แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท. ๑๔๙ สนทนาธรรม
พุทธศาสนาบัดนี้ พุทธะ แปลว่า ตัวสติตัวปัญญาหยั่งรู้เข้าไปถึงจิตใจ หรือรูปกายนี้มันนึกมันคิดอย่างนี้แหละ ให้เข้าใจกันอันนี้ อันนี้พุทธะแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ให้เข้าใจอย่างนี้
คำว่ารูปโรค รูปคนเราเกิดขึ้นมาแล้วจำเป็นต้องมีปวดหัวปวดท้องเจ็บท้องเจ็บขาเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า มีทุกข์ อันนี้เรียกว่าทุกข์ทางกาย แต่ทุกทางใจนั้นบางคนอาจจะไม่เข้าใจ หรือไม่มีวิธี หรือไม่เข้าใจแก้ไม่ได้
ถ้าทุกข์ทางกายนี้เราแบกหามหรือหิ้วของหนัก ก็ทิ้งลง ก็เบาขึ้นมาทันที อันส่วนจิตใจมันทุกข์มันหนักนี่ เราไม่มีวิธีแก้ และไม่เข้าใจ ไม่สามารถที่จะมองเห็นด้วยตา และไม่สามารถที่จะสัมผัสได้ด้วยมือ อันนี้ต้องอาศัยธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า เรียกว่าเจริญสตินั่นเอง
ดังนั้นวิธีที่พูดให้ฟังมาตั้งแต่ต้นมาถึงที่ว่า ให้ทำลาย โทสะ โมหะ โลภะ ได้นี่ หมายถึง เมื่อเราเห็นโทสะโมหะโลภะ ก็ต้องเห็นวัตถุ เห็นปรมัตถ์ เห็นอาการ คำว่า “วัตถุ”หมายถึงของที่มีแล้วในคนทุกคน “ปรมัตถ์”ก็หมายถึงกำลังสัมผัสกำลังมีเป็นอยู่มีอยู่ในขณะนั้น คำว่า “อาการ”ก็หมายถึงความเปลี่ยนแปลงของจิตใจหรือสติปัญญา นี่มันเป็นอย่างนั้น
เมื่อเราเห็น เราเป็น เรามี เรารู้ เราเข้าใจ เราก็สลัดออกได้ เรียกว่ามรรค เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ นี่มันเป็นอย่างนั้น เมื่อเราเห็นเรารู้เราเข้าใจอย่างนี้ คนเรามันมีตามีหูมีกายมีใจ เรียกว่าอันนี้มันเป็นรูปภายนอก แต่ส่วนรูปภายในคือ นามรูป
นามรูป คือนามรูปนั่นเอง คือเราจะเห็นว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เรียกว่ารูป ๔ ไม่ใช่เป็นรูป ๕ เอารูป ๕ คือขันธ์ ๕ เข้าไป ก็เอารูปเข้าไป ขันธ์ 5 ก็เรียกว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่เรียกว่าขันธ์ ๕ รูปคงเป็น“รูป” เวทนาสัญญาสังขารวิญญาณเป็น“นามธรรม” เขาว่าอย่างนั้น
บัดนี้อาตมาจะนำมาเล่าให้ญาติโยมฟังอีกเพื่อความเป็นความเป็นประโยชน์ เวทนาเป็นขันธ์ขันธ์หนึ่ง สัญญาเป็นขันธ์ขันธ์หนึ่ง สังขารเป็นขันธ์ขันธ์หนึ่ง วิญญาณเป็นขันธ์ขันธ์หนึ่ง ๔ ขันธ์นี้แหละ ขันธ์แปลว่ารองรับ ถ้าหากว่าขันธ์เราไม่รับแล้ว โทสะโมหะก็ไม่มาปรุงได้ เวทนาก็เป็นสุข ถ้าหากว่าขันธ์เรารองรับแล้ว เวทนาก็มาอยู่ โทสะโมหะโลภะก็มาอยู่ในเวทนานั้น เวทนานั้นก็เป็นทุกข์
ถ้าหากว่าเวทนาขันธ์ไม่มีอยู่ ไม่รองรับ เวทนาไม่เป็นทุกข์ เมื่อไม่เป็นทุกข์ก็เรียกว่าเฉยๆ เวทนาเฉยๆ เวทนาสุข ในตำราเขาพูดอย่างนั้น แต่ว่าเราต้องปฏิบัติให้เห็นแจ้งรู้จริง ตามสภาวะธรรมที่มีจริงๆ สัญญาก็มีเหมือนกัน สัญญาก็หมายถึงความรู้และจำได้ สังขารก็ปรุงแต่ง วิญญาณก็รู้ อันนี้เป็นขันธ์เหมือนกัน
๕ ขันธ์ ๔ ขันธ์นี้ไม่รองรับแล้ว ชื่อว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เป็นทุกข์เลย อันนี้เรียกว่าเป็นเทวดาได้ เพราะว่าเวทนาไม่ทุกข์ สัญญาไม่ทุกข์ สังขารไม่ทุกข์ วิญญาณไม่ทุกข์ แต่รูปกายนี้มีเหมือนเดิม อันนี้เรียกว่าความสุขหรือความไม่มีทุกข์ทางใจ ต้องเข้าใจอย่างนี้ แล้วก็ยังปฏิบัติต่อไป อันนี้ที่พูดมานี่เรียกว่า รับรองได้ว่า เป็นปฐมฌานขั้นต้นจริงๆ นะโยมตอนนี้
ต่อไปทุติยฌาน ต้องมองดูจิตใจที่มันเป็นอารมณ์เป็นขั้นเป็นตอน คือ“มรรค” เป็นข้อปฏิบัติเพื่อให้ถึงความดับทุกข์ เมื่อเราเอาสติมาดูที่ตรงนี้แหละ มันจะเข้ามาเห็นอันนี้เรียกว่าเป็นผลของการเดินทาง แล้วก็มาดูจิตใจ เหมือนดูไป ดูไปอย่างนั้นแหละ ดูบ่อยๆ ทำให้ความเคยชินความคล่องแคล่วว่องไวของสติปัญญา แล้วมันจะรู้ จะเข้าใจ เห็นแจ่มแจ้ง ก็รู้ เข้าใจ ไม่เห็นอีกอย่างหนึ่ง
ที่พูดแล้วว่า ต้องเห็น ต้องรู้ ต้องเข้าใจ ต้องสัมผัสได้ เรียกว่า วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ เห็น เป็น เหมือนกัน คือวัตถุของที่มีอยู่แล้ว คือกิเลสตัณหาอุปทานกรรมมีอยู่แล้ว วัตถุแปลว่าอันนี้แหละ ปรมัตถ์คือตัวสติตัวปัญญากำลังหยั่งรู้ เห็น เข้าใจ สัมผัสได้ มี เป็น อย่างนี้จริงๆ อันนั้นเรียกว่าปรมัตถ์ อาการหมายถึง กิเลส ตัณหา อุปทาน จะไม่ยึดมั่นถือมั่น กรรมเป็นของเรา กรรมแปลว่าเสวย หรือวิบากกับเวทนาเป็นตัวเดียวกัน แต่เปลี่ยนชื่อเท่านั้น
นี้ในตำรับตำราบอกว่า ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิเป็นเครื่องกรรมจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญาเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างละเอียด มันต้องกำจัดเป็นตามระดับระดับขั้นตอนของมัน จึงมีในตำราและเกจิอาจารย์ได้เขียนเอาไว้ว่า ปฐมฌาน อันตัวที่ ๒ พูดมานี้เป็นทุติยฌาน ตติยฌาน จตุถฌานยังไม่ได้พูดถึง เพราะว่าวันนี้ก็รู้สึกว่าพูดมานานพอสมควรแล้วนะโยม จะพูดต่อไปหรือว่าเอาอย่างนี้ก็ได้หรืออย่างไร ถ้าหากว่าจะพักก็หยุดกันเพียงแค่นี้
บัดนี้อาตมาพร้อมด้วยญาติโยม มานั่งฟังธรรมะอยู่ ณ ที่นี้ อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า และพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของพระบรรดาสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยคุณของพระศรีอริยเมตไตรยที่จะมาตรัสรู้ภายข้างหน้านี้ และศีลทานภาวนาของญาติโยมได้สร้างสมอบรมมาตั้งแต่นานแล้ว ขอให้มาเป็นเครื่องสกัดกั้นหรือมาสะกิดจิตใจของญาติโยม ให้ได้พบได้เห็น เข้าใจ รู้แจ้งเห็นจริงในชีวิตนี้ ขอให้ญาติโยมทุกๆ คนจงได้พบความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ด้วยจิตใจของญาติโยมมีแล้วนั้น จงทุกคนเทอญ.
