แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท. ๑๖๓ พูดจริงทำไม่จริง ทับมิ่งขวัญ ๑๓ ก.ย. ๒๕
นิมนต์เพื่อนภิกษุสามเณรทุกๆ คนตั้งใจฟัง แล้วก็เจริญพรญาติโยมทุกๆ คนตั้งใจฟัง เพื่อจดจำนำเอาไปใช้หรือไปปฏิบัติประจำวันในชีวิตของเรา การปฏิบัติธรรมะหรือการเจริญธรรมะ มันเป็นสิ่งที่จำเป็นกับชีวิตของเราทุกๆ คน วันนี้เป็นวันอังคารที่ ๒๑ แรม ๑๑ ค่ำเดือน ๘ ที่เรามีโอกาสมีเวลาที่จะพูดวิธีปฏิบัติธรรมะให้พวกเราได้ฟังได้เข้าใจ ตามตัวเองที่ได้ทำมาโดยวิธีใดก็จะนำมาเล่าให้ฟัง ที่มันเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์นั้นต้องคอยฟังแล้วก็นำไปทดลองดู การปฏิบัติธรรมะวิธีที่เรากำลังฝึกฝนอบรมอยู่ในขณะนี้นั้น มันทำให้เกิดปัญญา
แต่ปัญญานั้นมี ๒ อย่างด้วยกัน คือ ปัญญาชนิดหนึ่งทำแล้วมันรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง อันนั้นเรียกว่าเป็นปัญญาของวิปัสสนา รู้ แจ้ง เหตุจริงตามความเป็นจริง แล้วปัญญาชนิดหนึ่งนั้น รู้แล้วหลง ลืม จดจำไม่ได้ นั้นเรียกว่าเป็นปัญญาของอวิชา เป็นปัญญาของความไม่แน่นอน หรือเป็นปัญญาแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะวิธีนี้จึงว่า มีทั้งดีและมีทั้งไม่ดี มีทั้งดีมีทั้งผิด ให้เราเข้าใจอย่าหลงตนอย่าลืมตัว ดังนั้นที่ทำนี่บางคนว่าไม่มีในตำรา หามาทำ นั้นก็จริงอยู่เช่นเดียวกัน เพราะบุคคลพูดเช่นนั้นยังไม่เคยรู้ยังไม่เคยเห็นยังไม่เคยได้ประสบเอากับสิ่งเหล่านี้
พระพุทธเจ้าของเราท่านสอนเรา ให้เรามีสติ กำหนดรู้อิริยาบถทั้ง ๔ คือ ๑.ยืน ๒.เดิน ๓.นั่ง ๔.นอน เรียกว่าอิริยาบถทั้ง ๔ เท่านั้นก็ยังไม่พอ ท่านยังสอนให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ให้รู้ ท่านว่าอย่างนั้น แต่เรามาทำเป็นจังหวะ เพราะว่าคนมันไม่เหมือนกันระดับสติปัญญา ทำเป็นจังหวะ พลิกมือขึ้น-ให้รู้สึกตัว คว่ำมือลง-ให้รู้สึกตัว ยกมือไป เอามือมา เดินหน้า ถอยหลัง-ให้รู้สึกตัว มีจังหวะทำ เรียกว่าอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว โดยวิธีใดก็ให้รู้สึกตัว แต่ไม่ให้นั่งนิ่งๆ วิธีนี้
อันนั่งนิ่งๆ นั้น เรียกว่าสงบ ความสงบก็มี ๒ อย่างด้วยกัน ปัญญานี้จึงว่ามี ๒ อย่าง ปัญญาที่รู้แล้วไม่หลงไม่ลืม อันปัญญาที่รู้แล้วหลงลืมไปบันทึกเอาไว้นั้น ไม่ใช่เป็นปัญญาตัวรู้ ไม่ใช่เป็นปัญญาตัวสัญญาได้ทำหน้าที่ของมัน อันนั้นมันเป็นปัญญาโมหะ หรือเป็นปัญญาของอวิชชา ดังนั้นเมื่อทำไปบางทีมันโงกง่วง เราก็ต้องฝืน อย่าทำไปตามมัน ให้รู้สึกตัว เอียงซ้าย เอียงขวา-ให้รู้ ก้มเงย-ให้รู้ ให้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้นั่งนิ่งๆ มันเป็นอย่างนั้น จึงว่าทำให้รู้สึกตัว ความรู้สึกตัวตัวนี่แหละเรียกว่าสมาธิ
สมาธิก็คือ ความตั้งใจมั่นนั่นเอง ไม่ใช่สมาธิไปนั่งนิ่งๆ อันนี้ สมาธิคือความรู้สึกตัวในการเคลื่อนไหว ทำลงไปแล้วมันให้เกิดปัญญาติดตามอาการเคลื่อนไหวนั่นแหละ “รู้” ขึ้นมาภายในจิตใจ รู้ตัวเอง คือ รู้รูป รู้นาม รูปนามมันอยู่นี่ อยู่ที่ตัวเรานี่เอง รูปธรรมนามธรรม รูปอันนี้แหละทำการทำงานแล้วก็พูดคิดก็เป็นรูปอันนี้จึงว่ารูปธรรมนามธรรม รูปโรคนามโรค รูปอันนี้เกิดขึ้นมาแล้วก็เจ็บหัวปวดท้อง จิตใจก็ไม่ค่อยสบายเลยรูปโรคนามโรค
รูปโรคนามโรคมี ๒ อย่างด้วยกัน รูปร่างเนื้อหนังนี้ไม่เป็นโรคหรือเป็นโรค ถ้าเป็นโรคก็ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลตรวจเช็คร่างกาย หมอที่โรงพยาบาลจะให้ยารักษา บางอย่างก็หายบางอย่างก็ไม่หายถึงกับตายก็มี โรคทางจิตใจบัดนี้ หมอทางลงโรงพยาบาลรักษาไม่ได้ จำเป็นต้องเชื่อฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า คือปฏิบัติตัวเองให้รู้จักการเคลื่อนไหวนี่เอง เมื่อรู้จักการเคลื่อนไหวคือสัญญาตัวนั้นแหละมันรู้ จิตใจมันนึกมันคิด มันชอบใจไม่ชอบใจ เรียกว่าจิตวิญญาณเป็นโรค รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงนี้อย่างนี้
