แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
มกราคม แรม ๑๒ ค่ำ เดือนเจียม(เดือนอ้าย เดือนที่ ๑) การพูดธรรมะสำหรับบุคคลผู้ที่ยังไม่เคยเข้าใจในการปฏิบัติธรรม หรือยังไม่เคยเข้าใจเรื่องชีวิตของตัวเอง เรามาพูดกันเรื่องการปฏิบัติธรรมหรือเรื่องชีวิตของตัวเอง ให้แก่ผู้ที่ยังไม่เคยได้ยินยังไม่เคยได้ฟัง ได้ยินได้ฟัง แล้วผู้ที่ฟังนั้นแหละต้องพิจารณาใคร่ครวญด้วยสติปัญญาของตัวเอง ว่าชีวิตนี้มีอยู่เพื่ออะไร และธรรมะนั้นมีเพื่อให้ใช้ประโยชน์อะไร
ธรรมะกับชีวิตจึงมีความสำคัญเกี่ยวข้องกันโดยวิธีไหน ต้องพิจารณาด้วยตัวเอง อันนี้เป็นลักษณะของบุคคลผู้ที่มีปัญญา บัดนี้บุคคลผู้ที่ไม่มีปัญญา ไม่แหลมคม ต้องมีวิธีการและเทคนิค “ให้เคลื่อนไหวตัวเอง” อันนี้เป็นการปฏิบัติธรรม และเป็นการปฏิบัติชีวิตเป็นการปฏิบัติจิตใจ เคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ให้“รู้” เรื่องนี้ประกาศมาพูดมาให้คนฟังมาตั้งแต่ปี พ.ศ ๒๕o๓ พูดมาอยู่อย่างนั้นตลอดมา แม้ตัวเองจะไปอยู่ที่ไหนก็พูดแต่เรื่องนี้เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องสำคัญ
เรื่องจิตใจของคนทุกคนเหมือนกัน และก็ต้องปฏิบัติได้เหมือนกัน ผู้หญิงก็ปฏิบัติได้ ผู้ชายก็ปฏิบัติได้ พระสงฆ์องค์เณรก็ปฏิบัติได้ คนไทยคนจีนก็ปฏิบัติได้ ธรรมะนั้นจึงเป็นอันเดียวกัน หรือว่าชีวิตจิตใจก็เหมือนกัน ธรรมะก็เหมือนกันเป็นอันเดียวกันคือกัน ชีวิตจิตใจก็เป็นอันเดียวกันคือกัน(เหมือนกัน)
ดังนั้นจึงแนะนำบุคคลท่านที่ไม่มีปัญญาแหลมคม “ให้เคลื่อนไหว” เทคนิคของมัน นั่งพับเพียบก็ได้ นั่งเหยียดขาก็ได้ ขัดสมาธิก็ได้ นั่งเก้าอี้ห้อยเท้าอยู่ก็ได้ เอามือวางไว้บนขา คว่ำไว้ ค่อยๆ พลิกมือขึ้น เคลื่อนขึ้นมา “ให้รู้สึกตัว” ในขณะมันเคลื่อนมานั่น “ให้รู้สึกตัว” เรียกว่าตั้งใจ เรียกว่าตั้งสติ ว่าอย่างนั้นก็ได้ ตะแคงตั้งไว้ตรงๆ ไม่ให้มันเอนมันเอียง ยกขึ้นครึ่งตัว ยกขึ้นตรงๆ ครึ่งตัว แล้วก็หยุดไว้ มันหยุดก็ให้รู้สึกว่ามัน“หยุด” มันนิ่งมันไม่เคลื่อนไหวก็ให้“รู้สึก”
เรียกว่า“ให้มันสัมผัสแนบแน่น”อยู่กับสิ่งนั้นๆ บัดนี้เราค่อยๆ เคลื่อนเลื่อนลงมาที่สะดือ เมื่อมือมาถึงที่สะดือแนบแน่นอยู่กับที่สะดือแล้ว ให้มีความรู้สึกสัมผัสหรือผัสสะกับสิ่งนั้นๆ อยู่ บัดนี้พลิกมือซ้ายขึ้น ตั้งตะแคงไว้ตรงๆ ให้มีความรู้สึก เคลื่อนไหวยกขึ้นครึ่งตัว ให้มีความรู้สึกตัว เอามาแนบไว้ที่มือขวา หยุดเป็นพัก เป็นพัก เป็นพัก ให้มีมันมีความรู้สึกเป็นพัก เป็นพัก
