PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๖๒ เจาะลึกจากใจถึงใจ ๒๕๓๐
ท.๑๖๒ เจาะลึกจากใจถึงใจ ๒๕๓๐ รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๖๒ เจาะลึกจากใจถึงใจ ๒๕๓๐
  • เสียง
  • 14516 ท.๑๖๒ เจาะลึกจากใจถึงใจ ๒๕๓๐ /lp-cittasubho/2025-10-21-10-32-47.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ท. ๑๖๒ เจาะลึกจากใจถึงใจ ๒๕๓o

     

    เมื่อทำวัตรเช้าเสร็จแล้ว ทำสั้นๆ เพียงเป็นวิธีการเพียงพอให้พวกเฮา(เรา)มาประชุมพร้อมๆ กัน เมื่อมาประชุมพร้อมๆ กันแล้วก็จะยกเอาให้หลวงพ่อเป็นผู้ให้แนวความคิดหรือว่ามาเป็นประธานก็ว่าได้ หรือจะว่าอย่างไรมันเป็นเรื่องสมมุติ เพียงฟังกันดีๆ ตั้งอกตั้งใจฟัง การฟังเทศน์ฟังธรรมหรือฟังพระแสดงธรรมะหรือพระตถาธรรมะเป็นคำเดียวกัน เพื่อเฮา(เรา)จะได้ฟังบางคำที่แปลกๆ เฮา(เรา)บ่(ไม่)ได้ฟังก็มี หรือเฮา(เรา)ฟังกันแล้วก็มี แต่ฟังมาแล้วเฮาบ่(เราไม่)ได้เข้าใจ ใจความบ่(ไม่)ได้ 

     

    ดังนั้นเฮา(เรา)เปิดอบรมวิปัสสนากรรมฐาน หรือเปิดอบรมสมถกรรมฐานวิปัสสนา เฮาจิ(เราจะ)ว่าเป็นเรื่องสมมุติ เฮา(เรา)เปิดอบรมกันทุกปีๆ แม้จะมีพระเจ้าพระสงฆ์เฮา(เรา)ก็เปิดอบรมกันอย่างซี้(นี้) แม้จะไม่มีพระเจ้าพระสงฆ์เฮา(เรา)ก็เปิดการอบรมกันอย่างซี้(นี้)เป็นประจำ เมื่อเฮา(เรา)เรียกร้องหาพรรคหาพวกเรา เรียกร้องหาพระพุทธเจ้าก็ได้ เฮาจิ(เราจะ)ว่าอย่างใดก็ได้ แต่ว่าเนื้อในใจความนั้น เฮา(เรา)มาว่ากันด้วยญาติของพระพุทธเจ้า หรือเป็นศัตรูกันกับพระพุทธเจ้า 

     

    ตอนทำวัตรเฮา(เรา)ก็ทำกันเพียงเป็นพิธี เพื่อเฮา(เรา)จะต้องการมาปรึกษากัน แล้วฟัง ฟังแล้วก็จดจำนำเอาไปปฏิบัติ งานพระพุทธเจ้าก็คือเฮา(เรา)นี่แหละ คนบ่(ไม่)มีการงานมาพอดีระหว่างนี้เฮา(เรา)บ่(ไม่)มีการบ่(ไม่)มีงานบ่(ไม่)มีธุระบ่(ไม่)มีหน้าที่มาก เพราะเฮา(เรา)เป็นคนมีอายุ เฮา(เรา)ก็เลยมาหาวิธีทำ เมื่อเฮา(เรา)ทำแล้วให้ลูกๆ หลานๆ พี่ๆ น้องๆ ผู้ว่างก็มา ถ้าหากผู้ใดไม่ว่างขเจ้า(พวกเขา)ก็ไม่มา ลูกหลานเฮา(เรา)คือกัน(เหมือนกัน) ขเจ้าบ่(พวกเขาไม่)พอใจขเจ้าก็บ่(พวกเขาก็ไม่)มา แต่เฮาบ่(เราไม่)ได้ว่าอย่างนั้นขเจ้า(พวกเขา) 

     

    เฮา(เรา)ต้องรักการรักงานของเฮา(เรา) เรียกว่าเฮา(เรา)เป็นญาติของพระพุทธเจ้า ถ้าเฮา(เรา)ได้ดำรงวงศ์ตระกูลของพระพุทธเจ้า เรียกร้องเอาพระพูทธเจ้ามาไว้กับเฮา(เรา) บัดนี้ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเฮา(เรา)เราบ่(ไม่)คำนึงบ่(ไม่)คิดถึง สิ่งที่เฮาฮู้เฮาเห็นเฮา(เรารู้เราเห็นเรา)ปฏิบัติมานั้น เฮา(เรา)เลยละเลยไปซะ ก็เป็นศัตรูกันกับพระพุทธเจ้า คนที่เป็นมิตรเป็นศัตรูกันก็ต้องรู้กันจักกันสักหน่อยเสียก่อน เมื่อเฮาเว้า(เราพูด)กันแล้วบ่(ไม่)รู้เรื่อง ก็เรียกว่าศัตรูกันกับพระพุทธเจ้า เฮามาเฮ็ดเฮา(เรา)มาทำแล้ว เฮา(เรา)ละ เฮา(เรา)ทิ้ง เฮา(เรา)ปะ เฮา(เรา)ปล่อย ก็เป็นศัตรูกันกับพระพุทธเจ้า 

     

    พระพุทธเจ้าคือหยัง(อะไร) อยู่ที่ใด เฮาจิฮู้(เราจะรู้) เฮา(เรา)จะเห็น เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)เฮาบ่(เราไม่)เห็นเฮาจิ(เราจะ)เป็นศัตรูกันกับพระพุทธเจ้าก็บ่(ไม่)ได้ เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)เฮาบ่(เราไม่)เห็นเฮาจิ(เราจะ)เป็นญาติกับพระพุทธเจ้าก็บ่(ไม่)ได้ นี่เป็นจังซี่(อย่างนี้) สมมุติเอา เฮา(เรา)เป็นศัตรูกัน เฮาจิ(เราจะ)ไปชกไปต่อยหรือจะไปตีกันไปทะเลาะไปเถียงกัน คั้น(หาก)ถ้าเฮาบ่(เราไม่)เห็นหน้าเห็นตากันเป็นศัตรูกันบ่(ไม่)ได้ ไปทะเลาะกันบ่(ไม่)ได้ บัดนี้เฮาจิ(เราจะ)ยิ้มจิ(จะ)แทนกัน สมมุติเป็นสหายกันเป็นญาติกัน เฮาบ่(เราไม่)เห็นหน้าเห็นตากัน เฮาจิ(เราจะ)เป็นมิตรเป็นญาติเป็นสหายกันบ่(ไม่)ได้ มันตรงกันข้ามกันอย่างนี้ 

     

    ดังนั้นจึงว่า เฮา(เรา)มาเปิดอบรมนี่เรียกว่าปีหนึ่ง เฮา(เรา)เรียกว่าเป็นการเปิดอบรมเรียกร้องเอากับพวกเฮา(เรา) ที่เคยเห็นเคยได้อบรมกันมา ประชุมกันเฮาจิเฮ็ด(เราจะทำ)อย่างใดเพื่อจะก้าวหน้า เพื่อจะคืบคลานไปหรือมั่นคงไป เรียกร้องกันอย่างนั้น ว่าเราจิเฮ็ด(จะทำ)อย่างใดมันจิ(จะ)ดี ว่าอย่างนั้นมันเป็นคำพูด ภาษาธรรมะนี่เป็นภาษาที่พูดและเป็นภาษาที่ทำ บัดนี้พูดซือๆ(เฉยๆ) พูดแล้วต้องทำ ทำแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ตัวเฮา(เรา)และคนอื่น 

     

    เมื่อพูดถึงอย่างนี้ วิธีที่ปฏิบัติที่เฮาเฮ็ด(เราทำ)นี้ มันถูกกับตำรา หรือมันขัดกับตำรา ถูกกับตำราอย่างใด ถูกเพราะเฮา(เรา)มารู้ตัวเฮา(เรา) ขัดกันกับตำราอย่างใด คนส่วนมากก็บ่(ไม่)เห็นดีบางคน บางคนขเจ้า(พวกท่าน)ก็เห็นดี อย่างพ่อว่าเรื่อยๆ การฟังธรรมะนั้น ฟังให้เป็นศัตรูก็ได้ ฟังให้เป็นญาติเป็นมิตรก็ได้ ฟังซือๆ(เฉยๆ) บ่(ไม่)เป็นญาติเป็นมิตรก็ได้ มันเป็นอย่างนั้น เฮา(เรา)มาปฏิบัติธรรมะก็เช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงว่าเป็นการพูดให้ฟัง 

     

    เรื่องแรก เฮา(เรา)มาเรียนจังหวะกัน เรียนเดินจงกรมกัน เรียนลุก เรียนนั่งกัน เรียนไปก็ว่าหัด ฝึกหัดกันให้มันเป็น เมื่อฝึกหัดกันเป็นแล้ว การกราบการไหว้ให้มันเป็น ให้มันเป็นอย่างใด ให้มันน่าดู ให้เป็นอันเดียวกัน คล้ายๆ เพิ่น(ท่าน)ว่า “ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้าก็ได้เห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรมก็เห็นพระพุทธเจ้า” ผู้ใดเห็นพระพุทธเจ้าคล้ายๆ คือก็เห็นอันเดียวกันนั่น แต่เฮา(เรา)ก็ต้องเห็นอันเดียวกันนั้น แล้วมาปฏิบัติก็ต้องปฏิบัติวิธีอันนั้น ถ้าเฮา(เรา)ชอบถ้าเฮา(เรา)เป็นญาติของพระพุทธเจ้าจริงๆ ถ้าเฮาบ่(เราไม่)ชอบก็บ่(ไม่)เป็นญาติของพระพุทธเจ้าจริงๆ ตัวโกรธนี่เขาว่าไปสร้างขวางของโลกหรือขัดขวางโลก มันเป็นอย่างนั้น 

     

    ดังนั้นจึงว่าตอนเช้านี้ก็มาว่ากัน โดยเฉพาะเฮาจิ(เราจะ)นำไปใช้ วิธีเฮ็ด(ทำ)จังหวะ-ทำให้มันเป็น และวิธีลุกขึ้น-ทำให้มันเป็น วิธีนั่งลง-ทำให้มันเป็น วิธีกราบ-ก็ทำให้มันเป็น ถ้าหากพวกเฮา(เรา)ขเจ้า(พวกท่าน)จะลุก ขเจ้าก็เบิ่ง(พวกท่านก็ดู) ทำไปพร้อมๆ กันนี่ ขเจ้า(พวกท่าน)จะเห็นพวกนั้นเป็นจังซั่น(อย่างนั้น)เฮ็ดจังซั่น(ทำอย่างนั้น) ขเจ้าจะเบิ่ง(พวกท่านจะเห็น) คนที่บ่(ไม่)เคยเห็นขเจ้า(พวกท่าน)ก็จะได้เห็น คนที่เคยเห็นแล้วขเจ้าบ่(พวกท่านไม่)ชอบขเจ้า(พวกท่าน)เครียดก็ได้ คนที่บ่(ไม่)เคยได้เห็นบางทีขเจ้า(พวกท่าน)เกิดชอบเกิดพอใจก็มี เกิดเบื่อหน่ายก็มี มันเป็นจังซั่น(อย่างนั้น) หากต้องทำดีซือๆ(เฉยๆ) 

