แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท. ๑๕๓ ของจริงสำหรับคนจริง ๖ มิ.ย. ๒๔
ที่นี่วัดสนามใน วันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๒๔ ตอนเช้าวันนี้เมื่อทำวัตรเช้าจบแล้ว ผมในฐานะที่เดินทางมาพบกับเพื่อนภิกษุสามเณรด้วยกัน ก็จะได้ให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา แล้วพวกเราจะได้จดจำนำเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันของพวกเราหรือว่าเอาไปปฏิบัติ
ความรู้ที่เราควรรู้ควรเข้าใจนั้นมีอยู่ ๔ อย่างด้วยกัน ทีแรกก็ต้องรู้จำ จำมาจากตำรับตำรา หรือจำมาจากคำพูดของคนอื่น อันนี้เป็นการรู้จำ ต่อมาก็ต้องให้รู้จัก รู้จำรู้จักนี้เพียงเป็นพื้นฐานหรือเบื้องต้นเท่านั้น เรายังจะไว้ใจให้เป็นความรู้ที่แจ้งหรือจริง รับรองได้จริงๆ นั้นยังไม่ได้
บางคนเมื่อไปประสบพบกับอารมณ์ต่างๆ ที่เขาไม่น่าพอใจหรือเขาคัดค้านขึ้นมา เราจะหวั่นไหวต่ออารมณ์นั้นๆ เพราะเรายังไม่เข้าใจซาบซึ้ง มาจากตัวกฎของธรรมชาติภายในจิตใจของเราจริงๆ เพียงจำมาได้ นึกคิดเอาได้จากมันสมองเล็กๆ น้อยๆ อันนั้นยังไม่เป็นการรู้แจ้ง ไม่เป็นการรู้จริง เพียงรู้จำรู้จักมาเท่านั้น
ดังนั้นที่เรามาที่นี่ แล้วจะเป็นภิกษุหรือสามเณรญาติโยมก็ตาม เราเป็นนักศึกษา นักศึกษาก็หมายถึงบุคคลที่แสวงหาความจริง ให้รู้แจ้ง รู้จริง ค้นคว้าหาแล้วเอามาปฏิบัติ อันนั้นเป็นนักศึกษา นักเรียนนักศึกษามันเป็นคำละคำกัน นักเรียนต้องเรียนเอาตามแบบตามแผน อันนั้นก็เรียนเอา ค้นคว้านั้นก็หมายถึงจับโน่นจับนี่ แสวงหาหรือค้นคว้า
เมื่อเราได้พบได้เห็นสิ่งต่างๆ แล้วก็ต้องเอามาปฏิบัติทดลองดู ว่าสิ่งนี้มันเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือว่าที่เรารู้เราเห็นเราเข้าใจมานี้เอามาประยุกต์เข้าหรือมาผสมเข้า มันถูกต้องกันไหม มันแก้ทุกข์ได้ไหม เราต้องเอามาใช้อย่างนั้น เมื่อเรารู้เราเข้าใจมาแล้วเอามาแก้ทุกข์ไม่ได้ อันนั้นก็ยังไม่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เพียงถูกต้องคำสอนเราคนเดียว หรือเรารู้มาคนเดียวเท่านั้นเอง ความรู้นั้นบางทีอาจจะนำให้เราผิดก็ได้ หรือนำให้เราถูกต้องก็ได้
ดังนั้นที่เรามาที่นี่เพื่อมาศึกษา การศึกษาการปฏิบัตินั้นต้องศึกษาและปฏิบัติที่ตัวเอง แม้ภิกษุหรือสามเณรก็ตาม หรือญาติโยมก็ตาม คำว่าปฏิบัติธรรมะ อันนี้ผมพูดตามความจริงใจที่ผมได้ประพฤติปฏิบัติมา ผมไม่ได้ไปยืมเอาคำพูดจากคนนั้นคนนี้ และไม่ได้ไปจดจำเอากับคำพูดมาจากในตำรับตำรา ผมคิดว่าทำอย่างนี้แหละ ไม่ใช่คิดว่ามันปรากฏขึ้นมา หรือว่าคิดเอาก็ได้หรือว่าจะว่าอย่างไงก็ได้ เพราะคำที่พูดนี้มันต้องรับรองได้
ถ้าหากเรายังรับรองไม่ได้อันนั้นยังไม่เป็นของจริง คำว่ารับรองได้ก็หมายถึงว่า ใครจะพูดอย่างไรก็ตาม เราต้องเอาชีวิตของเรานี่แหละเป็นเดิมพันเอาไว้ ถ้าใครต้องการก็ต้องทดลองดูต้องปฏิบัติดูอย่างนั้น จึงว่าจะเป็นความรู้ที่ใช้ได้เฉพาะตัวเรา คนอื่นนั้นจะใช้ได้ไม่ได้ก็เป็นเรื่องของคนคนอื่นเท่านั้น
ที่เรามาที่นี่เรียกว่ามาปฏิบัติ มาปฏิบัติก็ต้องแก้ไขตัวเอง ต้องปฏิบัติตัวเอง เรามาเป็นเณรเป็นพระหรือเป็นนักปฏิบัติ ต้องแก้ไขตัวเอง ไม่ใช่จะไปเดินจงกรมหรือไปนั่งสมาธิดูหนังสือ ได้แล้วเอาไปพูด อันนั้นมันอีกเรื่อง เราต้องแก้ไขตัวเองว่าตัวเองนี่แต่ก่อนเคยทำอย่างนี้ บัดนี้เมื่อรู้ซาบซึ้งถึงจิตใจเราแล้ว สิ่งที่เราทำมานั้นแหละเรางดเว้นได้หรือเราเลิกได้
เมื่อเราเป็นพระเป็นเณรอยู่ที่นี่ สิ่งที่มันเลิกได้โดยธรรมชาติคือกฎระเบียบวินัย ถ้าใครทำผิดกฎอันนี้หรือระเบียบอันนี้วินัยอันนี้จะอยู่ที่นี่ไม่ได้ หรือจะเป็นเณรเป็นพระไม่ได้ อันนั้นเราไม่ต้องไปเลิกละมันเพราะมันมีกฎตายตัวอยู่แล้ว ถ้าเราบวชเป็นพระเป็นเณรนั่นน่ะทำอย่างนั้นมันไม่ได้ เข้าสังคมไม่ได้ ตัวอย่างเช่น เที่ยวกลางคืน ดื่มสุรา เล่นการพนัน อันนี้วินัยเขาพูดไว้แล้ว แต่เมื่อเป็นฆราวาสเราว่ามันไม่ผิดกฎหมาย ที่เราต้องการจะทำอันนั้นเรียกว่าเรารู้แล้วก็ทำไปตามความรู้ ที่เราปฏิบัติก็ต้องเลิกละได้จริงๆ อย่างเล่นการพนันเที่ยวกลางคืนดื่มสุราแม้บุหรี่ ก็เลิกได้
อันนี้เรียกว่าเราสึกออกไปก็ต้องเลิกอย่างนั้น เราต้องปฏิบัติเห็นว่าสิ่งนี้มันให้โทษจริงๆ เราจะไปอยู่ที่ไหนเราก็ต้องเลิกละจากสิ่งเหล่านี้ได้ อันนี้เรียกว่าเราปฏิบัติได้ เราต้องทดลองว่าเราต้องปฏิบัติให้มันได้ เราจะไปอยู่ที่ไหนสังคมใดเราก็ต้องเลิกละจากสิ่งเหล่านี้จริงๆ แม้กระทั่งการนั่งการนอนการหลับการตื่นทุกวิธีทีเดียว อันนี้เรียกว่าเราปฏิบัติ ต้องปฏิบัติอย่างนั้น ต้องทำให้ได้อย่างนั้น ไม่ใช่ว่ามาปฏิบัติแล้วไม่ได้อย่างนั้น แล้วก็เราว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติมาแล้ว อันนั้นก็เป็นการคาดคิดเอาเท่านั้น
สมมุติว่าเราอยู่ที่นี่ เรานอนตื่นขึ้นมาในระยะตอนเช้าตี ๔.๓o เรามาทำวัตรเช้า ถ้าออกจากที่นี่ไปแล้ว ๔.๓o แล้วก็ยังตื่นไม่ได้ลุกไม่ได้ อันนั้นเพียงแต่ว่าเราอยู่ที่นี่ กฎระเบียบวินัยวัดนี้ต้องบังคับให้ทำอย่างนั้น เราก็ต้องทำได้ ถ้าออกจากที่นี่แล้วทำไม่ได้ อันนั้นชื่อว่ายังไม่ได้ปฏิบัติ ยัง เพราะว่าอาศัยอำนาจข่มขู่ให้เราทำอย่างนั้น อันนั้นไม่ใช่ ไม่ใช่เป็นนักปฏิบัติจริงๆ
ถ้าเป็นนักปฏิบัติจริงๆ เราไปอยู่ที่ไหนสำนักใดวัดไหนก็ตาม หรือเราสึกออกไปเป็นฆราวาสผู้ครองเรือนหรือทำธุระอะไรก็ตาม เราต้องทำอย่างนั้น อันนั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะ ต้องปฏิบัติที่ตัวเราให้เป็นนิสัย เมื่อเป็นนิสัยอย่างนี้แหละเราก็พูดได้ เพราะเราทำอย่างนี้เราสอนอย่างนี้ เราก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่ใช่ว่าเราสอนอย่างนี้เราต้องไปปฏิบัติอย่างนั้น อันนั้นมันผิดอุดมการณ์ ผิดคำสอนของพระพุทธเจ้า
เมื่อพูดเช่นนี้ก็เลยมาพูดกันทันทีว่า ชีวิตของคนทุกคนนั้นไม่ต้องการความทุกข์ แต่ความจริงแล้วชีวิตทุกคนนั้นไม่มีทุกข์ แต่เมื่อความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่เข้าใจในเรื่องชีวิตของเราเท่านั้น บัดนี้ถามคนทุกคนมา ถ้าหากเป็นนักปฏิบัติแล้วต้องเข้าใจความคิดจริงๆ ต้องเข้าใจชีวิตของเราจริงๆ เราไปค้นคว้าเอาในตำรับตำราและมาปฏิบัติ ก็เข้าใจอย่างนั้น มันไม่เหมือนกัน
สำหรับผมได้พูดไปแล้วว่าจะนำมาพูดให้พวกเราได้ฟังได้ยินหรือนำไปใช้ ที่ผมทำนั้นผมก็แก้ทุกข์ผมเองได้ ว่าชีวิตของผมไม่มีทุกข์จริงๆ ทีแรกผมก็นึกว่าต้องทำอย่างนี้ สมมตินะนี่ แต่ผมก็ต้องทำจริงๆ นี่ ไปนั่งกรรมฐานไปทำกรรมฐานกับครูบาอาจารย์ ท่านก็สอนวิธีความรู้ของท่านมี ท่านมีอย่างไรท่านก็สอนอย่างนั้น เราเป็นลูกศิษย์ต้องทำตาม เพราะเราไม่รู้นี่ อันนี้แปลว่ารู้จำ แล้วทำตามกับท่าน เราต้องเป็นอย่างที่ท่านสอนนั่นแหละ อันนี้รู้จัก
