PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
  • ท.๑๕๒ อบรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสนามใน
ท.๑๕๒ อบรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสนามใน รูปภาพ 1
  • Title
    ท.๑๕๒ อบรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสนามใน
  • เสียง
  • 14506 ท.๑๕๒ อบรมผู้ปฏิบัติธรรม วัดสนามใน /lp-cittasubho/2025-10-21-10-07-03.html
    Click to subscribe
ผู้ให้ธรรม
หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันอังคาร, 21 ตุลาคม 2568
ชุด
เสียงภาษาไทยกลาง
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • ท. ๑๕๒ อารมณ์ผู้ปฏิบัติธรรม วัดสนามใน

    ขยับเข้ามาใกล้ๆ กัน แล้วบอกอยู่ทุกมื้อ(วัน) ทำไมไปไหว้พระไหว้เจ้าฟังเทศน์ฟังธรรมอยู่ไกลๆ โน่นมันก็บ่แม่น(ไม่ใช่)มีข้อดี ต้องเข้ามาใกล้ๆ ฟังกัน มื้อ(วัน)นี้เป็นวันที่ ๑๒ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๓ มื้อ(วัน)นี้ก็เรียกว่าเป็นวันพระ หรือวันศีลตามธรรมเนียมประเพณีของคนโบราณ อันนี้ก็ถือว่ามื้อ(วัน)นี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง 

     

    คำว่าวันสำคัญนี่สำคัญจังได๋(อย่างไร) สำคัญเพราะว่ามันหมดไปชีวิต ชีวิตของเฮา(เรา)มันหมดไปเฮา(เรา) บ่แม่น(ไม่ใช่)ได้มา หมดไปอย่างที่หลวงพ่อนี่ เพิ่น(ท่าน)อายุจักปีแล้ว ได้เท่านั้นปีเท่านี้ปี แต่มันหมดไปเท่านั้นปีเท่านี้ปี เมื่อพูดถึงตอนนี้ก็อยากพูดถึงเรื่องวิธีปฏิบัติธรรมะสู่กัน คัน(หาก)เมื่อหลวงพ่อตายแล้วก็คงจิ(จะ)น้อยคนพูด หรือบางทีอาจจิบ่(จะไม่)มีคนพูดเรื่องนี้อีกซะด้วย 

     

    หลวงพ่อเคยไปหลายสำนัก ไปเบิ่ง(ดู)ครูบาอาจารย์หลายองค์ ธรรมดาแล้วคนมีความรู้อย่างได๋(ไร)ก็ต้องเว้า(พูด)อย่างซั่น(นั้น) เว้าบ่ค่อยคือ(พูดไม่ค่อยเหมือน)กัน แล้วความหมายนั้นก็บ่คือ(ไม่เหมือน)กัน หรือว่าความหมายจิ(จะ)เป็นอันเดียวกันก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก วิธีที่หลวงพ่อนำมาเล่าเรื่อยๆ มา แต่ว่าบางทีก็เว้าอย่างซั่น(นั้น)อย่างซี้(นี้)ผสมผสานกัน มื้อนี้ก็จิเว้า(วันนี้ก็จะพูด)ให้ฟังเป็นหัวข้อไปโลด(เลย)ทีเดียว 

     

    วิธีปฏิบัติธรรมะแบบหลวงพ่อที่นำมาใช้ในชีวิตหลวงพ่อหรือหลวงพ่อไปศึกษามา บ่(ไม่)เกี่ยวข้องหยัง(อะไร)ทั้งหมดเลย การให้ทานการรักษาศีลนั้นดีแล้ว หากบ่(ไม่)ได้เกี่ยวข้องอย่างใด การเจริญสมถกรรมฐานก็ตาม บ่(ไม่)ได้เกี่ยวข้องอย่างใด แต่ดีแล้วเฮ็ด(ทำ)อย่างนั้น บ่(ไม่)ใช่ว่ามันบ่(ไม่)ดี บ่(ไม่)เกี่ยวข้องแล้วบ่(ไม่)ดี บ่แม่น(ไม่ใช่) ดี แต่มันบ่แม่น(ไม่ใช่)เรื่องนี้ เรื่องที่หลวงพ่อเว้า(พูด)นั้นมันก็บ่(ไม่)เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น มันคนละเรื่องกัน 

     

    ดังนั้นทำไมจึงว่ามันเป็นคนละเรื่อง อันนั้นมันเป็นเรื่องเฮ็ด(ทำ)ให้เฮาฮู้(เรารู้)จัก เฮ็ดบ่ฮู้(ทำไม่รู้)จักเรื่องทำบุญเรื่องให้ทานเรื่องรักษาศีล เฮ็ด(ทำ)ปรารถนาเอาตายแล้วจึงเอา เรื่องกรรมฐานก็คือ(เหมือน)กัน ต้องไปนั่งให้มันสงบซะก่อนมันก็บ่(ไม่)ถูกเรื่องอันนี้ อันนี้บ่(ไม่) มันบ่(ไม่)เกี่ยวข้อง เฮ็ด(ทำ)เดี๋ยวนี้มันต้องได้เดี๋ยวนี้บุญ ถ้าทำชั่วเดี๋ยวนี้มันก็เลยได้ไปตกนรกเดี๋ยวนี้ 

     

    บัดนี้ทำความสงบเดี๋ยวนี้ก็สงบเดี๋ยวนี้ บ่(ไม่)ต้องไปนั่งหลับตา บ่(ไม่)ต้องไปนั่งอยู่คนเดียว อยู่ในการประชุมชนนั่นแหละ คนมากๆ นั่นแหละสงบ มันเป็นอย่างนั้น แต่มันมีวิธีเฮ็ด(ทำ) บ่แม่นสิเว้าซือๆ(ไม่ใช่จะพูดเฉยๆ)แล้วเป็นโลด(เลย) บ่แม่น(ไม่ใช่) อย่างพ่อทีแรกก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก เมื่ออย่างพ่อมาเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา อันนี้เว้า(พูด)ตามครูบาอาจารย์เว้า(พูด)เอา 

     

    เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา เว้า(พูด)ตามภาษาของหลวงพ่อเว้า(พูด)นั้น ให้ทำความรู้สึกตัวนี่แหละ ทำความรู้สึกตัว ทำความตื่นตัวนี่แหละ เฮ็ดอย่างได๋(ทำอย่างไร)ทำความรู้สึกตัวทำความตื่นตัว 

     

    นั่ง แล้วก็เอามือวาง “พลิกมือขึ้น - ให้มีความรู้สึก ให้มีความตื่นตัว” “คว่ำมือลง - ก็ให้มีความรู้สึก ให้มีความตื่นตัว” “ยกมือไป เอามือมา เดินหน้า ถอยหลัง - ให้มีความรู้สึก ให้มีความตื่นตัว” อันนี้แหละผลของมันเกิดขึ้นมาแท้ๆ บ่(ไม่)ได้เกี่ยวข้องหยัง(อะไร)ทั้งหมด เฮ็ด(ทำ)เท่านี้แท้ๆ(จริงๆ) 

     

    แต่ว่าตั้งใจจริงๆ ถ้าหากบ่(ไม่)ตั้งใจเสียแล้วสิ่งนี้จิบ่(จะไม่)ปรากฏเลย ทำไมจึงบ่(ไม่)ปรากฏ ก็เฮ็ดบ่(ทำไม่)ติดต่อกัน บ่(ไม่)ได้ตั้งใจ มันบ่(ไม่)ปรากฏแล้ว เฮ็ด(ทำ)ให้มันจริงๆ ให้มันติดต่อ ตั้งใจจริงๆ ปรากฏแท้ๆ เรื่องนี้ จึงว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ สำคัญมากที่สุด มีเงินหลายๆ บ่เฮ็ดจิได้บ่(ไม่ทำจะได้ไหม) บ่(ไม่)เป็น เรียนรู้สูงๆ จิบ่(จะไม่)ทำอย่างนี้จิเป็นบ่(จะเป็นไหม) บ่(ไม่)เป็น บ่(ไม่)เป็นทั้งหมด 

     

    อย่างพ่อคำนวณตัวเองอันนี้ แล้วเมื่อ “รู้” “เห็น” “เป็น” แล้วเอาให้ผู้อื่นได้บ่(ไหม) บ่(ไม่)ได้อีก เมื่อเรารู้ เราเห็น เราเป็น แล้วสงวนไว้บ่(ไม่)ให้ผู้อื่นรู้นำ(ตาม) บ่(ไม่)ให้เขาทำตาม จิ(จะ)สงวนได้ไหม บ่(ไม่)ได้ ทำถูกจังหวะต้องเป็นแท้ๆ เรื่องนี้ เป็นอย่างนั้น ถ้าบ่(ไม่)ถูกจังหวะ บ่(ไม่)เป็น บ่(ไม่)รู้ อันนี้เป็นวิธีที่สำคัญ ทำให้เกิดปัญญา เกิดความรู้แจ้ง เกิดความเห็นจริง เป็นของจริง บ่แม่น(ไม่ใช่)ของบ่(ไม่)จริงเด้(นะ)ที่ว่านี่ 

     

    ของจริง จริงโดยสมมุติ จริงโดยปรมัตถ์ จริงโดยอรรถะ จริงโดยอริยะบัญญัติ นี่อันนี้เปรียบให้ฟัง คือ(เหมือน)ต้นไม้ ต้นไม้มันมีเปลือกและมีกระพี้มีแก่นมีแกน แล้วก็มีใจกลางของมันต้นไม้ อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน บ่(ไม่)ได้เกี่ยวข้องกับการให้ทานรักษาศีล จิ(จะ)ว่าเรื่องการเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา และทำความรู้สึกตัวอันนี้ ทำความรู้สึกตัวนี้มันรู้แท้ๆ รู้เข้า รู้เข้า ความบ่(ไม่)รู้มันหนีไปนำ(ตาม) ความบ่(ไม่)รู้มันหนีไปนำ 

     

    รู้มากๆ ขึ้นมา มันก็เลยรู้ “เรื่องรูปเรื่องนาม”นี่เอง อันนี้เป็นเปลือก ยังบ่แม่น(ไม่ใช่)เป็นกระพี้มัน สมมุติให้ฟัง รูปนาม รูปธรรมนาม ธรรมรูปโรคนามโรค แล้วก็ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา สมมุติศาสนาพุทธศาสนา บาปบุญ รู้อันนี้ก่อน รู้อันนี้แปลว่ารู้เปลือกมัน 

     

    เปลือกไม้นี่เฮาเบิ่ง(เราดู)มันจะเห็นโลด(เลย)บัดเดียว แต่ว่าเข้าไปจับไปคลายมันมันจิ(จะ)เป็นจังได๋(อย่างไร)ก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก เนื้อไม้เปลือกไม้มันจิ(จะ)หนาจิ(จะ)บางก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก เฮา(เรา)อยู่ที่มองเห็นแล้วเห็นเปลือกมันแท้ๆ อันนี้ให้เข้าใจว่าเรารู้เปลือกมันอันนี้ แต่บางคนจะหาว่าตัวเองรู้ธรรมะลึกซึ้ง ถูก เพราะความเห็นของผู้ฮั่น(นั้น)คิดไปอย่างฮั่น(นั้น) 

     

    เมื่อรู้อันนี้แล้วมีความรู้อีกประเภทหนึ่งเกิดขึ้นมา ลืมตัวไปแล้วบัดนี้ มีแต่เว้าเรื่อยไป อันนี้เป็นอุปสรรค ว่าให้ฟังเป็นหัวข้อ อย่าไปให้มันรู้ออกไปนอกตัว พอดีมันรู้ออกไปนอกตัวแล้วมาทำความรู้สึกตัวอย่างแรง ทำแฮงๆ ว่าซั่น(นั่น)บ้านหลวงพ่อว่า ทำแรงๆ เด้(นะ) ทำให้มันแฮงๆ กระตุกให้มันแฮงๆ มันจะรู้สึกตัวทางซี้(นี้) เมื่อรู้สึกตัวทางซี้(นี้) มันบ่(ไม่)ออกไปข้างนอก เฮ็ด(ทำ)ค่อยๆ มันออกไป ความเคยชินมันมีเด้(นะ) บัดนี้เฮาเฮ็ดแฮงๆ แล้วมันเข้ามาโลด(เลย) มันบ่(ไม่)เคยชินเด้(นะ) เป็นอย่างนั้น 

