แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ผู้ถอดคำบรรยาย : แววตา
ผู้ตรวจคนที่ 1 :
ผู้ตรวจคนที่ 2
ท. ๑๖๖ เตรียมตัวตาย
ญาติโยมมาถวายพุทธปฏิมากรและพร้อมทั้งไตรจีวรให้แก่พระสงฆ์ถือว่าเป็นบุญ แต่กุศลยังไม่ใช่ อันนี้บุญหมายถึงทำให้จิตใจมันเจริญขึ้นสูงขึ้นอย่างไร เดี๋ยวๆ ก็ทุกข์กันไปเมื่อไม่มีกุศล ถ้ามีกุศลแล้วจิตใจมันจะไม่คิดอย่างอื่น แต่มันจะเสมอต้นเสมอปลายเมื่อมีกุศลแล้ว กุศลนี้จึงว่าเป็น “กุศลาธรรมา” ธรรมที่เป็นกุศล “อกุศลาธรรมา” ธรรมที่เป็นอกุศล คือมันฟูขึ้นแฟบลงนั้นไม่เป็นกุศล และมันเป็นบุญไม่ใช่เป็นกุศลจะเรียกว่าเป็นอกุศลก็ได้ ไม่ใช่ไปว่าบุญทำแล้วชอบใจดีใจชื่นใจแค่นั้นเอง แต่ความฉลาดนั่นแหละมันพร้อม เมื่อความฉลาดพร้อมเมื่อใดนั่นแหละเป็นกุศล
กุศลเรียกว่า ตัวปัญญา ตัวสติ ตัวสมาธิอย่างไร เมื่อตะกี้นี้ว่า ข้าพเจ้าได้เดินทางไปนิพพาน เมื่อมีกุศลแล้วจะได้เดินทางไปนิพพาน ซึ่งวันนี้อาตมาก็จะพูดให้ฟังเรื่องเดินทางไปนิพพาน คำว่าดวงตาเห็นธรรมนี่เราจะไปเห็นสีแสงหรือดวงแก้วพระพุทธรูปอันนั้นมันนอกตัวเราไป ถ้าเห็นธรรมต้องเห็นอย่างที่โยมทำนี่ จากพระพุทธรูปพุทธปฏิมากรพร้อมผ้าไตรจีวรยกขึ้นแล้ว ธรรมต้องคือการทำ ธรรมะจะทำทางภายนอกเมื่อเราเห็น ท สระ ำ แต่ธรรมทางภายในนี่เป็นธรรมะเป็น ธ ร ร ม เป็นอย่างนั้น จึงว่าธรรมมันมีหลายซับหลายซ้อน
เมื่อโยมเข้าใจว่าธรรมะอย่างที่ตัวโยมทำนี่แหละ คือตัวโยมนี่เป็นธรรมะ ต้องเห็นเรา การทำ การพูด การคิด นี่เป็นธรรมะต้องเห็นที่อย่างนี้ เมื่อไปเห็นที่อื่นแล้วอันนั้นเรียกว่า ลืมตัว หลงตัว พุทธเจ้าท่านสอนว่า “อย่าลืมตัว อย่าหลงตัว” ภาษาบ้านเรา ถ้าเป็นภาษาธรรมก็เรียกว่า “โมหะ” ตัวไม่รู้จริง อันนี้มันเป็นของจริง ทำดีทำชั่ว ทำไม่ดีทำไม่ชั่ว ตัวคนเองทำ ดังนั้นจะปรารถนาเอาพระนิพพานก็เช่นเดียวกัน มันเป็นคำๆ เดียวกัน ที่ว่าเห็นธรรมะนี่แหละ
ที่โยมพูดเมื่อกี้นี้ว่า ให้ข้าพเจ้าได้พระนิพพานในชีวิตอันเวลาใกล้ๆ หรือปัจจุบันภพนี้หรือชาตินี้ ก็เหมือนกันที่ว่าได้ดวงตาเห็นธรรมนั่นเอง เมื่อเห็นธรรมแล้วพระนิพพานก็ไหลมา เมื่อพระนิพพานไหลมาแล้วสันติหรือความสงบเกิดขึ้นภายในจิตใจ อันนั้นก็เรียกว่านิพพาน คำว่านิพพานนี้จะเรียกว่าสันติความสงบก็ได้ หรือความสงบเฉยๆ ก็ได้ หรือจะว่านิพพานก็ได้ หรือจะว่าเห็นธรรมก็ได้ ดังนั้นความสงบนั่นแหละเป็นนิพพาน ความสงบนั่นแหละคือเห็นธรรมะ
จึงว่าให้เราทุกคนผู้ที่มีศรัทธามาถวยาพระพุทธรูปนี้พุทธปฏิมากรพร้อมทั้งไตรจีวรนี่ ให้เข้าไปแนบแน่นอยู่กับสิ่งอันพระพุทธรูป อันนี้มันเป็นวัตถุภายนอก เป็นพระไม่สมบูรณ์แบบ แต่ว่าพระพุทธรูปนี่เป็นวัตถุที่ทุกคนควรเคารพนับถือ ถ้าไม่มีแล้วก็เอาตัวของโยมหรือตัวของบุคคลทุกคนเป็นพระแทน ดังนั้นพระนั้นต้องอยู่ทุกคน ไม่ใช่อยู่ตามถนนหนทางนอนอยู่อย่างพระพุทธรูปองค์นี้ ไม่ใช่อย่างนั้น อันนี้เป็นวัตถุ แต่พระจริงๆ นั้นต้องไปไหนมาได้ ไปถนนหนทางก็ได้
พอดีพูดมาถึงพระก็จะพูดเรื่องพระให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง อาตมาได้ยินพ่อแม่หรือครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไปได้ ๕,ooo ปีจะเป็นศีลธรรม คำว่าศีลธรรมนี้จะมีเทวดาองค์หนึ่งมาปิดดวงอาทิตย์นี้ไม่ให้มีแสงสว่างเลย ๗ วัน ๗ คืน คนไม่รู้ทิศทางจะเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ คนไม่รู้ทิศทางเดินไปไหนมาไหนไม่ได้ก็ต้องมีความทุกข์ทรมาน อดอยากหรือหดหู่อะไรก็ว่าได้ เพราะอดอยากนี่อยากก็ไม่ได้กินหูก็ไม่ได้กินเลย เมื่อเป็นเช่นนั้นครบ ๗ วัน ๗ คืนแล้ว มีพระพุทธรูปองค์หนึ่งหรือสององค์ร้อยองค์พันองค์ก็ตามในเมืองไทยทั้งหมดเลย หรือจะอยู่ในประเทศอินเดียก็ตามประเทศไหนก็ตาม พระพุทธรูปปฏิมากรนี่จะเหาะมารวมกันที่ใดที่หนึ่งจะเหาะไปรวมกัน
พอดีไปถึงที่จุดหมายปลายทางที่รวมตัวกันนัดกันว่าไปรวมกันที่นั่น อย่างที่โยมนัดกันมาวัดสนามในเอาพระพุทธรูปมาถวายอย่างนี้มาถึงวัดสนามใน สมมุติพระพุทธรูปนี่ที่เป็นวัตถุอันหนึ่งจะแตกสลายไปหมดเป็นไฟไปเป็นฝุ่นไป แต่ตัวจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้านั้นไปเกาะอยู่กับตัวพระพุทธรูปนั่นแต่ละองค์นั้นเท่ากับเมล็ดงา แต่ดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าไปเกาะอยู่กับพระพุทธรูปนั้นเท่ากับเม็ดงานนั้น จะรวมตัวกันเข้าเป็นรูปของเจ้าชายสิทธัตถะกุมารขึ้น เมื่อเป็นรูปของเจ้าชายสิทธัตถะกุมารขึ่นแล้วก็เป็นรูปพระพุทธเจ้าขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเป็นรูปพระพุทธเจ้าขึ้นแล้วก็เปิดดวงอาทิตย์ทีเดียว ไปเปิดจุดมืดนั่น พระพุทธเจ้าก็ไปเปิด แล้วแสงสว่างส่องเข้ามาในโลก โลกจะมองเห็นทิศทางไปได้มาได้
แล้วคนใดได้ไปฟังธรรมะในระยะ ๗ วันนั้นแหละ พระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมะอยู่นั่นแหละ บัดนี้คนที่มีปัญญาได้ดวงตาเห็นธรรมครบ ๗ ช่วงเวลา ในกายของเรานี่ ธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ จริงๆ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจสมุปบาท เหล่านี้รู้จักครบถ้วนแล้ว บัดนี้ก็เชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ในขณะที่พระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมะอยู่นั้นแหละ คนใดที่มีปัญญาลดน้อยลงไปก็ได้เป็นพระอนาคามี พระอนาคามีนั้นจะมาเกิดในมนุษย์อีกชาติหนึ่ง นอกจากนั้นก็เป็นพระสกิทาคามี แล้วพระโสดานั้นจะมาไม่เกิน ๗ ครั้งจะมาเกิดในมนุษย์ แต่พระโสดาเอกพีชีนี่เท่ากับพระสกิทาคามี มีคุณค่าเท่ากัน จะมาเกิดในมนุษย์อีกครั้งเดียวเท่านั้น