แล้วก็เลยรู้ว่า ทุกขัง - เพราะมันติดอยู่กับเนื้อกับหนังเอาออกไม่ได้เพราะมีการเคลื่อนไหว หยุดการเคลื่อนไหวเมื่อใดก็เรียกว่าสิ้นลมหายใจเมื่อนั้น
อนิจจัง - คือมันไม่เที่ยงแท้ถาวร จะเป็นอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ จะนั่งนิ่งๆ ไม่ได้ มันต้องมีการเคลื่อนไหว พริบตาบ้าง หายใจบ้าง จิตใจมันนึกมันคิดบ้าง ไม่เคยเห็นจิตใจตัวเองนึกคิดเลย
อนัตตา - บังคับบัญชาไม่ให้มันเคลื่อนไม่ให้มันไหวไม่ได้ ไม่ให้มันพริบตาไม่ให้มันหายใจไม่ให้มันนึกมันคิดไม่ได้ มันจึงเป็นไปตามหน้าที่ของมัน เรียกว่าอนัตตาแห่งธรรม รู้จักอันนี้เรียกว่าเป็นปัญญาญาณ รู้ แจ้ง เห็นจริง ตามความเป็นจริง ที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้นั้น
เมื่อรู้อันนี้แล้วก็รู้สมมุติ สมมุติอะไรรู้ให้ครบให้จบให้ถ้วน สมมุติบาป บุญ ผีเ ทวดา นรก สวรรค์ นิพพานก็ตาม หรือศาสนา พุทธศาสนาก็ตาม สิ่งที่สมมุติขึ้นมานััน ให้รู้ หรืออัตราเงินทองเสื้อผ้า ให้รู้ มันมีจริงโดยสมมุติ จริงโดยปรมัตถ์ จริงโดยอรรถ จริงโดยอริยบุคคล จึงมีสมมติแล้วก็บัญญัติขึ้นมาเป็นตัวบทกฎหมาย จึงว่า สมมุติบัญญัติ
ปรมัตถบัญญัติ ปรมัตถ์จริงโดยสมมุติก็มี จริงโดยปรมัตถ์ก็มี
อรรถบัญญัติ จริงโดยอรรถก็มี อรรถะแปลว่าลึกลับซับซ้อน
อริยบัญญัติ เมื่อเรารู้แจ้งเห็นจริง เรียกว่า รู้ตามแนวของพระพุทธเจ้า เรียกว่าอริยบัญญัติ
รู้อันนี้แล้วก็รู้ศาสนา รู้พุทธศาสนาศาสนา ศาสนาเราเคยได้ยินได้ฟังกันว่า แปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ใครรู้เรื่องอันใดก็นำเรื่องนั้นมาสอนเขาเรียกว่าศาสนา ศาสนาจึงมีมาก มีศาสนาผีศาสนาพราหมณ์ศาสนาเทวดาหรือศาสนาอะไรก็ตามแหละเราเชื่อฟังตามๆ กันมา แต่ศาสนานั้นสอนให้ละชั่วทำดี พุทธศาสนานั้นคือ พุทธะแปลว่า ผู้รู้ธรรม เห็นธรรม เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม รู้อยู่ได้ธรรม ทำอยู่ด้วยธรรม พูดอยู่ด้วยธรรม คิดอยู่ด้วยธรรม จึงว่ารู้ธรรมเห็นธรรม เข้าใจอย่างนี้เรียกว่าพุทธศาสนา
ปัญญาอันนี้ก็มีอยู่ในทุกคน รู้แล้วไม่ต้องหลงไม่ต้องลืม บาปก็คือมืดนั่นเอง บาปก็คือโง่นั่นเอง ใครพูดอะไรไม่รู้จริง เชื่อฟังคำพูดของคนนั้นของคนนี้ ไม่เชื่อตัวเอง บุญบัดนี้ บุญก็คือไม่มีทุกข์ เพราะรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ใครจะพูดอะไรเป็นเรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา เพราะเรารู้ดีเห็นดีเข้าใจดี ตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้า อันนี้เรียกว่าจบภาคต้น เรียกว่ารู้เรื่องขันธ์ ๕ รู้เรื่องรูป แต่เรื่องเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้นยังไม่ได้พูด
รู้อันนี้จบแล้ว เกิดปีติขึ้นมา หรือเกิดปัญญาของวิปัสสนู เกิดปัญญาของอวิชชา รู้นั้นรู้นี้ออกนอกตัวไป เลยไม่ได้มาอยู่กับการเคลื่อนไหว อยู่กับความคิด เพราะความคิดมันลากไปเหมือนแมวกับหนู แมวตัวเล็กหนูตัวโต แมวไม่เคยกลัวหนู หนูออกมาแมวมันจับ พอดีหนูมันตื่นแมวจับมันก็วิ่งไปเลย แมวไม่ยอมวางหนูมันก็ติดหนูไป เหนื่อยแล้วมันก็วาง บางครั้งบางคราวมันก็ไม่คิด บางครั้งบางคราวมันคิด คิดแล้วก็เข้าไปในความคิด อันนี้เรียกว่าเป็นอุปสรรค มันติดความคิด มันออกจากความคิดไม่ได้ ไม่ใช่เห็นคิด อันนี้มันรู้คิด เรียกว่าปัญญารู้คิด ไม่ใช่เป็นปัญญาเห็นคิด อันนี้แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้
ตอนแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้นั้นคือ รู้เรื่องรูปนาม รูปธรรมนามธรรม รูปโรคนามโรค แล้วก็รู้ทุกขัง รู้อนิจจัง รู้อนัตตา รู้สมมติ รู้ศาสนา รู้พุทธศาสนา รู้บาปรู้บุญ รู้อันนี้แก้ปัญหาตัวเองได้ แต่ความรู้นอกตัวไป รู้ผีรู้เทวดารู้อันนั้นอันนี้แก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ เพราะมันเข้าไปในความคิด มันปรุงแต่งขึ้นมา นั้นเรียกว่าพอใจในอารมณ์ เรียกว่าอารมณ์ดีเราพอใจ อารมณ์ไม่ดีเราไม่พอใจไม่ชอบ เป็นอย่างนั้น วิธีที่จะแก้มันต้องทำจังหวะแรงๆ