แม้จะเคลื่อนไหวโดยวิธีใดก็ตาม ให้มันรู้สึกตัวอยู่อย่างนั้น เรียกว่า มีสติ มีสมาธิ มีปัญญา เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นการปฏิบัติชีวิต เป็นการปฏิบัติจิตใจ ชีวิตที่มีอยู่ก็เพราะลมหายใจ ธรรมะมีอยู่ได้ก็เพราะมีลมหายใจ เพราะมีการเคลื่อนไหว จิตใจที่มันนึกมันคิดอยู่ตลอดเวลา เพราะมันมีชีวิตมีจิตมีใจมีลมหายใจ คนมันต้องเคลื่อนไหวอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา
ดังนั้นจึงแนะนำหรือชี้แนววิธีปฏิบัติให้กับบุคคลผู้ที่ไม่มีปัญญาแหลมคม เมื่อปฏิบัติไป ให้รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวขึ้นนั้น“เป็นรูป” สิ่งที่รู้การเคลื่อนไหวไปนั้น“เป็นนาม” “รูป”กับ“นาม”จึงติดกัน แยกออกจากกันไม่ได้ เมื่อแยกออกจากกันได้เมื่อใดเมื่อนั้นก็หมดลมหายใจ หมดชีวิตหมดจิตหมดใจเรียกว่าตายกัน เป็นอย่างนั้น แล้วก็ปฏิบัติธรรมะไม่ได้ ปฏิบัติชีวิตไม่ได้ ปฏิบัติจิตใจไม่ได้
ปฏิบัติได้ เห็นได้ รู้ได้ เข้าใจได้แต่เมื่อมีชีวิต มีจิตมีใจ มีลมหายใจอยู่นี่เอง นี่คือเป็นการปฏิบัติธรรม ทุกๆ คนปฏิบัติได้ ดังนั้นธรรมะหรือคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นจึงเป็นสากล คำว่าเป็นสากลนี่ทุกคนปฏิบัติได้ และปฏิบัติอยู่ที่ไหนก็ได้ เป็นพระสงฆ์องค์เจ้าก็ปฏิบัติได้ เป็นญาติเป็นโยมก็ปฏิบัติได้ เป็นคนชาติใดภาษาใด ถือศาสนาไหนก็ได้ ถือลัทธิอันใดก็ได้ ไม่ผิดกันเลยเพราะว่ามันมีกายกับใจ
ภาษาที่เราพูด ภาษาธรรมะปัญญาเกิดขึ้นนั่นแหละเรียกว่า “รูปกับนาม” รูปได้แก่ร่างกาย นามได้แก่จิตใจ กายก็ที่เรามองเห็น ใจที่เรามองไม่เห็นที่มันนึกมันคิด เราต้องปฏิบัติเรื่อยๆ อย่าเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ถ้าเราไปนึกว่าเหน็ดเหนื่อยแล้วหยุด อันนั้นเรียกว่าไม่ติดต่อ ไม่สัมพันธ์ มันไม่โยงกันตั้งแต่ต้นจนปลาย
บัดนี้ปฏิบัติให้ติดต่อ ให้มันสัมพันธ์โยงกันตั้งแต่ต้นจนถึงปลาย นั่นก็หมายถึงเราเคลื่อนไหวโดยวิธีใด“ก็รู้” พริบตา“ก็รู้” เหลือบซ้ายแลขวา“ก็รู้”ตาเรา หายใจเข้าหายใจออก“ก็รู้” กลืนน้ำลาย“ก็รู้” จิตใจมันนึกมันคิด“ก็รู้” อันนี้เรียกว่า “เห็นธรรม” ไม่ต้องเห็นที่นอกตัว ถ้าเห็นนอกตัวลงไปนั้นมันเป็นมายาของจิตใจ มันหลอกลวงเรา มันโกหกเรา
คนโบราณท่านจึงสอนเอาไว้ว่า “จิตคนนี้กลอกกลับได้ไว ดุจมีลานไขในตน เราท่านควรบังคับกล ให้จิตใจหมุนมาแต่ในทางข้างดี เพราะปล่อยให้มันคิดไปตามอารมณ์ เรียกว่าหมุนไปในทางข้างกลี” ข้างกลีก็หมายถึงความชั่วร้าย กิเลสนั่นเอง “ธรรมที่มีก็จักหนีจักหน่ายหายสูญ” ธรรมที่มีนั่นคือตัวรู้นั่นเอง คือ ตัวสติ ตัวสมาธิ ตัวปัญญานั่นเอง
