แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ในสมัยครั้งพุทธกาลก็ต้องตั้งใจฟัง เมื่อไม่ตั้งใจฟังก็ไม่เข้าใจ ที่พวกเรามาปฏิบัติธรรม ผมได้เตือนไว้แล้วจวนจะเข้าพรรษาว่า ใครชอบที่ไหนก็ไปเลือกเฟ้นเอาได้ แต่พวกท่านทั้งหลายคงจะนึกในใจว่าชอบที่นี่ หรือชอบธรรมะอย่างที่ผมพูดนี้ ฝึกอยู่ที่นี่ได้ ถ้าหากไม่ชอบธรรมะอย่างที่ผมพูดนี้พวกท่านทั้งหลายก็คงจะไม่จำพรรษาที่นี่ ในสมัยครั้งพุทธกาลก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าเราชอบธรรมะของใครเราก็ต้องไปปฏิบัตินำ(ด้วย)คนผู้นั้น หรือไปศึกษาที่นั้น ถ้าเราไม่ชอบเราก็ไม่ต้องไป
ดังนั้นวันนี้ผมจะได้ให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตใจ ทั้งภิกษุและสามเณรตลอดญาติโยมผู้ใฝ่ธรรม การปฏิบัติธรรมะนั้นไม่มาก ถ้าเรารู้จริงรู้จังแล้วไม่มาก แต่ถ้าเราไม่รู้ไม่เข้าใจก็เลยมาก ดังนั้นการศึกษาหลักพุทธศาสนานั้นบางคนว่าศึกษาไม่สิ้นไม่จบ อันนั้นศึกษาไม่ถูกหลัก คือไม่ตรงต่อพุทธประสงค์หรือไม่ตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง
ถ้าหากว่าเราศึกษาให้ตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือตรงต่อเป้าหมายแล้ว ก็จบได้ ทำไมจึงว่าจบได้ และทำไมถึงว่าไม่จบ ก็เราไปอ่านหนังสือธรรมวิจาร์ณ ถ้าหากว่าศึกษาแล้วปฏิบัติถูกต้องนั้น ๗ ปีอย่างนาน หรืออย่างกลาง ๗ เดือน อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วัน ถึง ๗ วัน หรือ ๑๕ วัน มีอานิสงส์ ๒ ประการ คือเป็นพระอรหันต์ อันนั้นก็เรียกว่าสิ้นจบ เป็นอนาคามีนั้นยังไม่สิ้นจบ ท่านว่าอย่างนั้น ตามตำรานะอันนี้
ดังนั้นการศึกษาและปฏิบัติธรรมมะแบบที่ผมจะนำมาเล่าสู่ฟังในวันนี้นั้น อย่างนานให้เวลา ๓ ปี อย่างกลาง ๑ ปี ๓๖๕ วัน อย่างเร็วที่สุดนับตั้งแต่ ๑ วันถึง ๙o วัน อานิสงส์ไม่ต้องพูด ถ้าหากศึกษาจริงๆ จังๆ แล้ว จะหมดทุกข์ แต่ไม่ต้องว่าถึงเป็นพระอริยะบุคคล คนเราเมื่อหมดทุกข์แล้วก็ถือว่าเราได้ศึกษาหลักพุทธศาสนาให้จบให้ถูกต้อง
ดังนั้นเมื่อเรายังไม่จบก็เรียกว่าเรายังมีทุกข์อยู่นั่นเอง ทีนี้อันนี้เป็นคำพูด แต่วิธีทำก็มีอีกเรื่องหนึ่ง วิธีพูดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นคนละเรื่องกัน และวิธีพูดเรื่องหนึ่ง วิธีทำเรื่องหนึ่ง วิธีเห็นแจ้งรู้จริงอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นทีแรกจำเป็นต้องอาศัยการฟัง ให้เป็นการรู้จำ รู้จัก
บัดนี้ต้องปฏิบัติด้วยการกระทำ คือเอากายลงมากระทำจริงๆ เมื่อเราเอากายเอารูปเรานี้ลงไปกระทำจริงๆ ไปเจริญจริงๆ แล้ว ความรู้แจ้ง ความเห็นจริง ความเข้าใจ ความสัมผัส จะปรากฏขึ้นมา ให้เรารู้ ให้เราเข้าใจ อย่างซาบซึ้งถึงจิตใจจริงๆ
ตอนนี้เรามาพูดกันวิธีกระทำเสียก่อน แต่วิธีพูดนั้นเราจะพูดสับ(สลับ)กันไป วิธีกระทำนั้นต้องเป็นวิธีที่เจริญสติ วิธีที่เจริญสตินั้นก็คือไม่นั่งนิ่งๆ แล้วก็ต้องไม่หลับตา จะนั่งท่าไหนวิธีใดก็ได้ แต่เราต้องเคลื่อนไหวรูปกายเรานี้อยู่เสมอๆ ให้มันติดต่อกันเหมือนลูกโซ่ เป็นวงจรไปอย่างว่านั้น
ให้มันติดต่อกันเหมือนกับนาฬิกา หมุนอยู่อย่างนั้นแหละ มันไม่หยุดไม่เซานาฬิกาหมุนถึงรอบแล้วก็หมุนไปเรื่อยๆ ไปเลย หมุนอยู่อย่างนั้นแหละ นาฬิกาไม่เคยพูดว่าชั่วโมงนี้หยุดหรือว่าพักชั่วโมงนี้หยุด ไม่เคยมี เว้นแต่เราหมุนให้มันไปตีในระยะช่วงเวลาชั่วโมงนั้นให้ไปตีที่ตรงนั้น นาฬิกาไปตีจริงๆ เพราะว่านาฬิกาเขามีเครื่องกลหรือเครื่องอะไรไว้ ไปถึงเวลาช่วงนั้นก็ตีกัน
อันนี้ก็คล้ายๆ เหมือนกัน เมื่อเราปฏิบัติไปถึงช่วงระยะนั้น ต้องปรากฏอย่างนั้น การปฏิบัติธรรมะก็คล้ายๆ เหมือนกันกับนาฬิกานี่เอง ทำไมจึงคล้ายๆ เหมือนกัน ก็ทีแรกผมได้เคยเตือนเอามาแล้วว่า ทีแรกต้องเจริญสติ เจริญสติเพื่ออะไร บางคนอาจจะมีข้อสงสัยอย่างนั้น เจริญเพื่อให้เกิดปัญญา ให้เกิดญาณปัญญา รู้แจ้ง รู้จริง แต่ไม่เอารู้จำ ไม่เอารู้จัก
ดังนั้นการศึกษาหลักพุทธศาสนาอย่างลัดๆ หรือศึกษาวิธีที่ดับทุกข์อย่างลัดๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องอะไรให้มากมายหลายเรื่อง “เราต้องมีสติกำหนดรู้ในอิริยาบถ” เช่น พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ เอามือไปเอามือมา หรือเคลื่อนเท้า หรือเคลื่อนที่ไหนก็ตาม พริบตา อ้าปาก หายใจเข้า หายใจออก กลืนน้ำลายผ่านลงไปในลำคอนี้ ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ อันนี้วิธีง่ายๆ
แต่เมื่อเรามีสติอย่างเต็มที่แล้ว ตัวปรากฏจะเกิดขึ้นเรียกว่า เป็นญาณปัญญาของวิปัสสนาเกิดขึ้น ให้รู้เรื่องรูปนาม รูปทำนามทำ และรู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา แล้วก็รู้สมมุติ
สมมุติอะไรๆ รู้ให้หมดทีเดียว เช่นธนบัตรหรือเงินเราเรียกกันว่าเงิน แต่ความจริงเป็นกระดาษจะเป็นโลหะเป็นทองเป็นอะไรก็ตามต้องให้รู้ หรือสมมุติพระสงฆ์องค์เณรเหล่านี้ก็ต้องให้รู้ สมมุติอะไรรู้ให้หมด ผีเทวดาอะไรรู้ให้หมด เหมือนกับใบไม้ในป่าเรื่องสมมุติ แต่ที่จริงรู้แล้วจะเอาไปเป็นประโยชน์อะไร ก็เมื่อมีคนถามเราจะได้รู้เรื่องสมมุติจริงๆ อันนี้
