แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
เพื่อนภิกษุ สามเณร และญาติโยม ที่กำลังประพฤติปฏิบัติธรรมในขณะนี้หรือเวลานี้ก็ตาม การปฏิบัติธรรมะ มีสำนักสอนกรรมฐาน สอนวิปัสสนากันมีมากเพราะว่า สมัยนี้หรือปัจจุบันนี้ ใครเป็นสำนักหรืออยู่สำนักวิปัสสนา หรือสำนักกรรมฐาน หรือคนใดได้ปฏิบัติวิปัสสนา ได้ปฏิบัติกรรมฐานนั้น มีชื่อเสียง มีเกียรติ มียศจำเป็นต้องมีสำนักสอนวิปัสสนากันมาก การเจริญวิปัสสนาก็ตาม เจริญสมถะกรรมฐานก็ตาม มันต้องมีอุปสรรค ข้าวของดีอยู่ที่ไหนของเลวร้ายก็อยู่ที่นั่น เหมือนกันกับบุคคลที่มีเงิน มีข้าวของมากๆ ผู้ร้ายขโมยต้องพยายามดุร้ายอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะเขาต้องการสิ่งที่คนนั้นมี หรือของดีกับบุคคลนั้น การเจริญวิปัสสนา หรือเจริญกรรมฐานก็ตาม จึงมีอุปสรรค เราเคยดูหนังสือว่า มีวิปปัสสนู มีวิปลาส แต่จินตญาณนั้น ผมดูหนังสือไม่ค่อยมี ดังนั้น การเจริญกรรมฐาน เจริญวิปัสสนานี้จึงเป็นอุปสรรคคือ วิปัสสนู ข้อแรก ข้อที่สองเรียก จินตญาณ ข้อที่สาม เรียกว่า วิปลาส เราไม่รู้ เมื่อเราไม่รู้ก็ต้องทำ การกระทำเช่นนี้ ต้องอาศัย ครูบาอาจารย์หรือบุคคลที่รู้ ไม่ใช่ว่าจะอาศัยเพียงตำรับ ตำรา พอแล้ว ไม่อย่างนั้น ต้องอาศัยสิ่งที่ประสบการณ์มา บุคคลที่เคยรู้ เคยปฏิบัตินั้น ต้องประสบการณ์มาจริงๆ อันคนใดพูดได้ แต่ยังไม่เคยประสบการณ์ อันนั้นยังไม่เข้าใจ ยังไม่แจ่มแจ้ง เพียงรู้จำมาจากตำรับตำราเท่านั้น แล้วก็รู้จักมาจากตำราเท่านั้น จึงว่า แก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ค่อยตกกัน ผมเคยได้ยินบ่อยๆ เรื่องคนเป็นจิตใจไม่ปกติ จิตใจฟั่นเฟือน อันนี้ก็เหมือนว่าบุคคลไม่รู้นั่นเอง โดยมากเรื่องทำกรรมฐานนี้ ต้องการความสงบ แต่คนที่สอนนั้นบางทีอาจจะไม่รู้ความสงบ เพราะว่าความสงบนั้น เด็กๆก็พูดได้ คนแก่ก็พูดได้ พระภิกษุสามเณรพูดได้ทั้งนั้น เพราะว่ารสชาติคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นคือ ความสงบ เกิดมาร้อยวันพันปี หากว่าเราไม่ได้รับความสงบ ชีวิตอันนั้นก็เป็นหมัน อันนี้ใครก็พูดได้ เพราะมันมีตัวหนังสือ เขียนเอาไว้ ช่วยจำ แล้วก็นำมาสอนกันอันนี้ ดังนั้นพวกที่ทำกรรมฐานก็ตาม ทำวิปัสสนาก็ตาม สติไม่ค่อยปกติ เพราะว่าเราต้องการสิ่งที่มันเป็นปกติเราเลยไปทำสิ่งที่มันไม่เป็นปกติ เราต้องการความสงบเราก็เลยไปสร้างความไม่สงบให้เกิดขึ้นภายใจจิตใจของเรา อันนี้เรียกว่า เราไม่รู้ไม่เข้าใจนั่นเอง ความสงบนั้นจึงมีอยู่สองแบบ หรือสองอย่างด้วยกัน สงบแบบหนึ่งนั้นสงบแบบไม่รู้อะไร คิดไปก็ไม่รู้ ผมมีคนมาถามบ่อยๆ ถามต้นชนปลายไม่ได้ แล้วเขาก็นึกว่าเขามีสติอยู่นั่นเอง อันสติสัมปชัญญะ หรือสติความระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัว อันนี้มันก็มีตัวหนังสือเขียนเอาไว้และจำมาได้ อันนี้ก็มีอยู่แล้ว เราอย่าไปสนใจอย่างนั้น เราสนใจวิธีที่จะแก้ปัญหาปัจจุบัน เราไม่ต้องมองไปให้มันมากเกินไป แล้วไปนั่งทำกรรมฐานไม่ต้องการอยากให้มันคิด ต้องการอยากให้มันสงบ อันนี้ก็ถือว่ายังเข้าใจน้อย ที่ผมจะอุปมาให้ฟังในวันนี้ เหมือนกับเราไปขุดบ่อน้ำ เมื่อเราขุดบ่อน้ำ ไปเจอสายน้ำเข้ามา น้ำข้างใน ในรู้มัน ต้องออกมาตามหน้าที่ของมัน แต่น้ำออกมามันสะอาดอยู่แล้ว ตมเลนมันมีอยู่ในบ่อ อยู่ในหลุมนั้น เมื่อน้ำออกมาสะสมกันเข้า ปะปนกันเข้า เราก็เลยว่าน้ำนั้นสกปรก ความจริงแล้วน้ำนั้นมันไม่ได้สกปรก มันเป็นตมเป็นเลน อันมันทำสกปรกน้ำ มันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นเราไม่เข้าใจ คือเราไปเข้าใจกับตำรา เราไม่ได้เข้าใจความจริง ไปปฏิบัติมันก็เลยต้องการความสงบ บัดนี้เมื่อเราขุดบ่อน้ำลงไปแล้ว เมื่อไปถึงน้ำ เราก็มีวิธี มีขัน หรือมีโอ่ง หรือมีอะไรก็ตาม นั่นสมมติพูด เราก็ตักน้ำนั้นออก ตักตม ตักเลนนั้นออก ตักทั้งหมดเลย ตักออก ตักออก ตักออก ตักออก พอดีตักไปหมด น้ำข้างในมันไหลออกมามันไหลออกมาและบัดนี้มันก็เต็มบ่อ มือเราก็กวนเข้า อันนี้เรียกว่า “คน” กวนเข้า กวนเข้า ให้น้ำนั้นล้างตม ล้างเลน ที่มันสกปรกอยู่ในบ่อนั้น มันก็ทำความสะอาดทีละนิด ทีละหน่อย เข้าไป บัดนี้เราก็ตักน้ำที่มันสกปรกนั้นแหละ แต่ความจริงมันไม่ได้สกปรก มันตมเลนต่างหากที่มันสกปรกนั้น ตักออก ตักออก ตักออก หมดแล้ว ปล่อยไว้ น้ำข้างในไหลออกมา เราก็ต้องตักออกอีก ต้องตักออกเข้าฉันใด ความคิดนั้นไม่ต้องห้าม มันจะคิดยังไงให้มันคิด เป็นหน้าที่ของเราจะรู้ความคิด ให้มันมีสติ มีปัญญา มาคอยดูความคิด เหมือนแมวกับหนูนี่ พอมีหนูออกมาแมวต้องจับ หนูออกมาแมวต้องจับ ออกมาทีใดจับทีนั้น เหมือนกับขุดบ่อน้ำนี่แหละ เราไม่ต้องไปอัดรูน้ำ ให้มันออกมาน้ำ มันยิ่งมันออกมา เราก็ยิ่งกวนปากบ่อได้ดี เราล้าง...