แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท. ๑๖๗ ลำดับอารมณ์ รูปนาม
ทำเอามันเฉยๆ เมื่อทำเอามันยังเฉยๆ นั้นก็เรียกว่ายังไม่ได้ปัญญา คนจึงทุกวันนี้อาจจะไปฟังมาแล้วก็ได้ หรือบางคนอาจจะยังไม่เคยได้ฟังก็ได้ เพราะที่ผมเคยทำก็จะต้องพูดถึงเนื้อหาสาระใจความที่ทุกคนทำได้ในชีวิตนี้ จึงเลยเอามาฟังเพิ่ม ต้องไม่ใช่ว่าตายแล้วจึงเอาสวรรค์ตายแล้วจึงเอานิพพาน นั่นของคนอื่น ส่วนตัวของอาตมาเองก็เช่นกันก็เคยคิดอย่างนี้จริงๆ จึงฟังดูแล้วหลายสำนักจึงได้เข้าใจหลักพุทธศาสนานี้เอง อย่าไปสนใจเรื่องศาสนาคนอื่นเรียกว่าศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูหรือศาสนาใครก็ไม่รู้
บอกตรงๆ พระพุทธเจ้าสอนอันเดียวเท่านั้น อันเรื่องทุกข์ เมื่อทุกคนเคยได้ยินได้ฟังมาว่า พระพุทธเจ้าสอนเรื่องทุกข์ แล้วจะรู้จักนิพพานแก้ปัญหาในทุกข์ อันนี้พูดกันได้ เราบางคนก็เลยมาคิดกันเรื่องพระพุทธเจ้าสอนในใจความว่าอริยสัจ ๔ ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นี่สอนอย่างนั้น แต่วันนี้ผมจะพูดอย่างนั้น บางคนจะหาว่าพูดด้วยมีสัญญา จะเป็นอย่างนั้นก็ได้ แต่ความจริงก็ได้เคยฟังเรื่องสัญญา
การทำบุญทุกวันนี้ก็เช่นเดียวกัน อย่างที่คนเคยรู้จักเคยได้ศึกษามา วิชาการทางโลกก็ดีหรือศึกษาทางธรรมะก็ดี แล้วพวกเราอยู่ที่นี่ก็เป็นผู้สนใจในหลักธรรมะ แล้วธรรมะนี่โดยเฉพาะในผู้ในคนหรือตัวหนังสือหรือพระพุทธรูป อันนั้นถือเป็นธรรมดา คนยังไม่เข้าใจ ตัวธรรมะคือตัวทุกคนนั่นแหละ ผู้หญิงก็เป็นธรรมะ ผู้ชายก็เป็นธรรมะ พระสงฆ์องค์เณรก็เป็นธรรมะ ตัวคนคนจีนคนฝรั่งเศสคนอังกฤษทุกชาติทุกภาษาเป็นธรรมะทั้งนั้น
แต่ธรรมะที่จะมาเล่าในวันนี้นั้น ไม่เคยขัดเลย จะเป็นใครๆ ก็ต้องกำหนดธรรมะอันนี้แหละ จึงบอกได้ว่าแน่นอนที่สุดนี่แหละคน จึงบอกให้เข้าใจธรรมะในสภาพภาวะอันนี้ อย่าไปสนใจฟังคนอื่นไป ต้องพูดอย่างนี้คนให้เข้าใจ คนที่ตายไปแล้วเราเข้าใจว่าตายไป คนเราต้องเข้าใจสภาพสภาวะอันนี้ขึ้นมาจริงๆ แต่ทุกคนนี้เกิดมาแล้วก็ตายไป แต่ความจริงคนไม่รู้
แม้พระพุทธเจ้าเองก็ตาย ตายเหมือนกันทุกคน คนมีเงินมากก็ตายเหมือนกัน คนจนก็ตายเหมือนกัน คนสวยก็ตายเหมือนกัน คนไม่สวยก็ตายเหมือนกัน คนมีธรรมะก็ตายคนไม่มีธรรมะก็ตายเช่นเดียวกัน เลยจะสอนวิธีให้ทุกคนประสบเอาก่อนที่จะตายก่อนที่จะหมดลมหายใจ สิ่งนั้นทุกคนต้องประสบจริงๆ แต่เมื่อในขณะนี้ก่อนที่จะหมดลมหายใจ
ตัวของอาตมาเองเคยพูดเอาไว้ เพื่อนๆ บางคนอาจจะเคยได้ฟัง ก่อนที่จะหมดลมหายใจอย่างน้อยต้อง ๒ นาที ๓ นาที คือเข้าสู่สภาพหรือภาวะเดิมของมันแล้วจึงจะหมดลมหายใจได้ แต่เราเดี๋ยวนี้เราคนทุกคนต้องการสิ่งนั้นแหละ แต่เราไม่รู้สิ่งนั้นคืออะไร ตัวของอาตมาเองก็ไม่เคยรู้มา วิธีทำอย่างไร ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับอะไรทั้งหมดเลย จึงไปปฏิเสธพระไตรปิฎก ไม่ใช่ปฏิเสธพระไตรปิฎก
พระไตรปิฎกความสงบความรู้สึก ท่านสอนศานุศิษย์ให้เรียนอภิธรรมให้ตรงตามพระไตรปิฎก …………………… แต่เราก็ไม่ลึกซึ้งไม่เคยรู้สภาพตามความเป็นจริง แล้วก็พระพุทธเจ้าพูดอันนั้น ไปพูดอย่างนั้น เรารู้สึกที่ตัวรู้นี่เอง แม้แต่รูปอันนี้ รูปอันนี้รูปทำ รูปทำ อันนี้เป็นรูปทำจริงๆ ทำนั้นคือว่าความยุติธรรม เมื่อไรคือคำพูดที่ออกมา ก่อนที่จะพูดก่อนที่จะทำคือใจ ใจเป็น ใจสั่ง ให้รูปนี้ทำ ใจสั่งให้คำพูดนี้พูดออกมา สิ่งเหล่านี้มาจากใจทั้งนั้นก็เลยเรียกง่ายๆ สั้นๆ
ว่าวิธีที่จะทำให้รู้สึกถึงสภาพสภาวะเข้าสู่ความเป็นจริงได้นั้น ทำโดยวิธีใด ทำพุทโธก็ดี สัมมาอะระหังก็ดี ให้ทานรักษาศีล ดีทั้งนั้น อ้าวแล้วจะยกตัวอย่างคนแก่ ให้นี่เป็นรูปที่หนึ่ง หรือจะเอารูปอื่น …………………….… บางคนอาจจะไม่เคยรู้ก็ได้ หรือพูดอย่างนี้อาจจะไม่เคยฟังก็ได้ เพราะว่าที่นี่วันนี้ก็ต้องพูดเรื่องนี้ จึงถามพวกคุณโตกับอาจารย์ธนิวัฒน์ว่าจะพูดเรื่องอะไรดี จะพูดเรื่องอะไรกันบ้าง จึงได้เห็นว่าเป็นเรื่องจริง เป็นหลักความจริงตามพระพุทธศาสนา
หรือจะว่าพูดความจริงก็ได้ เพราะความจริงก็ไขตัวมันเอง ………. ความรู้สึกตัวนี่จะ …….. หรือจะว่าความรู้ตัว ท่านให้ศึกษาไว้ในหลักสูตรพระธรรมชั้นโท ธรรมที่มีอุปการะมาก ๒ อย่าง คือ สติ ความรู้สึกตัว มีค่ามีคุณมากเทียบเป็นเงินทองไม่ได้ ไม่มีราคาเลย คำสอนอันนี้แม้พูดภาษาอันใดไม่ต้องแปลหรืออะไร ทำความรู้สึกตัวเข้ามา ทำความรู้สึกใจเข้ามา มีจุดหมายปลายทางชนิดหนึ่ง เราทุกคนเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว
พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีสติ กำหนดรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน ให้มีสติเข้าไปรู้ เท่านั้นก็ยังไม่พอ ท่านก็สอนย้ำเข้าไปว่า ให้เรามีสติเข้าไปรู้ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใดก็ตาม ท่านว่าให้มีสติเข้าไป “รู้” แต่บัดนี้เราไม่ได้พูดถึงเรื่องสติ แต่พูดกันว่า ทำการทำงาน พูด คิด ให้รู้สึกตัวตื่นตัว ให้รู้สึกใจตื่นใจ รู้แล้วจะได้อะไร ไม่ได้อะไรเลย
ความอึดอัด จริงๆ แล้ว มันจะแปลทุกข์เข็ญออกจากสภาพภาวะเดิมของมัน แล้วจะกลับเข้าสู่สภาพภาวะเดิมของมัน นั่นแหละคือที่สุดของทุกข์ ไม่ต้องถามใครที่ไหนเลยก็คนใดที่ไปทุกข์ที่นั่น นี่แหละความสงบที่พระพุทธเจ้าท่านว่า วิธีใด วิธีที่ให้เราทำความรู้สึกตัวตื่นตัว ทำความรู้สึกใจตื่นใจ เมื่อทำเช่นนี้ไป พอดีเรื่องขัดเคืองมันจึงออก เดินจงกรมนี้แล้ว เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย มันจะเคลื่อนไหวจะอย่างไรก็ตาม เราอย่าไปห้ามมัน ให้เรารู้สึกไว้
บัดนี้ใจเราคิด เราชอบความสงบ ไม่อยากให้ใจมันคิด ไปหักห้ามความคิดนั้น ผิดแล้ว ปล่อยให้มันคิดไปตามธรรมชาติของมัน มันคิดไป ก็คิดไป อย่าไปรู้กับมัน เพียงใจรู้ในขณะที่มันคิด มันคิดแล้ว “เห็น” “อยู่กับความรู้สึกตัว” ทำเพื่ออะไร ทำเพื่อความต้องการของมัน ความรู้สึกตัวตื่นตัว ความรู้สึกใจตื่นใจ ทำเพื่อว่าสิ่งนั้นแหละมันจะเปิดเผยตัวของมันเอง
