PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๖๐ ทางออกจากทุกข์ ทับมิ่งขวัญ ๒๕๓๐
ท.๑๖๐ ทางออกจากทุกข์ ทับมิ่งขวัญ ๒๕๓๐ รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๖๐ ทางออกจากทุกข์ ทับมิ่งขวัญ ๒๕๓๐
  • เสียง
  • 14514 ท.๑๖๐ ทางออกจากทุกข์ ทับมิ่งขวัญ ๒๕๓๐ /lp-cittasubho/2025-10-21-10-22-22.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ท. ๑๖o ทางออกจากทุกข์ ทับมิ่งขวัญ ๒๕๓o

     

    ให้เข้ามาก่อนอย่าไปนั่งกันประตู คนมาทีหลังเข้ามาบ่(ไม่)ได้ แล้วเฮา(เรา)ไปนั่งกันประตูนั่นแล้วคนมาที่หลังก็อยู่นอกนั่นอยู่ไกลไป ดังนั้นมื้อ(วัน)นี้ เฮา(เรา)มาว่ากันซือๆ(เฉยๆ) เรื่องการปฏิบัติธรรมะ เรียกว่าเฮา(เรา)มาเริ่มต้นชีวิตใหม่หรือมาตั้งต้นชีวิตใหม่ ทำไมจึงว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งต้นชีวิตใหม่ เพราะว่าทุกคนนั้นเคยให้ทานมาแล้ว เคยตักบาตรเคยไปเพลเคยไปจังหัน เคยทำบุญหลายอย่าง นึกว่าให้ทานมาแล้ว แล้วการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ เฮา(เรา)ก็เคยรักษามาแล้ว แล้วก็เฮา(เรา)ก็พากันทำกรรมฐานวิปัสสนาเฮา(เรา)ก็ทำกันมาแล้ว เรียกว่าทำสิ่งนั้นมันดีแล้ว แต่ความเข้าใจเฮา(เรา)มันยังน้อยเกินไป 

     

    บัดนี้จึงมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกตึ้ม(เพิ่มอีก) มาตั้งต้นชีวิตใหม่อีกตึ้ม(เพิ่มอีก) เริ่มต้นจังได๋(อย่างไร) ตั้งต้นจังได๋(อย่างไร) เริ่มต้นทำความรู้สึกตัว ทำความตื่นตัว ทำความรู้สึกใจ ทำความตื่นใจ นี่เรียกว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะแต่ก่อนเฮา(เรา)ให้ทานเฮา(เรา)ก็อยากได้บุญ เฮา(เรา)รักษาศีลเฮา(เรา)ก็อยากเป็นคนสวยรวยทรัพย์ เฮา(เรา)ทำกรรมฐานให้ได้รับความสงบเฮา(เรา)ก็หวังต้องการนิพพาน และเฮา(เรา)เจริญวิปัสสนาเฮา(เรา)ก็อยากมีปัญญาสามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เฮา(เรา)ก็ต้องนิพพานนั่นเอง ดังนั้นสิ่งเหล่านั้นเฮา(เรา)ได้เฮ็ดได้ทำกันมามากพอสมควรแล้ว 

     

    เฮา(เรา)จึงมาตั้งต้นชีวิตใหม่ เริ่มทำกันใหม่เอาแบบนี้ แบบเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวไปมาโดยวิธีใดก็ให้ “รู้” เช่น พลิกมือขึ้นก็ให้ - รู้ คว่ำมือลงก็ให้ - รู้ พลิกมือไปก็ให้ - รู้ เอามือมาก็ให้ - รู้ ให้ “รู้” จริงๆ ทำจังหวะ - ให้รู้ ถ้หากบ่(ไม่)รู้แล้วมันบ่(ไม่)ได้ผล อันความบ่(ไม่)ได้ผลนั้นเฮาเฮ็ดบ่(เราทำไม่)ถูกเรื่องเด้(นะ) อันบุญนั้นเฮา(เรา)รู้จักบ่(มั้ย) เฮาเฮ็ด(เราทำ)มาหลายเทื่อ(ครั้ง)แล้ว สร้างโบสถ์ สร้างกุฏิ ขุดน้ำบ่อ ก่อศาลา สร้างถนนหนทาง ทำสะพานข้ามแม่น้ำ พวกส่วนนี้เฮาก็เฮ็ด(เราก็ทำ)มาพอกันแล้ว แต่ว่าเฮา(เรา)ยังบ่(ไม่)รู้จักบุญ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่า กุศลา <ยอขะผู้เฒ่า> อะไรเพิ่น(ท่าน)ว่า เฮา(เรา)ก็ทุกข์แล้ว ว่า <ยอขะผู้เฒ่า> เฮา(เรา)ก็ตัดถนนหนทาง งัดคนงัดขอนออกจากถนนหนทางเฮาจิ(เรา)จะตัดทาง เฮาก็เฮ็ด(เราก็ทำ)แล้วเพราะเฮา(เรา)อยากได้บุญนั่นเอง อันว่าบุญนี่แต่ก่อนก็บ่(ไม่)รู้ นึกว่าเจ้าของเฮ็ด(ตัวเองทำ)แล้วมันจะได้ บุญจิ(จะ)มาอุ้มเอาดวงจิตวิญญาณขึ้นไปเกิดเมืองสวรรค์ เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) แต่บัดนี้มาเข้าใจใหม่ ทำความเข้าใจกันใหม่ 

     

    จึงว่า ทำจังหวะ พลิกมือขึ้นช้าๆ ให้มันตั้งตะแคงไว้ – ให้มันรู้สึกตัว, ยกมือขึ้นครึ่งตัวเอาเข้ามาช้าๆ – ให้มันรู้สึกตัว, เอาเข้ามาแนบไว้สะดือนี้เอามาช้าๆ – ให้มันรู้สึกตัว, แล้วก็พลิกมือซ้ายขึ้นช้าๆ ตั้งตะแคงไว้ – ให้มันรู้สึกตัว, ยกมือซ้ายขึ้นครึ่งตัวยกช้าๆ – ให้มันรู้สึกตัว, เอามือซ้ายเข้ามาทับมือขวาที่สะดือนี้ก็ – ให้มันรู้สึกตัว, พอดีเอามาทับที่สะดือแล้วบัดนี้ เลื่อนมือขวาขึ้นที่หน้าอกเอาวางไว้เอาแนบไว้หน้าอกนั่นเสียก่อน - ให้มันรู้สึก ตัว, เอามือขวาออกตรงข้างเอามาตั้งไว้ตรงข้าง – ให้มันรู้สึกตัว, ลดมือขวาลงขาขวาตะแคงไว้ – ให้มันรู้สึกตัว, คว่ำมือขวาลงที่ขาขวาให้มันคว่ำอยู่ที่ขาขวานั่นแหละ – ให้มันรู้สึกตัว, เลื่อนมือซ้ายขึ้นหน้าอกเอามาไว้หน้าอกนี่เสียก่อน – ให้มันรู้สึกตัว, เอามือซ้ายออกตรงข้างเอามาตั้งไว้ตรงข้างนั่น – ให้มันรู้สึกตัว, ลดมือซ้ายลงที่ขาซ้ายตั้งตะแคงไว้ – ให้มันรู้สึกตัว, คว่ำมือซ้ายลงที่ขาซ้าย – ให้มันรู้สึกตัว 

     

    อันความรู้สึกนั่นแหละ เพิ่น(ท่าน)ว่า มันเป็นบุญมันเป็นกุศลว่าภาษาบ้านเฮา(เรา) คัน(หาก)ว่าภาษาธรรมะแล้วความรู้สึกตัวเพิ่น(ท่าน)ว่า มีสติ ถ้าหากเฮา(เรา)เคลื่อนเฮา(เรา)ไหวเฮา(เรา)ไปเฮา(เรา)มา บ่(ไม่)รู้สึกตัวชื่อว่าเฮาบ่(เราไม่)มีสติ คัน(หาก)ว่าภาษาบ้านเฮา(เรา)เรียกว่า หลงตนลืมตัว หลงกายลืมใจ ถ้าหลงแล้วมันก็บ่ฮู้(ไม่รู้)แล้ว นี่เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) อันความรู้สึกตัวนี่ทำให้มันมากๆ ทำมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มันจะทำให้เฮา(เรา)เกิดปัญญา เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงนี่แหละ เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงแล้วก็ได้ชีวิตใหม่ ชีวิตนี่ซื้อบ่(ไม่)ได้ขายบ่(ไม่)ได้ มีเงินจักร้อยล้านพันล้านหมื่นล้านแสนล้านก็ซื้อบ่(ไม่)ได้ บ่(ไม่)มีบ้านใดเมืองใดเฮ็ดตลาดขายชีวิตทำตลาดขายชีวิต ประเทศใดเมืองใดก็บ่(ไม่)มี 