     

    ทำซือๆ(เฉยๆ)นี่ เฮาบ่(เราไม่)ต้องคิดมาก การทำให้ดู อยู่ให้เห็น พูดให้ฟังนี่ ทำให้ดู...ทำอย่างไร ก็เฮ็ด(ทำ)จังหวะให้ดู หัดลุกหัดนั่งให้ดู หัดกราบหัดไหว้ให้ดู อยู่ให้เห็น พูดให้ฟัง...พูดแล้วจะพูดอย่างไร พูดให้มันรู้สึกตัวเอง ให้มันรู้ตัวเอง ถ้าหากบ่(ไม่)รู้ตัวเอง เขาเอิ้น(เรียก) คนหลงตนลืมตัว ท่านว่า ทำให้ดู พูดให้ฟัง อยู่ให้เห็น...บัดนี้นั่งให้มันสบาย ยืนให้มันสบาย เอาใจให้มันสบาย อยู่อย่างสบาย อยู่อย่างไม่เดือดร้อน เฮาจิ(เราจะ)ทุกข์จิ(จะ)เป็น เฮา(เรา)ก็อยู่อย่างสบาย เฮาจิ(เราจะ)มีเงินมีทองเฮา(เรา)ก็อยู่อย่างสบาย บ่(ไม่)ได้อยู่อย่างความเดือดร้อน ใครจะพูดอย่างไรก็ตามช่าง เป็นเรื่องของคำพูด 

     

    คำพูดคำนินทาคำสรรเสริญเหมือนกับเทน้ำ ความนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ท่านว่า เทไปเท่าใดก็ช่าง บางทีก็เปียก บางทีก็บ่(ไม่)เปียก บ่(ไม่)มีเรื่องหยัง(อะไร)คำพูดคำชมคำนินทาเหล่านั้น เฮา(เรา)ต้องทำให้มันสม่ำเสมอ ให้เหมือนกับน้ำอ้อยบ่(ไม่)ช่วยปลาย ทำให้มันเสมอ ทำให้มันเสมอก็ที่ว่า ให้มันเสมอต้นเสมอปลายเฮ็ดหยัง(ทำอะไร)ไป การทำอย่างนี้แหละจิ(จะ)มีประโยชน์แก่ตัวเฮา(เรา) มันบ่(ไม่)มีประโยชน์แก่ผู้อื่น เมื่อเฮา(เรา)ทำไป มันเกิดความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ สัมผัสแนบแน่นกับตัวเฮา(เรา)จริงๆ รู้ตัวเฮา(เรา) รู้รูป รู้นาม 

     

    แต่ก่อนเฮา(เรา)ว่า รูปซือๆ(เฉยๆ) นามซือๆ(เฉยๆ) เฮาบ่(เราไม่)รู้จักว่า ตัวเฮา(เรา)เป็นรูปเป็นนาม เฮา(เรา)เคยเห็นแต่รูปภาพอยู่กับกระดาษพุ่น(นู้น) มันลืมตัวไป เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) หลงตนลืมตัว บ่แม่น(ไม่ใช่)ของจริง เป็นมายารูปที่สมมุติ รูปจริงๆ คือตัวเฮา(เรา)นี่แหละ นามจริงๆ คือตัวรู้จักเคลื่อนไหว รู้จักเคลื่อนไหวเป็นหยัง(อะไร) เป็นปัญญาซิว่า ปัญญาแปลว่าใจก็ได้ หรือว่าวิญญาณก็ได้ จะว่ามันหลายเด้(นะ) เมื่อรู้จักอันนี้ก็รู้จักอันอื่นบ่นี่(มั้ยนี่) สมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐานก็ตาม มันไม่ใช่ปัญญาที่จะมารู้ตัวเฮา(เรา) เมื่อฟังเพิ่นเว้า(ท่านพูด)บัดนี้ ปัญญาเรื่องอื่นเฮา(เรา)ก็ฟัง อย่าไปติอย่าไปชมเพิ่น(ท่าน) เพิ่นเว้า(ท่านพูด)เรื่องของเพิ่น(ท่าน) เฮา(เรา)ฟังเรื่องของเฮา(เรา) 

     

    เฮา(เรา) “รู้” เรื่องตัวเฮา(เรา) เรียกว่า รู้รูป รู้นาม รู้รูปรู้นามแล้วก็ รู้รูปธรรม รู้นามธรรม รูปอันนี้มันทำ นามอันนี้มันทำ รู้รูปโรค รู้นามโรค รูปอันนี้เป็นโรค นามอันนี้เป็นโรค รูปนามอันนี้เป็นโรคจิ(จะ)เจ็บหัวปวดท้อง เมื่อเจ็บหัวปวดท้องแล้วใจมันบ่(ไม่)สบาย อันนี้เอิ้น(เรียก) รูปโรคนามโรค บัดนี้เฮา(เรา)นั่งอยู่ซือๆ(เฉยๆ) เฮา(เรา)พูดเฮา(เรา)คุยกัน เขาว่าให้เฮา(เรา) เกิดพอใจเกิดบ่(ไม่)พอใจ จิตวิญญาณเป็นโรคอันนั้น มันเป็นอย่างซี้(นี้) 

     

    เมื่อ “เห็น” อันนี้แล้วก็ชื่อว่า เฮา(เรา)เป็นญาติของพระพุทธเจ้า เป็นพี่น้องของพระพุทธเจ้า เป็นลูกของพระพุทธเจ้า ถ้าหากเฮาบ่รู้บ่(เราไม่รู้ไม่)เห็นอันนี้ ก็ชื่อว่าเฮา(เรา)เป็นศัตรูกันกับพระพุทธเจ้า เพราะเฮาบ่(เราไม่)เห็นพระพุทธเจ้านะ พระพุทธเจ้าอยู่ในตัวทุกคนนี่แหละ ทุกคนนี้แหละเป็นพระพุทธเจ้า แต่เป็นน้อยเป็นหลายก็บ่(ไม่)รู้จัก แต่ว่าเป็น ฮู้(รู้)แต่ว่าเป็น ชั่วโมงหนึ่งก็เป็น วินาทีหนึ่งก็เป็น มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) คนมันต้องมีจิตใจเป็นปกติ รู้นี้รู้นั้น มันเป็นปกติ เฮา(เรา)ได้เห็น เมื่อเฮา(เรา)เห็นจิตวิญญาณเป็นโรคแล้ว เฮา(เรา)ก็เห็นความทุกข์ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา 

     

    ทุกข์...หมายถึงการเคลื่อนไหว ทุกขังอนิจจัง มันเลยเป็น อนัตตาบังคับบัญชามันไม่ได้ รูปนี้มันเป็นจังซี่(อย่างนี้) มันพริบตา มันหายใจ มันนึก มันคิด มันเคลื่อนมันไหว นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า เป็นทุกข์เพราะมันเป็นกับรูปนี้ จึงว่าทุกขัง เอาทิ้งบ่(ไม่)ได้ อนิจจัง...หมายถึงมันบ่(ไม่)เที่ยง มันเป็นไปตามจังหวะของมัน จึงว่าการเฮ็ด(ทำ)จังหวะมันต้องได้จังหวะ อนัตตา...บังคับบัญชาบ่(ไม่)ได้ เกิดมาแล้วก็แก่ก็เจ็บก็ตายไป ท่านว่าอย่างซั่น(นั้น) เมื่อรู้จักอันนี้แล้วก็รู้จักสมมุติ 

     

    สมมุติเอา รู้อะไรก็สมมุติเอา เรียกว่าสมมุติบัญญัติ หากบ่(ไม่)สมมติว่ากัน บ่(ไม่)บัญญัติขึ้นมา เฮาจิบ่มีอันจิปากบ่มีอันจิเว้า(เราจะไม่มีอะไรจะพูดจะคุย) เฮา(เรา)ก็สมมุติขึ้นมา แข้งขวามือเท้านี่เฮา(เรา)ก็สมมุติขึ้นมา แล้วเสื้อผ้ากางเกงผ้าถุงเฮา(เรา)ก็สมมุติว่าขึ้นมา รูปผ้าสวยๆ ไฮ้(ไร่)นาเรือกสวนนี่ก็สมมุติขึ้นมา มันทิ้งบ่(ไม่)ได้สมมุตินี้ จึงว่าสมมุติแล้วก็บัญญัติขึ้นมา เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) สมมุติบัญญัติ 

     

    ปรมัตถ์ แปลว่าจริงโดยสมมุติ ปรมัตถ์บัญญัติ จริงโดยปรมัตถ์ นี่มันมี ๒ อันแล้วเด้(นะ)นี่ จริงโดยสมมติ จริงโดยปรมัตถ์ ให้รู้จัก 

     

    อัตถะบัญญัติ อัตถะนั้นคือผู้ที่มีปัญญา อรรถแปลว่าลึก ยากที่บุคคลจะรู้ อันนี้มันเป็นส่วนจิตใจอัตถะบัญญัติ 

     

    อริยะบัญญัติ รู้ได้เฉพาะผู้เป็นอริยบุคคล บัดนี้เฮา(เรา)พริบตา เป็นของอยู่นอกๆ ก็เป็นลุก ลุกอย่างใด คันบ่(หากไม่)ตั้งตัวตั้งสติ ก็บ่(ไม่)รู้ เฮา(เรา)พริบตามานี่แต่น้อยๆ ก็รู้ทุกครั้งบ่(มั้ย) บ่(ไม่) บ่(ไม่)รู้ทุกครั้ง เฮา(เรา)หายใจมาแต่น้อยๆ มาจากท้องแม่มา เฮา(เรา)จะรู้ทุกครั้งบ่(มั้ย) บ่(ไม่)รู้ทุกครั้ง ความทุกข์นี่ เฮา(เรา)มาจากท้องแม่เฮา(เรา)ทุกข์นี่ เฮา(เรา)รู้ทุกครั้งบ่(มั้ย) บ่(ไม่)รู้ทุกครั้ง 

     

    ผมว่าเรื่องผม ผมบ่(ไม่)ได้ว่าเรื่องคนอื่น ผมเกิดจากท้องแม่มาบ่(ไม่)เคยรู้ บ่(ไม่)เคยรู้ความคิด รู้ แต่หากบ่(ไม่)เคยรู้ความคิดบ่(ไม่)เคยเห็นความคิด อายุ 46 ปีผมจึงมารู้เรื่องความคิดจึงมาเห็นเรื่องความคิดของผม ผมบ่(ไม่)ไปรู้ความคิดผู้อื่น ผมบ่(ไม่)ไปเห็นความคิดผู้อื่น ผมรู้ความคิดของผม ผมเห็นความคิดของผม เป็นอย่างนั้นเอง ทำแทนกันบ่(ไม่)ได้เรื่องนี้ จึงว่าอัตถะบัญญัติ 