เราล้างปากบ่อออกไป เมื่อล้างออกไปหลายครั้งหลายหน ตมเลนหรือสิ่งที่สกปรกอยู่ในบ่อนั้นมันก็หมดไป น้ำสะอาดข้างในมันออกมาเต็มบ่อแล้วน้ำก็เลยไม่สกปรก น้ำก็เลยสะอาด อันนี้ก็เหมือนกัน เราดูของเรานี่ดูให้รู้จัก ให้เห็นแจ้ง ให้รู้จริง ไม่ใช่จะรู้จัก จำมาจากตำราแล้วพอไม่ใช่อย่างนั้น ดังนั้น ผมจึงจะนำเรื่อง วิปัสสนู มาเล่าสู่ฟัง คนไปนั่งทำกรรมฐาน ต้องการความสงบ เมื่อมีปัญญาซักนิดนึง เกิดขึ้นมาเพียงเล็กๆน้อยๆ บางทีอาจจะไม่รู้ของจริงก็ได้ มันเลยเกิดปัญญาชนิดหนึ่ง มันต้องการพูด ต้องการคุย แล้วมันรู้ไปกับตำรับตำรา แต่มันไม่เคยดูจิตดูใจ คนนั้นยังมีความโกรธ ยังมีความโลภ ยังมีความสงสัย แต่พูดได้ อันนั้นเป็นเรื่องของวิปัสสนู ให้เราเข้าใจไปในทำนองนั้น วิปัสสนูอุปกิเลส คำว่าวิปัสสนูอุปกิเลส นี่เราไม่ค่อยรู้กัน เราเพียงว่า กิเลส คืออะไร กิเลสก็คือความเศร้าหมองนั่นเอง ความเศร้าหมอง เรียก มลทิน มลทินเค้าเรียกว่าความสกปรกนั่นแหละ เหมือนกับน้ำมาเข้ากับตมกับเลนนั่นมันสกปรก อันนั้นเรียกว่าความสกปรก เรียกว่ามลทิน อันนี้แหละเป็นความทุกข์ หรือว่าเป็นบาป เป็นกรรม ทำบุญก็เป็นบุญน้อย บางทีอาจจะไม่เป็นบุญก็ได้ เพราะว่ามันเป็นทุกข์ เพราะท่านผู้รู้ สอนว่า มลทินบ้าง สกปรกบ้าง จิตไม่สะอาด จิตเศร้าหมองบ้าง แล้วแต่จะพูดยังไง เพราะเรื่องสมมติเท่านั้น เราต้องศึกษาให้รู้แจ้ง รู้จริง ไม่ใช่ว่าศึกษาเพียงรู้จำ รู้คิดเท่านั้น ดังนั้น จินตญาณ บัดนี้ คือมันมีปัญญาชนิดหนึ่ง มีคนมาพูดเรื่องสติสตัง เหล่านี่แหละ อันนั้นต้องเป็นสติอย่างนั้น อันนั้นต้องเป็นสติอย่างนี้ มันไม่เคยรู้สติเลย แต่มันไปสนใจเรื่องอื่นๆ ทั้งนั้น พลอยแก้ปัญหาพูดคุยกันไปอย่างนั้น แก้ทุกข์ไม่ได้ คนนี้เสียสติ
สติไม่ค่อยมั่นคง ไม่เหมือนวิปัสสนู วิปัสสนูไม่เสียสติ แต่ตอนจินตญาณนี้เสียสติ ทำให้มันสมองเพี้ยนไปไม่แน่นอน ถ้าอาจารย์ไม่ค่อยแน่นอนแล้ว พวกท่านทั้งหลายไปปฏิบัติธรรมะ ต้องพยายามระวังตัวเอง อย่าให้ครูบาอาจารย์ระวังให้ รู้ว่าผิดปกติแล้วต้องหยุด หยุดทันที หยุดอะไร หยุดการกระทำนั่นแหละ เมื่อเราหยุดการกระทำแล้วสิ่งที่มันเต็มขึ้นมาภายในจิตใจนั้น มันจะค่อยลดไป ลดไปเอง อันนี้แก้ได้ง่าย แต่วิปลาสนี้ อันนี้แปลว่า ความเห็นผิด วิปลาสแปลว่าความเห็นผิด เห็นผิดแล้วมันจะถูกต้องได้ไหม มันไม่ถูกต้อง คนเดินทางผิดแล้วมันจะถึงไหม มันเป็นอันว่าไม่ถึง อย่าเข้าใจว่าตัวเองเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐินั้นท่านว่าเป็นความเห็นอันถูกต้อง เมื่อเราเห็นถูกต้อง เราเดินไปก็ต้องถึง ก็ต้องรู้ แต่คนเป็นวิปลาสนี่ ไม่เคยดูจิตใจ ไม่เคยดูความคิด ความคิดมันคิดวูบออกมาไม่เห็น มันไปเห็นความรู้ มันไปคิดความรู้ อันนี้แหละถูกต้อง อันนี้แหละความสุข มันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นผมจึงเลยพูดบ่อยๆ สุขแบบหนอน เหมือนกับเราสุขแบบที่เป็นคนมีปัญญา หนอนมันเคยอยู่กับกองอุจจาระ เคยอยู่ที่สกปรก ที่ไหนสกปรก แมลงวันมันไปตอม เมื่อแมลงวันไปตอม แมลงวันมันขี้ บ้านผมเรียกว่า ขี้ไข่ค้าง ขี้แมลงวันนั่นแหละ เกิดเป็นตัวหนอนขึ้นมา เราจะเอาหนอนนั้นออกจากที่สกปรกนั้น มันไม่อยากออก เพราะหนอนมันชอบสิ่งที่สกปรก ดังนั้น คนเป็นวิปัสสนูก็ตาม เป็นจินตญาณก็ตาม เป็นวิปลาสก็ตาม มันชอบอย่างนั้น จินตญาณ วิปลาส วิปัสสนู มันเป็นอุปสรรคต่อปัญญา ต่อสติ ต่อสมาธิ คนไม่เคยรู้สมาธิ แต่สมาธินั้นเขาว่าสมาธิต้องไปนั่งหลับตา หรือนั่งภาวนา ที่ไหนก็ตาม แล้วต้องทำให้จิตใจมันสงบ อันนั้นสมาธินั้นก็ถูก แต่ถูกน้อย ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ คำว่าถูกน้อยเนี่ยะแต่มันไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ มันไม่สมบูรณ์มั้ย มันไม่สมบูรณ์ เพราะสมาธิมันไม่ได้หมายึงการไปนั่งหลับตาอย่างเดียว สมาธินั้นท่านหมายถึงกว้างๆ คือ ต้องตั้งใจทำการทำงาน การงานอะไรมีต้องทำให้มันเสร็จเรียบร้อย หรือ สมาธิคือดูตัวเอง การทำ การพูด หรือสมาธิคือดูชีวิตจิตใจตัวเอง ชีวิตของคนทุกคนนั้น มันไม่มีความเดือดร้อน มันมีความสงบอยู่แล้ว ไม่ใช่ต้องเป็นคนนะ สัตว์เดรัจฉานก็มีอย่างนี้ อันตัวสมาธินั้น มันมีอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงก็ได้ หรือ สมาธิ คือ ตั้งใจ สมมติเราทานอาหาร ก็ต้องตั้งใจทานอาหาร ต้องรู้จักอาหาร สิ่งนี้จะเป็นพิษแก่ร่างกายรา เราก็ต้องรู้ สิ่งนี้เราทานอาหารลงไปแล้ว มันจะทำประโยชน์ให้แก่ร่างกายเราต้องรู้ อันนี้เรียกว่า สมาธิ คือความตั้งใจ จะไปไหนมาไหน ไม่ชนหลักชนตอ ไม่ลงคูลงคลอง อันนี้เรียกว่าคนมีสติ แต่สติแบบนั้นมันไม่ได้เป็นสติแบบที่เราทำความเห็นแจ้ง สติแบบความเห็นแจ้งมันอีกเรื่องหนึ่ง ความเห็นแจ้งเห็นอะไร เห็นตัวชีวิตของเรานี่เอง ชีวิตของเรานี่มันสงบ มันไม่เดือดร้อน มันไม่มีทุกข์ หรือจิตใจของเรานี่ก็เหมือนกัน มันไม่ชอบความทุกข์ มันชอบความสงบ ท่านผู้รู้ก็เลยกล่าวเอาใว้ในตำรับตำรา หรือตัวหนังสือมีเอาไว้ว่า จิตใจของคนมันมีความสะอาด สว่าง สงบ บางคนก็พูดอย่างนี้ บางคนก็ไม่รู้ว่า สะอาด สว่าง สงบ พูดได้ เพราะมันมีตัวหนังสือ เราจะเข้าใจว่า ตัวหนังสือน่ะมันดีแล้ว แต่เราต้องทำความเห็นแจ้ง ความรู้จริง เมื่อไม่มีความสะอาด สว่าง สงบ เขาเรียกว่า จิตใจเป็นสกปรก จิตใจเป็นมลทิน จิตใจเป็นโมฆะ ชีวิตเป็นมลทิน ชีวิตเป็นสกปรก ชีวิตเป็นโมฆะ พอโมฆะก็แปลว่า ใช้ไม่ได้ บุรุษ บุรุษเขาว่า โมฆะบุรุษ ผู้ชายเขาเรียกว่าโมฆะบุรุษ ถ้าเป็นผู้หญิงบัดนี้เราก็ต้องหามาพูดอีกว่า สตรี บุรุษ ว่าอย่างนั้นก็ได้ คำว่าบุรุษใช้เรียกผู้ชาย คำว่าสตรี ก็แปลว่า ผู้หญิง คำว่าโมฆะก็แปลว่าใช้ไม่ได้ ผู้หญิงเป็นอย่างนั้นก็ใช้ไม่ได้ ผู้ชายเป็นอย่างนั้นก็ใช้ไม่ได้ เรียกว่าโมฆะบุรุษ โมฆะสตรี อย่างงั้น ให้พวกเราได้ศึกษาให้เข้าใจให้ถูกต้อง เมื่อเราทั้งหลายศึกษาไม่ถูกต้อง เขาเรียกว่า มลทิน สกปรก หรือ จิตใจเศร้าหมองมันเป็นทุกข์ เราก็แก้กันไม่ได้ อันนี้ วิปลาส ผมเคยเจอมาหลายคน พูดได้ วิธีที่จะแก้เขาต้องมี อย่างที่ครูบาอาจารย์เคยพูดว่า ไส้ต้องมี น้ำมันต้องมี หมากหลอดต้องมี ไม้ขีดต้องมี ต้องการปุ๊บ จุดปั๊บ สว่างทันที อันนี้เขาเรียกว่า ถึงพร้อมแล้ว เราทำมาแล้ว คำว่า หมากหลอดต้องมี ตะเกียงต้องมี ไส้ต้องมี น้ำมันต้องมี ไม้ขีดต้องมี อันนี้ก็ให้เราพิจารณาให้ดี อันนั้นมันเป็นคำพูด คำว่ามีพร้อมแล้ว นื้หมายถึง ถ้าหากว่า มีผู้ใดมาปฏิบัติกับเรา เราต้องรู้ รู้แล้วต้องแก้ปัญหาสิ่งนั้น อย่าให้มันพลาดไป อันนี้แปลว่า เรามีพร้อมแล้ว เราได้ปฏิบัติมาแล้ว เราเข้าใจแล้ว เราต้องทำ อันนี้เรียกว่า ประสบการณ์ อย่าเพิ่งไปดูแต่ตัวหนังสือ เรียนตั้งแต่หนังสือ จำมาแล้วไปสอนคนอื่นนั้น เขาเป็นแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อเขาแก้ปัญหาไม่ได้ เขาเรียกว่า คนดีมีมาก แต่ทำให้คนดีนั่นแหละ เป็นคนเลว มีมากเช่นเดียวกัน บัดนี้ คนดีมีน้อยคน ที่จะเสาะแสะแสวงหา คนที่กำลังเลวร้ายนั่นแหละ ให้เขากลับมาเป็นคนดีได้ อันนั้นมีน้อยคน หรือจะพูดตรงๆก็คือ บุคคลผู้มีปัญญา เคยประสบการณ์มานั้น จะแก้ปัญหาคนที่กำลังเป็นวิปัสสนู เป็นจินตญาณ เป็นวิปลาส ให้บุคคลนั้นตกไป ให้เขากลับมาเป็นคนดีนั้น มีน้อยคน หรือพูดอีกอย่างหนึ่งว่า คนกำลังกินเหล้า เล่นการพนัน สูบบุหรี่ เที่ยวเต๋ไปเต๋มา ไปโน่นมานี่โดยที่ไม่รู้สึกตัว จะไปสอนให้บุคคลนั้น กลับคืนมาเป็นคนดี ให้เขาเลิกได้จากสิ่งที่ผิดๆนั้น มีน้อยคน แต่สอนให้เขาเป็นอย่างนั้น มีมาก อันนี้มีมาก พูดอย่างนี้ก็จะหาว่าผมนี่ พูดให้เพื่อนเสีย ไม่ใช่อย่างนั้น ก็พูดความจริงให้กันฟัง โดยมากคนไปนั่งกรรมฐานก็ตาม ไปเจริญวิปัสสนาก็ตาม ไม่เคยดูความคิดตัวเอง ผมเองอันนี้ไม่รู้ความคิด สิ่งที่ผมพูดนี่ผมประสบมา ผมจึงรับรองได้ บางทีเดินจงกรมก็ตาม นั่งสมาธิก็ตาม มันไม่เห็นความคิดนี่ ความคิดมันวูบออกไป มันไม่เห็น มันก็เลยไปเห็นเลข เห็นบัตร เห็นเบอร์ เห็นจริงๆเรื่องนี้ เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นลูกแก้ว เห็นดวงแก้ว เห็นพระพุทธรูป เห็นอะไรต่างๆ จิปาถะแล้วแต่มันจะเห็น อันนั้นไม่อื่นไกล จิตใจของเรานี้เอง มันวูบออกไป เราไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ ไม่เคยเข้าใจ
บางทีตัวเรานี่ ผมต้องการจะหายตัวได้ ผมเป็นอย่างนั้น ผมเลยไปเจริญวิปัสสนา ไปเจริญกรรมฐาน เพราะผมอยากมีฤทธิ์ อยากมีเดช อยากหายตัวได้ อยากเหาะได้ พูดให้มีแต่เสียง ไม่อยากให้เขาเห็น นี่คิดไปอย่างนั้น อยากทำมีการปลุกเสก ทำให้มันน้อยคนได้ ทำให้มันหลายๆคนได้ มันคิดไปร้อยอันพันอย่าง แต่เราวางโครงการอันนั้นมันผิด แต่เมื่อไปปฏิบัติจิตใจมันคิดไปอย่างนั้น มันก็เลยปรุงขึ้นมา เมื่อมันปรุงขึ้นมา เราก็เลยไม่เห็นจิตไม่เห็นใจ ไม่เห็นต้นตอของความคิดนี่เอง อันนี้แหละที่ผมนำมา แล้วมาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา วิธีที่แก้มันก็มีครับ วิธีที่จะแก้เราจะทำยังไง เราต้องทำความเข้าใจกับบุคคลที่กำลังเป็น ให้เขาพูดให้ฟังเขาเป็นยังไง เราต้องฟัง ฟังคำพูดเขาก็รู้ เมื่อเขาพูดออกมาเราก็ต้องจับได้ จับคำพูดที่มันหลงผิด มันหลงผิดในขณะเมื่อเราเป็นอย่างนั้น ผมนี่ก็เป็นเหมือนกันกับเรา เข้าใจอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าเป็นพระอรหันต์ หรือคนมีหูทิพย์ มีตาทิพย์ แล้วจะไปมองเห็นคนพูดไกลๆ อยู่ที่คนละจังหวัดกันได้ยิน หรือว่าตาทิพย์ เขาหมุนสลากกินแบ่ง หรือเขาทำการทำงานอะไรอยู่เรามองเห็น อันนั้นคนไม่เข้าใจ อันว่า ตาทิพย์ หูทิพย์ ตาทิพย์ก็หมายถึงคนมาพูดอันใดอันหนึ่งที่มันผิด เราก็มาดูจิตใจของเรา เรามองเห็นว่าคนนั้นพูดผิดแล้ว มันพูดเรื่องไม่ถูกตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าเสียแล้ว อันนั้นเรียกว่า ตาทิพย์ หูทิพย์ คือคนมันพูดมันไม่มีสาระ มันไม่มีแก่นสาร มันดับทุกข์ไม่ได้ ต้องรู้จัก อันนี้เรียกว่า หูทิพย์ ไม่ใช่คิดแล้วไปมอง ไปเห็นอันนั้น ไปจ้องอันนี้ มันไม่เข้าใจ มันไม่เข้าใจมันไม่เข้าใจคำพูด มันเข้าใจกับตัวหนังสือ ที่ผมพูดนี่ ผมรับรองได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำไมร้บรองได้ ก็ผมเป็นเด็กไปนอนนากับพ่อผม