แต่รู้จักอย่างที่ท่านต้องไปนั่งหลับตานะ ภาวนานะ ภาวนาพุทโธก็ได้ หรือสัมมาอะระหังก็ได้ นับ ๑ ๒ ๓ ก็ได้ หรือภาวนาพองยุบ หรืออาปานสติก็ตาม อันนี้เราก็ต้องทำตาม อันนี้แปลว่าเรารู้จำมา รู้จักมาจากครูบาอาจารย์สอนให้ ผมเคยนั่งมาแล้ววิธีเหล่านี้ แก้ทุกข์ได้ในขณะที่เรานั่งอยู่คนเดียว บางครั้งบางคราวหลับไป ผมนั่งหลับไปโดยไม่รู้สึกตัวเอียงเอนง่วนเงี่ยนไปข้างนู้นข้างนี้ ไม่รู้สึกตัวเลย นี่มันเป็นอย่างนี้ เรียกว่าทำไปทำตามอารมณ์ ทำไปตามความเห็น ทำไปตามที่เราต้องการนั่นแหละ อันนี้ก็คือว่าเป็นวิปัสสนาเหมือนกันเพราะเราผูกขึ้นมา เพราะเราว่าวิปัสสนานั้นเรามันพูดติดปากมานานแล้วเรื่องนี้ว่าวิปัสสนา
คำว่าวิปัสสนานั้นหมายถึงความรู้แจ้งนี่ ไม่ใช่ว่ารู้จำ คำรู้จำมันไม่ใช่รู้แจ้ง รู้จักมันก็ไม่ใช่รู้จริง มันเพียงรู้จำรู้จัก อันนี้เขาเรียกว่ารู้จำรู้จักมา ทำไปตามๆ เขาไป ตอนรู้แจ้งรู้จริงนี้ผมทำมาอย่างนั้นแหละ ตั้งแต่ผมเป็นเณรทำมา สึกออกไปเป็นหนุ่มผมก็ทำมา แต่ความรู้แจ้งรู้จริงไม่มีปรากฏขึ้นมาภายในจิตใจของผม ผมยังมีความสงสัยลังเลอย่างนั้นแหละ คือว่าความทุกข์ยังมีอยู่ อันนี้ผมยังมีความทุกข์
ต่อมาเมื่อผมมาทำวิธีที่ไม่ต้องหลับตา แล้วก็จะนั่งอย่างไรก็ได้ นอนอย่างไรก็ได้ เดินไปไหนมาไหนก็ได้ แต่วิธีทีแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันแหละก็ต้องทำ เคลื่อนไหวในอิริยาบถของผมนี่แหละ ทุกวิธีต้องให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” มันเข้ากันได้จริงๆ กับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า “ให้มีสติกำหนดรู้อิริยาบถทั้ง ๔ ยืน เดิน นั่ง นอน” ให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” ท่านสอนอย่างนั้น และนอกจากนั้น “คู้ เหยียด เคลื่อนไหว”โดยวิธีใดก็ตาม ให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้”
คำว่ากำหนด “รู้” นี่ เรารู้อย่างไร เรารู้โดยหลับไปหรือ หรือว่าเรารู้โดยที่เรามีสติ ท่านสอนให้เรามีสติกำหนดรู้ เมื่อมีสติกำหนดรู้อันนี้แหละ เปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนกับที่เราเอาเม็ดข้าว จะเป็นข้าวเปลือกก็ตาม จะเป็นข้าวเจ้าก็ตามข้าวเหนียวก็ตาม แต่ให้เป็นข้าวเปลือกจริงๆ เม็ดข้าวนั้นต้องเป็นเม็ดข้าวที่อ้วนที่เต็มสมบูรณ์ดี เอาไปวางลงบนดินหรือไปเพาะเอาดินกลบไว้สักนิดเดียวก็ได้ แล้วเม็ดข้าวนั้นมันจะค่อยโตขึ้นอ้วนเข้ามา เพราะมันมีเชื้ออยู่แล้วในเม็ดข้าวนั่นน่ะ มันจะแตกขึ้นมางอกขึ้นมาเป็นต้นเป็นลำขึ้นมา ให้ได้เรารับผลอันนั้นจริงๆ อันนี้ผมรับรองได้
เมื่อผมทำเช่นนี้ ความรู้เก่าๆ นั่นแหละมันไม่ใช่เป็นของจริง แก้ทุกข์ไม่ได้ เมื่อมันเกิดขึ้นมาภายในจิตใจจริงๆ นี่มันก็เลยรับรองได้ว่า มันเข้ากันกับคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ แต่คำพูดนี่ไม่ใช่เป็นคำพูดของพระพุทธเจ้า แต่มันเข้ากันได้ เราต้องรู้อย่างนั้นจริงๆ ผมจึงกล้ารับรองได้ว่า ทุกข์นั้นมันไม่ได้มีจริงๆ ที่เรามีทุกข์นั้นน่ะ เราไม่รู้ คือเราหลงนั่นเอง พูดภาษาเราเรียกว่าหลง หรือว่าพูดภาษาธรรมะเรียกว่าโมหะ คำว่าโมหะนี่ก็หมายถึงไม่รู้จริงนั่นเอง ไม่รู้จริงคือมันรู้ไปทำไปแอบแฝงโดยความหลงผิด คือยังไม่กล้ายืนยัน ไม่รับรองคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ
ตอนที่พระพุทธเจ้าท่านสอน หรือจะเป็นใครสอนก็ไม่ทราบตอนนี้ ผมไปดูหนังสือธรรมะวิจารณ์ ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน ๔ ให้ถูกต้องจริงๆ และให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ อย่างนานที่สุดอย่างนานนะไม่เกิน ๗ ปี แล้วอย่างกลางท่านว่า ๗ เดือน อย่างเร็วนะท่านว่า ๑ วัน ถึง ๗ วัน หรือ ๑๕ วัน มีอานิสงส์ ๒ ประการ หนึ่งเป็นพระอรหันต์ แต่หากว่ายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ในปัจจุบันภพนี้หรือชาตินี้ ก็ต้องเป็นพระอนาคามี
เมื่อเป็นพระอนาคามีนั่นแหละ ตามตำรับตำราว่า หมดสงสัย ความสงสัยลังเลใจหมดไป อย่างที่พูดนี่ก็สมมุติว่า เรามีความทุกข์อยู่ภายใน ๑oo% แล้วความทุกข์นั้นจะหมดไปอย่างน้อยที่สุดต้อง ๘o% จึงจะเป็นพระอนาคามีได้ แต่ผมไม่ใช่เป็นพระอนาคามี อันนี้ผมพูดตามตำราว่าผมได้ยินอย่างนั้น สำหรับวิธีที่ผมพูดนี้ผมกล้าได้ยืนยันรับรองได้ต้องเป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างอื่นไม่ถูกต้อง ผมเข้าใจอย่างนี้
อ้าวทำดู ให้มี “สติ” ติดตามในอิริยาบถของเรา เราจะเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ตาม ให้มี “สติ” เข้าไปกำหนด “รู้” ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ อ้าวอย่างนานไม่เกิน ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วัน ถึง ๙o วัน เรียกว่า ๓ เดือนนั่นเอง ทุกข์นั้นจะลดน้อยไปหรือถึงกับหมดได้ ถ้าหากว่าเรามีทุกข์อยู่ ๑oo% ทุกข์นั้นอย่างน้อยต้องลดไป ๖o% ไม่ใช่ ๕o% นะ ๕o% มันครึ่งตัว ถ้า ๖o% มันก็ต้องคงหมดไปแล้วส่วนมาก เหลืออยู่ ๔0% อันนี้ผมรับรอง
ถ้าปฏิบัติอย่างนี้นะ มันต้องรู้ขึ้นมาจริงๆ มันทำถูกนี่ ทำถูกแล้วมันก็ต้องไปถึงได้ ทำผิดแล้วจะถึงได้ไหม ทำจนตายไม่ถึงจริงๆ ผมทำมาตั้งแต่อายุ ๑๑ ปี จนถึงอายุ ๔๖ ปี มันเกินกว่ากำหนดที่ตำราพูดไว้แล้ว ๗ ปีนี่ อันนี้เราทำมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ แต่เราไม่รู้เลย ไม่เข้าใจจริงๆ เราก็ทำอย่างนั้นแหละเข้าใจว่าอย่างนั้นแหละถูกต้อง เมื่อคนอื่นมาพูดให้มันแน่นอึดขึ้นมาภายในจิตใจ มันเกิดไม่พอใจขึ้นมาทันที แน่ะมันเข้าใจอย่างนั้น เราทำเป็นแล้ว เราก็ไปยึดอุดมการณ์อันนั้นแหละ
อันนั้นแหละเรียกว่าเรายึดมั่นถือมั่นในธุระอันนั้น เราไม่ยอมปล่อยวางอันนั้น เมื่อเราติดอยู่สิ่งนั้นเราจะไปได้ไหม เหมือนกับที่เราเอาเชือกมาผูกแข้งเราเอาไว้ติดต้นไม้ไว้ เราเดินไปไหนไม่ได้ มันไม่ได้ เชือกมันติดเราไว้แล้วเราจะไปที่ไหนได้ เมื่อเราไม่แก้ไม่ถอนออกจากสิ่งนั้น มันก็ไปไม่ได้ อันนี้ชื่อว่าเราติด แต่เราไม่รู้ ไม่รู้มันก็ติดสิ ดังนั้นวิธีที่ผมนำมาเล่านี่ ผมยืนยันรับรองได้
ทีแรกผมรู้ขึ้นมา ผมเลิกได้ เลิกได้จริงๆ เท่าทุกวันนี้แหละ เลิกได้จริงๆ ผมเลิกได้จริงๆ เรื่องนี้ เรื่องอบายมุขนี่ผมคิดว่า อ้อพระพุทธเจ้าท่านสอนแล้ว ให้เลิกละจากอบายมุขทุกวิธีเลย ผมเลิกได้จริงๆ เลิกจริงๆ เลิกได้ขณะนั้นแหละ ผมรู้ในขณะนั้นผมเลิกในขณะนั้นทีเดียว ไม่ต้องรอคอยอะไรทั้งหมด เพราะเราพิจารณาวิจัยเอาคำพูดที่เรามันปรากฏขึ้นมาจากภายในจิตใจของเราจริงๆ ..…< เสียงหายประมาณ ๑๔ วินาที >…..