ในหลักพุทธศาสนานั้น อาตมาไม่ได้เรียนพระไตรปิฎก ……………………………. ………………………………………………. เรามีหน้าที่ตักออกๆ น้ำข้างในมันจึงออก เราอย่าไปกวนน้ำ ให้น้ำไหลมันออกมา เราเป็นหน้าที่ตัดออก ตักออกมา น้ำข้างในจึงไหลออก มันไหลออกมาจึงว่าตัดออก มันล้างตมล้างเลนขึ้นมา ตมเลนตกตะกอน ตักออก ตักออกอีกตึม(เพิ่ม) ตักออกให้เรารู้สึก ตักออกอีกจนน้ำก็สะอาดเลย จนของชิ้นใดที่มันตกลงไปนั่นเราจะเห็น ของตกลงบ่อเราจะเห็นจริงๆ รับรองได้ว่ามันมีหน้าที่ตกอยู่นั่นแล้วมันก็ต้องเห็นอยู่นั่นเลย แต่ถ้ามันมัวแล้วไม่เห็น มันตกลงมาก็บ่(ไม่)เห็น จึงเปรียบไว้ได้เปรียบกับในการเจริญสติ
คันจิ(หากจะ)ไปนั่งหลับตา ภาวนาพุทโธสัมมาอะระหังหรืออะไร ไปนั่งสงบแบบนี้หรือสงบแบบไหน ตัวของหลวงพ่อเองเคยไปนั่งทำความสงบ หายใจเข้าหายใจออกนี่แหละ อันนี้แหละมันง่ายที่สุด อันพุทโธก็มาดูลมหายใจ สัมมาอะระหังก็มาดูลมหายใจ พองยุบก็มาดูลมหายใจ อานาปานสติก็มาดูลมหายใจ รวมความแล้วนับ ๑ ๒ ๓ ก็มาดูลมหายใจ ลมหายใจนั้นเป็นกลางๆ
อันนี้มันยากหน่อย ทุกคนมองเห็นกันไหมนี่ มองเห็นไหม ที่หลวงพ่อทำนี่มองเห็นไหม มองเห็นด้วยตา เป็นรู้สึกไหม ไม่รู้ ที่หลวงพ่อแก้นี้ ความรู้สึกนี้มันละเอียดอันนี้มันยาก บัดนี้เราหายใจนี่ คนอื่นมองเห็นไหมในคอ เป็นรู้สึกไหมว่าคนนี้หายใจ ไม่รู้ แต่ว่าเบิ่ง(ดู)ด้วยตานี่เห็น ใจมันคิดเห็นไหม ไม่เห็นเลย จึงดูลมหายใจก็ได้ แต่มันไม่ใช่เป็นลูกกุญแจของมัน มันไม่เป็นลูกของมันจริงๆ
“นั่งทำความเคลื่อนไหว มันรู้สึก” “มันหายใจ มันรู้สึก” “มันคิดนี้ มันรู้สึก” อย่างนั่งอยู่นี่อย่าไปเอาความคิด ให้มันคิดไป เข้าใจไหม เป็นแล้วกลับขึ้นมาเลย นั่งพิจารณานั่น เพราะดูสภาพของมันจริงๆ แล้ว มันก็ต้องไปเห็นต้นตอของสภาพมันจริงๆ สิ จึงเคยได้ยินว่า พระพุทธเจ้าก่อนจะได้ตรัสรู้ เอาขันไปอธิษฐานตามริมแม่น้ำ วางถาดแล้วขันใบนี้มันทวนกระแสของน้ำ ถ้าจะไม่ได้ตรัสรู้แล้วให้มันไหลไปตามกระแสของน้ำไป
แล้วคนเว้าซือๆ(พูดเฉยๆ) นี่ อันว่าความคิดนี่นะ อย่าไปห้ามมัน เราทวนกระแสความคิดซือๆ(เฉยๆ)นี่น้ำ น้ำเหมือนกับความคิดมันไหลไปตลอดเวลา จึงทุกคนนี่ก็ไหลไปตลอดเวลา หลวงพ่อบ่(ไม่)เคยรู้จักความคิด แต่รู้นี้มันคิด บ่เห็นจักเทื่อ(ไม่เห็นสักครั้ง) พอดีมาเบิ่ง(ดู)อันนี้ มันไม่เหมือนเก่าเสียแล้ว ก็เลยมาเป็นอันนี้ รับรองว่าทุกคนเป็นอันนี้ แต่หากว่าบ่(ไม่)เป็นอันนี้ก็ให้ฮู้(รู้)จักนี่ซะก่อน
เราเคยพูดเคยสอนกัน ไปเบิ่ง(ดู)คนเจ็บไข้ได้ป่วยว่า ตั้งสติให้มันดีๆ เด้อ(นะ) เดี๋ยวก็ตายแล้ว ตั้งสติให้มันดีๆ เด้อ(นะ) แต่ให้ตั้งสติเฮ็ดหยังก็บ่ฮู้(ทำอะไรไม่รู้)จัก เว้า(พูด)ก็ไปปาน(อย่าง)นั้น แล้วคนบ่(ไม่)เคยได้ฝึกมันจะรู้จักจังได๋(อย่างไร) บ่ฮู้จักเด้อ(ไม่รู้จักนะ) คนบ่(ไม่)เคยได้ฝึก แต่ต้องมีคนเว้า(พูด)ให้ฟัง
อย่างที่หลวงพ่อว่านี่ ให้มันเข้าสู่สภาพหรือภาวะเดิมของมัน อันนี้อาจจะรู้จักหรือบ่ฮู้(ไม่รู้)จักไม่รู้ อันนี้เว้า(พูด)นั้น ๒ - ๓ เทือ(ครั้ง)แล้วเว้า(พูด)นี่ คนทุกคนจะเข้าสู่สภาพภาวะเดิมของมันจริงๆ แล้วเฮาฮู้(เรารู้)จักเดี๋ยวนี้เสียแล้ว ฮู้(รู้)จักเดี๋ยวนี้เสียแล้วมันก็จะสบายเท่านั้น นี่แหละความบ่(ไม่)มีทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านว่า บ่(ไม่)มีทุกข์และบ่(ไม่)มีสุข เมื่อมันเข้าสู่สภาพของมัน มันทุกข์มันก็อยู่ตามปกติมันไม่ได้อยู่ตามสภาพของมัน มันก็มีทุกข์มีสุขนั่นแล้วคน
อันนี้ของง่ายๆ รับรองไว้ หลวงพ่อเคยไปเว้าที่ใด(พูดที่ไหน)หลวงพ่อรับรองไว้ว่า ถ้าทำอันนี้ให้มันติดต่อกันอย่างลูกโซ่ อย่างนาน ๓ ปี อย่างกลางปีหนึ่ง อย่างไวที่สุดนับตั้งแต่วันหนึ่งถึง ๙o วันรับรอง รับรองจริงๆ นะอันนี้ บ่(ไม่)ว่ารับรองน้อย รับรองที่ว่าถ้าหากว่ามันไม่รู้อะไรสักอย่างเลย เอาไปฆ่ากันได้เลยให้ฆ่าเลย บ่(ไม่)ต้องสงสัย บ่(ไม่)ต้องไปเรียนกับพระไตรปิฎก ตัวพระไตรปิฎกนั้นเฮาบ่รู้จักซ้ำ(เราไม่รู้จักด้วย) เฮา(เรา)ไปเรียน
ตัวคนนี่ตัวพระไตรปิฎกตู้พระไตรปิฎกแท้ๆ ก็เว้า(พูด)แต่เรื่องคนนี่ จิตเจตสิกรูปนิพพาน ก็เว้า(พูด)แต่เรื่องคนนี่ อันความก็เว้า(พูด)แต่เรื่องคนนี่ เฮาบ่ฮู้จักซือๆ(เราไม่รู้จักเฉยๆ)นี่ อันเว้า(พูด)เรื่องฮู้(รู้)จักนี่โอ๊ตบ่ฮู้(ไม่รู้)จักซือๆ(เฉยๆ) เรื่องของมันน้อยก็ทำให้มันหลาย(มาก) ความสั้นๆ ก็ทำให้มันยาวไปก็มียาวขึ้นก็มี ของง่ายนี่อันที่ว่าเว้า(พูด)นี่ผมบ่(ไม่)เคยได้เรียนหนังสือจังได๋(อย่างไร) ก็บ่(ไม่)มีในตำรับตำรา ผู้นั้นเขาบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก เขาบ่ฮู้(ไม่รู้)จักแล้วเว้า(พูด)มันจะฮู้จักบ่(มั้ย)
ตัวพริบตานี่หลวงพ่อพริบตา ฮู้เมิ้นบ่(รู้เฉยมั้ย) ก็บ่ฮู้เมิ้น(ไม่รู้เฉย)แล้วก็พริบตาต่างหากนี่ เมื่อเฮา(เรา)พริบตาแล้วนี่จะฮู้(รู้) ว่าเฮา(เรา)มีตานี่ เฮา(เรา)พริบตานี่เฮาก็ฮู้(เราก็รู้) บ่ฮู้ก็บ่ฮู้(ไม่รู้ก็ไม่รู้)จักแล้ว บ่ฮู้(ไม่รู้)ว่ามันพริบตา บ่ฮู้(ไม่รู้)จักผู้นั้นว่าเป็นอย่างไร บ่ฮู้จัก(ไม่รู้จัก) อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน เบิ่ง(ดู)นี่อันนี้แหละ อันนี้แหละเป็นทางที่จะไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเข้าสู่สภาพอันนี้แหละ บ่(ไม่)เกิดและบ่(ไม่)ตายเทื่อ(ที)
เฮา(เรา)ก็เลยไปเสาะหาบ่อนบ่เกิดบ่ตาย(ที่ไม่เกิดไม่ตาย) ที่ใดก็บ่(ไม่)รู้จักเลย อย่างพ่อก็ไปเสาะหาบ่อนบ่เกิดบ่ตาย(ที่ไม่เกิดไม่ตาย) ก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักเลย อายุ ๔๖ ปีแล้วว่าโอ๊ย..ของอยู่มอๆ(ใกล้ๆ)นี่ เราไปเสาะ(หา)ไกลๆ มันจะฮู้(รู้)จักจังได๋(อย่างไร) ไปนั่งหลับตานี่เสาะ(หา)ไปอันสงบก็ดาย(ก็นะ) สงบอันนั้นสงบหลับตาบ่(ไม่)เห็นซือๆ(เฉยๆ)นี่นะ มันจะสงบตายมิหยัง(อะไร)อันนั้น มันคิดไปอันนั้นคิดมาอันนี้ โอ๊ย..บ่ฮู้จักเบิ่ง(ไม่รู้จักดู)