เมื่อรู้สมมุติแล้วก็รู้ศาสนา รู้ศาสนาแล้วก็รู้พุทธศาสนา ศาสนากับพุทธศาสนานั้นเป็นคนละอย่าง แต่รวมความแล้วก็คล้ายๆ คือ(เหมือน)กัน อย่างที่ว่าศาสนาแปลว่าคำสอน หรือศาสนาแปลว่าทรงไว้ คล้ายๆ เหมือนกัน เมื่อรู้ศาสนาและพุทธศาสนาแล้วก็ต้องรู้บาปรู้บุญ เมื่อรู้บาปรู้บุญแล้วก็จบวิธีเจริญสติขั้นต้น เรียกว่ามันจบเสร็จ
เมื่อจบขั้นนี้เราก็หมดสงสัยเรื่องสมมุติ ผี เทวดา นรก สวรรค์ เพราะเป็นสิ่งที่สมมุติ ต้องหมดจริงๆ หรืออบายมุขต้องเลิกละเด็ดขาดจริงๆ เพราะเห็นทุกข์จริงๆ
ดังนั้นเราเคยศึกษาในตำรับตำราว่า พระพุทธเจ้าสอนเรื่องอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์ศึกษาให้รู้ทุกข์จริงๆ สมุทัยทำให้ทุกข์เกิด ศึกษาให้รู้จักต้นเหตุของสมุทัยจริงๆ มรรคเป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ เราต้องรู้จักมรรคจริงๆ แล้วก็ต้องปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์จริงๆ อันนี้ แต่วิธีอื่นนั้นก็ดีเหมือนกัน แต่ที่ผมนำมาเล่านี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องการทำบุญให้ทานรักษาศีลกินเจ ทำไมจึงไม่พูด เพราะทุกคนเคยรู้มาเคยได้ยินได้ฟังมา
ที่ผมจะนำมาพูดวันนี้ อุปไมยอุปมาเหมือนกับแสงตะเวน ดอกไม้ทุกประเภทจะเป็นสีดำสีแดงสีขาวสีอะไรก็ตาม เมื่อแสงพระอาทิตย์โผล่ออกมาแล้ว ดอกไม้นั้นคอยท่ารับแสงพระอาทิตย์ จึงจะบานได้ต่อเมื่อแสงพระอาทิตย์โผล่มา ท่านได้เปรียบอุปมาอุปไมยไว้เหมือนกับบัว ๔ เหล่า บัว ๔ เหล่านั้นเหล่านี้ตั้งซ้อนหรือตั้งตูมไว้อย่างเต็มที่ พอดีแสงตระเวนออกมาดอกนั้นก็บานทันที ดอกที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ นั้นยังจมอยู่ในตมในโคลน ว่าอย่างนั้น
แต่พวกเราคงจะคิดอย่างนั้นมา เพราะว่าผมได้เตือนมาระยะจะเข้าพรรษา ผมได้เตือนหมั่นๆ หรือเตือนย้ำแล้วย้ำอีก ย้ำแล้วย้ำอีกเพื่อให้ท่านตั้งท่าดีๆ ว่าจะเอาอย่างไรกันปฏิบัติธรรมะ ก็เตือนใครชอบที่ไหนชอบธรรมะของใคร เราก็ไปศึกษาที่นั่น ไม่ใช่ว่าจะไปด้วยความจำใจ ไปด้วยความใจจริง และมาปฏิบัติธรรมมาระยะนี้ก็ต้องปฏิบัติด้วยความใจจริง
ดังนั้นวิธีที่เจริญสติ เอาสติมากำหนดกายอย่างเดียวแต่ไม่กำหนดใจนั้นรู้เรื่องสมมุติ บัดนี้เมื่อเรารู้เรื่องสมมุติแล้วเราจะไม่รู้เรื่องวิปัสสนู วิปัสสนูอุปกิเลสมันจะเกิดขึ้นมา มันจะเกิดปีติ ปีติแปลว่าความอิ่มใจ ว่าอย่างนั้นตามตำรับตำราที่ครูบาอาจารย์ว่าสอนเอาไว้ แต่คนก็เลยไปติดปีติ เมื่อไปติดปีติก็เลยไปติดเอาวิปัสสนูอุปกิเลส คือมันติดกิเลสนั่นเอง ดังนั้นคนที่ปฏิบัติธรรมะ ไม่รู้แจ้งไม่รู้จริง จำเป็นต้องฉวยจับเอาสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ว่าเป็นประโยชน์
เมื่อสมมุติว่าที่ไม่เป็นประโยชน์ว่าเป็นประโยชน์นั้น เราก็ไปอุปไมยอุปมาเหมือนกับเราต้องการแก่นไม้ มีต้นไม้ต้นหนึ่งสำคัญที่สุดและมีแก่นแข็งดี บัดนี้เราเป็นผู้ที่สงวนหรือแสวงหาต้นไม้ที่แก่นแข็ง เราก็เลยไปเห็นเอาต้นมันหรือใบมันหรือสะเก็ด เราดูไปดูมาแบบนี้เราก็เลยเห็น หนีไปเราก็เลยเอาใบมันไปบางคน บางคนก็เอากิ่งมันไป บางคนก็เอาสะเก็ดมันไป บางคนก็ถากเอาเนื้อเล็กๆ น้อยๆ มันไป
บัดนี้ไปถึงที่บ้านที่เรือนแล้วก็ว่า เราได้แก่นไม้มาแล้วเนื้อไม้เช่นนั้น แต่ความจริงอันนั้นไม่ใช่ เพราะมันไม่ใช่เป็นแก่นไม้ ไม่ใช่เป็นใจกลางของไม้ มันเป็นเพียงใบไม้ มันเป็นเพียงเปลือกไม้ มันเป็นเพียงสะเก็ดของไม้ อันนี้เราก็ต้องรู้จักอย่างนั้น ก่อนที่จะรู้จักอย่างนี้ ตอนนี้มาปฏิบัติทางจิต เพราะพระพุทธเจ้าตรัสรู้เพราะการทำทางจิต เราฟังแล้วก็ต้องทำทางจิตเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า
ตอนที่ทำทางจิตนี้ เราต้อง “เอาสติมาคอยดูจิตดูใจ” เหมือนแมวกับหนู ถ้าหากว่าบ้านเรามีหนูเราต้องเอาแมวมาเลี้ยงไว้ พอดีหนูออกมาแมวมันจับ อันนี้ก็เหมือนกัน เราเจริญสติขึ้นมา “คอยดูความคิดเรา” เมื่อความคิดเราวูบขึ้นมา เราก็เห็นแจ้งรู้จริง อันนี้เรียกว่าสัจธรรม แม้ผู้หญิงก็มีความคิดเช่นนั้น ผู้ชายก็มีความคิดเช่นนั้น พระเณรก็มีความคิดเช่นนั้น เด็กๆ คนแก่ๆ ก็มีความคิดเช่นนั้น คนไทยคนจีนก็มีความคิดเช่นนั้น จะเป็นคนชาติไหนภาษาใดก็เป็นความคิดเช่นนั้น เรียกว่าสัจธรรม
เมื่อเรามาดูความคิดอันนี้แหละ เราก็มา“เอาสติคอยดูมัน” มันคิดมาวูบ เรา“เห็น” รู้จักกันรู้จักแก้ รู้จักเอาชนะมันได้ เมื่อเรารู้จักเอาชนะมันได้มันก็ปรากฏขึ้นมา อุปไมยอุปมาเหมือนกับเม็ดข้าวที่เอาไปลงดิน จะเป็นข้าวเจ้าก็ตามข้าวเหนียวก็ตาม แต่ให้เป็นข้าวเปลือกเม็ดมันอ้วนเม็ดเต็มเม็ดมันสมบูรณ์ดีๆ เอาไปลงดิน เอาน้ำไปรด แล้วก็พยายามรักษาอย่าให้มดแมงกัดกิน เม็ดข้าวนั้นถึงเวลามันก็งอกขึ้นมา เหมือนกัน