     

    อริยะบัญญัติ ต้องรู้สมมุติอันนี้ สมมุติผี สมมุติเทวดา มันเป็นสมมุติทั้งนั้น ผีคือคนทำชั่วพูดชั่วคิดชั่ว เทวดาเด้(นะ) เทวดาคือคนทำดีพูดดีคิดดี จึงว่าเป็นหน้าที่ของคนที่จะศึกษาให้รู้จัก คนต้องรู้จักหน้าที่ของคน ถ้าหากบ่(ไม่)รู้จักหน้าที่แล้วก็แสดงว่าคนนั้นยังไม่ใช่คน เกิดมาแข้งขาหน้าตามือเท้าเป็นคนก็จริง แต่ยังไม่ใช่คน ไม่ใช่คนเพราะอย่างใด จิตใจไม่ใช่คนเพราะบ่(ไม่)รู้จักคน จึงว่า รู้จักเลือกเอาได้ 

     

    คนแปลว่าหลายอัน คนแปลว่ากวน คนแปลว่ามันมาก คล้ายๆ คือขันหมากบ้านเฮา(เรา) พ่อแม่ปู่ย่าตายายมีขันหมาก มีเครื่องเศษเครื่องเหลือเป็นปูนเป็นเม็ดเป็นสีเสียดเป็นพลูเป็นหมาก เต็มอยู่ในขันหมากเอามาเลือกเอา เลือกเอาอันนี้ เลือกเอาอันนี้ คือว่าคนเลือกเอามาเป็นชิ้นเป็นอันเรียกว่าคน คนที่แปลว่ากวน บัดนี้คนเฮา(เรา)พูดกันไปกันมาแล้วบ่(ไม่)รู้จัก เอิ้น(เรียก)โซเล่ โชเล่ก็บ้าซิเขาว่ากัน คนแปลว่ากวน กวนแปลว่าโชเล่ พูดกันแล้วบ่(ไม่)รู้จักเรื่อง บ่(ไม่)รู้จักต้นบ่(ไม่)รู้จักปลายเขาว่าบ้า คนกับกวนกับบ้าอยู่นำ(ด้วย)กันนี่ ถ้าหากเราบ่(ไม่)รู้จักก็ยังเป็นคนเป็นกวนเป็นบ้า 

     

    เมื่อเฮา(เรา)รู้จักเลือกคัดจัดหาเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เป็นคน รู้จักคน รู้จักหน้าที่ของคน ก็เป็นญาติของพระพุทธเจ้า เป็นลูกของพระพุทธเจ้า รู้เห็นพระพุทธเจ้า รู้จักอันนี้เขาเอิ้น(เรียก)ตาทิพย์หูทิพย์ บ่แม่น(ไม่ใช่)ตาทิพย์หูทิพย์คือ(เหมือน)อย่างอื่น ผู้อื่นจะรู้อย่างไรบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก อย่างพ่อฮู้(รู้)จักอย่างซั่น(นั้น) อย่างพ่อจึงเอาแต่เรื่องนี้มาเว้า(พูด) 

     

    อันนี้ชื่อว่าเฮา(เรา)มาปฏิบัติธรรมะ มาประชุมกัน มาเรียกร้องว่าให้กันฟัง ว่าให้ฟังทุกมื้อๆๆ เกิดจำได้ พิจารณาเห็นแจ้งรู้จริงตามความเป็นจริง บัดนี้เฮา(เรา)ก็มารู้จักศาสนา ศาสนานั้นเฮา(เรา)เห็นตั้งแต่วัด พระพุทธรูป เจ้าหัวไอ้จั่ว(พระเณร) โบสถ์สูง เป็นศาสนาอันนั้น เพราะหลวงพ่อรู้จักอย่างนั้นแต่ก่อน ต่อมาเมื่ออายุ ๔๖ ปีมานี้ ศาสนาคือตัวคน ตัวทุกคนนั่นแหละเป็นตัวศาสนา ผู้หญิงก็เป็นศาสนา ผู้ชายก็เป็นศาสนา ถือศาสนาใดก็เป็นศาสนาทั้งนั้นแหละ เรียกว่าศาสนาคือคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ แต่ให้รู้อะไร ให้รู้ตัวเฮา(เรา)นี่ ให้รู้ตัวเฮา(เรา)นี่ศาสนาแปลว่าคำสอน สอนให้รู้ตัวเฮา(เรา) 

     

    พุทธศาสนาว่า พุทธศาสนาคือตัวเฮา(เรา)รู้นั่นแหละ จะว่าสติก็ได้ จะว่าปัญญาก็ได้ จะว่ารูปก็ได้ จะว่าสัญญาก็ได้ จะว่าวิญญาณก็ได้ วิญญาณแปลว่ารู้ เฮา(เรา)ก็เลยมาทำความรู้สึกตัว ตื่นตัว รู้สึกใจ ตื่นใจ อันนี้เป็นพุทธศาสนา จึงเป็นญาติพระพุทธเจ้า เป็นมิตรของพระพุทธเจ้า จึงเห็นพระพุทธเจ้า ท่านว่า พุทธศาสนา พุทธะจึงแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม มันพริบตาเฮา(เรา)ก็รู้ รู้น้อยเฮา(เรา)ก็เป็นพระพุทธเจ้าน้อย รู้มากเฮา(เรา)ก็เป็นพระพุทธเจ้ามาก หายใจเฮา(เรา)ก็รู้ รู้น้อยก็เป็นพระพุทธเจ้าน้อย รู้มากก็เป็นพระพุทธเจ้าใหญ่ขึ้น มันคิดเฮา(เรา)ก็รู้ คัน(หาก)รู้มากเข้าก็เป็นพระพุทธเจ้าใหญ่ขึ้น คันเฮา(หากเรา)รู้น้อยเฮา(เรา)ก็เป็นพระพุทธเจ้าน้อย 

     

    เฮา(เรา)รู้มากขึ้นบัดนี้ เลยบ่(ไม่)เอาจิตใจบ่(ไม่)เอาใจใส่ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าพินาศฉิบหาย เพิ่น(ท่าน)ว่า คือเฮา(เหมือนเรา)มีเงินมีทองนี่แล้วใช้บ่(ไม่)เป็น มันเป็นพินาศมันเป็นฉิบหาย เป็นฉิบหายแล้วเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) “ปะริหานะธัมโม” คือมันฉิบหาย  “อะนุรักขะนาภัพโพ” มันน้อยก็ยังเฮ็ด(ทำ)น้อยอยู่นั่นเอง  “เจตะนาภัพโพ” บ่(ไม่)หลงบ่(ไม่)ลืม ตั้งอกตั้งใจไปไฮ้(ไร่)ไปนาไปสวนเก็บผักหาหน่อ เฮา(เรา)ก็ให้มันรู้ ให้มันรู้อยู่เรื่อยนี่แหละ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนั้น 

     

    บาปบัดนี้ คือเฮาบ่(เราไม่)รู้ตัวเฮา(เรา) มันเคลื่อนมันไหวมันไปมันมา มันบ่(ไม่)รู้ เขาเอิ้น(เรียก)บาป บาปคือลึก คือโง่ คือบ่(ไม่)รู้จัก บาปเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    บุญบัดนี้ บุญคือฉลาด คือรู้ คือเห็น คือรู้จัก บุญคือบ่(ไม่)ทุกข์ ผู้ใดจะว่าอย่างไรก็บ่(ไม่)เชื่อ ของจริงอันนี้จริงแท้ๆ มันจริงด้วยตัวเฮา(เรา)นี่เด้(นะ) นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า การศึกษาและปฏิบัติให้รู้จักอันนี้เบื้องต้นที่สุด 

     

    เมื่อรู้จักอันนี้แล้วมันจะเกิดความรู้อันนี้ขึ้นมา เกิดความรู้ออกไปนอกตัวเฮา(เรา) จิตมันจะฟุ้ง ฟุ้งออกไป จิตไปติดความรู้อันนั้น อันนั้นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)อุปสรรค เป็นศัตรูกันกับพระพุทธเจ้า บ่(ไม่)ได้เป็นญาติเป็นมิตรกัน เป็นศัตรูกันเข้าหากันบ่(ไม่)ติด เพราะว่ามันหลงตนลืมตัว เฮา(เรา)จะรู้ตัวเฮา(เรา)น้อยที่สุด มันฟุ้งออกไปข้างนอก เมื่อฟุ้งออกข้างนอกก็เป็นคนหลงตนลืมตัว หลงกายลืมใจ อย่างนี้ก็ว่า เมื่อมีชีวิตนี้ว่าจิตมันตายแล้ว ท่านว่า คนหลงตนลืมตัว หลงกายลืมใจ

     

    อันนี้จึงว่า เฮา(เรา) มาประชุมกัน มาเปิดอบรมกัน เปิดอกเปิดใจกัน เปิดความมืดให้มันแจ้ง หงายของคว่ำให้มันเห็น มาเปิดอบรม เปิดอกเปิดใจ เบิ่งใจเฮา(เรา)นี่ มีนี่เฮา(เรา)เป็นอยู่ในใจเฮา(เรา)  เฮาจิ(เราจะ)เห็น เราจะเชื่อ เฮา(เรา)จะเห็นพระพุทธเจ้าในประเทศอินเดียนั้นบ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) จำให้มันดี พระพุทธเจ้าคือ จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว ๖ อย่าง 

     

    ๑.จิตใจสะอาด ๒.จิตใจสว่าง ๓.จิตใจสงบ ๔.จิตใจบริสุทธิ์ ๕.จิตใจว่องไว ๖.จิตใจผ่องใส จิตใจผ่องใสว่องไว เพิ่น(ท่าน)ว่า เมื่อเฮา(เรา)มาอบรม มาทำความรู้สึกตัวนี้ จิตใจผ่อง ใสจิตใจว่องไว จิตใจเป็นปกติ เฮา(เรา)ก็จะว่า เฮา(เรา)ก็จะเห็นพระพุทธเจ้าแล้ว เฮา(เรา)เห็นพระพุทธเจ้าน้อยเฮา(เรา)ก็เป็นพระพุทธเจ้าน้อย เฮา(เรา)เห็นหลายเฮา(เรา)ก็เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหญ่ขึ้น เฮาบ่(เราไม่)เห็นเฮา(เรา)ก็เป็นศัตรูกันกับพระพุทธเจ้าบัดนี้ เฮา(เรา)รู้แล้วเด้(นะ) เพิ่น(ท่าน)ว่าให้ฟังแล้วเด้(นะ)ว่า จิตใจสะอาดคือจิตใจของพระพุทธเจ้า เฮา(เรา)มีแล้วมีหมดทุกคนเลย เฮา(เรา)เป็นพระพุทธเจ้าได้หมดทุกคน แต่บ่แม่น(ไม่ใช่)พระพุทธเจ้าเจ้าชายสิทธัตถะกุมารนั้น 