ความสงบอันนี้มันเข้าสู่สภาพสภาวะของมัน อันนั้นแหละความสงบแท้ๆ มันเข้าสู่สภาพของมันแล้วก็เลยบ่(ไม่)สั้นบ่(ไม่)ยาว มันเท่าเดิมของมันแล้ว มันเข้าสู่สภาพเดิมมันก็เท่าเดิม มันก็บ่(ไม่)สั้นบ่(ไม่)ยาว บ่(ไม่)เกิดบ่(ไม่)ตายอีกล่ะว้า คัน(หาก)มันสั้นมันยาวมันเข้ามันออกมันก็บ่(ไม่)อยู่สภาพเดิมของมันแล้ว มันก็เป็นอนิจจังละว้า อนิจจังเพิ่น(ท่าน)ว่า บ่(ไม่)เที่ยง มันเข้าสู่สภาพของมันแล้วก็แน่นอนที่สุด
อย่างมีผู้เคยเขียนว่าศาสนาคริสต์นี่ หลวงพ่อได้อ่านหนังสือตัวท่านเยซูนี่ไปนิพพานนี้ ตัวนี้เป็นผู้มีบาป เกิดมาเป็นผู้มีบาปได้ทำแบบของท่านเยซูแล้ว ท่านเยซูก็มาโปรดเรา เราไปอยู่กับท่านเยซูนั่น ไปอยู่ที่ไหนก็บ่ฮู้(ไม่รู้) ก็อยู่นำแต่(ด้วยที่)สวรรค์ชั้นฟ้านู้น ก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ไปอยู่ที่ไหนก็บ่(ไม่)เกิดบ่(ไม่)ตายไปอยู่กับท่านเยซูนี่ ไปอยู่กับพระเจ้า อันนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่)นะ พระเจ้าอันนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่)
พระพุทธเจ้าก็ว่า อันถ้าหากผู้ใดเฮ็ด(ทำ)ตามแบบของเพิ่น(ท่าน)แล้วก็ไปอยู่กับเพิ่น(ท่าน) ก็ว่าไปอยู่นิพพานกับเพิ่นเด้อ(ท่านนะ) เพิ่น(ท่าน)ก็บอกนี่ไปอยู่นิพพาน นิพพานคือ ความบ่(ไม่)เกิด บ่(ไม่)แก่ บ่(ไม่)เจ็บ บ่(ไม่)ตาย พระสาวกทุกองค์มีความสุขเท่ากันนะ พระพุทธเจ้าก็มีความสุขเท่ากันนั้น แล้วก็บ่(ไม่)มีทุกข์เท่ากันนะ พระสาวกทุกคนบ่(ไม่)มียุคบ่(ไม่)มีสมัย
อย่างพ่อว่าซือๆ(เฉยๆ) เด้(นะ)นี่ ว่าตามความจริงใจเด้(นะ)นี่ บ่(ไม่)เอาความเว้า(พูด)ของผู้อื่นมาเว้า(พูด)แล้วบัดนี้ เว้าซือๆ(พูดเฉยๆ) นี่เอง มันจะยุคมันจะสมัยจังได๋(อะไร)ถ้ามันมีคนนี่ คัน(หาก)มีคนอยู่มื้อใด(วันไหน) คัน(หาก)มีผู้มาแนะนำให้เรารู้จักวิธีแล้ว เป็นหมดทุกยุคทุกสมัย บ่(ไม่)ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับอันใดทั้งหมดเลย ทุกคนมันจะตายทุกคนเลย มันแน่นอนที่สุดความตายนี่ ต่างแต่ว่าตายไวกับตายช้าเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ)
ถามแม่ออก(โยมผู้หญิง)ซิ ขเจ้า(พวกท่าน)ไปอยู่วัดเมื่อเช้านี้ มีลูก ๑๒ คน ตายไปแล้วจักคนยัง(กี่คนหรือยัง) ตายไปแล้ว ๓ คน นี่ลูกเราก็ยังตายก่อนเรานี่ อย่าเพิ่งว่าแต่ผู้น้อยบ่(ไม่)ตายผู้ใหญ่จิ(จะ)ตายง่ายเด้(นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)คนนี่ เบิ่ง(ดู)กันเท่านั้นบ่(มั้ย) นี่อย่างพ่อถามลูก ๑๒ คนตายไปแล้ว ๓ คน ลูกยังตายก่อนพ่อก่อนแม่ได้บ่(มั้ย) อย่าไปว่าแต่ผู้เฒ่าผู้แก่จะตายก่อนผู้หนุ่ม บ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) ผู้หนุ่มตายก่อนก็มี เรื่องนี้แหละควรศึกษาแท้ๆ(จริงๆ)
อันนี้แหละเป็นเรื่องแท้ๆ(จริงๆ( เป็นสมบัติของเฮา(เรา)แท้ๆ พวกเฮาจิไปฮั่นแท้ๆ(พวกเราจะไปนั่นจริงๆ) บ่(ไม่)มีจัก(สัก)คนจะหลุดจากกามอันนี้ได้ พระพุทธเจ้าจึงสอนว่า สัจจะเป็นของจริงแท้ๆ ว่าซั่น(นั่น) เรียกว่าสัจจะแท้ๆ ท่านว่าอย่างนั้น คนบ่(ไม่)พ้นจากคนแล้วว่าซั่น(นั่น) ผู้ใดมาพบกับอันนี้ตั้งแต่เมื่อยังน้อยๆ จึงว่าบ่(ไม่)มีทุกข์
คันว่าบ่(หากว่าไม่)พบแต่ยังน้อยจึงว่าจิ(จะ)ตายไปแล้วไปเว้า(พูด)ให้ฟังว่า ให้เจ้าเบิ่งธรรมชาติของมันเด้อ(นะ) มันจิ(จะ)เข้าสู่สภาพของมันเด้อ(นะ) ก็ว่านั่นก็พูดมันก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักฟังแล้ว มอจิ(ใกล้จะ)หายใจเข้าก็ว่า มันจะเข้าสู่สภาพของมันแล้ว เออ..อันนี้เด้(นะ) เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) ตกกระไดพลอยโจรอันนั้น บ่แม่น(ไม่ใช่)ตกกระไดแท้ๆนี่ ฟังผู้รู้จักมาบอกซือๆ(เฉยๆ) นี้เด้(นะ) อันเว้า(ท่านพูด)ให้ฟังนี่ ผู้ฮู้(รู้)จักแล้วมาบอกให้ แล้วฮู้(รู้)จักจำไหม ก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก บอกเท่าใดก็บ่ฮู้จัก(ไม่รู้จัก)
มันมีอยู่ในเฮา(เรา)นี่ มันจะเข้าสู่สภาพของมันแท้ๆ นี่ พอดีมันเข้าสู่สภาพของมันแล้ว ให้ว่าเกิดมานี่บ่(ไม่)มีเป็นจังซั่นจักเทื่อ(อย่างนั้นสักครั้ง) โอ้..อันว่าพุทโธ่ว่า ย่าง(เดิน)นี่คราวนี้ โอ้..เป็นจังซี่เด้(อย่างนี้นะ) ( เบิ่ง(ดู)ความคิดหล่าๆ(ช้าๆ)นี่ ฮู้(รู้)จักก้าวไปก้าวมา มันคิดก็ฮู้(รู้)จัก มันบ่(ไม่)คิดก็ฮู้(รู้)จัก แล้วแล่นไปเป็นอันนั้นซือๆ(เฉย) น่ะ โอ้ย..ลูกกุญแจลูกนี้มันสำคัญเด้อ(นะ) ทุกข์ก็มี บัดนี้ถูกตัวมันแล้วไขออกตัวเด้(นะ) แล้วเข้าใจแท้ๆ บ่(ไม่)หลงบ่(ไม่)ลืม มันเป็นทุกขณะทุกเวลาทุกวินาทีทุกลมหายใจก็เห็นอยู่อย่างซั่น(นั้น) นอนอยู่ผู้เดียวก็เห็นอยู่อย่างซั่น(นั้น) นั่งไหนก็เห็นอยู่ผู้เดียวนั่น อันนี้แหละความสงบแท้ๆ เพิ่น(ท่าน)ว่า
บ่แม่น(ไม่ใช่)อันเฮา(เรา)ไปนั่งสบอยู่ผู้เดียว อันนั้นสงบก็แม่น(ใช่)อยู่ แต่หากบ่แม่น(ไม่ใช่)สงบอันนี้ สงบจึงมี ๒ อย่าง สงบแบบบ่ฮู้(ไม่รู้)จักอันหนึ่ง สงบแบบรู้ฮู้(รู้)จักอันหนึ่ง สงบแบบบ่ฮู้(ไม่รู้)จักไปนั่งอยู่บ่ฮู้(ไม่รู้)จักความคิดตัวเอง คิดซ้ำ มันคิดไหลไปก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก แล้วสภาพอะไรก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักซ้ำ มันเป็นอย่างนั้นบ่ฮู้(ไม่รู้)จักแล้ว บ่(ไม่)ได้นึกได้คิดจริงๆ อย่าไปนึกไปคิดจริงๆ
ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ เพียงแต่ว่า พลิกมือขึ้น ให้รู้จัก ว่ารู้สึกตัวตื่นตัว ว่านั้นก็ได้ ใจมันคิดเมื่อใดให้รู้จัก อย่าเข้าไปในความคิด มันคิดก็ช่างมันแล้ว มันอยู่บ่อน(ที่)เก่านั่นแหละ อันนี้หลวงพ่อเอิ้น(เรียก)ว่านาม ให้มันไหลออกมานามน่ะ ความคิดก็อย่าไปห้ามมัน ให้มันคิดไป อย่าไปนำ(กับ)มัน มันไหลไปผ่านไปไหลไปผ่านไป มันคิดแล้วมันก็ไปถึงต้นตอมันแล้ว ต้นของความคิดนั่นแล้ว เมื่อไปถึงต้นความคิดนั่นแล้ว มันก็เข้าไปสู่สภาพความคิด บ่(ไม่)คิดแล้วก็เข้าสู่สภาพของมันนั่นแล้ว
มันเข้าสู่สภาพของมันแล้วก็หลวงพ่อว่าให้ฟัง น๊อตกับแหวนรถนี่ รถยนต์มันวิ่งมันเลยเสียบเอาแหวนเอาเข้ากัน เข้าบังคับเข้ากันแล้วรถมันก็วิ่งได้ บัดนี้เฮา(เรา)มีทุกคน ทุกคนเกิดมามีเท่ากันเด้(นะ)บัดนี้ คนบ่แม่น(ไม่ใช่)อายตนะ อายตนะ ๑๒ บ่แม่น(ไม่ใช่นะ) นี่ตัวจริงเด้อ(นะ) ตาเห็น หูฟังเสียง อย่าไปยึดไปถือเด้อ(นะ) มันเสียบอยู่ก็เท่ากันเด้อ(นะ) อย่าตะไบไปขัดเคือง เอาเท่ากันก็เท่ากันมันอยู่นำ(ด้วย)กันได้ คนจะคือรถพบกันซือๆ(เฉยๆ)
อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน เบิ่ง(ดู)ตัวความคิดนี่ มันก็ไปเห็นอันนั้นซือๆ(เฉยๆ) มันเป็นแล้ว โอ๊ย..เว้า(พูด)อันนั้นบ่(ไม่)ได้เว้า(พูด)อันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมกันอยู่นี่ทั้งหมดเลย ๘๔,ooo พระธรรมขันธ์รวมจุดนี้แหละ หลวงพ่ออยากเตือน บางคนบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ตายไปแล้ว บางทีอาจจะรู้จักหรือว่าบ่ฮู้(ไม่รู้) ก็บ่ฮู่จักเด้(ก็ไม่รู้จักนะ) ถ้าหากรู้อันนี้แล้วบ่(ไม่)สงสัยแล้ว ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ก็บ่(ไม่)สงสัยแล้ว
พระพุทธเจ้าบอกแล้ว ตายแล้วเกิดก็บ่แม่น(ไม่ใช่)คำสอนของพระพุทธเจ้า ตายแล้วสูญก็บ่แม่น(ไม่ใช่)คำสอนของพระพุทธเจ้า มันบ่(ไม่)ทันจะตายเด้(นะ)มันจะไปเกิดจังได๋(อย่างไร) ขเจ้า(พวกท่าน)ว่าตายแล้วเกิด ตายแล้วเกิด ตายแล้ววิญญาณไปจังได๋(อย่างไร) บ่เห็นเด้(ไม่เห็นนะ) เคยถามหลายคนแล้วหลวงพ่อ อันนี้คุณอายุจัก(กี่)ปีแล้ว ๓o ปีแล้ว(ผู้ตอบ) พ่อเคยสอนเรื่องอันใดที่สุด คำแรกที่สุดอันนี้จำได้บ่(มั้ย) จำบ่(ไม่)ได้ แม้แต่ ๓o ปีแล้วก็ยังจำบ่(ไม่)ได้เลย
พระพุทธเจ้าตายไปได้ ๔๕o ปีพุ่น(นู้น)น่ะ จึงได้มาเขียนหนังสือไว้จารึกเป็นพระธรรมวินัยไว้ เฮาจิ(เราจะ)ไปจำได้บ่(มั้ย) ตั้งแต่อายุ ๓o ปีพุ่น(นู้น)น่ะพ่อบอกคำแรกก็ยังจำบ่ได้เด้(ไม่ได้นะ) พระพุทธเจ้าบ่(ไม่)ได้บอกว่าเขียนหนังสือจดไว้ บ่(ไม่)ได้บอก เพิ่นบ่(ท่านไม่)ได้บอกให้เฮ็ดอย่างซั่น(ทำอย่างนั้น) ก็จะมารู้จักเอาซือๆ(เฉยๆ) มาเป็นเอาซือๆ(เฉยๆ)
อย่างพระอัญญาโกณฑัญญะอยู่กับพระพุทธเจ้าเกิด เรียกว่านานสมัยเพิ่น(ท่าน)ว่าปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เคยฟังเทศน์ฟังธรรม เคยฟังมาหลายเรื่องจำได้ก็มีจำบ่(ไม่)ได้ก็มี บัดพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วไปโปรดเอา ไปเว้า(พูด)ให้ฟังก็แม่น(ใช่)ไปโปรดก็แม่น(ใช่) หมู่นั้นบ่(ไม่)อยากฟังเด้(นะ) มันมีทิฐิมีมานะนู่นแหละ ฟังเสียก่อนฟังเฮาเว้า(เราพูด)เสียก่อน ท่านก็จิ(จะ)ว่ามันเกิดแล้วก็ตาย มันเกิดแล้วมันก็ตาย แล้วก็รู้จักทุกคนอันนี้ เกิดแล้วตายเน่าเข้าโลงแล้ว
สิ่งๆ หนึ่ง ที่มันเข้าสู่สภาพภาวะของมันแล้ว อันนั้นนี่แหละตัวของจริง เฮา(เรา)ก็คิดสิคนมีปัญญา เราได้ยินจะเชื่อบ่(มั้ย) บ่(ไม่)เคยได้คิด ฟังเสียก่อนสิเพิ่น(ท่าน)ว่า พระพุทธเจ้าบอกให้ฟัง ฟังแล้วท่านก็อธิบายให้ฟัง แล้วจิตใจก็ค่อยโน้มเอียงไปกับความอันนี้ พระพุทธเจ้าก็เลยมันคิดก็แล้วไป มันคิดก็แล้วไป มันก็เลยโอ้อันนี้ล่ะว้า จึงว่าเข้าใจต้นตอของความคิด
พระพุทธเจ้าเทศน์ไปโปรดก็เลย เฮาก็บ่(เราก็ไม่)ได้เห็นเอาจากเพิ่น(ท่าน)เอามาเล่าสู่ มันก็ไปถอนจากตัวมันเอามาเข้าสู่สภาพของมัน อ้อ..ที่ว่ามีความสุขเท่ากันกับพระพุทธเจ้าคราวนี้แหละ บ่(ไม่)มีผู้ใดสบายน้อย บ่(ไม่)มีผู้ใดสบายหลาย บ่(ไม่)มีผู้ใดสุขน้อย บ่(ไม่)มีผู้ใดสุขหลาย เท่ากันหมดกับพระพุทธเจ้า แต่ส่วนปัญญานั้นสิบ่พอ(ไม่เท่า)กัน ผู้ที่ได้เฮียน(เรียน)หลายก็จิฮู้(จะรู้)หลายกว้างขวาง ผู้ใดเฮียน(เรียน)น้อยก็จิฮู้(จะรู้)น้อย
อันฮู้(รู้)อันนี้แท้(จริง)เท่ากัน คนจนก็มีความสุขเท่ากัน คนรวยก็มีความสุขเท่ากัน คนมีศีลมากก็มีความสุขเท่ากัน คนบ่(ไม่)มีศีลจักน้อย(สักหน่อย)ก็เคยเป็นอย่างพ่อก็จะมีความสุขเท่ากัน เพราะมันเข้าสู่สภาพเดิมของมัน บ่(ไม่)อยากเป็น สุขใจเลยบ่(มั้ย) อ้าวอย่าไปสุขใจแท้ ทุกคนไปแน่มีอย่างเดียวความตายนี่ แต่มันยังไม่ตายอันนี้ให้ตายเสียก่อน บ่แม่น(ไม่ใช่)ตายอย่างอื่น จึงเอิ้น(เรียก)ว่าตาย เอิ้น(เรียก)ว่านิพพาน
นิพพานบ่แม่น(ไม่ใช่)ว่าตาย มันเข้าสู่สภาพของ มันเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) นิพพาน ผู้หญิงก็เข้าสู่สภาพของผู้หญิงนั่นแหละ ผู้ชายก็เข้าสู่สภาพของผู้ชายนั่น จึงว่า บ่(ไม่)ผู้หญิงบ่(ไม่)มีผู้ชาย คือกันทุกคน ผู้หญิงก็บ่(ไม่)มีผู้ชายก็บ่(ไม่)มี มันจะมีมิหยัง(อย่างไร)แล้ว ก็มันเข้าสู่สภาพของมัน มันก็บ่(ไม่)มีผู้หญิงบ่(ไม่)มีผู้ชายแล้ว
ผู้นั้นก็เข้าสู่สภาพของผู้นั้น ผู้นี้ก็เข้าสู่สภาพของผู้นี้ เพิ่น(ท่าน)ก็ว่า อายตนะ ๑๒ ตาเห็นรูป อย่าฮู้(รู้)จักว่ามันสวยมันงามเด้อ(นะ) หูฟังเสียง อย่าฮู้(รู้)จักว่ามันม่วนมันบ่ม่วนเด้อ(มันเพราะมันไม่เพราะนะ) ฟังซือๆ(เฉยๆ) เพิ่น(ท่าน)ว่า เว้าซือๆ เด้อ(พูดเฉยๆนะ)ไปฟังนะ คัน(หาก)มาอยู่กับอันนี้แล้ว อันนั้นมันบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก เพราะมันอยู่สภาพอันนี้ มันอยู่กับธรรมชาติของมัน
อันนี้แหละที่มาเว้า(พูด)ให้ฟัง นี่ก็บ่(ไม่)อื่นไกล มันมีอยู่ในเฮา(เรา)นี่ เฮ็ด(ทำ)ไป เฮ็ดบ่ผิด(ทำไม่ผิด)กฎหมายบ้านเมืองมิหยัง(อะไร) เข้าไปในความคิดแล้ว อันนั้นบ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) มันนึกคิดอย่าเข้าไปแนวคิด มันคิดแล้วก็เฉย แม่นบ่แม่น(ใช่หรือไม่ใช่) มันคิดไปแล้วก็มาเฮ็ด(ทำ)อันนี้ ความคิดนั้นมันไปโลด(เลย)มันน้อย เรามาเอาความเคลื่อนไหว มันคิดปุ๊บแล่นมาอยู่กับอันนี้แล้ว มันก็เลยบ่(ไม่)ไปหาความคิด ไปฮอด(ไปถึง)ความคิดอีกว่าโอ้มันคิดอย่างนี้เด้
อย่างพ่อว่าให้ฟังว่า แมวจับหนูมันก็บ่(ไม่)คิดเด้(นะ) หนูมันอยู่ในรูแมวมันก็บ่(ไม่)จับแล้วมันเฝ้าอยู่ หนูออกมาแล้วมันก็จับเอาซือๆ(เฉยๆ) แหละ มันก็จับปั๊บเอาซือๆ(เฉย)นี่แหละ อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน มันคิดก็ทิ้งไปโลด(เลย) มันคิดก็ทิ้งไปโลดซือๆ(เฉยๆ เลย) แล้วเราจิ(จะ)ค่อยไปๆๆ ไปแล้วไปเห็นบ่อน(ที่)ที่สุดของความคิดนั่น มันเข้าสู่สภาพนั้นบัดเดียว ว่าบ่มีไผฮู้นำเราเด้อบ่(ไม่มีใครรู้กับเรามั้ยนะ) บ่(ไม่มี)