ถาม - ตอบ
ผู้ถาม : สนทนาธรรมะถือว่าเป็นการศึกษาได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องศาสนาและเกี่ยวกับเรื่องพุทธศาสนา โดยการกราบเรียนถามหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ แห่งสำนักวัดสนามใน อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ณ วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๒
ซึ่งปัญหาต่างๆ นี้ก็เป็นปัญหาส่วนมากก็คนเราส่วนมากก็สงสัยกัน หรือว่ายังไม่เข้าใจกันไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับเรื่องการทำบุญให้ทานบ้าง การรักษาศีลบ้าง จนตลอดถึงเรื่องการทำสมาธิภาวนาวิปัสสนากรรมฐาน จึงอยากจะกราบเรียนหลวงพ่อเป็นข้อๆ หรือว่าเป็นขั้นตอน ให้หลวงพ่อได้อธิบายความหมายในทางการกุศล หรือว่าทางความเข้าใจให้ถูกต้อง จะเอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
ปัญหาแรก ก็เกี่ยวกับเรื่องการทำบุญให้ทานครับหลวงพ่อ การทำบุญให้ทานในพระพุทธศาสนาให้ถูกต้องนั้น จะทำกันอย่างไร
หลวงพ่อ : เรื่องนี้ก็ต้องพยายามทำความเข้าใจด้วยการศึกษา ต้องศึกษาให้รู้จักว่าศาสนากับพุทธศาสนานั้นต่างกันอย่างไร คำว่าศาสนาหมายถึงอะไร พุทธศาสนาหมายถึงอะไรอย่างนี้ก่อนครับ
ผู้ถาม : หมายถึงว่า คำว่าพุทธศาสนากับคำว่าศาสนานี่มันต่างกันหรือครับ
หลวงพ่อ : ต่างกันครับ ไม่เหมือนกันครับ ตามความเข้าใจของท่านความเห็นอย่างไรที่ถามมานี้
ผู้ถาม : คือคนส่วนมากเข้าใจว่า คำว่าศาสนานี้โดยเฉพาะในเมืองไทยของเรานี้หรือว่าพุทธศาสนานี้ก็คงจะเหมือนๆ กันหมดครับ ทำบุญให้ทานอะไรก็คงจะเหมือนกันหมด อะไรทำนองนี้
หลวงพ่อ : อ๋อเข้าใจอย่างนั้น ไม่ครับ ตัวศาสนานี่กับตัวพุทธศาสนามันไม่เหมือนกัน คงจะเคยได้ยินได้ฟังมา คำว่าศาสนาแปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ พุทธศาสนาพุทธะแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ฟังคำสองคำนี้แล้วมันก็ไม่เหมือนกันนะครับ เข้าใจว่าศาสนานั้น ทั่วๆ ไปจะเป็นคนไทยคนจีนคนฝรั่งอังกฤษคนอเมริกาคนเขมรญวนลาวก็ตาม หรือจะเป็นศาสนาพราหมณ์ศาสนาฮินดูศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลามศาสนาไหนก็ตาม เขามีการให้ทานทั้งนั้นครับ เพราะคนต้องการบุญครับ
แต่ว่าพุทธศาสนาไม่อย่างนั้น พุทธะแปลว่า ศึกษาให้รู้แจ้ง เห็นจริง โดยไม่ข้องแวะติดอะไรทั้งหมดอย่างนี้ครับ เข้าใจไหมครับ
ผู้ถาม : ดังนั้นการทำบุญพระพพุทธศาสนานี่ จะทำอย่างไรจึงจะถูกต้องครับ แล้วคำว่าบุญนี้คืออะไร
หลวงพ่อ : ในทางพุทธศาสนานั้นการทำบุญมี ๒ ประเภทครับ คือขั้นแรกคนเรามันไม่เข้าใจก็ต้องให้เขาพยายามพูดให้เขาเข้าใจ เหมือนกับต้นไม้ครับ ต้นไม้มันตามปกติก็มีเปลือก แล้วมีกระพี้ของมัน แล้วมีแก่นของมัน แล้วก็มีแก่นแท้ของไม้
พุทธศาสนานั้นต้องรู้จักว่าบุคคลผู้ที่ยังปัญญาอ่อน ต้องพยายามแนะนำเขาให้ทำบุญให้ทานรักษาศีลอย่างนี้แหละ คือให้เขาเสียสละ เมื่อเขาเสียสละมากๆ เขาจะได้มีความสุข คือเขาจะได้ไม่สงวนตัวว่าเป็นของกู หรือเป็นของเขา อย่างนั้นเขาจะได้พยายามทำแล้วก็สบายใจ ความสบายใจนั้นเรียกว่าบุญ แต่ยังไม่ได้เป็นปีตินะครับ เป็นเพียงความสบายเท่านั้น ส่วนพุทธศาสนานั้นต้องมาจัดการภายในจิตใจ เป็นอย่างนั้นครับ
ผู้ถาม : การทำบุญในพระพุทธศาสนานั้น มันมีหลายขั้นตอนใช่ไหมครับหลวงพ่อ
หลวงพ่อ : ก็หลายขั้นตอนเหมือนกับที่ผมได้อุปมาให้ท่านฟังแล้ว เหมือนกับต้นไม้ มันมีเปลือก แล้วมีกระพี้ แล้วก็มีแก่น แล้วก็มีแกน เฉพาะใจกลางของไม้มันต้องมีนะครับ แต่เฉพาะทุกวันนี้ผมก็ไปหลายจังหวัดเหมือนกัน ดูว่าคนไทยนี่เฉพาะส่วนมากนะครับ ก็ทำบุญเพียงรู้แต่เพียงว่าทำบุญให้ทานเพียง ๒ ประเด็นเท่านั้น แต่ส่วนทำสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนานั้นดูเห็นน้อย แต่บางทีทำแล้วยังไม่เข้าใจก็มีเป็นจำนวนหนึ่ง ไม่ใช่น้อยเหมือนกันนะครับพวกนี้
ผู้ถาม : แล้วเมื่อมีคนหลายคนสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการทำบุญให้ทานครับ เพราะว่าคนส่วนมากได้ยินได้ฟังมาว่า ทำบุญไว้มากๆ แล้วคนที่ทำบุญมากๆ หรือตายจากชาตินี้ไปแล้ว จะไปเกิดบนสวรรค์ชาติหน้า อย่างนี้จริงไหมครับอันนี้
หลวงพ่อ : อันนั้นเป็นการคาดการณ์ เรื่องนี้เขามีอยู่ก่อนแล้ว นี่ไม่ใช่เป็นพุทธศาสนาครับ อันนี้เป็นศาสนาพราหมณ์ที่เขาทำกันมาก่อนแล้ว คนมีกิเลสนะครับ เขาไม่รู้ยิ่งเห็นจริง
ท่านคงจะเคยได้ฟังมาในสมัยครั้งพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พระพุทธเจ้านะคุณต้องเข้าใจคำนี้ให้ได้ ในสมัยเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะกุมารเกิดขึ้นมา เขาไปเชิญพราหมณ์มาจำนวน ๑o๘ คน เขามีการกินเลี้ยง หรือว่าการกินเลี้ยงด้วยการทำบุญการให้ทานคำเดียวนะครับตอนนี้ จะกินเลี้ยงที่จะแต่งงานอีกเรื่องหนึ่ง อันนี้เรียกว่าเขามีการทำบุญ อันนี้เขามีก่อนอยู่แล้วครับเรื่องนี้ ไม่ใช่เป็นพุทธศาสนา ก็มีความสงสัยลังเลกันอยู่อย่างนั้นแหละ แม้แต่ศาสนาไหนก็ตามก็ว่าทำบุญมากๆ ตายแล้วไปเกิดสวรรค์ อันนี้เขามีก่อนแล้ว แต่ไม่ใช่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้านะครับ
ผู้ถาม : อ้อ อันนี้ไม่ได้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาหรือของพระพุทธเจ้า
หลวงพ่อ : ไม่ครับ
ผู้ถาม : เรียกว่าเป็นประเพณีมาเดิมๆ เท่านั้นเองแต่ก่อนนะครับ
หลวงพ่อ : ครับ สอนให้คนละชั่วทำดีเท่านั้นเองเรื่องนี้ครับ สังคมให้สังคม จะได้เพราะการเสียสละเท่านั้นเอง
ผู้ถาม : อันนี้ก็เป็นอุบายเท่านั้นเองใช่ไหมครับ เป็นการทำดีซึ่งกันและกัน แต่ว่าตามความเข้าใจไม่ได้หมายถึงว่าจะทำแล้ว ให้ทานมากๆ แล้ว จะไปเกิดบนสวรรค์ชาติหน้า อันนี้ก็ว่าเอาเองใช่ไหมครับ
หลวงพ่อ : ว่าเอาเอง คือคนสมัยนั้นเขาไม่รู้จริงนะครับ คือเป็นการคาดคิดดนเดาเอา เรียกว่าพวกพราหมณ์นะครับเขามีปัญญาเขามีโหราศาสตร์ครับ คือมีการทำนายทายทักเขาทำกันอย่างนั้นครับ แต่ว่าแก้ปัญหาความจริงไม่ได้ คือมีการคาดคิด ในหนังสือการรมสูตรนี่ ๑o ข้อนี่ว่า อย่าเพิ่งเชื่อตำรา ท่านว่าอย่าเพิ่งเชื่อที่เห็นเขาทำตามกันมา อย่าเพิ่งเชื่อเห็นเขาเล่าลือกันมา แล้วก็ ๑o ข้อนะครับ