ท่านสอนน้อยๆ ว่า ฉันทะความพอใจ วิริยะความเพียร จิตตะเอาใจใส่ วิมังสาดำริตริตรอง อันนี้เราไม่ได้เอาใจใส่อย่างนั้น แต่เข้าใจว่าเราพูดได้ อันนั้นมันรู้จำมา รู้จักมา แต่มันยังไม่เป็นการรู้แจ้ง มันยังไม่เป็นการรู้จริง ถ้ารู้แจ้งรู้จริงแล้วต้องทำอย่างนั้นตลอดไปเลย กำหนดเราจะตื่นเวลาเท่านั้น ต้องตื่นอย่างนั้นแหละ จะมีเพื่อนก็ตื่นอย่างนั้นลุกอย่างนั้น เราจะทำงานอย่างนั้นจะมีเพื่อนเราก็ต้องทำอย่างนั้น ไม่มีเพื่อนเราก็ต้องทำอย่างนั้น อันนั้นเรียกว่าเป็นนิสัย เป็นปัจจัย
เหตุเกิดขึ้นเพราะเราทำอย่างนั้น ผลมันก็ต้องรับอย่างนั้น อันนี้ผมเข้าใจอย่างนั้นมันก็เลยติด ผ่านมาได้ เรื่องผีเทวดานรกสวรรค์นี่ ผมว่าผมเข้าใจจริงๆ ผมจึงไม่มีทุกข์เรื่องนี้ ผีผมก็ไม่กลัวเลย ทีแรกผมก็กลัวผี ไหว้เทวดาอยู่ที่ไหนไม่ทราบ ไม่ทราบจริงๆ เทวดาอยู่ที่ไหนไม่ทราบ ก็ไหว้วอนอยู่นั่น เดี๋ยวนี้ตั้งแต่วันนั้นแหละมาผมรู้ เทวดาผมก็ต้องไหว้ตัวของผมเอง ผีผมก็ต้องไหว้ตัวของผมเอง ผมต้องเห็นอย่างนี้ ผีมันคือตัวของผมที่มันมี มันมีทุกสิ่งทุกอย่างทีเดียว
ท่านผู้รู้กล่าวเอาไว้ว่า “กว้างศอก ยาววา หนาคืบ” มีพร้อมทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถที่จะให้เป็นผีก็ได้ เป็นเทวดาก็ได้ เป็นมนุษย์ก็ได้ หรือที่สุดก็เรียกว่าเป็นอริยบุคคลก็ได้ นี่เราต้องศึกษาคนคว้าที่ตรงนี้ เมื่อรู้ซาบซึ้งถึงจิตใจจริงๆ แล้ว ผมก็เลยไม่ได้ติดสมมติอันนั้น แต่ผมก็ทำได้ ทำไมจึงทำได้ ก็สังคมเขาทำก็ทำได้ แต่ผมทำนั้นผมไม่ได้ทำ แต่ผมทำตัวของผม
สมมุติผมศึกษากราบผีนะ มีเพื่อนสัก ๑o คนเอาผมไปกราบผีศาลพระภูมิ ผมไม่ได้กราบผี ผมกราบตัวผมเอง ผมเข้าใจอย่างนี้ สมมุติว่าเขากราบเทวดานะที่นี่ ผมก็กราบได้แต่ผมไม่ได้กราบเทวดา ผมกราบตัวผม ผมเคารพตัวผม คือตัวผมนี่ทำดีแล้ว ในขณะนี้เวลานี้วินาทีนี้ผมทำดีแล้ว คนอื่นจะพูดว่าผมทำชั่วผมก็ไม่เชื่อ ไม่เชื่อจริงๆ เพราะผมทำดีผมต้องกล้าได้อย่างนี้ ในขณะที่ผมเกิดจิตใจไม่ดี ผมก็รู้นี่ ไปทำดีไม่ได้ทำดีทำสกปรก ผมเข้าใจอย่างนี้
ดังนั้นการปฏิบัติอย่างนี้มันต้องรู้ซาบซึ้งถึงจิตใจจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ “เราตรัสรู้เพราะการทำทางจิตทางใจ” พระพุทธเจ้าท่านสอน แล้วบัดนี้เราก็เคยได้ยินว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะการกระทำทางจิตทางใจ เราไม่ได้มาดูที่จิตใจของเรา เมื่อทำทางจิตทางใจนี่ไม่ใช่จะเอามือไปทำ ทำอะไรไม่ได้ เราต้องมีสติ คอยจ้องมองดูลงไปที่จิตที่ใจของเราจริงๆ นั่น คนเราเกิดมานี่ไม่เคยดูชีวิตจิตใจของเราแม้แต่นิดเดียว
ไม่เคยดูจริงๆ ผมเองอันนี้ ถ้าไปทำกรรมฐานก็ต้องหลับตานั่งภาวนา ยังไม่เคยลงไปดูที่จิตใจ มันคิดอะไรๆ มา ผมไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจจริงๆ ผมก็เลยทำไปตามอารมณ์ความคิดนั่นแหละ พอดีมันคิดมาผมก็เข้าใจว่าอันนั้นเป็นความคิดที่ดี ผมก็ทำตามไป ความจริงแล้วความคิดประเภทนั้นมันเป็นสิ่งที่ปกปิดเอาไว้ มันคลุมเอาไว้ คือไม่ให้เราแฉลบเข้าไปหรือเราเจาะเข้าไปในสมุฏฐานของความคิดอันนั้นได้
ความคิดอันนั้นมันเร็ว สมมุติว่าเราต้องการจะลุกนะ อยากลุกก็ลุกทันทีเลย มันไม่ได้คิดว่า มันอยากลุก มันไม่ได้มองถึงลงไปอันที่มันอยากให้เราลุกนั่นมันมาจากที่ไหน เราไม่ได้เข้าไปเจาะลงไปที่นี่ หรือเราอยากไปเที่ยวกลางคืน เราพอดีคิดอยากไปก็ไปทันที อยากสูบบุหรี่เราก็สูบทันที อยากทำอะไรเราก็ทำไปทันที อันนี้เราไม่ได้ดูความคิดเรา
คือเรารู้ความคิดนั่น รู้แล้วทำไปตามอารมณ์ของความคิด อันนี้เป็นความรู้ที่ไม่รู้แจ้ง เรียกว่ารู้เท่านั้นเอง เป็นความรู้ รู้จัก รู้จักในการทำนั้นเข้าใจว่ามันดี อันนี้ยังไม่ได้เจาะลงไปถึงสมุฏฐานของความคิด ผมเข้าใจอย่างนี้ อันนี้เรียกว่ารู้จัก รู้จักเราก็พูดได้นี่ พูดได้จริงๆ อันนี้รู้จัก แล้วก็จำได้ มันจำได้ รู้จักกับรู้จำ รู้จำกับรู้จัก นี่เป็นคล้ายๆ คือมันอยู่สมุฏฐานตระกูลเดียวกัน ยังไม่รู้แจ้ง ยังไม่รู้จริง
บัดนี้ผมเดินไป คราวนั้นผมรู้ความคิดของผม รู้จริงๆ มันคิดวูบขึ้นมา คือมันไม่เห็น เพียงรู้ เอ๊ะมันคิดมาจากที่ไหน ผมก็เรียกว่าซาวหาความคิดนะ ไม่เห็น เอ๊ะมันคิดแล้วมันหายไปนี่ นานๆ มันคิดมาอีก อ้าวมันคิดมาจากที่ไหน ก็มองพอจะรู้จักเล็กๆ น้อยๆ มันคิดขึ้นมา อ้าวมันคิดที่ตรงนี้ บัดนี้เราจะไปจ้องอยู่ที่ตรงนั้นก็ไม่ได้ จ้องไม่ได้ เมื่อจ้องเข้ามามันตีบเข้ามามันตึงเครียดขึ้นมาอีกแล้วบัดนี้ ผมก็เลยทำอย่างนี้ไม่ได้ ทำเล่นๆ ดูเล่นๆ ไป มันคิดมาก็ปัดไป คนเราไม่เคยดูที่จุดนี้
คนเราวันแต่ละวันนี้มันคิดหลายเรื่อง พันเรื่องหมื่นเรื่องแสนเรื่องอะไร เราไม่เคยรู้เลย มันคิดขึ้นมาเรารู้ เรารู้เราก็ทำไปตามความคิด ถ้าพูดตามอุดมการณ์ที่ผมคิดในคำพูดผมรู้จักอย่างนี้ ความรู้อันนั้นเป็นความรู้ที่แก้ทุกข์ไม่ได้ เป็นความรู้ตระกูลของอวิชชา ดังนั้นอวิชชานั้นจึงเรามาแปลกันว่า แปลว่าความไม่รู้ แต่ความจริงความคิดอันนั้นเป็นความคิดมาจากอวิชชาแก้ทุกข์ไม่ได้ ผมเข้าใจอย่างนี้ แล้วผมก็เลยไม่พูดว่าอวิชชาแปลว่าความไม่รู้ ผมไม่ได้พูดเลย อันนี้แปลตามตัวหนังสือที่ว่าอวิชชาแปลว่าความไม่รู้ พูดไปอย่างนั้น
ผมมาเข้าใจว่าอวิชชาแปลว่าความไม่รู้ แก้ทุกข์ไม่ได้ ความคิดประเภทนี้มันแก้ทุกข์ไม่ได้ ผมเข้าใจอย่างนั้น เพียงแก้ได้เพียงว่า เราไม่ไหว้ผีไม่ไหว้เทวดาไม่เชื่อฤกษ์งามยามดี ผมเลิกละจากอบายมุขได้ แต่รู้ได้เพียงแค่นั้น แต่ตัวความพอใจไม่พอใจนี้ผมไม่รู้ คราวนั้นผมเป็นปีติ ผมเดินไปเดินมา เอ๊ะมันรู้ ความรู้นั้นผ่องใสดี แม้สะอาดแจ่มแจ้งดี ว่าอย่างนั้น มันเข้าใจอย่างนั้น แต่เพราะมันไม่รู้สมุฏฐานของมัน แต่มันเป็นอย่างนั้นก็เลยรู้อย่างนั้น ก็เลยเอาไปสอนคนได้ มันเป็นอย่างนั้น แต่ความรู้อันนั้นไม่ใช่เป็นของจริง ไม่ใช่เป็นของจริง