     

    จึงว่าเฮา(เรา)มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ มาตั้งต้นชีวิตใหม่ปฏิบัติแบบใหม่ แต่บ่แม่น(ไม่ใช่)แบบใหม่อันนี้แบบเก่าๆ พุ่น(นู้น) แต่สมัยพระพุทธเจ้าพุ่น(นู้น)แหละ เพิ่น(ท่าน)บอกว่า ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔  ยืนก็ให้ - รู้  เดินก็ให้ – รู้  นั่งก็ให้ - รู้  นอนก็ให้ - รู้ เพิ่น(ท่าน)ว่าอิริยาบถทั้ง ๔ อันนี้ แต่เท่านั้นก็ยังบ่(ไม่)พอ ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถย่อย คู้ เหยียด เคลื่อนไหว คู้เหยียดเคลื่อนไหวโดยวิธีใด - ก็ให้รู้เด้(นะ) เพิ่นว่าอย่างซั่น(นั้น) อันนี้แหละเฮาบ่(เราไม่)ทันได้เห็นเทื่อ(สักครั้ง) มีแต่เฮา(เรา)ไปนั่งสมาธิหลับตา ภาวนาพุทโธบ้าง สัมมาอะระหังบ้าง นับ ๑ ๒ ๓ บ้าง ดูลมหายใจ พองยุบ เฮา(เรา)ก็ได้เฮ็ด(ทำ)กันมาแล้ว อันนั้นก็เอิ้น(เรียก)ว่าวิปัสสนา อันวิปัสสนานั้นมันเป็นชื่อมันซือๆ(เฉยๆ) มันเป็นชื่อมัน 

     

    วิปัสสนานั้นตามตัวหนังสือเพิ่น(ท่าน)ว่า มันแปลว่า การรู้แจ้ง รู้จริง ต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม คัน(หาก)รู้แจ้งรู้จริงต่างเก่าล่วงภาวะเดิมแล้ว เฮาจิ(เราจะ)มีความสงสัยบ่(มั้ย) มันก็หมดความสงสัยเสียว้า เมื่อหมดความสงสัยแล้วเฮา(เรา)จะเป็นทุกข์บ่(มั้ย) มันก็บ่(ไม่)ทุกข์แล้ว เพราะว่าบ่(ไม่)สงสัยแล้วเด้(นะ) แต่ว่าเฮา(เรา)รู้จริงตามความเป็นจริง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่านั้น “สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต” นี่เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนี้ อันคือพระพุทธเจ้านั้นคือจังได๋(อย่างไร) เหมือนพระพุทธเจ้านั่นเหมือนจังได๋(อย่างไร) เป็นตถาคตนั้นเป็นจังได๋(อย่างไร) เฮาบ่ฮู้จัก(เราไม่รู้จัก) 

     

    บัดนี้ข้อสุดท้ายท่านว่า “สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้” เฮา(เรา)เลยบ่(ไม่)รู้จักคำว่าซือๆ(เฉยๆ) คัน(หาก)ว่าเฮ็ด(ทำ)อย่างเราตถาคต เราก็ไปให้ทาน ไปรักษาศีล ไปไหว้พระสวดมนต์ นั่งภาวนาหลับตาพุทโธบ้าง สัมมาอะระหังบ้าง นับ ๑ ๒ ๓ บ้าง เอาแต่ผู้ใดถนัดเรื่องใดก็เฮ็ด(ทำ)ไปก็เรียกว่าเฮา(เรา)ว่าได้ทำวิปัสสนาว่าซั่น(นั่น) แต่ว่าเฮาบ่(เราไม่)รู้จักคำว่าวิปัสสนา วิปัสสนาแปลว่ารู้แจ้ง รู้จริง ต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม คัน(หาก)ต่างแล้วมันต่างอันใด ภาวะเดิมมันเป็นอย่างใด เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จัก 

     

    เมื่อมาทำความรู้สึกตัวนี่ มันจะรู้ มันจะเห็น มันจะเป็น มันจะมี คือ(เหมือน)พระพุทธเจ้านั่นแหละ อย่างที่พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ว่าไว้ เฮา(เรา)เอามาสวดกันมงคล เฮา(เรา)ว่าผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฐิเสมอกัน แล้วเฮา(เรา)ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าน่ะ รู้อันได๋(อะไร) เข้าใจอันได๋(อะไร) จึงว่าเฮา(เรา)รู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลนั่นน่ะ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑o สิ่ง ๒๒๗ หรือศีล ๓oo นั้น อันนั้นที่มีศีลทิฐิเหมือนกันกับพระพุทธเจ้าว่า มันบ่แม่น(ไม่ใช่) มันบ่แม่น(ไม่ใช่) จึงว่ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตั้งต้นชีวิตใหม่กัน ทำให้มันรู้จริงๆ 

     

    แบบที่การเคลื่อนไหวนี่ มันทำให้เกิดปัญญา รู้จริง รู้ของจริง รู้เรื่องรูปเรื่องนามนี่เอง ทำมากๆ มันเกิดปัญญา มันรู้จริงๆ รูปได้แก่ร่างกายนี้ นามได้แก่จิตใจนี้ เฮา(เรา)จะรู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง เฮา(เรา)สวดหลักธรรมคุณนั่นว่า “สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม” พระธรรมแปลว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เพิ่น(ท่าน)ตรัสไว้ดีแล้ว  “สันทิฏฐิโก” อันผู้รู้จะพึงเห็นเอง แล้วเฮา(เรา)รู้เองเห็นเองเข้าใจเองบ่(ไม่)ต้องถามใครอันนี้  “อะกาลิโก” ไม่ประกอบกาลและเวลา บ่(ไม่)ประกอบมื้อ(วัน) บ่(ไม่)ประกอบวัน บ่(ไม่)ประกอบปี บ่(ไม่)ประกอบเดือน นี่กาลเวลา 

     

    จึงว่าตั้งใจทำ บางคนอาจจะรู้มื้อ(ตอน)สายก็ได้ มื้อคืน(ตอนกลางคืน)ก็ได้ มื้อแลง(ตอนเย็น)ก็ได้ มื้อ(ตอน)เช้าก็ได้ ว่าแต่เฮา(เรา)ทำให้มันมากๆ ทำให้มันหลาย นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า “อะกาลิโก”ไม่ประกอบการและเวลา บ่(ไม่)มียุคบ่(ไม่)มีสมัย ถึงจะมีพระพุทธเจ้ามาบอกมาสอนเฮาก็จิ(เราก็จะ)รู้ บ่(ไม่)มีพระพุทธเจ้ามาบอกมาสอนเฮา(เรา)ก็จะรู้ เพราะเฮาเฮ็ด(เราทำ)ถูก เฮา(เรา)ทำถูก ทำตามแบบพระพุทธเจ้าแท้ๆ รับรองว่าแบบนี้ถูกต้อง เหมือนกับพระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ทำอย่างพระพุทธเจ้านั้น แล้วก็จะรู้ตามเห็นตามอย่างพระพุทธเจ้านั้น เข้าใจตามอย่างนั้น 

     

    พระพุทธเจ้าตรัสแล้วว่า รู้ในอริยสัจ ๔ “ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค” เฮา(เรา)ว่าเป็น ทุกข์ เฮา(เรา)ก็ว่าทุกขัง อนิจจัง อนัตตา นี่เฮา(เรา)ว่าอย่างนั้น  สมุทัย ทำให้ทุกข์เกิด เฮา(เรา)ก็ว่ามันนึกมันคิด มันเจ็บหัวปวดท้องอันใดเฮา(เรา)ว่าไปนั่นแหละ นี่มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) แต่มันแม่น(ใช่)อยู่อันนั้นบ่ใช่มันบ่แม่น(ไม่ใช่ไม่ถูก) แต่มันแก้ทุกข์บ่(ไม่)ได้ ตอนมาเฮ็ด(ทำ)อันนี้นี่ มันรู้รูปรู้นาม รู้รูปธรรมรู้นามธรรม รูปเฮา(เรา)นี่ทำนาทำสวนทำไฮ้(ไร่) ทำมาหากิน รูปอันนั้นแหละเรียกว่ารูปทำ นานธรรมคือใจเฮา(เรา)นี่ รูปมันทำแล้วใจมันก็ทำไป เรียกว่านามธรรม 

     