พ่อผมเล่าให้ฟัง ไม่ต้องพูดมากตอนนี้พูดน้อยๆ พ่อผมพูดมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ว่าสองพี่น้องไปเลี้ยงควาย ปล่อยควายออกจากคอกไป ที่แรกก็ต้อนให้มันไปกินหญ้า มันก็ไปกินหญ้า ไปเรื่อยๆ ไป ตกเย็นก็ต้อนควายมา ต้อนควายให้มันกลับเข้ามาในคอก จะมาผูกมามัดไว้ในคอกนี้แหละ ควายมันก็เลยไม่มา หรือมันมาไม่ถึง บัดนี้มาไม่ถึงบัดนี้มันก็ในป่าในดง มันก็เลยมืด เมื่อมันมืดแล้วแบบนี้ก็เลยนอน นอนที่นั่น อันนี้พ่อผมสอนว่า อย่าไปคนเดียว อย่ามาคนเดียว ไปไหนมาไหนต้องมีเพื่อน ให้มีความรักกัน ท่านสอนเพียงความรักกันเท่านั้น แต่ท่านรู้เพียงความชอบ พอใจกัน รักกัน พี่ๆน้องๆ อย่าผิดข้องต้องเถียงกัน ต้องรักกัน ใครมาพูดอะไร ต้องช่วยกันทำกันพูด ช่วยกัน ถ้ามีคนมาชกมาต่อย ก็ต้องช่วยกัน ท่านสอนแต่อย่างนั้นพ่อผม ท่านเล่าให้ฟัง อันนั้นท่านรู้ บัดนี้ตัวผมเอง อันนี้พูด แต่ผมไม่ได้พูดอย่างนั้น อันนั้นก็ดีแล้ว แต่ดี ดีกว่า ที่ดีสุด ดีแล้วอันที่ท่านสอน แต่มันยังถึงที่สุดไม่ได้ ตอนผมมาเจริญสตินี่ ผมคิดขึ้นมาวูบเดียว มันจิตใจสำนึกขึ้นมา นี่ เขาว่าหูทิพย์ ตาทิพย์ นี่ มันต้องมองเจาะลงไปอย่างนั้น ได้ยินแล้วก็ต้องมองคำพูดอันนั้น อันนี้เรียกว่า หูทิพย์ ตาทิพย์ ได้ยินแล้วต้องเอามาวิพากษ์ วิจารณ์ เรียกว่ามีปัญญา เห็นแจ้ง รู้จริงอันนี้ ไม่ใช่เพียงรู้จำ รู้จัก เท่านั้นจะพอ ไม่ใช่อย่างนั้น ตอนนั้นท่านว่า พอดีผูกควายไว้แล้ว น้องชายมันขึ้นต้นไม้ไม่ได้ มันก็เลยนอนอยู่กับต้นไม้ นอนพื้นดิน ควายก็ต้องนอนพื้นดิน พี่ชายมันขึ้นต้นไม้ได้ พี่ชายขึ้นไปนอนอยู่ง้าไม้ (กิ่งไม้) ที่มันพอนอนได้ก็ต้องนอนเกาะอยู่ง้าไม้นั้นนั่นแหละ เสือก็รำมาว่าอย่างนั้น คนบุญนี้แขน (แขวน) คอก็บ่ยาก คนบาปนี่แขนคอก็ซิกิน แขนนี่หมายถึงกอบอยู่ในคอเสือนั่นแหละ มามันก็ไม่กินคนมีบุญน่ะ แต่คนบาปน่ะแขนอยู่ฟ้ามันก็จะกิน อันนี้พ่อผมสอน ไม่ใช่สอน ท่านพูดให้ฟัง รำมา รำมา มาใกล้ๆเข้ามา พี่ชายมันนอนไม่รู้ เอ้ยพี่ชายมันนอนไม่หลับ มันก็ตื่น มันก็จะระวัง น้องชายมันไม่รู้สึกตัวมันนอนหลับ พอดีเสือรำมา คนบุญนี้แขนคอก็บ่ยาก คนบาปนี้แขน (แขวน) ฟ้าก็ซิกิน บัดนี้มันมาถึง ถึงควายกับถึงคน มันก็เลยมาดม ดมควาย ดมคน ควายกับคนมันมีบุญ มันก็เลยไม่กิน พอดีมาถึงที่นั้น มาดมที่นั้น มันเลยแหงนหน้าขึ้นไปข้างบน พี่ชายอยู่ข้างบนมันก็เลยตกใจ เห็นแสงตาเสือพาดขึ้นไปแล้วมันตกใจ มันสะดุดใจ ก็เลยเผลอสติ สติมันไม่มีเด๊ะบัดนี้ มันตกใจ ก็เลยวางง้าไม้ หล่นลงมา บ้านผมเรียกว่าตก คำว่าตกนี่อาจจะไม่รู้ เลยหล่นลงมาตุ้บถึงดิน เสือเลยกินจ้อย อันนี้พ่อผมเล่าให้ฟัง ให้รัก ให้แพงกัน ความจริงไม่ได้สอนเพียงแค่รักแพงเท่านั้น คือคนมีบุญนี่ ต้องเห็นจิตเห็นใจตัวเอง ผมเข้าใจอย่างนั้น เห็นคนอื่นมีสิ่งมีของ ไม่ต้องจับไม่ต้องบาย (หยิบ) เอาของคนอื่น เมื่อเอาของคนอื่น คนอื่นก็เสียใจ เหมือนกับของเราที่มีอยู่แล้ว คนอื่นมาเอาเราก็เสียใจ คนมีบุญมันต้องรู้จักอย่างนี้ มันต้องมีศีล มันต้องมีธรรมประจำใจ แต่ศีลธรรมนั้นมีอยู่แล้ว แต่ไม่เห็น ไม่เห็นศีล ไม่เห็นธรรม ความจริงอันศีลธรรมนั้นมันมีอยู่ในจิตใจของคน เราไม่เคยเห็นศีล ไม่เคยเห็นธรรม คนนั้นก็เลยไม่เอาศีลไม่เอาธรรมไปใช้ ผมเข้าใจอย่างนี้ คนบาปนี่ครับเห็นของใครก็เอาทั้งหมดเลย ตะพึดตะพือไปเลย อันนี้เขาว่าคนบาป มันกิน เสือมันกิน คือตัวกิเลสนี่มันกิน โทสะ โมหะ โลภะ มันกิน จิตใจมันเศร้าหมอง จิตใจมันสกปรก จิตใจมันเป็นมลทิน อันนี้แหละท่านทั้งหลาย การเจริญวิปัสสนาต้องเข้าใจ ให้มาดูต้นตอของชีวิต ให้เห็นชีวิตจริงๆ เมื่อชีวิตเราคิดปุ๊บขึ้นไป ไม่ใช่ชีวิตคิดนะ ตัวจิตใจมันคิดปุ๊บขึ้นไป ตัวจิตใจก็ต้องเห็น ชีวิตก็ต้องเห็น ชีวิตคือความมีอยู่ ชีวิตคือลมหายใจ ชีวิตคือการต่อสู้ จะพูดอย่างไงมันก็ไม่จบครับ
คือชีวิตของเรานั้น มันสะอาด มันสว่าง มันสงบ อยู่แล้ว ตัวจิตใจของเราจริงๆ นั้น มันก็สะอาด สว่าง สงบอยู่แล้ว ตัวที่ไม่สะอาด ที่ไม่สว่าง ที่ไม่สงบ มันไม่ได้เป็นต้นตอของชีวิต มันไม่ใช่ต้นตอของใจ มันเป็นอะไรมันวูบเข้ามา มันมาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เราต้องมองตัวนี้ให้เห็น ให้เข้าใจ ดังนั้น คำว่า เห็นแจ้ง รู้จริง นี่มันต้องเห็นว่า ชีวิตเราสกปรกไหม จิตใจเราสกปรกไหม มีโทสะ โมหะ โลภะ เข้ามาไหม หรือไม่มี เราต้องเห็น ต้องรู้ ให้เข้าใจอย่างนี้ เมื่อเราไม่เห็น เราไม่รู้ เราไม่เข้าใจ เราก็พูดได้ แต่ก็ดี พูดได้นี่ดี แต่ว่าเอาไปใช้กับเราไม่ได้ อันนี้เรียกว่าโมฆะบุรุษ โมฆะสตรี คำว่า โมฆะ แปลว่าใช้ไม่ได้ ผู้หญิงก็เหมือนกัน ใช้ไม่ได้ ผู้ชายก็เหมือนกัน ใช้ไม่ได้ อันนี้ท่านเรียกว่า คนไม่รู้ ภาษาบ้านผมท่านเรียกว่า คนไม่รู้ คนอวดดี ผมเรียกว่า คนอวดดี มันไม่ใช่มีดีแล้วเอามาพูดให้คนฟัง อันนี้แหละท่านทั้งหลาย ตั้งใจฟังให้ดี ที่ว่าพูดอวดอุตริมนุสธรรม คือ ธรรมอันยิ่งของมนุษย์ที่ไม่มีในตน มันเป็นอาบัติปราชิก คำว่า ปราชิก นั่นหมายความว่า ความมืด ความไม่รู้ ความไม่เข้าใจ ขาดจากความเป็นภิกษุ ภิกษุแปลว่าผู้เห็นภัย เห็นภัยจริงๆ เรื่องนี้ เรียกว่า เห็นแจ้ง รู้จริง เข้าใจจริง พวกเราต้องพยายาม อย่าให้มันเห็นผิด ถ้าเห็นผิดไปแล้ว เรียกว่า วิปัสสนู ถ้าเห็นผิดไปแล้วเรียกว่า จินตญาณ ถ้าเห็นผิดไปแล้วเรียกว่า วิปลาส เราต้องเข้าใจ ศึกษาให้รู้ ให้เข้าใจ