การเจริญสติแบบนี้ก็เหมือนกัน วิธีมันงอกขึ้นมาเป็นอย่างไร บางคนอาจจะสงสัย งอกขึ้นมาครั้งที่ ๒ นี้ ความทุกข์ประเภท โทสะ โมหะ โลภะ นั้นจะลดน้อยไป อันนี้เรียกว่า ความคิดวิปัสสนา ญาณปัญญาเกิดขึ้นครั้งที่ ๑
แต่ทีแรกนั้นเราเข้าใจว่า เรารู้รูปนามนั้นเป็นครั้งที่ ๑ แต่ความจริงอันนั้นไม่ใช่ เป็นเพียงความคิดของปัญญาชน บุคคลผู้มีปัญญารู้จักได้ทันที แต่ตอนที่จะมาจับความคิด ให้ความโกรธความโลภความหลงนี้ลดน้อยไป อันนี้เป็นครั้งที่ ๑ จริงๆ เรื่องนี้ แต่เมื่อเรายังทำลายหรือทำความเห็นแจ้งสิ่งนี้ไม่ได้ยังจัดเป็นครั้งที่ ๑ ไม่ได้ แต่คนธรรมดาสามัญนั้นรู้ได้เพียงเรื่องรูปนามเรื่องสมมุติ พูดให้ฟังแล้วรู้ได้จำได้
แต่เรื่องนี้ จำเป็นต้องเจริญสติทางจิตทางใจ ได้ปัญญาจริงๆ เมื่อมันคิดขึ้นมา เราเห็นแจ้ง รู้จริง รู้เท่ารู้ทัน รู้จักกันรู้จักแก้ เอาชนะได้ เรียกว่า “ทัสสะนะ”คือใจรู้ “ตัพพะ”แปลว่าเผา คือมันเป็นเอง ความเป็นเองนั่นแหละท่านเรียกว่าวิปัสสนา วิปัสสนาคือเห็นความเป็นเองนั่นเอง เรียกว่าสัจธรรม ธรรมอันนี้มันมีอยู่ในคนทุกคนไม่ยกเว้น
ดังนั้นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้นจึงไม่จำกัดชนชั้นวรรณะ วิชาความรู้ ตระกูล จะเป็นคนจนๆ ก็ปฏิบัติได้ และจะเป็นคนรวยๆ ก็ปฏิบัติได้เช่นเดียวกัน เป็นเด็กก็ปฏิบัติได้ เป็นผู้ใหญ่ก็ปฏิบัติได้ ผู้หญิงผู้ชายปฏิบัติได้ทั้งนั้น ปฏิบัติเพื่ออะไร ปฏิบัติเพื่อแก้ทุกข์ คนเราไม่รู้จักทุกข์ ก็เลยเอาทุกข์นั้นมาเป็นความสุข ความสนุกสนานร่าเริงบันเทิงด้วยทุกข์
ดังนั้นความทุกข์ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้นั้นมี ๒ ประเภทใหญ่ๆ ด้วยกัน คือประเภทสีขาวอย่างหนึ่ง ประเภทสีขาวนี่คนไม่ค่อยรู้ ประเภทสีดำนี่คนรู้ง่าย ประเภทสีขาวนี้อย่างไร สมมุติว่าเราให้ทานรักษาศีลนี่แหละหรือทำกรรมฐานก็ตาม ทำแล้วก็สบายใจว่าเราได้ทำแล้วถูกต้องแล้ว อันนี้เรียกว่าเป็นประเภทสีขาว ทุกข์สีขาว หรือว่ามืดสีขาวก็ว่าได้
บัดนี้ประเภททุกข์สีดำมืดสีดำบัดนี้ ความโกรธ เมื่อมีความโกรธขึ้นมาแล้วแสดงให้คนเห็นทันที เด็กๆ ก็รู้ ความโลภนี้ไม่ค่อยรู้ เพราะมันยิ้มแย้มแจ่มใสอันนี้คนนานรู้ ดังนั้นความโกรธเกิดขึ้นภายในจิตใจของคนแล้ว อันนั้นแหละพระพุทธเจ้าว่าสกปรกมากที่สุด เหมือนกับของที่เน่าเหม็นที่สุด เพราะจิตใจมันเน่าเหม็นมันจึงแสดงขึ้นมาเรื่องนี้ ดังนั้นการแสดงธรรมะนั้นจึงว่ามันจบได้ อันนี้เป็นวิธีปฏิบัติเพื่อถึงความดับทุกข์จริงๆ เรื่องนี้
เมื่อเรื่องนี้ปรากฏออกมาแล้ว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ยังมีอยู่ แต่ว่าไม่ใช่ตาย ไม่ใช่ตายจริงๆ แต่มันมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มันหลุดไป เมื่อเห็นจริงๆ แล้ว อุปมาให้ฟังเหมือนกับปลิงที่มาเกาะเรา ปลิงมันเคยกินเลือดของคน บัดนี้เราปลิงเกาะปลิงจับ เราก็เอามือไปจับปลิงดึงมันไม่ออก มันติดมันเหนียว เมื่อทางหนึ่งติดทางนั้นนี่มันหลุด ทางนี้ติดทางนั้นมันหลุด
เราดึงปลิงออกจากเนื้อเรา บัดนี้เราไม่ต้องการจับปลิง เอาปูนเอายาไปชุบกับน้ำ เมื่อไปชุบกับน้ำแล้วเอาน้ำปูนนี้มาบีบราดยาใส่เนื้อเราไป พอดีน้ำปูนน้ำยามันราดลงไปใส่ปากปลิงหรือใส่เนื้อปลิง ปลิงมันหลุดเอง อันนี้ก็เหมือนกัน เรื่องโทสะโมหะโลภะ นี่มันหนีมันเอง มันหนีเอง
ดังนั้นบุคคลผู้ได้รู้อย่างนี้ ก็อุปไมยอุปมาว่า ฟังแล้วเข้าใจ เหมือนกับแสงพระอาทิตย์ออกมา ดอกไม้นั้นดอกไหนดอกใดจะบานก็บานได้ตามต้องการ เมื่อดอกไหนยังไม่ทันต้องการบานก็เอาไว้ที่นั่น นานๆ จะบานขึ้นมาเอง คำว่าบานนี่ก็หมายถึงเข้าใจและปฏิบัติได้จริง อันนี้เรียกว่าอาศัยแสงตระเวนหรืออาศัยแสงอาทิตย์ หรืออาศัยการฟังจากท่านผู้รู้
บัดนี้ทำไปอีก “ดูจิตดูใจ”เหมือนเดิมนั่นแหละ “มีสติกำหนดรู้”การเคลื่อนไหวของรูปและการเคลื่อนไหวของจิตใจ มันจะปรากฏขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ ๒ บัดนี้
ครั้งที่ ๑ ผมพูดแล้วว่าต้องทำลาย ความโกรธ ความโลภ ความหลง ได้จริง
ครั้งที่ ๒ นี้ต้องทำลาย กิเลส ตัณหา อุปทาน กรรม ได้จริง กิเลส ๒ ประเภทนี้เป็นกิเลสอย่างหยาบ จึงว่าไม่เกี่ยวข้องเรื่องใดทั้งหมด คนที่ปฏิบัติและเจริญสติปัฏฐาน ๔ แบบนี้ ใครๆ ก็ทำได้
แต่เรื่องที่จะพูดนี้ก็พูดตามทัศนะ คือ ใจรู้ ใจเห็น ใจเข้าใจ
“ทัสสะเนนะ” คือใจรู้
“ตัพพะ” คือเผา
เมื่อเราเจริญสติกำหนดรู้เป็นวิธีเผา เผาให้มันร้อน ตัวปรากฏเกิดขึ้นมา ส่วนกิเลสตัณหาและอุปทานก็จืดไป เหมือนกับเอาสำลีไปชุบน้ำ สำลีกับน้ำมันชุบกันได้เร็วมันดูดได้เร็ว เราก็เลยเอาสำลีไปชุบน้ำ เมื่อไปชุบน้ำเราก็บีบออกแรงๆ เมื่อบีบออกแรงๆ แล้วน้ำมันออกจากสำลีไปหมด
เมื่อฟังแล้วในตำราบอกว่า ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด ในตำราพูดอย่างนั้น บัดนี้พวกเราเคยไปให้ทานรักษาศีลกินเจ ทำลายสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ก็ชื่อว่ายังไม่เข้าใจหลักพุทธศาสนา ยังไม่มีศีลอย่างที่ศีลของพระอริยะบุคคลจริงๆ ดังนั้นศีลอันนี้ไม่ต้องรักษา คือศีลรักษาคน