     

    ท่านจึงว่า “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดบ่(ไม่)เห็นธรรมผู้นั้นบ่(ไม่)เห็นเรา” ก็เห็นตัวเรานี่เพิ่น(ท่าน)ว่า จะไปเห็นสีเห็นแสงเห็นผีเห็นเทวดาเห็นนรกเห็นสวรรค์ที่ใด ก็เห็นตัวเรานี่ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ก็เห็นตัวเรานี่ กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิดนี่ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดบ่(ไม่)เห็นธรรมผู้นั้นก็บ่(ไม่)เห็นเรา ก็บ่(ไม่)เห็นตัวเรานั่นแล้วบ่(ไม่)เห็นธรรม บัดนี้ผู้ใดเห็นธรรมก็เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใดบ่(ไม่)เห็นธรรมก็บ่(ไม่)เห็นพระพุทธเจ้าบัดนี้ นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า ว่าง่ายๆ แต่เฮา(เรา)ไปทำของง่ายให้มันยากขึ้นมา ไปทำของสบายบัดนี้ให้มันเกิดยุ่งขึ้นมา เฮา(เรา)ก็เลยบ่(ไม่)รู้จัก 

     

    อันนี้รู้จักธรรมะ เป็นวิธีปฏิบัติธรรมะอย่างลัดๆ อย่างตรงที่สุดอันนี้ ไม่มีอันใดมาปิดบังได้ เพราะเฮา(เรา)รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง ความเคลื่อนไหวทุกอย่างให้เฮา(เรา)มีสติติดตาม อันนี้แหละที่เฮา(เรา)เป็นญาติของพระพุทธเจ้า เฮา(เรา)มาพยายามฟื้นฟูคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ไส(ไหน)ก็ต้องพยายามทำตัวของพระพุทธเจ้าเอง เฮา(เรา)(เรา)ได้ยินบ่(มั้ย) พระพุทธเจ้าก่อนจิ(จะ)ตาย เพิ้น(ท่าน)ว่าให้ฟัง พ่อแม่ครูบาอาจารย์ว่าให้ฟัง 

     

    มีพราหมณ์ผู้หนึ่งไปถามพระพุทธเจ้า พระอานนท์ว่าอย่าให้เข้าไปใกล้ พระพุทธเจ้าป่วยหนักจิ(จะ)ตายแล้ว เพิ่นเอิ้น(ท่านบอก)ว่าป่วยหนักอย่าเข้ามา พระพุทธเจ้าป่วยหลายเมื่อยหลายจะตายแล้ว พระพุทธเจ้าสั่ง อานนท์อย่าไปห้ามเขาให้เข้ามา เขามีความขัดข้องเขามีความสนใจ ให้เขาเข้ามา เข้ามาถามเลย อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน เฮาไปไสมาไส(เราไปไหนมาไหน)ต้องเว้า(พูด)เรื่องนี้ เขาสนใจเขาก็ถาม เขาบ่(ไม่)สนใจก็แล้วไป จนครั้งสุดท้ายจวนจิ(จะ)ตายก็เข้าไปถามพระพุทธเจ้า เพิ่น(ท่าน)ก็ว่าให้ฟัง ผู้ที่ไปฟังก็เลยเกิดเข้าใจ เกิดมีศรัทธา พุทธศาสนาก็เลยติดอีตานั้นไปติดคนนั้นไป แต่ในประเทศอินเดียนู้นเด้(นะ) บ่แม่นบ้านเฮา(ไม่ใช่บ้านเรา) 

     

    บ้านเฮา(เรา)นี่ก็ว่าบ้านเฮา(เรา)ซิ มาอยู่ในเมืองไทยก็ต้องว่าในเมืองไทยซิ เฮา(เรา)จะไปว่าบ่อน(ที่)อื่นอย่างใด ว่าบ่อน(ที่)อื่นเฮา(เรา)จะรู้จักภาษากันบ่(มั้ย) มันคนละภาษากันเด้(นะ) เฮา(เรา)ไปเรียนภาษาบาลีไปแปลกัน มันเรื่องสมมุติเด้(นะ) เฮา(เรา)ต้องว่าภาษาบ้านเฮา(เรา)นี่ รับรองว่ารู้คือ(เหมือน)กันหมดทุกคน ที่อย่างพ่อว่านี่รู้หมดทุกคน บ่(ไม่)ต้องเรียนก็ได้หนังสือนี่ เรียนก็ได้ เพราะมันมีในเฮา(เรา)นี่ อันนั้นให้ฮู้(รู้)จักอย่างซี้(นี้) 

     

    อันนี้เป็นการเรียกร้องเป็นการประชุมกัน แต่บัดนี้ประชุมใหญ่ ประชุมย่อยเข้ามาบัดนี้เฮา(เรา)จะประชุมกันเดือนละจัก(กี่)ครั้ง เฮาจิ(เราจะ)ประชุมวันอาทิตย์หรือวันพระ เฮา(เรา)ก็ต้องนัด มื้อ(วัน)นั้นเฮา(เรา)จะประชุมกัน เวลาเท่าใด เฮา(เรา)ก็ต้องไปพบกัน เพิ่น(ท่าน)ว่าประชุมกันบ่อยๆ พบกันบ่อยๆ เป็นญาติเป็นมิตรกันทางโลก เฮา(เรา)เห็นหน้าเห็นตากัน คันเฮาบ่(หากเราไม่)ประชุมกันบ่(ไม่)เห็นกันแล้วก็บ่(ไม่)รู้จักกันเด้(นะ) 

     

    บัดนี้ เฮา(เรา)มาประชุมกันวันพระหรือวันอาทิตย์เฮา(เรา)มา โอ้บ้านนั้นผู้นั้นผู้นี้มี เฮา(เรา)จะได้รู้จัก เมื่อเฮา(เรา)มีเหตุมีกิจธุระจำเป็นเฮา(เรา)จะได้ปรึกษากัน ความจำเป็นอย่างซั่น(นั้น)ความจำเป็นอย่างซี้(นี้) ผมจิบ่(จะไม่)ได้มาอย่างซั่น(นั้น)ผมจิบ่(จะไม่)ได้มาอย่างซี้(นี้) ก็บอกกัน มื้อ(วัน)นั้นผมเป็นอย่างซั่น(นั้น) เฮาฮู้(เรารู้)จัก มื้อ(วัน)นี้ผมบ่(ไม่)ได้เป็นหยัง(อะไร) เฮาสิ(เราจะ)ได้รู้จัก จึงว่าความทุกข์ความสุขความขัดข้องความสะดวกสบาย เฮา(เรา)จะได้ว่าสู่กันฟัง เฮา(เรา)จะได้แก้ไข คนใดเป็นอย่างไรก็จะได้แก้ไข เพิ่น(ท่าน)ว่า เป็นญาติเป็นมิตรกันในทางธรรม 

     

    เป็นญาติเป็นมิตรต่อกัน คือเอาจิตใจใส่กัน เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) ดังนั้นพวกเฮา(เรา)มาประชุมกัน มื้อ(วัน)นี้ก็เลยว่าเรื่องนี้ให้ฟัง ทำวัตรเสร็จแล้วสั้นๆ เพื่อให้เราเอาไปนึกเอาไปคิดเอาไปพิจารณา ปีหนึ่งเป็นการประชุมใหญ่ เดือนหนึ่งจะเป็นการประชุมย่อยๆ ว่าเฮาเฮ็ด(เราทำ)อย่างซี้(นี้)เป็นการประชุมใหญ่ เพราะว่าบ้านใกล้บ้านเคียงพี่น้องเฮา(เรา)ไปมาประชุมกัน มีเรื่องอันใดก็ต้องว่ากัน เฮา(เรา)จะแจ้ง เฮา(เรา)จะช่วยกันได้โดยวิธีใดเฮา(เรา)จึงจิบ่(จะไม่)มีความทุกข์ เมื่อบ่(ไม่)มีความทุกข์แล้วเฮา(เรา)ก็สบายใจ 

     

    ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงว่า มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา มีอุเบกขา เพิ่น(ท่าน)ว่าซือๆ(เฉยๆ) เฮา(เรา)นี่แหละ เฮา(เรา)เมตตา มีความกรุณา มีความเมตตาเอื้อเฟื้อเอาใจกัน เมตตากันแล้วเฮา(เรา)จึงว่าไปชกไปต่อยกันไหม เฮา(เรา)ไปบ่(ไม่)ถึง เฮา(เรา)มีเงินหรือมีเสื้อมีผ้ามีข้าวมีน้ำหรือมีอันใด เฮา(เรา)จะได้ช่วยกันว่าเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อเอาใจใส่กัน อันนี้เฮาบ่(เราไม่)ต้องเว้าหยังซั่น(พูดอย่างนั้น)ก็ได้ เฮา(เรา)เพียงไปหากัน ไปประชุมกันปรึกษาหารือกัน อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่าเดือนหนึ่งอย่างน้อยเดือนละครั้งก็ดี.

    ....................

     

    อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ;

    พุทธัง ภควันตัง อะภิวาเทมิ. ข้าพเจ้าอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. 

    (กราบ)

    สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว ;
    ธัมมัง นะนัสสามิ. ข้าพเจ้านมัสการพระธรรม. 

    (กราบ)

    สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า, ปฏิบัติดีแล้ว ;
    สังฆัง นะมามิ. ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์.

    (กราบ)

       

         นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ;
    อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ;
    สัมมาสัมพุทธัสสะ. ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.

         นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ;
    อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ;
    สัมมาสัมพุทธัสสะ. ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.

         นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต, ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ;
    อะระหะโต, ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ;
    สัมมาสัมพุทธัสสะ. ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง.