     

    เมื่อ “เห็น รู้ เข้าใจ” กับความรู้สึกเคลื่อนไหวนั้นดีแล้ว เฮาจิ(เราจะ) “เห็น”ความคิดมันบัดนี้ ความคิดมันฮู้(รู้) แต่ก่อนมันบ่(ไม่)เห็น เมื่อเห็นความคิดแล้วบัดนี้ ความคิดมันจะสั้นเข้า สั้นเข้า เป็นวิธีลบให้ว่าอย่างซั่น(นั่น) 

     

    ความคิดนั้นสั้นเข้า สั้นเข้า สั้นเข้า รู้จักวัตถุ “เห็น รู้ เข้าใจ สัมผัสได้” โดยวัตถุ ปรมัตถ์ อาการ หรือ โทสะ โมหะ โลภะ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รู้อันนี้ รู้อันนี้คล้ายๆ คือเฮา(เรา)คายเปลือกออกไป จิ(จะ)เข้าไปหาเนื้อไม้ 

     

    ธรรมดาเปลือกไม้นี่มันถ้าเป็นเปลือกเปลือยๆ บ้านอย่างพ่อมันโขกผู้เดียวมันนั้น ถ้าฟันเปลือกมันออกไปแล้วมันก็ไปจับเนื้อไม้ มันจิบ่(จะไม่)โขก ดังนั้นคนปฏิบัติธรรมะเมื่อรู้จักเพียงรูปนามนี้ จึงว่าสามารถไปทำความผิดได้ ทำความชั่วได้ เพราะมันบ่(ไม่)ถึงเนื้อแท้เด้(นะ) 

     

    ดังนั้นจึงว่าให้ตั้งอกตั้งใจ อย่าเข้าใจว่ารู้เรื่องรูปนาม เรื่องศาสนาบาปบุญแล้ว ว่าเจ้าของเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้ง บแม่น(ไม่ใช่) แต่ผู้อื่นอาจจิแม่น(จะใช่)ก็ได้ สำหรับผมไปศึกษาและปฏิบัติมา บ่แม่น(ไม่ใช่) ทีแรกผมก็เข้าใจว่าอันนี้เป็นเนื้อแท้แล้ว 

     

    เมื่อมาทำไปตอนเย็นผมรู้จักครับ อ้อนั่นมันเป็นเปลือก นี่เป็นเนื้อมันแล้ว เอาเปลือกมันออกแล้วบัดนี้ เห็นความคิด เมื่อเห็นความคิดอันนี้แหละ โทสะ โมหะ โลภะ จางลงโลด(เลย) จางลงให้ว่าจืดลง มันบ่(ไม่มี)แล้ว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ บ่(ไม่)เป็นทุกข์ อันนี้รู้จักความเป็นพระปรากฏเกิดขึ้นในจิตใจของตัวเอง นุ่งกางเกงขาสั้นขายาวอยู่ก็นึกว่าตัวเป็นพระได้แล้วบัดนี้ 

     

    พระหมายถึงบุคคลผู้ที่ประเสริฐ บ่แม่น(ไม่ใช่)พระอย่างที่หลวงพ่อบวชอยู่นี่บ่แม่น(ไม่ใช่) พระอันนั้นมันเป็นมาตั้งแต่โดยตัวธรรมชาติของมัน จิตใจมันเป็นเอง นี่ความเป็นพระเกิดขึ้นที่ตรงนี้ เมื่อความเป็นพระเกิดขึ้น พระกับเทวดาต่างกันอย่างได๋(ไร) พระมีคุณภาพดีกว่าเทวดา เทวดานั้นบ่(ไม่)มีคุณภาพเท่าพระ รู้จักแท้ๆ 

     

    เมื่อรู้จักอย่างซี้(นี้) เมื่อรู้จักอย่างนั้นในขณะนั้นไม่นาน เดินไป คิดว่าบ่(ไม่)ถึง ๓ นาทีนี่แหละอย่างมากอาจจิบ่(จะไม่)ถึงก็ได้ ปุ๊บปั๊บจิตใจมันเปลี่ยนขึ้นอีกระดับหนึ่ง ในระยะนั้นคันจิ(หากจะ)ว่าตามตัวหนังสือเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก) ปฐมฌาน ทุติยฌาน ทีแรกเจ้าของ(ตัวเอง)ว่าเจ้าของ(ตัวเอง)รู้รูปนามนี้ว่าเป็นปฐมฌานนั้น บ่แม่น(ไม่ใช่) 

     

    เมื่อเข้ามาเข้าใจตอนนี้แล้ว อ้ออันนี้มันเป็นปฐมฌาน หมายถึงทำลาย หรือว่าความจืดจางไป ความโทสะ โมหะ โลภะนี้ อ้อนี่เป็น“ปฐมฌาน”แล้วนี่ 

     

    บัดนี้พอดีอันครั้งที่สองนี้ก็ “เห็น รู้ เข้าใจ สัมผัสได้จริงๆ” กิเลส ตัณหา อุปทาน กรรมนี่ อันนี้ก็จางลงไปโลด(เลย) เมื่ออันนี้จางลงไปก็เข้าใจว่า โอ้นี่อันนี้เป็น“ทุติยฌาน”แล้วอันนี้ เข้าใจอย่างนั้นจริงๆ ถึงจะเรียนก็เข้าใจ บ่(ไม่)เรียนก็เข้าใจ เพราะของจริงมันมีอยู่ในเรา นี่วิธีปฏิบัติธรรมะ คุณค่าของการทำความรู้สึกนี่ บ่(ไม่)เป็นอย่างอื่น 

     

    ดังนั้นพระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)จึงสอนเอาไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต” อันนี้เป็นพระอริยะบุคคลน้อยๆ เมื่อยังบ่ฮู้บ่ไม่เห็น(ไม่รู้ไม่เห็น) ยังบ่(ไม่)เข้าใจ ท่านก็นี่มีทุกข์คือ(เหมือน)กัน เราตถาคตก็คือ(เหมือน)กัน พระพุทธเจ้าท่านว่า เมื่อยังบ่ฮู้บ่เห็น(ไม่รู้ไม่เห็น)เราก็เป็นทุกข์คือ(เหมือน)กัน เพราะเสาะแสะแสวงหาอยู่ เมื่อมารู้มาเห็นแล้ว สัตว์ทั้งหลายสัตว์มนุษย์เด้(นะ) บ่แม่น(ไม่ใช่)สัตว์เดรัจฉานเด้(นะ) สัตว์มนุษย์นี่แปลว่าสัตว์ประเสริฐ ก็รู้ก็เห็นคือ(เหมือน)กันกับเราแต่ตถาคตนี้ 

     

    บัดนี้เพิ่น(ท่าน)ว่าอีกตึม(เพิ่มอีก)หนึ่ง “เราไปถึงแล้วแห่งนั้น” แห่งใดบ่ฮู้(ไม่รู้)จัก เมื่อเราไปถึงที่นั่นแล้วเราก็นำมาสอนพวกเธอ ถ้าหากพวกเธอประพฤติปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้ จะรู้อย่างเราตถาคตนี้ บ่(ไม่)รู้อย่างอื่น รู้อย่างอื่นบ่แม่น(ไม่ใช่)ปฏิบัติอย่างเราตถาคต เพิ่น(ท่าน)ว่าไว้ 

     

    สภาพสภาวะดั้งเดิมคือ(เหมือน)กันหมด ผู้หญิงผู้ชายคือ(เหมือน)กันหมด เจ้าหัวไอ้จั่ว(พระเณร)คือ(เหมือน)กันหมด คนชาติใดถือศาสนาใดก็ตามช่างเป็นคือ(เหมือน)กันหมด นุ่งผ้าสีอันใดก็ตามช่าง แต่ให้รู้ภาษากันเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) 

     

    แต่อย่างหลวงพ่อนั้นบ่(ไม่)รู้ ภาษาจีนนั้นก็บ่(ไม่)รู้ สอนกันได้ สอนกันได้เด้(นะ)หลวงพ่อสอนคนจีน ถ้าบ่(ไม่)มาเรียนเป็นภาษาไทยเสียก่อน อย่างที่คนอังกฤษหรือฝรั่งเศสเยอรมันอย่างพ่อสอนบ่(ไม่)ได้ จะว่าได้เฉพาะแต่คนไทยนี่แหละ คนไทยถ้าหากบ่(ไม่)รู้จักภาษาเมืองเลยจริงๆ นี่ก็รู้จักน้อยๆ อยู่แล้ว หลวงพ่อพูดภาษากลางบ่(ไม่)ค่อยเป็น ถ้ารู้จักภาษาเมืองเลยนี่สอนได้แท้ๆ 

     

    อันนี้แหละว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ควรศึกษาและควรปฏิบัติ รักษาหน้าที่การงานของเราได้จริงๆ จะหมดทุกข์ได้จริงๆ เรื่องนี้ บัดนี้เมื่อเราเจริญอย่างซี้(นี้)แล้ว บ่(ไม่)ว่าแล้วเรื่องไปนอน ก็ทำไป ต่อไปอันนี้เป็นสองพักแล้วนะ เป็นสองอารมณ์ขึ้นมาแล้ว  เรียกว่าปฐมฌาน ทุติยฌานเกิดขึ้นแล้วก็ได้ 

     

    อันตำราว่าอยู่พุ่นเด้(นู้นนะ) ปฐมฌานนั้นคือพระอริยบุคคล วิตก วิจารณ์ ปีติ เพิ่น(ท่าน)ว่าอันนั้นมันถูกอยู่ถูกตามตำราเพิ่นเด้(ท่านนะ) บ่แม่นเฮาเด้(ไม่ใช่เรานะ)นี่ ตำราเว้าเด้(บอกนะ) “ปฐมฌาน”หมายถึง ทำลายโทสะโมหะโลภะ นี่ปฐมฌาน “ทุติยฌาน”หมายถึง ทำลายความยึดมั่นถือมั่นนี้ นี่ตัวจริงมัน ที่ว่านี่รับรองอันนี้ได้ ๑oo% พุ่นเด้(นู้นนะ)นี่ ถ้าหากบ่(ไม่)ทำลายอันนี้ได้ เว้าซือๆ(พูดเฉยๆ) เรียนรู้ก็เรียนรู้ซือๆ(เฉยยๆ) บ่แม่น(ไม่ใช่) 

     

    เมื่อทำลายโทสะ โมหะ โลภะ จืดจางไปแล้ว กิเลส ตัณหา อุปทาน จืดจางไปแล้ว นี่แหละปฐมฌานทุติยฌานอยู่ที่ตรงนี้ บัดนี้ศีลปรากฏ ศีลจึงเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ คล้ายๆ คือเฮา(เรา)ซักผ้า เอาผงไปใส่ผ้าแล้วเอาน้ำไปใส่ แล้วก็คนเข้าเป็นฟองแล้วเอาผ้าแช่แล้วเอาไปล้าง นานๆ เข้าผ้าเฮา(เรา)ที่สกปรกมันจะลื่นออก อันนี้สมมติให้ฟังเป็นอย่างนั้น 

     

    ผู้บ่(ไม่)เข้าใจว่าให้ฟังเดี๋ยวนี้นี่ มืดตื้อ อยู่ไสบ่ฮู้จักเด้(อยู่ไหนไม่รู้จักนะ)เดี๋ยวนี้ ถ้าหากผู้ใดรู้จักแบบนี้แล้ว เข้าใจเป็นเรื่องเป็นเรื่องไปอย่างพ่อว่านี่ บัดนี้ศีลปรากฏขึ้นมาแล้วบัดนี้ ศีลนั้นคือว่า บ่แม่น(ไม่ใช่)ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑o ศีล ๒๒๗ ศีล ๓oo บ่แม่นเด้(ไม่ใช่นะ)

     

     ศีลนี้หมายถึง ตัวสติ ตัวสมาธิ ตัวปัญญา ตัวเป็นปกตินั่นแหละเป็นตัวศีล อันใดมาแตะต้องเข้ามา รู้สึก รู้เท่ารู้ทัน รู้จักกันรู้จักแก้ เฮามัก(เราชอบ)ความสงบ เฮา(เรา)ไปทำกรรมฐานมัก(ชอบ)ความสงบ เลยรู้เลยนี่ สมาธิกำจัดกิเลสอย่างกลางแล้วบัดนี้ 