เรื่องสมถกรรมฐานนั่งหลับตานี้ ผมสอนมาตั้งแต่อายุ ๒๑ ปี ๒๒ ปี ผมสอนได้ แต่ผมสอนบ้าๆ บอๆ สอนไปอย่างนั้นแหละ เรามีอย่างนั้นก็สอนไปอย่างนั้น ครอบครัวผมสอนได้ทุกคน แม้เรียกว่าแฟนหรือภรรยาก็ตามผมสอนมา สอนมาตั้งแต่แม่ผมก็สอนมา แต่พ่อผมตายตั้งแต่มื่อเผมเป็นเด็ก เรียกว่าแม่นี่ผมสอนมาได้ พี่ๆ น้องๆ นี่ผมสอนมาจริงๆ เรื่องนี้ สอนให้ทำพุทโธหรือภาวนาปัญญาบารมีนี่ ผมสอนจริงๆ เรื่องนี้ เพราะเรามีความรู้อย่างนั้นเราก็ต้องสอนอย่างนั้น
ต่อมาเมื่ออายุ ๔๖ ปีนี่ผมไม่สอนแบบนั้นแล้ว ผมสอนให้คนรู้จักตัวเองจริงๆ ให้รู้จักปรากฏขึ้นมาในดวงจิตของเราจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องนั่งก็ได้ ไปทำงานอะไรก็ได้ แต่ต้อง “ดูจิตใจ” ของเรานี้อยู่เสมอไป ความคิดมันปรากฎขึ้นมา เราจะ “เห็น” ทันที ความคิดจะ “หยุด” ไปทันที มันจะไม่ได้ปรุงไป
แต่ถ้าเราคิดขึ้นมา ความคิดที่มันไม่ประกอบอยู่ได้โมหะ โทสะ โลภะ ผมก็ทำไปได้ แล้วมันก็ตั้งความคิดขึ้นมาได้ คนอื่นจะพูดว่าเธอไม่ดีนะ เธอมันทำผิดนะ เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา เขาเห็นอย่างนี้ เขาว่าเราไม่ดี เอ๊ะมันไม่ดีที่ตรงไหน เราก็ดูตัวเรา เราดีแล้วนี่ เราทำดีแล้วนี่ มันไม่ผิดกฎหมายนี่ เขาว่าเราไม่ดี เอ๊ะเราไม่ได้โกรธใครนี่ เราก็เห็นที่ตรงนี้ นี่ผมเห็นอย่างนี้
อ้อ...วิธีที่พระพุทธเจ้าท่านสอน สอนให้แก้ทุกข์นี่เอง เมื่อเรามีความทุกข์ เราไปสอนเขาก็ต้องเอาความทุกข์นั่นไปสอนเขา ให้เขาได้รับทุกข์ไปนั่นเท่านั้นเอง เมื่อเราไม่มีทุกข์จริงๆ แล้วนี่ เอาความไม่มีทุกข์ไปสอนเขา อย่างที่ผมพูดอยู่นี่ ใครจะพูดยังไงผมก็รับรองได้ผมไม่มีทุกข์เรื่องนี้ ไม่มีทุกข์มานานแล้วนะ เรื่องนี้ผมไม่มีทุกข์มานานแล้ว ใครจะพูดยังไงผมก็ไม่โกรธนี่ มันไม่มีทุกข์จริงๆ นี่
ดังนั้นผมจึงกล้ายืนยันรับรองได้ว่า ความโกรธมันไม่มี ความโลภมันไม่มี ที่มันโกรธขึ้นมาเพราะเรื่องอะไร เพราะเราหลงชีวิตเราเท่านั้น ความโลภมันมีขึ้นมาก็เพราะเราหลงชีวิตเรา ไม่รู้จักทุกข์นั่นเอง ทุกข์นี้เราไม่รู้จริงๆ สมมุติว่าเราต้องการอย่างนี้ เราก็ต้องไปหาอย่างนั้น ได้มาแล้วก็พอใจนั่นแหละทุกข์พาไป เมื่อเราได้มาแล้วเกิดไม่พอใจเอาแล้วบัดนี้ ทุกข์บัดนี้ขึ้นมาแล้ว มันมีทุกข์ ทุกข์จนเมื่อเราทำทีแรกนี่มันทุกข์จริงๆ เมื่อได้มาแล้วก็ทุกข์จริงๆ เรื่องนี้นี่เราไม่เข้าใจ
ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เรามี “สติ” เจาะลงไปที่ “จิตใจ” จริงๆ เราเจาะลงไปที่จิตใจจริงๆ เมื่อเรามาดูอย่างนี้แหละผมดูอย่างนี้แหละ มันคิดมา ๑oo เรื่องนะ พูดเรื่องความคิดมันต้องวกวนจริงๆ นะเรื่องนี้ มันคิด ๑oo เรื่อง ผมรู้ทันเรื่องหนึ่งแล้ว มันไม่ถึง ๑oo แล้ว บัดนี้มันมี ๙๙ เรื่องมันคิดผมไม่ทันมัน ผมได้เรื่องหนึ่งมาแล้วบัดนี้ อ้าวบัดนี้สมมุติขึ้นมามันคิด ๑oo เรื่อง ผมได้ ๖o เรื่องแล้วบัดนี้ ผมยังไม่ทันมัน ๔o เรื่อง ผมก็มีกำไรแล้วบัดนี้ มันเป็นวิธีบวก …..<เสียงหายไป ๑๒ วินาที>..…
เราต้องทำขึ้นมา ๕o เรื่อง เราก็ยังได้เท่าตัว ยังไม่มีกำไร บัดนี้มันคิดมา ๑oo เรื่อง เราปุ๊บได้ ๖o เรื่อง เรามีกำไร ๑o มันขาดทุนมาให้เราแล้วบัดนี้ เนี่ยการทำทำอย่างนี้มันมีกำไรชีวิต บัดนี้มันคิดมา ๑oo เรื่อง เราได้ ๘o มันเหลืออยู่ ๒o ถ้ามันคิดขึ้นมา ๑oo เรื่อง เราได้ ๙o มันคิดขึ้นมา ๑oo เรื่องแล้วได้ทุกทีๆ จึงว่า “รู้เท่า รู้ทัน รู้กัน รู้แก้” รู้จักเอาชนะมันได้ อันนี้เป็นคำพูด แต่ว่าตอนรู้ ต้องรู้อย่างนี้จริงๆ
ผมเข้าใจอย่างนั้นจริงๆ มันคิดขึ้นมาปุ๊บ มันรู้ทันที เหมือนแมวกับหนูนี่ พอดีหนูออกมา แมวมันตะครุบทันที เพราะมันเป็นของตรงกันข้าม นี่ผมเข้าใจอย่างนั้น อ้อมันเรื่องอย่างนี้ แต่คำพูดนี่มันน้อยที่สุด อันนี้แหละเป็นวิธีที่ดับทุกข์ได้จริงๆ เรื่องนี้ จริงๆ ผมรับรองได้ 100% ผมรับรองได้จริงๆ
ถ้าหากใครปฏิบัติอย่างนี้แหละ ให้ติดต่อกันเหมือนลูกโซ่นี่ อ้าวถึง ๓ ปีนี่ ผมเข้าใจว่าทุกข์ประเภทนี้ถึงมี ๑oo% อย่างน้อยอย่างน้อยนะมันจะทิ้งไป ๖o% จะเหลืออยู่ภายใน ๔o% อย่างน้อยที่สุดนะผมพูดนี่ อ้าวถ้าอย่างมากมันมีทุกข์ ๑oo% มันจะมีเพียง ๒o% มันจะทิ้งสลัดไปได้ ๘o% ผมเข้าใจว่าทำจริงๆ แล้วมันจะไม่มีปรากฏมาเลย จริงๆ เรื่องนี้ อันนี้เป็นวิธีทำลายความโกรธ ความโลภ ความหลง
ให้มีสติ “รู้เท่า รู้ทัน รู้จักกัน รู้จักแก้” อันนี้เรียกว่าคำพูดนั้นมันเป็นอย่างนั้น แต่ให้วิธีกระทำนั้น ทำทางจิตใจ เอา “สติ” มาดู “จิตใจ” ไปไหนมาไหน ทำอะไร พูดอะไร คิดอะไร ให้ดูอยู่ที่ตรงนี้แหละ แต่อย่าไปบังคับมัน เพียงทำเล่นๆ มันคิดเราก็ปัดทิ้งไปทันที อันนี้รับรองได้จริงๆ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องนี้จริงๆ คำพูดอย่างอื่นนั้นมันเป็นคำพูดเรื่องความรู้ บางทีอาจจะเป็นการผสมกับความรู้ของครูบาอาจารย์ทั่วไป แต่พระพุทธเจ้าสอนสอนเรื่องนี้จริงๆ ผมเข้าใจอย่างนี้
เรื่องการทำบุญให้ทานรักษาศีลกินเจ อันนั้นเป็นคำสอนของอาจารย์ทั่วไป ไม่ได้เจาะถึงพระพุทธเจ้าจริงๆ รู้พระพุทธเจ้าต้องรู้เรื่องนี้จุดนี้จริงๆ อันนั้นก็ดีไม่ใช่มันไม่ดี มันดีแต่มันแก้ทุกข์ไม่ได้ ผมก็เลิกมาอย่างนั้นผมก็ทำมาเหมือนกัน แม้ผมเลิกมาทุกวันนี้ผมก็ทำมาหากิน เรื่องอื่นๆ ผมทำไม่เป็นจริงๆ เพราะในชีวิตของผมในชีวิตนี้ผมไม่เคยทำอย่างนั้นไม่เป็น เรื่องฆ่าสัตว์ลักทรัพย์นี้ผมทำไม่เป็น เพราะผมไม่เคยทำ เป็นนิสัยมาตั้งแต่ตัวผมเป็นเด็ก
ผมเป็นเด็กผมเคยเข้าไปในวัด ผมไปเห็นคนแก่ๆ ขเจ้า(พวกท่าน)เขียนรูปภาพติดฝาผนังว่า ตัวเป็นคนหัวเป็นสัตว์ บางครั้งบางคราวก็ตัวเป็นคนหัวเป็นคน ขึ้นต้นไม้แล้วก็มีแร้งมีกากัดศีรษะเลือดย้อยทั่วตงทั่วตัวไปนี่แหละ แล้วก็ข้างนู้นก็สุนัขกัด ผมกลัวอันนั้นแหละ กลัว แล้วผมจึงทำอย่างนั้นไม่ได้ อันนี้แปลว่ารู้จำรู้จัก ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ความจริงไม่เป็นอย่างนั้นจริงๆ รับรองได้ อันนั้นเป็นรูปภาพลวงตาให้คนไม่รู้ได้กลัวเอาไว้