ถ้าหากเราไม่รู้ ก็เรียกว่า ธรรมที่มีก็จักหนีจากหน่ายหายสูญ “อธรรมความระยำสมบูรณ์ มันก็ปลิ้นปลอกหลอกเรา ปลิ้นปลอกหลอกตน” อธรรมก็คือเราไม่รู้ไม่เข้าใจธรรมะนั่นเอง มันก็ปลิ้นปลอกหลอกเรา จึงเห็นอันนั้นเห็นอันนี้ที่นอกตัวเราไป เพราะเราไม่ได้ศึกษาไม่ได้ปฏิบัติกับธรรมชาติ
ธรรมชาติของคนนี่ มันมีขามีแขน มีมือมีเท้า มีตามีหู มีจมูกมีลิ้น กินข้าวกินน้ำ อุจจาระปัสสาวะได้ นี่คือธรรมชาติมันจริงๆ ศึกษากันลงไปที่ตรงนี้ เมื่อศึกษาเข้ามาที่ตรงนี้ มันก็รู้จริง เห็นจริง เห็นเรานั่ง เห็นเรายืน เห็นเราเดิน เห็นเรานอน อันนี้แหละคือธรรมชาติ และก็มีหายใจเข้าหายใจออก แล้วก็มีจิตใจมันนึกมันคิด เราอย่าเข้าไปในความคิด เมื่อมันนึกมันคิด เราไม่เห็น มันคิดออกไปข้างนอก คิดออกไปบางครั้งบางคราวนอนไม่หลับ
นักศึกษาเรียนหนังสือ ถ้าเรียนทางธรรมนักธรรมตรี ธรรมโท ธรรมเอก เป็นมหาเปรียญ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ก็ตาม ไม่ได้ดูชีวิตดูจิตดูใจของเราแล้ว นั่นก็เรียกว่าเรียนออกนอกตัวไป เรียนออกนอกตัวไปจิตใจมันนึกมันคิดตายออกไปข้างนอก จิตใจมันนึกคิดตายออกไปข้างนอก ไม่เห็น ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ทุกข์เกิดขึ้น ผลที่ไม่เห็นนั่นแหละเอามาให้เป็นทุกข์ นอนไม่หลับ กินไม่ได้ เป็นโรคประสาทไปก็มีกันเป็นจำนวนมาก
แม้คนเรียนทางโลก ตั้งแต่ป. ๑ ถึงป. ๖ ป. ๗ หรือมัธยม ๑ มัธยม ๒ มัธยม ๓ มัธยม ๔ มัธยม ๕ หรือมัธยม ๗ มัธยม ๘ เรื่องนี้อาตมาไม่เคยได้เรียน แต่เพียงได้ยินเพื่อนฝูงหรือเพื่อนมนุษย์คนทั่วไปเคยพูดให้ฟังอย่างนี้ ก็เลยจำมาพูดให้ฟัง เมื่อเรียนจบมัธยม ๘ แล้วก็เรียนสอบไล่เข้าไปในมหาวิทยาลัย เรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ได้หลายปริญญาเอกก็ตาม ถ้าหากยังไม่เห็นไม่รู้ไม่เข้าใจความคิด ความคิดมันก็ส่ายส่งออกไปข้างนอก
เมื่อมันออกไปข้างนอก มันก็ไปทรงจำเรื่องนั้นเรื่องนี้ คิดดีใจเสียใจ ผลมันออกมาก็ได้รับทุกข์ กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นโรคประสาทกันก็มีเป็นจำนวนมาก การศึกษาแบบนั้นดีแล้ว บางคนก็ไม่เป็น บางคนก็เป็น การที่เป็นเช่นนั้นเพราะไม่รู้กลไกเทคนิคของจิตของใจนี่เอง เมื่อเรามามองดูลงไปสภาพการเคลื่อนไหวทางรูปกายนี้ก็ “รู้สึกตัว” จิตใจมันนึกคิดก็ “รู้สึกตัว”
แต่เรามาอยู่กับการเคลื่อนไหวทางรูปกายนี้เอง เราจะไปอยู่กับการเคลื่อนไหวของจิตใจที่มันนึกมันคิดนั่นไม่ได้ เพราะมันไม่มีตัวไม่มีตน จับไม่ถูก มองไม่เห็น รูปกายนี่มันจับถูกได้แตะต้องได้ มองเห็นได้ สัมผัสได้ด้วยมือ อันส่วนจิตใจที่มันนึกมันคิดนั่นมองไม่เห็นด้วยตา จับไม่ถูกด้วยมือ แต่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก เรียกว่าปัญญารอบรู้ เมื่อเรามีปัญญารอบรู้แล้ว มันนึกมันคิด เราก็เห็น เราก็รู้ ความเห็นจิตนึกคิดนั้นเป็น “มรรค”