โยมมาถวายสังฆทานวันนี้ก็อยากให้โยมคิดว่า จิตใจที่มันปกติท่านเรียกว่าสงบ แล้วจิตใจมันสงบท่านว่าอุเบกขา คำว่าอุเบกขาก็เฉยๆ โยมนั่งอยู่ในขณะนี้ทีแรกโยมจะรู้สึกว่านั่งพับเพียบ นั่งนานๆ โยมจะไม่รู้สึกตัวว่านั่งพับเพียบหรืออะไร จิตมันวางจากสภาพนี้ไป เรียกว่าอุเบกขาววางเฉย ลักษณะนี้ก็เรียกว่านิพพานเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราต้องพยายามทำนิพพานนี้แหละให้มันกว้างขึ้นๆ หรือให้มันยาวขึ้นๆ มากขึ้นๆ มากขึ้นเท่าไหร่จนครบสมบูรณ์เรียบร้อยแล้วก็นั่นแหละ คือนิพพานในปัจจุบันภพนี้อย่างที่โยมปรารถนา การเอาสวรรค์นิพพานนั้น อยากขอแนะนำญาติโยมทำให้ถูกให้ตรง เพราะถ้าเราทำไม่ถูกไม่ตรงแล้วจะไปอ้อนวอนขอร้องอย่างศาสนาอื่นๆ นั้นเดินทางหลงทาง
พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า พุทธศาสนานี้ไม่มีการขอร้องอ้อนวอน พุทธศาสนานี้ต้องทำเอง รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง ดังนั้นอาตมาจึงเป็นคนแนะแนวให้รู้จัก วิธีการเข้าไปหาตัวเอง ตัวธรรมะนั่นเอง ธรรมะ เวลาเราทำอะไรต้องเอารูปนี้ไปทำ ทำทุกสิ่งทุกอย่างต้องเอารูปนี้ไปทำ ส่วนทำทางกายทางกายก็ไป ทางวาจาก็ทางวาจาทำ ใจคิดก็ใจคิดไป อันนั้นเรียกว่าเป็นพระแล้ว เป็นพระรัตนไตยทั้ง ๓ นี่แหละ ลักษณะ 3 อย่างนี้เขาเรียกว่าไตรลักษณะ ๓ อย่าง ส่วนพระพุทธรูปอันนี้เหาะไม่ได้ เหาะไม่ได้จริงๆ จะเหาะไปที่ไหนได้เป็นทองก็เป็นอย่างนี้ เป็นไม้เป็นอิฐเป็นปูนก็เป็นอย่างนี้ ส่วนบุคคลเหาะได้ ที่จะไปรวมกันที่ไหนก็ได้
ปรากฏว่าพระสงฆ์องค์เจ้าองค์ใด แสดงธรรมะให้เป็นเนื้อหาเป็นบุคลาธิษฐานได้เป็นธรรมาธิษฐานได้ คนผู้ที่ยังไม่มีปัญญาจำเป็นต้องฟังเรื่องบุคลาธิษฐาน คนใดที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดดีแล้วต้องฟังธรรมาอธิษฐานล้วนๆ อันนี้ก็พูดกันเรื่องศีลธรรม พูดกันเรื่องนิพพานอย่างที่โยมต้องการในขณะนี้ หากว่าโยมรู้จักวิธีที่จะเอาไปใช้กับชีวิตของโยมแล้ว นั่นแหละโยมจะได้เข้าใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียนู้นตายไปแล้วได้ 2528 ปีหรืออาจจะกว่านั้นก็ได้
เคยได้ยินบ้างไหมสมัยพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ พระวักกลิไปชอบพระพุทธเจ้า เมื่อไปชอบพระพุทธเจ้าก็ไปบวชกับพระพุทธเจ้า เมื่อไปบวชกับพระพุทธเจ้าแล้วก็ไม่ทำธุรกิจ ไปดูเอาแต่รูปโฉมของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตวาดหรือจะว่าอย่างไร ว่าโกรธหรือด่านี่ว่าอย่างไรอันนี้ว่าอย่างไร พระพุทธเจ้าด่าพระวักกลินี่ แต่ไม่ได้ด่าด้วยความพินาศ ด่าด้วยความเจตนาเพราะอยากให้พระวักกลิกลับเนื้อกลับตัว หรือพระวักกลิเข้าใจเป็นพระพุทธเจ้า พระวักกลิก็บอกว่าเป็นพระพุทธเจ้า
มันไม่ใช่พระพุทธเจ้า ตัวรูปอันนี้ตายเป็นไหม..ตายเป็น พระวักกลิตายเป็นไหม..ตายเป็น อันนี้ตายแล้วเน่าเหม็นเป็นไหม..เน่าเหม็นเป็น พระวักกลิตายแล้วเน่าเหม็นเป็นไหม..เน่าเหม็น ก็เหมือนกันมันเป็นวัตถุ แต่พระพุทธเจ้าจริงๆ ไม่ใช่อันนี้ ถ้าหากพระวักกลิต้องการพบพระพุทธเจ้าจริงๆ ก็หันเข้ามาศึกษาที่ตัวเอง พระวักกลิได้สติก็เลยมาศึกษาตัวเอง รู้จักการทำ การพูด การคิด เรียกว่าได้ดวงตาเห็นธรรม ได้กระแสพระนิพพาน ฟังเข้าไปอีก บัดนี้รู้ลักษณะสภาพสภาวะจิตใจมันดีใจเสียใจ หรือรู้จักลงไปที่สภาพสภาวะที่ไม่ดีใจไม่เสียใจ นี่เป็นอย่างนั้น ก็เลยเห็นพระพุทธเจ้า
โอ้พระพุทธเจ้านี่ อยู่นำคนทุกคนไม่ยกเว้นเลย แล้วแต่ผู้ที่เป็นเจ้าของรูปอันนี้แหละจะทำให้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นบ้างไหม หรือจะไม่ทำให้เกิดขึ้น อันนั้นมันมีสิทธิอยู่กับตัวบุคคล หรือพระนิพพานก็เช่นเดียวกัน สมมุติเอาว่าตัวบุคคลที่จะเป็นเจ้าของรูปนั่นแหละจะทำให้พระนิพพานเกิดขึ้นบ้างไหม หรือจะไม่ทำให้เกิดขึ้น อันนั้นมันเป็นสิทธิของบุคคลที่เป็นเจ้าของรูปนั้น แล้วจะทำให้มันมีความสงบสันติได้ไหม หรือจะไม่ทำ มันขึ้นอยู่กับบุคคลคนนั้น
ดังนั้นญาติโยมมาถวายภัตตาหาร พร้อมทั้งพระพุทธรูปและไตรจีวรบริขารต่างๆ ให้แก่พระสงฆ์ พระสงฆ์ก็ไม่มีอะไรที่จะสนองเสนอตอบแทนบุญคุณของญาติโยม มีสิ่งเดียวคือคุณธรรม ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า จงรู้ตัวเองศึกษาตัวเอง เมื่อรู้ตัวเองศึกษาตัวเองแล้วก็จะพบพระพุทธเจ้า พบพระธรรม พบพระสงฆ์ คำว่าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์นั้นก็เป็นพระพุทธเจ้า แปลว่าผู้รู้ดีรู้ชอบ
คนใดรู้ดีรู้ชอบก็เป็นพระพุทธเจ้า พระธรรมก็หมายถึงการกระทำ หรือคำสอนของท่านนั่นแหละ บัดนี้พระสงฆ์คือบุคคลผู้ที่ประพฤติตาใปฏิบัติตามพระธรรมวินัยยังมีอยู่ บอกว่า “มีผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัยมีอยู่นั้น มรรคผลนิพพานก็จะไม่ว่างจากโลกนี้” พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อันนี้ บัดนี้ถ้าหากพระสงฆ์หรือญาติโยมอยู่โดยชอบแล้ว พระอรหันต์ก็จะไม่ว่างจากโลกนี้
โยมลองดูไปสิ ลักษณะนี้เป็นอย่างไร จิตใจเราหงุดหงิดไหม ฟังพระเทศน์จิตใจเราสบายไหม หรือจิตใจเราสงบไหม อันนั้นเขาเรียกว่าอยู่โดยชอบ อยู่โดยความสงบ พระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลกนี้ พระอรหันต์นั้นไม่ได้หมายถึงเห็นตับไตไส้ปอดคนนั้นคนนี้ หมายถึงเห็นตัวเรา เมื่อเห็นตัวเราแล้ว สภาพภาวะจิตใจของเราเมื่อยังไม่รู้ธรรมะก็เหมือนกันกับบุคคลผู้ที่ยังไม่รู้ธรรมะ เรียกว่าปุถุชน ท่านว่าอย่างนั้น
บัดนี้เมื่อเรามาฟังธรรมะ จากบุคคลผู้ที่แนะแนววิธีให้เข้าถึงตัวสัจธรรม เราก็มีจิตใจสะอาด สว่าง สงบ เช่นเดียวกัน ก็มองเห็นสภาพ เอ้ขายังไม่รู้ แต่เมื่อเขารู้เขาก็จะเหมือนกันกับเรา ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนไว้ว่า “สภาพสภาวะดั้งเดิมเหมือนกันทั้งหมด” จะเป็นคนไทยหรือคนอินเดียก็ตาม เมื่อยังไม่รู้ก็ว่าไปเท่านั้นแหละ