     

    อันตัวสมาธิตัวสงบนั้นเป็นกิเลสเด้(นะ)นี่ คันเว้า(หากพูด)แบบอย่างพ่อเว้า(พูด)เดี๋ยวนี้นี่ แล้วผู้อื่นอาจจะผิดใจอย่างว่าความจริงให้ฟัง อันความผิดใจนั้นมันเป็นอย่างไรมัน ทุกข์แล้วเด้(นะ) แล้วฟังให้ดีมันก็ได้ปัญญา อันฟังบ่(ไม่)ดีแล้วมันได้ทุกข์ไป เพิ่นเว้าให้ฟังซือๆ(ท่านพูดให้ฟังเฉยๆ) เจ้าของจิ(ตัวเองจะ)ไปยึดมั่นถือมั่นเฮ็ดหยัง(ทำไม) เพิ่นเว้า(ท่านพูด)ความจริงให้ฟัง 

     

    สงบนั้นจึงมี ๒ อย่าง สงบแบบบ่ฮู้(ไม่รู้) อันนั้นอย่างพ่อเฮ็ด(ทำ)มาแล้วตั้งแต่อายุ ๑๑ ปีพุ่น(นู้น)น่ะ มาจนถึงอายุ ๔๖ ปี เฮ็ด(ทำ)สงบอันนั้นมา นึกว่าอันนั้นมันถูกต้องแล้ว เมื่อมาเฮ็ด(ทำ)อันนี้แล้ว โธ่ๆ มันไกลกันพอปาน(เหมือนกับ)ฟ้ากับดิน 

     

    คันเว้าหยังซี้(หากพูดอย่างนี้)แล้ว ปัดโธ่เว้า(พูด)อย่างซั่น(นั้น)ก็ทำลายพระพุทธศาสนาแล้วว่า บ่แม่น(ไม่ใช่)ทำลาย เจ้าเว้า(ท่านพูด)เอาซือๆ(เฉยๆ) แต่ข้อย(ฉัน)มันถูกต้องแล้ว เจ้า(ท่าน)ก็ว่าข้อย(ฉัน)ผิด ก็ผิดเจ้า(ท่าน)แท้ๆ ข้อย(ฉัน) แต่ว่าข้อย(ฉัน)ถูกต้อง เจ้าว่าเจ้า(ท่านว่าท่าน)ถูกต้อง ถูกอยู่ของเจ้า(ท่าน)น่ะ ถูกแบบของเจ้า(ท่าน) บ่(ไม่)ได้ถูกแบบของข้อย(ฉัน) 

     

    อย่างพ่อเข้าใจอย่างซี้(นี้) ใครจิว่าจังได๋(จะว่าอะไร)ก็ตามช่าง นั่งสงบอันนั้นไปนั่งอยู่ผู้เดียว ดูลมหายใจอย่างพ่อเฮ็ด(ทำ)แล้ว อันนั้นหลง หลงต้นลมหายใจหลงปลายลมหายใจ เกิดสงบเงียบไปเลย รู้สึกน้อยๆ บางทีบ่(ไม่)รู้สึกซ้ำ บางทีรู้สึกน้อยๆ เป็นอย่างซั่น(นั้น)แหละ อันนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่) 

     

    สงบแบบนั้นทำการทำงานบ่(ไม่)ได้ เฮ็ดไฮ้เฮ็ดนาบ่(ทำไรทำนาไม่)เป็น ซื้อขายบ่(ไม่)เป็น ถ้าหากเป็นผู้ใหญ่บ้านกำนันก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จักว่าผู้ร้ายมาทำลายราษฎรของตัวเอง ถ้าหากเป็นครูไปสอนโรงเรียนก็บ่(ไม่)ได้ไปสอนนักเรียนก็บ่ได้ ถ้าหากเป็นตำรวจทหารรักษาประเทศชาติบ้านเมืองปราบผู้ร้ายก็บ่(ไม่)ได้ ก็ไปนั่งหลับตาอยู่เด้(นะ)มันจะได้จั่งได๋(อย่างไร) จึงว่ารับรองว่ามันถูกแบบนั้น 

     

    ดังนั้นพระพุทธเจ้าสอน เรื่องความสงบแบบพระพุทธเจ้าสอนนั้น ให้เอาไปใช้กับการกับงานได้ทุกอย่างพุ่น(นู้น) คนธรรมดาเฮ็ดไฮ้เฮ็ดนา(ทำไร่ทำนา)ปลูกผักซื้อขายก็ให้มันสงบแบบนั้นพุ่น(นู้น) เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) บัดนี้ครูโรงเรียนไปสอนหนังสือเด็กน้อยก็ให้มันสงบไปอยู่ เป็นผู้ใหญ่บ้านกำนันไปเบิ่ง(ดู)ราษฎรทะเลาะผิดเถียงกันก็ให้มันสงบไป เป็นตำรวจทหารก็คือ(เหมือน)กันไปจับผู้ร้ายไปปราบศัตรูก็ให้มันสงบไป เป็นรัฐมนตรีเป็นนายกเป็นอะไรๆ ก็ให้มันสงบไป นี่พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอน 

     

    ความสงบแบบนี้แหละ เฮาบ่(เราไม่)เข้าใจ เมื่อเฮาบ่(เราไม่)เข้าใจแล้วก็ศึกษาหลักพุทธศาสนาจึงทำให้มันยากให้มันยุ่ง ของสั้นๆ ไปทำให้มันยาว ของง่ายๆ ไปทำให้มันยาก ของสะดวกสบายไปทำให้มันยุ่งขึ้นมา มันก็เลยยุ่งขึ้น ตัวเฮา(เรา)มาศึกษามันก็เลยบ่(ไม่)ถูกบ่(ไม่)เข้าใจ เป็นอย่างนี้ เมื่อรู้จักความสงบนี่แหละ สงบแบบนั้นบ่(ไม่)ถูกแล้ว 

     

    สงบนี้หมายถึง การเห็นแจ้ง การรู้จริง นี่เด้(นะ) รู้อันใด รู้จำพวกกาม เห็นจำพวกกาม เข้าใจจำพวกนี้ กามอันใด กามาสวะ พวกทำความสงบตกอยู่อำนาจของกามเด้(นะ)นี่ มันสงบอยู่กับกาม กามารมณ์ ภวาสวะก็ตกอยู่ในภพในชาติ มันเป็นอย่างซั่น(นั้น)อยู่ฮั่น(อยู่นั่น)แล้ว เรื่องนั้นมันก็มีอยู่อย่างซั่น(นั้น) เขาสอนกันอยู่อย่างซั่น(นั้น) บ่(ไม่)ถูกสักเทื่อ(ที)เรื่องนี่ 

     

    แต่ก่อนหน้าพระพุทธเจ้านั่น ขเจ้า(พวกเขา)ก็สอนอยู่อย่างซั่น(นั้น) นี่ในรูปฌาน อรูปณาน มันอยู่นี่แล้ว เฮา(เรา)มีแต่เว้าซือๆ(พูดเฉยๆ) รูปฌาน ๔ อรูปณาน ๓ , รูปฌาน ๔ อรูปณาน ๔ เว้าอยู่ไสฮู้บ่ฮู้จัก(พูดอยู่ไหนไม่รู้จัก) อย่างพ่อก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก เมื่อมาเข้าใจอันนี้ โอ้ที่เราเว้า(พูด)รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๓ หรือสมาบัติ ๗ , หรือสมาบัติ ๘ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ มันไม่ใช่อันนี้นี่ โอ้ยของง่ายๆ นี่เจ้าไปเว้าจังได๋จังซั่นน้อ(พูดอะไรอย่างนั้นนะ) เลยเข้าใจอย่างซี้(นี้) 

     

    เมื่อเข้าใจอย่างซี้(นี้)ก็เลยสงบเลย บ่แม่น(ไม่ใช่)ไปสงบนั่งเด้(นะ) ก็ย่างไปย่างมาเด้(เดินไปเดินมานะ) สงบมันเย็นใจอยู่นี่ ใครที่ว่าจังได๋(อะไร)ก็บ่(ไม่)เชื่อคนแล้วบัดนี้ นี่คุณค่าของพระอริยบุคคล นี่แหละหูทิพย์ตาทิพย์คุณค่าของพระอรหันต์ จึงพระอรหันต์นั้นมีคุณค่ามากที่สุด รู้จักเลยบัดนี้ 

     

    ทำไมจึงมีคุณค่ามากที่สุด โอ้คนอื่นเขาก็ต้องการ ต้องการอันนี้คือ(เหมือน)กัน แล้วเมื่อเรารู้แล้วทำไมจึงบ่บอกขเจ้า(ไม่บอกพวกเขา)บัดนี้ อันนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่)พระ สอนเพื่ออันใดบ่ฮู้(ไม่รุ้)จัก ถ้าเรารู้จริงๆต้องสอนให้ขเจ้า(พวกเขา)รู้จริงๆ สิ นี่มันอยู่นี่ จึงว่าเมื่อคนอื่นบ่(ไม่)ต้องการแล้วเราก็บ่(ไม่)ต้องการซิบัดนี้ 

     

    แต่ก่อนหลวงพ่อก็มัก(ชอบ)อันนั้น นึกว่าอันนั้นมันแม่น(ใช่)ของจริง มันมารู้แล้วอันนั้นมันบ่แม่น(ไม่ใช่)ของจริง แล้วเป็นหยัง(ทำไม)จึงบ่(ไม่)สอนขเจ้า(พวกเขา) คัน(หาก)ว่ารู้แท้ บ่แม่น(ไม่ใช่)รู้อันนั้น รู้อย่างหนึ่ง อันนี้แหละมันผิดกัน เรื่องการเทศน์การทำนี่มันเว้า(พูด)คนละแบบ อย่างพ่อมันรู้มาแบบนี้ จึงมาเว้าแบบนี้ ก็เลยมารู้จักความสงบอันนี้ 

     

    สงบอันนี้คือ สงบจากโทสะ สงบจากโมหะ สงบจากโลภะ สงบจากกิเลส สงบจากตัณหา สงบจากอุปทาน สงบจากอวิชชา สงบจากพวกกามาสวะ สงบจากภวาสวะ สงบจากอวิชชาสวะ กามาสวะรู้จักกามประเภทนั้นเกิดขึ้น ภวาสวะเกิดรู้จักภพของอันนั้นเกิดขึ้น อวิชชาภาวะความไม่รู้อย่างนี้หายไป นี่มันสงบแบบนี้ แบบอย่างพ่อว่าเดี๋ยวนี้แหละ  

     

    อย่างพ่อจึงว่า โอ้ความสงบเพราะการเห็นแจ้งรู้จริงเท่านี้ซือๆ(เฉยๆ) ถ้าบ่(ไม่)เห็นแจ้งบ่(ไม่)รู้จริงแล้ว บ่(ไม่)สงบแท้ๆ เรียนตำรับตำราอย่างพ่อว่าอยู่เดี่ยวนี้นี่เด้(นะ) จำได้แต่หากบ่(ไม่)สงบ มันจะสงบอย่างใดก็บ่(ไม่)เห็นต้นตอของมันนู่น นี่มันเป็นอย่างนี้ รู้จักอย่างนี้แล้วก็รู้จักอันนี้ เรียกว่า ตติยฌานแล้ว จตุตถฌานบัดนี้ รู้จักจำพวกการทำบาปก็ได้ 

     

    ทำบาปด้วยกาย ทำบาปด้วยวาจา ทำบาปด้วยใจ ทำบาปด้วยกายนี่ถ้าหากนรกมีจริงหรือทุกข์มีจริงเป็นอย่างใดทุกข์ขนาดไหน ทำบาปด้วยวาจาเป็นทุกข์อย่างใด ทำบาปด้วยใจเป็นทุกข์อย่างใด บาปนั้นทุกข์อย่างใด บัดนี้ทำบาปด้วยกายด้วยวาจาด้วยใจ ๓ อันพร้อมด้วยกันทั้งหมดเลย เป็นอย่างใด หนักเบาปานใด รู้จักอันนี้เรียกว่าจตุตแปลว่ารวม รวมกันทั้งหมดเลย นี่จตุตถฌาน เข้าใจอย่างนี้ 