ผู้ถาม : คือถ้าอย่างนั้นผมอยากจะกราบเรียนถามหลวงพ่ออีกว่า ถ้าอย่างนั้นเขาทำบุญกันทำไม ให้ทานให้อะไรนี่เพื่ออะไรกัน ตามจุดมุ่งหมายจริงๆ ครับ
หลวงพ่อ : อ๋อ..เรื่องนี้คนไม่เข้าใจ คือไม่เข้าใจ เขานึกๆ ก็เหมือนกันกับเราครับ ในสมัยที่เขายังไม่รู้เขาต้องการความสุขคือต้องการบุญ เคยได้ยินในหนังสือ ผมก็เคยได้ยินว่า หากผู้ใดทำบุญให้ทานมากๆ ตายแล้วไปเกิดสวรรค์แล้วจะได้เป็นเทวดา เรียกว่าได้ไปเกิดเมืองสวรรค์เป็นเทวดาก็จะได้มีบริวารมากๆ
คือคำว่าบริวารนี่ต้องเข้าใจอย่างนี้นะครับ คือจะได้เมียมาก ว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ผู้หญิงมันไม่เข้าใจ ผู้หญิงคนเมืองไทยด้(นะ) จะเป็นคนไหนก็ตามมันไม่เข้าใจครับ เรียกว่าผู้ชายก็มีกิเลสนะครับว่าไปเกิดเมืองสวรรค์แล้วจะได้เมียตั้งร้อยตั้งพัน เขามีกิเลสเขาไม่รู้จักเขาก็เลยอยากไปตามกิเลสนั้น พระพุทธเจ้าสอนไม่ได้สอนอย่างนั้น อันนี้เขามีก่อนแล้ว คนที่ไม่เข้าใจก็อย่าไปเกิดเมืองสวรรค์
บัดนี้จะถามคุณ เมื่อคุณเข้าใจอย่างนี้ ถ้าหากว่าสมมุติคุณเป็นผู้ชายนะครับถ้ามีครอบครัวนะ ถ้าจิตใจบางทีคุณอาจจะผิดไปในครอบครัวก็ได้นะครับ ถ้าเป็นมีเมียคนเดียวไม่ทุกข์เท่าไหร่ใช่ไหมครับ ถ้าเอาสองคนจะมีความทุกข์ไหม เอาสิบคนล่ะ บัดนี้ผู้หญิง บัดนี้ถ้าผู้หญิงมีผู้ชายก็คือคุณคนเดียว มีผัวสักร้อยคนแล้วเขาจะมีความสุขไหมผู้หญิง
เมื่อเขาไม่รู้จักอันนี้ ก็เรียกว่าตัณหาของคน ก็เรียกว่าทำบุญมากๆ ตายแล้วอยากไปเกิดเมืองสวรรค์ ความจริงเมืองสวรรค์กับเมืองนรกนี่มันคล้ายคือ(เหมือน)กัน มันตรงกันข้ามไป เคยไปตกนรกก็ไปขึ้นสวรรค์ ไปสวรรค์ก็ไปตกนรก ผู้หญิงนี่ถ้าหากว่ามีคนเดียวหรือผัวเมียภรรยาสามีว่าอย่างไรก็ได้นะครับอันนี้ ถ้าตัวต่อตัวแล้วก็มีความสุข ถ้าสองคนสามคนแล้วก็รู้สึกว่าจะมีความสุขไหม
ถามหนูๆ นี่ก็ได้ หนู ถ้าหากแฟนหนูนี่มีคนเดียว แล้วถ้าหากว่าแฟนหนูมีภรรยาสักสิบคนนี่ หนูพอใจไหม ไม่พอใจ ถ้าไม่พอใจแล้วหนูอยากไปเมืองสวรรค์ทำไม ก็ยังมีอยู่ อันนี้แหละคนมันยังมีกิเลส ให้เข้าใจอย่างนี้ ถ้าหากหนูถ้าคิดดีๆ แล้ว แฟนของหนูคนเดียว ถ้าเอายี่สิบคนหนูต้องทุกข์ใจ เพราะว่าวันนี้ก็ไปนอนมันคนนั้น วันนั้นก็ไม่นอนมันคนนี้ ต้องการให้มาหาหนู ไม่มา แล้วหนูจะมีทุกข์ไหม บัดนี้ถ้าผู้ชายถ้าคิดในสติปัญญา เราคนเดียวถ้ามีภรรยาถึงร้อยคน เราก็จะคอยต้อนรับภรรยาเราก็จะปวดหัวตายแล้ว เรียกว่าคนนั้นพูดอย่างนั้นคนนี้พูดอย่างนี้
อันนี้คนไม่เข้าใจ เพราะคนมีกิเลส พระผู้สอนก็ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา ก็เรียกว่าทุกข์ เรียกว่า<เก็บหม้อข้าวมีงอๆ> ให้มันติดกระเป๋ามาเท่านั้นเอง ถ้าพูดไปให้ถูกใจของคนมีกิเลสแล้ว คนที่มีกิเลสก็ต้องสละทรัพย์สมบัติให้ไป มันเป็นอย่างนั้น
แต่ว่าอาตมาก็ไม่ได้ตำหนิ เพราะว่าอย่างนี้ก็เป็นธรรมดา สอนเขาให้เขารู้จัก ทีแรกเขาไม่รู้จักการทำบุญก็ต้องสอนเขาให้รู้จักการทำบุญ เมื่อเขาไม่รู้จักการรักษาศีลก็ต้องสอนให้เขารู้จักการรักษาศีล เมื่อเขารู้จักการรักษาศีลแล้วต้องสอนให้เขาทำความสงบ มันเป็นอย่างนี้นะ เข้าใจไหมครับ
ผู้ถาม : ฟังหลวงพ่ออธิบายมายาวอยู่พอสมควรครับ แล้วอยากจะให้หลวงพ่อจำกัดความ หรือว่าสรุปสั้นๆ ว่าคำว่าบุญนี่ ที่ถูกต้องในทางพุทธศาสนานี่ มีแล้วมันจะได้บุญหรือมันเป็นอย่างไรครับ
หลวงพ่อ : อ๋อ..ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนาอื่นๆ นั้นหรอ บุญ หมายถึง เรารู้จัก ทำแล้วสบายใจ หรือบุญแปลว่าความอิ่มใจ ความพอใจ บุญมี ๒ ประเภทให้เข้าใจอย่างนี้ คือบุญได้เสียสละทรัพย์สมบัติของตัว เพื่อเป็นการเฉลี่ยเจีอจานคนอื่นนั้นก็เป็นบุญในทางพระพุทธศาสนาก็มี แต่ว่าเราเอาของเราให้คนอื่น มันไม่ต้องการเรียกร้องคืนมาเท่านั้นก็เป็นบุญในทางพุทธศาสนา แต่บุญประเภทนี้มันเป็นวัตถุ ไม่ใช่ทางจิตใจ
พระพุทธเจ้าสอน บุญนี้หมายถึงจิตใจนะครับ หมายถึงจิตใจ คือทำให้จิตใจ สะอาด สว่าง สงบ คือจิตใจสะอาดสว่างสงบนั่นเป็นตัวบุญในทางพระพุทธศาสนา แต่เราทางวัตถุนั้นจะมาทำทางจิตใจไม่ได้ ต้องทำทางจิตใจโดยเฉพาะในทางพุทธศาสนานี้นะครับ เป็นอย่างนั้น เข้าใจไหมครับ
ผู้ถาม : ครับ เข้าใจครับ คำว่าบุญนี้ก็หมายถึงภาวะของจิตใจโดยตรงเลย แปลว่าความรู้สึก นามธรรม เป็นเรื่องของจิตใจ แต่ว่าเรื่องวัตถุภายนอกก็เป็นการสงเคราะห์กันช่วยกันไปตามเรื่อง ก็พอจะเข้าใจแล้วครับ
ทีนี้ก็อยากกราบเรียนหลวงพ่อ เกี่ยวกับเรื่องศีลครับ เพราะว่าคำสอนในทางพุทธศาสนาหรือทางศาสนาก็มีเรื่องทำบุญให้ทาน แล้วก็รักษาศีล จนตลอดถึงเจริญภาวนาหรือทำวิปัสสนากรรมฐาน คำว่าศีลนี่จะต้องไปรับจากพระวันพระ หรือว่ามีการทำบุญอะไรต่างๆ แล้วก็รับศีลจึงจะมีศีลนี่
หลวงพ่อ : อันนี้มันเป็นสังคมครับ เป็นสมมติเท่านั้นเอง เขาเรียกว่าสมมุติบัญญัติ สมมุติแล้วก็บัญญัติขึ้นมา เป็นเพียงสังคมเท่านั้น จะเป็นศีลจริงๆ ไม่ได้ ในตำรับตำราเขาก็บอกไว้ตรงเหมือนกันว่า ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ สมาธิเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างกลาง ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด ในทางพุทธศาสนาสอนอย่างนี้ แต่อันนี้เป็นเพียงคำพูดนะครับ คือปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา ศีล ๒๒๗ นั้น เป็นสมมุติเท่านั้นเอง
ถ้าหากผู้มีศีลในทางพุทธศาสนาถึงแก่นแท้ ก็ต้องทำให้เป็นปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ อันนี้เป็นตัวศีลครับ อันนั้นเป็นสังคม อันนี้ไม่มีใครทำให้เราได้ ศีลหมายถึง ปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ อันนี้เป็นศีล ศีลแปลว่าปกติ
ผู้ถาม : ก็เรียกว่าถ้าอย่างนั้นไม่ต้องไปรับจากใครก็ได้นี่
หลวงพ่อ : ก็ได้ครับ
ผู้ถาม : เราพยายามทำความปกติ ทางกาย ทางวาจา ตลอดจนถึงทางด้านจิตใจ ก็เรียกว่าไม่จำเป็นจะต้องว่าวันพระวันศีลจึงจะไปขอศีลจากพระอย่างนั้น