เฮา(เรา)เคยได้ยินได้ฟัง หากพระธรรมวินัยยังมีอยู่ ท่านว่า แล้วคนนิพพานก็มีอยู่ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) บัดนี้ภิกษุหรือฆราวาสที่ไหนก็ตามช่างแล้ว ภิกษุนี่ใดก็ตาม พระอรหันต์ก็บ่(ไม่)ว่างจากโลกนี้ เพิ่นว่า บ่แม่น(ท่านว่าไม่ใช่)อันนั้นเด้(นะ)ภิกษุนี่ก็หมายถึงหมู่เฮา(พวกเรา)แล้ว ทุกคนนี่แล้ว ให้ว่าคนนี่แล้ว คัน(หาก)อยู่โดยชอบแล้ว อยู่โดยชอยอยู่ได๋(ไหน) ก็อยู่โดยสติ หรืออยู่ในความรู้ตัวนี่แล้ว ตัวคิดนี่รู้ อยู่โดยชอบแล้วอันนี้
แล้วเบิ่งดูนี่ เฮ็ดไฮ้(ทำไร่)เฮ็ดนา(ทำนา)ก็เบิ่งดูนี่ ซื้อขายก็เบิ่งดูนี่ เบิ่งดูนี่จะได้ประโยชน์อันใด มันเบิ่งดูนี่มันจะไปเบิ่งอันนั้น มันจะไปเข้าสู่สภาพของมันนั่นแหละ มันบ่(ไม่)มีทางไปแล้วเด้(นะ) มันไปๆๆ มันไปแล้วก็สุดทางแล้ว โอ้อันนี้สุดทางแล้วเด้(นะ) แล้วมันก็เข้าสู่สภาพของมันแล้ว มันก็ไปรู้จัก จึงบ่(ไม่)มีผู้อื่นมาบอกเฮา(เรา)
จึงว่าพระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)บอกเราว่า ธรรมะวินัยของเรายังมีอยู่ ท่านว่า พระอรหันต์ก็บ่(ไม่)ว่างจากโลกนี้ แล้วผู้ใดอยู่โดยชอบ พระอรหันต์ก็จะบ่(ไม่)ว่างจากโลกนี้ อันมรรคผลนิพพานตามพระพุทธเจ้าว่าอันนี้นี่แหละ อันว่ามันเข้าสู่สภาพเดิมของมันอันนี้แหละ
อันมื้อเช้านี้ก็ว่า อย่างพ่อเคยไปว่า ภิกษุเสพเมถุน-ขาดจากความเป็นภิกษุ ภิกษุลักของเขาลักของคนอื่นราคาบาทหนึ่งห้ามาสก มาสกหนึ่งยี่สิบสตางค์อันห้ามาสกก็บาทหนึ่ง-ขาดจากความเป็นภิกษุ ฆ่าสัตว์-ขาดจากความเป็นภิกษุ พูดอวดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตนแล้วก็-ขาดจากความเป็นภิกษุ นี่อันนี้พูดตามความจริงนะ อันนี้อันมีผู้ว่านั่นอันนั้นก็แม่น(ใช่) อันตัวคิดนี่ ตัวคิดก็หมายถึงรูปนั่นแล้ว เฮาบ่(เราไม่)รู้จักทางไปนั่นแล้ว
อันไปอยู่ในห้องมืดนี่จะไปรู้จักทางไปจังได๋(อย่างไร) พอไต้ไฟ(จุดไฟ)ขึ้นมาก็มีความสว่าง ไฟมืดก็มืดซือๆ(เฉย) อันเฮาเว้า(เราพูด)เรื่องบาปเรื่องบุญนี่ก็คือกัน(เหมือนกัน) เป็นอย่างไรเป็นก็คือ(เหมือน)กัน เฺฮา(เรา)ไปรู้จักอันนี้แล้วเฮาบ่(เราไม่)ไปยุ่งเกี่ยวอันใดทั้งหมด มีคนถามมื้อเช้า(ตอนเช้า)ก็มีคนถาม ฆ่าคนหรือว่าลักของเขาเป็นอาบัติปาราชิก แล้วที่ปฏิบัติฮู้จักบ่(รู้จักมั้ย)หลวงพ่อ
เอ้า..เราก็ฟังดูแม๊(สิ)ปฏิบัติกันมา ตำรับตำราเพิ่น(ท่าน)ว่า ฆ่าคนมาตั้ง ๙๙๙ คนเพิ่น(ท่าน)ว่า แล้วก็ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าจึงได้เป็นพระอรหันต์ ………. ฆ่าคนแท้ๆ แต่บ่ฮู้(ไม่รู้)จักระยะนี้นะ ถ้าหากเราทำความรู้สึกตัวตื่นตัว ทำความรู้สึกใจตื่นใจ ให้มันติดต่อไปเรื่อยๆ ไป คัน(หาก)สมมุติเอา เฮา(เรา)นี่มันเจ็บไข้ได้ป่วยมันจิ(จะ)ตายแล้ว คิดว่ามันจิ(จะ)รู้จักล่วงหน้าจาก ๔ - ๕ มื้อ อันคิดมันก็ฮู้(รู้)จัก ความคิดนี่มันจะรู้จักตอนนั้นเอาชือๆ(เฉยๆ)
คัน(หาก)ถ้าหากผู้ใดยามบ่ฮู้(เมื่อไม่รู้)จักความคิดของตัวเองแล้ว บัดจิ(เมื่อจะ)ตายนี้แล้วมันจะฮู้(รู้)จักเอาแท้ๆ นี่บ่แม่น(ไม่ใช่) เพราะมันจะไหลไปฮั่นเด้(นั่นนะ) มันจะไปออกไปหมดนั่นแหละ อันนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า อันผู้ใดมีกรรมแล้วมันจะได้เห็นเกิดเห็นตาย ผู้ใดบ่(ไม่)มีกรรมแล้วก็บ่(ไม่)ได้มาอีกตึม(เพิ่มอีก) ว่าซั่น(นั่น) แล้วเฮาบ่(เราไม่)รู้จักเด้(นะ) เวียนเกิดเวียนตายอยู่ไส(ไหน) ก็บ่รู้(ไม่รู้)จัก มันเกิดอีกตึมก็บ่ฮู้จักเด้(เกิดอีกครั้งก็ไม่รู้จักนะ)
อย่างพ่อเว้า(พูด)นี่ บ่(ไม่)ได้เอาความเว้า(พูด)ของผู้อื่นมาเว้า(พูด) เว้า(พูด)เรื่องอย่างพ่อต่างหาก แต่คนเฮา(เรา)ทุกคนก็คือว่าคนทั้งโลกนี่ ทั้งโลกนี้บ่แม่น(ไม่ใช่)แต่คนไทย ทั้งโลกนี่ต้องมาประสบอันนี้ทั้งหมด อย่างพ่อจึงว่า บ่(ไม่)ได้กำหนดเรื่องศาสนา รับรองว่าใครมาปฏิบัติอย่างพ่อก็จะรับรองแนะแนววิธีนี้หมด บ่(ไม่)ต้องแนะวิธีอื่น แนะแนวอันนี้ขเจ้า(พวกท่าน)รู้จักแล้ว โอ๊ย..เฮา(เรา)ไปสมมุติไปติดสมมุติซือๆ(เฉยๆ)นี่นะ อย่าไปติดสมมุติ อันเฮ็ด(ทำ)อันนี้แล้วจะรู้สึกรู้จักสมมุติ
อันเฮา(เรา)มาเข้าสู่สภาพอันนี้แล้ว หมดแล้วทางไป บ่(ไม่)มีทางไปแล้วก็อยู่นั่นแล้ว นิรันดรแล้วบัดนี้ นิรันดรอยู่ไส(ไหน)อย่างพ่อบ่ฮู้จัก(ไม่รู้จัก) มันเป็นภาษาตัวหนังสือ มันเข้าสู่ไปกับขเจ้า(พวกท่าน)ไปกับนิรันดรนี่ อันนั้นคนเว้าซือๆเด้(พูดเฉยๆนะ) อยู่บัดนี้แหละ อยู่ในวันนี้เดี๋ยวนี้แหละนิรันดรแท้ๆ อันนี้ มีเรื่องแค่นี้เอง นี่เข้าใจอันนี้ซือๆ(เฉยๆ)
อาจารย์โกวิท : : มีใครถามปัญหาไหมครับ
หลวงพ่อ : ถามก็ได้
ผู้ถาม : ผมก็อยู่กับพระมาตลอดนะครับ ทีนี้มันมีอยู่วันหนึ่งได้ยินได้ฟังคำถามเรื่องว่า เรื่องวิญญาณที่หลวงพ่อพูด ตายแล้ววิญญาณไปไหน ตายแล้ววิญญาณจะเกิดไหมอะไรไหม ที่หลวงพ่อพูดนี่ฟังแล้วฟังมานี่ สมัยที่ผมไปกับท่านพระครูประกาศท่านสุทธิชัย ท่านสุทธิชัยก็มีคนถามท่านว่า อย่างพระธาตุนี่ พระธาตุอันนี้ไม่เกี่ยวกับที่หลวงพ่อไปเทศน์ พระธาตุนี่ก็พระธาตุขันธ์เดี๋ยวก็ไปอยู่กับคนนั้นอยู่กับคนนี้ มีจริงไม่จริง พระธาตุพระพุทธเจ้านี่มีจริงไม่จริง ทีนี้หลวงพูดถึงพระธาตุนี้ เราก็นึกถึงพระธาตุนั้น พระธาตุนี่หลวงพ่อเคยโดนถามอย่างนี้ไหมครับ
หลวงพ่อ : เคยถาม แต่ไม่ได้ถามอย่างนี้ อย่างนี้ก็ต้องเล่าความจริงให้กันฟังนะ ที่ว่าพ่อหลวงพ่อเว้า(เล่า)ให้ฟัง หลวงพ่อฟังสมัยที่ไปนอนนากับพ่อ พ่อหลวงพ่อเว้า(เล่า)ให้ฟังแต่น้อยยังจำได้หลวงพ่อนอนเอาหัวมาพิงอยู่นี่คนละคนกัน แล้วก็เว้า(เล่า)เรื่องเว้า(เล่า)เป็นนิทาน พ่อเป็นนักบวชบวชหลาย ก็เว้า(เล่า)เรื่องนั้นเรื่องนี้ เว้า(เล่า)ไปเว้ามาก็เว้าเรื่องที่เว้านี่แล้ว ศาสนาพุทธล่วงไปได้ ๕,ooo ปี แล้วจะหมดศาสนาว่าซั่น แล้วจะหมดไปจังได๋(อย่างไร)ก็บ่(ไม่)รู้จัก เพิ่นเว้า(ท่านเล่า)ให้ฟัง