ความเห็นจิตนึกคิดนั้นเป็นมรรค มรรคจึงเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์นี่ เมื่อเรามรรคเราต้องดูลงไปที่ตรงนี้ และก็ปฏิบัติไปที่ตรงนี้ ผลมันออกมาเรียกว่า “นิโรธ” พ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากการปรุงแต่ง พ้นไปจากการยึดถือ พ้นไปจากการมีโทสะ โมหะ โลภะ พ้นไปจากการยึดมั่นถือมั่น พ้นไปจากสิ่งทั้งปวงนั่นท่านเรียกว่านิโรธ แปลว่าความพ้นไป พ้นไปจากทุกข์ ท่านสอนอย่างนั้น
ดังนั้นผู้ที่มีปัญญาก็พิจารณาเห็นแจ้งตามความเป็นจริง แล้วก็เอาไปใช้กับการกับงานได้ทุกวิธี การงานก็เป็นธรรม ตัวปฏิบัติลงไปก็เป็นธรรม ธรรมะนั้นจึงเอาไปใช้กับการกับงานได้ทุกวิธี ดังนั้นคนใดรู้ธรรม เห็นธรรม เข้าใจธรรมแล้ว จึงทำการทำงานไปตามหน้าที่ ไม่มีความเกียจคร้าน ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
เราคิดดูถึงพระพุทธเจ้าของเรา แต่เมื่อสมัยพระองค์รู้ธรรมะ เห็นธรรมะ เข้าใจธรรมะ ซาบซึ้งในธรรมะที่ตัวรู้ตัวเห็นตัวได้ตัวเป็นตัวมีนั้นแล้ว พระองค์ก็นำไปเทศน์ไปสอน เมื่อพระองค์ได้เทศน์ได้สอนได้ลูกศิษย์จำนวน ๕ คนหรือหลายคนก็ไม่ทราบแล้ว เพราะว่าได้ยินแต่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟังว่า พวกปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้รู้ตามเห็นตามเข้าใจตามพระองค์แล้ว เป็นอย่างพระองค์ มีอย่างพระองค์แล้ว สัมผัสแนบแน่นอยู่เหมือนอย่างพระองค์รู้นั้น แล้วก็นำไปเทศน์ไปสอน
พระองค์จึงแนะนำบอกว่า อย่าไปนำกัน(ด้วยกัน) ๒ คน เพราะว่าให้ไปคนเดียว เมื่อไปด้วยกัน ๒ คนแล้วมันน้อยคน มันต้องไปได้หลายทาง ถ้าไปคนละทางละทางกันมันได้หลายทาง ถ้าไปพร้อมกันมันได้ทางเดียว แล้ว ๒ คนไปด้วยกัน ถ้า ๖ คนก็ได้ ๓ ทางเท่านั้นเอง บัดนี้ไปคนละทางละทางกันได้ ๖ ทาง หรือ ๖ เส้นทาง อันนี้ไปได้ ๖ คน
แล้ว ๖ คนนั่นแหละก็พูดก็สอน เรื่องที่ให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติตาม แล้วแต่เทคนิคกลไกของครูบาอาจารย์นั้นจะสอนให้เขาทำวิธีใด แล้วก็ทำไปตามอุดมการณ์ของตัวเองที่ได้รู้ได้เห็นได้เข้าใจนั้น พระองค์สอนอย่างนั้น แต่ความพ้นทุกข์นั้นเหมือนกัน แม้พระองค์ก็เคยตรัสเอาไว้ว่า “สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต”
“สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต” คำว่าคือกันนี่ ก็มีแข้งมีขา มีหน้ามีตา มีมือมีเท้า เหมือนกันคือกัน มีจิตมีใจเหมือนกันคือกัน แต่ว่าสูงต่ำดำขาวนั้นไม่เหมือนกันไม่คือกัน สติปัญญานั้นก็คือกันแต่ไม่คือกันเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน ที่คือกันเหมือนกันนั้นถ้ารู้เห็นเข้าใจสัมผัสแนบแน่นได้แล้ว จะหมดความสงสัย เมื่อหมดความสงสัยก็แสดงว่าหมดทุกข์ ถ้าเรายังมีความสงสัยแสดงว่าเรามีทุกข์ ความทุกข์นั้นจึงแยกออกมาหลายอย่างหลายประการ
ดังนั้นเราทั้งหลายผู้ที่มีปัญญาก็ดี ผู้ที่ไม่มีปัญญาก็ดี ปฏิบัติรู้ได้ เห็นได้ เข้าใจได้เหมือนกัน แต่คนที่มีปัญญานั้นพิจารณาแล้ว ลดมานะลดทิฐิ ลดความเห็นแก่ตัว เรียกว่าความโกรธ ความโลภ ความหลงนี่ ให้มันลดน้อยไป คนที่ไม่มีปัญญาต้องประพฤติปฏิบัติให้มีญาณเกิดขึ้น เมื่อมีญาณเกิดขึ้นแล้วปัญญาก็รอบรู้ มันจืดจางไปเอง พวกนี้จืดจางไปเอง อันนี้เรียกว่า รู้ เห็น เข้าใจ เพราะญาณปัญญาการปฏิบัติธรรม ส่วนพิจารณานั้นเรียกว่า ปัญญาพิจารณาด้วยการเห็นแจ้ง อันนี้มันผิดกันอย่างนี้
ผู้ที่ปฏิบัตินั้นก็มีญาณปัญญาเกิดขึ้นจากจิตสำนึก ผู้ที่พิจารณาเอานั้นเรียกว่าพิจารณาตามธรรมชาติ ให้เห็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติมันอย่างนั้น คนเราเกิดมาแล้วก็แก่เจ็บตายเหมือนกัน ท่านว่าอย่างนั้น เพราะความเหมือนกันความคือกันมันเป็นอย่างนั้น
ดังนั้นพระพุทธเจ้าผู้เป็นอรหันต์ที่เราเคารพนับถืออยู่ทุกวันนี้ ท่านว่า สัตว์ทั้งหลายเราผู้เป็นตถาคตหรือว่าเราผู้เป็นพระพุทธเจ้าว่าอย่างนี้ก็ถูกเหมือนกัน เพราะว่าพระตถาคตกับพระพุทธเจ้านั่นมันเป็นคำเดียวกัน บางคนก็ว่าพระตถาคต บางคนก็ว่าพระพุทธเจ้า บางคนก็ว่าสมณะโคดม แล้วแต่จะพูดแล้วแต่จะเรียกจะขานกัน มันเป็นสมมติพูดขึ้นมา
ดังนั้นท่านว่า “สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้วแห่งนั้น แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอหรือพวกเราทั้งหลาย ให้พวกเธอพวกเราทั้งหลายประพฤติปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้” เมื่อประพฤติปฏิบัติอย่างเราตถาคตนี้แล้ว ก็จะรู้ จะเห็น จะเป็น จะมี อย่างเราตถาคตนี้ รู้เห็นอะไร “รู้เห็นตัวเรา” เป็นยังไง “เป็นอย่างที่เราเป็น” “รู้ เห็น เป็น” มีอย่างที่ตัวเรามี มีคือความไม่มีทุกข์ มีคือความไม่มีทุกข์เหมือนกัน