หลวงพ่อ : อ๋อ เรื่องนี้เขาไม่รู้จักสมมุตินั่นเอง เขาไม่รู้จักสมมุติ วันศีลวันพระเขาไม่รู้จัก คือผมก็เคยไปหลายจังหวัดเหมือนกัน ๖ วัน ๗ วันจึงเป็นวันพระครั้งหนึ่ง อันนั้นเขาถือตามประเพณีหรือสมมุติ อันนี้เขามีมาก่อนแล้วครับ ไม่ต้องสงสัยเรื่องนี้ ถ้าหากว่าปีหนึ่งนะ คุณต้องเข้าใจอย่างนี้ ๓๖๕ วัน แล้วเป็นวันพระกี่วัน เป็น ๔๘ วันเป็นวันพระใช่ไหมครับ นอกนั้นไม่เป็นวันพระใช่ไหม ไม่เป็นวันพระเป็นวันอะไรของเขา ก็เป็นวันผีซิ นี่เป็นอย่างนั้น
เมื่อคุณไม่เข้าใจอย่างนี้ ปีหนึ่ง ๓๖๕ วัน มันก็เป็นวันพระเพียง ๔๘ วัน แต่ไม่ใช่เป็นวันพระ ๓๐๐ กว่าวันก็เป็นวันผีสิ อันนี้หมายถึงว่าเราไปค้าขาย ถ้าเรามาเกิดเป็นมนุษย์มาเกิดเป็นคนนี่เหมือนกับเราไปค้าขาย ถ้าคนค้าขายเป็นเขาก็มีกำไร คนใดค้าขายไม่เป็นก็ขาดทุน ถ้าเราไปเข้าใจอย่างนั้นขาดทุนนะครับ ปีหนึ่ง ๓๖๕ วัน วันพระ ๔๘ วัน ๓๒๐ กว่าวันก็เป็นผีเป็นเปรตเป็นทุกอย่างแหละครับ ไม่เป็นพระแล้ว พระไม่มีในตัวแล้ว อันนั้นเป็นสมมุติเท่านั้นเอง
ผู้ถาม : การรักษาศีลนี่ เราจะต้องรักษาทุกวันหรือครับ หรือต้องรักษาตลอดไป
หลวงพ่อ : ก็ต้องทำจิตใจของเราเป็นพระทุกวินาทีนะครับ ทุกวินาทีนะศีลนี้จะขาดไม่ได้ครับ ทุกวินาที ทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกลมหายใจนี่
ผู้ถาม : ถ้าขาดไม่ได้อย่างไรนี่ บางคนไปรับมาแล้ว รับศีลแล้วโอ้ศีลขาดนี่ไปต่อวันพระได้นี่ครับ
หลวงพ่อ : อันนั้นเป็นเรื่องสังคม เป็นเรื่องสมมุติเพราะเขาไม่เข้าใจสมมตินั่นเอง เขาก็ถือไปอย่างนั้น เพราะว่าคนปัญญามันไม่เหมือนกัน คนที่ปัญญายังน้อยยังอ่อนก็ให้เขาถืออย่างนั้นไปก่อน ถ้าหากว่าคนผู้มีปัญญาอันเข้มแข็งแล้วเขาจะไม่ถืออย่างนั้น เขาจะถือเอาตัวปกติกาย ปกติวาจา ปกติใจ เป็นศีลโดยเฉพาะ เรียกว่าปรมัตถธรรม เป็นศีลจริงๆ เป็นศีลกำจัดกิเลสได้จริง
ผู้ถาม : จะว่าได้หรือว่าไม่ได้ก็เป็นศีลอยู่แล้ว ไม่ต้องว่าปานาติปาตา นี่ไม่ต้องว่าเลย
หลวงพ่อ : ไม่จำเป็น ถ้าอย่างนั้นก็คนที่เขาพูดไม่ได้ อย่างที่ภาษาอื่นๆ เขาไม่ต้องพูดว่าปาณา เขาจะพูดว่าภาษาอะไรก็ได้ เมื่อคนไม่เข้าใจมันเป็นอย่างนั้น จึงว่าพุทธศาสนาที่คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสากล ใครๆ จะถือก็ได้ จะเป็นคนไทยก็ได้ เป็นคนจีนก็ได้ เป็นคนอเมริกาคนเขมรคนญวนคนลาวคนอังกฤษ ใครๆ ก็ได้ครับ เพราะว่าทำตัวเป็นปกติ อันนั้นแหละเรียกว่าพุทธศาสนาจริงๆ
ผู้ถาม : ครับ ศีลเรียกว่าทำลงไปจริงๆ เช่นว่าเรารู้ว่าสิ่งนั้นมันไม่ดี เรางดเว้นจริงๆ หยุดมันจริงๆ ทั้งกายวาจาใจก็ไม่นึกถึงมัน เรื่องนั้นมันชั่วมันเดือดร้อนก็พยายามงด อย่าทำจริงๆ อย่างนั้นเรียกว่าเป็นผู้มีศีล จะเป็นชาติใดภาษาใดก็ตาม ก็เรียกว่าคนนั้นเข้าถึงพุทธศาสนา หรือว่าเข้าถึงศีล
หลวงพ่อ : พุทธะก็หมายถึงว่าตัวสติ ตัวปัญญา รู้จักว่าทำสิ่งนี้เดือดร้อน ทำสิ่งนี้ไม่เดือดร้อน อันนั้นแหละพุทธะครับ ไม่ใช่ว่าจะเป็นตัวรูปกายของคนนะครับ ตัวสติปัญญาเข้าไปในหยั่งรู้ในความคิดที่มันกำลังปรากฏขึ้นมา เออย่างนี้ทำอย่างนี้มันจะเดือดร้อนแก่สังคม ทำอย่างนี้ไม่เดือดร้อนแก่สังคม อันนั้นแหละเรียกว่าปกติที่จะรู้ ถ้าไม่ปกติไม่รู้ มันก็ทำไปตามอารมณ์เท่านั้น
ผู้ถาม : ถ้าอย่างนั้น คนที่บวชเข้ามาแล้วแม้จะเป็นพระเป็นเณรก็แสดงว่าบางทีก็ยังไม่มีศีลสิครับ พระเณรบางทีก็ไปด่าคนบ้าง ไปทำอะไรที่ไม่ดีไม่งามก็มีนี่ครับ
หลวงพ่อ : อันนั้นเขาสังคม เรียกว่าสังคมศีล เรียกว่าศีลสังคม การเป็นภิกษุสามเณรนั่นเป็นสังคมเท่านั้นเองครับ เป็นสมมุติสังคม เป็นประเพณี เรื่องนี้เขามีกันมาก่อนแล้วครับ ในสมัยเมื่อพระพุทธเจ้าออกไปดูสวนดอกไม้หรืออะไรนี่ ก็เห็นเพศสมณะ สมณะเพศก็เหมือนอย่างที่พวกเรานี้เอง ตอนนั้นยังไม่มีพุทธศาสนา เขาก็มีการทำบุญให้ทานรักษาศีลก็มีอยู่แล้ว บวชก็มีอยู่แล้ว แต่ว่าเรื่องนิพพานก็มีอยู่แล้ว
เรื่องมรรคผลนิพพานอันสูงสุดก็มีอยู่แล้ว คือเขาพูดกัน แต่ว่ายังไม่มีใครรู้ มีอยู่ แต่ว่าคนอาจจะทำได้ทุกคน แต่ว่ายังไม่มีคนผู้ที่สำคัญนำมาเผยแผ่ เหมือนกับชีวิตของเรามันถูกคว่ำมันถูกปกปิดอยู่ ไม่มีอีกใครมาเปิด ไม่มีใครมาหงาย มันก็เลยปกปิดอยู่อย่างนั้น อันนี้เป็นอย่างนั้น เหมือนอย่างที่พูดแล้วว่าคนต้องการไปเมืองสวรรค์ ความจริงเมืองสวรรค์เป็นเมืองนรกก็ได้นะครับ แต่คนเข้าใจว่าเป็นเมืองสวรรค์เป็นที่สนุก ก็เลยถูกปิดไว้อย่างนั้น เป็นอย่างนั้น
ผู้ถาม : อันนี้ขอบคุณหลวงพ่อครับ พอเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องศีล นี่ก็หมายถึงว่าต้องพยายามทำกายวาจาใจนั้นให้ปกติจริงๆ บวชหรือไม่บวชก็ตาม เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม อยู่บ้านหรืออยู่ในไร่อยู่นาอยู่ที่ไหนก็ตาม ก็เรียกว่าเป็นผู้มีศีล โดยที่เรียกว่าไม่ต้องรับไม่ต้องว่าก็ได้ อันว่านี่เรียกว่าทำตามประเพณีของสังคม เรียกว่าศีลสังคม
หลวงพ่อ : ใช่ ที่เขาไม่รู้เผื่อเขาจะรู้ขึ้นมา เรียกว่ากฎหมาย กฎหมายของพระอัน พระนี่มันไม่ได้อยู่ที่ไหน พระหมายถึงบุคคลผู้ที่ได้รับการยกย่อง คือทำทางจิตทางใจครับ พระแปลว่าผู้ประเสริฐ อันพระอย่างที่พวกกระผมหรือท่านกำลังสนทนากันอยู่ในขณะนี้ สมมุตินะครับนี่ คุณก็ฝึกได้ผมก็ฝึกได้ แล้วก็บวชได้นี่เป็นเพียงสมมุติบัญญัติขึ้นมา มันเป็นอย่างนั้น
ผู้ถาม : ถ้าสึกแล้วก็ไม่ได้เรียกพระแล้ว เรียกอย่างอื่นแล้วมันสมมุติขึ้นมาแล้ว นี่เรื่องสมมุติ แล้วที่นี้ก็ผมอยากจะกราบเรียนหลวงพ่อเลื่อนขึ้นมาว่า มีการให้ทานรักษาศีล แล้วก็มีการภาวนาด้วยการทำสมาธิ ไม่ว่าการทำสมาธิ การเจริญสมถะ การเจริญกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐาน อะไรทำนองนี้ครับ
การทำสมาธินี่ เท่าที่กระผมเห็นทั่วๆ ไปนะครับหลวงพ่อ ทุกแห่งครูบาอาจารย์ก็บอกว่าต้องให้รับศีลก่อน ให้รับสินแล้วก็ให้ไปทำสมาธิ ไปนั่งหลับตา เอาขาขวาทับขาซ้าย ตั้งกายให้ตรง เอามือขวาทับมือซ้าย แล้วก็หลับตา แล้วก็บางทีก็อาจารย์บอกว่าให้มีคำบริกรรมภาวนา เช่นว่า พุทโธ พุทโธ หรือว่าสัมมาอะระหัง หรือว่ายุบหนอพองหนอ อะไรทำนองนี้แหละครับ อันนี้เป็นการทำสมาธิไหมครับ
หลวงพ่อ : อันนี้คือเขาทำตามๆ กันมาครับ เพราะบุคคลยุคนั้นก็ยังไม่รู้ก็เลยทำตามๆ กันมา ถ้าพูดแล้วจะเป็นเรียกว่าหญ้าปากคอก เป็นเปลือก ว่าเป็นเปลือกมัน เป็นสะเก็ดของมัน จะเป็นเนื้อแท้ได้อย่างไร