ความสงบนั้น จึงมีอยู่ 2 แบบ ด้วยกัน ความสงบแบบหนึ่ง สงบแบบทื่อ ไม่รู้อันใด อันนั้น เรียกว่า สงบใต้โมหะ สงบอยู่ในกับ โมหะ โทสะ โลภะ สงบแบบที่ผมพูดให้ฟังในขณะนี้ อันนี้มันไม่ใช่เป็นความสงบ มันเป็นความเห็นแจ้ง แต่มันก็สงบ สงบแบบใด สงบจากความหลงผิด สงบแบบปราศจากโทสะ สงบจากโมหะ สงบจากโลภะ มันสงบแบบนี้
สำหรับผม จะไปให้ข้อคิดตามทิฏฐิ และความเห็น ความเข้าใจ ความซาบซึ้งในจิตใจของผมเอง เพื่อจะให้ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ได้จดจำ นำเอาไปคิด เอาไปพิจารณา และเห็นว่าเหมาะสมกับทิฏฐิของตนเอง ก็นำไปปฏิบัติได้ หรือว่าผู้ใดผู้หนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่ง ไม่เห็นว่า ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกกับทิฏฐิของตัวเอง ไม่เอาไปประพฤติ ไม่เอาไปปฏิบัติก็ได้ สำหรับผมจะพูดวันนี้คือ ผมก็เข้าใจว่า ผมเป็นคนไทย ถือศาสนาพุทธมาหลายปีเหมือนกัน หรือเคยให้ทาน เคยรักษาศีล เคยทำกรรมฐานมากับครูบาอาจารย์ก็หลายมา หรือมากมาพอสมควร แต่ผมยังมีความสงสัย มีความลังเลใจ ไม่แน่ใจว่าอะไรควร อะไรไม่ควร อะไรผิด อะไรถูก อันนี้ผมไม่แน่ใจ ต่อเมื่อผมได้มาประพฤติปฏิบัติธรรมะ ที่ผมจะนำมาเล่าสู่ฟังวันนี้แหละ ผมมีความเด็ดขาด คือ แน่ใจ มั่นใจ ตัวเอง เหมือนกับคนที่ออกจากที่มืด หรือเหมือนกับนกที่ออกจากกรงขัง ทีแรกนั้นผมอยู่ที่มืด หรืออุปมาให้ฟังเหมือนกับนกที่อยู่ในกรงขัง เมื่อออกจากกรงขังได้ ล่ะก็ไปได้ตามสบาย คนเราเมื่อออกจากที่มืดแล้ว ก็เดินไปไหนมาไหนก็ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องข้องแวะ ผมเข้าใจอย่างนี้ ดังนั้น ผมจึงจะนำมาเล่าให้ฟัง คือ คนใดเห็นว่ามันเป็นทางที่จะนำตัวรอดไปได้ ก็เอาไปประพฤติปฏิบัติก่ะได้ หรือคนใดว่าไม่ต้องประพฤติ ปฏิบัติ คำพูดเช่นนั้น มันไม่ถูกต้อง มันไม่อยู่ในกรอบ ในค่าย ของคำสอนพระพุทธเจ้า จะไม่นำเอาไปปฏิบัติก็ได้ ดังนั้นคนเราอยู่ในที่มืดแล้ว จะเดินทางไปไหนมาไหน ก็ต้องวกวนอยู่ที่นั้นแหละ เหมือนกับนกที่เราเห็นกันอยู่ด้วยตาเนื้อเรา นกที่อยู่ในกรง ถึงมันจะวิ่งไปนั้นมานี้ มันก็อยู่ในกรงนั่นเอง มันจ้อดหาทาง (เร่งหาทาง) ที่จะออกจากกรงนั้น ออกไม่ได้ ดังนั้นคนเราเมื่อติด ครอบงำอยู่อะไรอันใดอันหนึ่งที่มันติด ที่มันครอบงำอยู่ในจิตใจของเรา หรือชีวิตของเรานั่นแหละ อันนั้นคือเราอยู่ในที่มืด เมื่อเราไม่มีความสงสัย ไม่มีที่ข้องแวะ เหมือนกับที่เราเดินไปกลางวัน เรามองเห็นอันใดอันหนึ่ง หรือที่สำคัญอันใดอันหนึ่ง เรามองเห็นด้วยตาเนื้อ เราจะไม่ได้ไปที่มันเป็นพิษเป็นภัยนั้น เหมือนกับเราที่ออกจากที่มืด แล้วก็เดินไปได้สบาย ใครจะพูดยังไง เราก็ไม่ต้องสงสัย ไม่ต้องข้องแวะ เพราะเราเห็นแจ้ง รู้จริง อันนี้เป็นทิษฐิ ความเห็น และความเข้าใจของผม ดังนั้นผมจึงว่า ไม่เชื่อใครทั้งหมด และไม่เชื่อทั้งตำรับตำรา แต่เพียงได้ยิน ได้ฟัง เอาไว้ ตำรับ ตำรา หรือตัวหนังสือ เขียนเอาไว้ ก็ฟังเอาไว้ แต่ไม่ได้ปฏิเสธว่า อันนี้ไม่ดี ไม่ได้ปฏิเสธอย่างนั้น แต่ไม่เชื่ออย่างนั้น คือเชื่อมั่นในความเห็น ในความเข้าใจ ในสิ่งๆที่มันปรากฏการณ์เกิดขึ้นมาในภายในชีวิตจิตใจ อันนี้แหละ ที่ผมจะนำมาเล่าสู่ฟังวันนี้ ที่ผมได้ยึด ได้ถือ ได้ฟังเอาไว้ คือ พระพุทธเจ้าสอนเรื่องทุกข์ เรื่องดับทุกข์ คนเราทุกคนนี่แหละ ถ้าหากว่า อยู่ที่มืด ก็ต้องมีความสงสัย อันความสงสัย ก็คือความทุกข์ ความทุกข์นี่มันมีหลายชั้น หลายเรื่อง อย่างที่คนธรรมดานั้น ทุกข์ คือ ความไม่มีเงิน ไม่มีทอง ไม่มีข้าวไม่มีของ อันนี้ทุกข์อีกแบบหนึ่ง และบางคนผู้มีปัญญา ลึกกว่านั้น ก็ทุกข์ที่ว่ามีความโกรธ ความโลภ ความหลง อันนี้ก็เป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง ทุกข์บางคนมีความสงสัยนอกเหนือไปจากความโกรธ ความโลภ ความหลง แล้ว ก็ยังมีความสงสัย อันนี้ก็เป็นทุกข์อีกแบบหนึ่ง ทุกข์อีกแบบหนึ่ง ทุกข์เพราะการไม่เห็น การไม่ผ่อ(ไม่มองดู) การไม่เข้าใจ อันนี้ก็เป็นทุกข์อีกแบบหนึ่ง ดังนั้นคนเราจึงว่าพยายามศึกษาให้รู้จักจริงๆ ผมเคยเป็นทุกข์มาหลายเรื่อง แต่ผมคิดว่าจะต้องแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ เฉพาะตัวผมเอง ผมพยายามทำมัน ที่ผมทำมา ผมเข้าใจเพราะการรู้จัก ไม่ใช่ไปนั่งนิ่งให้มันตัวสงบ หลับตาอยู่คนเดียว อันนั้นผมทำมา มันมีความสงสัย