คือศีลรักษาจิตใจ ไม่ใช่ใจไปรักษาศีล อันนี้เรียกว่าศีลรักษาคน ที่ผมพูดให้ฟังเหมือนกับเอาสำลีไปชุบน้ำ บีบน้ำออกมาแล้วสำลีก็แห้งไป และอุปไมยอุปมาให้ฟังเหมือนกับปลิงที่เกาะเรา เมื่อมียาพิษอยู่แล้วปลิงมันเกาะไม่ได้ อันนี้ก็เหมือนกัน เมื่อเห็นสิ่งนี้มันหดตัวมันเข้าทันที ก็มันกลัวนี่ กลัวการเห็นแจ้งนี่ เมื่อเห็นสิ่งนี้ เราก็มีศีลขึ้นมา
เมื่อทำลายความโกรธความโลภความหลงไม่ได้ ศีลนั้นเป็นเพียงสังคมเป็นเพียงสมมุติเท่านั้น เมื่อทำลายกิเลสตัณหาอุปทานกรรมอันนี้ไม่ได้ ก็ยังไม่มีศีลเช่นเดียวกัน
เมื่อเราทำลายโทสะโมหะโลภะได้จางลงไป และทำลายกิเลสตัณหาอุปทานกรรมจางลงไป ความปรากฏเรื่องศีลนั้นจะเป็นเอง ความเป็นเองนั้นอุปมาให้ฟังแล้ว เหมือนกับเม็ดข้าวที่มันงอกขึ้นมา อันนี้เป็นอันดับ ๓
อันนี้เป็นอันดับ ๓ เมื่อเรายังไม่เข้าใจอย่างนี้เราก็ศึกษาไปยังงมงายไป แต่ก็ดี ดังนั้นพวกท่านทั้งหลายคงจะชอบฟังอย่างนี้ ผมได้ทักทายชวนเอาไว้แล้วหลายครั้งหลายหนจวนจะเข้าพรรษา ใครชอบก็อยู่ได้ ใครไม่ชอบก็ไปเลย เพราะว่าจะอ้อนวอนขอร้องให้มาอยู่ด้วยเรานั้น เมื่อศรัทธาไม่มีแล้วมันเสียเปล่า เมื่อศรัทธามีจริงๆ แล้วพูดอย่างไงก็ไม่ไป
เหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าเคยพูดกับพระอานนท์เอาไว้ว่า “อานนท์เราจะไม่เอาดีกับพวกเธอ เราจะขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุดเหมือนกับช่างหม้อที่กำลังทำหม้อดินที่กำลังเปียกอยู่ฉันใด” ผมคิดอย่างนั้น จึงว่าคอยเตือนเพื่อนๆ มาปฏิบัติธรรมะด้วยกันในพรรษานี้ เมื่อใครมีศรัทธาก็ต้องปฏิบัติจริงๆ ผมให้ข้อคิดเอาไว้
ดังนั้นเมื่อปฏิบัติ จิตใจสำนึกปรากฏเกิดขึ้น
ครั้งที่ ๓ นี้ เรียกว่ามีศีล ศีลแปลว่าปกติ ปกติอย่างไหน ก็ปกติอย่างนั้นแหละ ที่มันเป็นอย่างนั้นมันก็ต้องปกติ คำว่าปกตินี้หมายถึงมั่นคงถาวรเที่ยงแท้ไม่แปรผัน จะไม่เป็นอย่างอื่นไปได้ ต้องเป็นอย่างนั้น คำว่าเป็นอย่างนั้นเพราะอะไร เพราะมันเป็นปกติอย่างนั้น อันนี้การเดินทางเข้าไปหาพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าคืออะไร พระพุทธเจ้าคือตัวปกตินั่นแหละ ตัวปกตินั้นคืออย่างไร คำพูดมันมาก เรียกว่า สะอาด สว่าง สงบ ตัวชีวิตจริงๆ นั้นมันมีความสะอาดอยู่แล้ว ตัวชีวิตจิตใจจริงๆ นั้นมันมีความสว่างอยู่แล้ว ตัวชีวิตจิตใจจริงๆ นั้นมันมีความสงบอยู่แล้ว ที่ไม่สะอาดที่ไม่สว่างที่ไม่สงบนั้น ไม่ใช่เป็นชีวิตไม่ใช่เป็นจิตใจของเรา มันเป็นอวิชชา มันเป็นกิเลส ให้เข้าใจอย่างนี้ ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็รู้ศีลขึ้นมา
ในตำรับตำราบอกว่า อาธิศีลสิกขา อาธิจิตตสิกขา อาธิปัญญาสิกขา ว่าอย่างนั้น แต่ความจริงผู้ปฏิบัติธรรมอาจจะรู้ว่า ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ หรือปัญญาขันธ์ก็ได้ แต่มันสงเคราะห์เข้ากัน ขันธ์แปลว่ารับรอง ขันธ์แปลว่ากองแปลว่าหมวดหมู่ นี่ขันธ์ ขันธ์แปลว่ารองรับอะไรได้หรือหมวดหมู่กรมกอง เช่นเรามีศีล อย่างตาหูจมูกลิ้นกายและใจเป็นกลุ่มเป็นกองมีศีลทั้งนั้น
ศีลอันนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑o ศีล ๒๒๗ ศีลอันนี้เป็นอัตโนมัติ ความเป็นเองปรากฏขึ้นมาเอง ไม่ต้องไปสมาทานเอากับใครที่ไหน อันนี้เรียกว่าศีลอันนี้มันมีอยู่ในคนทุกคนไม่ยกเว้น แต่พูดแล้วรู้เรื่อง ให้ปฏิบัติเป็น เมื่อพูดแล้วรู้เรื่องปฏิบัติเป็น ปฏิบัติอย่างไร เป็นอย่างไร
ปฏิบัติเป็นคือ “กำหนดรู้สติ” ให้มีสติเข้าไปกำหนดรู้ ท่านบอกว่า “มีสติเข้าไปกำหนดรู้” เราต้องมีสติเข้าไปกำหนดรู้ ในการทำ การพูด การคิด โดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เราต้องกำหนดรู้อยู่อย่างนั้นตลอดเวลา จะเป็นกลางคืนก็ตาม กลางวันก็ตาม จะเป็นเวลาไหนก็ตาม มีสติคอยระมัดระวังอยู่อย่างนั้นแหละ อันนี้เรียกว่าเป็น “การเจริญสติ”
ดังนั้นหนังสือนวโกวาท บอกเอาไว้ว่า ธรรมที่มีอุปการะมาก ๒ อย่างนั้น หนึ่ง.สติความระลึกได้ สอง.สัมประชัญญะความรู้ตัว คำว่าธรรมที่มีอุปการะมากนั้นจะขอร้องคนนั้นคนนี้ไม่ได้ จะไปอยู่ถ้ำอยู่หมู่อยู่ที่ไหนก็ไม่ได้ อยู่ที่ไหน อยู่ที่ตัวของเรา มีสติ ปฏิบัติไปทุกขณะทุกเวลา
ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า “พุทธศาสนาหรือคำสอนของพระพุทธเจ้านั้น จะเจริญงอกงามก็ต้องอาศัยบริษัททั้ง ๔” ท่านว่า สมัยนั้น “มีภิกษุ มีภิกษุณี และอุบาสก อุบาสิกา ยังประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย” คือยังเจริญสติปัฏฐาน ๔ อยู่นั่นเอง “มรรคผลนิพพานหรือพระอริยบุคคลนั้นจะไม่ว่างจากโลกนี้” ท่านว่าอย่างนั้น ตามที่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง
ตรงกันข้ามถ้า “ถ้าหากว่า ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไม่ประพฤติไม่ปฏิบัติไม่เจริญสติปัฏฐาน 4 แล้ว...”...<...เสียงหาย ๑o วินาที…>...นั่นแหละความปรากฎ มรรคผลนิพพานจะปรากฏขึ้นมาจริงๆ คือไม่ได้ไปปรากฏให้บุคคลทั่วไป คือปรากฏเฉพาะบุคคลผู้ปฏิบัติจริงๆ เรื่องนี้