พลิกซ้าย พลิกขวา พลิกมือ คว่ำมือ เอียงซ้าย เอียงขวา ก้มเงย พริบตา อ้าปาก แต่ใจยังรู้ไม่ได้ พอดีมันคิดขึ้นมาเราทำจังหวะ กำมือ เหยียดมือขึ้นมา หลายครั้งหลายหน เมื่อรู้สึกแล้วความคิดมันหยุด เมื่อรู้สึกแล้วความคิดมันหยุด เมื่อไม่รู้สึกหรือรู้สึกน้อยๆ ความคิดมันลากไป จึงทำให้แรง เมื่อเป็นเช่นนี้มันหยุดได้ เมื่อมันหยุดความคิดได้ เราก็คิดดูว่า พระพุทธเจ้าสอนเรื่อง ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
ทุกข์ ต้องกำหนดรู้ คือตัวเคลื่อนตัวไหวนั่นแหละ ตัวอิริยาบถนั่นแหละท่านสอนให้เรารู้ มันเป็นตัวทุกข์ เรียกว่าทุกขัง เรียกว่าทนไม่ไหว มันเคลื่อนไหวอยู่นั่น ต้องดูมัน ให้มันรู้มันเป็นตัวทุกข์ เป็นสภาพหรือสภาวะทุกข์ อนิจจังมันเป็นอยู่อย่างนั้น ถึงจะรู้มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่รู้มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น เรียกว่าของแท้ของจริงเป็นของเดิมแท้ไม่เปลี่ยนแปลงไม่แปรผัน
จะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้มันก็เป็นอยู่อย่างนั้น ไม่มีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้มันก็มีอยู่อย่างนั้น เรียกว่า ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา นี่เรียกว่าของจริงแท้ไม่เปลี่ยนแปลงไม่แปรผัน รู้ตามกฎของธรรมชาติของมันจริงๆ ใครจะพูดอย่างไรก็เป็นเรื่องของคนนั้นเรื่องของคนนี้ ตัวของผมตัวของอาตมารู้อย่างนี้จึงจะพูดอย่างนี้ จึงว่า “ยอมเสียสละทรัพย์เพราะรักษาอวัยวะ ยอมเสียสละอวัยวะเพราะรักษาชีวิต ยอมเสียกระทั่งชีวิตเพราะรักษาของจริง” ไม่เชื่อใคร เชื่อตัวเอง จึงว่าพึ่งตัวเองได้ ยกมือไหว้ตัวเองได้
บัดนี้เมื่อรู้ความคิดแล้ว ความคิดมันถูกหยุด เมื่อหยุดความคิดได้ เราก็ดูความคิด มันคิดมาก็รู้ แต่อย่าไปเพ่งกับความคิด ตอนนี้ให้ระวังให้ดี เพราะว่ามันอยากเกิดขี้เกียจบ้างขยันบ้าง ขี้เกียจบ้างขยันบ้าง เดี๋ยวก็พอใจเดี๋ยวก็ไม่พอใจ แต่เราต้องทำความรู้สึก ทำช้าๆ แต่อย่าช้าเกินไป ถ้าช้าเกินไปมันก็ไม่ได้ มันเป็นเพ่ง ถ้าไวเกินไปหรือเร็วเกินไปมันหลงมันลืม มันไปเพ่งความคิด ไม่ให้จ้องความคิด ทำสบายๆ มันคิดแล้วก็แล้วไป ทำเอาเหมือนแมวกับหนู
สมมุติเอา หนูอยู่ในรูเมื่อมันออกมาหายใจข้างนอกหรือมาหากินข้างนอก แมวคอยจ้องอยู่ปากรูหนูแต่อย่าให้หนูเห็น พอดีหนูออกมา แมวมันจับปุ๊บอย่างแรง หนูช็อคตายทันที เพราะแมวมีกำลัง หนูไม่มีกำลัง แมวมีกำลังเพราะรู้สึก ความรู้สึกเป็นอาหารของแมว ความไม่รู้สึกนั้นเป็นอาหารของหนู เรียกว่า หนูเปรียบดังอวิชชา คอยลักลอบออกมา ความรู้สึกเป็นแมว ไม่ต้องคอย สมมุติเอาให้เห็น คนสุจริตจะไปไหนมาไหนไม่ต้องแอบเลย ใครจะเห็นก็ได้ไม่เห็นก็ได้ เรียกว่าคนสุจริต ทำการทำงานพูดคิดไม่เป็นคนโกหก ไม่เป็นคนหลอกลวง คนโกหกคนหลอกลวงคนหากินทางทุจริต ไม่อยากให้ใครเห็น แอบไปในที่มืดเหมือนกันกับหนูนั่นเอง
สมมุติหลายอย่าง เราขุดน้ำบ่อลงไป ไปเจอน้ำมันเย็น พอดีน้ำมันเย็นเราก็ขุดลงไปลึกๆ เป็นหน้าที่เราจะตัดตมตัดเลนออกไป เมื่อตักตมตักเลนออกไป น้ำนั้นจะใสสะอาดขึ้นมาเอง เมื่อคนใดขุดลงไปแล้วเจอน้ำตักตมตักเลนออกเล็กๆ น้อยๆ ก็เอามากินเพื่อว่าต้องการหิว อันนี้ยังไม่บริสุทธิ์ เหมือนกันกับที่เราเห็นความคิดนั่นเอง คิดแล้วมันหยุดบ้างไม่หยุดบ้าง ถ้าคนขยันตัดออก ตัดออก จนมันหมด น้ำข้างในมันจะออกมา กวนปากบ่อให้น้ำนั่นล้างตมล้างเลนออก หลายครั้งหลายหน น้ำก็ใสสะอาด เอามาดื่มมากินไม่เป็นโรคเป็นภัย