แต่ความจริงพระพุทธเจ้าท่านสอนนั้น คือให้มา “ดูที่จิตใจ” จิตใจมันปรากฏขึ้นมา อย่าเพิ่งให้มันไป เราต้องจับมันให้ได้ แต่ไม่ใช่จับด้วยมือ จับด้วยมือไม่ได้ เราต้อง “รู้” เมื่อ “รู้”แล้ว มัน “หยุด”ทันที ว่านี่เราเห็น เรารู้ มันหยุดทันที มันจะปรุงเรื่องใหม่ขึ้นมา ปรุงเรื่องใหม่ขึ้นมาเราก็รู้ทันทีอีกแล้ว มันก็เลยไม่ได้ อันนี้ความคิดประเภทนี้เรียกว่า ที่ผมพูดนี่ไม่ได้พูดเรื่องโทสะโมหะโลภะแล้วทีนี้ อันนี้แปลว่าเรามีศีลแล้วนี่ ศีลจึงกำจัดกิเลสอย่างหยาบได้
กำจัดกิเลสอย่างหยาบก็กำจัด โทสะ โมหะ โลภะนี่เอง ไม่ได้กำจัดที่ว่าไปฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ อันนั้นโอ้โหอันนั้นผิดกฎหมาย ไปฆ่าสัตว์ลักทรัพย์มันผิดกฎหมายนี่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องกฎหมายเรื่องศีลธรรมผมไม่ได้พูดแล้วเดี๋ยวนี้ ที่ผมพูดวันนี้ผมไม่ได้พูดเรื่องศีลไม่ได้พูดเรื่องกฎหมาย ผมพูดเรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้า เรื่องศีลธรรมเรื่องกฎหมายนั้นมันเป็นเรื่องสังคมทั่วไป แต่มันแก้ทุกข์ไม่ได้ แต่มันแก้ทุกข์ไม่ได้ผมไปนั่งทำพุทโธนี่ บางทีผมยังไม่พอใจ
คนอื่นพูด ไม่พอใจ นี่ผมไม่รู้ทุกข์อันนั้น ผมไม่รู้จริงๆ นึกว่าได้พูดไปแล้วก็พอใจ นี่คนทุกคนมันก็ต้องเป็นอย่างนั้น เรื่องทำอย่างนี้มันยังเป็นปุถุชนอยู่ แต่ผมไม่ได้เป็นพระอริยะเจ้า แต่ผมพูดความจริง ผมว่าไม่มีทุกข์เท่านั้นเอง แต่ผมมีทุกข์อยู่ว่าอย่างนั้นก็ได้ ผมมีทุกข์อยู่แต่ผมไม่รู้ทุกข์ประเภทนั้น เราจะเอาวิธีใดสู้มันแต่ผมก็คิดอย่างนั้นตั้งต้นอยู่อย่างนั้นแหละ เมื่อมันมีทุกข์อยู่นั่น มันเอาออกไม่ได้ ก็จนมันจางๆ ไป คล้ายๆ เหมือนกับน้ำ
นี่สมมติเอานะ เราขุดน้ำบ่อลงไป พอดีเราไปเจอน้ำ น้ำมันสกปรกที่สุด บัดนี้เราก็ไม่เข้าใจ เราก็ต้องตักทิ้งเลย บัดนี้เมื่อมันไม่พอใจมันก็โกรธเหมือนกันน้ำที่สกปรกอย่างนั้น เราตักทิ้ง มันก็จาง ไปน้ำข้างในมันไหลออกมา เราก็ตักออกไป ตักให้มันหมดแล้วน้ำข้างในมันไหลออกมา มันเป็นรูนะข้างในที่ไหนก็ไม่ทราบละ มันก็ไหลมาจากที่ต้นน้ำน่ะมันมาที่ไหนไม่ทราบ เมื่อเราตักออกไป น้ำก็จางไป ที่สกปรกก็ออกไป เราก็กวนในบ่อน้ำของเรา มันก็ล้างตมล้างโคลนล้างที่อะไรมันติดตักออก กวนเข้า ตักออก กวนเข้า ตักออก ผลที่สุดน้ำมันล้างสะอาดดีแล้ว กวนมันก็ไม่สกปรก อะไรตกอยู่ในบ่อ เราก็เห็น ก็รู้
ความคิดประเภทนี้ก็เหมือนกัน เราอย่าไปห้ามมันเรื่องความคิด ให้มันคิด มันยิ่งคิดเรายิ่งรู้ แต่ผมพูดอย่างนี้คนอื่นก็ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยก็เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของผม ผมทำอย่างนี้ผมก็ต้องพูดอย่างนี้ ผมรับรองได้อย่างนี้ นี่เมื่อมันเห็นอย่างนี้แล้วมันเข้าใจได้จริง โอ้ที่จริงแล้วความทุกข์ไม่มี เมื่อเรามีนั้นคือ เราไม่รู้จักวิธีกรองเอาสิ่งนั้นทิ้งไป สิ่งนั้นมันก็ไม่ได้มีอยู่ที่เรา
อุปมาให้เราฟัง สมมุตินะ ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์นี้แหละ เวลากลางวันมาเมฆมันผ่านไป เราเรียกว่าตะเวนหม่นหรือดวงอาทิตย์หม่น ความจริงตะเวนกับดวงอาทิตย์มันไม่ได้หม่นเลย มันทำความสว่างเต็มดวงอยู่อย่างนั้น เมฆหรืออากาศอะไรมันไปบังไว้เท่านั้นเอง แต่เมฆนั้นจะไปจับดวงอาทิตย์ไม่ได้จริงๆ จริงๆ เรื่องนี้เมฆไปจับดวงอาทิตย์ไม่ได้จับดวงจันทร์ไม่ได้ มันก็ผ่านไปตามเรื่องของมันเท่านั้นเอง อันนี้ก็เหมือนกัน เราทุกข์นั้นคือว่า มันผ่านไปพอมัน เราไปจับมันไว้เท่านั้นเอง นี่มันเป็นอย่างนั้น
ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงสอนว่าให้ “มีสติ” นี่เป็นคำพูดของพระพุทธเจ้า แต่ความจริงอันนี้ให้เรามีสติ เราจึงจะพยายามทำตามแบบพระพุทธเจ้านั้น แล้วเราก็รู้ตามวิธีของพระพุทธเจ้านั้น เราก็ต้องนำมาสอนให้คนที่ไม่รู้ได้รู้เท่านั้นเอง เรียกว่า “หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด” เราไม่พูดเรื่องนี้ เราไปพูดเรื่องทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล กินเจ ทำสมณะกรรมฐาน อันนั้นก็ดี แต่มันแก้ทุกข์เรื่องนี้ไม่ได้ แก้ทุกข์เรื่องนี้ไม่ได้
ดังนั้นเมื่อผมรู้สมุฏฐานอันนี้ โอ้มันเข้าใจว่า ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ โอ้ความจริงมีสติแล้วมันก็ต้องมีศีล ในขณะที่เรานั่งเดี๋ยวนี้นี่ นี่แหละเรามีศีล อันศีลปานา อทินนา กาเม มุสา สุรา ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑o ศีล ๒๒๗ อันนั้นมันเป็นสังคมศีล เมื่อคนใดไม่อยู่ในกรอบอันนั้นจะอยู่กับสังคมอันนั้นมันไม่ได้ อันนั้นเขาเรียกว่าสังคม ให้เรารู้จักสังคม อันนั้นเขาว่าศีลธรรม ไม่ได้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง เพราะแต่มันก็ดี เรียกว่าสงเคราะห์เข้ากันได้เท่านั้นเอง
ตัวศีลที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น มันกำจัดอันนี้ ตัว “สติ” นี่มันกำจัด โทสะ โมหะ โลภะ ได้จริง อันนี้แหละศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ เมื่อผมพูดนี้จะหาว่าผมพูดอุตริมนุสธรรม คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตนแล้วก็ตาม ผมไม่เชื่อ ผมพูดนี่พูดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ นี่มันมีอยู่ในเรา เราก็ต้องพูดได้ เราไม่ต้องกลัว
นี่มีอยู่ในหนังสือจริงๆ พูดอวดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตน ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ เป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนาไม่ได้ อันนี้แปลว่าจำ รู้จักมาแล้วเราไปพูดบัดนี้พูดอุตริไม่ใช่พูดอวดนะบัดนี้ พูดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่มีในตน ต้องอาบัติปาจิตตีย์เท่านั้น เพราะปุถุชนฟังไม่รู้เรื่อง คนไม่รู้ฟังไม่รู้เรื่องมันก็เลยตำหนิกันเท่านั้นเอง เรื่องมันมีอาบัติแปลว่าความติเตียนของบุคคลที่ไม่รู้ แต่ยังไงเราก็ต้องรู้ ต้องรู้ เมื่อได้ยินได้ฟังเราต้องรู้