     

    นิมนต์พระเณรเราตั้งใจฟัง แล้วก็เจริญพรญาติโยมตั้งใจฟัง ฟังนั่งให้มันสบาย ฟังให้มันจำได้ แล้วก็นำไปปฏิบัติ ทำวัตรเย็นนี่ก็ทำสั้นไม่ทำยาว ทำวัตรเช้าก็คือ(เหมือน)กัน เพราะเราจะเอาเวลาที่ทำวัตรนั่นแหละ มาพูดธรรมะและเป็นการปฏิบัติธรรมไป เดี๋ยวนี้โดยเฉพาะคนไทยถือศาสนาพุทธ  เข้าใจกันไปเรียนนี่บางทีอาจจะบ่(ไม่)ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะเฮา(เรา)เคยเชื่อตามพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เฮา(เรา)มา ทำบุญอย่างนั้นทำบุญอย่างนี้ ดีอันนั้นก็ดี บ่(ไม่)ใช่มันบ่(ไม่)ดี มันเป็นเพียงศาสนพิธีทำมาตามแบบโบรมโบราณ เพิ่น(ท่าน)ว่า ไปยึดมั่นถือมั่นไม่ดี 

     

    บัดนี้เฮา(เรา)มาทำให้เป็นมุมกลับ อย่างที่พวกเฮา(เรา)มาเจริญวิปัสสนานี่ เป็นมุมกลับ คือเป็นการทำบุญอย่างสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา อย่างที่เฮาเฮ็ด(เราทำ)นั้นมันเป็นกระพี้ของบุญ แต่มันก็เป็นบุญอยู่มันเป็นกระพี้ อย่างพ่อเคยเปรียบเทียบให้ฟัง คนทำนาจำเป็นต้องอาศัยข้าวปลูกข้าวเสื้อ แต่ว่าข้าวเสื้อนั้นกินบ่(ไม่)ได้ เอาไปหว่าน เอาข้าวไปหว่านให้เป็นหน่อกล้าออกมา เวลาไถนาแล้วไปถอนหน่อกล้านั้นไปปักไปดำให้เป็นลำฟางขึ้นมา พอดีลำฟางมันแก่ขึ้นมามันก็เป็นข้าวมาร มารมันเป็นข้าวลีบบ่ใช่มีใน(ข้าวลีบไม่มีใน) 

     

    พอดีมันโค้งแตกบักข้าวหลาม บ้านเฮา(เรา)ว่าแตกบักข้าวหลามมันโค้ง แล้วก็ก้นมันขึ้นข้างบนมันจะเอาอากาศเข้าท้องมัน อากาศก็ไหลเข้าซึมเข้าทีละนิดทีละนิด เม็ดใดมันตีบมันบ่(ไม่)ให้อากาศเข้ามันก็เป็นข้าวลีบ เม็ดใดมันเอาอากาศเข้ามันก็เป็นข้าวตื่น เมื่อมันตื่นแล้วมันก็แก่ก้มลง บ้านเฮา(เรา)เรียกว่าข้าวก้มข้าวงวยหางไก่ เขาว่ากันอย่างนั้น บัดนี้เมื่อมันแก่ขึ้นมาเฮา(เรา)ก็ไปตัดไปเกี่ยวเอา เฮา(เรา)จะได้เข้าตื่นมาฟาดมายองเอา บ้านเฮา(เรา)ว่าอย่างนั้น บัดนี้ข้าวลีบเฮา(เรา)เอาทิ้งเอาให้ข้าวผี บางคนก็บ่(ไม่)รู้จักข้าวผีนี่บางคน อย่างพ่อรู้จักเพราะว่าพ่ออย่างพ่อสอนเอาไปให้ผีตาแหก ผีตาแหกไฮ้(ไร่)ตาแหกนา เวลาจะเอาข้าวมาบ้านเอาข้าวไปให้ผี เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ข้าวผี ข้าวลีบนี่ข้าวผี 

     

    คนเฮา(เรา)นี่ก็คล้ายๆ คือ(เหมือน)กัน คัน(หาก)พูดธรรมะให้ฟังแล้วก็ยังไม่ใช่คนมันเป็นผี แต่หน้าตาแข้งขามือเท้าเป็นคน อันข้าวลีบนี่ก็คือ(เหมือน)กันเป็นข้าวผีบ่(ไม่)ใช่ข้าวคนกิน แต่ว่าข้าวคนกินมันอาศัยจากลำฟางขึ้นมา ต้องเป็นเข้าตื่น ข้าวตื่นแล้วบัดนี้ยังกินบ่(ไม่)ได้ มาสีเป็นข้าวสาร เป็นข้าวสารแล้วยังกินบ่(ไม่)ได้ ไปนึ่งไปหุงเป็นข้าวสุกจึงกินได้ ดังนั้นเฮา(เรา)ทำบุญก็เช่นเดียวกัน อันบุญให้ทานรักษาศีลนั้นดีแล้ว แต่มันแก้ปัญหาบ่(ไม่)ได้ เพราะมันอยู่ในสภาพความยึดถือ 

     

    พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอนคนที่เรียกว่า คนบ่(ไม่)รู้จักนั้นให้รู้จัก คัน(หาก)ว่าภาษาธรรมะหรือว่าภาษาแบบคนฉลาดนั้นเขาว่าคนโง่ สอนคนโง่นั้นให้กลับมาเป็นคนฉลาด สอนคนกำลังทำชั่วอยู่นั้นให้มาเป็นคนทำดี สอนคนที่กำลังมีความทุกข์อยู่นั่นแหละให้มันหมดทุกข์ไป ว่าเรื่องหมดทุกข์เฮา(เรา)ก็ว่าเฮา(เรา)ถือศาสนาพุทธ อันถือศาสนาพุทธนะมันทุกข์ บ่(ไม่)ว่าถือศาสนาพุทธก็ตามช่าง ว่าเรื่องวิปัสสนาภาษาบ้านเฮา(เรา) เพราะว่าวิปัสสนาก็เป็นที่ยอดเยี่ยม 

     

    หากผู้ใดมาจะเจริญวิปัสสนายังทุกข์อยู่ก็บ่แม่นอีกตึมเด้(ไม่ใช่อีกนะ) มาเดินจงกรมซือๆ(เฉยๆ) เฮ็ด(ทำ)จังหวะซือๆ(เฉยๆ) ก็ดีอันนั้นก็ดีอยู่ แต่ยังบ่แม่น(ไม่ใช่)ชั้นญาณปัญญา ชั้นญาณปัญญานี้จึงเป็นวิปัสสนากรรมฐาน อย่างที่เป็นญาติของพระพุทธเจ้า อย่างที่เป็นพี่น้องของพระพุทธเจ้า อย่างที่เป็นผู้เห็นธรรม ตัวมันหมดทุกข์พุ่นเด้(นู้นนะ) บัดนี้บางคนอันนี้ก็ว่าให้กัน มีความทุกข์เพราะเฮา(เรา)อยากรวย ถ้าเฮาบ่(เราไม่)อยากรวยเสียแล้วบ่(ไม่)ทุกข์ อย่างว่าให้ฟังพ่อแม่เฮา(เรา)แต่ก่อนบ่(ไม่)ได้ดิ้นรน มีเงินน้อยก็สบายใจ มีเงินหลายก็สบายใจ เพราะว่าเฮาบ่(เราไม่)ให้มันทุกข์ เดี๋ยวนี้เรามีเงินหลายก็ทุกข์ 

     

    อย่างพ่อเคยรู้จักคน บ่(ไม่)ว่าบ้านเฮา(เรา) อย่างพ่อเคยเข้าไปกรุงเทพฯ บริษัทห้างร้านนี้คิดใหญ่ แต่ก็ดีความคิด ทางบริษัทเขาไปเอาเงินธนาคารมาเขาเอิ้น(เรียก)แบงค์ อย่างพ่อก็ว่าแบงค์ใดพ่อบ่(ไม่)รู้จัก ไปยืมเงินแบงค์ เขาว่าตรงเลยทีเดียว ที่เขามีบริษัทเขาต้องเป็นหนี้ธนาคารยืมเงินธนาคารมาสร้าง เพื่อว่าคนนั้นบ่(ไม่)มีงานหากินอันใดคนบ่(ไม่)รู้จักการรู้จักงานจำเป็นต้องไปทำงานในบริษัทจ้างเขา บริษัทนั้นอย่าไปว่าเขาเอาเปรียบเฮา(เรา) เฮา(เรา)ไปเข้าใจว่าคนเอาเปรียบเฮา(เรา) บ่แม่น(ไม่ใช่)อันนั้นเฮา(เรา)เข้าใจผิด ให้ว่าเฮา(เรา)เข้าใจผิด เฮา(เรา)เข้าใจตามแบบคนบ่(ไม่)ฉลาดสอน 

     

    คนที่ผู้เขามีเงินนั้น มีเงินแล้วเขายังไปหายืมเงินมาอีกตึม(เพิ่ม) ไปเอาเงินในบริษัทนู่นเขามีไฮ้(ไร่)มีนามีบ้านมีเฮือน(เรือน)ไปค้ำประกัน เอาเงินมาทำเป็นบริษัทขึ้นมา คนผู้ที่หากินบ่(ไม่)เป็นความรู้บ่(ไม่)สูงบ่(ไม่)ได้ทำงานข้าราชการ แล้วก็ไปทำงานในบริษัทเป็นลูกจ้างเขา เดือนหนึ่งสี่ห้าร้อยตามความรู้ ให้ว่าตามความสามารถคนละสองพันสามพันก็มี ผู้จัดการเขายังมีอีกตึม(เพิ่ม)หนึ่งนะ บริษัทเขาจ้างทำคนเดียวบ่(ไม่)ได้ แม่คุณเสกพ่อคุณเสกเป็นคนจังหวัดนครสวรรค์ เขามาทำเป็นบริษัทรับเหมา เฮ็ด(ทำ)ถนนหนทางภาคใต้ภาคเหนือภาคอีสานภาคกลาง เขารับเหมา 

     

    แล้วถามเขา ปีหนึ่งใช้เงินเท่าใด โอ้อย่างพ่อนี่ เขาว่าใช้เงินหลาย แล้วจ้างผู้จัดการนี่แพงไหม เขาว่าเป็นหมื่น เขาทำผู้เดียวบ่(ไม่)ได้ แต่ผู้จัดการแท้ๆ นั้นผู้พ่อผู้ผัว ผู้เมียนี่เป็นรองผู้จัดการผู้เมียนี่พูดเก่งพูดจัด แต่ผู้ผัวนั้นเป็นคนเย็นๆ สบาย แต่ว่าเขายังจ้างผู้จัดการอีก ผู้จัดการนั้นต้องอยู่นำ(กับ)เขาผัวนั้นเรียกว่าผู้อำนวยการ เรียกว่าเมียนั้นก็เป็นรองผู้อำนวยการ แล้วเขายังจ้างผู้จัดการอีกตื่ม(เพิ่ม)หนึ่ง แต่ว่าความจริงผู้ผัวเป็นผู้จัดการแต่ว่าเพื่อติดต่อคนข้างนอกคนมีปัญญาหางาน แล้วเขาบางทีก็กำไรบางทีก็ขาดทุน อันนี้เฮา(เรา)จำเอาไว้ บ่(ไม่)ทุกข์ทำงานในบริษัทนี้ 

     

    แต่ว่าคนถือศาสนาผิดนี่อีกตื่ม(เพิ่ม)บทหนึ่ง เฮา(เรา)ไปเล่นการพนันนี้ผิดเด้(นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)ญาติพระพุทธศาสนาเด้(นะ)พวกนี้ แม้ทำบุญนี้ก็บ่แม่น(ไม่ใช่) เฮา(เรา)ว่ารักชาติรักศาสนารักพระมหากษัตริย์ นี่เฮาเว้าซือๆเด้นี่(เราพูดเฉยๆนะนี่) เว้า(พูด)เป็นฟองออกตามดินตก มันเป็นน้ำลายออกมานี่ก็บ่แม่น(ไม่ใช่) ว่าซือๆ นี่เด้(พูดเฉยๆนี่นะ) เฮาบ่ว่า(เราไม่พูด)ก็ตามช่าง บ่(ไม่)รักชาติบ่(ไม่)รักศาสนาบ่(ไม่)รักพระมหากษัตริย์ก็ตามช่าง ถ้าหากเฮา(เรา)งดเว้นจากการเล่นการพนันหนึ่ง สิ่งที่มันผิดกฎหมายทุกแง่ทุกมุม แล้วก็ชื่อว่าเฮา(เรา)ได้เคารพรักชาติรักศาสนารักพระมหากษัตริย์ 