พอดีล่วงไป ๕,ooo ปี ก็จะมืด ๗ มื้อ(วัน) ๗ คืน มืดตื้บ บ่ฮู้(ไม่รู้)จักทางไปเลยนะเพิ่น(ท่าน)ว่า คนก็บ่(ไม่)ได้กินข้าวบ่(ไม่)ได้กินน้ำ บ่(ไม่)ได้กินหยัง(อะไร)เพราะมันมืดหมดบ่ฮู้(ไม่รู้)จักทางที่ไป คันย่าง(หากเดิน)ไปจะไปชนไปตำบ้านหลวงพ่อเรียกตำ ไปตำไปชนอันนั้นกัดกินโลด(เลย) พ่อก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักลูก ลูกก็บ่ฮู้จักพ่อ แม่ก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักลูก ลูกก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักแม่ ใครก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักกันทั้งหมดเลย พอไปถามปุ๊บกัดกินกันโลด ๗ มื้อ(วัน) ๗ คืน ว่าซั่น(นั่น)
พระพุทธรูปในโลกนี้บัดนี้ จะเป็นพระพุทธรูปไม้ก็ตามช่างพระพุทธทองก็ตาม ใครว่าพระพุทธรูปจะเป็นรูปอะไรก็ตามช่าง ขึ้นเหาะไปอยู่บ่อน(ที่)นั้นแหละบ่อนใดบ่ฮู้(ที่ไหนไม่รู้)จักแล้วสมมุติเเอา คืออย่างเฮา(เหมือนเรา)ทำบุญหาคนให้รู้จักว่าเหมือนพระพุทธรูปนี่ พอเหาะขึ้นไปแล้วก็อันที่เป็นรูปวัตถุนั้นก็ไฟไหม้พรึบมืดบัดนั้น มีจิตวิญญาณพระพุทธเจ้าอยู่กับพระพุทธรูปนี่เท่ากับเม็ดงานี่ แต่ละองค์ๆ นี่ แล้วก็รวมตัวกันเข้า
รวมตัวกันเข้า ก็เลยเป็นรูปของพระพุทธเจ้า แสดงธรรมโปรดโลกอีก ๗ วัน ๗ คืน ผู้ใดไปฟังธรรมะอันนั้นแล้ว ผู้มีปัญญามากจะได้เป็นพระอรหันต์ ผู้ใดปัญญาน้อยลงมาก็จะได้เป็นพระอนาคามี ผู้ใดมีปัญญาน้อยลงมาก็จะได้เป็นพระสกิทาคามี ผู้ใดมีปัญญาน้อยลงมาก็จะได้เป็นพระโสดาบัน ผู้ใดมีปัญญาน้อยลงมาก็จะได้เป็นมนุษย์ ผู้ใดมีปัญญาน้อยลงมาก็จะได้เป็นคนธรรมดาๆ นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า
อันพระพุทธรูปนี้คือเก่งคือเหาะได้ เหาะไม่ได้ มีผู้ไปฮู้(รู้)จักอันนี้แล้ว โอ้..อันพ่อว่าให้ฟังอันนี้ อันพระพุทธรูปแล้วแม่น(ใช่)ตัวกูนี่เด้(นะ)พระพุทธรูป อันว่ารูปทำเนี่ย จึงว่ารูปธรรม นี่พ่อว่าให้ฟัง ให้รู้จักรูปนาม นามนี่ก็ว่านามสกุลอีก คนมันบ่(ไม่)เข้าใจ ให้เข้าใจคือความหมายให้รู้จักรูป รู้จักรูปอันใดบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก อันนี้ให้รู้จักรูปนาม นามสกุลอันใดก็บ่รู้บ่ฮู้(ไม่รู้)จักอีกตึม(เพิ่มอีก)
อ้าว..ก็ไปรู้จักอันทุกวันนี้ โอ้..รูปนามนี่แหละอันนี้เด้(นะ) อันนี้แหละพระพุทธรูป นี่เป็นพระพุทธรูปแล้วบัดนี้ นามจะเข้าไปสู่สภาพมัน มันฮู้(รู้)จักนาม มันฮู้(รู้)จักแล้วมันก็ทำไป ทำไปอีกตึม(เพิ่มอีก) อันบ่(ไม่)เข้าใจก็เว้า(พูด)บางคน บางคนเว้า(พูด)ก็เข้าใจโลด(เลย) เข้าใจหลายเข้าใจน้อยกว่ากันเด้(นะ) ก็เลยเฮ็ด(ทำ)ไป เฮ็ด(ทำ)ไป แล้วไปสู่สภาพมัน โอ้ย..เป็นอย่างนี้พระพุทธเจ้าก็ได้เป็นพระพุทธเจ้า บ่แม่น(ไม่ใช่)พระพุทธเจ้าแต่ฮู้(รู้)จักตามพระพุทธเจ้านั้น
อันนี้แหละพระพุทธเจ้า โอ้..อันว่ารูปนามนี้จิตใจคน อันตัวรู้สึกตัวนี้จะเท่าเม็ดงาหรือบ่(ไม่)เท่าเม็ดงามก็บ่(ไม่)รู้จักแล้ว เอิ้น(เรียก)รู้สึกตัวซือๆ(เฉยๆ) อันนี้แหละวิญญาณ วิญญาณแปลว่ารู้ ตายแล้วไปเข้าท้องผู้นั้นผู้นี้ อ้าวผู้ใดจะไปเห็นอันนั้น ก็ถามคุณเมื่อกี้นี่ ๓o ปีแล้วพ่อบอกก็บ่(ไม่)รู้จัก จะไปรู้จักชาติแล้วชาติก่อนมิหยัง(อะไร) ไปเว้ามิหยังบ่ฮู้(พูดอะไรไม่รู้)อันนั้น
พระพุทธเจ้าบอกให้สอนให้เฮา(เรา) รู้จักปัจจุบันนี้เด้ คัน(หาก)ปัจจุบันอันนี้ โอ้ยบ่(ไม่)ไปสนใจมันแล้วชาติแล้วชาติก่อนจะไปสนใจเฮ็ดหยัง(ทำไม) ก็มันบ่ฮู้(ไม่รู้)จักจะไปเว้า(พูด) อันนี้รับรองแท้ๆ รู้จักแท้ๆ รับรองเด้(นะ) อย่างพ่อว่านี่ อ้าวทำความรู้สึกอันนี้ไปเถอะ แต่มันบ่(ไม่)ถึงสภาพอันนั้นก็ตามช่างหากจะรู้จัก หรือจะรู้จักอย่างน้อยเรื่อง โทสะ โมหะ โลภะ นี่จืดจางเลยบัดเดียว ถึงจืดจางหมดหรือบ่(ไม่)หมดก็จะให้มันน้อยที่สุด
สมมุติเอา ย้อมสีจะเป็นสีแดงก็ช่างสีดำก็ตาม มันมีคุณภาพร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วผ้าขาวใหม่ๆ นี่ เอาไปย้อมดำหมด สีขาวบ่มีคัน(หาก)ถ้าเป็นสีดำ ถ้าเป็นสีแดงผ้าก็แดงหมด สีขาวบ่มี มันเป็นอย่างซั่นเด้(นั่นนะ) บัดนี้น้ำสีนั้นเต็มกระป๋อง แต่มันย้อมไม่ได้คุณภาพมันไม่มี มันมีปริมาณซือๆ ปริมาณมันเต็มกระป๋อง เอาไปย้อมผ้าขาวให้ว่าอย่างน้อยที่สุดบ่หมดดอกสีขาวบ่หมด
นี่ทำอันนี้ เรื่องโทสะโมหะมันก็จะจืดไปขนาดนั้น รับรองได้อันนี้ ถ้าหากทำไปแล้วบัดนี้นอกจากอันนั้นไปแล้วนะ จะไปรู้จักความสงบนี่เสียก่อนบัดนี้ มันรู้จักเป็นขั้นเป็นตอนอย่างซี่เด้(นี่นะ) ธรรมะแบบนี้ ให้รู้จักรูปนาม ฮู้(รู้)จักรูปสมมุติ บาปบุญ ศาสนา พุทธศาสนา จบหมด ภาคที่สองหลวงพ่อรู้จักตอนมื้อแลง
ตอนเช้าหลงงพ่อรู้จักรูปนาม ตอนมื้อแลงหลวงพ่อรู้จักความคิดหลวงพ่อ เรื่องโทสะ โมหะ โลภะนี่จืดจางไปเลย เวทนานี้ว่าขันธ์ ๔ ก็บ่(ไม่)ว่าก็ได้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ก็บ่(ไม่)ทุกข์แล้ว ต่อไปหลวงพ่อก็รู้จัก กิเลส ตัณหา อุปทาน นี่จิตใจหลวงพ่อเปลี่ยน ๒ พักตอนแลง(เย็น)นั่นน่ะ แล้วก็ไปนอน นอนแล้วตอนเช้าหลวงพ่อตื่นมา ก็ย่างเดินจงกรม
คำว่าเดินจงกรมกับย่างก็อันเดียวกันนั่นแหละ ย่าง(เดิน)ไปย่าง(เดิน)มา ความคิดก็เกิดขึ้นอีกตึม(อีกครั้ง) เห็นตะขาบก็เลยเอาเทียนไขไปตามดู ก็ไม่เห็นเลยเอาเทียนไขไปไว้อย่างเก่า ย่างกลับไปกลับมา ก็เลยรู้จักปกติขึ้นมา โอ้..อันนี้ศีลนี้หมายถึงปกตินี่เด้ แต่ก่อนผมบ่ฮู้(ไม่รู้)จักอันปกติ อันจิตใจกับคำพูดกับเนื้อหนังนี้เป็นปกติแล้วก็มีศีลเด้(นะ) ฮู้(รู้)จักอย่างนั้นมื้อแลง(ตอนเย็น)วานนี้ โทสะโมหะ โลภะ กับกิเลส ตัณหา อุปทาน กรรม มันจางไปแล้ว มันก็ปกติ อันนี้เด้ก็เลยรู้จักโลด(เลย)
ย่างไปย่างมาแล้วก็รู้จัก โอ้อันปกตินี่ มันศีลที่มากำจัดกิเลสอย่างหยาบ ความจริงนี่กิเลสอย่างหยาบมันไปแล้วหมดแล้วมันยังปรากฏเรื่องศีล ย่างไปย่างมาบัดนี้ สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลางซะอีกตึม โอ้จึงว่าอย่างกลางอย่างนี้ก็ไปติดโน่นแล้ว มันไปติดความสงบนี่แล้ว ติดอันนั้นติดอันนี้นี่แล้ว ติดดีนี่แล้ว ติดดีติดศีลนี่แหละกิเลสอย่างกลาง
โอ้..อันความสงบอันนี้มันบ่แม่น(ไม่ใช่) แม่นก็แม่นบัดเดียว(ใช่ก็ใช่เดี๋ยวเดียว) สมถะกับวิปัสสนาแยกทางกันที่ตรงนี้ อันนั้นไปนั่งสมาธิอยู่นั่นแหละ นั่งไปคล้ายๆ คือว่าสมถะมาก็เบิ่ง(ดู)ซ้าย วิปัสสนามาก็เบิ่ง(ดู)ขวา คือรูปเฮา(เรา)นั่นแหละ ก็เลยมาเบิ่งความเคลื่อนไหว ว่าบาปบุญก็รู้จักอันนี้ขึ้นมา แล้วก็มาเบิ่งความคิด เบิ่งความคิดนี่แล้ว เบิ่งความคิดนี่ มันคิดไปก็ฮู้จัก เคลื่อนไหวก็ฮู้จัก แล้วขาดจากกัน