    รูปโรคนามโรคบัดนี้ รูปอันนี้มันเกิดขึ้นมาแล้วมันเจ็บหัวปวดท้อง มันเป็นโรค โรคอันนี้ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลให้หมอตรวจให้เฮา(เรา)ว่าเป็นโรคอันนั้นเป็นโรคอันนี้ หมอตรวจแล้วก็ให้ยามากิน บางทีก็หายบางทีก็บ่(ไม่)หาย โรคบางอย่างรักษาก็หายบ่(ไม่)รักษาก็หาย โรคบางอย่างรักษาก็บ่(ไม่)หายบ่(ไม่)รักษาก็บ่(ไม่)หายตายเน่าเข้าโลง อันนี้ก็รูปโรคนามโรค รูปโรคนามโรคนี้มี ๒ อย่าง โรคทางเนื้อหนังนั่นเฮา(เรา)รู้จักกัน โรคทางใจนี่เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จักกัน ใจเฮาฮัก(เรารัก)ผู้นั่นชังผู้นี้ เห็นผู้นั้นดีเห็นผู้นี้ว่าบ่(ไม่)ดี อันนี้แหละโรคทางใจโรคทางวิญญาณ มันจิ(จะ)รู้มาอย่างซี้(นี้) รู้มาอย่างซี้แท้ๆ(นี้จริงๆ) อันนี้รู้ของจริง แม้มีผู้บอกผู้สอนเฮา(เรา)ก็จะรู้ บ่(ไม่)มีผู้บอกผู้สอนเฮา(เรา)ก็จะรู้ ท่านว่ารู้ของจริง รูปโรคนามโรค 

     

    เมื่อรู้จักรูปโรคนามโรคอันนี้แล้ว มันจะรู้ “ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา” อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นว่า ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถทั้ง ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน และให้รู้ คู้ เหยียด เคลื่อนไหวทุกวิธี เพื่อหยัง(อะไร) เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จัก เฮาบ่(เราไม่)เข้าใจ เพื่อให้เฮา(เรา)รู้การเคลื่อนไหวนี่ เพิ่น(ท่าน)ว่า สันตติความเกี่ยวเนื่อง <การพลิกทีนตีน>โต พริบตา อ้าปาก ก้มเงย นี่มันไว เฮา(เรา)เลยบ่ได้ฮู้(ไม่ได้รู้)จักในอิริยาบถอันนั้น จึงมาทำอันนี้ มันก็เฮ็ดช้าๆ ทำช้าๆ มันก็เลยเกิดความรู้ความเห็นความเข้าใจ ว่าการเคลื่อนไหวไปมานั้นเป็นตัวทุกข์ 

     

    ทุกข์ แปลว่าทนไม่ไหว นั่งอยู่นิ่งๆ บ่(ไม่)ได้ มันต้องเคลื่อนไหวไปมา ก้มเงย เอียงซ้ายเอียงขวา พริบตา อ้าปาก นี่มันเป็นอย่างนั้น จึงว่าให้เฮา(เรา)รู้อันนี้ รู้อันนี้แหละมันตัวทุกข์ ทุกข์อันนี้ทุกข์ทนไม่ไหว พัฒนาบ่(ไม่)ได้ จึงเอิ้น(เรียก)ว่าทุกขัง ติดอยู่กับรูป อันนี้ทุกขังอันนี้ ถ้าหากบ่(ไม่)มีเคลื่อนไหวก็ตายเน่าเข้าโลงไป นี่ทุกขัง  อนิจจังคือมันบ่(ไม่)เที่ยง มันเป็นอยู่อย่างซั่น(นั้น) คือรู้ก็เป็นอยู่อย่างซั่น(นั้น) บ่(ไม่)รู้ก็เป็นอยู่อย่างซั่น(นั้น) จึงว่าให้รู้อันนี้ 

     

    อนัตตา บังคับบัญชาบ่(ไม่)ได้ รู้แล้วก็แล้วไป เรื่องรูปอันนี้มันเป็นอย่างซั้น(นั้น) เรื่องใจเด้(นะ)บัดนี้ เรื่องใจเฮา(เรา)พัฒนาได้ มันฮักเฮาบ่ฮัก เฮาฮู้เฮาเห็น(มันรักเราไม่รักเรา เรารู้เราเห็น) มันชังเฮาบ่ชัง เฮาฮู้เฮาเห็น(มันเกลียดเราไม่เกลียด เรารู้เราเห็น) มันดีใจเฮาบ่ดีใจ เฮาฮู้เฮาเห็น(มันดีใจเราไม่ดีใจ เรารู้เราเห็น) มันเสียใจเฮาบ่เสียใจ เฮาฮู้เฮาเห็น(มันเสียใจเราไม่เสียใจ เรารู้เราเห็น) นี่อันนี้พัฒนาได้เรื่องจิตใจ แต่เรื่องรูปนามรูปกายนี่พัฒนาบ่(ไม่)ได้ รู้แล้วก็แล้วไป มันอยากกินข้าวก็ต้องกิน มันอยากกินน้ำก็ต้องกิน มันเป็นหยัง(อะไร)ก็ต้องเป็น ต้องให้มันตามเรื่องของมัน 

     

    เมื่อรู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา รู้อันนี้ก็รู้สมมุติ รู้สมมุติ สมมุติซือๆ(เฉยๆ) เพิ่น(ท่าน)ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ พระนิพพานก็อยู่ที่ใจ พ่อแม่สอนอย่างซั่่น(นั้น) แต่เฮาบ่(เราไม่)เข้าใจ ตายแล้วจึงไปเกิดเมืองสวรรค์ ตายแล้วจึงไปนิพพาน นี่เฮาบ่(ไม่)เข้าใจ เมื่อมาเฮ็ด(ทำ)อันนี้ มันจิ(จะ)เข้าใจแท้ๆ(จะเข้าใจจริงๆ) เราจึงว่าตั้งอกตั้งใจ ตั้งต้นชีวิตใหม่ เริ่มทำกันใหม่ ให้เป็นชีวิตอันประเสริฐ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ดังนั้นจึงว่าทุกข์ อันเฮา(เรา)โกรธเฮา(เรา)เกลียดเฮา(เรา)ชังนั้นน่ะเป็นนรก คันเฮา(หากเรา)ยืนอยู่เฮา(เรา)ก็ยืนอยู่หม้อกระทะทองแดง คันเฮา(หากเรา)นั่งอยู่เฮา(เรา)ก็นั่งหม้อกระทะทองแดง คัน(หาก)นอนอยู่ก็นอนอยู่หม้อกระทะทองแดง มันรู้จักไปอย่างซี่เด้(นี้นะ) ความทุกข์นี่มันเป็นทุกข์มันเป็นนรก อันนรกอยู่ใต้ดินนั่นเอาไว้เสียก่อน เอาไว้เสียก่อนอย่าไปสนใจเทื่อ แก้ปัญหาตรงนี้เสียก่อน เมื่อเรามีทุกข์อยู่เดี๋ยวนี้นี่เฮา(เรา)ตายไปก็ไปตกนรกสิว่า เมื่อเฮาบ่(เราไม่)มีทุกข์เดี๋ยวนี้นี่เฮาบ่ฮักบ่ชังผู้ใด(เราไม่รักไม่เกลียดใคร) คันเฮา(หากเรา)ตายไปเฮา(เรา)ก็ไปเมืองสวรรค์พุ่น(นู้น)ว่า 

     

    พ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า คนที่ไปนรกนั้น ถ้าทำบาปเที่ยวหนึ่ง ยมบาลจะมาจดเอาชื่อเอาเสียงใส่หนังหมาเน่าไว้ ถ้าเฮา(เรา)ทำบุญเที่ยวหนึ่งทำดีเที่ยวหนึ่ง เฮา(เรา)จะไปสวรรค์ มีเทวดามาจดเอาชื่อเอาเสียงใส่กระดาษทองคำเข้าไว้ เมื่อเฮา(เรา)ตายไปแล้วเทวดากลับยมบาลจะเอาหนังสือเอาบัญชีนั้นมาตรวจมาดูมาแลเบิ่ง(ดู) ทำบุญหลายหรือทำบุญน้อย ทำบาปหลายหรือทำบาปน้อย มาตรวจดู ผู้ใดทำบุญหลายจิ(จะ)ได้ไปสวรรค์ ผู้ใดทำบาปหลายได้ไปนรก เพิ่น(ท่าน)ว่า แล้วเฮาบ่(เราไม่)เข้าใจ 

     