มันมีความนึก ความคิดอันใดผมไม่รู้ อันนี้ผมยังมีความสงสัย ต่อเมื่อผมไม่ต้องหลับตา อันใดมาผมเห็นด้วยตาเนื้อ และความคิดผมคิดขึ้นมาผมรู้ ผมเข้าใจ ผมเห็นความคิดของผม ผมก็เลยเข้าใจว่า นี่ที่ทางที่จะนำไปหาพระพุทธเจ้า ผมเลยเข้าใจอย่างนี้ พระพุทธเจ้าอยุ่ที่ไหน พระพุทธเจ้าคือตัวเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร อันนั้นเป็นเพียงรูปภาพ หรือเป็นรูป เป็นวัตถุ อันนี้ผมเข้าใจอย่างนี้ อันพุทธเจ้าจริงๆนั้นน่ะ อยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าจริงๆนั้นน่ะ คือ คนที่ไม่มีทุกข์นั่นล่ะ บุคคลใดไม่มีทุกข์จะคือพระพุทธเจ้า บุคคลใดยังมีทุกข์ อันนั้นชื่อว่ายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า หรือว่ายังไม่ได้นำใจหาพระพุทธเจ้า ผมเข้าใจอย่างนี้ บัดนี้คำว่า ไม่มีทุกข์นั้น ไม่มีทุกข์เพราะการไม่รู้ อันนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทุกข์ คือ ยังมีทุกข์อยู่ แต่ความทุกข์นั้นมันไม่เหมือนกัน บางคนคิดไปตามอารมณ์ตัวเอง ไม่มีทุกข์อันนั้นก็ดีเหมือนกัน แต่ดีเพราะบุคคลพูดเช่นนั้น แต่ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น ผมว่า ไม่มีทุกข์ คือเพราะการเห็น การผ่อ(การมองดู) การเข้าใจ การสัมผัส นี่ผมเข้าใจอย่างนี้ ผมก็เลยพยายามทำ พยายามทำจริงๆครับ ทำเพื่อความเข้าใจจริงๆ ทำเพื่อชีวิตของเราจริงๆ ทำเพื่อตัวเราจริงๆ ทำเพื่อคนทุกคนในโลกนี้จริงๆครับ อันนี้คือผมเข้าใจอย่างนี้ คือ เรื่อง ไม่มีเงิน ไม่มีทองนั้น ไม่มีข้าวไม่มีของนั้น เป็นคนเกียจคร้าน เป็นคนไม่เอาไหน คนแบบนั้นก็เชื่อว่าไม่มีทุกข์ ก็เพราะเขาไม่เห็นทุกข์อย่างนั้น และบัดนี้เมื่อบุคคลที่โกรธ เค้าก็เข้าใจว่าความโกรธนั้นน่ะเป็นความสุข เค้าก็เข้าใจแบบนั้น เขาจึงโกรธขึ้นมาได้ บางคนร้องเพลงนี้ ดูหนัง อันนั้นบุคคลพูดเช่นนั้น เข้าก็เข้าใจว่าสิ่งนั้นไม่ใช่เป็นทุกข์ เขาจึงทำอย่างนั้น บางคนมีความสงสัยอันนั้นอันนี้ ก็เขาก็คิดอยู่อย่างนั้นแหละ ก็เพราะเขาเข้าใจอย่างนั้น ว่ามันไม่เป็นทุกข์ ผมเลยเข้าใจว่าความสงสัยเนี่ยมันเป็นทุกข์ ผมเข้าใจอย่างนั้น ผมเลยทำให้มันเป็นว่า ไม่ให้มีความสงสัย อันความไม่สงสัยนี่มันไม่ใช่เป็นความสงบ มันไม่ใช่เป็นความสงบที่ไปนั่งอยู่คนเดียวอันนั้น คือมันเป็นการแห็นแจ้ง มันเป็นการรู้จริง มันเป็นการเข้าใจได้จริงๆ ความสงบแบบนี้จะว่าความสงบก็ได้ หรือจะว่าความเห็นแจ้งก็ได้ หรือจะว่าความออกจากที่มืดแล้วก็ได้ หรือจะว่าเราไม่มีความข้องแวะอะไรทั้งหมด แม้ตำรับตำราพูดอย่างนั้นเราก็เข้าใจ เราไม่ต้องไปข้องติดอยู่กับตัวตำรับตำราที่เป็นวัตถุอันนั้น อันนี้ก็ชื่อว่าความสงบแบบนี้ ที่ผมนำไปเล่าอยู่ที่ไหนก็ตาม ผมชอบพูดอย่างนี้ เพราะทุกคนมันมีอย่างนี้ ผมคิดอย่างนี้
เมื่อนั้น ความสงบที่ผมพูดนี้ มันจึงไม่ใช่ไปนั่งสงบ คือมันสงบเพราะความออกจากความหลงผิด มันสงบเพราะมันออกจากที่มืดได้ มันสงบเพราะมันไม่มีความสงสัย มันสงบไปแบบนี้ แต่มันอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ กินอะไรก็ได้ นั่งยังไงก็ได้ นอนยังไงก็ได้ มันไม่ไปข้องแวะสิ่งเหล่านั้น อันนี้มันความสงบแบบนี้ ดังนั้นเราควรศึกษา ควรปฏิบัติ ให้รู้ให้เข้าใจจริงๆ สิ่งที่รู้นั้น สิ่งที่เข้าใจนั้น รู้ของจริง และเข้าใจของจริง แล้วก็นั่งอยู่ที่ไหนก็เห็นแจ้งรู้จริงอยู่อย่างนั้น เราจะเดินอยู่ที่ไหนก็ต้องเห็นแจ้งรู้จริงอยู่อย่างนั้น เราจะนอนก็ตาม จะเป็นยังไงก็ตาม มันรู้แจ้งเห็นจริงอยู่อย่างนั้น ไม่ใช่ว่าเห็นด้วยตาเนื้ออันนี้ แต่ตาเนื้อก็มองเห็น เช่นคนเดินไปเดินมาที่มองเห็นด้วยตาเนื้อ หูได้ยินคนพูดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราฟังได้ยินด้วยหูอันนี้ เป็นวัตถุ แต่ที่ผมรู้ ผมเห็น ผมเข้าใจภายในจิตใจของผม คือ จิตใจผมมันนึกขึ้นมา มันคิดขึ้นมา ผมเห็นผมรู้ ความคิดเมื่อต่ะกี๊ มันอยู่ด้วยความหลงผิดมั้ง มันมีโมหะมั้ย มันมีโทสะมั้ย มันมีโลภะมั้ย ผมเข้าใจอย่างนี้ และความคิดเช่นนี้มันไม่มีโมหะ หรือมันไม่มีโทสะหรือ มันไม่มีโลภะหรือ ผมเห็นอันนี้ครับ ทีนี้ตัวชีวิตของคนทุกคนนะครับ มันไม่ได้มีโทสะ มันไม่ได้มีโมหะ มันไม่ได้มีโลภะ มันไม่มีความทุกข์อันใด มันเป็นของเขาอย่างนั้น อันนั้นเป็นตัวชีวิตของเรา ชีวิตนั้นคือมีลมหายใจ หมดลมหายใจชื่อว่าตาย เป็นอย่างนั้น อันนี้เรียกว่า ชีวิต เรื่องจิตเรื่องใจบัดนี้ครับ เรื่องจิตเรื่องใจนั้น ถ้าหากว่า ดูด้วยอารมณ์ที่มีโมหะ ที่มีโทสะ ที่มีโลภะ อันนั้นเรียกว่าจิตใจเศร้าหมอง ผมเห็นอย่างนี้ ผมเข้าใจอย่างนี้ จิตใจเศร้าหมอง จิตใจเป็นทุกข์ ต่อเมื่อเราเห็นความคิดของเราที่มันปรากฏเกิดขึ้นมา เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ ความคิดประเภทนี้ มันไม่ได้มีโมหะ มันไม่ได้มีโลภะ มันไม่ได้มีโทสะ มันปราศจากสิ่งเหล่านี้ มันก็สงบอยู่อย่างนั้น อันนี้เรียกว่าจิตใจของเราออกจากที่มืด