คำว่าสมาธินั้นไม่ได้หมายถึงการนั่งหลับตา ผมก็เคยทำมาแล้วครับ ผมเคยทำนั่งหลับตาแล้วก็ขัดสมาธิแล้วก็เอามือซ้ายมือขวาทับกัน แล้วก็ภาวนาเวลาหายใจเข้าก็พุธเวลาหายใจออกก็โธ ผมเป็น เขามีความรู้อย่างนั้นเขาก็ต้องสอนอย่างนั้นก็เรื่องของเขา พูดอะไรก็เรียกว่าสมัยนี้พระวิปัสสนามันเยอะแยะ ผมไปที่ไหนก็เห็นพระวิปัสสนา อันวิปัสสนานั่นมันไม่หมายอย่างนั้น
วิปัสสนาหมายถึง เห็นแจ้ง รู้จริง ต่างเก่า ล่วงภาวะเดิม สมาธิก็หมายถึง การตั้งใจมั่นการทำพูดคิด มันมีในตำรานี่ครับ สมาธิแปลว่าตั้งใจมั่น ก็ว่าอย่างนั้นก็ได้
ผู้ถาม : มันไม่ได้หมายถึงอาการของกายเหรอครับ ไม่ใช่กายนั่งนิ่งๆ นั่งได้นานๆ แล้วก็อันนั้นเป็นสมาธิไม่ใช่เหรอครับ
หลวงพ่อ : ไม่ใช่ อันนั้นเป็นสมาธิใต้โมหะ ที่เขามีโมหะ
ผู้ถาม : บางทีผมเห็นเขานั่งได้ ๒๔ ชั่วโมงไม่กระดุกกระดิกเลย ไม่ฉันข้าว บางทีก็ ๔ - ๕ วัน ๑๐ วันอย่างนี้ เขาบอกว่าเขาทำสมาธิครับ
หลวงพ่อ : ก็ดีครับ แต่ว่าผมอันนี้พูดถึงเรื่องสมาธิตอนนี้นะครับ เมื่อผมไปจังหวัดเลยไม่กี่วันนี้มา ก็มีพระองค์หนึ่งหรืออาจารย์ที่เป็นมหาเปรียญประโยค ๕ ก็ว่าได้ เขาทำสมาธิได้ ๒๔ ชั่วโมง แล้วก็มีลูกศิษย์คนหนึ่งแล้วเขาทำได้ ๒๔ ชั่วโมงเหมือนกัน แต่เป็นผู้หญิง เขากำลังจะมาสร้างสำนักเผยแพร่พอดี แต่อันนั้นสมาธิใต้โมหะนะครับ ถ้าทุกคนไปทำสมาธิอย่างนั้น เมืองไทยอ้าวไปทำสมาธิไปแล้วใครจะไปทำสวน ไม่ต้องกินแล้ว
บัดนี้ถ้าทำสมาธิอย่างนั้นแล้ว อ้าวเมืองไทยถ้าหากมีคนต้องการเอาไปเป็นเมืองขึ้นไปแล้ว ถ้าหากว่ามีศรัทธาแล้วเราจะไปอยู่ที่ไหนครับ ให้ลองคิดดู ถ้าศรัทธาคนไทยถือพุทธศาสนา แล้วศรัทธาพร้อมกันทานทั้งหมด เมืองไปแล้วไปยกให้ปกครอง แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน เป็นเมืองขึ้นเขาสบายไหมคุณ คนไปเป็นเมืองขึ้นเขาเรียกว่าเป็นขี้ข้าเขานี่ จะพอใจไหม ไม่พอใจก็ไม่ต้องทำ อย่างที่คนเขาพูดกันว่าทานๆ มันไม่อย่างนั้น
ทาน หมายถึงการให้อภัยเท่านั้นเอง แล้วการทำสมาธิก็หมายถึง ตั้งใจทำการทำงาน ทำพูดคิดอะไรให้มีสติ รู้เท่าทันเหตุการณ์ทั้งหมดทั้งปัจจุบันและอนาคตที่มันจะมีมาอย่างนั้น อันนี้ก็วิปัสสนามองเห็นกันเท่ากันไปอย่างนี้ครับ วิปัสสนาถ้าจริงๆ แล้วต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้นะครับ
อย่างที่เขาทำกันนั้นก็ดีครับ ผมก็ไม่ปฏิเสธเพราะผมก็เคยทำ นี่กำลังจะเผยแพร่ว่านั่งได้ ๒๔ ชั่วโมง เขาจะนั่ง ๗ วัน เขาจะไม่กินข้าว โอ้คนพูดอย่างนี้ก็คิดถึงพระพุทธเจ้า ตอนนั้นพระพุทธเจ้าไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้านะครับ เมื่อท่านยังทำทุกรกิริยา ไม่ทานอาหารว่าไม่กินข้าวไม่กินน้ำ กลั้นลมหายใจ ก็ไปไหนมาไหนไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ได้เป็นพระอรหันต์นะซิ ก็มันไม่ได้เป็นพระอรหันต์นี่ครับ พระพุทธเจ้าของเรานี่แต่สมัยนั้นก็ได้สมาบัติ ๘ มันก็ไม่เป็นทางพ้นทุกข์นี้ครับ มันดับทุกข์ดับร้อนไม่ได้
ผู้ถาม : ผมก็ได้ยินหลายๆ ที่ เมื่อสอนทำสมาธิให้นั่งสมาธิแล้ว จะบริกรรมหรือว่าภาวนาอะไรต่างๆ แล้วก็บอกว่า ต้องเห็นแสงเห็นสีนะ ต้องเห็นเทวดานะ ต้องเห็นพระพุทธรูปนะ ต้องเห็นอย่างนั้นอย่างนี้นี่ครับ สมาธิจะต้องไปเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ เห็นของนอกตัว
หลวงพ่อ : โอ้มันไม่อย่างนั้น เขาเข้าใจว่าเขาได้มีฤทธิ์อะไรต่างๆ อันนั้นเรียกว่าของคนหลงครับ เรียกว่าคนมีโมหะ โมหะจริต คำว่านิมิตสีแสงผีเทวดานั่นเป็นการคาดคิด คือกิเลสมันตบหน้าครับ กิเลสมันตบหน้าเพราะเราไม่มีปัญญา เมื่อมีความหลงแล้วกิเลสมันตบหน้าได้ มันก็ไปแสดงลวดลายเราก็เลยไปติด คำว่าสมาธิแปลว่าตั้งใจมั่น เขาว่าอย่างนั้น เรื่องของใจ คำว่านิมิตแปลว่าเครื่องหมาย เราก็เลยไปเอาเครื่องหมายเห็นแสงสีผีเทวดานรกสวรรค์มีพระพุทธรูปอะไรลอยมา อันนั้นนิมิตโมหะ เรียกว่ากิเลสตบหน้าครับ เป็นอย่างนั้นนะครับ
ผู้ถาม : เป็นเรื่องของการปรุงแต่งคิดคาดเดาเอาเอง อ๋อถ้าอย่างนั้น คำว่าสมาธิหรือคำว่าการที่ทำจิตใจสงบ หรือไม่ได้หมายถึงว่าไปยึดสิ่งภายนอกที่เป็นรูปเป็นแสงหรือเป็นสีอะไร หรือว่าเป็นนิมิตนะครับ ผมอยากจะให้หลวงพ่อได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องนิมิตนะครับ คำว่านิมิตเครื่องหมายที่กำหนด เราจะไปเอาอะไรเป็นเครื่องหมายครับ หลวงพ่อยกตัวอย่างครับ
หลวงพ่อ : เรื่องนิมิตคนส่วนมากเข้าใจกันว่า เห็นแสงสีผีเทวดานรกสวรรค์ หรือพระพุทธรูปลอยมาอยู่ที่จิตที่ใจ ที่ไหนแล้วแต่เขาจะพูดกัน อันนั้นไม่ใช่เป็นนิมิตในทางพุทธศาสนาครับ มันนิมิตโมหะ นิมิตความหลง โมหะแปลว่าความหลงผิด เมื่อหลงผิดมันก็ทำไม่ถูกทางคำว่านิมิตนี่ครับ
คำว่าวิปัสสนาแปลว่าความเห็นแจ้ง นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย เครื่องหมายที่ตรงไหน คือเครื่องหมายนี้มันมีอยู่ที่ในตัวของเรา คือในขณะที่เราเคลื่อนไหว เช่นเรานั่งเราเคลื่อนตัวจะยืนขึ้นอันนี้แหละว่ามีนิมิต นิมิตคือเรียกว่ามีสติ ให้มีสติคอยติดตาม เช่น เราพลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา ก็ให้มีสติติดตาม อันนี้แหละเรียกว่านิมิต นิมิตเป็นเครื่องหมาย เครื่องหมายให้สติอยู่ที่การเคลื่อนไหวนี่ครับ
ผู้ถาม : อ้อ อยู่ตรงที่ว่า เราจะทำอะไรก็ให้เอาจิตใจของเราไปกำหนด รู้ อยู่ตรงที่นั่น ใช่ไหมครับ เช่นว่าเราจะเดินไป ยกขาขึ้นอย่างนี้ ก็เอาสติของเราไประลึกลงที่ขานั่น เอาขาหรือว่าเอาเท้าของเรานั่นแหละเป็นนิมิต เป็นสิ่งที่ว่าไปกำหนด
หลวงพ่อ : อย่างนั้นแหละ เพราะภาษาในทางพระพุทธศาสนา นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย เช่นว่าเราจะเอาไม้มาแปลงบ้านแปลงเรือน มีความต้องการไม้เพียง ๒ เมตร เราไปตัดเอามาสัก ๓ เมตร เมื่อ ๓ เมตรก็ใช้งานอะไรไม่ได้ ต้องการ ๒ เมตรเท่านั้นเอง เรียกว่าพระพุทธเจ้าสอนเอาอันพอดี นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย เมื่อเรามีสติ รู้เท่ารู้ทันการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น พลิกมือขึ้นรู้สึกทั่วพร้อมในตัวของเรานะ เรียกว่าความรู้สึกตัว