     

    บัดนี้ทำบุญด้วยกาย ทำบุญด้วยวาจา ทำบุญด้วยใจ แต่ละอย่างๆ บัดนี้ทำบุญด้วยกายด้วยวาจาด้วยใจพร้อมกันทั้งหมดนี่ เรียกว่าจตุตถฌานแปลว่ารวมกัน เฮาเว้าซือๆ(เราพูดเฉยๆ)อันนั้น เว้า(พูด)ตามตัวหนังสือ บ่(ไม่)เห็นความจริงมันก็เลยชี้นู้นชี้ นี่แหละเห็นแต่เปลือกมันเห็นแต่กะพี้มัน บ่(ไม่)เห็นเนื้อแท้ของไม้ เอาไม้ไปเฮ็ด(ทำ)บ้านเฮ็ดเฮือน(ทำเรือน) เอาตรงแก่นมันพุ้นเด้เฮ็ด(นู้นทำนะ)น่ะ 

     

    ดังนั้นการปฏิบัติธรรมะก็ปฏิบัติเพื่อให้รู้จักแก่นแท้ของมันพุ่นเด้(นู้นะ) จึงจะหมดสงสัยได้เด้(นะ) ที่อย่างพ่อว่าให้นี่ โอ้ยรู้จัก แล้วจำได้ซ้ำบางคน เพราะว่าเว้า(พูด)อยู่หลายเทื่อเด้(นะ) เมื่อรู้จักอันนี้แล้วก็แปลว่ารวมกันแล้วบัดนี้ ปัญจมฌานเกิดขึ้นแล้วบัดนี้ พร้อมด้วยองค์ทั้ง ๕ องค์ทั้ง ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมกันหมดแต่ละชิ้นๆ 

     

    สมมุติเอาคน ๔ คน หรือ ๓ คนก็ได้ ทำงานบัดนี้ เลิกเถอะ ตีระฆังปุ๊ง วางหมด บ่(ไม่)จับทั้งหมดออกพร้อมกันโลด(เลย) เอ้าทำงานเถอะ ตีระฆังปั้ง จับพร้อมกันโลด(เลย) มันเป็นอย่างนี้ รู้จักมันเป็นอย่างซั่น(นั้น) พอดีรู้จักอย่างซี้(นี้)แล้วก็อย่างพ่อเคยว่า เอาเชือกมาผูกต้นนั้นต้นนี้ ตัดตรงกลาง ดึงใส่กันบ่(ไม่)ถึง นี่เรื่องอายตนะ 

     

    แล้วเพิ่น(ท่าน)ว่า อายตนะ “ตาเห็นรูปสักว่ารูป หูฟังเสียงสักว่าเสียง” อย่าเข้าไปเป็นตนเป็นตัวถูก 

     

    อย่างพ่อเปรียบคือแม่เหล็ก ถ้าหากแม่เหล็กดึงไปแล้ว เหล็กเศษเหล็กเหลืออยู่ตามหมู่นั้นที่ติดแม่มันไปหมด บัดนี้เอาเหล็กนั้นไปใส่น้ำยาฆ่าซะฆ่าแม่เหล็ก ฆ่าแม่เหล็กเชื้อเหล็กตายแล้วบัดนี้ เอาเหล็กนั้นไปทิ่มลงบ่อน(ที่)เศษเหล็กเหลือโรงกลึงขเจ้า(พวกเขา)นั้น ลากไป เหล็กเศษเหล็กเหลือนั้นจิบ่(จะไม่)ติดมาเลย เพราะเหล็กมันขาดแล้วเด้(นะ) มันจืดหมดแล้วเด้(นะ) 

     

    อันนี้แสดงว่า พระพุทธเจ้าถึงที่สุดของทุกข์ เฮา(เรา)เคยเห็นเด้(นะ) เห็นจิตเห็นใจเรานี่ อันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านว่า “บุพเพนิวาสานุสติญาณ” คือ(เหมือน)กันหมดทุกคน แต่เมื่อบ่(ไม่)ทันมาเห็นอันนี้แหละ พระพุทธเจ้าก็เป็นทุกข์ เสาะแสวงหาบ่(ไม่)เห็นจักเทื่อ(สักที) เมื่อเห็นแล้ว โอ้คือ(เหมือน)กันกับเขานั่นแล้ว เขาก็บ่ฮู้(ไมรู้) เขาก็ยังเฮ็ดอย่างซั่น(ทำอย่างนั้น) 

     

    เรื่องความสงบ พวกอาฬารดาบส อุทกดาบส สอนเราก็สอนอย่างซั่น(นั้น)แล้ว เขาบ่ฮู้(ไม่รู้) จิ(จะ)กลับไปสอนขเจ้า(พวกท่าน)หมู่นี้ก่อนนะ ตายแล้ว โอ้ยตายแท้ๆ ก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก หรือว่าแม่น(ใช่)ตายทิฐิมานะก็บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก คนมีทิฐิมีมานะก็ตายจากความดีความงามที่มันมีอยู่ในเรา ดังนั้นควรศึกษาและปฏิบัติ ให้มันเกิด ให้มันเป็น ให้มันมี ขึ้นในจิตใจของเฮา(เรา)จริงๆ 

     

    เมื่อพระพุทธเจ้าไปถึงจุดนี้นั่นแหละ สภาพสภาวะจิตใจบ่(ไม่)มีอันใดปรุงแต่งได้ เพิ่น(ท่าน)จึงว่า “เราถึงแล้วแห่งนั้น จึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้เธอทั้งหลาย ได้เจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา ได้รู้ยิ่งเห็นจริงเหมือนกันกับเราตถาคตนี้” เพิ่น(ท่าน)ว่า อันนี้เป็นเรื่องที่นำมาเล่าสู่กันฟัง 

     

    ที่นำมาเล่าให้ฟังนี้พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)รับรอง รับรองแท้ๆ ต้องเป็นวิธีที่บำเพ็ญทางจิตทางใจ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้มีในคนทุกคน ตอนนี้ฟังกันอีกตึ่มเทื่อ(เพิ่มอีกครั้ง)หนึ่ง ให้มันถึงจุดนี้ ถ้าบ่(ไม่)ถึงจุดนี้จะเข้าใจว่าเฮา(เรา)เข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้ง บ่แม่น(ไม่ใช่) เมื่อมันถึงจุดนี้แหละ จิตเราหลุดพ้นแล้ว ถึงแล้ว สภาพอะไรปรุงแต่งไม่ได้อีกต่อไป เพราะว่าเพิ่น(ท่าน)ไปถึงนั้นแล้ว 

     

    พระพุทธเจ้าไปถึงแล้ว แต่มันมีอยู่ในเฮา(เรา)ทุกคนเด้(นะ)เรื่องนี้ บ่(ไม่)ต้องไปศึกษาอันใดให้หมด บ่(ไม่)เกี่ยวข้องเรื่องการรักษาศีล บ่(ไม่)เกี่ยวข้องเรื่องการทำฐาน บ่(ไม่)เกี่ยวข้องทั้งหมด เกี่ยวข้องอย่างเดียวแต่เฮา(เรา) “ให้เห็น ให้รู้ ให้เข้าใจ สัมผัสได้จริงๆ” นี่ อันนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่า อาการ “เกิด – ดับ” “เกิดแล้ว ดับแล้ว” เทื่อ(ครั้ง)เดียวเท่านั้น 

     

    เพิ่น(ท่าน)จึงว่า ตัดเชือกเที่ยวเดียวเท่านั้น เพราะมันขาดแล้วเด้(นะ) มันขาดจากการแล้วจับติดกันบ่(ไม่)ได้แล้ว อย่างพ่อก็เลยมาเปรียบว่าเหมือนปลิงกินเราจับเรา เอาปูนกับยาผสมกับน้ำบีบใส่แล้ว ปลิงมันหลุดปุ๊บเดียวเลย เมื่อจับปลิงมาให้มันติดเนื้อเราอีกตึ่ม(เพิ่มอีก) มันบ่(ไม่)ติดแล้ว เพราะมันเบื่อแล้วเด้(นะ) มันเบื่อเด้(นะ) ให้มันเบื่อจริงๆ ถ้าบ่(ไม่)เบื่อแล้วมันจะเป็นแม่เหล็ก ฆ่าแม่เหล็กให้มันได้จริงๆ 

     

    นี่แหละพระพุทธเจ้าสอนเรื่องนี้ อันนี้แหละเพิ่น(ท่าน)ว่าธรรมชาติ ศึกษากับธรรมชาติจริงๆ ที่นำมาเล่าให้ฟังนี่ก็ว่าสมควรแล้ว ง่ายๆ การทำความรู้สึกตัว ทำความตื่นตัวนี่ อานิสงส์มันจิ(จะ)มาอย่างซี้(นี้) ถ้าบ่(ไม่)ทำความรู้สึกตัวบ่(ไม่)ทำความตื่นตัว อานิสงส์มันจะบ่(ไม่)เกิดมาอย่างนี้เด้(นะ) เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)เจริญสติ 

     

    เจริญสติ แปลว่าทำให้มาก ทำความรู้สึกตัว ทำความตื่นตัว นี่เป็นเอง เป็นเองจริงๆ บ่(ไม่)ต้องไปขอร้องจากไผ(ใคร)ที่ไหนทั้งหมด พระพุทธเจ้ามีอยู่ในคนทุกคนแล้ว บ่(ไม่)ยาก 

     

    ถ้าหากบ่(ไม่)เข้าใจแล้วทำบ่(ไม่)ถูกเด้(นะ) ให้ระวังวิปัสสนู กับจินตญาณ วิปลาส ตัวสุดท้ายนี่แหละสำคัญ ถ้าหากว่าเมื่อเฮา(เรา)รู้อาการเกิดดับนี่ มันจะฟุ้งไป วิปลาสตัวนี้สำคัญ แต่ให้เรา พอดีมันฟุ้งไปปุ๊บ ทำความรู้สึกตัว อย่างที่อย่างพ่อว่าให้ฟัง 

     

    เมื่อมันเป็นวิปัสสนูนี่ ทำความรู้สึกตัว กระตุกเฮา(เรา)มันแฮงๆ(แรงๆ) แล้วมันจะเข้ามาเลย พอดีเข้ามาให้มันวางไว้เลยอารมณ์นี่อันนั้น วางอารมณ์สุขทุกข์นั่น วางให้มันหมด ให้มาเบิ่ง(ดู)ความจืดเฮา(เรา)นี่ 

     

    เอาแหละมื้อนี้ เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว จึงขอยุติเพียงแค่นี้การแสดงธรรมะมื้อนี้. 

     

    .....................