     

    กฎหมายทุกมาตรา มาว่าภาษาบ้านเฮา(เรา)เรียกว่าในหลวงก็ได้ ต้องไปเซ็นเขียนให้เขา และบัดนี้พวกนายกหรือพวกอะไรพ่อบ่(ไม่)รู้จัก พวกนี้พวกออกกฎหมายว่าอย่างใด ผู้แทนราษฎรที่ออกกฎหมายก็ต้องไปเสนอให้ในหลวง ในหลวงพิจารณาแล้วก็สมควรเซ็นก็เซ็นออกมาเป็นกฎหมายออกมาใช้ได้ เดี๋ยวนี้หาว่าเรารักชาติรักศาสนารักพระมหากษัตริย์ นั้นเล่น เล่นเบี้ยเล่นไพ่ บ่แม่น(ไม่ใช่)รักเด้(นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)เคารพในหลวง 

     

    ถ้าหากเรางดเว้นจังซี่(อย่างนี้)แล้ว เฮาจิว่าบ่(เราจะไม่พูด)รักในหลวงก็ตามช่าง แล้วบ้านเมืองเฮา(เรา)จะอยู่เย็นเป็นสุขเด้(นะ)นี่ อันนี้เฮา(เรา)ว่าเฮา(เรา)รัก แต่เฮาเฮ็ด(เราทำ)ผิดกฎหมาย แล้วก็คล้ายๆ คือ(เหมือน)ดูถูก ว่าให้ฟังซือๆ(เฉยๆ)นี่ แล้วจะไปหาว่าอย่างนั้น อันนี้แหละเฮา(เรา)เข้าใจผิด เฮา(เรา)เคารพรักในหลวง ให้เฮา(เรา)เคารพรักกฎหมาย อย่างเล่นการพนันหนึ่ง ซื้อเลขใบ้ให้หวยพวกนี้ มันผิด เพราะในหลวงตรากฎหมายออกมาแล้ว ให้เฮา(เรา)เคารพ 

     

    บัดนี้รักษาศาสนา อย่างเฮาเฮ็ด(เราทำ)บุญบัดนี้ เฮ็ด(ทำ)บุญ ฆ่าวัวฆ่าควายกินเหล้าเล่นกันพนัน บ่แม่นบุญอีกตึ้มเด้(ไม่ใช่บุญเพิ่มอีกนะ) ผิดคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วก็ดาย(ก็นะ) ทุกข์นี่เด้(นะ) เพราะพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์มองเห็นอดีตอนาคต อดีตคือว่าเฮ็ด(ทำ)มาแล้วนั้น อนาคตก็จะเฮ็ด(ทำ)คราวหน้าก็ผิดอยู่ เพิ่น(ท่าน)มองเห็นอดีตอนาคตปัจจุบัน พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ยังว่า อบายมุข 

     

    อบายมุขแปลว่า ทางไปสู่ความพินาศ ทางไปสู่ความฉิบหาย เล่นการพนันนี่แม้จะเล่นอย่างไรก็ตามช่าง ตลอดซื้อเลขซื้อบัตรซื้อเบอร์ซื้อหวยเลขท้ายสามตัวนี้ก็ดายหรือตัวเดียวก็ตามช่าง ผิดกฎหมายเด้(นะ)นี่ ผิดคำพูดของพระพุทธเจ้า ผิดศีลผิดธรรม แม้จะไหว้พระสวดมนต์อยู่ แต่มันก็ผิด เพราะมันจะนำทุกข์มาให้ ความทุกข์ทุกแง่ทุกมุม พระพุทธเจ้ามองเห็นว่า เฮ็ด(ทำ)อย่างนี้มันจะทุกข์แบบนั้นตามเข้ามา เฮ็ด(ทำ)อย่างนี้ความทุกข์มันจะตามเข้ามา พระพุทธเจ้าจึงห้าม เป็นอบายมุข ท่านว่า 

     

    จึงว่า เฮา(เรา)มาเจริญวิปัสสนา ต้องทำให้มันเกิดญาณปัญญา เห็นแจ้งรู้จริง คนทุกข์เพราะเป็นหนี้คน เป็นหนี้คนนี่ทุกข์เด้(นะ) เห็นเจ้าหนี้เดินมาแล้วก็ตกใจแล้วบัดเดี๋ยวนี้ บัดนี้ความบ่(ไม่)ทุกข์นั้นคือเฮาบ่(เราไม่)เป็นหนี้คน อย่างพ่อว่านี่ก็ช่างว่าให้พ่อแม่พี่น้องนี่ก็บ่แม่น(ไม่ใช่) อย่างพ่อเกิดมาในชีวิตของอย่างพ่อบ่(ไม่)เคยเป็นหนี้คนห้าสตางค์สักเทื่อ(สักครั้ง) บ่(ไม่)เคยเป็นหนี้อย่างพ่อ แต่ว่าอย่างพ่อบ่เคยฮู้(ไม่เคยรู้)จักทุกข์แบบนั้น คัน(หาก)ถ้ายืมเพิ่น(ท่าน)ก็บอกเลย แต่หากบ่(ไม่)ค่อยได้ยืมอย่างพ่อน้อยที่สุดยืม แล้วมื้อ(วัน)นั้นมื้อ(วัน)นี้ก็มาเอาเด้อ(นะ) ขเจ้า(พวกท่าน)ก็ไปเอา 

     

    โดยมากอย่างพ่อเป็นคนจ้างคนซื้อ อันนี้ว่าให้ฟัง มีแต่คนเอาไปฝากไว้ กูฝากมึงไว้แดเงิน นี่ขเจ้า(พวกท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) บางคนเอามาฝากเพิ่นบ่(ท่านไม่)รู้จักก็มี บางคนมีเอามาทิ้งไว้ให้ผู้บ่ฮู้(คนไม่รู้)จักก็มีมาฝากอย่างพ่อไว้ อย่างพ่อก็บ่เฮ็ดหยัง(ไม่ทำอะไร) มีหลายเทื่อ(ครั้ง)อย่างพ่อเป็นอย่างนั้น แล้วขเจ้า(พวกท่าน)ฝากอย่างพ่อนี่คือว่าอย่างพ่อเป็นคนซื่อ บ่(ไม่)ขเจ้าบ่ย่าน(พวกท่านไม่กลัว)โกง อย่างพ่อก็ให้ดอกขเจ้า(พวกท่าน) 

     

    นานสมัยอย่างพ่อ นานขเจ้า(พวกท่าน)ก็มาเอา ก็ให้ขเจ้าผู้(พวกท่านคน)ละเล็กละน้อย ก็ซื้อเสื้อให้ซื้อกางเกงให้ เอาปลาแดก(ปลาร้า)เอาเกลือนี่บ้านอย่างพ่อมีปลาแดกมีเกลือ ขเจ้า(พวกท่าน)ก็ไปตักเอา กูจะเอานะ เอาไปโลด(เลย) บ่(ไม่)ต้องคืนก็ได้ มันเป็นอย่างนั้น แล้วอย่างพ่อแล้วบ่(ไม่)ทุกข์ร้อน บ่(ไม่)ได้ไปยืมขเจ้า(พวกท่าน)นี่ แล้วเฮา(เรา)เดี๋ยวนี้นี่นะ ทุกข์เด้(นะ)อย่างพ่อว่า 

     

    อย่างพ่อได้ยินว่า บ้านเฮา(เรา)นี่ไปเอาเงินธนาคารหลายคนเด้(นะ) ขเจ้า(พวกท่าน)ว่าให้อย่างพ่อฟัง บ้านเฮา(เรา)นี่หลายร้อยหลังคาเรือน คนที่บ่(ไม่)ไปเป็นหนี้ธนาคารนั้น ขเจ้าว่าบ่พอ(พวกท่านว่าไม่ถึง) ๒o หลังแล้ว ขเจ้า(พวกท่าน)คำนวณขเจ้า(พวกท่าน)ประมาณให้เบิ่ง(ดู) แล้วเป็นหนี้ธนาคารผู้ละร้อยสองร้อยผู้ละพันผู้ละหมื่นก็มี ขเจ้า(พวกท่าน)ว่าให้ฟัง โอ้อย่างพ่อก็ตกใจนำ(ตาม) ไปเป็นหนี้ธนาคารเฮ็ดหยัง(ทำไม) อันนี้ก็แสดงว่าเฮาบ่(เราไม่)รู้จัก บ่(ไม่)รู้จักการหาเงิน เพราะเฮาบ่(เราไม่)คิดค้าสมาคมกับคนฉลาด ไปคบเอาตั้งแต่คนที่บ่(ไม่)ฉลาด 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซี้(นี้) “อะเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ” เฮา(เรา)ไปสวดมงคลบ้าน “เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง” บ่แม่น(ไม่ใช่)ขลังศักดิ์สิทธิ์มิหยังเด้(อะไรนะ) ไปสวดมงคลบ้านนี่ เป็นภาษาบาลีซือๆ เด้(เฉยๆ นะ)  “อะเสวนา จะ พาลานัง” เป็นภาษาบาลี เพิ่น(ท่าน)บอกว่าอย่าไปคบคนพาล คนโง่อย่าไปคบ คัน(หาก)ถ้าไปคบคนพาลคนโง่แล้วเฮาจะบ่(เราจะไม่)มีปัญญา เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    บัดนี้ คนพาลมี ๒ ประเภท หนึ่ง.คนพาลที่ภายนอก กินเหล้าเมาสุราเล่นการพนันเป็นคนพาลภายนอก คนพาลภายในนี้คือ เจ้าโลภะ เจ้าโทสะ เจ้าโมหะนี่เป็นคนพาลภายในบัดนี้ เฮาต้องระวังตรงนี้ให้มันดี อย่าอยากรวยทางลัด คัน(หาก)รวยทางลัดแล้วมันจะเป็นหนี้คน ทุกข์เด้(นะ)

     

    บัดนี้ “ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง”  เป็นมงคลอันสูงสุด เพิ่น(ท่าน)ว่า บัดนี้บัณฑิตผู้ศึกษาเล่าเรียนมากนั้นเป็นคนบัณฑิตภายนอกเด้(นะ) เพิ่น(ท่าน)ก็แนะนำคำสอน อย่าไปคบคนพาล ให้คบกับบัณฑิต ให้คบกับคนมีสติปัญญาคบกับคนมีความรู้ เพิ่น(ท่าน)ว่า อันนั้นบัณฑิตภายนอกเด้(นะ) ภายในบัดนี้คือ เฮา(เรา)มาเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา นี่เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)บัณฑิตภายใน เพราะมันมีทุกคนบัณฑิต ให้ครบบัณฑิตอันนี้ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    เมื่อคนมีปัญญา คือ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เป็นภาษาธรรมะ คัน(หาก)ว่าภาษาบ้านเฮา(เรา) คนก็รู้สึกตัวตื่นตัว มันนึกมันคิด มันทำผิด ก็เห็น ก็เป็นบัณฑิตเด้(นะ) บัณฑิตหมายถึงคนฉลาดพุ่นเด้(นู้นนะ) อันฉลาดแบบผิดฉลาดรวยทางลัดนั้น เป็นบัณฑิตคนพาล ถ้าหากเฮาบ่(เราไม่)อยากรวยทางลัดนี้แล้ว เฮาจิบ่(เราจะไม่)ซื้อใบ้ซื้อหวย เฮา(เรา)จะมีน้อยใช้น้อย เฮาบ่(เราไม่)อยากรวยทางลัด เฮ็ดไฮ้เฮ็ดนา(ทำไร่ทำน) ปลูกผักปลูกหญ้ากิน 