การเห็นความคิดก็เช่นเดียวกัน อย่าไปติดปีติ ตำราและครูบาอาจารย์กล่าวว่า ปีติคือความอิ่มใจ ยินดีพอใจรักใคร่ในอารมณ์ แต่เราไม่ต้องรักใคร่ในอารมณ์ พอดีมันคิดปุ๊บ-เห็นปั๊บ มาอยู่กับความรู้สึก ความรู้สึกนี่ทำหน้าที่ของมัน จะรู้จะเห็นขึ้นมาโดยญาณของปัญญา วิปัสสนาญาณ ไม่ใช่เป็นปัญญานึกคิด รู้ เห็น เข้าใจ วัตถุสิ่งที่มีอยู่ในโลก วัตถุทุกสิ่งทุกอย่างที่เราว่ากันวัตถุ แล้วก็รู้เห็นเข้าใจปรมัตถ์ รู้เห็นเข้าใจอาการ
เพราะมีวัตถุ แปลว่ามันมีอยู่ ปรมัตถ์แปลว่าของจริง กำลังสัมผัสอยู่มีอยู่ อาการความเปลี่ยนแปลง เพราะจิตใจมันนึกคิดมันก็เป็นวัตถุ กำลังรู้กำลังเห็นก็เป็นปรมัตถ์ หรือมันสลายหายไปก็เป็นอาการ เช่น ต้นไม้ ภูเขา ห้วยหนองคลองบึง เสื้อผ้า ทั้งหมดเลย เรารู้จักสมมุติอย่างนี้แหละ เมื่อรู้จักอันนี้เข้าใจอันนี้ก็ รู้ เห็น เข้าใจ สัมผัส โทสะ โมหะ โลภะ
เมื่อโทสะโมหะโลภะ ถูกทำลายไป ด้วยความรู้สึก ด้วยปัญญาญาณ เวทนาก็ไม่ทุกข์ สัญญาก็ไม่ทุกข์ สังขารก็ไม่ทุกข์ วิญญาณก็ไม่ทุกข์ อันนี้เรียกว่าขันธ์ ๔ เมื่อรู้รูปนามเรียกว่าขันธ์ ๕ รู้ขันธ์ ๕ รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ วิญญาณแปลว่ารู้ อันนั้นรู้เบื้องต้น รู้ต่อมาเรียกว่ารู้วัตถุ เป็นรู้ขั้นที่สอง ตัวนี้เป็นปีติ จึงไม่ให้พอใจในปีติ
รู้ เมื่อเวทนาไม่ทุกข์ สัญญาไม่ทุกข์ สังขารไม่ทุกข์ วิญญาณไม่ทุกข์ อันนี้เรียกว่ารูป ๔ แต่ไม่ใช่ตาเนื้อเห็น ตาปัญญาเห็นแจ้งรู้จริงตามความเป็นจริง ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ มีแล้วในคนทุกคนไม่ยกเว้น จะเป็นคนไทยก็มี คนจีนก็มี คนฝรั่งเศสก็มี คนอังกฤษก็มี คนอเมริกาก็มี คนเขมรคนญวนคนลาวมีทุกชาติทุกภาษา ทุกเพศทุกวัยเด็กผู้ใหญ่มีทั้งนั้น เด็กก็โกรธเป็นผู้ใหญ่ก็โกรธเป็นคนหนุ่มคนสาวก็โกรธเป็นคนเฒ่าคนแก่ก็โกรธเป็น พระสงฆ์องค์เจ้าก็โกรธเป็น คนไทยคนจีนคนฝรั่งเศสคนอังกฤษคนเยอรมันทุกชาติทุกภาษาโกรธเป็นทั้งนั้น
ดังนั้นพระพุทธเจ้าสอนให้คนรู้จัก ระงับดับทุกข์ ไม่ใช่ว่าไปสงบนิ่ง ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ความสงบมันเป็นผลพลอยได้ คือ สงบจากโทสะ สงบจากโมหะ สงบจากโลภะ เพราะปัญญาญาณรู้แจ้งเห็นจริง วิปัสสนาจึงว่า รู้แจ้งเห็นจริง ต่างเก่าล่วงภาวะเดิม เมื่อรู้อันนี้แหละเข้าใจอันนี้แหละ รับรองรับประกันคำพูดของตัวเอง รับรองรับประกันวิธีพูดวิธีสอนวิธีทำ ใครจะพูดอย่างไรก็ถูกของคนนั้นคนนี้ เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้มีสติรู้ จะมีในตำราก็ได้ไม่มีในตำราก็ได้ เพราะพระพุทธเจ้านิพพานก็ได้ตายไปก็ได้หรือสวรรคตก็ได้เป็นหลักหลายร้อยปี
ที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง พระพุทธเจ้าตายไปแล้ว สังคยนาครั้งที่ห้า ๔๕o ปี จึงได้สังคายนากันขึ้น บันทึกเอาไว้เพื่อไม่มีคนจดจำจะหลงจะลืม ว่าอย่างนั้น แล้ว ๔๕o ปีใครจะจดจำได้ สมมุติเอาพ่อเราสอนเราแม่เราสอนเรา เกิดขึ้นมาในระยะ ๑o ปี ๒o ปี ถามแล้วจำใจความพ่อแม่สอนไม่ได้ อันนี้พระพุทธเจ้าตายไปแล้ว ๔๕o ปี คิดระยะชั่วคนมีกี่ชั่วคน แล้วก็พระองค์ได้ตรัสไว้ในหนังสือกาลามสูตร
ในหนังสือกาลามสูตร บอกว่า อย่าเชื่อถือ ๑o ข้อ โดยเขาพูดตามกันมา อย่าเชื่อถือเห็นว่าเขาเล่าลือกันมา อย่าเชื่อถือโดยเห็นว่าเขาทำตามกันมา อย่าเชื่อถือโดยเห็นว่ามีอยู่ในตำรา อย่าเชื่อถือว่าบุคคลที่พูดที่สอนน่าเชื่อถือ หลายข้อ ๑o ข้อ ว่าพระองค์ไม่ให้เชื่อใคร ให้เชื่อในการกระทำของเรา เมื่อทำอย่างนี้แหละไม่นานนิดเดียว เกิดความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ กิเลส ตัณหา อุปทานขึ้นมา
กิเลสที่มันเป็นยางเหนียว มันไม่อยากหลุดมันไม่อยากหล่น มันอยากติดอยู่กับอารมณ์ ตัณหาคือความอยาก มันอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากมี อุปทานยึดถือความรู้ความเข้าใจว่ามีตัวมีตน กับเป็นผลพลอยได้คือทุกข์ ถ้าเรายึดมันก็ทุกข์ ถ้าเราไม่ยึดมันก็ไม่ทุกข์ อันนี้แหละที่มีในตำราว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌาน ปฐมฌานมีองค์ ๓ องค์ ๒ องค์ ๔ องค์ ๕ อะไรพูดกันหลายเรื่อง นั้นมันเป็นตำรา มันดีแล้วตำรา แต่เราปฏิบัติให้รู้ ให้เห็น ให้เข้าใจ