     

    ภิกษุสามเณรแล้วก็ญาติโยมก็ต้องตั้งใจฟัง คำว่าตั้งใจฟังนี่มีความหมายอยู่ลึกพอสมควร คัน(หาก)ฟังแล้วก็บ่(ไม่)ได้จดได้จำ นั่นก็บ่แม่น(ไม่ใช่)ตั้งใจฟัง มื้อ(วัน)นี้ก็บอกวานนี้ก็บอกมื้อก่อนก็บอก บอกทุกมื้อๆ(ทุกวันๆ) คำว่าตั้งใจฟัง นี่คล้ายๆ คือว่าบอกแล้วก็บ่(ไม่)มีคุณค่าบ่(ไม่)มีประโยชน์ 

     

    แต่ก็เป็นหน้าที่ ที่เราจะเฮ็ด(ทำ)ตามไป เพราะว่าเราชอบอย่างนี้ แล้วก็เป็นหน้าที่ของเราคนที่มาหาก็ต้องเว้า(พูด)ให้ฟัง ถึงจะเอาไปใช้ก็ได้ บ่(ไม่)เอาไปใช้ก็ได้ จำนวนร้อยคนพันคน เราก็เพียงว่าคนเดียวก็พอแล้วการที่เขาตั้งใจนี่ คนที่บ่(ไม่)ตั้งใจนั้นก็ธรรมดา เขายังเป็นพวกบัวใต้น้ำเพิ่น(ท่าน)ว่า แต่ก็บ่(ไม่)เป็นวันใดก็เป็นวันหนึ่งเขาจิ(จะ)พ้นมันน้ำขึ้นมา เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) 

     

    ฉะนั้นพวกเฮา(เรา)มันบ่แม่น(ไม่ใช่)ดอกบัวใต้น้ำ มันแม่น(เป็น)ดอกบัวพ้นน้ำแล้ว คอยแต่แสงพระอาทิตย์ ให้แสงพระอาทิตย์ส่องมา ดอกบัวนั้นสามารถที่จะบานได้ ถ้ามันพ้นน้ำขึ้นมา ดังนั้นเราก็ต้องพยายามให้เป็นดอกบัวที่พ้นน้ำจริงๆ แล้วก็คอยรับแสงพระอาทิตย์จริงๆ เมื่อแสงพระอาทิตย์ส่องมาแล้วให้มันบานได้จริงๆ แล้วก็มีรสหอมกลิ่นหอม 

     

    ดังนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้านี่ ถึงพระพุทธเจ้าจะตายไปแล้ว ๒,๕oo กว่าปีแล้วก็ตาม ยังมีกลิ่นหอมจนถึงทุกวันนี้ กลิ่นหอมนั้นยังมีคนกราบคนไหว้ ยังมีคนปฏิบัติตามอยู่ เอิ้น(เรียก)ว่าหอม 

     

    กลิ่นเหม็นบัดนี้ตรงกันข้าม อย่างพระเทวทัต ตายไปแล้วคือ(เหมือน)กัน เหม็น คนชั่วเท่านั้นจิ(จะ)ปฏิบัติตาม คนดีแล้วบ่(ไม่)ยากปฏิบัติตาม คนชั่วนั้นทำไมจึงปฏิบัติตามแบบของพระเทวทัต เพราะเขาบ่(ไม่)รู้จักชั่วบ่(ไม่)รู้จักดีมิหยัง(อะไร) เกิดมาเป็นคน หน้าตาเป็นคน แต่จิตใจมันบ่(ไม่)เคยได้รับความสว่าง บ่(ไม่)เคยได้ยินว่าอันนั้นชั่วอันนั้นดี มันเกิดมาอย่างนั้นเป็นคน 

     

    แล้วคนนี้มันอยู่กึ่งกลาง จะไปทำงานทางชั่วก็ได้ จะไปทำงานทางดีก็ได้ งานนั้นมันบ่ดีบ่ชั่ว(ไม่ดีไม่ชั่ว) ตัวการกระทำพุ่น(นู้น)มันดีมันชั่ว ดังนั้นให้พวกเราพยายามทำความเข้าใจกันให้มันดี เวลามันน้อยพวกเฮา(เรา) อบรมกันก็เพียง ๓o นาที อย่างนานก็ต้อง ๔o นาทีหรือชั่วโมงก็พอแล้ว ว่าให้กันฟังตั้งแต่ความจริงใจ 

     

    ที่เรามาที่นี่ว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม คำว่านักปฏิบัตินั้น เราปฏิบัติเพื่อหยัง(อะไร) เรามานั่งฟังซือๆบ่(เฉยๆไหม) หรือเราไปเฮ็ด(ทำ)จังหวะเดินจงกรมซือๆบ่(เฉยๆไหม) รอท่าเอาหยัง(อะไร) บ่(ไม่)รอท่าเอาหยัง(อะไร) ทำให้มันเกิดปัญญา เกิดปัญญาแล้วมันจะรู้หยัง(อะไร) ก็รู้ของจริง ของจริงก็เว้า(พูด)ให้ฟังอยู่ทุกมื้อ(วัน)แล้ว มื้อ(วัน)ใดเรายังจิ(จะ)ทำให้มันรู้ ถ้าเราบ่(ไม่)ทำให้มันรู้มันก็บ่(ไม่)รู้ 

     

    สมัยครั้งพระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)แสดงธรรมให้สาวกฟัง ฟังครั้งเดียวนี่บางคนได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน เป็นจำนวนร้อยๆ พันๆ เป็นหมื่นเป็นแสนก็มี อันนั้นก็หมายถึงดอกบัวพ้นน้ำ อันที่ยังบ่(ไม่)ทันได้ดวงตาเห็นธรรม ก็หมายถึงดอกบัวใต้น้ำ มันเป็นอย่างนั้นพวกเฮา(เรา)ถ้ายังอยากเป็นดอกบัวใต้น้ำ 

     

    ถ้าเป็นข้าว ข้าวเจ้าข้าวเหนียวเป็นข้าวเปลือก ให้เป็นข้าวอ้วนเข้าเต็ม เอาไปเข้าโรงสีแล้วให้โรงสีผลัดออกมาให้เป็นข้าวที่ ๑ , อย่าเป็นข้าวหัก คัน(หาก)เป็นข้าวหักเขาเอิ้น(เรียก)ข้าวที่ ๒ , หักสามหักสี่ไปเขาเรียกข้าวที่ ๓ , เป็นอันหนึ่งออกไปเขาเอิ้น(เรียก)เป็นแกลบเป็นฮำ(รำ) ข้าวชนิดหนึ่งของเอิ้น(เรียก)เป็นข้าวปลาย 

     

    ก็ยังดีอยู่ คัน(หาก)เป็นแกลบเป็นฮำ(รำ)ก็ยังได้คุณค่าของมัน เป็นแกลบเป็นฮำ(รำ)นั้นเอาไปเผาถ่าน บ้านอย่างพ่อเอาแกลบเอาฮำ(รำ)ไปเผาถ่าน แล้วเอาไปเฮ็ด(ทำ)ปลูกผักแกลบ ฮำ(รำ)เอาไปเผื่อเป็ดเผื่อไก่เผื่อหมู มันเป็นอย่างนั้น ข้าวปลายบางคนก็กินได้บางคนก็บ่(ไม่)ค่อยกินเพราะมันบ่(ไม่)ค่อยดีเท่าไร ถ้าเป็นข้าวที่ ๒ ที่ ๓ ก็กินก็พอปานนั้น(ก็อย่างนั้น) ถ้าเป็นข้าวที่ ๑ แล้วคนชอบ ขายราคาก็แพง 

     

    เฮา(เรา)เกิดมาเป็นคนนี่ จะต้องการราคาให้มีบ่เฮา(ไหมเรา) หรือเฮาจิบ่(เราจะไม่)ต้องการให้เฮา(เรา)มีราคา ทุกคนเพิ่น(ท่าน)ว่าต้องการให้ราคาเฮา(เรา)มี ราคาเฮา(เรา)จะมีได้อย่างได๋(ไร) ทำความดีความงามเอาไว้ ต้องทำดีเพิ่น(ท่าน)ว่า คนเรานี่ต้องทำดี ให้ดีมีเกิดขึ้นไว้แล้วก็เป็นที่พึ่งได้ เพราะความดีของเฮา(เรา)ทำนั่นแหละ 

     

    คนเฮา(เรา)หากบ่(ไม่)มีดีสักนิดหนึ่ง พี่งคนอื่นนี่ ขเจ้าบ่(พวกเขาไม่)เอาใจใส่ ขเจ้า(พวกเขา)เฉย ฉะนั้นเพิ่น(ท่าน)ยังสอนว่า จงทำดี พึ่งการทำดีของเฮา(เรา)นั่นแหละไปเรื่อยๆ จงทำดี พึ่งการกระทำความดีของเฮา(เรา)นั่นแหละไปเรื่อยๆ จะได้ที่พึ่งอันเกษมสุข อันความเกษมกับเกษมสุขนี่คำเดียวกัน แล้วมั่นคงถาวร 

     

    ดังนั้นพระพุทธเจ้าเพิ่นเฮ็ด(ท่านทำ)มาแล้ว เพิ่น(ท่าน)ยังว่าไว้ หรือผู้เฒ่าผู้แก่เพิ่น(ท่าน)ก็เห็นมา เพิ่น(ท่าน)ยังว่าไว้ อย่าเกียจคร้านการทำงาน อย่าเกียจคร้านการทำธุระหน้าที่ของเฮา(เรา) ถ้าหากเฮา(เรา)เกียจคร้านการงานเกียจคร้านธุระหน้าที่ของเฮา(เรา)แล้ว ดีบ่(ไม่)เกิด ดีบ่(ไม่)มี 

     

    เฮาบ่(เราไม่)มีดีแล้วพึ่งผู้อื่นก็เฉย พึ่งพ่อพึ่งแม่พึ่งอ้าย(พี่)พึ่งน้อง พึ่งได้ตั้งแต่สิ่งจำเป็น สิ่งบ่(ไม่)ไม่จำเป็นแล้วเพิ่น(ท่าน)ก็พึ่งบ่(ไม่)ได้ บัดนี้พึ่งได้ก็การเจ็บไข้ได้ ป่วยเพิ่น(ท่าน)ก็พาไปโรงพยาบาล ตอนเสียเงินเด้(นะ)บัดนี้ ก็แม่นเฮา(ใช่เรา)นี่เสีย ใครจะเสียให้เฮา(เรา) คันบ่(หากไม่)มีเงินแล้วบัดนี้ บ่(ไม่)มีเงินแล้วก็บ่(ไม่)ได้ไปแล้วโรงพยาบาล ตายล่าซือๆ(เฉยๆ)นี่ อันนี้ให้เข้าใจเอาไว้ อันนี้เป็นภาษาพื้นโลกๆ 

     

    ต่อไปก็ต้องว่าภาษาธรรมะ ที่เฮา(เรา)มีจุดหมายปลายทางนั้น ตอนเย็นวานนี้ก็ว่าให้ฟัง ธรรมะที่สูงสุดที่เฮา(เรา)มีจุดมุ่งหมายนั้น คือการกระทำทางใจ ที่พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)บอกแล้วการกระทำทางใจ ทำทางใจทำอย่างใด เฮา(เรา)มีสติ มีสมาธิ มีปัญญารอบรู้ เพิ่น(ท่าน)ว่า ปัญญารอบรู้ รอบรู้ที่ใด รอบรู้ตัวเฮา(เรา) มันนึกมันคิดให้เฮาฮู้(เรารู้)จัก “เห็น ฮู้(รู้) เข้าใจ สัมผัสได้” 

     

    เมื่อมันคิดขึ้นมามันเป็นสังขาร เพิ่น(ท่าน)ว่าสังขารปรุงแต่ง สังขารนี่บ่(ไม่)ได้หมายถึงรถล้อเกวียนเฮือนชานบ้านช่อง บ่(ไม่)ได้หมายถึงรูปกายอันนี้อันเดียว หมายถึงจิตใจมันนึกมันคิดพุ่น(นู้น)ด้วย ว่าสังขารปรุงแต่ง 

     

    บัดนี้วัฏฏะคือวงกลม วัฏฏะสงสาร วัฏฏะคือวงกลม มดแดงไต่ขอบด้ง(กระด้ง) บ่(ไม่)มีการสิ้นจบจักเทื่อ(สักที)มด ไต่แล้วก็วนเวียนอยู่อย่างซั่น(นั้น)แหละ หมุนบ่(ไม่)มีทางออก มันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นวัฏฏะคือสงสาร วัฏฏะคือวงกลม เฮา(เรา)ต้องพยายามตัดวงจรมัน ตัดวงกลมมันออก 

     

    เมื่อเฮา(เรา)ตัดวงจรตัดวงกลมมันบ่(ไม่)ได้ เฮาจิ(เราจะ)ได้หมุนเวียนอยู่อย่างซั่น(นั้น) ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย อันนี้วัฏฏะสงสารของคนที่ยังบ่(ไม่)ทันรู้ธรรม วัฏฏะสงสารคนมืดบอด วนอยู่อย่างซั่น(นั้น)แหละ 

     

    อย่างที่พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ว่าไว้ เมื่อยังบ่(ไม่)ทันรู้บ่(ไม่)ทันเห็น เราตถาคตก็เป็นทุกข์ เพราะแสวงเสาะแสะหาวนเวียนไปอยู่อย่างซั่น(นั้น)แหละ เพิ่น(ท่าน)ว่า เมื่อเราตถาคตรู้แล้ว เห็นแล้ว เข้าใจแล้ว ทุกข์อันนั้นก็หมด แล้วบัดนี้เเฮา(เรา)อยากหมดทุกข์หรือเฮา(เรา)อยากมีทุกข์ เฮา(เรา)ต้องเอามาฟังไว้ ความคิดแบบนี้ต้องให้มันเข้าไปอยู่ในมันสมอง 