     

    อย่างพ่อถามบางคน มาว่าให้ฟังมื้อ(วัน)นี้ เป็นหนี้เขาบ่(มั้ย)ธนาคารเนี่ย มึงมันโง่เด้(นะ) บ่(ไม่)ผมบ่(ไม่)ได้เป็นหนี้เขา มี ๓ คนด้วยกันไปยืม อย่างพ่อก็เลยว่าให้ ๓ คนนั้นเขาใช้มาแล้วเหรอ ยัง ว่าผมได้ใช้หมดแล้ว มึงใช้ในนั้นมันยังบ่(ไม่)ถูกต้อง ยืม ๓ คนเด้(นะ) ๓ คนต้องค้ำประกัน คือ ๓ คนต้องค้ำประกันกันไป คนหนึ่งใช้แล้ว ๒ คนยังไม่ได้ใช้ ก็คือเฮา(เรา)ยังเป็นหนี้เขาอยู่ คัน(หาก)ว่าใช้หมดแล้วธนาคารก็บ่(ไม่)มาทวงผม บ่(ไม่)มาทวงมันมีเรื่องขึ้นมามีคดีขึ้นมาเขาจะเรียกฟ้องมึงอย่างตึ่มหนึ่ง(อีกทีหนึ่ง) ในฐานะที่เอิ้น(เรียก)เงินให้เขา เป็นลูกก็แม่น(ใช่) แต่บ่แม่น(ไม่ใช่)ลูกเนื้อหนังนี่ลูกนก เฮา(เรา)บวชตะกี้นี่ว่าบวชนาคนี่ว่าบุญหลาย 

     

    ก็เลยสอนเขาว่า มึงถ้าว่าถ้าหากอยากให้เปลืองทุกข์ออกมาได้นั้น ต้องเอา ๓ คนนี้ไปหาธนาคารโลด(เลย) ผมใช้หมดแล้วแม่นบ่(ใช่มั้ย)ครับ ใช้หมดแล้วต้องแทงชื่อผมออก ๒ คนนั่นบ่(ไม่)ประกันหมู่นี้บ่(เพื่อนนี้ไม่)ประกัน เขาจะอนุญาตให้มึงบ่(มั้ย) คัน(หาก)ถ้าเขาบ่(ไม่)อนุญาตให้มึง มึงยังเป็นหนี้เขาอยู่นี่เด้(นะ) เป็นหนี้เพราะ ๒ คนบ่(ไม่)ทันได้ใช้หมดเด้(นะ) กฎหมายมันเป็นอย่างซั่นเด้(นั้นนะ) คัน(หาก)ว่าใช้หมดแล้วมึงก็ต้องไปพิจารณาอีก ๒ คนนั้นไป ต้องไปหาธนาคารเอาเงินพุ่น(นู้น) ว่าให้ อันนี้แสดงว่าเฮา(เรา)ยังบ่(ไม่)ทันฉลาด ฉลาดอยู่ เฮา(เรา)มีเงินให้ใช้ เฮาบ่(เราไม่)เป็นหนี้ แต่หนี้ภายในกฎหมายเฮา(เรา)ยังบ่(ไม่)รู้จัก นี่ไงเขาเอิ้น “ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง” คนต้องรู้จัก

     

    อันนี้ก็แสดงให้ฟังตามความจริงใจ ซื้อเลข หนึ่ง ผิดกฎหมาย ผิดศีลธรรม ทำบุญกินเหล้าหนึ่ง อย่างพ่อว่าให้ฟังตามซื่อเด้(นะ) อย่างพ่อเคยอยู่บ้านเฮา(เรา) คัน(หาก)ทำบุญแล้วว่าเก็บลูกเหล้ากิน เก็บลูกเหล้ามันถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าบ่(มั้ย) บ่แม่น(ไม่ใช่) ผิดแล้วนี่ แสดงว่าเฮาเฮ็ด(เราทำ)ไปตามประเพณีซือๆ(เฉยๆ)นี่ เฮ็ด(ทำ)บุญเกิดได้บาป บาปก็บ่(ไม่)รู้จัก เฮาย่าน(เรากลัว)บาป เคยถามหลายคน กองก็ขี้หมากองขี้ไก่เหม็นบ่(มั้ย) เหม็น คัน(หาก)เดินแล้วเฮา(เรา)เหยียบบ่(มั้ย) เหยียบ เฮาบ่(เราไม่)เห็น ว่าซั่น(นั่น) 

     

    บ่(ไม่)เห็นอย่างใด เหยียบ ก็จิ(จะ)ว่าตามภาษาคนมีปัญญา คันบ่(หากไม่)เห็นมันจะเหยียบถูกบ่(มั้ย) แต่เฮาเอิ้น(เราบอก)ว่าบ่(ไม่)เห็น ภาษาบ้านเฮา(เรา) บ่(ไม่)เห็นแล้วเหยียบ คันบ่(หากไม่)เห็นมันจะเหยียบถูกบ่(มั้ย) ก็ว่าอย่างซั่น(นั้น) แต่ว่าก็บ่ว่า(ไม่พูด) คัน(หาก)เข้าใจว่ากองขี้ไก่มันเหม็น เฮา(เรา)จะไปเหยียบเฮ็ดหยัง(ทำไม) เอาขี้ไก่ไปล้างขี้เป็ดมันจะออกบ่(มั้ย) มันบ่(ไม่)ออก แล้วก็เพิ่มความเหม็นสิ เพิ่น(ท่าน)ว่า นี่อันนี้ให้เฮา(เรา)เข้าใจ ต้องกล้าพูดกล้าบอกกล้าสอนกันตามความจริงใจ ถ้ารักกันจริงๆ อันนี้เฮาบ่(เราไม่)เชื่อ 

     

    อย่างพ่อว่าหลายปีแล้ว อย่างพ่อเลิกตั้งแต่ปีอายุ ๔๖ ปี อย่างพ่อเลิกตั้งแต่มื้อ(วัน)นั้นจนเข้าเดี๋ยวนี้ เรื่องคนกินเหล้านี่ อ้าวคันบ่(หากไม่)กินเหล้ากูจิฆ่าเด้อ(จะฆ่านะ) เอาฆ่าก็ฆ่าแล้ว จิว่าจังได๋(จะว่าอย่างไร) จึงว่า “เสียสละทรัพย์เพราะรักษาอวัยวะ เสียสละอวัยวะเพราะรักษาชีวิต เสียสละชีวิตจริงๆ นี่เพราะรักษาสัจธรรม” เฮา(เรา)เสียได้บ่(มั้ย) เขาหลอกเฮาก็เฮ็ด(เราก็ทำ)ไป นี่กินเหล้าเป็นบุญบ่(มั้ย) บ่แม่น(ไม่ใช่) บาป ถ้าเป็นบุญโรงกลั่นสุราต้องเป็นมหากุศลอย่างใหญ่ อันนี้เฮา(เรา)ทำโดยที่บ่ฮู้จักเด้(ไม่รู้จักนะ)นี่ คนที่นำเฮา(เรา)นั้น ขเจ้าก็บ่ฮู้จัก(พวกเขาก็ไม่รู้จัก) 

     

    ถ้าเฮา(เรา)รู้จักแล้วบ่เฮ็ด(ไม่ทำ) อย่างพ่อบ่เฮ็ด(ไม่ทำ)เท่าทุกมื้อ(วัน)นี้ เดี๋ยวนี้ก็บ่เฮ็ด(ไม่ทำ) สูบบุหรี่อย่างพ่อก็เลิก อย่างพ่อก็ฮู้(รู้)จัก อย่างพ่อเห็น อย่างพ่อฮู้(รู้) อย่างพ่อเข้าใจ กินเหล้าอย่างพ่อบ่(ไม่)เอา บ่เอาแท้ๆ(ไม่เอาจริงๆ)อย่างพ่อ ใครจะว่าอย่างไรก็ตามช่าง เรื่องของคำพูด ถ้าเจ้าของรู้จักธรรมะ รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้า ต้องเลิกเด็ดขาดเลย มันจะไปวิตกกังวลอย่างซั่นบ่(นั้นมั้ย) อันนี้ก็แสดงให้ฟัง พ่อแม่พี่น้องทำบุญ 

     

    อย่างพ่อหนีไปจากนี่ไปก็หลายปี สมัยอย่างพ่ออยู่นำก็เฮ็ด(ทำ)บุญแล้วก็เคาะไม้กะลกโก๊กเก๊กก็ล่อนไปอ้อมบ้านเก็บพริก ไปเก็บพริกหยัง(อะไร) มันผิด บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก มันผิดคำสอนของพระพุทธเจ้า เฮาเฮ็ด(เราทำ)บุญเมื่อวานนี้ เฮา(เรา)ว่าเฮา(เรา)ได้บุญแล้ว มาล้างบาปมื้อ(วัน)นี้เอาแล้ว เอาขี้เป็ดมาล้างขี้ไก่แล้วนี่ นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า เอาขี้เป็ดมาล้างขี้ไก่ เอาขี้ไก่มาล้างขี้เป็ด มันบ่(ไม่)หอมแล้วก็มันเหม็น มันเหม็นอยู่แล้วเด้(นะ) ให้เฮา(เรา)เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) 

     

    บัดนี้จะเว้า(เล่า)นิทานเรื่องหนึ่งให้ฟัง เปรต เปรตนี่คนบ่ฮู้จักเด้(ไม่รู้จักนะ) คือเฮาเฮ็ด(เหมือนเราทำ)เอาขี้เป็ดไปล้างขี้ไก่ เอาขี้ไก่ไปล้างขี้เป็ดนั่นแหละเปรต เปรตตัวหนึ่งมันต้องการความเย็น อ้าวสมมุติบ่(ไม่)ว่าเปรตก็ได้ ว่าคนนี่ก็ได้ จะว่าเปรตมันไกล คนคนหนึ่งต้องการความเย็น อยากไปหาบ่อน้ำ มันบ่(ไม่)รู้จักน้ำกรด คนหิวน้ำนี่พอดีไปเห็นบ่อน้ำ แล้วก็ดึงเข้าไปโลด(เลย) เขาเฮ็ด(ทำ)ก๊อกน้ำนี่ เปิดออกมาแล้วตักกิน กินแล้วมันเกิดเป็นน้ำกรดไหม้เนื้อไหม้หนังเฮา(เรา) เฮาบ่(เราไม่)รู้จัก นี่เข้าใจบ่(มั้ย) ว่าอย่างซี่(นี้) น้ำกรดมันร้อนเด้(นะ) กินเข้าไปก็เลยไหม้เนื้อไหม้หนังเฮา(เรา) แล้วเฮา(เรา)เสาะหาน้ำ น้ำเย็นมันเกิดเป็นน้ำกรด 