ต่อมาบัดนี้พระพุทธเจ้าบอกว่า “สัตว์ทั้งหลาย เราตถาคตเป็นผู้ไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้จะเห็นจะเข้าใจซาบซึ้งแนบแน่นอยู่กับสิ่งนั้น เหมือนกับเราตถาคตนี้แล” บัดนี้เราเอาแต่อ้อนวอนขอร้อง การกระทำของเรายังไม่ทำเลย อันนี้เรียกว่า พระพุทธเจ้าบอกว่า พุทธศาสนาคำสอนของพระตถาคตนั้นไม่มีสิ่งใดจะขอร้องอ้อนวอนได้ ต้องทำเอง
แต่เราไปสงสัยคำพูดอยู่คำหนึ่งว่า “สัตว์ทั้งหลายจงมีส่วนแห่งบุญที่ได้กระทำลงแล้วในบัดนี้” เราสงสัยคำนี้ เราจึงมีการกรวดน้ำอ้อนวอนขอร้อง แต่ความหมายอันนี้มันลึกลับ แต่คนมีปัญญาฟังสบาย คนที่ไม่มีปัญญาความจะลึกลับสักหน่อย มีความหมายอย่างนี้ ท่านบอกว่า “สัตว์ทั้งหลาย จงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้” เราไม่เข้าใจ “จงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำลงไปแล้ว” คือว่า เราตถาคตได้กระทำมาแล้ว เห็นแล้ว แล้วจึงให้พวกเธอทั้งหลายมาทำ จะมีส่วนได้รับผล หรือจะรู้จะเห็นอย่างเราตถาคตนั้น
ไม่ใช่จะไปครองผ้าเอาแล้ว ข้าพเจ้าขอเป็นธรรมทายาท หรือญาติธรรม หรือเป็นสาวก อันนั้นเป็นการพูดร้องขอเอา พระพุทธเจ้าท่านสอนให้เราได้ประพฤติปฏิบัติตามอย่างที่พระองค์นั้นจะมีส่วนแบ่งจริงๆ แต่ไม่ใช่พระองค์จะมีส่วนแบ่ง คือรูปของเรานี่เหมือนกันกับรูปพระพุทธเจ้า จิตใจของเราเหมือนกันกับจิตใจของพระพุทธเจ้า แต่เราไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า อาศัยการฟัง อาศัยการดู อาศัยการเห็นแจ้ง ฟัง..แล้วทำดู แล้วจะเห็นแจ้งชัดเข้ามาภายในจิตใจ
นอกจากสัจธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว พระสงฆ์ก็ไม่มีอะไรจะเสนอสนองตอบแทนได้ แม้คุณค่าของญาติโยมมาทำถวายอย่างนี้ก็มีค่าคุณพอสมควร แต่ว่าคำพูดของอาตมาพูดนี้ นำเอาคำพูดคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นควรจะมีค่าราคาของสิ่งนี้ไป เพราะว่าซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ ต้องทำเอง ชีวิตของคนจึงไม่มีตลาดขาย ท้ายที่สุดนี้วันนี้เป็นวันเสาร์เป็นวันพระ ให้ญาติโยมทุกคนเป็นพระเข้าถึงสัจธรรมชีวิตของเราที่ไม่เคยมีทุกข์ ในภพนี้หรือชาตินี้จงทุกท่านทุกคนเทอญ.
…………………………..
วันนี้เป็นวันเสาร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๒๘ ตรงกับวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ พวกเราชาวพุทธที่เคยถือพุทธศาสนาเรียกว่าเป็นหัวใจของคนไทย คนไทยส่วนมากนับถือพุทธศาสนาไม่ค่อยตรงกัน เมื่อคนเห็นไม่ตรงกันเรียกว่านานาจิตตัง จิตใจคนคิดไม่เหมือนกัน แต่เมื่อความจริงแล้วถ้าหากว่าเราศึกษาหลักพระพุทธศาสนาจริงๆ แล้ว ต้องตรงกัน จะเป็นพระสงฆ์องค์เจ้าก็ต้องศึกษาธรรมะอันเดียวกัน และญาติโยมก็ต้องศึกษาธรรมะอันเดียวกัน คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงไม่มีสองอัน มีอันเดียว เรื่องสองเรื่องสามการทำพิธีอย่างนั้นพิธีอย่างนี้ อันนั้นมันเป็นศาสนะพิธีทำให้มันสวยงามขึ้นมา มันก็ดี
แต่ความจริงแล้วพระพุทธศาสนาสอนจริงๆ ท่านสอนวิธีที่ให้คนเปลื้องความทุกข์ออกจากตัวเราหรือออกจากจิตใจ ทุกคนเกิดมาแล้ว ในที่นี่พูดกันอย่างตรงไปตรงมา เพราะวันนี้ก็เป็นวันทำบุญเรื่องแสดงฌาปนกิจ วันนี้ทุกคนเกิดมานี่ไม่ต้องการความตาย แต่คนตายทำไมหนีไม่พ้น เพราะเรื่องอะไร เราเกิดมาทุกคนไม่ต้องการทั้งหมด แต่ทุกคนก็ต้องเดินไปสู่ความตายทั้งนั้น อันนี้พระพุทธเจ้าท่านสอน ทุกคนต้องควรศึกษาหลักนี้ให้รู้ให้เข้าใจ
พระพุทธเจ้าท่าน “กลัวเกิด ท่านไม่กลัวตาย” แต่คนเรากลัวตาย สมัยหนึ่งอาตมาไปแสดงธรรมที่จังหวัดบุรีรัมย์ เรื่องงานกฐิน คนไปฟังเทศน์ในงานกฐินกันมากอย่างน้อยก็ต้องเป็นร้อยๆ ทีเดียว ถามเอาว่า โยมมาทำบุญวันนี้ต้องการอะไร ต้องการความสุขใช่ไหม ก็เป็นเสียงเดียวกัน ต้องการสวรรค์ใช่ไหม เป็นเสียงเดียวกันตอบเช่นนั้น ต้องการนิพพานใช่ไหม เป็นเสียงเดียวกันทั้งหมดเลย ดังนั้นคนทุกคนต้องการแต่ความสุขความเจริญความก้าวหน้า
บัดนี้ถามอีกในทางตรงกันข้าม โยมมานี่ใครต้องการความตาย ไม่มีใครสักคนเดียว เป็นเสียงเดียวกันทั้งนั้นไม่ต้องการความตาย แล้วใครต้องการความทุกข์ ไม่มีใครทั้งหมดต้องการความทุกข์ก็ไม่ต้องการ อันนี้แสดงว่า คนไทยถือศาสนาพุทธแต่เข้าใจเป็นบางอย่าง ก็ดีมากแล้ว แต่ว่าพระพุทธเจ้าท่านกลัวเกิด ความตายไม่ต้องกลัว ทำไมจึงพูดอย่างนั้น เพราะว่าท่านให้ศึกษาชีวิตของเรา คนเราทุกคนต้องมีชีวิต ชีวิตจะอยู่ได้ก็เพราะมีลมหายใจ ถ้าหมดลมหายใจคราวใดก็เรียกว่าหมดชีวิตไปคราวนั้น
ดังนั้นการศึกษาชีวิตของเรานั้น ควรศึกษาและปฏิบัติแต่เมื่อเรายังมีอารมณ์หายใจอยู่ในขณะนี้ เราจะไปคอยรอเอาไว้วันพรุ่งนี้หรือวันหลังวันต่อไปข้างหน้าเราจึงจะศึกษาเรื่องชีวิตของเรา อันนั้นเป็นการเข้าใจผิด ดังนั้นการถือพุทธศาสนาจึงไม่เหมือนกัน คนที่ตายไปแล้วนี่เรียกว่าเรามาทำบุญฌาปนกิจวันนี้ ตายไปแล้วคนนั้นก็ไม่ต้องการตาย แต่มันต้องตาย ดังนั้นพระพุทธเจ้ามีวิธีที่จะนำมาเล่าสู่ฟังในวันนี้ วิธีที่ไม่เกิดและก็ไม่ต้องตาย
ท่านสอน “ไม่ต้องเกิดและก็ไม่ต้องตาย” เกิดเป็นคนก็ตายอย่างคนน่ะโยม เกิดเป็นสัตว์ก็ต้องตายอย่างสัตว์ เกิดเป็นเทวดาก็ต้องตายอย่างเทวดา เกิดเป็นพระอินทร์พระพรหมก็ต้องตายอย่างพระอินทร์พระพรหม สู้ไม่เกิดและไม่ตายไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนคนทุกเพศทุกชั้นทุกวัย เป็นคนผู้ที่ยากจนก็ศึกษาได้ เป็นคนผู้ที่ร่ำรวยมีเงินมีทองมากๆ ก็ศึกษาได้เช่นเดียวกัน และคนจะเรียนหนังสือมากๆ ได้ปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอกหลายปริญญาเอกก็ศึกษาเช่นเดียวกัน เรียนหนังสือไม่ได้อ่านหนังสือไม่เป็นก็ศึกษาได้ เรื่องชีวิตของเรา