อันนี้แหละพระพุทธเจ้าท่านสอน เรียกว่าให้เราเจริญสติ เจริญสมาธิ เจริญปัญญา เจริญแปลว่าทำให้มาก เจริญแปลว่าทำให้มาก ทำมากมันก็เจริญขึ้น ดีขึ้น มากขึ้น ความรู้สึกมีมากขึ้นมากขึ้น ความไม่รู้มันก็ลดน้อยไปลดน้อยไป ดังนั้นเมื่อ เห็น รู้ เข้าใจ การเคลื่อนกันไหวนี้มากขึ้นมากขึ้น ความไม่รู้ไม่เห็นมันก็ลดน้อยไปลดน้อยไป มีแต่ความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ ความสัมผัสได้อยู่ทุกขณะทุกเวลาแล้ว เรียกว่ามันสมบูรณ์ เรียกว่าเจริญเป็นอย่างนั้น
บัดนี้เมื่อ “เห็น” จิตใจมันนึกมันคิดก็“เห็น” จิตใจมันนึกมันคิดก็“รู้” จิตใจมันนึกมันคิดมันก็เข้าไป“สัมผัสแนบแน่น”อยู่กับสิ่งเหล่านั้น เรียกว่าเป็น“มรรค” จึงเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ เมื่อ เห็น รู้ อย่างนั้นแหละเป็นมรรค ผลมันออกมาก็ไม่มีทุกข์ คือไม่ให้มันยึดไม่ถือ รู้เท่ารู้ทันรู้จักการรู้จักแก้ นี่แหละเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างง่ายๆ ลัดๆ สั้นๆ ใครเอาไปปฏิบัติก็ได้ จึงเป็นหลักสากล
เป็นหลักสากล เพราะทุกคนปฏิบัติได้ นั่ง นอน เดิน เข้าห้องน้ำห้องส้วม ก็ดูการเคลื่อนไหว ดูจิตดูใจ เวลาฉันอาหารก็ดูจิตดูใจ ดูการเคลื่อนไหว จับอาหารเข้ามากินก็รู้ เพราะมันเคลื่อนไหวไปนี่ ที่เราไม่รู้เราไม่เคยกำหนดมัน เลยไม่เป็นการปฏิบัติธรรมะ มันก็เคลื่อนไหวไปโดยตามสัญชาตญาณ เป็นไปตามธรรมชาติของมันเหมือนกันกับสัตว์ สัตว์มันไม่มีความจำ มันจำไม่ได้ มันก็เคลื่อนไหวไปมาเหมือนกันกับคนเหมือนกันกับมนุษย์
ดังนั้นจึงว่า คนมันเป็นหน้าที่ฝึกหัดได้ มนุษย์มันเป็นหน้าที่ฝึกหัดได้ สัตว์เดรัจฉานฝึกหัดไม่ได้เพราะมันไม่มีความจดจำ ดังนั้นพวกเราทุกๆ คน เกิดมาแล้วในโลกนี้ คนโบราณท่านสอนเอาไว้ว่า สวรรค์ก็ตาม นิพพานก็ตาม เป็นสมบัติของคนเป็นสมบัติของมนุษย์ ท่านจึงสอนว่า มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ เป็นสมบัติของมนุษย์เป็นสมบัติของคน ที่จะทำได้แล้วก็เอามาใช้ได้เหมือนกันทุกคน
ดังนั้นพวกเราต้องประพฤติปฏิบัติตัวเรา จึงว่าเป็นการปฏิบัติธรรม เป็นการปฏิบัติชีวิต เป็นการปฏิบัติจิต เป็นการปฏิบัติใจ เป็นการปฏิบัติตัวเรา คนเราเมื่อไม่มีการพัฒนาแล้ว จิตใจมันก็ไม่รู้ เพราะเราไม่เคยเข้าวัดไม่เคยฟังธรรมไม่เคยพบกับสัตบุรุษบุคคลผู้ที่มีความรู้ เมื่อไปทำมันก็เลยไม่รู้ ไปนั่งภาวนาพุทโธ หายใจเข้าหายใจออก พองยุบ ดูลมหายใจ อันใดก็ตาม เป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อจะมาลดโทสะโมหะโลหะนี่เอง
ไม่ให้โทสะโมหะโลภะเกิดขึ้นได้ภายในจิตใจ เพราะโทสะโมหะโลภะเป็นของเน่าเป็นของเหม็นเป็นของสกปรก เมื่อเราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ เรียกว่ามรรค มรรคจึงเป็นข้อปฏิบัติไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น อันนี้เป็นการปฏิบัติง่ายๆ ไม่ต้องไปอ้างอิงศึกษาเอากับตำรับตำราก็ได้ ปฏิบัติอยู่ที่ไหนก็ได้ เมื่อเราเห็น เรารู้ เราเข้าใจแล้ว ความยึดมั่นถือมั่น เป็นตนเป็นตัว มันเป็นทุกข์ เราก็เลิกจากสิ่งนั้น เราก็ไม่ต้องเข้าไปยึดไปถือ มาดูที่จิตที่ใจของเราอยู่เสมอ นี้เป็นการปฏิบัติง่ายๆ