     

    เฮาเฮ็ด(เราทำ)บุญก็เช่นเดียวกัน เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จักบุญ เฮาจิ(เราจะ)ไปกินบาป ถ้าเราบ่(ไม่)รู้จักน้ำกรดเราจิ(จะ)ไปกินน้ำกรด พอดีกินเข้าไปแล้วน้ำกรดมันไหม้เ หลือแต่กระดูกสากๆ เพราะไหม้เนื้อไหม้หนังเฮา(เรา) นี่อันนี้เฮ็ด(ทำ)บุญบ่(ไม่)เป็น เพิ่น(ท่าน)ว่า กินน้ำบ่(ไม่)สะอาดกินน้ำบ่(ไม่)เป็น เจ้าของต้องการน้ำเย็นทำไมไปกินน้ำกรด น้ำกรดนี่มันกัด ให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) บัดนี้ก็ร้องขึ้นมาแล้ว ร้องขึ้นมาว่าต้องการความเย็น ทำไมเจ้าจึงเปิดน้ำกรดมากิน เพราะเฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จัก 

     

    เรื่องการให้ทาน รักษาศีล ทำบุญทุกประเภท เพิ่น(ท่าน)จึงว่า ให้คบกับบัณฑิต คบกับคนฉลาด คบกับผู้รู้แจ้งเห็นจริง เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนั้น การทำบุญนั้นดีแล้ว แต่อย่าไปทำบุญในทางที่ผิด อย่างที่ว่าน้ำมันดีแล้ว คัน(หาก)ไปเปิดน้ำบ่(ไม่)ถูกก๊อกมันจะเป็นน้ำกรด น้ำนั้นมันเย็น ถ้ากินถูกบ่อเย็นมันเย็น ถ้ากินบ่อน้ำกรดแล้วมันไหม้เด้(นะ) 

     

    อันนี้บอกหมู่เจ้าไว้ซือๆ(เฉยๆ) บ่(ไม่)ใช่ข้อย(ฉัน)เป็นคนฉลาดดอก ข้อย(ฉัน)รู้จักว่าน้ำกรดนี้มันไหม้ หมู่เจ้าก็รู้จักบ่(มั้ย) นำกรดมันร้อนบ่(มั้ย) แล้วคัน(หาก)กินเข้าไปมันไหม้เสื้อไหม้ผ้านี้บ่(มั้ย) นี่น้ำกรดเฮาจิบ่(เราจะไม่)รู้จักน้ำกรด  ผ้าใหม่ๆ นี่เอาไปแล้วน้ำกรดตกใส่นี่เปื่อยลงบัดเดียว หมู่เจ้าต้องเข้าใจว่าน้ำนี่เป็นน้ำเย็นแท้บ่(มั้ย) หรือเป็นน้ำกรด ต้องเบิ่ง(ดู)ซะก่อนแล้วค่อยจิ(จะ)กินนะ เฮ็ดหยังคือกัน(ทำอะไรก็เหมือนกัน) คัน(หาก)ว่าหลายก็บ่(ไม่)ดี เตือนเป็นหัวข้อปลีกย่อย 

     

    อันนี้ว่าให้ฟังนี่ ถ้าหากเฮาบ่(เราไม่)เข้าใจอย่างซั่น(นั้น)แล้ว เฮาจิ(เราจะ)ถือศาสนาพุทธผิด บ่(ไม่)รู้จักคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ การทำบุญนั้นดีแล้ว ให้ทานดีแล้ว รักษาศีลนั้นดีแล้ว ถ้าถูกต้อง ถ้าบ่(ไม่)ถูกต้องแล้วบ่(ไม่)เป็นบุญ บ่(ไม่)เป็นทาน บ่(ไม่)เป็นศีลเด้(นะ) จิ(จะ)เอาขี้เป็ดไปล้างขี้ไก่เด้(นะ) ว่าเจ้าของ(ตัวเอง)จะได้กินน้ำเย็นมันจะเป็นน้ำกรดเด้(นะ) นี่มันเป็นอย่างนั้นเด้(นะ) 

     

    นี่เตือนจิตสะกิดใจเพราะว่าเฮา(เรา)เป็นนักวิปัสสนา ต้องเป็นนักปัญญา รู้จัก เพิ่น(ท่าน)ว่า “เสียสละทรัพย์เพราะรักษาอวัยวะ เสียสละอวัยวะเพราะรักษาชีวิต ยอมเสียแม้กระทั่งชีวิตเพื่อรักษาสัจธรรม” เสียแล้วบ่(มั้ย) เขามายกย่องก็เห้อๆ อย่าเฮ็ด(ทำ)นะ อ้าวทำผิดก็จำเป็นก็ขัดขวางก็ได้ ต่อต้านก็ว่าไม้น้อยไปขัดไม้ยางบ่(ไม่)อยู่ คนผู้เดียวขัดหลายคนบ่(ไม่)อยู่ได้นี่ อย่างพ่อใครจะว่าอย่างไรก็ตามช่าง อย่างพ่อบ่(ไม่)เชื่อแล้ว คันจิ(หากจะ)เอาไม้น้อยๆ มางัดก็บ่(ไม่)ได้ เอาไม้ใหญ่ๆ มางัดก็บ่(ไม่)ได้ 

     

    สิ่งที่ผิดคำสอนของพระพุทธเจ้า เจ้าของ(ตัวเอง)ต้องกล้าว่า ว่านี่อย่างพ่อเคยว่าให้พ่อให้แม่เด้(นะ) อย่างพ่อรู้จักมาแล้ว มาทำบุญห้าม เลิกเด็ดขาดบ่(ไม่)ให้จีบหมากมวนบุหรี่ แต่ก่อนอย่างพ่อเป็นคนให้พ่อแม่พี่น้องจีบหมากมวนบุหรี่ เฮ็ดข้าวปุ้น(ทำขนมจีน)ข้าวปาดกินกันได้อันนั้นบ่(ไม่)ห้าม เรื่องจีบหมากมวนบุหรี่เด็ดขาดอย่างพ่อบ่(ไม่)เอา ใครเฮ็ด(ทำ)ก็ช่างอย่างพ่อก็ห้าม ในวงการอย่างพ่อนี่อย่างพ่อบ่(ไม่)เอา เป็นอย่างซั่น(นั้น) ถึงเป็นลูกก็ช่างหลานก็ตาม ห้ามบ่(ไม่)ฟังก็แล้ว เรื่องสิ่งนี้แล้ว มันผิดคำสอนของพระพุทธเจ้า มันเป็นทางพินาศฉิบหาย นี่ให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) แล้วเฮา(เรา)ก็เชื่อว่าเฮาเฮ็ด(เราทำ)บุญ 

     

    นี่อย่างพ่อเคยรู้จักเรื่องอย่างนี้ ถ้าหากเฮาบ่(เราไม่)รู้จักอย่างนี้แล้ว มันจะเอาขี้เป็ดไปล้างขี้ไก่ เอาขี้ไก่ไปล้างขี้เป็ดเข้า เฮาจิ(เรา)จะหากินน้ำเย็นๆ มันจะถูกน้ำกรดขึ้นมา มันจะไหม้เสื้อไหม้ผ้าเอา ไหม้นื้อไหม้หนัง เฮา(เรา)สิมีแต่กระดูกซังซาก เขาเอิ้น(เรียก)เปรต เปรตมันกินบ่(ไม่)รู้จักเรื่อง เพิ่น(ท่าน)ว่า เปรตปากมันน้อย ตัวเท่าภูเขาปากเท่ารูเข็ม กินเท่าไรบ่(ไม่)พอ เพิ่น(ท่าน)ว่า กินถนนหนทาง กินเหล็กกินล่า กินขี้หินก็กิน เขาเอิ้น(เรียก)เปรตแบบนั้น แต่เฮาบ่(เราไม่)ได้ว่าถึงขนาดนั้นหรอก แต่เพียงแต่ว่าแนะนำซือๆ(เฉยๆ) 

     

    ไปดูมหรสพคบงัน พระพุทธเจ้าบอกว่า มีหนังมีลิเกละคร นี่คำสอนของพระพุทธเจ้าแท้บ่(จริงมั้ย) บ่ฮู้จักเด้(ไม่รู้จักนะ) อันนี้ก็แสดงว่าเฮา(เรา)ไปลงกินน้ำกรด นึกว่ามันเป็นน้ำเย็นๆ มันไหม้เฮา(เรา) อันนี้ก็แสดงว่าเฮาบ่(เราไม่)รู้จักการทำบุญ ที่อย่างพ่อว่าให้ฟังนี้ ว่าด้วยความจริงใจ เฮา(เรา)มาเจริญวิปัสสนา ต้องมองหน้ามองหลัง มองข้างซ้ายข้างขวา ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ผิดแล้วยังคือเฮ็ด(ทำ)นี่ก็เป็นเปรตเด้(นะ) ย่านเด้(กลัวนะ)เปรตเขาว่าขี้ย่านขี้กลัว บ่(ไม่)กล้าพูดบ่(ไม่)กล้าทำ จิตใจบ่(ไม่)เข้มแข็ง ถ้าหากเป็นคนจริงๆ แล้วต้องกล้า ผิดก็เป็นผิด ถูกก็เป็นถูก เรามองเห็นแล้วว่าอันนี้ผิดแล้วว่าผิดโลด(เลย) 

     

    อย่างว่าการเจริญวิปัสสนานั้น เห็นแจ้ง รู้จริงตามความเป็นจริง เพิ่น(ท่าน)ว่า อันนี้บุญนี้ เฮา(เรา)เข้าใกล้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นจังได๋(อย่างไร) พระพุทธเจ้าก็ต้องจิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ ๓ อย่าง แล้ว ๓ อย่างนี้เป็นอย่างได๋(ไร) จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว เมื่อจิตใจบริสุทธิ์จิตใจผ่องใสจิตใจว่องไว ตัดสินลงไปปุ๊บ ทำ อย่างนี้ทำไปบ่(ไม่)ค่อยผิด อย่างนี้ไม่ทำมันผิด ตัดสินใจไปได้ เพิ่น(ท่าน)ว่า อันนั้นคนเจริญวิปัสสนามันต้อง “เห็น” ไปอย่างซั่น(นั้น) การตัดสินทุกสิ่งทุกอย่างเฮา(เรา)ต้องตัดสินใจของเราเอง สิ่งนี้มันผิดคำสอนของพระพุทธเจ้า มองเห็น เพิ่น(ท่าน)เรียกว่า เป็นตาทิพย์น้อยๆ.

    .................. 

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service