     

    เพิ่น(ท่าน)ว่า “สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต” สัตว์บ่แม่น(ไม่ใช่)สัตว์เดรัจฉานสัตว์มนุษย์ สัตว์มนุษย์เพิ่น(ท่าน)จึงว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ คัน(หาก)สัตว์ประเสริฐนั้นเพียงแต่ทำนากินบ่(ไหม) หาเงินค้าขายบ่(ไหม) เป็นลูกจ้างเขาบ่(ไหม) เรียนหนังสือได้มากๆบ่(ไหม) หรือมีเงินหลายๆ แม่นบ่(ใช่ไหม) บ่แม่น(ไม่ใช่)สัตว์ประเสริฐ 

     

    สัตว์ประเสริญนี่ พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ว่า หมายถึงบุคคลผู้ที่บ่(ไม่)มีทุกข์พุ่นเด้(นู้นนะ) จึงเป็นสัตว์ประเสริฐ คัน(หาก)ยังมีความทุกข์อยู่ก็บ่แม่น(ไม่ใช่)สัตว์ประเสริฐ บ่(ไม่)ผิดกันกับสัตว์เดรัจฉาน 

     

    สัตว์เดรัจฉานอาจจะบ่(ไม่)มีทุกข์ก็ได้บางตัว คนเฮา(เรา)ก็คือ(เหมือน)กันบางคนอาจจะบ่(ไม่)มีทุกข์ก็ได้ แต่บ่(ไม่)มีทุกข์นั้น ขเจ้า(พวกเขา)เอาความบ่(ไม่)มีทุกข์นั้นเป็นความสุขประเภทหนึ่ง คัน(หาก)มีทุกข์แล้วก็เที่ยวมีเงินใช้จ่ายไปฮั่น(นั่น)มานี่ หรือต้องการหยัง(อะไร)ใช้จ่ายซื้อเอา นั่นก็บ่(ไม่)มีทุกข์แบบคนรวย 

     

    แต่ทุกข์แบบมีความสงสัย แบบบ่ฮู้(ไม่รู้)จักนี่ มีหมดทุกคน เราเคยเห็นบ่(ไหม) คนฆ่าตัวตาย อย่างพ่อเห็น เอาปืนยิงตัวตายกินยาตายกระโดดน้ำตาย เพราะหยัง(อะไร) เพราะเรื่องทุกข์ทั้งนั้น ไม่ทันนานไม่กี่วันขเจ้า(พวกเขา)ว่า 

     

    คนประเทศนอกก็ทุกข์คือ(เหมือน)กัน บ่(ไม่)ทุกข์เฉพาะแต่คนไทยเด้(นะ) การฆ่าตัวตายนี้คนไทยก็มีมาก คนเมืองนอกเมืองนาก็มีมาก เรียนหนังสือสูงๆ ได้เป็นปริญญาเอกยังกินยาตายฆ่าตัวตายก็มี มีเงินร้อยล้านพันล้านยังฆ่าตัวตายเอาปืนยิงตัวตายกินยาตายก็มีมัดคอตายก็มี นี่เพราะหยัง(อะไร) เพราะความทุกข์บ่(ไหม) หรือว่าเพราะความสุข คนมีความทุกข์มาแล้วบ่(ไม่)มีทางออก ก็ต้องจำเป็นเห็นแต่ตายเป็นที่พึ่ง 

     

    อย่างพระวักกลินั่นแหละ ถ้าหากบ่(ไม่)ได้พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งเสียแล้ว พระวักกลิก็ต้องตาย เมื่อพระพุทธเจ้าว่าให้พระวักกลิ พระวักกลิบ่(ไม่)ได้เห็นธรรมะ บ่(ไม่)ได้เป็นสัตว์ประเสริฐ คล้ายๆ คือคนหนุ่นกับหญิงสาวรักกันชอบกัน แล้วก็พระพุทธเจ้าว่าให้ก็เสียอกเสียใจ บ่(ไม่)มีที่พึ่ง จิ(จะ)ไปกระโดดเหวตาย 

     

    พระพุทธเจ้าก็เลยถามพระกกลิ “พระวักกลิ เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าคือรูปกายนี้สิ” ‘ก็เข้าใจอย่างซั่น(นั้น)’ “อันนี้บ่แม่น(ไม่ใช่) มันยังตายเป็นเน่าเป็น พระวักกลิตายเป็นเน่าเป็นบ่(ไหม)” ‘ตายเป็นเน่าเป็นเหม็นเป็น’ “คัน(หาก)ตายเป็นเน่าเป็นเหม็นเป็นแล้วจิ(จะ)เป็นพระพุทธเจ้าได้ทำไม พระพุทธเจ้าบ่(ไม่)ใช่ตายบ่(ไม่)ใช่เน่าบ่(ไม่)ใช่เหม็น” พระวักกลิก็เลยอยากเห็น 

     

    ดังนั้นพระพุทธเจ้าตายไปแล้ว ๒,๕oo กว่าปีแล้ว ยังมีกลิ่นหอมอยู่ทุกมื้อ(วัน)เดี๋ยวนี้ เฮาบ่(เราไม่)เข้าใจซือๆ(เฉยๆ) อันเนื่องจากคนที่ฆ่าตัวตายนั้นบ่มีเรื่องมิหยัง(ไม่มีเรื่องอะไร) เพราะบ่(ไม่)มีทางทางออก มีความทุกข์แล้วบ่(ไม่)มีทางออกอย่างพระวักกลิ พระวักกลิก็เลยได้ฟังคำแนะนำจากพระพุทธเจ้าแล้วก็ไปปฏิบัติตัวเอง เลยเห็นพระพุทธเจ้า 

     

    พระพุทธเจ้าก็มีในพระวักกลิทีเดียว บัดนี้เมื่อพระพุทธเจ้าในพระวักกลิเกิดขึ้นแล้ว ได้เป็นพุทธะสาวกแล้ว บ่แม่น(ไม่ใช่)เป็นพระพุทธเจ้า อย่างเป็นพระอรหันต์องค์เอก บ่แม่น(ไม่ใช่)อย่างนั้น เป็นสาวกพุทธะ แล้วก็อยู่ไส(ไหน)ได้สบายใจ บ่(ไม่)เดือดร้อน 

     

    แล้วพวกเฮา(เรา)ถือศาสนาพุทธอยู่ทุกมื้อ(วัน)เดี๋ยวนี้ เฮา(เรา)จะเพียงเอาแต่กราบแต่ไหว้เท่านั้นสิ เด็กน้อยมันก็เฮ็ด(ทำ)เป็นอันกราบอันไหว้หมู่นี้ ผู้ใหญ่มันก็เฮ็ด(ทำ)เป็น ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เฮ็ด(ทำ)เป็น แล้วยังมีทุกข์อยู่ อย่างตำรวจทหารก็เฮ็ด(ทำ)เป็น ครูโรงเรียนก็เฮ็ด(ทำ)เป็น ชาวไฮ้(ไร่)ชาวนาชาวสวนเฮ็ด(ทำ)เป็นหมดการกราบการไหว้เป็น ผู้ชายนายฮ้อย(นายร้อย)ก็เป็น กราบไหว้เป็นหมด แต่มีทุกข์มีทุกข์ 

     

    มีทุกข์เพราะอย่างใด ทุกข์เพราะสงสัย ทุกข์เพราะอยากได้ ทุกข์เพราะอยากเป็น ทุกข์เพราะอยากมี อยากเป็นอยากได้อยากมีนั้น บ่ได้เด้(ไม่ได้นะ) อยากเป็นของบ่(ไม่)มี บ่(ไม่)มี อยากเป็นของที่บ่(ไม่)เป็นนั้น บ่(ไม่)เป็น อยากเห็นของที่บ่(ไม่)เคยเห็นนั้น มันบ่(ไม่)มีก็บ่(ไม่)เห็น 

     

    อันของที่มีที่เป็นนั้นที่เฮา(เรา)ได้แล้วนั้น เป็นหยังบ่(ทำไมไม่)อยากเข้ามาเผยแผ่ เป็นหยัง(ทำไม) เพราะเฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้) เฮาบ่ฮู้จิ(เราไม่รู้จะ)เผยแผ่ได้บ่(ไหม) ก็เผยแผ่บ่(ไม่)ได้แล้ว เฮาบ่ฮู้(เราไม่รู้)นี่ การเผยแพร่ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านี่เป็นสิ่งที่ประเสริฐ ดังนั้นผมอายุ ๔๖ ปีแล้วผมตั้งใจไว้โลด(เลย)บัดเดียว เพราะว่าผมเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างซาบซึ้งตรึงใจ แล้วผมก็ตั้งใจไว้กูต้องทำ 

     

    ชีวิตของเรานี้เกิดมาเพื่อหยัง(อะไร) เกิดมาเพื่อสร้างความดีความงาม ให้พึ่งตัวเองได้ เมื่อตัวเองพึ่งตัวเองได้แล้ว คนอื่นก็ต้องการอยากพึ่งตัวเองได้ เพิ่น(ท่าน)ยังว่า ตนเป็นที่พึ่งของตน พึ่งคนอื่นบ่(ไม่)ได้ นี่พึ่งคนอื่นบ่(ไม่)ได้แท้ๆ เรื่องนี้ 

     

    เรื่องการเจริญสตินี่ พึ่งผู้อื่นบ่(ไม่)ได้ มีเงินหลายๆ ก็เพิ่งบ่(ไม่)ได้ เรียนความรู้สูงๆ ก็พึ่งบ่(ไม่)ได้ เป็นอย่างซั่น(นั้น) เป็นเจ้าเป็นนายก็พึ่งบ่(ไม่)ได้ พึ่งบ่(ไม่)ได้จริงๆ พึ่งได้ตั้งแต่ความเห็นแจ้งความรู้จริงเท่านั้น ด้วยสติปัญญารอบรู้ในตัวเฮา(เรา)ที่จะเห็นได้ อันนี้พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ก็ว่าแล้วว่า “ธรรมะที่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้านั้นมีก่อนแล้ว มีก่อนพระพุทธเจ้าแล้ว มีอยู่ในคนทุกคน” 

     

    แล้วเฮา(เรา)ยังไปปรารถนาเอาอย่างได๋(ไร) ไปอ้อนวอนขอร้องเอาที่ไหน ใครจะมาให้เฮา(เรา) เพิ่น(ท่าน)ก็ยังว่า ให้เฮ็ด(ทำ)เอาเอง “เราตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น” ไปถึงที่ได๋(ไหน) เดินด้วยเท้าไปบ่(ไหม) บ่แม่น(ไม่ใช่) ขึ้นเครื่องบินไปบ่(ไหม) บ่แม่น(ไม่ใช่) นั่งรถยนต์ไปติ(สิ) บ่แม่น(ไม่ใช่) นั่งรถไฟไปติ บ่แม่น(ไม่ใช่) ขี่ล้อขี่เกวียนไปติ บ่แม่น(ไม่ใช่) เพิ่น(ท่าน)นั่งอยู่ที่ใดเพิ่น(ท่าน)ว่า เพิ่น(ท่าน)ทำงานอยู่ที่นั่น 

     

    ฉะนั้นสถานที่ที่ปฏิบัติธรรมให้รู้เป็นพระอริยบุคคลนั้น บ่(ไม่)จำกัดกาลสถานที่ วันเวลาบ่(ไม่)มี ฤกษ์งามยามดีทำอันใดบ่(ไม่)ได้ ทำได้ตั้งแต่ตัวเฮา(เรา)นี่แหละ ทำดีทำชั่วเท่านั้นซือๆ(เฉยๆ) ดังนั้นเป็นการเตือน 

     

    การทำทางจิตนี่ อย่าไปนั่งนิ่งๆ ให้เราเคลื่อนไหว เป็นท่าเป็นทาง เป็นจังหวะจะโคน อันจะโคนนี้บ้านผมมันเป็นจังหวะเป็นวิธีเป็นน่าเบิ่ง(ดู) เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)เป็นจังหวะจะโคน ให้ทำจังหวะเป็นพักๆ ความคิดมันปรากฏขึ้นมา เราต้อง “เห็น” ต้อง “รู้” 

     