เมื่อรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ กิเลส สมมุติเอาเหมือนกับยางลูกขนุนมันติดเนื้อติด แล้วเอาน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันเบนซินน้ำมันอะไรก็ตาม ล้าง มันคลายไปทีเดียว ความเหนียวมันจะจางไป หรือเหมือนกับปลิงที่ผมเคยพูดเคยคุยกับเพื่อน ปลิงมันจับเนื้อเรามันดูดกินเลือดเรา เอายากับปูนไปชุบน้ำ บีบเอาน้ำยากับน้ำปูนให้ราดเนื้อเราลงไปถูกปลิง ปลิงมันกลัวเพราะเป็นยาพิษกับตัวมัน ตัวสัญญาตัวรู้ตัวนี้ก็เช่นเดียวกันกับตัวที่ความรู้ของอวิชชามันไม่รู้ เมื่อตัวสัญญาตัวนี้แหละได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว มันหลุดเองปลิง เรานำเอาน้ำยากับน้ำปูนราด ปลิงก็หลุดแข็งตัวก็ตาย
ดังนั้นกิเลสนั้นจึงว่า ไม่มีเหนียวขึ้นมา ตัณหาความยากก็ลดน้อยลงไป อุปทานก็ไม่ยึดไม่ถือ คำเดียวกันนี่แหละ มันเป็นผลพลอยได้คือกรรมหรือว่าวิบาก มันก็ไม่ทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ไปตรงกับ ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด ท่านสอนเอาไว้อย่างนั้น แต่เราไปเรียนตำรานั้น รู้แต่มันยังไม่เข้าใจ
วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ทำให้เกิดปัญญา ใครจะพูดจะว่าอย่างไรก็เรื่องของคนนั้นเรื่องของคนนี้ ไม่ใช่เรื่องของเรา มันตัดปัญหาไปได้อย่างหนึ่ง เพราะตัวเองเป็นคนรู้ ตัวเองเป็นคนทำ ผลก็ตัวเองได้รับเอง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า “อักขาตาโร ตถาคตา” พระตถาคตเป็นแต่เพียงผู้แนะแนวเท่านั้น การประพฤติปฏิบัติหรือการกระทำนั้นเป็นหน้าที่ของเธอ ท่านสอนอย่างนั้น
อีกบทหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต” คืออะไร “สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต” เหมือนอะไร “สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต” เป็นอะไร เราไม่ค่อยรู้ เมื่อมาปฏิบัติอย่างนี้มันรู้ เข้าใจความหมายในพระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ จึงว่า คือกันกับพระพุทธเจ้าเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า เป็นเหมือนกันกับพระพุทธเจ้าแต่ไม่ใช่พระพุทธเจ้า เรียกว่าสาวกพุทธะ ที่เราเคยพูดเคยสอนกัน ไปสวดปริตะมงคลในบ้านว่ามันเป็นสิริมงคลว่า ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้านั้นมีศีลและทิฐิเสมอกัน อันนี้เรียกว่า ผู้รู้ตามเห็นตาม เป็นสาวกพุทธะ ท่านว่าอย่างนั้น
ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลมีเหมือนกัน มีทิฐิมีเหมือนกัน มีความเห็นมีเหมือนกัน เรียกว่า “ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ” ด้วยแด่พระพุทธเจ้านั้น ขอความสำเร็จแห่งชัยชนะ ชนะอวิชาชนะความหลงผิด จึงว่ามีชัยชนะ ดังนั้นข้อที่ ๔ ท่านว่า “สัตว์ทั้งหลายเราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาตนี้” รู้อะไร เห็นอะไร เป็นอะไร มีอะไรเหมือนกับพระตถาคต เราก็ต้องเข้าใจ เพราะตัวสัญญาได้ทำหน้าที่ของมัน
เมื่อศีลปรากฏเกิดขึ้นแล้ว ศีลไม่ใช่ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑o ศีล ๒๒๗ ศีล ๓oo ไม่ใช่อย่างนั้น ศีล คือปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ เมื่อปกติกายปกติวาจาปกติใจแล้ว มีสิ่งที่มาสัมผัสเนื้อหนังเราเรียกว่ารูป บัดนี้มีสิ่งที่สัมผัสขึ้นภายในจิตใจเรียกว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นรูปเป็นนาม เป็นนามรูป รูปนามคือรูป รูปนี่เป็นรูปแต่มองเห็น นามมองไม่เห็น เมื่อมีปัญญาตาใจหรือว่าตาทิพย์ก็ว่าได้ เวทนาเป็นรูป สัญญาเป็นรูป สังขารเป็นรูป วิญญาณเป็นรูป เวทนาก็เป็นนาม สัญญาก็เป็นนาม สังขารก็เป็นนาม วิญญาณก็เป็นนาม จึงว่านามรูป อันนี้ลักษณะนี้ตกอยู่ในปรมัตถ์ แล้วก็รู้จักศีล
ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ เพราะโทสะโมหะโลภะถูกทำลายไปแล้ว จางไปแล้ว กิเลสตัณหาอุปทานจางคลายไปแล้ว ศีลจึงปรากฏ เมื่อศีลปรากฏขึ้นมาแล้วเรียกว่าการทำลายกิเลสอย่างหยาบก็ต้องรู้บัดนี้กิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างกลางคืออารมณ์ เราดีใจเสียใจ ชอบความสงบอย่างนั้นอย่างนี้ สงบแบบไม่รู้เรียกว่าสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐานสงบแบบปัญญาเห็นแจ้งรู้จริง คนจึงชอบนั่งความสงบแต่ไม่เข้าใจว่าความสงบนั้นมันเป็นผลพลอยได้เพาะปัญญา
ไม่ใช่สงบนั่งเงียบๆ ตัวของผมตัวของอาตมาพูดนี่อาตมากล้าพูดและกล้าท้าทายได้ เพราะตัวเองได้ทำพุทโธมาบ้าง สัมมาอะระหังมาบ้าง นับ ๑ ๒ ๓ ดูลมหายใจ อันนี้เคยได้ทำมาพอสมควร แต่มันได้รับความสงบ นั่งไปแล้วหลง หลงลงไป ไปติดความสงบก็นึกว่าตัวเองสงบจริงๆ อันนั้นสงบแบบไม่รู้เหมือนกับอยู่ในถ้ำ จะไปไหนมาไหนก็ต้องระมัดระวัง ถ้าไม่มีไฟก็ตกบ่อตกเหวเจ็บ วิธีสงบแบบนั้นเรียกว่าวิธีสงบแบบสมถกรรมฐาน เป็นอุบายให้สงบจิตสงบใจ ท่านว่าอย่างนั้น แต่มันก็จริงในตำรา อันนี้แหละที่มันเป็นอุปสรรคต่อตัวของผมตัวของอาตมาเอง จึงว่า ใครจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ จึงไม่ให้ติดความสงบ ไม่ให้ติดปีติ อันนี้เรียกว่าวิปัสสนูอุปกิเลส หรือปีติ เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติธรรม
ให้ทำความรู้สึกอยู่เสมอ มันคิด-ให้รู้ มันไม่คิด-ก็ให้รู้ อยู่กับการเคลื่อนไหว เมื่อทำอย่างนี้-ก็รู้ เรื่องสมถะเรื่องความสงบมันไปคนละเรื่องกัน ไม่ใช่ไปเรื่องเดียวกัน แต่มันก็ไปเรื่องเดียวกันมาได้แต่มันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ดังนั้นสมถกรรมฐานนั้นจึงว่าสงบแบบไม่รู้ รู้อย่างไม่รู้ รู้อย่างผู้รู้ ฟังแล้วเข้าใจคนมีปัญญา ระดับปัญญาของคนไม่เหมือนกัน รู้อย่างไม่รู้นั้น เรียกว่ารู้แบบสงบ รู้แบบสมถกรรมฐาน รู้แล้วเอามาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนั้นเรื่องนี้ อันนั้นเป็นการนึกคิดเอาเอง ไม่ใช่เป็นญาณของปัญญา
วิปัสสนาจึงมีญาณเห็นแจ้งรู้จริง เมื่อเห็นแจ้งรู้จริงแล้วก็เหมือนกับที่เคยได้ยินได้ฟัง พระพุทธเจ้าเอาดาบตัดผมขาดออกไปเลย อันนี้ก็เหมือนกัน ขาดเป็นจุยไปเลยทีเดียว เรียกว่าเราได้กระแส คือได้ต้นทางเดินตามไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน เราจะรู้ เราจะเห็น เราจะเข้าใจ เพราะเรารู้ตามเห็นตาม จึงว่าผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฐิเสมอกัน “ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ” ด้วยเดชของพระพุทธเจ้านั้น ขอความสำเร็แห่งชัยชนะ ชนะได้จริงๆ เรื่องนี้ รับรองได้
ในตำราบอกว่า ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้ถูกต้องติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ อย่างนาน ๗ ปี อย่างกลาง ๗ เดือน อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๗ วันหรือ ๑๕ วัน มีอานิสงส์สองประการท่านว่าอย่างนั้น หนึ่งอานิสงส์ของมัน เป็นพระอรหันต์ในปัจจุบันภพนี้ ถ้าหากไม่ได้เป็นพระอรหันต์ในปัจจุบันภพนี้ ก็ต้องเป็นพระอนาคามี แน่นอนที่สุดท่านว่าอย่างนั้น
แต่สำหรับตัวของผมตัวอาตมาพูดนี้ ไม่ต้องนึกถึงว่า พระโสดา พระสะกิทาคา พระอานาคา พระอรหันต์ ไม่ต้องพูดถึง ถ้าทำอย่างนี้วิธีที่ทำ พลิกมือขึ้น-ให้รู้สึก วางมือลง-ให้รู้สึก ยกมือไป เอามือมา เดินหน้า ถอยหลัง เอียงซ้าย เอียงขวา ก้มเงย พริบตา อ้าปาก หายใจเข้าหายใจออก-ให้รู้สึก ตัวความนึกความคิดมันเกิดขึ้นมา-ให้รู้สึกตัว อย่างนี้รับรองได้ไม่เกิน ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี อย่างเร็วนับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๙o วัน