    อันบุญนั่นแหละคือเฮา(เรา)สบายใจนี่เด้(นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)สบายใจอยากด่าผู้ใดก็ด่า อยากว่าผู้ใดก็ว่า อยากเฮ็ด(ทำ)อย่างใดก็เฮ็ด(ทำ) บ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ)สบายใจนี่ สบายใจตัวเฮา(เรา)ที่บ่(ไม่)ทำผิด บ่(ไม่)ทุจริตต่อกฎหมายบ้านเมือง บ่(ไม่)โกหก บ่(ไม่)ลักทรัพย์ นี่เด้เพิ่น(นี่นะท่าน)ว่าสบาย ทำการทำงานเผื่อพ่อเผื่อแม่ เผื่ออ้ายเผื่อน้อง เผื่อประเทศชาติบ้านเมือง ทำงานเพื่องานไป อันนี้เด้เพิ่นว่า(นะท่านว่า)ความสุข บ่แม่น(ไม่ใช่)สุขอันนั้นเด้(นะ) 

     

    อันทุกข์บัดนี้ ทุกข์เพราะว่าเฮา(เรา)เกลียดเฮา(เรา)โกรธ บ่แม่น(ไม่ใช่)ทุกข์เพราะบ่มีไฮ้(ไม่มีไร่) บ่(ไม่)มีนา บ่(ไม่)มีเงิน บ่(ไม่)มีทอง บ่แม่น(ไม่ใช่)ทุกอันนั้นเด้(นะ) อันทุกข์อันนั้นเป็นทุกข์อันหนึ่ง ให้เข้าใจอย่างซั่นเด้(นั้นนะ) เฮาจิ(เราจะ)รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเองเรื่องนี้ เพราะมันมีอยู่แล้วในคนทุกคน 

     

    อันนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า รู้คือ(เหมือน)พระพุทธเจ้า เห็นคือ(เหมือน)พระพุทธเจ้า อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่า ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฐิเสมอกัน เพิ่น(ท่าน)ว่า “ตันเตชะสา เต ชะยะทิฏฐิ โหตุ” ด้วยเดชพระพุทธเจ้านั้นขอความสำเร็จแห่งชัยชนะ มันชนะใด ชนะอันบ่ฮู้(ที่ไม่รู้)แหละ จึงว่า เฮา(เรา)พลิกมือขึ้น - มันฮู้(รู้) ความบ่ฮู้(ไม่รู้)นั้นมันหนีไปแล้ว เฮาเฮ็ด(เราทำ)บ่อยๆ นี่ เฮ็ดฮู้(ทำรู้)ขึ้นมากขึ้นๆ ความบ่ฮู้(ไม่รู้)มันก็น้อยไปๆ แล้วก็หมดไปสิ นี่อันนี้รู้เบื้องต้น 

     

    รู้ผีรู้เทวดาบัดนี้ ผีเราก็เคยได้ยิน บักผีอันคนเว้ายาก ผู้หญิงก็เอิ้น(เรียก)อีผีนี่ คือผีมึงนี่ เฮาบ่(เราไม่)เห็นเพราะเฮาบ่(เราไม่)มีตาทิพย์ อันตาทิพย์นั่นเห็นที่ใด เห็นใจเราเด้(นะ) ใจเฮาใจฮ้าย(ร้าย) เว้า(พูด)ยาก นี่มันเป็นผี ใจผีอันนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่)ใจคน ใจดีบัดนี้ เขาเอิ้น(เรียก)ใจพระธรรม อยู่ดีกินดี ใจดีคือพระธรรมแท้มึง นี่เฮา(เรา)ได้ยินได้ฟังกัน สิ่งนี้เฮาบ่(เราไม่)เคยเข้าใจ เมื่อเฮามาเฮ็ดหยังซี้(เรามาทำอย่างนี้)แล้ว มันจิ(จะ)เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งบ่(ไม่)เก้อเขิน 

     

    เทวดา คือคนอยู่ดีกินดี มีความละอาย การทำพอดีนั้นเขาเอิ้น(เรียก)เทวดา จึงว่า หิริ ความละอายแก่ใจ เพิ่น(ท่าน)ว่า ละอายแก่ใจเฮานี่เด้(เรานี่นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)ละอายต่อคนนี่ ละอายแก่ใจเราจิ(จะ)ทำชั่วจิพูดชั่วจิคิดชั่วนี่เด้(นะ) ถ้าทำชั่วพูดชั่วคิดชั่วเมื่อใดอันนั้นยมบาลจดเอาโลด(เลย) นั่นทุกข์อันนี้มันทุกข์ มันทุกข์คิดว่าจะเฮ็ด(ทำ)ชั่วพูดชั่วนี่มันทุกข์แล้วเด้(นะ) เฮาบ่(เราไม่)เห็นนี่เด้(นะ) เฮามาเฮ็ด(เรามาทำ)นี่มันจิฮู้(จะรู้) มันจิเห็น มันจิเป็น มันจะมี มันจิเข้าใจ 

     

    นี่เพิ่น(ท่าน)จึงว่า “สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต” คือ(เหมือน)กัน “สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต” เหมือนกัน “สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต” รู้เป็นเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า บ่(ไม่)มีครูสอนก็รู้ มีครูสอนก็รู้ อันนี้จึงว่าเป็นตถาคต แต่ว่าเฮาบ่(เราไม่)ได้เป็นพระพุทธเจ้า จึงว่ารู้ตาม เห็นตาม เข้าใจตาม จึงว่ามีศีลและทิฐิคือ(เหมือน)กันกับพระพุทธเจ้านั้น จึงว่า “ตันเตชะสา เต ชะยะทิฏฐิ โหตุ” ด้วยเดชพระพุทธเจ้าจึงมีความชนะ ชนะอันบ่ฮู้(ไม่รู้)นั้นชนะแท้ๆ เมื่อรู้จักอย่างนี้แล้วก็ รู้จักศาสนา รู้จักพุทธศาสนา 

     

    ศาสนา แปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ผู้ใดรู้เรื่องอันใดก็อันนั้นเรียกว่าศาสนา ศาสนาแปลว่าที่พึ่ง ผู้ใดพึ่งผีเฮา(เรา)ก็เอาผีนั้นเป็นศาสนาเฮา(เรา) ผู้ใดพึ่งเทวดาก็เอาอันนั้นแหละเป็นศาสนาเฮา(เรา) มันหลายอันเด้(นะ)คำว่าศาสนาแปลว่าที่พึ่ง พึ่งได้จริงติ(หรือ) บ่(ไม่)ได้จริง เฮา(เรา)ยังกลัวเด้(นะ) กลัวผีก็ไหว้ผี กลัวเทวดาก็ไหว้เทวดา กลัวฤกษ์งามยามดีเฮา(เรา)ก็เสียเคราะห์เสียเข็ญ นี่เฮา(เรา)กลัวไปของที่มันบ่(ไม่)จริง เมื่อมารู้จริงแล้วก็ โอ้สิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นซือๆ(เฉยๆ) เฮา(เรา)ก็รู้จักอย่างซั่น(นั้น) 

     

    เมื่อรู้จักอย่างซั่น(นั้น)แล้ว เฮา(เรา)ก็จะไปเก้อเขินเฮ็ดหยัง(ทำไม) เฮาก็บ่ต้องย่าน(เราก็ไม่ต้องกลัว)ผี บ่ต้องย่าน(ไม่ต้องกลัว)เทวดา บ่ย่าน(ไม่กลัว) ฤกษ์งามยามดีบ่ต้องย่าน(ไม่ต้องกลัว) มันเฮ็ดหยังให้เฮาบ่ได้(มันทำอะไรให้เราไม่ได้) มันเฮ็ด(ทำ)ได้เพราะเฮาที่เฮ็ดซือๆ(เราที่ทำเฉยๆ)นี่นะ เพราะเฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)นี่นะ เมื่อเฮาฮู้(เรารู้)แล้ว เฮา(เรา)จะไปย่านมันมิหยัง(กลัวมันทำไม)ของอย่างนั้น คัน(หาก)เมื่อเฮา(เรา)รู้แล้ว เฮาบ่ต้องย่าน(เราไม่ต้องกลัว)ของอย่างนั้น บ่ย่านแท้ๆ(ไม่กลัวจริงๆ) 

     

    ผมแต่ก่อนย่าน(กลัว) ย่านผี ย่านเทวดา ย่านฤกษ์งานยามดีเคราะห์เข็ญเวรกรรม โอ๊ยบัดนี้บ่ย่าน(ไม่กลัว)แล้วบัดนี้ มาเบิ่งดูเคราะห์เข็ญเวรกรรม เทวดามาเบิ่งดู ผีมาเบิ่งดู อันนี้แหละรู้ของจริง เมื่อรู้ของจริงก็ยกมือไหว้ตัวเองขึ้นโลด(เลย)นี่ นี่แหละชีวิตมันได้ใหม่ จึงว่าเริ่มต้นใหม่ ปรับชีวิตเฮา(เรา)ใหม่ ทำความเข้าใจกับชีวิตเฮา(เรา)ใหม่ มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) จึงว่าตั้งต้นชีวิตใหม่ เฮา(เรา)มาเอาแบบนี้ รู้ทุกคน ผู้น้อยก็รู้ ผู้ใหญ่ก็รู้ ผู้เฒ่าผู้แก่รู้หมดทุกคน บวชก็รู้ บ่(ไม่)บวชก็รู้ ทุกข์ก็รู้ บ่เรียนหนังสือก็รู้ ให้ทานรักษาศีลก็รู้ บ่(ไม่)ให้ทานรักษาศีลก็รู้คือกัน อันนี้รับรองรู้แท้ๆ นี่แหละแปลว่าของจริง ของแท้บ่(ไม่)เปลี่ยนแปลงบ่(ไม่)แปรผัน นี่เพิ่น(ท่าน)ว่ามั่นคงถาวร มันมีอยู่อย่างซั่น(นั้น) มันมีอยู่คนทุกคน 