บัดนี้เมื่อพูดไปอย่างนี้ก็เลยมาพูดกันเข้าไปอีก เรื่องศีล ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ เพราะกำจัดโทสะโมหะโลหะ หยาบที่สุดสิ่งเหล่านี้ แล้วก็กิเลส ตัณหา อุปทาน กรรม อันนี้ก็หยาบที่สุด เมื่อกำจัดหรือชำระสิ่งเหล่านี้ได้ แล้วก็กิเลสอย่างกลาง
กิเลสอย่างกลางต้องอาศัย สมาธิ คือความรู้แจ้ง ไม่ใช่สมาธิไปนั่งหลับตาหรือนั่งนึกนั่งคิดเอา อย่างนั้นไม่ใช่ อันนั้นเป็นความคิดของคนอื่น มันไม่ได้เป็นความคิดของพระพุทธเจ้า
เราเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามแบบพระพุทธเจ้า มันต้องรู้เหมือนกันกับพระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ และความทุกข์ก็ลดน้อยไปเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า ว่าไม่มีทุกข์นั่นเอง เพราะพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าตำรับตำรา เพราะพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหตุเป็นต้นกำเนิด แล้วก็สอนเอาไว้ เราต้องปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ถ้าเราปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าก็ต้องรู้กับพระพุทธเจ้าจริงๆ เพราะพระพุทธเจ้าเป็นครูของเราเป็นศาสดาของเรา สอนเอาไว้
ดังนั้นเมื่อครั้งที่ ๔ บัดนี้ ก็เมื่อปรากฏขึ้นมา เห็นประเภทพวกกาม หรือเทวดานั่นเอง เทวดาอยู่ที่ไหน ก็เทวดาจำพวกกามนี่เอง คำว่ากามที่นี้ คือบุคคลยังมีอารมณ์ต้องการ ต้องการอะไรทั้งหมดรวมตัวเรียกว่ากามทั้งนั้น กามนี่คือความต้องการทั้งนั้น กามาสะวะ อวิชชาสวะ
กามนี้คือความต้องการ อวิชชาคือความไม่รู้ ภวาสวะคือยังมีภพชาติหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนั้น เพราะเราไม่เห็นแจ้งไม่รู้จริง พูดง่ายๆ พวกทำตัวแข็งกระด้าง เพราะอาตมาเองหรือผมเองเคยทำตัวแข็งเข้าใจว่าอย่างนั้นถูกต้อง แต่ความจริงแล้วหาไม่ถูกต้อง ไม่ถูกต้องจริงๆ อันนี้รับรองตัวเองได้เป็นเครื่องยืนยันได้
ดังนั้นบุคคลที่ไปติดความสงบ อันนั้นสงบใต้โมหะ เพราะยังมีโมหะครอบงำอยู่ คือไม่ทำลายโทสะโมหะโลภะมาตั้งแต่ต้นๆ และก็ยังไม่ทำลายกิเลสตัณหาอุปทานกรรมอันดับ ๒ ก็ยังไม่ทำลาย ศีลนั้นจึงไม่ปรากฏ ดังนั้นคนไปทำกรรมฐานเรื่องแบบสงบแล้วต้องไปสมาทานศีล ต้องเจริญศีลเจริญปัญญาว่าอย่างนั้น อันนั้นเจริญตามขั้นตอนว่าอย่างนั้น
แต่ความจริงแล้วขั้นตอนนั้นมีอยู่ แต่ขั้นตอนทีแรกนั้นต้องรู้ตัวเอง แล้วก็ทำลายอย่างที่ผมพูดให้ฟังนี้ คือทำลายความหลงผิดนี่เอง ท่านสอนขั้นต้นๆ เข้ามาอย่างนี้ ไม่ใช่ว่าขั้นตอนเรื่องไปพิจารณาอย่างนั้นอย่างนี้ อันนั้นมันก็จริงโดยคำพูดสมมุติกันขึ้นมา ที่ผมพูดนี่พูดความจริง เพราะทุกคนต้องการความจริง ที่ผมพูดเอาไว้แล้วว่า ดอกไม้อาศัยแสงพระอาทิตย์หรือแสงตระเวนโผล่ขึ้นมา ดอกไม้ต้องบานได้
ดังนั้นเราก็ต้องอาศัยการจำ รู้จำ ฟังไว้ บทที่แรกต้องเป็นอย่างนั้น บทที่ ๒ ต้องเป็นอย่างนั้น บทที่ ๓ ต้องเป็นอย่างนั้น บทที่ ๔ ต้องเป็นอย่างนั้น อันนี้จำไว้ อาศัยรู้จำรู้จัก แล้วก็ต้องปฏิบัติให้เป็นอย่างนั้น นี่ท่านสอนเอาไว้อย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้อย่างนั้น ดังนั้นพวกเรามัก(ชอบ)ธรรมะแบบนี้ก็ต้องเว้า(พูด)แบบนี้
เมื่อทำลายกาม กามาสวะคือทำลายแล้วจำพวกกาม คือไม่หลงผิดจำพวกกาม กามนี้จะเป็นกามไหนๆ ก็ตาม อะไรก็ตาม รู้จักให้หมดเลย ภพชาติก็พยายามทำลายให้จริงๆ เห็นแล้วต้องทำลายได้ เมื่อไม่เห็นทำลายไม่ได้ เมื่อไม่เข้าใจทำลายไม่ได้ อวิชชาก็เหมือนกัน เมื่อไม่เห็นก็ทำลายไม่ได้
อันนี้ลักษณะจิตใจของเราเมื่อมีศีลมั่นคงถาวรไม่เปลี่ยนแปลงไปได้ ศีลมั่นคงแล้วก็เดินไปหาพระพุทธเจ้า อยู่จุดไหนอยู่ที่ไหน ต้องเข้าไปให้ถึงจริงๆ เมื่อเราเดินมาหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน เราต้องเข้าไปใกล้ๆ ไปพูดกับพระพุทธเจ้า
แต่ว่าการพูดกับพระพุทธเจ้านั้น บางคนก็หาว่าพระพุทธเจ้ามาคุยกับฉัน เหมือนกับเทวดามากระซิบหูฉัน อันนั้นไม่ใช่ อันนั้นคนเป็นวิปัสสนูเป็นวิปลาสเป็นจินตญาณต่างหาก ไม่ใช่ไปหาพระพุทธเจ้า ตอนที่ไปหาพระพุทธเจ้าไม่ต้องพูดอย่างนั้น คือความเห็นแจ้ง รู้จริง
พระพุทธเจ้าต้องทำลายอันนี้ อันนี้หมดไป อันนี้จึงว่าพระพุทธเจ้ามาที่นี่ เห็นรอยเท้าพระพุทธเจ้าไป รอยเท้าพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร ก็เรารู้จักวิธีที่ทำลายไป นั่นเองคือรอยเท้าของพระพุทธเจ้า แต่ไม่ใช่ไปคุย
บางคนพูดให้ฟังว่าวันนี้ผมมีอันนั้นมาหา เทวดาองค์นั้นมาพูด หรือพระอินทร์พระพรหมองค์นั้นมาคุยมาพูดให้ฟัง อันนั้นไม่จริง รับรองไม่จริงจริงๆ ที่ผมพูดนี่ผมเอาชีวิตผมเป็นเดิมพัน ผมเอาชีวิตเป็นประกันเป็นเดิมพันจริงๆ รู้อย่างนี้จริงๆ รู้นอกเหนือไปจากนี้ไม่ใช่ ไม่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ เรื่องนี้