หลวงพ่อเคยว่าให้ฟัง เอาเชือกผูกไว้นู่นเส้นหนึ่ง ตัดปุ๊บตรงกลางขาดปุ๊บเลยบัดเดียว ดึงสองเส้นมาต่อกันตรงกลาง บ่(ไม่)ถึงแล้วบัดนี้ แก้ตรงเส้นนั้นมาผูกตรงกลางนี้ เส้นนั้นมันบ่(ไม่)ถึงแล้วอีกบัดนี้ แล้วแก้เส้นนี้ไปมัดเส้นนั้น ตรงกลางก็บ่(ไม่)ถึงแล้ว ก็มันเข้าบ่(ไม่)ได้อันนั้นก็มันเข้าสู่สภาพของมันแล้วบัดนี้ โอ้..อันนี้ ท่านมาถึงที่สุดแล้ว ญาณย่อมมี มันถึงที่สุดซะก่อน มันถึงที่สุดซะก่อนมันเป็นนี่ คันบ่(ไม่)ถึงที่สุดบ่แม่น(ไม่ใช่)
อันนี้แหละศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ กิเลสอย่างหยาบเบาไปแล้วมันเลยฮู้(รู้)จัก กิเลสอย่างกลางนี้จืดไปแล้วมันเลยฮู้รู้จัก บัดนี้มาถึงที่สุดแล้ว ปัญญาจึงมารอบรู้ ปัญญาจึงไปกำจัดกิเลสอย่างละเอียด บ่(ไม่)มีอะไรมาปิดบังแล้วก็ช่างไปเด้(นะ) มันบอกมันไปแล้วก็ให้มันไปโลด(เลย) ก็มันจืดไปแล้วนี่ กิเลสอยู่ไหนก็เห็นมันนะ บ่(ไม่)ใช่ตาเห็นนะอันนี้ ใจมันเห็น ใจมันรู้ ก็เลยเข้าใจ โอ้..คำสอนของพระพุทธเจ้านี่มันมาอยู่ที่
อันสอนให้ทานรักษาศีลนั้น อันนั้นขเจ้า(พวกท่าน)สอนก่อนแล้ว พระพุทธเจ้าน่ะสอนแต่จุดเดียวแท้อันนี้ จึงว่าสัจจะแท้ๆ เด้(นะ) คนนี้มันจิ(จะ)ไปนี่คนจิ(จะ)ไปหาความตายเด้(นะ)นี่ ให้มันรู้จักคนตายนี่ เพิ่น(ท่าน)ว่า ตายเสียก่อนตาย รู้จักใด(อะไร)แล้ว รู้จักมันเข้าสู่สภาพเดิมของมันนี่แหละ ผู้หญิงก็จะเข้าสู่สภาพเดิมอันนั้น ผู้ชายก็จะเข้าสู่สภาพเดิมอันนี้ เจ้าหัว(พระสงฆ์)ก็จะเข้าสู่สภาพเดิมอันนั้น ไอ้จั่ว(สามเณร)ก็จะเข้าสู่สภาพเดิมอันนี้ คนไทยคนจีนให้ว่าทุกชาติทุกภาษาเลยมันจะเข้าสู่สภาพเดิมอันนั้น
อันนี้แหละธรรมะเป็นสัจจะแท้ๆ อันนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า สัจธรรมอันนี้แหละให้รู้จัก รับรองว่าทุกคนต้องประสบแน่ๆ …………………. มันเจ็บหลายป่วยหลายไข้หลายเฮาฮู้(เรารู้) เคลื่อนไหวไปมาจิตใจมันคิดหยัง(อะไร) ก็ให้รู้จัก อย่าไปคิดกับมัน แล้วมันจะไปเข้าสู่อันนั้นแหละ
มันจะออกจากกันแล้วก็จะไปเข้าสู่สภาพของมัน มันจะหดออกไปคือ(เหมือน)ปลิงนั่นแหละ มันกัดคือเฮา(เรา)จับปลิงนั่นแหละเคยเว้า(พูด)ให้ฟัง เอาปูนกับยาเอาไปใส่น้ำแล้วเราก็จะจับปลิง เพราะคนจะจับเอาเท่าใดไม่ออก บัดนี้เฮาบ่(เราไม่)ต้องจับมัน เอาปูนกับยามาบีบใส่มันโลด(เลย) มันจะหลุดทีเดียวโลด(เลย) อันนี้ก็อันเดียวกัน ตัดให้มันขาดออกก็อันเดียวอันนั้น คัน(หาก)เอาน้ำบ่อใสๆ นี่ก็อันเดียวอันนั้น
หลวงพ่อว่า ความเดียวนี้ความหมายความเดียวนี่ ทุกคนจะไปโลด(เลย) ไปพ้นโลด(เลย) เพิ่นว่าเป็นสัจจะแท้ๆ คัน(หาก)ว่ามีชีวิตอยู่แล้วไปอันนี้โลด(เลย) แต่มันบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก ตอนนี้มันรู้จักสามารถที่จะไปใช้ได้ จึงว่านี่แหละ ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ไม่ใช่ตายหรือไม่ใช่เกิด อันนี้แหละวิญญาณอันมันรู้อันนี้แหละ ไม่ใช่ตายแล้วไปฮั่น(นั่น)มานี่ จึงว่าอันนี้หลวงพ่อบ่ฮู้(ไม่รู้)จักเรื่องนั้น รู้จักแต่วิญญาณที่แปลว่า “รู้”
“รู้” อันนี้แหละ “รู้”รูปนี้แหละ ปัญญาแปลว่ารอบรู้ รอบรู้อันนี้แหละ บ่แม่น(ไม่ใช่)รอบรู้อันอื่น ตายแล้วเกิดเกิดแล้วตายก็อันนี้แหละ ตายแล้วบ่(ไม่)เกิดก็แม่น(ใช่)อันนี้แหละ จึงว่าความสัจจะความทุกข์เพราะขันธ์ ๕ ความสัจจะความทุกข์จึงว่าใจพ้นไปจากการปรุงแต่ง จะว่าจังได๋(อย่างไร)ได้หมดเดี๋ยวนี้
ที่ได้นำมาเล่าให้ฟังนี้ว่า เฮ็ด(ทำ)อย่างนั้นก็ว่า เบิ่ง(ดู)ความทุกข์ มันคิดก็ทิ้งไป เคลื่อนไหวไปมาให้รู้แล้วก็ทิ้งไป อย่าไปเข้ากับความคิดนั้น รับรองว่าทุกคนจะไปจากทุกข์นี้
ท้ายที่สุดนี้อาตมาเป็นผู้ว่า ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)แนะแนวไว้ และมาแนะนำพวกเฮา(เรา) ให้พวกเฮา(เรา) ได้รู้ ได้เห็น เอาในชีวิตนี้ ถ้าหากว่ายังบ่(ไม่)ทันรู้บ่(ไม่)ทันเห็นในขณะนี้ จวนจะตายนี่แหละให้พวกเราได้พบได้เห็น ท้ายที่สุดนี้ ขอให้พวกเราได้พบได้เห็นเอาในชีวิตนี้และเวลาอันใกล้นี้ จงทุกท่านทุกคนเทอญ
ผู้ถาม : สมาธินี่ ผมไม่ค่อยจะแน่นอนเลย บังคับไม่ค่อยได้
อาจารย์โกวิท : ผมอยากให้หลวงพ่อช่วยเทศน์ พวกเราหลายคนมีอาชีพต่างกันบางคนเป็นครูบางคนเป็นอะไรก็ไม่รู้ เมื่อฟังแล้วคล้ายๆ อย่างหลวงพ่อปฏฺิบัตินี้ เป็นพระหรือเป็นโยม
หลวงพ่อ : เป็นโยม นุ่งกางเกงขาสั้นขายาวนี่แหละนุ่งเสื้อแขนสั้นแขนยาวนี่แหละ มื้อแลงเจ้าของ(ตอนเย็นตัวเอง)นุ่งกางเกงขาสั้นหรือขายาวก็จำบ่(ไม่)ค่อยดีเด้(นะ) ใส่เสื้อแขนสั้น ย่าง(เดิน)ไปย่าง(เดิน)มา ประมาณ ๖ โมงกว่า โอ้ย..กูนี้เป็นพระแล้วเด้(นะ) ว่าเอาเองนี้แหละ บ่(ไม่)มีผู้อื่นว่าให้เด้(นะ) ย่าง(เดิน)ไปย่าง(เดิน)มา ไปเว้า(เล่า)ที่ต้นค้อ(ตระคร้อ)อยู่หว่างกลางนี่ โอ้ยอันเป็นพระนี่อย่างนี้เด้(นะ) คล้ายๆ กับว่าโทสะ โมหะ โลภะ นี่หลุดออกปุ๊กปิ๊กไปเลย แต่มันบ่ตกอันใด แต่มันเบาขึ้น อ้อมันจืดไปเด้(นะ)
โอ้..พระหมายถึงอันนี้ออกนี่เด้(นะ) มันออกจากอันนี้ เหมือนว่ากระติกน้ำดูดเอาน้ำออกนี่ อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน จิตใจมันคือ(เหมือน)อันนั้น คือรู้ซือๆ(เฉยๆ)นี่ พระนี้รู้ซือๆ(เฉยๆ) อันนี้สมมุติเด้อ(นะ)อันนี้รู้แล้วก็ติดติดแล้วก็บ่(ไม่)รู้บ่(ไม่)เป็นตัวพวกนี้ คือว่าหลวงพ่อรู้ รู้ธรรมะอันนี้รู้จะก่อนบวชนี่ รู้จริงๆ เรื่องทำกรรมฐานี่รู้จักเอาที่ใดทำแล้วก็แลยไม่รู้
ผู้ถาม : อย่างฆราวาสที่จะทำกรรมฐานนี่ สมมุติผมที่ทำงานมาก อย่างมานั่งกรรมฐานนี่นะ แต่แนวทางในการที่พวกเราจะพักจิตกันจริงๆ นี่ มันต้องศึกษาว่าจะได้ประโยชน์อะไร อย่างหลวงพ่อว่านั่งก็คิดนู่นคิดนี่ไป จะมีวิธีกำหนดอย่างไรที่มันจะไปง่ายกับฆราวาส
อาจารย์โกวิท : ง่ายที่สุดนี่คือมีความรู้สึกตัวใช่ไหมหลวงพ่อ