     

    อันนี้แหละจึงว่าเฮา(เรา)มาทำความเข้าใจกันใหม่ ตั้งต้นชีวิตใหม่ เมื่อเฮา(เรา)ทำความเข้าใจกันใหม่ตั้งต้นชีวิตใหม่แล้ว เฮา(เรา)ก็ได้ของใหม่ขึ้นมาทันที บาปก็คือโง่นั่นแหละ บุญก็คือฉลาดนั่นแหละ เฮา(เรา)ฉลาดแล้ว เฮารู้(เรารู้) เฮา(เรา)เห็นแล้ว เฮาบ่(เราไม่)ทุกข์ บาปคือเฮา(เรา)โง่อยู่ที่มืด ใครเว้า(พูด)อันใดก็เชื่อไปหมด เป็นอย่างซั่นนั้น นรกก็คือความทุกข์นั่น ย่าน(กลัว)ยมบาล เฮาฮู้รู้จักบ่(เรารู้จักมั้ย) เราเห็นบ่(มั้ย) เทวดาเฮาฮู้จักบ่(เรารู้จักมั้ย) เฮาเห็นบ่(เราเห็นมั้ย) เฮาบ่ฮู้จักเฮาบ่เห็น(เราไม่รู้จักเราไม่เห็น) เชื่อแต่พ่อแต่แม่เฮาว่ามาซือๆ(เราบอกมาเฉยๆ) 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซี้(นี้) ว่าพ่อแม่เฮา(เรา)เคยบอกเคยสอนเฮา(เรา)ว่า “บ้านน้อยๆ หลังคามุงแฝก นึ่งข้าวเหนียวปั้นแล้วจ้ำกับปลาแดก” กินข้าวกับหมกปลาแดกให้ว่าเถอะไป ก็เป็นสุข เมื่อเป็นสุขแล้วก็เป็นเทวดาได้ เมื่อเป็นเทวดาได้ก็เพราะเป็นสุขนั่นเอง เฮาบ่(เราไม่)ทะเลาะบ่(ไม่)ผิดเถียงกัน บัดนี้อยู่บ้านหลังใหญ่ๆ บัดนี้ คัน(หาก)ผิดคัน(หาก)เถียงกัน มันก็เป็นบ้านนรกเป็นเมืองนรกแล้ว ให้เข้าใจคำพูดคำสอนของพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเฮา(เรา)สอน เฮาบ่(เราไม่)เข้าใจเด้(นะ) เฮาบ่(เราไม่)เข้าใจ เมื่อเฮาบ่(เราไม่)เข้าใจแล้วก็บ่(ไม่)เข้าใจ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่า “วัฏสงสารยืนยาวนานสำหรับคนบ่(ไม่)รู้ธรรม” อันบ่(ไม่)รู้ธรรมก็คือ บ่(ไม่)รู้ตัวเรานี่แหละ นึกว่าตายแล้วไปเกิดสวรรค์ เกิดเท่านั้นชาตินี้ชาติ แล้วเฮา(เรา)เกิดมาจัก(กี่)ชาติแล้ว เฮา(เรา)ได้ทานมาจักเทื่อ(กี่ครั้ง)แล้ว รักษาศีลมาจักเทื่อ(กี่ครั้ง)แล้ว เฮาฮู้จักบ่(เรารู้จักมั้ย) บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก นี่เฮา(เรา)จะไปเชื่อจังได๋กะดักกะด้ออย่างซั่น(อะไรมากมายอย่างนั้น) หนังสือกาลามสูตรบอกไว้แล้ว แต่เฮา(เรา)ก็เอามาอ่านอยู่แต่เฮาบ่(เราไม่)คิดจักเทื่อ(ที) อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตามกันมา เพิ่น(ท่าน)ว่า อย่าเชื่อถือโดยเขาเล่าลือตามกันมา อย่าเชื่อถือเห็นว่าเขาทำตามกันมา อย่าเชื่อถือเห็นว่ามันมีอยู่ในตำราคัมภีร์ อย่าเชื่อถือโดยการคาดคิดเอาเอง ๑o ข้อพุ่น(นู้น)นะเพิ่น(ท่าน)บอกไว้ แต่เฮาบ่(เราไม่)เอามาคิดจักเทื่อ(ที) 

     

    บัดนี้เเฮา(เรา)มาเริ่มต้นใหม่ ทำให้มันรู้จริงๆ รับรอง เอ้าอย่างนานบ่(ไม่)เกิน ๓ ปี อย่างช้าบ่(ไม่)เกิน ๑ ปี จะรู้แท้ๆ อย่างไวที่สุดบัดนี้นับตั้งแต่มื้อ(วัน)หนึ่งถึง ๙o มื้อ(วัน) เรียกว่า ๓ เดือน รู้แท้ๆ(จริงๆ) บ่(ไม่)มากก็น้อยรู้เรื่องนี้ อันนี้แหละจึงว่าทำตามพระพุทธเจ้า คือ(เหมือน)กันกับพระพุทธเจ้า จะรู้ตามพระพุทธเจ้าจริงๆ จะรู้เรื่องนี้ รู้แท้ๆ นี่แหละจึงว่ารู้อย่างอื่นจะแก้ปัญหาตัวเองบ่(ไม่)ได้ รู้อันนี้แก้ปัญหาตัวเองได้จริงๆ รู้แล้วหลงบ่ลืม อันนี้ รู้จักธรรมชาติ ธรรมะแท้จริงคือสิ่งเดียวกัน คือ(เหมือน)กัน ผู้ใดก็รู้อันนี้ ถือศาสนาใดก็จะรู้อันนี้ ถือศาสนาผีก็จะรู้อันนี้ ถือศาสนาพุทธก็จะรู้อันนี้ ถือศาสนาพราหมณ์ก็จะรู้อันนี้ ให้ว่าศาสนาแปลว่าที่พึ่ง พึ่งได้แท้ๆ คัน(หาก)มารู้ของจริงอันนั้น 

     

    มันพึ่งบ่(ไม่)ได้ คันว่าเฮาพึ่งเฮาได้(หากว่าเราพึ่งเราได้)มันยังไปไหว้ผีอยู่เด้(นะ) ไปไหว้เทวดาอยู่เด้(นะ) ยังไปดูฤกษ์ดูยามเสียเคราะห์เสียเข็ญอยู่เด้(นะ) จิ(จะ)ปลูกบ้านแปลงเฮือน(เรือน)ไปดูว่าฤกษ์งามยามดีจะปลูกเมื่อนั้น บ่(ไม่) บ่(ไม่)ต้องเชื่อมัน มันดีทุกมื้อวันเดือนปีมันดีทุกมื้อ อันมันบ่(ไม่)ดีนะ เฮา(เรา)ว่าเอาซือๆ(เฉยๆ) เฮาไปเฮ็ดบ่ดี(เราไปทำไม่ดี)มันก็บ่(ไม่)ดีนั่นว่า เฮาไปเฮ็ดบ่ดี(เราไปทำไม่ดี)ให้มันฤกษ์ก็บ่(ไม่)ดียามก็บ่(ไม่)ดีแล้ว ถ้าเฮาไปเฮ็ดดี(เราไปทำดี)ฤกษ์ก็งามยามมันก็ดีแล้ว เพราะมันฤกษ์ดียามดีมันดีอยู่ทุกมื้อเด้(วันะ) มื้อสาย(ตอนสาย)ก็ตาม มื้อคืน(ตอนกลางคืน)ก็ตาม มันดีทั้งนั้น คันเฮา(หากเรา)ไปเฮ็ดบ่(ทำไม่)ดีเลยมันก็บ่(ไม่)ดีแล้ว นี่มันเป็นอย่างซั่นเด้(นั่นนะ) 

     