อย่างที่เขาพูดไว้ในหลักธรรมชั้นตรีว่า ธรรมที่มีอุปการะมาก ๒ อย่าง สติความระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัว ให้ระลึกได้ ให้รู้ตัว
อันนี้ว่าสติ แปลว่าเครื่องหมาย คือเราพริบตา ก็ให้มีสติรู้ นี่มีเครื่องหมายเรียกว่า เรียกสติเข้ามาอยู่ที่เนื้อที่ตัวเรา เราหายใจเข้าหายใจออก ก็ให้มีสติรู้ อันนี้เป็นเครื่องหมายของร่างกายภายนอก แต่สำหรับจิตใจนี่คนอื่นมองไม่เห็น แต่สำหรับนิมิตอันที่ผมพูดนี่ อันพลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา เดินหน้า ถอยหลัง เอียงซ้าย เอียงขวา ก้มเงย พริบตา อ้าปาก หายใจ นี่คนมองเห็น เป็นนิมิตภายนอก
ผู้ถาม : อ้อนี้เราจะเรียกว่ารูปนิมิตก็ได้ใช่ไหมครับ
หลวงพ่อ : ได้
ผู้ถาม : เราเอาสติของเรามากำหนดรูป เป็นนิมิตเรื่องกายนี่ พิจารณาดูกาย หรือกำหนดที่กายเคลื่อนไหว คู้ เหยียด ทำการทำงาน อันนี้เรียกว่านิมิตรภายนอกใช่ไหมครับ
หลวงพ่อ : ครับ ก็พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า “ท่านจงมีสติอยู่ทุกเมื่อเถิด” ความตายจึงจะไม่ตามทัน เมื่อเรามีความรู้สึก การทำพูดคิดอะไรต่างๆ เราจะไม่ทำผิด ไม่ใช่ตายเน่าเข้าโลงนะครับ คือตายแล้วคนไม่มีความรู้สึก ก็ทำผิดพูดผิดคิดที่ผิดๆ ก็มันน้อยลง มันเน่ามันเหม็นมันเป็นของที่ไม่ดี นี่นิมิตมันต้องที่ตรงนี้นะครับ
ผู้ถาม : อันนี้นิมิตที่เป็นนามธรรมล่ะครับ สมมุติเรื่องจิตใจอย่างนี้
หลวงพ่อ : นิมิตอันนี้คนอื่นมองไม่เห็น จะเห็นได้เฉพาะตัวเรานะครับ กำลังเราทำการทำงาน ไม่ต้องเอาสติมากำหนดทางรูปกายภายนอกให้มากนะครับตอนนี้ ต้องคอยดูจิตใจที่มันปรากฏที่มันเคลื่อนไหวเหมือนกันกับร่างกายภายนอก จิตใจนี่ก็เหมือนกัน ความคิดมันเป็นอารมณ์ ความรู้สึกมันเป็นอารมณ์ เรียกว่าธรรมารมณ์เกิดกับใจ ธรรมาอารมณ์คือ ตาเห็นรูปสวย ใจนี่ครับมันเป็นอารมณ์เข้ามา พอใจไม่พอใจ ให้ดูที่ตรงนี้ครับ
ผู้ถาม : อ้อเอาความรู้สึก ที่ว่าพอใจหรือไม่พอใจนี่แหละเป็นเครื่องหมายหรือว่าเป็นนิมิต ที่เราจะกำหนดรู้ด้วยใจ ดูลงไป หรือว่าเฝ้าดูไปที่ตรงนี้
หลวงพ่อ : ให้รู้สึกตัว เอ้มันพอใจไม่พอใจ พอใจแปลว่าอะไร พอใจแปลว่าโมหะ โอ้ความพอใจคือมีโมหะ ความไม่พอใจก็มีโมหะ ส่วนจิตใจของเรามันเป็นปกติอยู่แล้ว ที่ไม่ปกตินี่ครับเรียกว่ามีอะไร ที่ไม่ปกติก็คือโมหะเข้ามาทำงาน เข้ามาครอบงำจิตใจ จิตใจหรือชีวิตของเราหรือว่าอะไรครับเพราะมันพูดยาก เพราะว่าไม่มีตัวตน มันเป็นปกติเหมือนกับน้ำ เอามาเปรียบเทียบกันอย่างนี้ก็ได้ครับ
อย่างน้ำในคูในคลองกับน้ำโขงน้ำกลั่นน้ำในบ่อ คนส่วนมากผมเคยถาม น้ำคลองสะอาดไหม..เขาบอกว่าไม่สะอาด แล้วถามน้ำกลั่นสะอาดไหม..สะอาด แล้วถามน้ำฝนสะอาดไหม..ไม่สะอาดเท่าไหร่ก็ดีกว่าน้ำคลอง แล้วน้ำเจ้าพระยาน้ำทะเลสะอาดไหม..ไม่สะอาด แต่ความจริงน้ำนั่นมันสะอาดแล้วครับ ที่ไม่สะอาดไม่ใช่น้ำ
ผู้ถาม : อ้อคำว่าตัวน้ำแท้ๆ หรือว่าธรรมชาติแท้ๆ มันสะอาด ที่ไม่สะอาดไม่ใช่น้ำ มันเป็นสิ่งอื่นเข้ามาแบบนี้
หลวงพ่อ : ครับ หรือจะเห็นได้ง่ายๆ เลยว่า น้ำนี่สะอาด เอาน้ำแดงเข้ามาก็มีสีแดงขึ้นมา เอาน้ำดำก็มีสีดำขึ้นมา เอาน้ำอะไรน้ำสีนั้นก็น้ำนะครับมาผสมกับน้ำเป็นสีอันนั้นเลย ตัวชีวิตของเราก็เหมือนกับน้ำ แต่ตัวชีวิตตัวจิตใจของเราจริงๆ นั้น มันเป็นปกติ มันสะอาด มันสว่าง มันสงบอยู่แล้ว นี่พระพุทธเจ้าสอนให้เรามาเห็นอันนี้นี่ครับ
นี่นิมิตในทางพุทธศาสนา ถ้าเรามาเห็นอันนี้แล้ว เราเห็น เรามี เราเป็น เราเข้าใจ สิ่งที่มันปรากฏขึ้นมานี่ไม่ใช่ชีวิตของเรา ความพอใจมันเป็นทุกข์ ความไม่พอใจมันเป็นทุกข์ ก่อนที่จะพอใจไม่พอใจเพราะมีความหลง อันนี้แหละคนไปติดนิมิต ไม่รู้จริงก็เลยไปเอาอันนั้นมาเป็นนิมิตครับ นี่มันเป็นอย่างนั้นครับ
ผู้ถาม : เข้าใจครับ นี่เรียกว่านิมิตจะต้องหมายถึงว่าอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเป็นภายนอกก็เรียกว่าร่างกายให้ดูเรื่องร่างกาย ถ้าภายในอารมณ์จิตใจก็ให้ดูกำหนดรู้อันนั้น อันนี้ก็เรียกว่าการได้ทำวิปัสสนา หรือว่าเห็นแจ้งใช่ไหมครับ การเห็นแจ้งนี่ไม่ใช่ว่าต้องเห็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ว่าไปเห็นจิตใจคนอื่น ไปเห็นเทวดา หรือว่าเห็นเลขหวยเลขเบอร์อะไรทำนองนั้นแหละครับ
หลวงพ่อ : อันนั้นมันเป็นความคิดของคนหลง มันไม่ใช่เห็นอย่างนั้น อันนั้นเขาว่าคนหลง คนหลงผิด ไม่รู้จริง ถ้าพูดตามตำรานะครับ ถ้าพูดอย่างนี้ก็ได้นะแต่ว่าไม่ใช่ผมพูดนะมันมีในตัวหนังสือว่า พูดอวดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ไม่มีในตน เขาว่าเป็นอาบัติด้วยนะ เพราะว่าทำไม่ได้นี่ครับ ถ้าทำได้ก็ต้องทำให้ดูสิคุณ ถ้าสมมุติคุณนะว่าคุณมองเห็นจิตใจผม ถ้าผมคิดด่าคุณโกรธคุณ คุณจะมองเห็นไหม ก็มันไม่เห็นสิ ตัวของผมเองจะรู้ตัวของผมเอง คุณจะมามองเห็นจิตใจผมทำไม
ผมเคยพูดเรื่องนี้กับอาจารย์ที่เคยสอนกรรมฐานผม ท่านสามารถมองเห็นคนนั้นคนนี้ คนนั้นจะมาเวลาเท่านั้นเท่านี้ โอ้ผมก็เลยนึกๆ ว่าอาจารย์นี่เป็นบ้าแล้วพูดอย่างนั้น ก็ท่านเคยสอนกรรมฐานผม แต่ปากท่านก็ย่ำกับหมาก อาจารย์นี้บ้าครึ่งเรียกว่าคนตายครึ่ง แต่ผมนึกอย่างนั้น ท่านไม่รู้จักเลยครับ นึกด่าในใจ ไม่รู้เลย ไม่เห็น ผมก็พูดสนุกๆ ไปให้ท่านเพลินไป แต่จิตใจผมก็ทดลองดูทดลองอาจารย์
พอดีนานๆ เข้า ผมก็ว่า เอ้อาจารย์เคี้ยวหมากสูบบุหรี่นี่ พระพุทธเจ้าท่านว่ามันเป็นกิเลส มันจะเป็นกิเลสทำไมท่านว่า อ้าวแล้วกันอาจารย์นี่มันโง่ถึงขนาดนี้ แล้วมันสอนให้เราฉลาดทำไม เราจะฉลาดได้ทำไม สมัยเราเป็นเณร เอ้ธรรมดาอยู่กับคนโง่มันก็ต้องโง่อย่างนี้ อยู่กับคนฉลาดมันต้องฉลาดอย่างนี้ ผมเลยตำหนิในใจ
ผู้ถาม : เข้าใจครับ แล้วทีนี้ก็เรื่องสมถะวิปัสสนานี่ครับ หลวงพ่อช่วยอธิบายว่า คำว่าสมถะนี้มันต้องเข้าป่าเข้าดง ไปนั่งอยู่คนเดียวในถ้ำในเหว หรือยังไงครับ ต้องอดข้าวต้องอะไร เข้าฌาน ๑๕ วันบ้าง เดือนหนึ่งบ้างอย่างนั้น สมถะอย่างนั้น