อย่างที่พวกเรานั่งอยู่ที่นี่ ฟังแล้วไปพิจารณา แล้วปฏิบัติ มันก็ต้องรู้ อันนี้เรียกว่า “หงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด” ธรรมที่ผมพูดนี่ ที่มันจะปรากฏขึ้นมานี่ มันมีอยู่ในคนทุกคน ไม่ยกเว้น จะเป็นชนชาติไหนภาษาใด ถือศาสนาไหนก็ได้ นุ่งผ้าสีอะไรก็ได้ ปฏิบัติอย่างนี้ต้องรู้อย่างนี้จริงๆ นี่ การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามันจึงก้าวไปได้ไกล ไม่ใช่ว่าไปได้ไกลมาจากประเทศอินเดียมาถึงเมืองไทย ไม่ใช่อย่างนั้น
การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าไปได้ไกล ที่ผมพูดนี่ไม่ได้ไปจำเอาคำพูดของใครมาพูดนี่ ไปได้ไกล หมายถึงว่า จะเป็นคนยุคใดสมัยไหนก็ตาม จะถือศาสนาไหนก็ตาม รู้ได้ เข้าใจได้ ละความโกรธได้ ละความโลภได้ ละความหลงได้ เพราะมันไม่มี ถ้าปฏิบัติถูกต้องแล้วแปลว่าไปได้ไกล คือว่าไม่เลือกยุคไม่เลือกสมัย จะถือศาสนาไหนก็ได้ ปฏิบัติอย่างนี้ต้องได้ จึงว่ามันไปได้ไกล ไม่เหมือนกับลัทธิของคนอื่น ลัทธิของคนอื่นไม่ทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ไม่รู้ อันนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ถูกต้องเลย คุณจะถือศาสนาไหนก็ตามแต่ต้องปฏิบัติอย่างนี้ มันต้องรู้อย่างนั้น
จึงว่าผมหรืออาตมาจึงว่าสมมติให้ฟังว่า เหมือนกับเม็ดข้าว จะเป็นข้าวเจ้าก็ตามข้าวเหนียวก็ตาม ถ้าเอาไปเพาะแล้วมันงอกทุกเม็ด ดังนั้นขอให้เป็นคนนี่ มันสมมุตินะคำว่าคนนี่มันก็สมมุติ ว่ามันมีธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มาประชุมกันเข้าจึงว่าเป็นคน อันนี้คำพูดมันเป็นสมมุติ มันก็จริงโดยสมมุติ ว่าจริงโดยปรมัตถ์ สมมุติมันจึงมีมาก สมมุตินั้นมันมีมาก เหมือนกับใบไม้ในป่า จริงสมมุติ จริงโดยปรมัตถ์
สมมุตินี้จึงบัญญัติขึ้นมา และปรมัตถ์ก็ยังบัญญัติขึ้นมา นี้สมมุตินะคือสมมุติว่า นาย ก. นาย ข. หรือสมมุติแล้วก็บัญญัติ สิ่งนั้นมันผิดสิ่งนี้มันถูก อันนั้นเรื่องสังคม จึงว่าสมมุติบัญญัติ ปรมัตถ์บัญญัติ อรรถบัญญัติ อริยะบัญญัติ อันนี้ผมรู้ขึ้นมาจากโดยกฎของธรรมชาติจริงๆ อันนี้ เมื่อรู้เรื่องนี้แล้วผมจึงกล้ายืนยันรับรอง คำสอนของพระพุทธเจ้าไปได้ไกลจริงๆ ใครปฏิบัติก็ได้ รู้ได้จริงๆ เรื่องนี้
จึงว่าอรรถะ อรรถะหมายถึงลึกลับ หรือว่ามรรค ๘ ก็ได้ อรรถะแปลว่าลึกลับ ยากบุคคลที่จะเข้าใจ ผู้ที่เข้าใจได้นั้นถ้าพูดกับตำราก็เรียกว่า เป็นอริยบุคคลถึงจะรู้ได้ ปุถุชนคนธรรมดานี่รู้ไม่ได้ ถ้าพูดตามสมัยนี้ก็คนมีปัญญา คนพูดแล้วไม่มีทิฏฐิไม่มีมานะ ฟัง แล้วเอาไปปฏิบัติ นี่เรียกว่าคนมีปัญญา คนมีทิฏฐิมีมานะ พูดแล้วไม่เหมาะกับจริตนิสัย อึดอัดแน่นใจ อันนั้นเขาเรียกว่าปุถุชน ปุถุชนแปลว่าผู้หนา เหมือนกำแพงนี้ไปกั้นไว้ไม่ให้มีคนเจาะลงไปที่นี่ได้
บัดนี้คนมีปัญญา เอ้อเขาพูดอย่างนั้นเรายังไม่เคยได้ยิน เราจะเจาะดู เจาะดูมันก็ทะลุเข้าไป อันนี้เขาเรียกว่าผู้มีปัญญา หรือว่าอริยบุคคล นี่อรรถบัญญัติ อริยะบัญญัติ คือจะรู้ได้เฉพาะผู้เป็นอริยบุคคล ถ้าพูดตามตำรา อริแปลว่าข้าศึก ยะแปลว่าพ้นไป พ้นไปจากความบังอันนั้น คือพ้นไปจากความเป็นปุถุชน พ้นไปจากความหนาความมืดอันนั้นได้ อันนี้มันเป็นอย่างนั้น ให้เข้าใจอย่างนี้
ดังนั้นที่ผมพูดมานี้ คือมันก็พูดยุ่งๆ วกวนอยู่ที่ว่า ให้ทำลายความโกรธ ความโลภ ความหลงนี่เอง ตอนนี้มันไม่ต้องอะไร เมื่อมีศีลกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลาง เราไม่ต้องไปนั่งที่ไหนแล้วบัดนี้ คือเราไม่ต้องไปติดความสงบแบบนั้นแล้ว สงบแบบนั้นสงบแบบอยู่ในถ้ำนี่ เราเข้าไปในถ้ำนี่ ที่ที่ผมทำนี่ผมนั่งหลับตานี่ นั่งสมาธิมันสงบ หรือสงบแบบในถ้ำนี่ มันไม่ใช่สงบแบบนอกถ้ำนี่
สงบแบบอยู่ในห้องมืดก็ว่าได้ หรือสงบอยู่ในมุ้งก็ว่าได้ เราเข้าไปในมุ้งเรานี่ เราเอามุ้งมากางไว้ไม่ให้ยุงมากัดเรา หรือว่าเราเห็นมุ้งความจริงเราไม่ได้เห็นมุ้งเลย เราอยู่ในมุ้งก็แปมุ้งมันอยู่บนศรีษะเรานี่ หูมัดทางโน้นทางนี้เราไม่ได้มองเห็น เรามองเห็นที่นั่งของเราเท่านั้นเอง อันนี้เราอยู่ในมุ้งกันยุงได้ เพราะมันไม่มีคนมาด่าเรา เราก็ไม่มีโกรธนั่นเอง เราก็สงบได้นั่นเอง เราสงบอยู่ในถ้ำเราอยู่ในที่มืด มันจะเห็นไหม
เรามีเทียนแล้วมีไม้ขีดสักไม้หนึ่งจุดไฟแล้วมันจะติดเทียน จุดขึ้นไฟมันติดขึ้นมา เอาไฟมาข้างหน้ามืดมาข้างหลัง เอาไฟมาข้างหลังมืดมาข้างหน้า จะว่าเราเห็นถ้ำไหม ไม่ได้เห็นถ้ำ เห็นแต่ความมืดนั่นเองอันนี้ อันนี้เขาเรียกว่าเย็นน้ำแข็ง ไม่ใช่เย็นน้ำลึก ผมพูดอย่างนี้แต่คนฟังแล้วบางคนอาจจะไม่เข้าใจ เย็นน้ำแข็งเราไปอยู่ในถ้ำนี่ หรือว่าไฟมืดเราไปไหนเดินไปบางทีก็ตกเหวตกบ่อ หรือเดินไปชนนั่นชนนี่ เราไม่ต้องเห็นอย่างนั้น
เราต้องออกนอกมุ้งมา ยืนดูหลังมุ้งก็เห็น ยืนดูหูมุ้งก็เห็น เราออกนอกถ้ำมา เราดูปากถ้ำก็เห็น ดูไปในถ้ำก็เห็น ดูบนถ้ำก็เห็น อันนี้เรียกว่าคนเห็นมุ้งเห็นถ้ำ เย็นน้ำแข็งโอ้เราเข้าใจว่ากินน้ำแข็งมันเย็น ความจริงแล้วกินน้ำแข็งมันก็เย็นจริง ที่สุดมันให้โทษเรา มันร้อนขึ้นมาเหงื่อไคลออกมามันเหม็นมันสกปรก อันนี้แหละผมเข้าใจว่า โอ้สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลาง อ้ออันนี้คนส่วนมากมาติดอันนี้ แต่ผมไม่ได้พูดว่าคนนั้นคนนี้ติดแล้วมันผิด ไม่ได้พูด ใครจะติดก็ตาม แต่ผมไม่เอาแล้วเรื่องนี้