    อัน“เห็น” กับ“รู้” กับ“เข้าใจ” นี่อันหนึ่ง อันหนึ่งฮู้(รู้)บ่(ไม่)เห็นบ่(ไม่)เข้าใจอย่างหนึ่ง เห็นฮู้(รู้)เข้าใจอย่างซี้(นี้) ฮู้(รู้)จักสถานที่บ่อน(ที่)เกิดของความคิด บัดนี้ฮู้(รู้)บ่(ไม่)เห็น ฮู้ซือๆ(รู้เฉยๆ) มันคิด อันนั้นบ่แม่น(ไม่ใช่)เห็น บ่แม่นฮู้(ไม่ใช่รู้) มันเข้าไปในความคิด มันก็เลยถูกปรุงไป เรียกว่ามดแดงใส่ขอบด้ง(กระด้ง) เป็นวัฏฏะ เป็นวงกลม เป็นวัฏสงสารแล้ววนเวียนอยู่อย่างนั้น 

     

    ดังนั้นวัฏสงสารของคนบ่ฮู้(ไม่รู้)นั้น เขาจึงว่า ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย คือ(เหมือน)มดแดงใส่ขอบด้ง(กระด้ง) วัฏสงสารของคนมีปัญญา เห็นสภาพภาวะของจิตใจมันคิดพุ่น(นู้น) เพิ่น(ท่าน)จึงว่ามันกว้างมันยาวผิดกัน บัดนี้วัฏสงสารของคนที่บ่(ไม่)รู้นั้น เพิ่น(ท่าน)ว่า ยืดยาวไกลที่สุดกว้างใหญ่ที่สุด เพิ่น(ท่าน)ว่า ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย หมุนอยู่อย่างซั่น(นั้น) เพิ่น(ท่าน)ว่า อันนั้นของคนบ่ฮู้(ไม่รู้) 

     

    สมมุติเรานอนมื้อคืน(เมื่อคืน)นี้ คนเจ็บไข้ได้ป่วยนอนบ่(ไม่)หลับ โอ้ยปานใดจิมืดจิแจ้งเด้(จะมืดจะสว่างนะ) นี่ขเจ้า(พวกเขา)ว่าอย่างซั่น(นั้น) บัดนี้คนนอนหลับบัดนี้ โอ๊ยคือว่าฮู้(รู้)ง่ายแท้น้อ บัดเดียวนี่ฮู้โลด(รู้เลย) จำพวกที่เฮา(เรา)มาทำวัตรนี่เหมือนกัน 

     

    คนที่ตั้งใจรักการรักงานนั้น ได้เวลาตื่นโลด(เลย) บ่(ไม่)ได้ว่านอนน้อยนอนหลายคนเกียจคร้านการงานนั้น โอ้ยฮู้(รู้)ง่ายแท้หนอ บึดเดียวหนึ่งแหละ จึงว่ามันผิดกันอย่างซั่น(นั้น) คนนอนหลับกับคนนอนบ่(ไม่)หลับนี่มันฮู้(รู้)ง่ายคือ(เหมือน)กัน แต่แล้วเพียง ๑๒ ชั่วโมงคือ(เหมือน)กัน 

     

    สมมุติทางเดินคือ(เหมือน)กัน คนใดอิดหิวลิวลี่ เมื่อยเจ็บแข้งเจ็บขา หิ้วหาบของหนักไป นานฮอด(ถึง) ซาวครึ่งซางกลางไป บัดนี้คนใดไปแต่ตนแต่ตัว เฮาบ่(เราไม่)หิ้วบ่(ไม่)หอบอันใดไป ย่างไปซือๆ(เดินไปเฉยๆ) แล้วก็บ่(ไม่)อิดบ่(ไม่)เมื่อย ปึ้ดเดียวฮอดโลด(เดี๋ยวเดียวถึงเลย) นี่มันผิดกันอย่างซั่น(นั้น) 

     

    อย่างนั้นเฮา(เรา)มาที่นี่ ต้องเป็นข้าวที่ ๑ อย่าเป็นข้าวที่ ๒ เป็นดอกบัวพ้นน้ำ อย่าเป็นดอกบัวใต้น้ำ บัดนี้เมื่อเห็นความคิดเฮา(เรา)มันคิด เฮา(เรา)เห็น เฮา(เรา)รู้ เฮา(เรา)เข้าใจ เฮา(เรา)ก็เคลื่อนไหวตัวเฮา(เรา)ไปนำ(ด้วย) มันหยุดเอง เมื่อมันหยุดแล้ว วงจรมันขาด คุณค่าของการทำความรู้อันนี้แหละมันมีประโยชน์ 

     

    แสดงให้ฟัง เพิ่น(ท่าน)ว่า อันพระอรหันต์นั้นแต่ก่อนก็เข้าใจว่านั่งอยู่นี่ต้องมองเห็นไกลๆ พุ่น(นู้น)อันผู้มีตาทิพย์ ตาทิพย์นี้หมายถึงว่าอันคุณค่าของพระอรหันต์กับตาทิพย์นั้นแม่น(ใช่)อันเดียวกันเด้(นะ) กับผู้มีปัญญานั้นก็แม่น(ใช่)อันเดียวกันเด้(นะ) บัดนี้หูทิพย์ บัดนี้อันผู้ที่ฟังธรรมะเป็นก็แม่น(ใช่)อันเดียวกันอีกตึม(เพิ่มอีก) 

     

    ฟังธรรมะเป็นอย่างใด ฟัง ขเจ้าจิ(พวกเขาจะ)ด่าก็ฟังได้ ขเจ้าจิ(พวกเขาจะ)ยกย่องก็ฟังได้ ขเจ้าจิเว้า(พวกเขาจะพูด)ธรรมะสู่เฮา(เรา)ฟังก็ฟังได้ นั่นแหละเพิ่น(ท่าน)ว่าหูทิพย์ เอาหูทิพย์ไปฟัง เอาตาทิพย์ไปดู บ่แม่น(ไม่ใช่)ตาทิพย์จิ(จะ)ไปมองเห็นผู้อื่น ตาทิพย์หมายถึงเห็นตัวเฮา(เรา)นี่ กำลังเคลื่อนกำลังไหวอยู่นี่ อันนี้ความเข้าใจแบบใหม่ เว้ากันซือๆ(พูดกันเฉยๆ) อันนี้ 

     

    แต่ก่อนนั้นเข้าใจตาทิพย์นั้น บ่(ไม่)ได้วกวนเข้ามาหาตัวเอง มันจิบ่(จะไม่)มีตาทิพย์ มันจิบ่(จะไม่)มีหูทิพย์ พอดีมาเบิ่ง(ดู)ตัวเองก่อน อ้อเขาว่าตาทิพย์หมายถึง เราบ่(ไม่)เคยเห็นจักเทื่อ(สักที) การเคลื่อนไหวตัวเฮา(เรา)นี่ เห็นอยู่ ฮู้(รู้)อยู่ มันบ่(ไม่)เห็นมันบ่แม่น(ไม่ใช่)รู้ด้วยสติด้วยสมาธิปัญญารอบรู้จริงๆ เมื่อเห็นจิตใจเฮา(เรา) เกิดคิดขึ้นมาปุ๊บ เห็นปั๊บ นี่มันเห็นเป็นชั้นเป็นหลืบเข้าไป 

     

    อย่างที่ว่าให้ฟังเมื่อวานนี้ ธรรมะจึงมีม่อ(ระยะ)มีเปลือกมีกระพี้มีแก่นมีแกน และมีใจกลาง ตัวสำคัญมันต้องเอาใจกลางมันพุ่น(นู้น) เฮา(เรา)ปฏิบัติธรรมะก็หมายถึงไปจุดนั้น นิพพานจึงว่าเป็นเบรกรถ มีอยู่ในเฮา(เรา)หมดทุกคนบ่(ไม่)ได้ยกเว้น ผู้หญิงก็มีผู้ชายก็มี 

     

    นิพพานเพิ่นเอิ้น(เรียก)อุเบกขาวางเฉย นี่หูทิพย์ฟัง ตาทิพย์เบิ่ง(ดู)ก็เฉย ความเฉยได้นั่นแหละเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)นิพพาน เอิ้น(เรียก)ตาทิพย์ เอิ้น(เรียก)หูทิพย์ ความยึดมั่นถือมั่นเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ว่าแบกของหนัก วัฏสงสารกว้างหนักอกหนักใจ นี่เป็นอย่างนั้น 

     

    ดังนั้นพวกเฮา(เรา)อย่าไปยึดอย่าไปถืออันใดให้มากเกินไป อย่าไปติดพิธีรีตรองให้มากเกินไป เบิ่ง(ดู)จิตเบิ่ง(ดู)ใจเฮา(เรา)นี่ จิตใจเฮา(เรา)มันเกิดพอใจบ่(ไม่)พอใจ นั่นมันเกิดสังขารปรุงแต่งแล้วเด้(นะ)นี่ ทุกข์แล้วเด้(นะ)นี่ 

     

    จึงว่า ทำดีอย่าเอาดี ทำบุญอย่าเอาบุญ ทำซือๆ(เฉยๆ) ทำซือๆ(เฉยๆ)ทำอย่างใด ทำบูชาคุณของพระพุทธเจ้า ให้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในจิตในใจเฮา(เรา)นี้ เพราะมันมีแล้ว เฮา(เรา)หากบ่(ไม่)เห็นซือๆ(เฉยๆ)เดี๋ยวนี้นี่ 

     

    ดังนั้นเพราะเฮาบ่(ไม่)มีตาทิพย์บ่(ไม่)มีหูทิพย์ จึงบ่(ไม่)เห็นผี บ่(ไม่)เห็นคน บ่(ไม่)เห็นเทวดา บ่(ไม่)เห็นมนุษย์ บ่(ไม่)เห็นสัตว์นรก บ่(ไม่)เห็นเปรต บ่(ไม่)เห็นสัตว์เดรัจฉาน บ่(ไม่)เห็นอสุรกาย 

     

    เมื่อเฮา(เรา)มีตาทิพย์ขึ้นมาแล้ว เฮาจิ(เราจะ)เห็นหมดของพวกนี้ เพราะมันมีอยู่ในเฮา(เรา)นี่ เฮา(เรา)ต้องเห็นสิ เห็นจักเทื่อบ่(สักครั้งไหม)ผี บ่(ไม่)มีใครเห็นจักเทื่อ(สักครั้ง) มีแต่ว่าอีตานี่คือผีนี่คือ พระองค์นี้คือผี เณรองค์นี้คือผี คือผีซือๆ(เฉยๆ) ตัวผีมันบ่(ไม่)เห็นเด้(นะ)บัดนี้ ดังนั้นจึงว่าให้เฮา(เรา)เห็นจริงๆ คนเห็นมันก็ต้องมีตาทิพย์ มันต้องเห็นสิเพราะมันมี คือซือๆ(เฉยๆ)มันจิ(จะ)เห็นหรือ ก็ว่าบ่แม่น(ไม่ใช่)แล้ว 

     

    สมมุติเอาซือๆ นี่แหละเอาขี้ดินดากไปปั้นเป็นรูปไก่รูปวัวรูปควาย เอาไปขายได้บ่(ไหม) บ่(ไม่)ได้ บัดนี้เอาตัวไก่ตัววัวตัวควายตัวน้อยๆ แท้ๆ นี่ เอาไปขายได้บ่(ไหม) ได้ อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน เฮาฮู้(เรารู้)จักเล็กๆน้อยๆนี่ มันจะสะสมเก็บเข้า เก็บเข้า มันจิ(จะ)ไหลเข้า ไหลเข้า คล้ายๆ คือ(เหมือน)น้ำหยดใส่ไห น้ำหยดมาแต่ฟ้าเพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)น้ำหยาดใส่ไห หยาดใส่หลายเม็ดแล้วมันก็เต็มโอ่งเต็มไหล้นออกมาโลด(เลย)  

     

    อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน เฮา(เรา)เห็นบ่อยๆ ทำเรื่อยๆ รู้จักเรื่อยๆ มันก็เห็นเข้า เห็นเข้า ฮู้(รู้)จักเข้า ก็เลยถูกหยุดได้ความคิดนี้ เลยหมดแท้ๆ เชื้อมันหมดแท้ๆ พระพุทธเจ้าจึงว่า “ตัดผมเที่ยวเดียว” นั้น ผมพระพุทธเจ้าบ่(ไม่)ยาวอีกตึ่มจักเทื่อ(เพิ่มอีกสักที) 