อานิสงส์ไม่ต้องพูด ความทุกข์ประเภทที่สงสัย ตายแล้วเกิด ตายแล้วไปตกนรก ตายแล้วไปขึ้นสวรรค์ สิ่งทุกสิ่งที่มันมีปัญหาขัดแย้งอยู่ในตัวของเรานี้ จะถูกทำลายไป ทุกข์นั้นจะลดน้อยไป คนที่มีปัญญาสามารถที่จะทำให้หมดได้ อันนี้เรียกว่าเป็นปัญญาของวิปัสสนา ถ้าผิดไปอย่างนี้เรียกว่าเป็นปัญญาของวิปลาส ท่านว่าอย่างนั้น
ตอนนี้แหละเป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียดแล้วเข้าขั้นนี้แล้วมันต้องรู้ไปตามขั้นตอน ที่ตำราท่านสอนเอาไว้เรื่องปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ปัญจมฌาน มันเข้ามารูปนี้ ไม่ใช่ไปเรียนตำราแล้วทรงจำมา อันนั้นถูกแล้ว มันเป็นเปลือกเป็นกระพี้ เหมือนกับข้าวเปลือกนั่นเอง เราจะกินข้าวเปลือกมันไม่ได้ ต้องเอาข้าวเปลือกนั่นแหละไปเข้าในโรงสี โรงสีจะผลัดเป็นข้าวสารออกมา ผลัดเป็นข้าวสารออกมาแล้วก็มาต้มมาหุงให้มันสุก เอามาต้มมาหุงมานึ่งสุกแล้วกินไม่เป็นพิษ ถ้ากินข้าวเปลือกมันเป็นพิษ
ข้าวเม็ดดีไปสีเป็นข้าวที่หนึ่ง เข้าเม็ดไม่อ้วนไม่เต็มหักครึ่งหักกลางออกมาเป็นข้าวที่สอง ข้าวผอมเป็นข้าวที่สาม ข้าวไม่มีในสีออกมาเป็นเข้าลีบไม่มีใน คนที่ทำจริงพูดจริงก็เช่นเดียวกัน ทำไม่จริงพูดไม่จริงก็เป็นเข้าลีบก็ได้เป็นข้าวผอมก็ได้เป็นข้าวอ้วนไม่พอก็ได้ ถ้าคนพูดจริงทำจริงมีใจหนักแน่น ทำตามแบบพระพุทธเจ้าจริงๆ แล้วเป็นข้าวอ้วนเข้าเต็ม สีออกมาเป็นข้าวที่หนึ่ง ขายก็ราคาดี เอามากินก็มีรสดี อันนี้เรียกว่าเป็นปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด เมื่อทำไปมันเกิดญาณปัญญา รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง
แต่เคยพูดให้ฟังมาหลายครั้งหลายหน เรื่องอารมณ์ เรื่องปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียดนี้ ตามตำรับตำราท่านว่าพูดกันลัดๆ เรื่องอาการเกิดดับนี่เอง อาการเกิดดับตัวนี้ว่า คนเกิดมาร้อยปีถ้าหากยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ ไม่สัมผัสกับเรื่องสภาพหรือสภาวะชีวิตจิตใจของเรานั่นแหละ ไม่รู้จักชีวิตจะไปไหนมาไหนมันคิดอะไรก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ คนผู้นั้นเกิดมาร้อยวันพันปีไม่รู้จักสภาพภาวะอาการเกิดดับอันนี้ ชีวิตบุคคลนั้นเป็นหมันเป็นโมฆะ เพราะมันมีความทุกข์ เกิดมาอยู่ด้วยทุกข์ กินด้วยทุกข์ นั่งนอนด้วยทุกข์ ไปมาด้วยทุกข์ ไม่ได้มีประโยชน์อะไรท่านว่าอย่างนั้น
บัดนี้ บุคคลเกิดมาเพียงวันเดียว รู้ เห็น เข้าใจ สัมผัสแนบแน่นสภาพหรือสภาวะอาการเกิดดับของชีวิตนั้น ไม่ได้อยู่กับความทุกข์ ไม่ได้ไปด้วยทุกข์ เรียกว่าทุกปัญหาต่างๆ หมดไป เรียกว่าปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด บุคคลผู้เช่นนี้แหละ เกิดมาเพียงวันเดียว ชีวิตมีค่ามีราคามีประโยชน์กว่าบุคคลที่เกิดมาร้อยวันพันปีนั้น ท่านว่าอย่างนั้น คนเกิดมาวันเดียวนั้นทำอะไรไม่ได้ อันที่เราฟังเทศน์ฟังธรรมจากสัตตะบุรุษ บุคคลที่รู้นั่นแหละ เกิดมีความซาบซึ้งเข้าใจ แล้วนำไปปฏิบัติ อันนั้นแหละคนเกิดมาวันเดียว
แล้วอีกบทหนึ่งท่านว่า คนผู้ที่บวชมาร้อยพรรษา ร้อยพรรษานะ อานิสงส์ของการบวชนั้นถ้าหากไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ ไม่สัมผัสกับสภาพหรือสภาวะเรื่องชีวิตจิตใจอาการเกิดดับนี้ อานิสงส์คุณค่าของการบวชของคนนั้น ไม่มีประโยชน์ไม่คุ้มค่าในการบวชเลย ชีวิตของคนนั้นก็เป็นหมันเป็นโมฆะ ใช้ประโยชน์ไม่ได้ ท่านว่าโมฆะบุรุษ ท่านว่าอย่างนั้นใช้ไม่ได้ท่านว่า
ถ้าจะพูดกับตัวหนังสือที่เคยได้อ่าน ครูบาอาจารย์เคยสอนว่า ดาบหมกในจีวร ภิกษุลามก สันดานนกกา หมาขี้เรื้อน งูเปื้อนขี้ ลูกนอกคอก ตีนนอกมันตี ป่าช้าผีดิบ น้ำติดกะลาล้างเท้า ไม่ใช่คนของเรา ภิกษุแหวกคนแหวกแนวโมฆะบุรุษใช้ไม่ได้ นี่ท่านว่าอย่างนั้น จึงว่าอย่าเป็นข้าวผอมข้าวแห้ง อย่าเป็นเข้าลีบ ให้เป็นข้าวมีในท่านว่า บุคคลที่บวชมาเพียงวันเดียว รู้ เห็น เข้าใจ ซาบซึ้งสภาพหรือภาวะอาการเกิดดับอันนี้แหละ ชีวิตบุคคลนั้นมีค่ามีราคามากกว่าบุคคลผู้ที่บวชมาร้อยพรรษา ท่านว่าอย่างนั้น