พอดีทำลายความหลงผิด เช่น กามาสวะจำพวกนี้ทำลายได้ ภวาสวะคือทำลายภพได้ อวิชชาสวะคือทำลายอวิชชาต้นเหตุกำเนิดที่เกิดของทุกข์จริงๆ อวิชชาแปลว่าความไม่รู้จริง คือไม่เห็นจริงอันนี้
อันนี้แหละศึกษาให้รู้จักทุกข์จริงๆ สมุทัยทำให้ทุกข์เกิดจริงๆ และศึกษาให้รู้จักทางดับทุกข์ และวิธีเข้าไปถึงความดับทุกข์จริงๆ และทุกคนมีอยู่แล้ว เราไม่เข้าใจ เมื่อไม่เข้าใจสิ่งนั้นก็ยังไม่ปรากฏ เมื่อสิ่งนั้นไม่ปรากฏก็ยังไม่รู้ เมื่อความไม่รู้ก็เลยเป็นการคาดคิด
อันเป็นการคาดคิดนั้น พระพุทธเจ้าท่านเคยสอนเอาไว้ในหนังสือกาลามสูตร ผมเองเคยเขียนหนังสือกาลามสูตรไว้ ไม่ใช่ผมเขียนคือผมลอกมาจากตำราว่า “อย่าพึ่งเชื่อที่เขาพูดกันมา อย่าพึ่งเชื่อที่เขาทำตามๆ กันมา อย่าพึ่งเชื่อว่าตามเขาเล่าลือกันมาอย่างนั้นอย่างนี้ และอย่าพึ่งเชื่อเห็นว่ามีอยู่ในตำรับตำรา ๑o ข้อ ที่สุดว่าไม่ต้องเชื่อแม้ถึงครูบาอาจารย์ของตัวเองก็ไม่ต้องเชื่ออันนี้” ดังนั้นที่ผมพูดนี่ก็ไม่ต้องเชื่อจริงๆ แต่ฟังจำไว้ได้เท่านั้นเอง แต่ไม่ต้องจำก็ได้ มันเป็นอย่างนั้น
ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็สร้างสติ ทำความรู้สึกอยู่จนเท่าใดๆ ก็ตาม ทำบ่อยๆ ทำซ้ำซากอยู่อย่างนั้นแหละ แต่ผู้น้อยก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผู้ใหญ่ก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผู้หญิงก็ต้องเป็นอย่างนี้ ผู้ชายก็ต้องเป็นอย่างนี้ ธรรมะอันนี้มันมีอยู่ในคนทุกคนไม่ยกเว้น
พูดแล้วว่าคนไทยพูดภาษาไทยรู้จักดีและก็ปฏิบัติแบบนั้นจริงๆ คนจีนพูดภาษาจีนรู้จักกันดีปฏิบัติแบบนั้นต้องเป็นอย่างนั้น คนฝรั่งพูดภาษาฝรั่งรู้กันดีต้องปฏิบัติอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนั้น คนลาวคนเขมรคนญวนคนอะไรก็ตาม แต่ให้รู้จักภาษากันแล้วพูดกันแล้วรู้เรื่อง ต้องปฏิบัติอย่างนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้น ดังนั้นอันนี้เป็นรอบที่ ๓
รอบที่ ๔ คือมารวมตัวกันเข้าทั้งหมด พูดกันง่ายๆ เรียกว่าธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม มารวมตัวกันเข้า รวมตัวกันเข้าจริงๆ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเข้ามา
สมมุติให้ฟัง อันนี้เป็นสมมุติ เราทำบาปด้วยกาย ทำบาปด้วยวาจา ทำบาปด้วยใจ อันนี้เป็น ๓ อัน แต่ทำบาปด้วยกาย คือมีแต่กายไปทำเป็นเพียงอย่างเดียว คำพูดนั้นยังมีอยู่ และทำบาปด้วยวาจา คือกายนี้ไม่ทำกายนี้ทำดีอยู่ แต่วาจานั้นพูดหยาบคายหรือพูดให้เขาเสียชื่อเสียงอะไรก็ตามพูดหยาบคาย อันนี้เป็นส่วนใดส่วนหนึ่ง บัดนี้ใจเรานี่บัดนี้ทำบาปด้วยใจ กายทำดีวาจาพูดดี ใจคิดสกปรกเน่าเหม็น นี่อันนี้ ๓ อย่างนี้เป็นคนละส่วนกัน
บัดนี้ทำทั้งหมดเลย ทำบาปด้วยกายด้วยวาจาด้วยใจ ทำพร้อมกันทั้งหมด ๓ อย่างนี้บัดนี้ อันนี้เป็นครั้งที่ ๔ คือพร้อมกัน ที่แรกก็ทำอันละอันละอันกัน มีบาปกรรมอย่างไร มีทุกข์ขนาดไหน เราจะรู้จักเองเรื่องนี้ ไม่ต้องไปอ้อนวอนขอร้องจากผีเทวดาองค์ไหนเลยอันนี้ พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ สิ่งนั้นจะปรากฏขึ้นมาเอง ท่านสอนอย่างนี้
และตรงกันข้าม ทำบุญด้วยกาย คือเอากายไปทำดีอย่างหนึ่ง แต่วาจาและใจนั้นยังไม่ดี บัดนี้เอาคำพูดไปพูดดีๆ เพราะๆ กายไม่ต้องพูดถึงใจก็ไม่ต้องพูดถึง มีแต่คำพูดเท่านั้นพูดดีๆ มีอานิสงส์อย่างไรและมีบุญอย่างไร ที่สุดของบุญมันเป็นอย่างไร ความสุขของบุญเป็นอย่างไร เราจะรู้เอง บัดนี้ทำบุญด้วยใจ มีแต่ใจอย่างเดียวทำ กายกับวาจาไม่ต้องทำ แล้วจะมีอานิสงส์อย่างไร แล้วจะมีรสชาติความสุขแบบไหน ที่สุดของทุกข์อยู่ที่ไหน ก็จะรู้ไปทางนี้
บัดนี้ก็เลยมารวมกันเข้าบัดนี้ อย่างที่พูดแล้วว่า ธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ทำบุญด้วยกาย ทำบุญด้วยวาจา ทำบุญด้วยใจ รวมกันเข้าให้เป็นอันเดียว มีอย่างไร ตอนนี้เหมือนกันกับที่พวกเรากำลังทำกรรมฐานหรือเจริญสติอยู่ในขณะนี้ การกระทำ พลิกมือขึ้น คว่ำมือลง มีสติกำหนดรู้ และคำพูดก็ยังไม่ได้พูดกับใคร
จิตใจก็มันโน้มเอียงไปในทางตรัสรู้ หรือทำลายความหลงผิด พร้อมกันแล้วทั้ง ๓ อย่าง ครบกำหนดกันได้ทั้ง ๔ อย่าง คือทำให้มันพร้อมๆ กันไป เรียกว่าธาตุ ๔ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ประชุมกันแล้วจึงทำได้ ทำได้จริงๆ เรื่องนี้ เมื่อทำอย่างนี้แหละ ความปรากฏจะเกิดขึ้นมาเอง
ความปรากฏเกิดขึ้นมาตอนนี้เรียกว่าครั้งที่ ๔ คือมารวมตัวกันเข้า มันจะพังไปทั้งหมดเลย พลังตัวมันจะพังไปทั้งหมดเลย แต่ไม่ใช่พังแตกพลัวออกไปไม่ใช่อย่างนั้น คือมันจะรู้จัก อันนั้นผิด อันนี้ถูกต้อง อันนั้นผิดอย่างนั้น อันนั้นผิดอย่างนี้ อันนี้ถูกต้องอย่างนั้น อันนี้ถูกต้องอย่างนี้ มันจะรู้จักอย่างนั้น รู้จักจริงๆ เรื่องนี้