ผมไม่เอาจริงๆ รับรอง ๑oo% ผมไม่เอาจริงๆ เรื่องนี้ ผมเห็นว่ามันเป็นโทษจริงๆ อันนี้ มันเป็นโทษขนาดไหน มันเป็นโทษถึงที่ว่าเหมือนเอาเชือกมาผูกผมไว้ติดต้นเสาติดต้นไม้ ผมเดินไปมันติดผมแล้วผมจะเดินไปได้ไหม พอดีไปนั่งปุ๊บมันอยากเข้าไปทำอย่างนั้นจริงๆ นี่มันชอบอย่างนั้น อันนี้เรียกว่านิสัย ฝึกให้มันเป็นอย่างนั้น ฝึกอย่างไงมันต้องเป็นอย่างนั้น ผมพยายามทำเรื่องนี้มา นี่แหละที่มันติด มันไม่เข้าใจว่า สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลาง มันไม่เข้าใจ คนไปติดความสงบนี่เอง
คนไปติดความสงบนี่เอง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เรามาคิดย้อนถึงพระพุทธเจ้า เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว มองเห็นถึงอาจารย์ อาฬารดาบส อุทกะดาบส ๒ อาจารย์นี้ แต่ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า ติดความสงบ แค่นั้นก็ว่า โอ้ฉิบหายแล้วพวกนั้นมีมานะมีทิฐิแล้วหรือว่าตายแล้วหรือว่าอย่างไรก็ตามแหละ โอ๊ยฉิบหายแล้ว ฉิบหายก็หมายถึงคนมีมานะคนมีทิฐิหรือตายแล้วก็ได้ คนอื่นพูดให้ฟังไม่ยอมเลิกละเปลี่ยนจากสิ่งเหล่านั้นเรียกว่าฉิบหาย ฉิบหายก็หมายถึงตายนั่นเอง
นี่มันติดอันนั้น เหมือนกับเอาเชือกผูกเอาไว้ เดินไปไหนไม่ได้มันติดเชือกอันนั้น เราติดอันนั้นพอใจอันนั้นเรียกว่าฉิบหาย หนีจากที่นั่นไม่ได้ เราจะไปทำอย่างอื่นไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นผมจึงว่าโอ้อันนี้มันเป็นกิเลสอย่างกลาง กิเลสอย่างหยาบมันทำอันนั้นได้แล้วมันติดอันนี้ เมื่อมันเป็นอย่างนั้นจึงว่า เมื่อเราอยู่ที่นี่ไม่มีใครมาโกรธเรา ไม่มีใครมาพูดอะไรให้เรา เราก็สบายจริงๆ แต่ว่าเมื่อไปเข้าสังคมแล้วไม่ได้
ผมเคยไปเข้าสังคมกับเขาเหมือนกัน บางทีเพื่อนๆ มาพูดให้ ปัดโธ่มันแน่นตึ๊บขึ้นมา เอาไม่ได้ มันไม่เห็นนี่ มันไม่เห็นความคิดนี่เอง บัดนี้เรามาเห็นความคิดแล้ว เราก็รู้ได้ อันนี้จึงว่า เห็นแจ้งรู้จริง อันนี้ยังไม่ถึงสมุฎฐานของต้นเหตุกำเนิดที่ความทุกข์อย่างดับสนิท เรียกว่า “เราถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก”
เราสวดกันทำวัตร อันนี้เป็นคำพูดของเจ้าคุณพุทธทาสท่านแปลมา แต่ผมไม่ใช่เป็นนักแปลไม่ใช่เป็นนักเรียน ผมเป็นนักปฏิบัติ แต่ผมเอามาประยุกต์เข้ากับวิธีผมที่รู้มา แล้วก็คำพูดของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาบาลี เจ้าคุณพุทธทาสท่านค้นมาแปล แล้วมันก็เข้ากันได้ “ถอนขึ้นได้ก็ทั้งราก หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ”
ผมก็เลยมาพูดเอาว่า เหมือนกับรถแทรกเตอร์ ขุดเอารากมันทิ้งไปเสีย เราไม่ต้องเอาหินมาทับไว้หญ้ามันตุงขึ้นมา เราขุดทิ้งไปซะ เอาลงไปทะเลนู้นทั้งหมดซะ มันก็เลยไม่มี มันจะงอกขึ้นมาไม่ได้ เชื้ออย่างนั้นมันจะมาไม่ได้ ผมเข้าใจอย่างนี้ โอ้มันเหมือนกัน คำพูดของเจ้าคุณพุทธทาสพูดอย่างนี้ และมันก็มาตรงกับวิธีพระพุทธเจ้าว่าตรัสรู้อย่างนี้ นี่อันนี้มันทุกคนต้องไปประสบอย่างนี้จริงๆ เรื่องนี้ อันนี้ว่า “ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ” คือไม่ต้องการอะไรทั้งหมด
เราพูดได้ว่าเราไม่ต้องการ แต่เราไม่รู้สมุฏฐานของความคิดนี้เอง เมื่อมันของสิ่งนั้นมันหลุดออกจากกันแล้ว อันนั้นแหละเรียกว่าเม็ดข้าวแตกขึ้นมาแล้ว ความปรากฏวิตามินหรืออะไรที่ว่าเม็ดข้าวมันอยู่ข้างในนี่ หรือจะพูดอย่างไรก็ไม่ทราบล่ะเพราะผมไม่เป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ผมเข้าใจกับวิทยาศาสตร์อันนี้มันเข้ากันได้ ว่าทีนี้เม็ดข้าวเราไปเพาะเอาไว้ในดิน มันได้สมส่วนกันแล้ว มันก็แตกขึ้นมา อันนี้เราก็มาพูดว่า ที่มันหลุดออกจากตัวเราไป ก็เหมือนกับเม็ดข้าวที่มันแตกออกมา
มันแตกออกมาแล้ว สิ่งนั้นมันเกาะไม่ได้ มันเกาะไม่ได้ก็เหมือนกับปลิง ผมเคยพูดปลิงกับทาก บ้านผมเรียกว่าปลิงว่าทากมันมาเกาะเรา เมื่อมันเกาะเรามันก็ดูดกินเลือดเรา บัดนี้เราไม่ต้องการจะจับปลิงจับทาก ไม่ต้องการไปจับมันเลย เมื่อเราไปจับดึงมัน มันไม่หลุด มันมีสองทาง ทางหนึ่งจับมันแน่นไว้ดึงทางนี้มันหลุดทางนั้นมันติดไว้ ดึงทางนั้นออกมาทางนี้มันหลุด จับแรงๆ มาเลือดเราออกนี่ มันดูดเลือดเราออกมา
บัดนี้เราไม่ต้องการดึง ตัวทากตัวปลิงไม่ต้องการดึง มันเป็นสมมุติคำพูดนะนี่ เราเอายากับปูนไปผสมกับน้ำ เมื่อยากับปูนผสมกับน้ำได้สมส่วนกัน เอาน้ำปูนกับน้ำยามาบีบเอาน้ำมันราดเนื้อเราไป พอดีน้ำยากับน้ำปูนไปถูกกับเนื้อปลิง ปลิงมันหลุดทีเดียว มันกลัว อันนี้ก็เหมือนกัน บัดนี้เมื่อเราไปเห็นสิ่งนั้น สิ่งนั้นมันจะหลุดกันออกไปทันที บัดนี้ทางตำราก็เลยมาพูดไว้ในอายตนะ ๑๒ หรืออายตนะ ๖
อายตนะ ๖ คือ อายตนะภายใน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ บัดนี้เป็นอายตนะภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ มันไม่ดึงดูดกัน ท่านว่า “ตาเห็นสักว่ารูป” อย่าให้เป็นรูปหญิงรูปชาย อย่าว่าให้มีสวยมีงาม อย่าให้มีอะไรนะ ท่านพูด มันพูดได้นี่มันเพราะมันมีเชื่อมโยงเหมือนกับแม่เหล็กเนี่ย เอาแม่เหล็กมันเดินไป เหล็กเล็กๆ เศษเหลือมันก็ติดมานี่ บัดนี้เราต้องหาวิธีที่พูดอย่างนี้ ผมก็เลยพูดกับอาจารย์ชูศรีเมื่อวานนี้หรือเมื่อไหร่ มีมา ๒ คน วันนี้หรอ
ที่หลวงพ่อพูด เหมือนกับแม่เหล็กมากวน เอาแม่เหล็กนี้ไปฆ่ามัน ฆ่าเชื้อมันไม่ให้มีเชื้อดึงดูดเอาอย่างนี้ หลวงพ่อพูดอย่างนี้ใช่ไหม พูดอย่างนี้ บัดนี้แม่เหล็กมันมีอยู่แล้ว เหล็กเศษมันมีอยู่ เราฆ่าแม่เหล็ก เอายาหรืออะไรไปฆ่าเชื้อแม่เหล็กออกไป เอาแม่เหล็กดึงไปเหล็กเล็กๆ พวกนั้นมันจะไม่ติดตามออกไป เพราะมันหมดเชื้อมันแล้วนี่ อันนี้ก็เหมือนกัน อายตนะไม่ต้องพูดเลย เพราะมันเป็นกฎตายตัวของธรรมชาติอย่างนั้นจริงๆ
อันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านสอนให้ แต่วิธีทำไม่ได้ทำอย่างอื่น มาทำที่ใจ ดูที่ใจ ถ้าเราดูใจนี่ ถ้าอยู่ใกล้มันอึดอัดมันตึงเครียด อย่าไปดูอย่างนั้น เราดูเล่นๆ ทำสบายๆ มองไกลๆ ทำเล่นๆ มันคิด ปัดทิ้งไป ทำบ่อยๆ มันจะค่อยสะสมความรู้อันนี้ขึ้น ความคุ้นเคยอันนี้มันจะสะสมขึ้นมาทีละนิด ทีละนิด
อุปมาอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับเรามีแก้วน้ำ มีแก้วเปล่าเรามองตาเนื้อเรามองเห็นว่า ทางวิทยาศาสตร์พูดอย่างนี้ มองลงไปว่าไม่มีอะไรอยู่ในแก้วนี้ แก้วเปล่าแก้วว่าง ความจริงแล้วทางวิทยาศาสตร์ก็มีอากาศอยู่ข้างในแก้ว เราเอาน้ำเข้าไป อากาศมันไหลหนี เอาน้ำหยดเข้าไปอากาศมันหนี เอาน้ำเข้าไปอากาศมันหนี เอาน้ำเข้าไปจนเต็มแก้วบัดนี้ อากาศไม่มีเลย เมื่ออากาศไม่มีก็มีแต่น้ำ เราเอาอะไรไปใส่เข้าไป ไปไม่ได้
อันนี้ก็เหมือนกัน ตัวคนเราเนี่ย เมื่อมันเต็ม มีสติสมบูรณ์เต็มแล้ว อะไรจะเข้าไปแทนไม่ได้ พอดีมันเต็มอย่างนั้น มันก็หลุดไปทั้งหมดเลย อันนี้เป็นวิธีที่พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ ผมก็เลยไปปฏิบัติอย่างนั้น มันก็เลยมาประสบเอากับสิ่งนี้จริงๆ ดังนั้นมันมีแล้ว ดังนั้นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าจึงไปได้ไกล ไกลจริงๆ ไกลจนว่าไม่หมดยุคไม่หมดสมัยจริงๆ
ถ้าหากมีคนอยู่ตราบใดแล้ว ปฏิบัติอยู่ตราบนั้นแล้ว มีจริงๆ เรื่องนี้ปรากฏขึ้นมาจริงๆ ถ้าหากว่า ผู้ใดประพฤติปฏิบัติตามแนวคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ ไม่หมดยุคไม่หมดสมัยจริงๆ ปฏิบัติได้อยู่ทุกยุคทุกสมัย ที่เราตายไปนี่ ลูกหลานเราเกิดขึ้นมาปฏิบัติก็ต้องมีจริงๆ มันเป็นอย่างนั้น อันนี้เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้า เราไปเชื่อคำสอนของคนอื่น
อันนี้เราพวกหนังสือก็เลยมาตรัสไว้ อายตนะภายใน ๖ อายตนะภายนอก ๖ ตาเห็นเป็นรูป รู้ว่ารูปเป็นนาม แต่อย่าไปเพ่งว่าเป็นหญิงเป็นชาย เป็นสวยเป็นไม่สวย อย่าไปเพ่งอย่างนั้น มันพูดได้สิ อันนั้นเป็นคำพูด รู้จำมาเท่านั้นเอง แต่ความจริงมันเป็นจริงๆ ถ้าปฏิบัติถึงที่สุดของทุกข์มันเป็นจริงๆ มันคลายกันออกจริงๆ เรื่องนี้
ดังนั้นเราก็เลยไปพูดเอาว่า “พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เห็นแจ้งรู้จริงแล้ว นำไปสอนคนอื่นให้รู้ตามเห็นตาม” บัดนี้เราไม่ได้พูดจุดนี้ เราไปพูดเรื่องการทำบุญให้ทานรักษาศีลกินเจ มันก็เลยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วมันจะรู้ได้ยังไงเรื่องนี้ เราไปปลูกหมากพริกดูมันเป็นหมากเขือได้ไหม เป็นไปไม่ได้ ปลูกหมากเขือเป็นหมากพริกไหม เป็นไปไม่ได้ ปลูกหมากพร้าวจะเป็นส้มโอหรือเป็นอะไร มันเป็นไปไม่ได้
ทำอย่างไรมันต้องเป็นอย่างนั้น อันนั้นมันก็ดีแต่ว่าไม่ใช่มันไม่ดี ไม่ใช่พูดว่ามันไม่ดีนะ ปลูกหมากเขือก็ต้องกินหมากเขือ ปลูกหมากพริกก็ต้องกินหมากพริก ปลูกหมากพร้าวส้มโออะไรก็ได้กินอันนั้นแหละ แต่ว่ามันไม่ได้กินเดี๋ยวนี้ บัดนี้เราเจาะลงเรื่องนี้แหละ มันจะเป็นไหม เป็นจริงๆ รสของพระสัทธรรมจึงมีมาก จึงมีมากจริงๆ
ที่ผมนำมาพูดในวันนี้ ผมนึกได้ว่าผมจะพูดความจริง ให้เพื่อนภิกษุสามเณรและญาติโยมฟังจริงๆ ถ้าพูดแล้วผมตายลงเดี๋ยวนี้ผมก็ไม่เสียดาย เพราะผมจะพูดของจริงแล้ว พูดที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ จึงว่า “ยอมเสียสละทรัพย์เพราะรักษาอวัยวะ ยอมเสียสละอวัยวะเพราะรักษาชีวิต ยอมเสียสละแม้กระทั่งชีวิต ขอให้ได้พูดของจริงให้คนฟัง ให้คนได้ปฏิบัติให้รู้แจ้งเห็นจริง” และคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงจะไม่ดับไม่หายไป มันจึงจะมีเจืออยู่กับโลกอันนี้ได้
เพราะมันไม่รู้วิธีปฏิบัตินี่ มันไม่รู้วิธีปฏิบัติแล้วมันก็ปฏิบัติไปอย่างผิดๆ แล้วมันก็ไม่มีประโยชน์กับบุคคลผู้ที่ปฏิบัติมาแล้วมันไม่ได้รับผลจริงๆ ถ้าปฏิบัติอย่างนี้มันได้รับผลจริงๆ ผมจึงไม่กลัว ยอมตายจริงๆ ผม ผมตายแล้วขอให้คนอื่นได้ปฏิบัติอย่างนี้ มันจะไปพบเอาอย่างนี้ และความปรากฏที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้มันจึงจะมีขึ้นมาอย่างนี้
ดังนั้น “ผู้ใดเห็นธรรมเห็นพระพุทธเจ้า ผู้ใดไม่เห็นธรรมจึงไม่เห็นพระพุทธเจ้า” พระพุทธเจ้าจึงไม่ตาย จึงมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย คือธรรมะนั่นแหละ ที่ปรากฏนั่นแหละเป็นธรรมะ เป็นพระพุทธเจ้า อันนี้เข้าใจตามคำพูดของผมเอง ผมพูดอย่างนี้ แต่มันอาจจะขัดกับตำราก็ได้ เพราะตำราผมไม่ได้เป็นนักศึกษา ไม่ได้เป็นนักค้นคว้ากับตำรับตำรา ธรรมะคือพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคือธรรมะ
ทำไมพูดอย่างนั้น ก็เมื่อสมัยพระวักกลิไปอยู่กับพระพุทธเจ้า พระวักกลิไปดูเอารูปร่างเนื้อหนังพระพุทธเจ้าว่าเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าประณามพระวักกลิ เรียกว่าด่าว่าอย่างนั้นก็ได้ ไล่พระวักกลิหนีว่าอย่างนั้นก็ได้ พระวักกลิก็เลยไม่มีที่พึ่งก็จะไปตายทีเดียว เนี่ยคนเมื่อไม่พอใจก็ต้องอาศัยตาย เอาความตายนั้นเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าก็เลยถามพระวักกลิว่า “วักกลิ อันนี้เข้าใจเป็นพระพุทธเจ้าหรือ”
พระวักกลิก็เลยเข้าใจว่าเนื้อหนังเป็นพระพุทธเจ้า ความจริงแล้วไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าเพียงเปลือกไม้ เปลือกมันเป็นกะพี้มันอันนั้น แต่ตัวธรรมะจริงๆ คือตัวกฎของธรรมชาติ บัดนี้พระพุทธเจ้าว่า “อันนั้นไม่ใช่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามันจะเป็นอย่างนี้ทำไม มันตายเป็นแล้วก็เน่าเป็นเหม็นเป็นเปื่อยเป็นเหมือนกัน พระวักกลิตายเป็นไหม ตายเป็นเน่าเป็นเปื่อยเป็นเหม็นเป็น ถ้าตายเป็นเหมือนกันมันจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ทำไม”
พระวักกลิก็เลยสงสัยขึ้นมา พระพุทธเจ้าจริงๆ อยู่ที่ไหน แล้วก็ถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็สอนแน่ะวิธีให้ไปปฏิบัติ แต่การแน่ะพระวักกลินั้นแน่ะยังไงไม่ทราบ อันนั้นเพียงว่าได้ยินจากครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง อันนี้แปลว่ารู้จำ พระวักกลิไปเจริญสติ ก็เลยรู้ธรรม เห็นธรรม ก็เลยไปอยู่ไกลพระพุทธเจ้าก็อยู่ได้สบายใจ.