ออกจากที่เป็นตมเป็นโคลนได้ และตัวจิตใจของเราน่ะเรียกว่า อารมณ์ คือตัวจิตใจนั้นน่ะ ตัวนึกตัวคิดนั้นน่ะอยู่ด้วยอารมณ์ที่ไม่สกปรก เรียกจิตใจพ้นไปจากที่สกปรก มันไม่มีอันใดมาข้องแวะ มันเข้าใจอย่างนี้ครับ บัดนี้คือร่างกายของเรานี้ครับมันต้องอาศัยการนั่งการนอน การอยู่ การกิน เสื้อผ้า ต้องอาศัยการมานุ่ง มาปกมาปิด และอาหารการฉันท์ต้องหล่อเลี้ยงร่างกาย ผมเข้าใจอย่างนี้ สิ่งใดที่มันจะเป็นพิษแก่ตัวเรา หรือเนื้อหนังเรา เราไม่ต้องไปเอามานุ่ง ไม่ต้องไปเอามาถือ หรืออาหารกินเข้าไปแล้ว มันจะเป็นพิษแก่ร่างกายของเราก็ไม่ต้องกิน เพราะว่ามันจะเป็นยังไงเราก็ต้องอดได้ทนได้ และผมเข้าใจอย่างนี้ เมื่อเข้าใจอย่างนี้ มันปรากฏขึ้นมาครับ มันปรากฏขึ้นมาจริงๆ เมื่อมันปรากฏนั้นมันก็มีอยู่แล้ว แต่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยเข้าใจ ในระยะที่มันปรากฏนั้นมันปลาบปลื้มครับ มันเป็นปีติก็ว่าได้ หรือว่ามันไม่เป็นปีติก็ว่าได้ครับ จะพูดยังไงมันก็ถูกทั้งหมดเลยครับ เพราะว่ามันเบาทั้งหมดเลย มันเบากาย เบาใจ เบาชีวิต เบาไปทั้งหมดเลยครับ คือมันไม่มีอันใดมาติดพัน มาติดมาพัน มันไม่มีอันใดมาเกาะมาข้องมันครับ คือมันจืดทั้งหมดเลยครับ คือมันเรียกว่า มันไม่มีอันใด ตัวชีวิตของเราจริงๆนะครับ ตัวจิตใจของเราจริงๆน่ะมันเป็นอย่างงั้นครับ อันนั้นล่ะคือความสะอาด อันที่เราพูดกันว่าจิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบน่ะครับ จิตใจหรือชีวิตนั้นมันสะอาดอยู่แล้ว อันมันสว่างนี่ก็หมายถึง ตัวอินทรีย์ หรือตัวสติ หรือตัวปัญญา หรือจะพูดยังไงก็ได้ เพราะมันเป็นเรื่องสมมติครับ ไปเห็น ไปรู้ ไปเข้าใจ ไปสัมผัส กับสิ่งเหล่านั้น เรียกว่า สว่าง คือเรามองไม่สวยนี่ครับ คือมันทะลุไป บัดนี้ สงบ ก็หมายถึง โอ๊ ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันไม่มีเรื่อง ที่เราจะไปสนใจเรื่องนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น มันมีอยู่แล้วในคนทุกคนนี้ ถ้าหากว่าเราศึกษาอย่างนี้ ผมรับรองได้ว่า ทุกคนต้องพบต้องเห็น ทุกคนต้องเข้าใจจริงๆ เพราะมันมีจริงๆไง อันนี้แหละชื่อว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดไม่เห็นธรรมผู้นั้นไม่เห็นเรา แม้จะจับชายจีวรของเราอยู่ก็ไม่เห็นเรา ชื่อว่าไม่เห็นธรรม อันนี้ผมเข้าใจอย่างนี้ อันนี้ทิฏฐิของผมครับ เห็นธรรมนั้น ไม่ใช่ว่าไปเห็นดวงแก้ว ไม่ใช่ไปเห็นพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ไปเห็นพระพุทธรูปลอยเข้ามา นั่นผมไม่เข้าใจอย่างนั้นครับ แต่สมัยก่อนๆนั้นผมเข้าใจอย่างนั้น ผมไม่รู้นิ่ผมก็ต้องเข้าใจไปอย่างนั้น เมื่อผมมารู้ 46 ปี ผมเป็นโยมครับ ตัวผมรับรองได้ว่า จะถือศาสนาไหนมา จะนุ่งผ้าสีอะไรก็ตาม เป็นพระ เป็นเณร ก็ตาม เขียนหนังสือเป็นก็ตาม เขียนหนังสือไม่เป็นก็ตาม คนจนก็ตาม คนรวยก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างนะครับ ขอให้แต่ว่าเป็นคนแล้วก็แล้วกันครับ มาปฏิบัติได้ถ้าพูดแล้วรู้เรื่องกัน ผมเข้าใจอย่างนั้นครับ ชื่อว่าผมว่าศาสนาพุทธครับ หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า มันไม่เหมือนกับที่เราเรียนมานั้น มันไม่เหมือนกับที่เราปฏิบัติมานั้น มันไม่เหมือนจริงๆครับ แล้วมันก็เหมือนจริงๆบัดนี้ ทำไมว่ามันเหมือนน่ะ มันไม่มีทุกข์จริงๆครับ อันที่เราสนใจกันนั้น คือเราไปสนใจกันเรื่องที่มันไม่ตรงครับ ก็เลยไปสนใจกันทำอย่างนั้นผิด ทำอย่างนี้ถูก เราไปสนใจกันเรื่องนั้น เราไม่เคยมาสนใจชีวิตของเรา คือเราไม่มาสนใจตัวจิตใจของเราจริงๆ เราไม่เคยมาสนใจที่ตรงนี้ เราก็เลยไม่รู้ บัดนี้เมื่อพูดอย่างนี้ ก็สมมติพูดให้ฟัง คนทุกคนที่มันกินข้าวเป็นครับ ถึงมันจะไม่เคยรู้ว่าอันนี้เป็นข้าว มันไม่เคยดำนา มันไม่เคยรู้จักว่าเม็ดข้าวเปลือกเป็นยังไง เม็ดข้าวสารเป็นยังไง มันไม่เคยรู้จริงๆ แต่เมื่อเอาข้าวมาให้มันกิน มันกินเป็นหมดทุกคนทีเดียวครับ จะเป็นคนไทยก็กินข้าวเป็น จะเป็นคนจีนก็กินข้าวเป็น จะเป็นคนฝรั่ง อังกฤษ อะไร กินข้าวเป็นหมดทุกคนทีเดียวครับ แต่เมื่อเด็กๆ นั้น มันไม่รู้ครับ เด็กหลุดจากท้องแม่มานี่มันไม่รู้ กินข้าวไม่เป็น เมื่อพ่อแม่ หรือพี่เลี้ยง เอาข้าวให้มันกินต้องเอาช้อน หรือเอาข้าวไปแปะที่ปากมันมันจึงหันหน้าไปกิน เมื่อมันกินเป็นแล้ว นานๆเข้ามามันก็เลยรู้จัก ไม่ต้องเรียกมันเลยมากินข้าว ไม่ต้องเรียกมันเลย มันหิวมันกินเองมันครับ มันสำคัญเรื่องนี้ครับ เมื่อมีความคิดขึ้นมาอย่างนี้ แล้วมันเห็นมันรู้มันเข้าใจอันนี้ครับ นี่ผมเข้าใจอย่างนั้น เรียกว่า คนทุกคนเนี่ยมันกินข้าวเป็น คนทุกคนเนี่ยมันจึงรู้ได้ มันไม่ได้ว่าคนไทยมีเงินมีทองจึงจะปฏิบัติได้ คนไทยไม่มีเงินไม่มีทองจึงจะปฏิบัติได้ มันไม่เป็นอย่างนั้นครับ คนชาติใดก็ตาม ไม่ถือศาสนาพุทธปฏิบัติไม่ได้ ไม่เป็นอย่างนั้นจริงๆครับ ที่ผมกล้ายืนยัน รับรองเอาชีวิตเป็นเดิมพันนี่ครับ ผมกล้ารับรองเอาชีวิตนี่แหละเป็นเดิมพัน