ดังนั้นชีวิตจึงมีค่ามีราคามาก ต่อเมื่อเราเข้าใจเรื่องชีวิตของเรา คนเราทุกคนตัวของอาตมาเองก็เช่นเดียวกัน ชอบลืมตัวเอง ภาษาธรรมะเรียกว่า โมหะ ภาษาบ้านเราเรียกว่า ลืมตัว หลงตัว เมื่อพูดมาถึงจุดนี้ก็อยากถามโยมทุกคนนี่ถามด้วยความจริงใจ โยมเคยโกรธไหม..เคยครับ โกรธสวยไหม..ไม่สวย ชอบไหมโกรธ..ไม่ชอบแต่บางครั้งมันจำเป็นต้องโกรธ มันอยู่ที่ไหนความโกรธ
นี่หลักพุทธศาสนาสอน แม้เราจะทำบุญให้ทาน รักษาศีล ทำกรรมฐานเจริญวิปัสสนาก็ตาม จะมารวมตรงจุดนี้แหละ จุดไม่ให้มันมีความโกรธ ไม่ให้มันมีความโลภ ไม่ให้มีความหลงเกิดขึ้นจากจิตใจเรา เมื่อเราทำบุญให้ทานมากๆ แต่เรายังโกรธ โลภ หลง อิจฉาริษยาเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้น ยังไม่ได้เป็นบุญ ยังไม่ได้เป็นที่ว่าประเพณีอันดีงาม เขาเรียกว่าศีลธรรม แต่เราเป็นคนไทยศึกษาหลักพุทธศาสนาจริงๆ แล้ว ก็ต้องศึกษามาตั้งแต่ต้นๆ
เรียกว่าศีลธรรม ให้ทาน รักษาศีล เจริญกรรมฐานวิปัสสนา มันเป็นชื่อของมัน ตัวจริงแล้วคนกลัวบาปกับกลัวตาย แต่ต้องการความเจริญความก้าวหน้าความสุข แต่เราเคยเห็นรู้ไหม บาปคืออะไร บุญคืออะไร เคยรู้ไหม ไม่เคยรู้ รู้เพียงแต่ชื่อมันเท่านั้นเอง เราก็เลยไปติดชื่อมันเลยไม่รู้ของจริง ที่อาตมาพูดของจริงวันนี้อาจจะขัดใจเป็นบางคน แต่ก็เป็นธรรมดาต้องพูดความจริงเพราะหนีความจริงไปไม่ได้ เมื่อไม่พูดความจริงแล้วท่านว่าโกหกหลอกลวงพูดเท็จ
ดังนั้นเรื่องความโกรธ ความโลภ ความหลงนี่ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้นเพราะเราหลงตัว ลืมตัว ภาษาธรรมะเรียกว่าโมหะ ความจริงแล้วโมหะไม่มี โทสะโลภะไม่มี มีแต่ความรู้สึกตัวความตื่นตัว ถ้าเรารู้สึกตัวตื่นตัวอยู่เสมอแล้ว ความหลงไม่มี เมื่อความหลงไม่มี ก็โทสะโมหะโลภะเกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อโทสะโมหะโลภะเกิดขึ้นไม่ได้เราก็เรียกว่าเป็นเทวดาแน่ เทวดาก็เป็นคนธรรมดานี่เอง เข้าใจไหมที่พูดนี่ เขาจึงว่าสมมุติ เรานี่แหละทุกคนทำได้เรื่องนี้ เพราะเรื่องชีวิตนี้เป็นเรื่องสำคัญ
ในขณะนี้ทุกคนอาตมาคิดเองนะนี่ แต่บางคนอาจจะมีเหตุหงุดหงิดใจพอเล็กๆ น้อยๆ บางคนอาจจะทำให้จิตใจสะอาด เบา สบายใจ อาจจะเป็นอย่างนั้นก็มีนะ บางคนจะเข้าใจว่า เอ๊ะ..เรานั่งอยู่นี่ฟังเทศน์ ไม่รู้จักว่าเรานั่งอย่างไร พนมมืออย่างไร ไม่รู้เลยบางคน อันนี้แสดงว่าสวรรค์และนิพพานเกิดขึ้นมาในจิตใจของเราแล้ว จึงเรียกว่าสวรรค์ก็มีอยู่ที่เรานี่แล้ว นิพพานก็มีอยู่ที่เรานี่แล้ว แต่เราไม่ได้สนใจเรื่องสวรรค์เรื่องนิพพานในปัจจุบันนี้ เราไปฟังเทศน์ฟังธรรมจากพระเจ้าพระสงฆ์ แสดงธรรมให้ฟังว่า ตายแล้วจึงจะเอาสวรรค์ ตายแล้วจึงจะเอานิพพาน เมื่อตายแล้วเราจะรู้รสชาติสวรรค์นิพพานได้อย่างไร เราต้องคิดอย่างนี้
นรกก็เช่นเดียวกัน เรียกว่าตายแล้วจึงจะไปตกนรก แล้วคนตายแล้วมันจะรู้เรื่องอะไร ต้องเข้าใจอย่างนี้ ว่าคนไทยถือพุทธศาสนาการศึกษาเล่าเรียนสมัยนี้ไม่เหมือนตั้งแต่สมัยก่อนๆ สมัยนี้มีการศึกษาเล่าเรียน รู้จัก แล้วก็ประพฤติปฏิบัติ รู้จัก พูดให้ฟังอย่างที่กระทัดรัดเพราะว่าอาตมาเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่พูดแต่ความจริงก็พอแล้ว บาปก็คือทุกข์นั่นเอง ถ้าหากว่ามีทุกข์ในขณะไหนเวลาใด นั่นแหละเรามีบาปแล้ว ดังนั้นในขณะไหนเวลาใด อย่างที่ญาติโยมนั่งอยู่ขณะนี้แหละ ไม่มีทุกข์เกิดขึ้น นั่นแหละตัวบุญ
บุญนั้นมันเป็นชื่อของบุคคลที่ไม่มีทุกข์ บาปนั้นมันเป็นชื่อของบุคคลผู้ที่มีทุกข์ ดังนั้นเราควรศึกษาเรื่องชีวิตของเราจริงๆ ชีวิตนี่ซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านจึงสอน ให้ทุกคนมีสิทธิเข้าไปแนบแน่นอยู่กับชีวิตที่ไม่มีทุกข์นะ ท่านสอนอย่างนั้น ดังนั้นให้พวกเราทุกคน มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เข้ามาแนบแน่นอยู่กับชีวิตที่ไม่มีทุกข์นั่นเอง ที่ทำบุญวันนี้ก็เลยมาพูดให้ฟังเป็นเพียงปัจจัยสำคัญสั้นๆ เพราะว่าตัวอาตมาก็เวลาน้อย แล้วก็ไม่ค่อยสบายอายุมากแล้วพูดมากก็ไม่ค่อยได้
ดังนั้นเมื่อบิดามารดาเราตายไปแล้ว เราจะทำอย่างไร ก็ตัวเราเองได้รับมรดกตกทอด ถ้าเกิดเป็นคนก็เรียกว่าลูกคน ถ้าเกิดกับสัตว์ก็ว่าลูกสัตว์ ถ้าเกิดเป็นคนเราก็ต้องทำตัวให้มันเป็นคนจริงๆ บางคนรูปร่างหน้าตาเป็นคน จิตใจอาจจะเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้ หรือจิตใจอาจจะเป็นสัตว์นรกก็ได้ มันเป็นอย่างนั้น บางคนรูปร่างหน้าตาแข้งขวามือเท้าเป็นคน อาจจะเป็นเทวดาก็ได้ หรือเป็นพระอินทร์พระพรหมก็ได้ ที่สุดทำตัวของเราเป็นพระอริยะบุคคลก็ได้ โยมทางนี้คงจะเคยได้ฟังมากกว่าทางจังหวัดเลย
พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า สภาพสภาวะของคนทุกคนเหมือนกัน คนไทยคนจีนคนฝรั่งเศสคนอังกฤษคนอเมริกา และคนอินเดียที่พระพุทธเจ้าเกิดในประเทศอินเดีย ก็มีหน้าตาแข้งขวามือเท้าเหมือนกัน คนยุคนั้นก็กินข้าวปลาอาหารเดินดินไปได้เหมือนกัน ท่านว่าอย่างนั้น ต่อเมื่อยังไม่เข้าใจในชีวิตของเราก็ต้องเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ ทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ ให้ทานอย่างนั้นให้ทานอย่างนี้ รักษาศีลอย่างนั้นรักษาศีลอย่างนี้ นั่งภาวนาอย่างนั้นนั่งภาวนาอย่างนี้ ต้องภาวนาบทนั้นภาวนาบทนี้ อันนั้นแสดงว่าเมื่อสมัยนั้นพระพุทธเจ้าก็ยังไม่รู้ ยังไม่ได้มีพระพุทธเจ้า