    อันนี้ก็ว่ารู้เบื้องต้นรู้เรื่องนี้ เข้าใจเรื่องนี้ก็ว่าเข้าใจเบื้องต้น นี่เพิ่น(ท่าน)จึงว่าให้รู้ของจริง อันนี้แหละรู้ของจริงได้ชีวิตใหม่มาแท้ๆ แต่บ่แม่น(ไม่ใช่)ชีวิตเอามาให้คนเห็นเด้(นะ) คัน(หาก)ชีวิตนี้ อันนี้แหละบุญนะ ยมบาลก็ปลดบัญชีอันนั้นออก เฮา(เรา)รู้แล้ว เทวดาก็มาจดชื่อจดเสียงใส่กระดาษทองคำสิบัดนี้ ตายไปเด้(นะ)บัดนี้ ยกเอาว่ายกเอาไปแล้วซี่บัดนี้ หรืออันกระดาษหมาเน่าน่ะที่ยมบาลเขียนน่ะ ริบเอาไปหมดแล้วซิบัดนี้ บัดนี้ก็มีแต่เทวดามาจดเอาชื่อเอาเสียงไปจดใส่ จดใส่ จดใส่ พลิกมือขึ้นก็ – รู้ จดใส่ จดใส่ มันก็เลยตายแล้วได้ไปเกิดเมืองสวรรค์ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่า สวรรค์ ๖ ชั้น จาตุมมหาราชิกา เทวามนุสสาเวสุง จาตุมหาราชิกานั่นเทวา นั่นก็จำแต่ว่าเฮาว่าเฮาเฮียน(เราพูดเราเรียน)กัน จาตุม ดาวดึงสา ยามา ดุสิตา นิมมานรตี ปรนิมิตวสวัตตี ว่าซือๆ เด้(เฉยๆนะ) สวรรค์ ๖ ชั้น คือ ตานี่ชั้น ๑ นะ ของจริงนี่ ตาดูอันดี หูฟังอันม่วน(ไพเราะ) ดั้ง(จมูก)ดมอันหอม ปากกินอันแซ่บ(อร่อย) นั่งนอนที่ดี คิดแต่ดีนี่ นี่มาเรียนอันนี้ เรียนม่อๆ(ใกล้ๆ)นี่ เรียนลัดๆ นี่ นี่แหละพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าสอนสอนสั้นๆ นี่ เมื่อเฮา(เรา)รู้ของจริงแล้วนี่มันก็รู้ของ อันนี้เป็นวิธีรู้เบื้องต้น 

     

    รู้แล้วมันจะเกิดความรู้ชนิดหนึ่งเด้(นะ)ขึ้นมา อันนี้เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าวิปัสสนูอุปกิเลส รู้แล้วเลิกละบ่(ไม่)ได้ มันรู้จะออกนอกตัวเฮา(เรา)ไป อย่าให้มันออกนอกตัวเฮา(เรา)ไป รู้หยัง(อะไร)ก็ตามช่าง กลับคืนเข้ามารู้ตัวเฮา(เรา)นี่ แล้วความบ่(ไม่)รู้มันจะหายไป จะหายไปเพิ่น(ท่าน)ว่า เพิ่น(ท่าน)ว่านี่พ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเฮา(เรา)ว่าเฮา(เรา) ได้ยินได้ฟังมาแล้ว จิตใจคนนี่คือลิง มันมาจากสัญชาตญาณของลิงว่านั้น 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่า “จิตใจคนนี่วอกแวก กลอกกลับได้ไว ดุจมีลานไขในตน เราท่านควรบังคับกล ให้จิตยลมาแต่ทางข้างดี ถ้าหากปล่อยไว้ให้จิตหมุนไปในทางข้างกลี คือกิเลสนั่นแหละ ธรรมที่มีก็จักหนีจักหน่ายหายสูญ” ธรรมที่มีคือหยัง(อะไร) ก็คือความรู้สึกตัวนี่แล้ว มันบ่(ไม่)รู้แหละ มันจึงเห็นแสงเห็นสี เห็นผีเห็นเทวดา เห็นนรกเห็นสวรรค์ คุยกับเทวดา คุยกับพระพุทธเจ้า อันนั้นแหละกิเลสมันจะหลอกลวงเฮา(เรา) แล้วธรรมที่มีก็จะหนีจักหน่ายหายสูญ “อธรรมเข้าครอบงำ”เด้(นะ)บัดนี้ ก็ความบ่รู้เด้(ไม่รู้นะ)เข้าครอบงำ “ความระยำสมบูรณ์ ก็ปลิ้นปลอกหลอกลวง” ก็หลอกตัวเฮาเราซะละบ่(มั้ย) นี่แหละเพิ่น(ท่าน)ว่าให้เข้าใจ 

     

    ให้เข้าใจจริงๆ เวลามันหมดไป นี่เฮา(เรา)มาเริ่มต้นกันใหม่ ตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ทำความเข้าใจใหม่ ให้มันรู้จริงๆ นี่อันนี้รู้เบื้องต้น อย่าปล่อยตัว อย่าปล่อยใจ ให้รู้ตัวรู้ใจ อย่าลืมเนื้อลืมตัว พ่อแม่เฮา(เรา)สอน แต่เฮาเว้าซือๆ(เราพูดเฉยๆ) มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) เราต้องพยายามทำความเข้าใจกับมันจริงๆ เรื่องนี้รับรองว่ารู้แท้ๆ รู้แท้ๆ ถ้าหากผู้มีปัญญานั่นรู้จนแก้ทุกข์ได้พุ่นเด้(นู้นนะ) อันนี้แหละ รู้แล้วก็ต้องพยายามทำ 

     

    ผมรู้ตอนเช้า เรื่องนี้ทำบ่(ไม่)นานจักน้อยแน่ ผมรู้ ทำแล้วรู้โลด(เลย) จนพอดีรู้อันนี้จบแล้ว มันเกิดความรู้อันหนึ่งขึ้นมาแปะๆ ไปภูมิใจความรู้อันนั้น อันนั้นเป็นความรู้ของวิปัสสนู เพิ่น(ท่าน)ว่า อวิชชาแปลว่าไม่รู้ วิชาแปลว่ารู้ วิชาคือรู้ของจริง รู้แล้วบ่หลงบ่ลืม(ไม่หลงไม่ลืม) อวิชชาอันนั้นรู้แล้วหลงแล้วลืมไป มันบ่แม่น(ไม่ใช่)ของจริง รู้ผีรู้เทวดารู้นรกใต้ดินนั้นมันบ่แม่น(ไม่ใช่) อันนั้นเพิ่น(ท่าน)ว่า “อธรรมเข้าครอบงำ ความระยำสมบูรณ์ ก็ปลิ้นปลอกหลอกตน” อย่าให้มันมาหลอกตัวเฮา(เรา)ได้ ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เวลามันลัดเข้า ลัดเข้า ชีวิตเฮา(เรา)หมดไป หมดไป 

     

    ชีวิตมีค่ามากที่สุด ถ้าเฮาฮู็(เรารู้)แล้ว เฮ็ดหยัง(ทำอะไร)ได้หมด ตักบาตรจังหันเพลได้หมด เพราะมันเป็นบุญนี่ นี่ให้เข้าใจอย่างนี้ ศาสนาแปลว่าที่พึ่ง พึ่งได้จริงๆ พึ่งตัวเฮา(เรา)นี่ ตัวเฮา(เรา)นี่เป็นตัวศาสนา บ่แม่น(ไม่ใช่)ตัวหนังสือ บ่แม่น(ไม่ใช่)ตัวพระพุทธรูป บ่แม่น(ไม่ใช่)อันผ้าเหลืองนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่) อันนั้นแม่น(ใช่)อยู่แม่น(ใช่)สมมุติ พ่อแม่เฮา(เรา)บอกเฮา(เรา)ไว้ “กราบพระพุทธอย่าให้มันทุกข์ทองคำ กราบพระธรรมอย่าให้ไปเป็นทุกข์ใบลานหรือทุกข์คัมภีร์ กราบพระสงฆ์อย่าให้ไปทุกข์ลูกทุกข์หลานทุกข์ลูกชาวบ้าน” เฮาบ่(เราไม่)เข้าใจ เฮาบ่(เราไม่)เข้าใจ เนื่องจากบ่(ไม่)เข้าใจนี่เองอันทำบ่(ไม่)ถูกนี่ 

     