หลวงพ่อ : เขาไม่เข้าใจครับ เขาไม่เข้าใจ เดิมๆ อยู่ผมก็เข้าใจอย่างนั้นเหมือนกัน ที่ผมทำอยู่กับอาจารย์ที่ว่าอาจารย์ที่ผมนึกในใจนี่ครับนึกในใจว่าอาจารย์นี่โง่ ป่านี้คนไม่เข้าใจครับ ป่าก็หมายถึงป่าดงพงไพรแบกกรดเข้าไปในถ้ำไปในป่าลึกๆ อันนี้แปลว่าคนไม่เข้าใจครับ แต่สมัยนั้นผมก็ทำเหมือนกัน ป่าหมายถึงคนยุ่งคนทุกข์ แต่เราต้องพยายามมาดูจิตใจที่กำลังยุ่งกำลังทุกข์นี่ นี่แหละป่า ป่าคืออย่างนี้ เราต้องพยายาม
ที่ผมเคยได้ยินเจ้าคุณพุทธทาสท่านว่า “ถางป่าอย่าตัดต้นไม้” แล้วก็ฟังคำเดียวเท่านี้ก็พอ ถ้าคนมีปัญญานะครับ ท่านก็หมายถึงคนโง่นั่นเอง หมายถึงจิตใจมันมืด
คนโบราณเขาสอนลูกสอนหลานนะครับ ไม่เหมือนกับพวกเรานี่ครับ พาลูกพาหลานเข้าไปวัดไปจับดอกไม้บ้างธูปบ้างเทียนบ้าง แต่คนสมัยนี้ก็จับเป็นเหมือนกัน แต่เขาทำไปอย่างที่ว่าปูๆ ปลาๆ อย่างนั้น เห็นเขาทำก็ทำตามกันมา ไม่มีความหมายเลยครับอันนี้ แต่ถ้าพูดอย่างนี้ก็ไม่ได้นะครับ พูดสำหรับพวกเราได้เป็นอย่างนั้น ถ้าจับดอกไม้ไปเมื่อเอาดอกไม้บูชาพระพุทธรูปนี่ ท่านก็ไม่ได้มีหอมและท่านก็ไม่ได้มีเห็นว่าสวยงาม เพราะตาของเราก็ไม่รู้เดินไปไหน บางท่านก็ทำ นี่เป็นอย่างนี้
แต่คนโบราณสอนบอกว่า เอาดอกไม้ไปหนู สวยไหมดอกไม้ สวย เราก็ต้องทำจิตใจให้มันสวยอย่างนี้ หนูไปไหนมาไหนจะน่าดูน่าชมอย่างนี้ เมื่อจุดธูปลงไป ธูปหอมไหม หอม ดั้ง(จมูก)พระพุทธรูปท่านตัน แต่ท่านให้ทำกายวาจาใจของเรานี่ให้มันหอม จุดเทียนลงไปเป็นอย่างไรหนู สว่างไหม สว่าง ถ้าเดินกลางคืนถ้าไม่จุดไฟมันตกตมตกขอบ ท่านสอน
บัดนี้คนนี่ มีตาสองตา มีหูสองหู การดูก็ต้องมีตาสองตา จุดเทียนสองเล่มไปนี่ต้องมีปัญญาดูการทำของเขา หูสองหู ฟังคำพูดของเขาผิดถูกหนูต้องคิด นี่มันเป็นอย่างนั้น อันนี้สมถกรรมฐานมันอยู่ตรงนี้แหละ แต่ว่าขั้นแรกต้องสอนเด็กๆ ไม่ใช่แบกกรดเข้าป่า ในสมัยนี้โอ้โหพระกรรมฐานต้อง ๙ ปี ๑o ปี แบกกรดเข้าไปป่า ก็ดี ก็อันนี้เป็นวิธีของเด็กๆ คนนี้ ปู่ย่าตายายสอนเป็นอย่างนั้น
ผู้ถาม : ก็เราเจริญสมถกรรมฐานอย่างที่หลวงพ่อว่า ให้รู้ให้เข้าใจอะไรต่ออะไรนี่ เสร็จแล้วเราก็วิปัสสนานี่ครับ มันก็คล้ายๆ กัน ทำแบบเดียวกันหมด ไม่ว่าสมาธิก็เหมือนกัน สมถะก็เหมือนกัน วิปัสสนาก็เหมือนกัน คือไปนั่งหลับตาอะไรทำนองนี้ ดังนั้นที่หลวงพ่อได้อธิบายมานี้ เท่าที่ผมเข้าใจหรือว่าได้อธิบายญาติโยมเข้าใจ ตามคำพูดของหลวงพ่อที่ว่า ถ้าหากเข้าใจเรื่องบุญจริงๆ ในพุทธศาสนาจริงๆ แล้วก็ต้องเข้าใจหมด สมาธิปัญญาก็ต้องเข้าใจหมด ก็เรียกว่าเข้าใจปฏิบัติถูกต้อง อันนี้จึงว่าเข้าใจของจริง
ส่วนไม่เข้าใจก็ต้องทำไปอย่างนั้นแหละ ทำสมาธิก็ไปนั่งอย่างนั้นทำอย่างนั้น สมถะก็ต้องหนีเข้าป่าไปอยู่คนเดียว วิปัสสนาก็ต้องไปเห็นจิตเห็นใจคนอื่น ต้องไปเห็นเลขเห็นหวยเห็นเบอร์อะไร อันนั้นเรียกว่าไม่เข้าใจ หรือว่าไม่ถูกใช่ไหมครับ
หลวงพ่อ : ก็ถูกของเขา มันไม่ถูกในทางพุทธศาสนา มันไม่ถูกกับคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่มันถูกของเขา ถูกคนโง่มันต้องถูกอย่างนั้นคนนี้ คนนี้ให้ของดีมันไม่เอา ผมก็เคยเจอมาเหมือนกัน ถ้าเอาของปลอมให้มันเอาทันที ผมเห็นนี่ผมเห็นด้วยตาผมนะ ผมมาอยู่ที่ขอนแก่นนี่ครับ
มีคนหนึ่งไปซื้อตะกรุดมาจากจังหวัดร้อยเอ็ด แล้วก็ไปซื้อพระพุทธรูปมา ๑ องค์ ๒ องค์ เขาไปซื้อมาจากอำเภอหนองเรือ เอามาทำเป็นของขลัง ศึกษาเข้าไว้ให้อยู่รอดปลอดภัย แล้วถามไปถามมา โอ้โหซื้อเท่าไหร่อันนี้ เขาบอกว่าซื้อ ๙oo บาท แล้วก็มีพระ ๒ องค์ซื้อเท่าไหร่ อันนี้เขาบอกว่าซื้อองค์ละ ๘o บาท เขาว่าอย่างนั้น ผมมามองดูแล้วคนมันไม่เข้าใจอย่างนี้ ผมก็เลยพูดกับเขา พูดไปพูดมาผมก็เลยทำเป็นพิธีเรียกว่าทำเป็นน้ำมนต์ ถามว่าอันนี้เอาลงสรงน้ำได้ไหม เขาบอกว่าสรงได้ เขาว่าเขาเคยเอามาสรงน้ำในระยะตรุษสงกรานต์ทุกปีๆ เขาว่าอย่างนั้น พอดีพูดอย่างนั้นแล้วผมก็ให้เขาเอาน้ำมาทำเป็นน้ำมนต์
คือเขาต้องการให้ไปผมทำเป็นพิธี เมื่อเขาปลูกบ้านใหม่ เมื่อปลูกบ้านใหม่แล้วเขาปลูกบ้านที่ริมโคลน เขาว่ามีคนไข้หรือมีคนเจ็บคนป่วย อย่างที่พูดตามธรรมดาบ้านของเราเรียกว่าคนป่วย เมื่อไม่มีความอยู่ดีมาแล้วเขาก็เลยไปหาพระ ตามปกติคนเรามันไม่มีที่พึ่งก็ไปหาพระมาทำเป็นพิธีให้ พระ ๗ วัดไปสวดถอดสวดถอนที่มันติดมันขวางออกไป เขาไปหาพระมา ๗ วัด ไปสวดก็ยังไม่หาย
บัดนี้ผมไปจากขอนแก่น ไปจากเมืองเลยไปอยู่ขอนแก่น เขาว่าพระวิปัสสนามันขลัง เขาก็เลยไปหา ไปหาผม แล้วที่ผมอยู่นั่นมีหลวงตา ๒ องค์ เมื่อเขาไปนิมนต์ผม ผมก็เลยบอกว่า เออจะไปให้ พอดีวันจะไปหลวงตาก็จะไปด้วย พอดีหลวงตาจะไปผมก็เลยไม่ไป ไปทำน้ำมนต์ ๒ คนมันไม่ขลังมันไม่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าทำคนเดียวมันขลังมันศักดิ์สิทธิ์ ผมก็เลยพูดอย่างนี้ เมื่อพูดอย่างนี้หลวงตาก็เลยไม่ไป เพราะเขามานิมนต์ผมนี่
ผมไปก็อย่างว่าแหละ ผมไปรม(พูด)เรื่องนั้นเรื่องนี้สนทนาเขาที่ถามนี่แหละอย่างที่พูดแล้วว่า เขามีอะไรรักษา เขาว่ามีเขาเอาพระธรรมรักษา ผมก็ขอดู ขอดูเขาก็เลยเอามาให้ดู เขาตะกรุดนี่แหละมาให้ดูแล้วก็พระมาให้ดู ให้ดูแล้วผมก็เลยถาม ถามแล้วเขาเอาลงน้ำได้ไหม เขาว่าได้ ผมก็เลยทำน้ำมนต์ แล้วให้เขาเอาน้ำมาเอากะละมังมา มาทำเป็นน้ำมนต์ ให้เขาตักน้ำเต็มกะละมังใหญ่ๆ นี่ น้ำครุถัง 2 ครุ กะละมังก็ยังไม่เต็ม ใหญ่นะกะละมังใหญ่ พอดีเอาน้ำเทใส่กะละมังเต็มแล้ว ผมก็เลยเอาพระลง พระกับตะกรุดอันนั้นลงแช่น้ำไว้
ผมก็สนทนารม(พูดคุย)เขาเพื่อให้เขาสบาย รม(พูดคุย)ไปมาประมาณชั่วโมงกว่านี่แหละเพราะเขาก็มีนาฬิกาแต่เขาไม่กำหนด แต่ผมเหมือนมีนาฬิกาผมนี่กำหนดเอาไว้ เมื่อผมกำหนดแล้วรมสนทนาเขาเพลินๆ ไปแล้ว เมื่อได้ชั่วโมงกว่า โอ้ลืมเอาพระกับตะกรุดอันนี้ขึ้นมาจากกะละมัง โยม โอ้นานแล้วนะ มันไม่เป็นไรหรอกครับ เขาว่าอย่างนั้น
ผมก็เลยถามว่า ถ้าหากคนลงมุดน้ำอยู่นี่ ตายไหมชั่วโมงหนึ่งนี่ ตายครับไม่ได้หายใจ นั้นพระคุณก็ตายแล้วนี่ เพราะมันมุดน้ำอยู่ไม่ได้ขึ้นมาหายใจ ตะกรุดเหมือนกัน ผมก็เลยพูดอย่างนี้เพราะว่ามันมุดน้ำอยู่นี่ตั้งชั่วโมงเลยมันไม่ได้หายใจ ผมพูดอย่างนี้เขาก็หน้าตกใจเขาก็หน้าเสียใจ เพราะว่าพระเขาตายตะกรุดเขาตาย
