อนนะครับว่า ตามที่กระผมรู้สึกนี่ ชีวิตของคนในปัจจุบันนี้นะครับ แสนที่จะอึมครึมครับ คือว่าเราเหมือนนักโทษถูกเครื่องพันธนาการหลายด้าน ความจำกัดจำกี่ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สิทธิเสรีภาพอะไรก็ตาม 

     

    มีข้อน่าวิกฤตอย่างหนึ่งว่า  เมื่อ ๓ - ๔ วันที่แล้วมานี่ครับ รัฐบาลไทยกับลาวก็ยิงกันเริ่มติดต่อกัน ก็นึกแปลกใจว่า เอ๊ะ..ลาวกับไทยนั้นพูดภาษาเดียวกันด้วยซ้ำ วัฒนธรรมเดียวกัน ชาวพุทธเหมือนกัน แต่ก่อนจะยิงกันทำไมไม่ถามนัดกันพูดกันให้รู้เรื่อง คุยกันเฉยๆ ก็ได้ครับ ไม่เห็นต้องมีการมายุยงให้แตกกัน แล้วก็ยุยงให้ยิงกันอีก นี่คือแปลกครับผมก็เกิดความคิด นี่แสดงว่าสิทธิก็ไม่มี ไม่มีมีสิทธิพอที่จะแสดงออกที่มนุษ์กระทำได้โดยตรง ในอีก ๒ วันนี้จะยิงกันอีกแล้ว ซึ่งประหลาดมากสำหรับความเห็นของผม นี่เป็นลักษณะจำกัดครับ 

     

    ทีนี้มองในแง่ของด้านอื่นบ้าง ภาษาที่เราใช้ก็มีลักษณะอึมครึม เราพูดกันอยู่ทุกวันนี้แต่บางทีเราเข้าใจแล้วรู้สึกถึงเวลาพูดได้น้อย โดยเฉพาะภาษาที่เขียนด้านจิตใจ ดูไปรอบๆ ตัวแล้วกว้างมาถึงโลกภายนอก ทุกคนก็ดิ้นรนครับ ไม่ว่าคนจีนหรือคนไทยคนอียิปต์คนอเมริกันคนเอเชีย ก็มีการดิ้นรนกระเสือกกระสนไม่หยุด แทบจะทุกแห่งในโลกนี้ครับ อาจารย์ธนิวัฒน์ก็เที่ยวมาหลายแห่งครับ เที่ยวจีนญี่ปุ่น ผมก็เป็นนักเที่ยวคนหนึ่งเหมือนกัน ก็รู้ประวัติครับเที่ยวมาหลายแห่ง 

     

    เราถามก็ที่เป็นตัวแทนที่จะนำสนทนาครับ จะพูดเรื่องกว้างๆ แล้วก็ที่มันสำคัญ ก็มีความจำกัดจำเกี่ย ทีนี้ถ้าถูกจำกัดลงโดยที่ธรรมชาติของมนุษย์ตามที่หลวงพ่อได้อธิบายครับ ชีวิตจิตใจของมนุษย์นี้มันไม่ได้แคบเหมือนที่เป็นอยู่ จิตใจมนุษย์กว้างขวางรับได้ ถึงเพื่อนต่างชาติต่างภาษาก็มีลักษณะใจดีใจกว้าง พร้อมเสมอที่จะเอื้อเฟื้อเกื้อกูล 

     

    ยกตัวอย่างที่เราทราบกันดีว่า สมมุติมีโจรคนหนึ่งนั่งอยู่ แล้วก็เด็กตกน้ำ โจรคนนั้นก็ไม่แสดงความเป็นโจรก็กระโดดลงไปช่วยเด็กก่อน คือธรรมชาติมนุษย์ใจกว้างใจดีแล้วก็ใจถึงด้วยครับ แต่ว่าจากสภาพแวดล้อมทำให้มนุษย์มึงงง ก็เลยถูกบีบรัดจากหลายๆ เรื่อง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความยึดติด 

     

    ถ้าเรายึดติดสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว จิตใจก็จะแคบลง แล้วค่อยๆ สูญเสียความดีที่มีอยู่แต่เดิมนั้น 

    ผมพูดนำเท่านี้ครับ ต่อไปนี้ก็ให้อาจารย์ธนิวัฒน์เล่าเรื่องอะไรบ้างครับ

     

    อาจารย์ทวีวัฒน์ : เอาเป็นคำถามดีกว่าครับ จะได้ยินกันทั่ว 

    อาจารย์โกวิท : ก็ดีครับ อาจารย์ทวีวัฒน์ก็เลยให้มีคำถามครับ 

    ผู้ถาม : ผมขอถามปัญหา ที่หลวงพ่อชี้มาให้เมื่อกี้ครับ คือท่านบอกว่าความรู้สึกเฉยๆ นั่นคือพระนิพพาน แต่ทีนี้ขณะที่เราทำบุญแล้วเกิดมีความปลื้มใจ นี้ใช่นิพพานหรือไม่ เช่นอย่างขณะมาบวชนะบวชใหม่ๆ รู้สึกปลื้มใจแล้ว หรือขณะเราไปถวายกฐินถวายผ้าป่าก็ตาม บางครั้งรู้สึกปลื้มใจ ขนาดยังไม่บรรลุนิพพาน

    อาจารย์โกวิท : ต้องถวายให้อาจารย์ตอบครับ.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service