    บัดนี้รับรองว่าเข้าใจจริงๆ ถูกจริงๆ เพราะเฮานี่เด้(เรานี่นะ) ลืมตา เห็น คนเดินไปเดินมาก็เห็น คนเว้าหยังเฮา(พูดอะไร)ก็ฟังได้บัดนี้ บ่(ไม่)ต้องหลับตา บ่(ไม่)ต้องว่าอัดหูไว้บ่(ไม่)ต้องอัดหู ใครพูดหยัง(อะไร)ให้ได้ยินได้ฟัง แต่ให้มันรู้สึกตัว เคลื่อนไหวไปมาโดยวิธีใดให้มันรู้สึกตัว ให้มันรู้จริงๆ ถ้าหากบ่(ไม่)รู้แล้วใช้บ่(ไม่)ได้เรื่องนี้ บัดนี้ก็เลยมารู้ รู้สึกตัวแล้วทำไป ทำไป เกิดความคิดก็วูบขึ้น ผมย่าง(เดิน)อยู่ อันนี้คล้ายๆ คือ(เหมือน)คนมาซุกข้างนี้นะ วูบหนึ่ง อ้อมันคิดแล้วนี่ รู้จักโลด(เลย) เมื่อรู้จักอย่างซี้(นี้)แล้วก็ เบิ่ง(ดู) 

     

    ทำเอาเหมือนแมวกับหนู นี่พอดีหนูออกมาปุ๊บอแมวมันจับปั๊บ นี่มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) พอดีหนูออกมา แมวมันจับปั๊บทันที แมวมันบ่(ไม่)เคยกลัวหนู ตัวความคิด ตัวรู้ ตัวเห็นนี่ มันบ่(ไม่)เคยกลัว ความบ่ย่าน(ไม่กลัว)ความบ่(ไม่)รู้นี่มันบ่(ไม่)เคยกลัวแท้ๆ มันบ่ย่าน(ไม่กลัว)ความบ่(ไม่)รู้นี่ มันรู้โลด(เลย)บัดเดียว มันรู้แล้วหายวับหายวับ อวิชชาว่าบ่(ไม่)รู้ มันบ่(ไม่)รู้แต่มันรู้ มันเข้าไปในความคิด เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าอวิชชา มัน(ไม่)บ่รู้ เมื่อเรารู้เฮา(เรา)เห็นอย่างซี้(นี้)แล้วแก้ปัญหาได้ เห็นอันนี้แล้วผมก็เลยรู้จัก วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ รู้จักจริงๆ จึงว่ารู้จักสมมุติบัญญัติ ปรมัตถ์บัญญัติ อัตถะบัญญัติ อริยะบัญญัติ รู้จริงๆ เรื่องนี้ 

     

    ‘วัตถุ’ ก็หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มันมีอยู่ในโลกนี้ เพิ่น(ท่าน)ว่าเอิ้น(เรียก)วัตถุ ทรัพย์สินเงินทองเสื้อผ้าไฮ้(ไร่)นาเฮือก(เรือก)สวนเฮา(เรา) เป็นวัตถุทั้งนั้นวัตถุ  ‘ประมัตถ์’ แปลว่าของจริงๆ จริงโดยสมมุติเพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) จริงโดยปรมัตถ์ อันปรมัตถ์แปลว่ามันมีอยู่ อันปรมัตถ์อันความรู้สึกตัวนี่เป็นปรมัตถ์  ‘อัตถะ’ แปลว่ายากบุคคลที่จะรู้  'อริยบัญญัติ’ ผู้ที่เป็นอริยบุคคลจึงจะรู้ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) จึงว่าให้มันรู้การเคลื่อนไหว มันพริบตาก็ - รู้ มันหายใจก็ - รู้ อันนี้คนอื่นมองเห็นเด้(นะ) ส่วนความคิดคนอื่นมองบ่(ไม่)เห็น จะรู้ได้เห็นได้เข้าใจได้แต่ว่าตัวเองเท่านั้นเอง 

     

    จึงว่า “สันทิฏฐิโก” อันผู้รู้จะพึงเห็นเอง “อะกาลิโก” ไม่ประกอบการและเวลา เพิ่น(ท่าน)ว่า “เอหิปัสสิโก” ควรเรียกให้มาดู ให้มาดูใจพุ่นเด้(นู้นนะ) “โอปะนะยิโก” ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว น้อมเข้ามาใส่ตนใส่ตัวเฮาแท้(เราจริง) “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี ติ” เพิ่น(ท่าน)ว่า ให้เข้าใจ “ปัจจัตตัง”คือเป็นปัจจุบัน “วิญญูหีติ”วิญญาณเฮา(เรา)นี่แหละ วิญญูวิญญาณเฮา(เรา)นี่แหละ จิว่าจังได๋(จะว่าอย่างไร)ก็ได้ ไม่ต้องไปแปลเอากับหนังสือมากมายอย่างใดหรอก ปฏิบัติให้มันรู้ของจริงนี่ นี่แหละจึงว่ายอดบุญแท้ เหนือบุญแท้ เป็นมงคลอันประเสริฐแท้ๆ 

     

    จึงว่า “อเสวะนา จะ พาลานัง ปัณฑิตตานัญจะ เสวนา ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง” ธรรม ๓ อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุด “อเสวะนา” ก็คือเฮา(เรา)อยู่นำ(กับ)บัณฑิต บ่แม่น(ไม่ใช่)บัณฑิตไปเรียนอยู่นี่เด้(นะ) บัณฑิตคือตัวรู้สึกนี่เด้(นะ) “อเสวะนา จะ พาลานัง” พาลาแปลว่าคนโง่คนพาล อันคนโง่คนพาลก็คือตัวมันบ่(ไม่)รู้นั่นแล้ว บ่แม่น(ไม่ใช่)คนพาลไปลักนั่นลักนี่ บ่แม่น(ไม่ใช่) คนพาลนี้คือพาลอันมันหลงตนลืมตัวหลงกายลืมใจ นี่แหละคนพาลอันนี้ “ปัณฑิตานัญจะ” บัณฑิตแปลว่าปราชญ์ รู้แจ้ง เห็นจริงตามความเป็นจริงนี้ เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนั้น อันนี้เพิ่น(ท่าน)ว่าเป็นมงคลอันสูงสุด 

     

    นี่เฮาจิ(เราจะ)ซื้อบ่(ไม่)ได้ขายบ่(ไม่)ได้ ทุกคนปฏิบัติได้หมด ปฏิบัติได้อยู่ทุกขณะ ทุกลมหายใจ ทุกนาที ทุกวินาทีทีเดียว นี่แหละเป็นการปฏิบัติธรรมะอย่างสูงสุดในหลักพระพุทธศาสนานี้ ถ้าหากทำอันนี้แล้ว แล้วหมดบัดเดียว ให้ทานก็ถูก รักษาศีลก็ถูก ทำกรรมฐานก็ถูก เจริญวิปัสสนาก็ถูก เพราะมันถูกเด้(นะ) มันถูกก็ถูกหมดสิว่า คัน(หาก)มันบ่(ไม่)ถูกก็ผิดหมด มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) นี่แหละทางไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือหยัง(อะไร) 

     

    พระพุทธเจ้า คือ จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบจิต ใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว สามารถมองเห็นอันใดได้ทุกอย่าง นี่สามารถมองเห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นทุกอย่างแหละ จึงว่าตัดสินใจแล้วบ่(ไม่)ผิด นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า มันจะผิดบ่(มั้ย)ก็มันเป็นของจริงเด้(นะ) นี่แหละของจริงแท้ๆ บ่(ไม่)ต้องถามผู้ใดละ รับรอง เอ้าทำเถอะบ่(ไม่)ผิดอันนี้ อย่างนานบ่(ไม่)เกิน ๓ ปี จะเอาชีวิตเป็นประกันกับพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงทุกคน ที่เล่ามานี้เพราะตัวเองก็ได้พิสูจน์มาแล้ว ผู้อื่นก็คือ(เหมือน)กันกับเฮา(เรา) เฮาก็คือ(เราก็เหมือน)กันกับผู้อื่น 

     

    คนอินเดียพระพุทธเจ้าตรัสรู้ คือ(เหมือน)คนไทยนี่แหละ เฮาบ่(เราไม่)ต้องพูดภาษาอินเดีย บ่(ไม่)ต้องพูดภาษาบาลีหรอก “นะโม ตัสสะ”นี่แปลเป็นภาษาบาลีมา เฮาบ่ฮู้จักเด้(เราไม่รู้จักนะ) “นะโม ตัสสะ”แปลว่าขอนบน้อม นบเฮ็ดจังได๋(ทำอย่านไร) น้อมเฮ็ดจังได๋(ทำอย่างไร) เฮาบ่ฮู้จัก(เราไม่รู้จัก) “นะโม ตัสสะ”แปลว่าขอนบน้อม “อะระหะโต”แปลว่าผู้ไกลจากกิเลส “สัมมาสัมพุทธัสสะ”ตรัสรู้ชอบเอง ตรัสรู้ชอบตรัสรู้จังได๋(อย่างไร) ไกลจากกิเลสไกลจั่งได๋(อย่างไร) เฮาบ่ฮู้จัก(เราไม่รู้จัก) เฮานบจั่งได๋(เรานบอย่างไร) เฮาน้อมจังได๋(เราน้อมอย่างไร) เฮาบ่ฮู้จัก(เราไม่รู้จัก) 