ผมก็เลยบอก โยม ตัวเองมันก็ยังช่วยไม่ได้ แล้วทำไมมันจะมาช่วยโยม เมื่อมันจมน้ำอยู่นี่มันยังไม่โผล่ขึ้นมาคนเดียว ตะกรุดก็เหมือนกันพระก็เหมือนกัน เกิดทำความเข้าใจเข้าไปรู้สึกคิดขึ้นมา พอดีเขาคิดขึ้นมา วันนี้อาตมาจะทำน้ำมนต์ให้เรียบร้อย แต่พระนี้มันก็ดีแต่อันนี้เขาว่ามันเด็กๆ อมมือ ว่าไม่มีที่พึ่งก็พึ่งอย่างนั้น วันนี้อาตมาเข้าใจว่า ให้พึ่งตัวเอง
เมื่อจิตใจเข้มแข็งแล้ว อะไรมันเข้าไม่ได้ ผมก็พูดทำความเข้าใจเขา เขาก็รู้สึกว่าดีใจขึ้นมา ดีใจขึ้นมาผมก็ทำเป็นน้ำมนต์เรียกว่าเป็นพุทธมนต์ สวดนะโมตัสสะ อยากสวดอะไรก็สวดแล้วครับ เอาความสุขแบบนี้ ผมก็เลยให้มานั่งตรงกับกะละมัง พ่อก็นั่งตรงกะละมังพ่อ แม่ก็นั่งตรงกะละมังของแม่ ลูกก็นั่งตรงกะละมังของลูก เขามี ๔ คนด้วยกัน มีลูกสาวคนเดียวได้แต่งงานแล้วก็มีลูกเขยคนหนึ่ง เป็นอย่างนั้น เปิดบ้านมาไม่เคยอยู่ดีเลย เขาว่าอย่างนั้นบ้านใหม่
บัดนี้ผมก็เลยเอาน้ำมนต์ไปรด เรียกว่าไปพรมน้ำมนต์ กะละมังคนนั้นก็ตักใส่คนนั้นแหละ ตักใส่คนนั้นทั้ง ๔ กะละมัง บ้านเขาเข้าลิ่ม น้ำมันไม่ลงนี่ครับ มันติดกันมันจ่อกัน น้ำก็เต็มกลางเรือนแล้ว พอดีผมทำน้ำมนต์ให้เสร็จแล้ว ผมก็เลยให้ไปพับผ้า พับผ้าแล้วก็มาถูบ้านให้เรียบร้อย ผมก็ยืนดูให้เขาทำให้มันเสร็จแล้ว ให้เขาตัดใยแมงมุมอะไรต่างๆ ทำจนเรียบร้อย ผมก็แสดงให้ฟังอะไรต่างๆ พอดีแสดงให้ฟังแล้วผมก็มาข้างล่าง มาดูที่ใต้ถุนอะไร ผมก็พาเขาเดินไปที่ไหนมันเป็นอะไรที่ไหน เก็บอันนั้นที่นั้นเก็บอันนี้ที่นี้ ผมก็พยายามทำไป
เมื่อทำไปแล้วผมก็เลย อันนี้ไม่เป็นไรแล้ว หลวงพ่อทำให้เรียบร้อยแล้ว อะไรไม่มีหรอก ผีก็หนี เทวดาคนดีๆ มารักษา ก็มาพูดให้ฟัง เดี๋ยวนี้เทวดามารักษาคุณแล้ว บัดนี้เคราะห์เข็นเวนกรรมพิษภัยอันตรายในตัวนี้หมดไปแล้ว ผมก็เลยมาสวด“โย จักขุมา” ให้ฟังเป็นบทแรก
“โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฏโฐ” อันนี้เป็นภาษาบาลี เมื่อแปลเป็นภาษาไทยแล้ว ท่านพระองค์ใดมีพระปัญญาจักษุ ขจัดมลทินคือโมหะแล้ว โยมมีปัญญาแล้ว ขจัดมลทินคือ “โมหะ” โยมอย่าให้หลง ต้องทำจิตใจให้เป็นปกติ เข้มแข็ง ไม่ต้องไปรอคอยผีเทวดาที่ไหนมาช่วย โยมต้องทำความสะอาดที่บ้านของโยม ผมก็พูดอย่างนี้ให้ฟัง พอดีพูดไปพูดมาเขาก็รู้สึกดีใจ
เมื่อเขาดีใจแล้ว ผมก็เลยหนีมาที่วัด นานเขาก็มาเขาก็เอารถมาส่งที่วัดได้ ตามปกติเขาไม่ค่อยมานะครับ พอดีผมไปทำให้แล้วเขาก็เลยมา มาเรียกว่าเป็นโยมอุปถัมภ์ผมคนหนึ่งที่ขอนแก่น เดี๋ยวนี้เขาก็ยังอุปถัมภ์อยู่เหมือนเดิมที่ผมไป พอดีเป็นยังไงเดี๋ยวนี้บ้านเมืองของเรา บ้านสบายๆ โรคภัยไข้เจ็บก็หายไป เขาว่าอย่างนั้น ก็เลยหายจริงๆ โรคเขาหายจริงๆ นะ เขาก็เลยอยู่ดีมีแรงมาตั้งแต่นั้นมาเลย
ตะกรุดเขาก็เลยจะให้ผมพระก็จะให้ผม ผมก็เลยบอกเอาไปคืน เอาไปคืนเขา เช่าแล้วขอคืนได้ ๕oo บาทก็ยังดี โอ้พระนี้เป็นอย่างนั้นหรอพระ เขาว่า คำว่าพระพระนี่ไม่ใช่เป็นของจริง บางทีพระปลอมก็มี หรือพระที่ทำตะกรุดนี่ก็เขาต้องการเงิน เขาไม่ได้ทำด้วยความจริงใจ โยมก็ดีพระก็ดี อย่าไปเชื่อที่ว่าพระของปลอมมันขลังหรือตะกรุดของปลอมมันขลัง อย่าเข้าใจอย่างนั้น จริงๆ มันไม่ขลังมันไม่ศักดิ์สิทธิ์อะไร
ในสมัยครั้งพระอริยะบุคคลหรือพระอรหันต์พระอะไรผมจำไม่ได้ ๒ คน เข้ามาในเมืองไทย เมื่อมาฟังธรรมะจากพระอริยบุคคลหรือพระอรหันต์รูปนั้น ก็ไม่มีเครื่องหมาย ท่านก็เขียนเอาใบลาน ใบลานมาเขียนเป็นเครื่องหมายว่าได้ฟังธรรมะอย่างนั้นอย่างนี้ นานๆ มาคนรูปนั้นก็มีศิลปะดี เขาเอาดินเหนียวมาปั้นเป็นรูปพระเล็กๆ
ในสมัยนั้นพระก็เลยเอาหรือว่าผู้มีอำนาจเจ้านายก็ได้เขาก็เลยให้ผู้มีฝีมือศิลปะดี ทำเป็นพระพุทธรูปเล็กๆ ไปให้พระ พระท่านก็เลยก็เอาไปทำอะไรต่อไม่รู้ เอาไปเผาให้มันแข็งตัวขึ้นมา เผาแข็งตัวขึ้นมาแล้วบัดนี้คนไปฟังเทศน์ก็เอาพระนั้นให้เป็นเครื่องหมาย หมายถึงบุคคลใดได้ไปฟังธรรมะจากท่านแล้ว เรียกว่าเอาพระแขวนคอไป ท่านว่าอย่างนั้น แล้วท่านก็เลยเป็นเครื่องหมายเท่านนั้นเอง
ไม่เหมือนกับคนสมัยนี้ คนสมัยนี้มีพระเครื่องแขวนคอตะกรุดแขวนคอแล้วเขาว่ามันขลัง ปืนยิงไม่ออก มีดพร้าฟันไม่เข้า เขาเข้าใจเช่นนั้น แต่ความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้น คนสมัยนี้มันไม่เข้าใจ อันปืนยิงไม่ออกนั้นน่ะ ตามความเข้าใจนะอาตมาเคยพูดอย่างนี้ เมื่อเขายิงกันแล้วคุณจะออกไป ออกไปเสียงปืนนะ ไปไม่ได้อันตรายมันมี เข้าใจอย่างนี้ มีดพร้าฟันไม่เข้า เขาฟันเขาแทงกัน คนอยากเข้าไป เข้าไปทีนี้เขาจะฟันเราเขาจะแทงเรา อันมีดฟันไม่เข้าจริงๆ แทงไม่ออกจริงๆ ไม่เหมือนกับคนที่ไม่เข้าใจ
คนที่ทำตะกรุดและเหรียญขายนั่นเขาไม่เข้าใจ เขาถ้าพูดตรงๆ เขาเป็นคนหลอกลวง เขาหลอกลวงให้คนมันโง่เข้าไป คนตายแล้วเขาเอามีดเอาปืนยิงกัน มีแต่พระเครื่องแขวนคออย่างมากๆ เลย อันนี้มันไม่ใช่เป็นของจริงของแท้ คนที่โง่ก็ต้องเชื่ออย่างนั้นแหละ
คนที่มีปัญญาอย่างที่อาตมาหรือผมพูดนี่ “โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฏโฐ” ท่านพระองค์ใดมีพระปัญญาจักษุขจัดมลทินคือโมหะเสียแล้ว คนมีปัญญาต้องกำจัดความหลงออกไปได้ “สามัง วะ พุทโธ สุคะโต วิมุตโต” แปลว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง “มารัสสะ ปาสา วินิโม จะยันโต ปาเปสิ เขมัง ชะนะตัง วิเนยยัง” ทรงเปลื้องหมู่ชนอันเป็นเวไนยจากบ่วงแห่งมารให้ถึงความเกษม ว่าอย่างนั้น
เดี๋ยวนี้พระไม่พูดอย่างนั้นนะ เข้าไปปุ๊บเดียวก็ เออโยมเอาเหรียญไหมเอาพระไหม ก็ต้องเลือกให้ เลือกให้เหรียญให้พระ ธรรมดาโยมก็เกรงอกเกรงใจ ก็ต้องให้สตางค์ท่านบ้าง มันเป็นอย่างนั้น แต่เราไม่เข้าใจนะ จริงไหมตอนนี้ จริงไหมโยม เออนี่มันเป็นอย่างนั้น อันนี้แหละปัญหาที่พวกเราต้องทำตัวของเราให้เป็นพระ อย่าเพิ่งไปอาศัยพระภายนอก
พระภายนอกมันเป็นอิฐเป็นปูน มันไม่สมตัวการขนย้ายหรือจะไปไหนมาไหนก็ลำบาก ถ้าวางลงหลุดมือเราไปตกกระแทกดินก็หักก็แตก มันไม่เหมือนกับที่ช่วยเราเป็นพระได้ อันนี้แหละที่อาตมาพูดให้คนที่ขอนแก่นฟัง เขาก็เลยอยู่ดีมีแรงนะเท่าทุกวันนี้ คนมีปัญญามันต้องรู้จัก คนที่ไม่มีปัญญาก็เอาไปเป็นของขลัง อันนี้เขาให้คำนึงว่า คนเราไม่มีที่พึ่ง จำเป็นพึ่งภูเขาต้นไม้ ห้วยหนองคลองบึง พึ่งแม้กระทั่งดินปั้นดินเหนียวก็พึ่งได้.