ต่อมาเมื่อท่านได้เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา ทุกคนเคยได้ยินว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะการกระทำทางจิตทางใจ พอดีท่านได้ตรัสรู้แล้วท่านก็มาแสดงธรรมให้พวกเราฟัง แต่ไม่ได้มาแสดงที่เมืองไทยนะ แต่คงจะแสดงที่ในประเทศอินเดียเพราะท่านอยู่อินเดีย “สัตว์ทั้งหลาย เราตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้อย่างเราตถาคตนี้ ก็จะเห็นอย่างเราตถาคตนี้ จะพ้นทุกข์ไปได้อย่างเราตถาคตนี้” นี่ท่านสอนอย่างนี้
แล้วบัดนี้เราถือศาสนาพุทธ แต่ไม่ชอบทำตามแบบพระพุทธเจ้า เราก็เลยมาติดเรื่องว่าเป็นวัตถุ อันนี้ไม่ได้ห้ามนะ แต่แนะนำว่าอย่าย่ำเท้าอยู่ที่นี่ เพราะทุกคนได้ให้ทานมาแล้ว ทุกคนได้รักษาศีลมาแล้ว ทุกคนได้ทำกรรมฐานมาแล้วไม่มากก็น้อย ทุกคนได้เจริญวิปัสสนามาแล้วไม่มากก็น้อย แต่ว่าเรื่องมาดูจิตใจของตัวเองนี่สำคัญไม่ค่อยเข้าใจ ตอนนี้วันนี้ก็เลยอยากแนะนำให้รู้จัก
ว่าพ่อของเราแม่ของเราเมื่อท่านล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว ก็ตัวของเรานี่เป็นตัวแทน ดวงจิตวิญญาณของเรามีขึ้นมาได้ก็เพราะท่านเอง เมื่อเรารักท่านก็ต้องรักตัวเรา เมื่อเราคิดถึงท่านก็ต้องคิดถึงตัวเรา เมื่อตัวเราลืมตัวเราก็ลืมท่าน เมื่อตัวเราเกลียดเราก็ต้องเกลียดท่าน เมื่อเรามีทุกข์ในขณะไหนเวลาใด พ่อแม่เราที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วก็ทุกข์เช่นเดียวกัน เมื่อใดเวลาใดในขณะไหนวินาทีใดเราสบายใจ ท่านล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วท่านก็สบายใจ
ตอนนี้ก็อยากถามโยมสักนิดเดียว โยมมีลูกกี่คน..๕ คน ถ้าลูกโยมมีความทุกข์โยมสบายใจไหม..ไม่สบายใจ ถ้าลูกโยมมีความสบายใจโยมสบายใจไหม..สบายใจ นี่เช่นเดียวกัน ดังนั้นบิดามารดาของเรานี่ก็เหมือนกับตัวเรา เมื่อท่านล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว เราต้องตั้งตัวอยู่ในคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้นั้น
อันนี้แหละจึงว่า การบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนทั้งหลายจะหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินนี้เพราะการอธิษฐาน ท่านก็ยังว่าไม่ชื่อว่าบูชาพระพุทธเจ้า คนใดที่จะบูชาพระพุทธเจ้าให้ถูกต้อง ต้องประพฤติธรรม รู้ธรรม เห็นธรรม เข้าใจธรรม นั่นแหละชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง ท่านว่า การบูชาพระพุทธเจ้าคือบูชาใคร ก็คือบูชาตัวเรานี่เอง เพราะตัวทุกคนนี่แหละสามารถที่จะทำตัวของเราได้ ให้เป็นพระอริยบุคคลได้ ไม่ยกเว้นทีเดียว
อาตมาเชื่อมั่นว่าพระพุทธเจ้านั้นก็มีจิตมีใจเหมือนคนไทย มีรูปตาหน้ารูปร่างสัณฐานเช่นเดียวกัน ทำไมพวกเรายังมาปฏิเสธทุกวันนี้ว่าทำไม่ได้ ก็เพราะเราไม่ทำนั่นเอง เมื่อเราไม่ทำแล้วใครจะทำให้เรา ไม่มีใครทำแทนเราเลย พระพุทธเจ้าเองท่านก็ทำแทนไม่ได้ เพียงแต่ท่านแนะแนววิธี ให้เราเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา เรียกว่าทำกรรมฐาน
บัดนี้ขออภัยนิดเดียว ถ้าไปทำกรรมฐานก็ไปนั่งสมาธิ คำว่าสมาธิก็หมายถึงอะไร เราก็ไปนั่ง ถ้าไปนั่งสมาธิแบบนั้นคนประเทศนี้เราจะมีข้าวกินไหม จะมีเงินใช้ไหม แล้วจะมีตำรวจทหารรักษาประเทศชาติบ้านเมืองเราอยู่รอดได้ไหม อันนี้เป็นการเข้าใจกันไม่ตรง แต่ความเห็นบางคนอาจจะตรงอย่างนั้น ตัวของอาตมาเองเข้าใจว่าไม่ตรง พระพุทธเจ้าสอนให้ทุกคนมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เป็นคนขยันหมั่นเพียร ทำการทำงานตามหน้าที่ ท่านสอนอย่างนั้น คำว่าสมาธินั้นหมายถึงเรื่องอะไร สมาธิก็หมายถึง ตั้งใจทำการทำงานอุทิศ ท่านว่า
บัดนี้เราไปสมาธิก็ต้องนั่งทางใน เข้าใจอย่างนั้น นั่งทางในทำงานได้ไหม ทำงานไม่ได้ เมื่อทำงานไม่ได้เราจะเอาอะไรมาใช้จ่ายล่ะ อันนี้ขอให้กลับมาคิด ตั้งต้นชีวิตใหม่กันว่า สมาธิหมายถึง ตั้งใจทำการทำงาน พูด คิด ตามหน้าที่ของเรา เช่น เป็นลูกก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ของลูก เป็นบิดามารดาหรือว่าพ่อแม่ก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของบิดามารดา หรือพ่อแม่ของเราเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ คนใดปฏิบัติตามหน้าที่นั่นแหละคือปฏิบัติพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าเองท่านตรัสไว้ว่า “หากมีพระธรรมวินัยอยู่ และมีผู้ประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอยู่ ท่านว่า มรรคผลนิพพานจะไม่ว่างจากโลกนี้” ท่านสอนว่าอย่างนั้น และภิกษุฆราวาสญาติโยมใครก็ตาม อยู่โดยชอบแล้ว พระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลกนี้ เดี๋ยวนี้เราอยู่โดยชอบหรืออยู่โดยไม่ชอบ เราต้องเข้าใจและศึกษาเรื่องจิตใจที่อาตมาพูดนี่ ดังนั้นทุกคนศึกษาได้ เรื่องจิตใจอยู่โดยชอบว่า จิตใจปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ปราศจากโลภะ ปราศจากความยึดมั่นถือมั่นทั้งหมดนั่นเลย ให้มีแต่จิตใจเป็นพระล้วนๆ นั่นแหละคือพระอรหันต์ ท่านว่าอย่างนั้น
ดังนั้นถ้าหากว่าอยู่โดยชอบแล้ว จิตใจไม่หงุดหงิดเลย ถ้าอยู่โดยชอบแล้วไม่โกรธได้ไหมโยม ไม่ต้องโกรธได้ นี่แหละเราไม่เข้าใจหลักพุทธศาสนา นึกว่าตายแล้วจึงไปนิพพาน คั้น(หาก)ตายแล้วใครจะมาสอน พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องสวรรค์นิพพานแต่เมื่อท่านมีลมหายใจอยู่ ต่อมาสมัยเรามาสอนกันว่าตายแล้วจึงเอาสวรรค์ตายแล้วจึงจะเอานิพพาน อันนั้นมันเข้าใจอย่างไรไม่ทราบ ที่อาตมาเคยถามว่า ใครต้องการตาย..ไม่ต้องการ คัน(หาก)ไม่ต้องการตายแล้วจะไปต้องการทำไมอย่างนั้น เราก็ต้องเอาสวรรค์เอานิพพานแต่เมื่อในขณะเมื่อเรายังมีลมหายใจนี้