คนเราเมื่อตายไปแล้วร่างกายนี่มันไม่รู้อันใดเลย เอาไปขุดดินลงแล้วเอาไปฝังลงดินแล้วเอาดินกลบหน้าถมหน้า มันก็ไม่ร้องว่าหายใจฝืดเด้อ นอนยากเด้อ มันก็ไม่พูดได้ เอาไปขึ้นกองไฟเอาไปโยนใส่กองไฟ ไฟไหม้มันก็ว่าร้อนเจ็บมันก็ไม่พูดได้ไม่คุยได้ เพราะว่ามันไม่มีความรู้สึก มันไม่เจ็บมันไม่ปวดมันไม่มีชีวิตมันไม่มีจิตมีใจ ดังนั้นกายกับใจนั้นจึงแยกกันได้ แต่เมื่อยังมีลมหายใจนั้นแยกกันไม่ได้
แต่ปฏิบัติได้ เห็นได้ เข้าใจได้ เมื่อหมดลมหายใจแล้วก็แยกกันได้ทีเดียว แต่จะว่าแยกกันได้ก็ได้ หรือว่าจะไม่แยกกันได้ก็ได้ เพราะเรามองไม่เห็นจับไม่ถูก เราต้องศึกษาปฏิบัติให้มันเห็นให้มันรู้ให้มันเข้าใจแต่เมื่อเรายังมีลมหายใจอยู่นี่ ยังมีชีวิตอยู่นี่ เดินดินกินข้าวอยู่ที่นี่ ไปไหนมาไหนอยู่ที่นี่ นี่แหละคือเป็นการปฏิบัติธรรม ให้เราเห็นให้เรารู้ให้เราเข้าใจอย่างนี้
ไม่ใช่ไปเห็นสีเห็นแสง เห็นผีเห็นเทวดา เห็นนรกเห็นสวรรค์ เห็นพระพุทธรูป เห็นลูกแก้ว เห็นอันนั้นมันเป็นมายาของจิตใจ ครูบาอาจารย์สอนว่ามันเป็นนิมิต อันนั้นก็จริงเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นจริงนั้นไม่เป็นของจริง เห็นจริงแต่ไม่เป็นของจริง ทำไมจึงไม่เป็นของจริง เพราะจิตมันหลอกเรา เหมือนกับคนเล่นกล คนเล่นกลไม่ใช่เล่นของจริง มันหลอกลวงบุคคลที่ยังไม่ฉลาด มันหลอกลวงบุคคลที่ยังไม่รู้ ดังนั้นจิตเราก็เหมือนกันมันหลอกลวงเราได้แต่เมื่อเราไม่เห็น มันหลอกลวงเราได้แต่เมื่อเรายังไม่ฉลาด มันหลอกลวงเราได้
ต่อเมื่อเราเห็น เมื่อเรารู้ เมื่อเราเข้าใจ เมื่อเราสัมผัสแนบแน่นอยู่กับตัวเราแล้ว มันหลอกไม่ได้มันลวงไม่ได้มันตลกไม่ได้ ท่านจึงสอนว่า “จิตคนนี้กลอกกลับได้ไว ดุจหลุดมีลานไขในตน เราท่านควรบังคับกล ให้จิตหมุนมาแต่ในทางข้างดี เพราะปล่อยให้มันหมุนไปในทางข้างกลี ธรรมที่มีก็จะหนีจักหน่ายหายสูญ อธรรมเข้าครอบงำ ความระยำสัมบูรณ์ ก็ปลิ้นปลอกหลอกตน” มันหลอกตัวเรา
ดังนั้นที่อาตมาหรือหลวงพ่อได้นำมาแนะนำว่ากล่าวตักเตือน ให้ผู้สนใจนำไปปฏิบัติ นั่งทำ นอนทำ เดินทำ ไปไหนมาไหนก็ได้ เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นการปฏิบัติชีวิต เป็นการปฏิบัติจิตปฏิบัติใจ มันจะค่อยรู้ ค่อยเห็น ค่อยเข้าใจ มีความชำนิชำนาญมากขึ้น มากขึ้นที่สุดลงไป.