ดังนั้น ปัญญาจึงกำจัดกิเลสอย่างละเอียด เมื่อปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียดอันนี้แล้ว มันจะมีความภูมิใจพอใจ เพราะสมมุติเอา ผมเคยพูดเคยกล่าวเรื่อยๆ เราไปอุ้มเด็กน้อยเด็กทารก เราเอามือไปแตะสะโพกก้น มันขาวทันที แต่เนื้อเด็กน้อยมันแดง พอดีเราเอามือไปแตะ มันจืดจางเข้าทันทีเลย มันเป็นอย่างนั้น พอดีเราเอามือออกมันก็แดงเข้าไป
หรือเปรียบอีกอย่างหนึ่งเ หมือนกับที่เรามีดพร้าถูกเนื้อเราขาด เลือดมันพุ่งออกมาที่ปากบาด อันนี้พอดีถูกมีดพร้าเนื้อหนังเราถูกแล้วตัดเข้าไป เลือดมันจะกลับคืนทั้งหมดเลย มันจะไม่เอามาออกปากบาด อันนี้แหละเพราะมันขาดออกจากกัน ไม่มีทางที่จะติดต่อกันได้
อีกหลายครั้งหลายหนเคยพูดให้ฟัง เรามีเชือกไนล่อนไปผูกต้นนั้นเสานั้นหนึ่งต้น เอาตรงนี้ไปผูกเสานั้น ตัดตรงกลางเลย ดึงตึงๆ ตัดตรงกลาง เชือกนั้นมันจะดึงไปติดกับเสาต้นนั้นต้นอันนั้น ทางนี้ก็จะมาติดกับเสาต้นอันนี้ ดึงเข้าหากันไม่ถึงเลย อันนี้แหละที่มันขาดออกจากกัน มันจึงมีประโยชน์คุณค่ามากที่สุด
การทำรู้สึกตัวนี่ อานิสงส์มันมากผิดกันคือว่า รู้อย่างผู้รู้ รู้อย่างผู้ไม่รู้ มันรู้อย่างนี้ รู้แล้วไม่สงสัยไม่ข้องแวะ สิ่งที่ขัดแย้งในใจไม่มี สิ่งที่ขัดขวางเป็นอุปสรรคขึ้นไม่มี เพราะไม่มีทุกข์ เรียกว่าอยู่เหนือทุกข์ กินเหนือทุกข์ นั่งนอนเหนือทุกข์ ไปมาเหนือทุกข์ ความทุกข์จึงตามไม่ทัน
สมมติแต่ก่อนเราอยู่ป่าดงลึกๆ มีสัตว์หลายมีเสือมีตะขาบแมงป่อง มีอะไรทุกสิ่งทุกอย่างที่เราอยู่ในนั้น เราไม่เห็นเราก็สงบอยู่ได้ เมื่อเราเห็นก็กลัวขึ้นมา หาเครื่องกันเครื่องแก้ไว้อยู่อย่างนั้น อันนี้เราหนีไปจากดงที่ลึกๆ ข้ามไป สมมุติว่ามีคลองน้ำหรือมีอะไร เราก็หาวิธีว่ายข้ามไปทางโน้น เมื่อเราข้ามไปข้างโน้นสัตว์ร้ายมันตามเราไปไม่ได้ เราก็พ้นภัยจากสัตว์ร้ายเหล่านั้น
อันตรายจะตามเราไม่ได้ อันนี้เรียกว่าปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด เมื่อเราพ้นภัยจากอันตรายเหล่านั้น เราจะภูมิใจ ยินดีในความรู้ ความเห็น ความเป็น ความมีของเรา เพราะเราพ้นภัยแล้ว เราเกิดมาในชีวิตนี้ไม่เคยพบไม่เคยเห็นไม่เคยเป็นอย่างนี้ เพราะมันกลับคืนไปหมดแล้ว อย่าไปดีใจอย่างนั้น ให้เรามามองดูสภาพเมื่อเป็นอะไรติดต่อกันมา เหมือนกับเราเดินทางมองดูมีหินมีตอไม้หรือมีอะไรต่างๆ คอยสะดุด เราต้องดูแล กลับไปกลับมา
ทวนอารมณ์มาตั้งแต่อารมณ์รูปนามนู่นแหละ อย่าไปติดความสุข เมื่อเราไปทวนอารมณ์รูปนาม รูปธรรมนามธรรม รูปโรคนามโรค จนให้มันถึงว่าบาปบุญ ภาคต้น -ก็ให้รู้จัก ภาคที่สอง เรื่องวัตถุประมัตถ์-ก็ให้รู้จัก โทสะ โมหะ เวทนา เหล่านี้ -ให้รู้จัก
แล้วก็ภาคต่อมา กิเลส ตัณหา อุปทาน-ก็ให้รู้จัก เห็นชัดอยู่อย่างนั้น แล้วก็ศีลปรากฏขึ้นมา สมถกรรมฐานเป็นอย่างนั้นๆ -ให้รู้จัก ความสงบอย่างนั้นไม่รู้ความสงบอย่างนี้รู้ -ให้รู้จัก แล้วก็กิเลสอย่างละเอียด ที่มันเข้ามาวิธีใด เราทำออกวิธีใด เราจะข้ามมาฝั่งนี้ให้ได้ -ให้รู้จัก อันนี้เรียกว่า เป็นปัญญาของวิปัสสนาแท้ ไม่หวนกลับคืน ทุกข์จึงติดตามไม่ได้ ถ้าหากไม่เป็นอย่างนั้นมันจะไปติดเอาความรู้ความพอใจ วิปลาส อย่าไปติด
ที่อาตมาได้ให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจพวกท่านทั้งหลาย ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ท้ายที่สุดนี้อาตมาพร้อมด้วยพระสงฆ์และญาติโยม มานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี้ อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระสงฆ์สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.