หลวงพ่อ : ง่ายที่สุดนี่ ก็จะไปเกี่ยวข้องกับสมาธิเสียด้วยอีกนะ สมาธิแปลว่าจับตัวเราคิดนี่ เราคิดแล้วรู้ อันนี้แหละสมาธิ อันที่มานั่งอยู่อย่างนี้ก็นั่งอยู่อย่างนี้แล้ว แล้วจะมีผู้ใดเอาข้าวมาให้กิน ทุกคนนี่เราจะไม่ไปทำงานแล้วเราจะมีข้าวกินบ่(มั้ย) มันก็บ่(ไม่)มีกินแล้ว แล้วก็พากันไปนั่ง เพิ่น(ท่าน)ก็เว้าแล้วนี่ จริงๆ นะนี่มันสอนกันแบบนี้มานานแล้ว ก็ว่าโอ๊ยเว้าบ่แม่นแนว(พูดไม่ถูกทาง)แล้ว อ้าวแม่นบ่แม่น(ใช่หรือไม่ใช่)ก็ลองฟังดูก่อนเป็นหยัง(เป็นอย่างไร) ทุกคนน่ะเป็นหยัง(เป็นอย่างไร)
คัน(หาก)ว่าทุกคนน่ะมีแล้วสมาธิ จับยืนขึ้นก็ยืนขึ้น บ่(ไม่)รู้ว่ามันเป็นตามสัญชาตญาณ ถ้าตั้งใจจับนี่ สมาธิแปลว่าตั้งใจขึ้น จะจับขึ้นมา จะเอาปืนมายิงใครก็รู้จักนี่ อันนี้ก็สมาธิ รู้จักนี่ ให้รู้จักเสียก่อน บัดนี้มันคิด ก็รู้จัก อันนั้นแหละตัวคนนั่นแหละตัวสำคัญ แต่ฝึกให้รู้จักอันนี้เสียก่อน จึงว่า พริบตา..ก็รู้ ว่าสมาธิตั้งใจมันรู้จักแม่นบ่(ใช่มั้ย) พริบตาก็พริบมาแต่น้อยๆ นู้น แต่ก่อนบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก บ่(ไม่)ตั้งใจก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักเรื่องสมาธิ นี่รู้จักนี่อันนี้แหละสมาธิ อันมันคิดนี่มันคิดมาตั้งแต่น้อยๆ ถ้ารู้ว่ามันคิดอย่างนี้แหละสมาธิ บ่แม่นสมาธินี่อันนั้นบ่แม่นสมาธิแบบพระพุทธเจ้า สมาธิแบบพราหมณ์
อันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี่ เพิ่น(ท่าน)มาทำทางจิตทางใจนี่ ว่าแต่ทำทางจิตทางใจเฮาบ่(เราไม่)รู้จัก ทำอย่างไรบ่(ไม่)รู้จัก บัดใดมาเคลื่อนไหวโดยวิธีใด-ให้รู้ นี่อันรู้นี่ พริบตา-ให้รู้ หายใจ-ให้รู้ คิดนึก-ให้รู้ อันนี้แหละสมาธิพระพุทธเจ้าสอน ย่าง(เดิน)ไปเข้าห้องน้ำ-ให้รู้ ปัสสาวะก็-ให้รู้ อุจจาระก็-ให้รู้ กินข้าวก็-ให้รู้ อาบน้ำก็-ให้รู้ อันนี้เป็นสมาธิพระพุทธเจ้าสอน มันคิด-ก็ให้รู้มาโลด(เลย) เดินจงกรม-ให้รู้สึก อันนี้มองก็ไม่เห็น ละเอียดที่สุดอันนี้ ละเอียดๆ อันนี้ยากความละเอียด ให้รู้จักอันนี้
เรื่องโทสะโมหะอย่าไปเว้า(พูด)มัน เราตั้งใจเราจับเลยบัดเดียวก็เป็นสมาธิ เราตั้งใจซักผ้าก็เป็นสมาธิ สมาธิแปลว่าตั้งใจเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) แล้วตั้งใจจะค่อยไหลไป ไหลไป มันคิดก็โอ้..คิดแล้วนี่ ตัวนัันแหละตัวสำคัญ อันว่าพระไตรปิฎก ๓ ปิฎกนี่ มีขันธ์อันนี้มีสองอัน มันมาจากใจคิดนี้หนึ่งมันสั่งมา สองปิฎกนี้จึงไปเท่ากับปิฎกเดียวนั้น ตัวพระวินัยสองปิฎกนี้เพิ่น(ท่าน)ก็เอาไปเท่ากับพระธรรมปิฎกเดียว เพิ่น(ท่าน)ว่าอันนั้น
อาจารย์โกวิท : หลวงพ่อท่านว่าอย่าไปคิดกับมัน
ผู้ถาม : ผมเป็นทนายความ จะใช้คำว่าอย่างไรโดยคนทุกคนโดยที่ลูกความก็ได้รับประโยชน์ด้วย
หลวงพ่อ : อ้าวอันนั้นมันเรื่องของโลก ไม่ใช่เรื่องของธรรม มันเป็นเรื่องของโลกนี่ ให้บริสุทธิ์เสียก่อนก็ทำให้บริสุทธิ์นี่ อันนั้นเป็นหน้าที่ของคนทำการทำงาน แล้วคนมันต้องทำการทำงาน นี่ไม่ทำการทำงานจะได้กินบ่(มั้ย) คุณเป็นทนายความคุณก็ต้องหาเรื่องมาแก้คดี มาแก้คดีบ่(ไม่)ชนะแล้วใครจะไปจ้างคุณ มันก็ต้องทำงานตามหน้าที่ คุณก็ต้องหวังให้มันชนะ อันคุณชนะเที่ยวนี้โอ้ชนะก็ดีแล้วคนก็ไปหาผู้นั้นทำชนะ คัน(หาก)ทำเท่าไหร่ก็แพ้เขาไปทุกเที่ยว ก็แพ้เขาใครจะไปหา เราก็บ่(ไม่)มีสมาธิแล้ว
ผู้ถาม : ไม่ว่าผิดหรือถูกก็ต้องช่วยเสมอ
หลวงพ่อ : อ้าวอย่างนั้นมันก็ต้องเทวดาแล้ว คนมันก็ต้องอยากชนะแล้ว ยังมีกิเลสนี่น้อ คนเราทำงานก็ต้องหวังดีเด้(นะ) บ่(ไม่)ใช่ทำชั่วเด้(นะ) ทำชั่วเอาชั่วไปเอาซือๆ(เฉยๆ) ไปซือๆ(เฉย)มานี่ รู้จักบ่ซื่อๆ นี่บ่ฮู้จัก อันซือๆ(เฉยๆ) นี้ เบิ่ง(ดู)ความคิดนี้นะ อันนั้นมันเป็นเครื่องประกอบซือๆ(เฉยๆ) นี่นะ การทำบุญนี้ก็เครื่องประกอบตัวนี้ รักษาศีลก็เครื่องประกอบตัวนี้ ไปนั่งสมาธินี้ก็เครื่องประกอบตัวนี้ นี่มาเอาตัวนี้ให้มันสำเร็จ
มันมาสำเร็จตัวความคิดนี้ สำเร็จหมดทีเดียวบ่มีหยัง(ไม่มีอะไร) อันนี้แหละสิ่งที่สำคัญที่สุด ถ้าหากทุกคนมารู้อันนี้แล้ว โอ้..มันจะยากอีหยัง(อะไร) บ้านเมืองก็อยู่เย็นเป็นสุขสิ เดี๋ยวนี้เขาจิไปเว้าหยั่งซี้(จะไปพูดอย่างนี้)แล้ว เอ้าเขาจะว่าให้ แล้วมีคนที่เว้าจังซี่(พูดอย่านี้) จัก(ไม่รู้)มีกี่คนน้อที่จิเว่า(จะพูด)แบบนี้ บ่(ไม่)ค่อยมีเข้าสู่สภาพเดิมของมัน บ่(ไม่)ค่อยมีคนเรา
อย่างพ่อไปหลายจังหวัดแล้ว มีหลายสำนักแล้ว บ่เว้าจักเทื่อ(ไม่พูดสักครั้ง) ที่ว่าไปนั่งสมาธิแล้วจะไปติดภวังค์ ภวังค์อย่างใดบ่ฮู้(ไม่รู้)จักแล้ว จิ(จะ)ว่าความคิดนี้ที่แท้เจ้าของ(ตัวเอง)คิดบ่ฮู้(ไม่รู้)แล้ว บ่ฮู้(ไม่รู้)จักเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)โมหะ แล้วบ้านเฮาเอิ้นฮู้บ่ฮู้จัก(เราเรียกรู้จักหรือไม่รู้จัก) บ้านหลวงพ่อบ่ฮู้(ไม่รู้)จักเขาเอิ้น(เรียก)โมหะ บ้านหลวงพ่อเอิ้น(เรียก)หลงเอิ้นลืม หลงตัวลืมตน หลงชีวิตลืมชีวิต หลงจิตลืมจิต หลงใจลืมใจ โอ้..หลงมันแม่น(ใช่)โมหะหมด
แค่เฮา(เรา)มาฮู้(รู้)จักความคิดนี่แหละ มันคิดแล้วอย่าเข้าไปในความคิด มันคิดแล้วก็แล้วไป คิดดีก็ช่าง คิดชั่วก็ตาม มันคิดซือๆ(เฉยๆ)ดอก คิดแล้วก็ไหลไปคือ(เหมือน)น้ำ อย่าไปห้ามมัน ให้มันไหลไปตามกระแสของมัน ไหลไปโลด(เลย) เฮาเบิ่ง(เราดู)มัน จะไหลไปทางไหนก็ช่างมัน เป็นอย่างนี้ซือๆ(เฉยๆ) ความคิดนี้มันบ่แม่นมือแม่นขาแม่นแข้งแม่นเท้านี่(ไม่ใช่มือใช่ขาใช่แข้งใช่เท้านี่) คิดมาจากไส(ไหน)ก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก อย่าไปเสาะหามัน มันคิดมาแล้วก็ให้มันแล้วกันไป มันฮู้ซือๆ(รู้เฉยๆ)
ฮู้ซือๆ(รู้เฉยๆ) นี่แหละ มันคิดมา..ก็ให้มันเห็น..รู้ซือๆ(เฉยๆ) รู้ไปกับมัน แล้วมันก็จะเป็นภาวะของมัน อ้าวสมมุติให้ฟัง บัดนี้เฮา(เรา)เอาบักค้อ(ตระคร้อ)ไปเพาะที่ขี้ดิน เราก็เอาน้ำไปรดว่าเมื่อไหร่มันจะแตกออกมาน้อ มันก็เป็นธรรมชาติของมัน เราก็เอาน้ำไปรดแล้ว มันจะแตกมันก็แตกมาเอง มันก็เป็นต้นเป็นลำขึ้นมาเอง อันนี้คือ(เหมือน)กัน เราคิดแล้วก็แล้วกันไป เราพูดแล้วก็แล้วกันไป แต่พอเบิ่ง(เห็น)ได้ เป็นความรู้สึกออกมาแล้ว มันจะเข้าสู่สภาพของมัน.