     

    อย่างดีเฮา(เรา)ไปกราบเบญจางคประดิษฐ์ เอาหัวเอามือวางแล้วเอาศอกสองศอกนี่ใส่เข้าคู้อย่างซี้(นี้) แล้วก็เอามาทำอย่างซี้(นี้) แล้วก็เอาหัวจรดลงนี่ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)เบญจางคประดิษฐ์ ความจริงแล้วเบญจางคประดิษฐ์นี้มี ๕ จังหวะ ปัญจะแปลว่าองค์ ๕ เบญจางคประดิษฐ์ เอามือลง ยกมือ ๑ มานี่  ๒ มานี่  ๓ มานี่  ๔ มานี่  ๕ มานี่ “นะโม ตัสสะ” จึงแปลว่าขอนบ นบเอามาใส่นี่ น้อมเอาหัวลงมานี่ จึงว่าขอนบน้อม มันถูกแท้ๆ นี่เด้(นะ) 

     

    “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ” เป็นภาษาบาลีนี้เด้(นะ) บ่แม่นจิเว้า(ไม่ใช่จะพูด)มันจิ(จะ)ขังศักดิ์สิทธิ์ จิ(จะ)ได้บุญ บ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ) เพิ่น(ท่าน)บอกให้เฮา(เรา)นบ เฮา(เรา)น้อมนี่เด้(นะ) รู้แล้วยกมือไหว้ตัวเองได้ เคารพตัวเองยกมือไหว้ตัวเอง ไหว้ตัวเองนี่แหละเป็นไหว้พ่อไหว้แม่ ไหว้ตัวเองนี่แหละเป็นไหว้ครูบาอาจารย์ ไหว้ตัวเองนี่เป็นไหว้เทวดา ไหว้ตัวเองนี่เป็นการไหว้พระพุทธเจ้า 

     

    พระพุทธเจ้าท่านตรัสแล้วบอกแล้วว่า “การบูชาพระพุทธเจ้าด้วยข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียนของหอมทั้งหลายนั้น จะหนาแน่นตั้งแต่พื้นดินก็ดีฮอดเอาถึงนี้ก็ตามช่าง บ่(ไม่)ชื่อว่าบูชาพระพุทธเจ้า” เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) ผู้ใดจิ(จะ)บูชาพระพุทธเจ้านั้น “ต้องปฏิบัติธรรม ให้รู้ธรรม เห็นธรรม สมควรแก่ธรรม” นั่นชื่อว่าเป็นการบูชาอย่างยิ่ง เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างนั้น แล้วเฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จักรู้ธรรมนี่ เป็นรู้นอกตัวพุ่น(นู้น) ไปรู้ผีรู้เทวดาพุ่น(นู้น) มันบ่แม่น(ไม่ใช่) รู้ของจริงรู้ตัวเรานี่แหละ ธรรมะจึงคือทุกคนนั่นแหละ 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่า “หากว่ามีพระธรรมวินัยอยู่ มีผู้ประพฤติปฏิบัติอยู่ มรรคผลนิพพานบ่(ไม่)ว่างจากโลกนี้” เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) แต่เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จัก อันประพฤติปฏิบัติธรรมนั้นเฮ็ด(ทำ)อย่างใด เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)จัก มีแต่ว่าไปให้ทาน ไปรักษาศีล ไปทำกรรมฐาน ไปเจริญวิปัสสนาอยู่ป่าพุ้น(นู้น) นี่มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) บัดนี้เฮามาเฮ็ด(เรามาทำ)วิธีนี้ง่ายๆ นี่ลองเบิ่ง(ดู) ของง่ายเฮาบ่อยากเฮ็ด(เราไม่อยากทำ) 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่า “ภิกษุหรืออุบาสกอุบาสิกาอยู่โดยชอบแล้ว พระอรหันต์ก็จะบ่(ไม่)ว่างจากโลกนี้” อยู่โดยชอบก็อยู่ด้วยความรู้สึกตัวนี้ การทำ การพูด การคิด ให้มันรู้สึกตัวนี้ เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)อยู่โดยชอบ พระอรหันต์ก็จะบ่(ไม่)ว่างจากโลกนี้ บ่(ไม่)ว่างจากคนทุกคนพุ่นเด้(นู้นนะ) รู้ตัวเองขึ้นเด้(นะ) นี่เพิ่น(ท่าน)ว่า นี่ความจริงแท้ๆ บ่(ไม่)พลาดผิด 

     

    ถ้าหากรู้อย่างนี้ทุกคนแล้วก็ บ้านเมืองเฮา(เรา)ก็สงบได้โลด(เลย) ความทุกข์ความเดือดร้อนก็บ่(ไม่)เกิดขึ้น เพราะเฮา(เรา)แก้ปัญหาตัวเองได้เด้(นะ) ความสับสนวุ่นวายการขัดแย้งเกิดในจิตใจเฮา(เรา)นี้ เมื่อเฮา(เรา)รู้อย่างนี้แล้ว ความสับสนวุ่นวายการขัดแย้งจะบ่(ไม่)เกิดจิตใจเฮา(เรา)นี้ เฮาจิ(เราจะ)จิตใจจิ(จะ)สบาย เขาเอิ้น(เรียก)ความสงบ อยู่โดยชอบ อยู่โดยบ่(ไม)ผิดบ่(ไม่)เถียงกัน บ่(ไม่)ทะเลาะกันกับคนอื่น แล้วก็บ่(ไม่)ทะเลาะกับตัวเฮา(เรา)นี่ การขัดแย้งกับตัวเฮา(เรา)เรานี่ก็จะบ่(ไม่)มี 

     

    นี่เพิ่น(ท่าน)ว่าตรัสรู้มานี่ จะรู้ตาม เห็นตาม เข้าใจตามพระพุทธเจ้า ท่านว่าอย่างซั่น(นั้น) ที่นำมาเล่าให้ฟังนี่เป็นความจริง ผู้หญิงก็รู้อย่างซี้(นี้) ผู้ชายก็รู้อย่างซี้(นี้) ผู้เฒ่าผู้แก่รู้อย่างซี้(นี้)หมด จึงว่าธรรมะแท้คือที่เดียวกันเท่านั้น คัน(หาก)ถ้าเป็นสองอันสามอันบ่แม่น(ไม่ใช่)คำสอนของพระพุทธเจ้าเด้(นะ)นี่ บ่แม่น(ไม่ใช่) รับรองว่าบ่แม่นแท้ๆ(ไม่ใช่จริงๆ) บัดนี้ นี่แหละความจริง ที่นำมาเล่าให้พ่อให้แม่ ให้อ้ายให้น้อง หมู่เพื่อน ครูบาอาจารย์ทุกคน พระเณร ต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม เวลามันสั้นเข้า สั้นเข้า

     

    ท้ายที่สุดนี้ อาตมาพร้อมด้วยพระสงฆ์และญาติโยมมานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี้ อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระบรรดาสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเตือนจิตใจสะกิดใจของพวกเฮา(เรา) ให้พวกเฮา(เรา)ได้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต” บทสุดท้ายนี้ “สัตว์ทั้งหลายเราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้” 

     

    ขอให้ทุกคนๆ จงได้รู้แจ้ง เห็นจริง ตามความเป็นจริง ที่จิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว สามารถตัดสินใจได้ทุกสิ่งทุกอย่าง อันนี้แหละคือจิตใจของพระพุทธเจ้า มีแล้วในคนทุกคนบ่(ไม่)ยกเว้น ขอให้ทุกคนทุกคน จงประสบพบเห็นเอาในเวลาอันใกล้นี้ หรือในระยะนี้ ถ้าหากบ่(ไม่)รู้ในขณะนี้ลุกขึ้นหรือยังบ่(ไม่)ทันรู้ไปเดินจงกรมไปสร้างจังหวะ ให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ให้เราได้เข้าใจสัมผัสได้แนบแน่นเอาในชีวิตนี้ จงทุกๆ คนเทอญ.

    ...................

    เครดิตทีมงาน 

    ผู้ถอดคำบรรยาย: “แววตา”

    ผู้ตรวจคนที่ 1: Aramboy Watsanamjai

    ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………

    ผู้ตรวจคนที่ 3: ………………………………


    ข้อความใน  <....... >  คือฟังไม่ชัดเจน หากมีคำแนะนำโปรดแจ้งกลับทีมงาน aramboy2010@gmail.com

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service