เรามีความสุขวันนี้เรียกว่าเราได้สวรรค์ เราไม่มีความโกรธความโลภความหลงเราก็เป็นนิพพาน เป็นนิพพานทีละนิด ทีละนิด พยายามจะก้าวหน้าไปให้ความโกรธหรือโทสะโมหะโลภะลดน้อยไป นิพพานมันก็มาก ขึ้นมากขึ้น ที่สุดโทสะโมหะโลภะ เกิดขึ้นไม่ได้ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญาล้วนๆ ก็เป็นนิพพานสมบูรณ์นะโยม เข้าใจอย่างนั้นจริงๆ อาตมา หรือคนอื่นจะเข้าใจอย่างไร ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต” ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน สัตว์มนุษย์นี่เอง ดังนั้นเมื่อคนใดเข้าใจหลักพุทธศาสนาจริงๆ แล้ว ความสุข ความไม่มีทุกข์ มีแล้วในคนทุกคน ไม่ยกเว้น
ตอนนี้ก็จะมาเล่าให้ฟัง ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์นี่ไม่ให้มีแสงสว่างเลยมืดตึ๊บ ๗ วัน ๗ คืน คนไปไหนมาไหนไม่ได้ อดอยากเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ต่อมาก็มีพระพุทธรูปจะเป็นพระพุทธรูปอิฐหินดินปูนก็ตาม จะเป็นพระทองพระแก้วพระอะไรก็ตาม จะเหาะไปเลย เหาะไปรวมที่ใดที่หนึ่งเมื่อมีสูญญากาศเกิดขึ้น แล้วไปถึงที่นั้นที่นัดหมายกันนั่น พระพุทธรูปที่เป็นวัตถุนั่นแหละจะสลายเป็นธุลีออกไปทั้งหมด ดวงจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้าไปเกาะอยู่กับพระพุทธรูปนั่นน่ะเท่ากับเมล็ดงา ท่านว่า
บัดนี้เมื่อโดนจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้านั่นแหละ จะมารวมตัวกันเข้าเป็นรูปของเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร จะเปิดโลกว่าอย่างนั้น ให้คนรู้ทิศทางเดินไปที่ไหนก็ไปได้ คนใดที่ได้ไปฟังธรรมะในขณะที่พระพุทธเจ้าแสดงธรรมอยู่ที่นั้น คนที่มีสติมีปัญญาพอสมควร ได้เป็นพระอรหันต์ในขณะฟังธรรมะอยู่นั้นก็มี แล้วคนใดมีปัญญาต่ำลงมาก็เป็นพระอนาคามี คนใดมีปัญญาต่ำลงมาก็เป็นเพราะสกิทาคามี คนใดมีปัญญาต่ำลงมาก็เป็นพระโสดาบัน คนใดมีปัญญาต่ำลงมาก็เป็นมนุษย์ คนใดมีปัญญาต่ำลงมาก็เป็นคนธรรมดาๆ นี่เอง
ดังนั้นการฟังธรรมะนั้นอย่าเพิ่งฟังแต่อารมณ์ ฟังให้เกิดสติปัญญา ฟังแล้วเอาไปใช้ได้กับชีวิตของเรา ดังนั้นเรื่องสวรรค์นิพพานนั้นมันไม่เป็นการขอร้อง พระพุทธศาสนานี้สอนไม่ให้ขอร้องอ้อนวอน ต้องทำเอง รู้เอง เข้าใจเอง เพราะว่าท่านสอนไว้ดีแล้ว อย่างนิพพานมี ๒ ประเภท อาตมาจะเล่าสู่ฟัง เพราะว่ามรรค ๘ เราเคยว่า สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ ถึงสัมมาสมาธิ เรียกว่ามรรค ๘ อันนั้นเอาไว้ก่อน เรามาศึกษามรรค ๘ โดยย่อๆ เรียกว่า ๔ คู่ ๘ บุรุษ
๔ คู่ ๘ บุรุษ “เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ” นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า “อาหุเนยโย ปาหุเนยโย” เป็นภาษาบาลี ควรบูชาควรเคารพควรนับถือ คำว่า ๔ คู่ ๘ บุรุษนี่เข้าใจไหม..ไม่เข้าใจ คำว่า พระโสดามรรค พระโสดาผล พระสะกิคามีมรรค พระสะกิคามีผล พระอานาคามีมรรค พระอนาคามีผล พระอรหันตมรรค พระอรัญหันตผล ๔ คู่ ๘ บุรุษ โยมเป็นได้ทุกคน สิ่งนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ตัดทาง คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเป็นสากล ไม่มีใครจะสงวนลิขสิทธิ์ไว้ได้ แต่ขอให้เทศน์ให้แสดงธรรมตามความเป็นจริง แล้วนำไปใช้ได้ทุกคน
ที่อาตมาพูดมานี้ก็ดูอาจจะเป็น ๓o นาทีก็เทศน์จบไปแล้ว หรืออาตมาก็คิดว่าพูดไปมากแล้วโยมก็คงจะจดจำไม่ได้ จะแนะแนววิธีให้โยมได้เอาไปใช้กับชีวิตของของโยม ไปไหนมาไหนปฏิบัติธรรมะได้ปฏิบัติพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าคือคนธรรมดา อย่างพระพุทธรูปนี้เหาะไปไม่ได้ คนเรานี่แหละไปฟังเทศน์ฟังธรรมคือพระพุทธรูปอันนี้นี่แหละ มีดวงจิตวิญญาณจะรู้ได้ เข้าใจได้ เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า
เราไปติดคำๆ หนึ่ง เราจึงทำไม่ได้ ไปเชื่อฟังเอาว่า จะมีส่วนแบ่งได้รับจากพระพุทธเจ้าว่า “สัตว์ทั้งหลายจงมีส่วนแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำลงไปแล้วในบัดนี้” เราไปคอยรับส่วนแบ่งจากพระพุทธเจ้า เรียกว่าเป็นธรรมะทายาทหรือเป็นญาติธรรม อันนั้นมันเป็นการเข้าใจผิวๆ แต่ให้เข้าใจว่า “สัตว์ทั้งหลายจงมีส่วนแบ่งกับเราตถาคตได้กระทำไว้แล้วในบัดนี้” ให้เราเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา ดูจิตดูใจของเรา นี่จึงจะมีส่วนแบ่งจากพระพุทธเจ้า จะได้รู้อย่างพระพุทธเจ้า จะหมดทุกข์ไปจริงๆ รับรองว่าพระพุทธเจ้าพูดตรงๆ แต่พูดน้อยที่สุด
อันนี้อาตมาเข้าใจว่าโยมทุกคนพอที่จะทำได้ วันหนึ่งได้รู้สึกตัวเองก็ดีแล้ว วันหนึ่งรู้สองครั้งสามครั้ง วันหนึ่งรู้สักสิบครั้ง วันหนึ่งรู้สักร้อยครั้ง มันก็เลยเป็นอย่างที่พูดว่า เราพยายามลดความโกรธลง ลดลงทีละนิดทีละหน่อย ถ้าลดความโกรธได้หมดแล้วก็เป็นนิพพาน อันนี้ถ้าเรามีสติอยู่โดยชอบก็แสดงว่าพระอรหันต์จะไม่ว่างจากโลกนี้ จึงว่า ๔ คู่ ๘ บุรุษนี่แหละ เป็นสัมมาทิฐิอย่างแท้จริงไม่พลาดผิดเลย
ท้ายที่สุดนี้ อาตมาพร้อมด้วยพระสงฆ์ และญาติโยมมานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี่ อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระบรรดาสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเราทั้งหลาย ให้พวกเราทั้งหลายได้เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา ดูสภาพสภาวะของจิตใจ หรือชีวิตของเราที่ไม่มีทุกข์นั่นแหละ ขอให้พวกเราทุกท่านทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่ที่ไหนก็ตาม ได้รู้ ได้เห็น ได้เข้าใจ ในชีวิตนี้จงทุกท่านทุกคนเทอญ.