     

    นี่พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ว่า “จิตหลุดพ้นแล้ว อันใดปรุงแต่งบ่(ไม่)ได้อีกต่อไป จิตหลุดพ้นแล้วย่อมมีญาณ” เพราะว่าจิตหลุดพ้นแล้วย่อมมีนี่ เพิ่น(ท่าน)บอกไว้ มันมี มันฮู้(รู้)จัก มันเห็น เมื่อมันมีมันเห็น แล้วมันก็มีเด้(นะ) 

     

    อันนี้มันบ่(ไม่)เห็น มันก็ไปสงสัย ถามพุ้น(นู้น)ถามพี้(นี้) อันความสงสัยแม่นหยัง(ใช่อะไร) นั่นแหละทุกข์ ทุกข์แล้วอันนั้น เฮา(เรา)หากสงสัย เฮา(เรา)หากบ่(ไม่)รู้จักทุกข์แล้ว เพิ่น(ท่าน)ว่า ทุกข์เป็นเจ้าเรือนเป็นเจ้าของ แล้วเฮา(เรา)จะเอาทุกข์มาไว้ตัวเฮา(เรา)อยู่บ่(ไหม) ทิ้งทุกข์เสียแล้ว ก็บ่(ไม่)มีทุกข์แล้ว อย่างพ่อเว้าซือๆ(พูดเฉยๆ)นี่ 

     

    คัน(หาก)ว่าอย่างซี้จิ(นี้จะ)หาว่า พูดอวดอุตริมนุสธรรม คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตน ว่าก็ตามช่าง มันมีแล้วเด้(นะ) มีก็ต้องว่าสิ บ่(ไม่)ว่าแล้วมันจะได้ประโยชน์อันใด คัน(หาก)ว่าแล้วมันผิดคนผู้คนที่บ่ฮู้(ไม่รู้)จัก แล้วได้ประโยชน์อันใด พระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)ว่า “รู้แล้วต้องเทศน์ต้องสอน” 

     

    รู้แล้วต้องบอกคน เรามีของต้องบอก บ่(ไม่)บอกแล้วเขาจะรู้จักบ่(ไหม) คันบ่(หากไม่)มีแล้วไปว่ามี แล้วบ่(ไม่)เป็นท่า ขี้ตั๋ว(โกหก)อันนั้น บ้านอย่างพ่อว่าขี้ตั๋ว(โกหก) ตัวบ่(ไม่)มีว่ามีเด้(นะ) คัน(หาก)มีแล้วว่าบ่(ไม่)มีเด้(นะ) อันนั้นก็ยังค่อยยังชั่วเด้(นะ) มีบอกว่ามีนี่เป็นหยัง(อะไร) ก็แห่งดีแล้วมีก็บอกว่ามี 

     

    แล้วมีอันนี้ใครมาปล้นมาจี้ได้บ่(ไหม) บ่(ไม่)ได้ อันนี้เพิ้นเอิ้น(ท่านเรียก)ทรัพย์ภายใน เพิ่นเอิ้น(ท่านเรียก)ทรัพย์ภายใน ทรัพย์ภายนอกนั้นดี มีไว้ก็ดีแต่คนปล้นคนจี้เอาได้ 

     

    เรื่องความหลุดพ้นนี่เป็นสิ่งที่สำคัญ ยังว่าเอามาเตือนกัน อันจิตหลุดพ้นนั้นสภาพหรือภาวะของมันเป็นนั้น พอดีเป็นแล้วรู้จักโลด(เลย) บ่(ไม่)ต้องถามใครทั้งหมด แต่วิธีมันจะเป็นนั้นคือ ให้เรากำหนดการเคลื่อนไหวนี้ ให้กำหนดไปเรื่อยๆ เป็นมื้อ(วัน)ใดยามใดก็ตามช่าง ดูความคิดนี้ไปเรื่อยๆ อย่าขาด ให้มันติดต่อกันเหมือนลูกโซ่นี้ 

     

    เมื่อมันติดต่อกันเหมือนลูกโซ่นี้ แน่นอนบัดเดียว รับรองได้ “เป็น เห็น ฮู้(รู้) เข้าใจ” มันจะขาดจากวงจรอันนั้น พอดีตอนมันขาดมันจะเป็นจังได๋(อย่างไร) พูดความจริงสู่กันฟัง เหมือนกับถอนผมออกจากหัวนี่แหละ ถอนออกมามันมีรากขาวๆ แล้วเอาลงรูเก่ามันได้บ่(ไหม) บ่(ไม่)ได้ เพราะมันตันแล้ว ฮู(รู)เก่ามันตันไว้โลด(เลย) 

     

    ดังนั้นจึงเปรียบได้กับ เชือกตัดตรงกลาง แล้วเอาต่อกันบ่(ไม่)ได้อีกตึ่ม(เพิ่มอีก) เพิ่น(ท่าน)ว่าอย่างซั่น(นั้น) หรือเหมือนกับปลิง เอามาใส่เนื้อเอามันกิน บัดนี้เฮา(เรา)มียาชโลมมันไว้ เฮา(เรา)มาจับใส่ มันหนี มันถูกกลิ่นยามันหนี อันนี้ก็คือ(เหมือน)กัน เมื่อจิตมันออกไปพ้นกันแล้วนี่ มันบ่(ไม่)เข้ากันได้ คล้ายๆ คือยาพิษ 

     

    ดังนั้นพระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอนของจริง ของจริงประเภทนี้มีอยู่ไส(ไหน) มีอยู่ในคนทุกคน บ่(ไม่)ยกเว้น ดังนั้นคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นจึงว่าเป็นสากล บ่แม่น(ไม่ใช่)ใครสงวนลิขสิทธิ์ได้ทั้งหมด ใครทำฮู้(รู้) ใครทำเข้าใจ 

     

    พระพุทธเจ้าจึงว่า “เราไปถึงแล้วแห่งนั้น” เมื่อเพิ่น(ท่าน)ไปเห็นแล้วเพิ่น(ท่าน)จึงว่า โอ้หมดทุกข์อยู่เท่านี้เด้(นะ) เลยมาบอกมาสอนเฮา(เรา) บ่(ไม่)ได้เดินไปไส(ไหน) นั่งอยู่กับที่นั่นแหละ เพิ่น(ท่าน)ว่าไปถึงแล้วนี่ เฮา(เรา)ก็คือกัน เฮา(เรา)ไปถึงแล้ว อยู่ไส(ไหน) เฮาเบิ่ง(เราดู)เจิตเบิ่ง(ดู)ใจอยู่นี่ เฮา(เรา)ก็จะเห็นที่สุดของทุกข์คือ(เหมือน)กัน 

     

    แล้วเฮา(เรา)หากบ่(ไม่)ได้เอามาสอนกันซือๆ(เฉยๆ) อันนี้แสดงว่าสอนของบ่(ไม่)มีให้มันมี มันมีบ่(ไม่)ได้ หาของบ่(ไม่)มีให้มันมีก็บ่(ไม่)ได้ หาสวรรค์นิพพานนี่บ่(ไม่)ได้ไปหาอย่างนอกตัวเฮาเด้(เรานะ) เบิ่ง(ดู)ความคิดเฮา(เรา)นี้เด้(นะ) นี่สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ พระนิพพานก็อยู่ที่ใจ 

     

    คนโบราณเพิ่น(ท่าน)สอนอย่างซั่น(นั้น) เพิ่น(ท่าน)ว่า “กว้างศอก ยาววา หนาคืบ” มีให้เฮา(เรา)ศึกษาและปฏิบัติได้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แล้วเฮา(เรา)หากบ่(ไม่)ศึกษาที่ตรงนี้ บ่(ไม่)ปฏิบัติที่ตรงนี้ สวรรค์นิพพานตายแล้วจึงเอา นี่เข้าใจอย่างนั้น นรกก็ตายแล้วจึงไปตกนรก นี่เข้าใจอย่างนั้น 

     

    ความจริงพระพุทธเจ้าเพิ่น(ท่าน)สอนนั้น อดีตที่ผ่านไปแล้วเฮ็ดหยังก็บ่ได้(ทำอะไรก็ไม่ได้) อนาคตที่ยังบ่(ไม่)ทันมาถึงนั้นก็เฮ็ดหยังก็บ่ได้(ทำอะไรก็ไม่ได้) เพิ่นให้เฮ็ด(ท่านให้ทำ)ได้ เห็นได้ ทำได้ในขณะที่ปัจจุบันนี้ 

     

    ดังนั้นเฮา(เรา)มาปฏิบัติธรรมะก็ปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้านั้น ให้เป็นปัจจุบัน มันคิด“ให้เห็น” มันคิด“ให้รู้” มันคิด“ให้เข้าใจ” รู้จักกันรู้จักแก้ รู้จักเอาชนะมันได้ นี่เบิ่ง(ดู)ที่ตรงนี้ เมื่อเบิ่ง(ดู)ที่ตรงนี้แล้วมันจะสะอาดขึ้น สะอาดขึ้น หรือว่าเข้าใจเร็วขึ้น เร็วขึ้น มันเป็นอย่างซั่น(นั้น) 

     

    เรื่องง่ายๆ ว่าบ่(ไม่)เกี่ยวข้องกับเงินทอง บ่(ไม่)เกี่ยวข้องกับอันใดทั้งหมด อันนี้มันสมบูรณ์แบบ มีเงินร้อยล้านพันล้านซื้อก็บ่(ไม่)ได้ เรียนความรู้สูงๆ ได้จบปริญญาเอกแล้วว่าจะรู้ก็บ่(ไม่)รู้ บ่(ไม่)รู้แท้ๆ แต่ว่าคนบ่(ไม่)มีเงินเด้(นะ)บ่(ไม่)มีเงินก็รู้ คนมีเงินเด้(นะ)มีเงินก็รู้ คนมีความรู้เด้(นะ)รู้คือกัน คนบ่(ไม่)มีความรู้ก็รู้คือกัน เพราะคือกันเด้(เหมือนกันนะ) 

     

    อันนั้นปัญญาอีกอย่างหนึ่ง อันนี้ปัญญาอีกอย่างหนึ่ง ควรศึกษา ควรเรียนควร ปฏิบัติให้มันรู้สองอย่างนี้ หนึ่ง รู้กับบ่(ไม่)รู้ ให้มันรู้จริงๆ มีเงินก็รู้ยังว่า บ่(ไม่)มีเงินก็รู้ยังว่า ทั้งสองอย่างนี้ มีความรู้ก็รู้ บ่(ไม่)มีความรู้ก็รู้ ของจริงมันต้องรู้ทุกคน นี่ให้เข้าใจอย่างซั่น(นั้น) การศึกษาปฏิบัติธรรมะ 

     

    รู้แล้วจะไปเฮ็ดหยัง(ทำอะไร) ก็บ่เฮ็ดหยัง(ไม่ทำอะไร)แล้ว รู้แล้วมันบ่(ไม่)ทุกข์นี่ เพิ่น(ท่าน)ว่าพ้นทุกข์เด้(นะ) ความพ้นทุกข์ ความบ่(ไม่)มีทุกข์นี่ 

     

    เป็นมนุษย์อยู่ด้วยความทุกข์นี่ แล้วเป็นมนุษย์เป็นคนอยู่ด้วยความบ่(ไม่)มีทุกข์นี่นะ แล้วใครจะชอบอันได๋(ไหน) จิ(จะ)ชอบที่ความมีทุกข์นี่อ้าวมันก็ขาดทุนแล้ว คนทำการทำงานไปกับความทุกข์นี่มันขาดทุนแล้ว คนทำการทำงานไปกับบ่(ไม่)มีทุกข์มันก็ได้กำไรชีวิตแล้ว นี่กำไร บ่แม่นเฮา(ไม่ใช่เรา)ไปซื้อขายกำไรอันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง กำไรอันนี้จิบ่(จะไม่)ต้องการเงิน บ่(ไม่)ได้ลงทุนซื้อมันนี่.

     

     
    เครดิตทีมงาน
    ผู้ถอดคำบรรยาย: คุณ "แวว"
    ผู้ตรวจคนที่ 1: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 2: ………………………………
    ผู้ตรวจคนที่ 3: ………………………………

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service