ดังนั้นการศึกษาหลักพุทธศาสนาจึงศึกษาลัดๆ ให้จบลงได้ ความทุกข์เกิดมาเพราะความหลงผิด ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะเราไม่รู้ เพราะเราไม่รู้เราจึงทำ อันนี้เรียกว่าต้นเหตุกำเนิดที่เกิดของทุกข์อยู่ที่จุดนี้ แต่เมื่อเรายังไม่มาถึงจุดนี้เราต้องปฏิบัติไป และพระพุทธเจ้าเองก็ต้องทำอย่างนั้นจนหมดลมหายใจ ดังนั้นเมื่อมันมาถึงจุดนี้ มันจะหลุดตัวมันไปทั้งหมดเลย
มันจะหลุดไปทั้งหมดเลย มันจะเป็นเส้นเป็นอันเป็นเส้น เป็นอันไม่เกาะไม่เกี่ยวกัน เหมือนกับรถยนต์ รถยนต์นี้เอาล้อมันออกตัวรถยนต์ไม่มี หรือเอาเครื่องยนต์กลไกเอาแหวนมันไปวางไว้เป็นส่วนเป็นส่วนมันแล้ว รถยนต์วิ่งไม่ได้ ดังนั้นคนนี่ก็เหมือนกัน แต่ว่าพูดอย่างนี้อาจจะเข้าใจผิด ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตายซิ อันนั้นมันไม่ได้ตายอย่างนั้น
คืออันนั้นแหละมันตาย อะไร สิ่งที่มันเข้ากันได้นั่นแหละมันตาย คือสิ่งที่เข้ากันไม่ได้มันมีอยู่แล้ว มันมีอยู่แล้ว อาศัยศีล ศีลจึงเป็นปกติ ด้วยกายและวาจาพร้อมทั้งจิตใจ เมื่อมีศีลมีธรรมประจำอยู่แล้ว จิตใจของคนนั้นความปรากฏนั้นมีขึ้นมา ให้เรารู้ให้เราเห็นเอง
ดังนั้นหากว่าพวกเรามาปฏิบัติธรรมในพรรษานี้หรืออยู่ที่นี่ ก็ต้องปฏิบัติให้รู้ ให้เข้าใจ ให้เห็นแจ้งรู้จริง อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ว่า “ทุกคนมีอยู่แล้วในคนทุกคนกว้างศอกยาววาหนาคืบ” กว้างศอกเดียวคือหน้าอกเรานี้ ยาววาเดียวคือสูงต่ำ หนาเพียงคืบเดียวคือตรงข้างเรานี้ มีพร้อมแล้วทั้งสัญญาและใจ มีพร้อมแล้วทุกสิ่งทุกอย่างทั้งนั้น นี่พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนั้น อันนี้เป็นที่พูดลัดๆ
ตอนที่เรามาถึงจุดที่ ๔ นี่แหละ เราจะมีความปรากฏ บางคนนะแต่ก็ไม่เสมอไป แต่ว่าก็มีเล็กๆ น้อยๆ ความภูมิใจของคนนั้นเราไม่เคยมีอย่างนี้ และความเป็นอย่างนั้นจะปรากฏขึ้นมา เมื่อปรากฏขึ้นมาแล้วจะไปติดความสุข มันไปติดความสุขมันผิดแล้วคือลืมตัวนี่ ตอนนี้ให้ระวังให้ดีอย่าเป็นคนลืมตัว ขั้นสุดท้ายนี้แหละ
อย่างที่เราสวดกันเมื่อกี้นี้ว่า “ท่านจงทำตัวอย่าเป็นคนประมาท ให้ถึงพร้อมด้วยสติ” อย่าเป็นคนประมาท ให้ถึงพร้อมด้วยสติ เมื่อเราไม่มีสติก็ปรุงไป ไปติดเอาความสุขเพราะเราไม่เคยเป็นอย่างนั้น มันจึดเข้าหมดตัวมันเลย เหมือนกับสำลีผงๆ นี่มันจืดทั้งหมดเลย หรืออะไรก็ตามมันผงทั้งหมดเลย มันไม่มีน้ำไม่มีตอนไม่มีอะไร มันผงมันเป็นธุลีอะไรต่างๆ นี่มันเป็นอย่างนั้น
ดังนั้นถ้าพูดอย่างนี้ก็ต้องมีการอุปมาอุปไมยให้ฟังอีก ว่าเหมือนกับตะเวนหรือพระอาทิตย์ กลางวันเราว่าตะเวนหม่น แต่ความจริงตะวันไม่หม่นหรือตระเวนไม่หม่นพระอาทิตย์ไม่หม่น มันทำความสว่างเต็มดวงอยู่เสมอ เมฆต่างหากไปบังมัน เมฆต่างหากไม่ทำความสว่างมาสู่พื้นโลกนี่ก็เมฆต่างหาก อันนี้ก็เหมือนกัน ตัวอวิชชา ตัวนี้นี่แหละมันคอยติดตามเราอยู่เสมอไป เรียกว่านางราคะนางตัณหานางอะไรต่างๆ ที่เราเคยได้ยินจากตำรับตำรา ไปอาละวาดพระพุทธเจ้า
อันนี้ก็เหมือนกัน มันมาทั้งดีและทั้งชั่ว ดังนั้นมืดสีขาวนี้ให้ระวังให้ดี มืดสีขาวระวังให้ดีเป็นภัยอย่างหนักร้ายแรงกว่าเมื่อสีดำ ร้ายแรงกว่ามืดสีดำจริงๆ ถ้าหากว่าเราไม่เข้าใจเราจะไปติดความมืดสีขาว คนไปติดเอามืดสีขาวนั้นแปลว่าคนไม่รู้จัก ดังนั้นคนที่ไปติดเอาสมมติมากที่สุด มืดสีขาวหมายถึงสมมุติ สมมุติสิ่งที่เป็นความดีความงามนั่นเราไปติด เมื่อเราไปติดอยู่แล้วก็เป็นอุปทาน
คำว่าอุปทานนี้มันเป็นการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นๆ เรียกว่าสีลัพพตปรามาส หรือศีลพตอะไรต่างๆ ที่เราพูดกัน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงสอนเอาไว้ เราไม่ต้องยึดไม่ต้องถือ เราต้องทำความรู้แจ้ง อันทำความรู้แจ้งนี่เราไม่อยากทำกัน คือเราอยากได้แต่บุญเท่านั้นเอง
บุญมีความหมายอย่างไร แม้คนไม่มีบุญเอาบุญก็ไม่เป็น ทำไมจึงไม่เป็น เพราะเราเอาบุญไม่เป็นมันจะได้เป็นทำไม เมื่อคนใดมีบุญเอาบุญต้องเป็น เอาบุญได้บุญจริงๆ คนไม่รู้จักบุญเอาบุญไม่ได้ คนที่รู้จักบุญนั่นแหละจึงเอาบุญเป็น คนรู้จักบาปจึงหลีกบาปได้ คนไม่รู้จักบาปจะหลีกบาปได้ทำไม เหมือนกับมืดสีดำ คนไม่รู้มืดสีดำมันต้องไปโตน(กระโดด)ลงหลุมลงบ่อ และคนไม่รู้มืดสีขาวมันต้องไปโตนเอาตมเอาโคลนที่มันเป็นสีขาว
บัดนี้คนที่เดินด้วยตาแจ้งๆ ไปไหนมาไหนเห็นบ่อเห็นโคลน จะเป็นกลางวันก็เห็นอย่างนั้น จะเป็นกลางคืนก็เห็นอย่างนั้น เขาไม่ต้องไปลงบ่อลงคูลงคลองอะไรทั้งหมด อันนี้เรียกว่าคนเห็นพิษเห็นภัย เป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนา ดังนั้นเมื่อพูดเช่นนี้ก็กลับมาวกพูดเรื่องที่เราเคยถือกันอยู่ ในตำรับตำราที่ทรงเอาไว้ ภิกษุหมายถึงผู้เห็นภัย ภิกษุหมายถึงบุคคลเป็นผู้เห็นภัยกลัวภัย คำว่ากลัวก็ต้องถอนตัวออกจากภัยอันนั้นเสียก่อน