……………………………..
วันนี้เป็นวันพระ แล้วพวกเราเคยเข้าวัดเคยฟังเทศน์ ถือเป็นหน้าที่ของวัด วัด โรงเรียน โรงพยาบาล ให้รู้จักว่าคุณค่าของวัดนี่มีความหมายอย่างไร เราเข้าไปในวัดเพื่ออะไร ต้องเข้าใจ เราเป็นเด็กต้องไปโรงเรียนเพื่ออะไร มีความต้องการอย่างไร เราต้องรู้จักไว้ เมื่อเราไปโรงพยาบาลมีเรื่องอะไรจึงไปโรงพยาบาล เพื่ออะไร เราต้องรู้จักเข้าไว้ ถ้าหากไม่รู้จักอย่างนี้ จะไม่รู้จักคุณค่าของความเป็นคน ว่าความเป็นคนมีคุณค่ามากที่สุด ถ้าเราไปเป็นสัตว์เดรัจฉานเสียแล้วจะไม่มีราคาเหมือนกับความเป็นคน ให้รู้จักเอาไว้สิ่งเหล่านี้
การเกิดเป็นคนให้รู้จักคุณค่าหลายอย่าง ก่อนที่จะเป็นคนได้ เกิดขึ้นมาเป็นคนเพราะเรื่องอะไร ต้องรู้จักคุณค่าของบิดามารดา บ้านของพ่อเรียกว่ารู้จักคุณค่าของพ่อของแม่ เมื่อเป็นคนขึ้นมาได้ให้รู้จักคุณค่าของบิดามารดาว่ามีค่ามากเท่าไร ใหญ่ขึ้นมาแล้วไปโรงเรียน โรงเรียนมีค่ามากเท่าไร และใหญ่ขึ้นมาเป็นเณรเป็นพระให้รู้จักคุณค่าของความเป็นวัด มีคุณค่าเท่าไร เมื่อมีความเจ็บไข้ได้ป่วยเราไปโรงพยาบาลเพื่ออะไร เพื่อรักษาให้หาย ถ้าไปโรงพยาบาลถ้าไม่มีหมอก็ไม่มีประโยชน์อะไรในโรงพยาบาลเลยนะ ถ้ามีโรงพยาบาลหมอไม่มีอีกแล้ว คนเจ็บไข้ได้ป่วยไปแล้วหมอก็ไม่รู้จักที่จะรักษาโรคอันนั้น ผลที่สุดให้ยาผิดตายไปเลย นี่มันเป็นอย่างนั้น ถ้าหมอที่ดีเขาต้องตรวจเช็คให้มันดีแล้วก็ให้ยาไปรักษาโรคก็หาย
เราไปวัดก็เช่นเดียวกัน เราไปวัดเพื่อไปฝึกหัดดัดนิสัย วัดนั้นมีคุณค่าราคาอย่างไรถ้ามีแต่วัด ก็ดีว่าเป็นที่ระลึก ถ้าเข้าไปครูบาอาจารย์อยู่ที่นั่นแหละเรียกว่าสมภารหรือเจ้าอาวาส เมื่อมีสมภารก็มีรองสมภาร เมื่อตั้งเป็นเจ้าอาวาสก็ว่ารองเจ้าอาวาส เมื่อเจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสนี้ หากไม่รู้จักธรรมะที่จะไปให้คนที่มาวัดนี่แหละเรียกว่าผู้ศรัทธาคนมาในวัด นี่ก็ไม่มีราคามากเท่าที่ควร ถ้าหากพูดธรรมะไปในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โลกก็เดือดร้อน
ถ้าหากว่าพระสงฆ์องค์เจ้าหรือเจ้าอาวาสหรือรองเจ้าอาวาสใครๆ ก็ตามแหละ อยู่ในวัดนี่เพื่อโยมแล้ว แล้วไม่ใช่เพื่อตัวเองนะ เพื่อโยมนี่แหละ คำว่าเพื่อโยมเพื่อตัวเองถ้าหากไม่มีคนเทศน์สอนใครก็เทศน์ตัวเองไม่ใช่เพื่อโยม หากโยมมาก็เพื่อโยมจริงๆ จะมีอะไรก็ได้ไม่มีอะไรก็ได้ จึงแนะนำคำสอนในทางที่เหมาะที่ควร เพื่อไม่ให้เดือดร้อนตัวเอง และไม่ให้เดือดร้อนสังคม อันนี้เป็นหน้าที่ของวัด
ต่ำลงมาก็โรงเรียน โรงเรียนคนที่ไม่ได้เคยเรียนหนังสือ ตัวเองก็ไม่ค่อยได้เรียนหนังสือเหมือนกันจะมาพูดให้ฟัง สมัยหลวงพ่อเป็นเด็กไม่มีโรงเรียน ขึงไม่รู้หนังสือไทยเขียนหนังสือไทยไม่เป็น คนพูดภาษาไทยฟังไม่รู้เรื่อง ถ้าพูดเป็นภาษาเมืองเลยแล้วฟังเข้าใจ ดังนั้นจึงว่าพูดภาษากลางเพื่อดันตัวเองบ้างเป็นการฝึก ถ้าหากไปโรงเรียนเพื่อต้องการเรียนหนังสืออยากได้หนังสือ รู้หนังสือแล้วจะเอาไปทำอะไร เมื่อไรก็เขียนจดหมายหรือจะไปหาเพื่อนนัดกันลงเวลงเวลา หรือจะไปทำการทำงานทางข้าราชการหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ อะไรก็ตาม รู้หนังสือจำเป็นต้องไปเรียนหนังสือให้ได้
บัดนี้บางคนเรียนได้มาแล้ว ป. 1 ป. 2 หรือ ป. 4 สมัยที่อาตมายังเป็นโยม ก็ดีเขาก็เลยเป็นครูได้ เป็นครูก็เลยไปสอนนักเรียนต่อไป ไปเพื่อสอนเอาเงินหรือไปเพื่อสอนให้นักเรียนดีขึ้น เราต้องรู้จักคุณค่าของมัน รู้จักคุณค่าของความเป็นคน บัดนี้ต่อมานักเรียนก็เลยพูดว่า ไม่ใช่ครูสอนเพื่อจะให้รู้ เขาสอนเพื่อเงินเดือน มันเป็นอย่างนั้น อันนั้นก็คือว่าไม่รู้จักคุณค่าของความเป็นคน ไม่รู้จักเสียเลย อันนี้จึงว่าเป็นคนแต่หน้าตารูปร่างแข้งขามือเท้าเป็นคน แต่ไม่รู้จักคุณค่าของความรู้ที่เราได้มานั่นแหละ ไม่รู้จักอันนี้เรียกว่าไม่รู้จัก เป็นคนเหมือนกันแต่ไม่รู้จักว่าเอาความรู้อันนี้ไปใช้ให้มันถูกต้อง ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้เอง