ภิกษุเสพเมถุนต้องอาบัติปาราชิกจากความเป็นภิกษุ เป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนาไม่ได้ ฟังแล้วก็ดูสีตึงๆ อันนี้ ฟังแล้วดูสีตึงๆ ภิกษุรับของเขาราคา 5 มาสกขาดจากความเป็นภิกษุ เป็นภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาไม่ได้ ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตายจะเป็นนอกครรภ์ในครรภ์ก็ตาม เป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนาไม่ได้ ท่านสอนไว้อย่างนี้ ภิกษุพูดอวดอุตริมนุษยธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตน ขาดจากความเป็นภิกษุ เป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนาไม่ได้
ภิกษุแปลว่าผู้เห็นภัย เมื่อพูดถึงอย่างนี้เราต้องพูดกันอีกพักหนึ่ง คือเมื่อบุคคลใดยังมีอวิชชา คือมี โมหะ โทสะ โลภะ ๓ อย่างนี้อยู่ ก็เรียกว่ายังเสพความเลวทราม เพราะโมหะโทสะโลภะร้ายกาจที่สุด ดังนั้นผู้ที่เป็นภิกษุเรามาศึกษาธรรมะที่นี้ เราต้องงดเว้นสิ่งนี้จริงๆ เลิกละจริงๆ ดูให้มันรู้เท่ารู้ทันจริงๆ เราอย่าให้สิ่งนี้เข้ามาเสพเราได้ คือเราต้องเว้นจากสิ่งเหล่านี้
ที่ว่าเรื่องตรงกันข้าม มันก็ตรงกันข้ามกับสติสมาธิปัญญา เรื่องโทสะโมหะโลภะมันตรงกันข้ามอย่างนี้ ภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย คือทุกคนมีแล้ว ทุกคนมีแล้วแต่เราไม่ทำสิ่งนั้นให้มันปรากฏขึ้นมา เป็นการฆ่าตัวเอง เป็นการฆ่าตัวเองแล้วยังเป็นการผูกรัดผู้อื่นเอาไว้ อันนี้ก็เรียกว่าเป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนาไม่ได้
บัดนี้ภิกษุรับของคนอื่นราคา ๕ มาสก ๕ มาสกก็ ๑oo สตางค์ ก็คนเราไม่รู้จริง ไปจดจำคำเอาพูดของคนอื่นมาพูด มันไม่ใช่เป็นของเรา มันไม่เป็นของเรา เราไม่รู้แจ้งเราไม่รู้จริง อันนั้นเรียกว่าเราไปยืมเอาคำพูดจากตำรับตำราหรือคนอื่นมาพูด อันนี้ก็เรียกว่าลักคำพูดของพระพุทธเจ้ามาพูด หรือลักคำพูดของใครก็ไม่ทราบ แต่เมื่อพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่นั้นท่านสอนให้คนไปเจริญสติเอาเอง ให้รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง
สังคายนาครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๕ พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วได้ ๔๕o ปี จึงได้จารึกเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ เราจะหาว่าถูกทุกบททุกตอนก็ไม่ได้ จะว่าผิดก็ไม่ได้ เราต้องรับเอามาไว้แล้วพิจารณาตามความจริงที่เป็นจริงอยู่อย่างนั้น ดังนั้นจึงว่าภิกษุแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย แต่ไม่ใช่แกล้งฆ่าด้วยเอามีดไปฟันหรือไปอะไรต่างๆ คือเราไม่สนใจเรื่องความปรากฏการณ์ ที่จิตสำนึกของเรานั่นแหละ เราไม่สนใจสิ่งที่มันมีอยู่ในเรา เราไปสนใจเรื่องนอกแนว มันก็เลยไม่รู้ อันนี้ชื่อว่าแกล้งฆ่ามนุษย์ให้ตาย
ภิกษุผู้พูดอุตริมนุสธรรม คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตน อย่างที่เราเห็นเทวดาเห็นพระพุทธเจ้า หรือเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า หรือเป็นลูกพระอินทร์พระพรหมอยู่สวรรค์ที่ไหนมาเกิด อันนั้นก็ของไม่จริง เราไปพูดให้มันเป็นของจริงมันผิด หรือว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนอย่างนั้น เราไปเอาธรรมะอย่างนั้นมาพูดมันผิด อันนี้มันผิด เรียกว่าพูดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ หรือว่าพูดธรรมะว่า ผมนี่ได้ตรัสรู้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อันนั้นก็ผิด พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้อย่างนั้น
ดังนั้นคำว่าพูดอวดอุตริมนุสธรรมนั้นคือที่ไม่มีในเรา คือเรานั้นสามารถทำไม่ได้ แล้วก็คนอื่นก็ยังสามารถทำไม่ได้ อันนั้นเราว่าเรามีเราว่าเราเป็น พิสูจน์ไม่ได้ อันนั้นเป็นการพูดอวดอุตริมนุสธรรมคือทำมันยิ่งของมนุษย์ ผู้ใดเป็นอย่างนั้นขาดจากความเป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนาจริงๆ เรื่องนี้ เราจะรู้เองเห็นเองเข้าใจเอง
ดังนั้นการพูดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่มีในตนบัดนี้ ถ้าเรารู้พูดขึ้นมาให้คนอื่นฟัง รู้จำ รู้จัก จดจำไว้ได้แล้วนำไปประพฤติปฏิบัติเป็นการรู้แจ้งรู้จริง และก็พิสูจน์ด้วยสติปัญญาได้ อันนั้นเป็นอาบัติปาจิตตีย์เพียงแค่นั้น เพราะปุถุชนเขาไม่รู้ เขาต้องตำหนิว่า ธรรมอันนี้ไม่ควรที่จะมาพูด ถ้าไม่พูดแล้วจะมาพูดทำไม พระพุทธเจ้าไปสอนใคร ก็ไปสอนคนที่ยังไม่รู้ ให้รู้ขึ้นมา ไปสอนคนที่ยังไม่เข้าใจ ให้เข้าใจขึ้นมา และเขายังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ต้องพูด
ฉะนั้นผมหรืออาตมานำมาพูดวันนี้ก็คล้ายๆ คือเอาความจริงมาพูดให้ฟัง ว่าพวกเรานี้มีพระจำนวน ๓๕ รูปใช่ไหมครับ แล้วก็มีเณร ๓ รูป รวมเป็น ๓๘ รูป ใช่ไหมครับ แล้วก็มีโยมกี่คนนี่ ผู้ชายกี่คน ผู้ชาย ๒ คน แม่ออกกี่คน แม่ออก ๑๑ คน ทั้งหมดเป็น ๑๗ คน คุณมาเยี่ยม มาเยี่ยมนี่อยากฟังหรือไม่อยากฟัง อยากฟังก็นับรวมเข้าไปเพื่อนๆ เป็น ๑๗ คนที่อยากฟังนี่ ดังนั้นในสมัยพระพุทธเจ้าไปแสดงธรรม คนที่มีศรัทธาก็มีน้อย คนที่ไม่มีศรัทธาก็มีมาก พระพุทธเจ้าไปแสดงธรรมทีแรกมี ๕ คนฟัง ๕ คนเท่านั้นแหละฟัง.