ดังนั้นเข้ามาวัดก็ต้องศึกษาที่ตรงนี้ พระสงฆ์องค์เจ้าต้องศึกษาที่ตรงนี้ ญาติโยมก็ต้องศึกษาที่ตรงนี้ จึงว่าธรรมะเป็นอันเดียวเท่านั้น ไม่มีสองอันสามอัน ศึกษาให้มันรู้ความเป็นคนและคุณค่าของความเป็นคน ไม่ใช่ว่าไปทำงานบริษัทเพื่อเงิน แต่ก็จริงถ้าไม่ได้เงินก็ทำงานไม่ได้ บริษัทห้างร้านเดี๋ยวนี้ก็ต้องการคนมีความรู้ ต้องการคนมีความรู้และเพื่อไปสัมภาษณ์อะไรต่างๆ นั่นแหละเขาจึงให้เงินเดือน บัดนนี้เป็นครูโรงเรียนก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องเอาคนมีความรู้ไปสอนแล้วให้นักเรียนมีความรู้ ก็ต้องรู้จักอย่างนั้น
ถ้าบริษัทห้างร้านต่างๆ ถ้าหากว่าผู้บริหารการงานนั้นไม่ฉลาดบริษัทก็ล้มทันที ครูโรงเรียนก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าไม่ฉลาดต่อนักเรียนแล้วนักเรียนก็ดีขึ้นไม่ได้ นี่เป็นอย่างนั้น พระสงฆ์องค์เจ้าก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าไม่รู้จักในการกระทำและในการพูด ในขณะที่ทำ ในขณะที่พูด วัดนั้นก็เจริญได้ยาก และบัดนี้โรงพยาบาลก็เช่นเดียวกัน เมื่อคนเจ็บไข้ได้ป่วยเข้าไปโรงพยาบาลแล้ว เรียกว่าผู้อำนวยการหรือผู้จัดการและหมอและพยาบาลนี่ ต้องรู้จักหน้าที่ของแต่ละคน
ดังนั้นกลับมาพูดถึงเรื่องบิดามารดา คนเราเกิดขึ้นมาได้เพราะมีพ่อมีแม่บ้านหลวงพ่อเรียกว่าพ่อแม่ คำว่าบิดามารดาสมัยหลวงพ่อไม่รู้จัก เดี๋ยวนี้รู้จักมาแล้วเพราะมีโรงเรียน ให้รู้จักคุณค่าของพ่อแม่หรือให้รู้จักคุณค่าของบิดามารดา ก่อนที่จะมาเกิดเป็นคนนี่ยากแสนยาก บางคนแท้งมาจากในท้องหรือว่าตายมาจากในท้อง นี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย บางคนหลุดจากท้องแม่มาตายเลยก็มี บางคนเกิดออกมาได้ ๒ วัน ๓ วันตายไปก็มี บางคนเกิดมาเป็นหนุ่มเป็นสาวตายไปก็มี บางคนเกิดขึ้นมาเป็นพ่อบ้านแม่เรือนตายไปก็มี บางคนเกิดขึ้นมาอายุ ๗o ปี ๘o ปีตายน่าเข้าโลงเหมือนกันทุกคน
ความตายจึงว่าแน่นอนที่สุด แต่ชีวิตนั่นแหละเราควรศึกษาให้รู้เรื่องว่า เกิดเป็นคนอายุไม่นาน เดี๋ยวนี้ ๓ ปี ๔ ปีพ่อแม่นำไปโรงเรียน อยากให้ลูกเรียนหนังสืออยากให้ลูกมีความรู้ เมื่อลูกเรียนหนังสือลูกมีความรู้ขึ้นมาแล้ว พ่อแม่ก็สบายใจ อันนี้เป็นสวรรค์น้อยๆ ให้เรารู้จักว่าเมืองสวรรค์คืออยู่ในเมืองมนุษย์นี่เอง นิพพานก็อยู่ในเมืองมนุษย์นี่เอง นรกก็อยู่เมืองมนุษย์นี่เอง อะไรๆ อยู่ในเมืองมนุษย์ทั้งหมดเลย
ตัวเราให้ศึกษาความเป็นคน และศึกษาความเป็นมนุษย์ และศึกษาความเป็นอินท์เป็นพรหม และศึกษาที่สุดความเป็นพระอริยบุคคล ดังนั้นไปวัด เด็กๆ ก็ตาม คนแก่ก็ตาม ต้องอาศัยในการฟังเทศน์ ถ้าหากปราศจากการฟังเทศน์ไปแล้ว ความฉลาดจะไม่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเราเอง ไปวัดก็ไปเอาบุญ บุญก็เลยไม่รู้ว่าบุญคืออะไร มีรูปร่างลักษณะสัณฐานอย่างไร ไม่รู้เลย ตัวของหลวงพ่อเองหรือตัวของอาตมาเองไม่เคยรู้เรื่องนี้เลย
เกิดมาเป็นคนเมื่อพ่อแม่ไม่ให้ความพอใจ เกิดไม่พอใจหาว่าพ่อแม่เกลียดชังเราไปเสียแล้ว อันนี้จึงว่าไม่รู้จักคุณค่าของความเป็นคน ไม่รู้จักคุณค่าของบิดามารดา หน้าที่ของลูกต้องให้อภัยแก่บิดามารดา หน้าที่ของบิดามารดาให้อภัยแก่ลูก หน้าที่ของครูโรงเรียนต้องให้อภัยแก่นักเรียน หน้าที่ของนักเรียนควรให้อภัยแก่ครูอาจารย์บ้าง หน้าที่ของวัดหน้าที่ของสมภารต้องให้อภัยแก่ลูกศิษย์ หน้าที่ของลูกศิษย์ต้องให้อภัยแก่อาจารย์ บัดนี้โรงพยาบาลก็เช่นเดียวกัน ต้องช่วยเหลือกัน ช่วยกันแก้ไขดัดแปลงสิ่งที่ร้ายให้มันดีขึ้นมา
เหมือนกับบิดามารดากับลูก ลูกเรียนหนังสือดีหรือทำงานดี พ่อแม่ก็สบายใจ ลูกเรียนหนังสือไม่ดีทำงานไม่ดี พ่อแม่ไม่สบายใจ อันนี้จึงให้รู้จักอย่างนั้น ดังนัันคนนั้นจึงว่าเป็นศูนย์กลาง เป็นศูนย์รวมของโลก โลกไม่ใช่ดินฟ้าอากาศอันใด อันนั้นมันก็เป็นโลกดินฟ้าอากาศมันก็เป็น ว่าโลกคือหมู่สัตว์ โลกคือดินฟ้าอากาศ โลกคือหมู่สัตว์คือหมู่สัตว์ที่อาศัยอยู่กับโลก อันนี้ก็เปรียบเหมือนกัน แต่เราศึกษาน้อยเกินไป นี่เรียกว่าคนยังไม่เข้าใจว่า โลกเป็นศูนย์กลาง
คือคนบนโลกนี้ มีโรคชนิดหนึ่งคือ โรคปวดหัวปวดท้อง โรคอหิวาต์ โรคอะไรต่างๆ มีอยู่ที่ในคน จึงว่าโลกคือคน โลกคือหมู่สัตว์ที่อาศัยอันนี้ก็ถูกเหมือนกัน โลกคือดินฟ้าอากาศอันนั้นก็ถูกเหมือนกัน เรื่องนี้ไม่เคยรู้มาเลย โลกคือตัวคน ไม่เคยรู้เลย อายุ ๔๖ ปีรู้เรื่องนี้แหละ จึงจะพูดแต่เรื่องเดียวเท่านั้น เรื่องอื่นนั้นพูดได้ แต่ว่าใจตัวเองนั้นนึกว่าจะพูดแต่เรื่องนี้ ให้คนเข้าใจเรื่องนี้ ถ้าหากว่าคนไม่เข้าใจเรื่องนี้โลกมันเกิดมีความสับสน.