อันนี้คือว่าทำให้คำสอนของผู้รู้ก่ะได้ หรือว่าทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าก่ะได้ หรือว่าจะทำให้คำสอนของใครก็ได้นะครับ เพราะว่าสิ่งนี้มันเป็นคำสอนของบุคคลที่รู้จริงนั่นน่ะครับ มันไม่ใช่ความรู้มาจากตำรับตำรา มันไม่ใช่เป็นความรู้เรียนมาครับ อันนี้มันไม่ใช่เป็นความรู้จำ มันเป็นความรู้สำนึกขึ้นมาภายในจิตใจครับ คือว่าถ้าพูดตามตัวหนังสือ เขาว่าญาณปัญญาก็ได้ หรือว่าปัญญาญาณก็ได้ หรือว่าวิปัสสนาก็ได้ เอาแล้วแต่สมมติพูดขึ้นมาก็ได้ หรือจะว่าไม่มีตัวไม่มีตนก็ได้ มันพูดไปอย่างนั้นครับ บัดนี้จะพูดว่ามีตัวมีตนก็ได้ ก็กูรู้นิ่ ผมรู้นิ่ ฉันรู้นิ่ จะพูดว่ามีตนมีตัวอย่างนี้ก็ได้ มันสมมติครับ ก็ขอให้เราทุกคนปฏิบัติให้จริงจัง ผมเข้าใจว่าแน่นอนที่สุดครับ ชีวิตของคนนี่มันไม่มีทุกข์ครับ เข้าใจว่าอุเบกขา อุเบกขา อันอุเบกขานี่เรากล่าวหาว่าวางเฉย ต้องวางเฉย เอาตัวธรรมชาติเอาตัวชีวิตของเราจริงๆนะครับ มันเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องพูดว่าวางเฉยก็ได้ หรือจะพูดว่าวางเฉยก็ได้ อันนั้นแหละชื่อว่าชีวิตแท้ครับ คนเกิดมาละก็ได้รับรสอันนั้นแท้ๆ คือไม่เสียที ไม่ขาดทุนสูญเปล่าที่มาเกิดเป็นคนครับ ถ้าหากว่าเราไม่เข้าใจอย่างนั้น มันก็เลยไม่พบเข้ากับของจริงนั้น เราก็เลยไม่รู้กับของจริงนั้น เราก็เลยไม่ได้รู้รสชาติสิ่งนั้น อันนี้แหละรสชาติสิ่งที่มีเงินร้อยล้านพันล้านไปซื้อก่ะไม่ได้ หรือว่าจะไปนั่งหลับตาอยู่นั้น ถ้าหากว่าเราไม่ปรากฏ มันก็รสชาติอันนั้นก็ยังไม่มี บัดนี้คนไม่มีเงินแม้สตางค์เดียวก็ตาม เขาได้รับรสชาติอันนั้น เขาอาจจะมีความสุขเหนือบุคคลผู้ที่มีเงินร้อยล้านพันล้านก็ได้ครับ แต่ตรงกันข้ามแหละครับบัดนี้คนที่มีเงินร้อยล้านพันล้านถ้าหากว่าไม่ได้รสชาติอันนี้ ก็ชื่อว่าขาดทุนสูญเปล่าในชีวิตนี้ครับ บัดนี้บุคคลที่ไปนั่งหลับตาก็ตาม ไม่หลับตาก็ตาม แต่นั่งอยู่นั่นแหละครับ หากว่าไม่ได้รับรสชาติอันนี้ก็ว่าก็ไร้ประโยชน์อันใด มันได้ประโยชน์อันใด มันก็เลยขาดทุนสูญเปล่าอันนี้ บุคคลที่ไม่ต้องนั่งก็ได้ ไปไหนก็ได้ แต่บุคคลผู้นั้นเขารับรสชาติอันนี้ ก็ชื่อว่าคนนั้นแหละมีกำไรชีวิต มีกำไรจิตใจจริงๆครับอันนี้ครับ แต่ว่าพระพุทธเจ้านั้นไม่มีทุกข์ครับ คำว่าพระนั้นน่ะแปลว่าคนไม่มีทุกข์เท่านั้นเองครับ คนใดยังมีทุกข์อยู่อันนั้นยังไม่ใช่เป็นพระแท้ครับ แต่เป็นเพียงพระพอสมมติ พระสมมติมันจึงมีมากครับ เอาสมมติพูดเนี่ยะ ผมก็เลยไม่มีอะไรจะมาพูดเรื่องสมมติเนี่ยะให้ฟัง แต่เราไม่ได้มาสนใจ เราต้องมาปฏิบัติ ทำความรู้สึกครับ มันเป็นวิธีง่ายๆ ลัดๆ ครับ เราไปไหนมาไหน ทำความเข้าใจ หรือให้มีสติกำหนดรู้การเคลื่อนไหวรูปกายเรานี่ หรือว่าร่างกายเรานี้ มันพริบตาก็รู้ มันหายใจก็รู้ มันคิดก็รู้ เราเอาเพียงแค่นี้แหละครับ ไม่ต้องหลับตาก็ได้ หรือจะหลับตาก็ได้ครับ ถ้าหลับตาอยู่มันไม่รู้มันก็ไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าหลับอยู่มันรู้มันก็มีประโยชน์ครับบัดนี้ลืมตาอยู่ไม่รู้ มันก็ไม่มีประโยชน์ ลืมตาอยู่มันรู้มันก็มีประโยชน์ครับ บัดนี้ไปรักษาศีล ถ้าหากว่ารักษาศีลอยู่นั้นไม่รู้ความคิด ไม่รู้ลมหายใจ ไม่รู้การเคลื่อนไหวชองร่างกาย มันก็ไม่มีประโยชน์ครับ แต่บุคคลไม่เคยรักษาศีลก็ตามครับ แต่มันกำหนดรู้การเคลื่อนไหวอันใดก็ตาม พริบตามันก็รู้ หายใจมันก็รู้ มันคิดมันก็รู้ มันก็มีประโยชน์ครับ ดังนั้นความจริงแล้ว มันมีอยู่ที่เราครับ อันความสงบนั้นมันมีอยู่ที่เรา เราต้องสงบแล้ว จึงจะไปสอนผู้อื่นให้มีความสงบได้ครับ ไม่ใช่ไปเดาๆ เอาน่ะครับ ไม่ใช่ไปนึกไปคิดเอา เค้าจึงกล้ารับรองเอาชีวิตนี่เป็นเดิมพันครับ อันนี้มันก็เลยคล้ายๆ คือว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายเคยสอนเอาไว้ เสียสละเงินเสียสละทองนั้นน่ะ คือเรามีความเจ็บไข้ได้ป่วยเนี่ยต้องเสียสละทรัพย์เพราะรักษาอวัยวะเพิ่นว่า คือว่าเราต้องการอยากให้อวัยวะเรานนี่สมบูรณ์ครับ เพิ่นว่าเสียสละทรัพย์เพราะรักษาอวัยวะ บัดนี้ยอมเสียสละอวัยวะ คือร่างกายเราส่วนใดส่วนหนึ่ง มันเป็นบาดเป็นแผล เราก็ต้องตัดทิ้ง เพราะเราไม่อยากตายครับ เพิ่นเรียกว่า เสียสละอวัยวะเพราะรักษาชีวิต บัดนี้ยอมเสียสละชีวิตเพื่อรักษาความจริง ความสงบอันนั้น เมื่อคนอื่นหาว่าเราพูดผิด เขาจะเอาเราไปฆ่าก่ะได้ หรือจะว่าเสียสละชีวิตเพราะรักษาสัจธรรมก็ได้ เพราะมันมีอย่างนั้นครับ แต่ไม่ต้องรักษาครับเรื่องนี้ แต่เรายอมเสียสละได้ครับ เพราะต้องการทุกคนนะครับสิ่งนี้ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงว่า ทำการทำงานเพื่อหน้าที่ ดังนั้นชื่อว่าไม่จำกัด ทำการทำงานเพื่อหน้าที่ หน้าที่ของเราคืออะไร หน้าที่ของเราคือเรารู้อันนี้ เราเห็นอันนี้ เราเข้าใจอันนี้ เรามีอันนี้ เราต้องเอาอันนี้ไปพูด เราต้องเอาอันนี้ไปเล่าให้คนฟัง คนที่ยังไม่เคยได้ยินเขาจะได้ยิน คนที่ไม่เคยรู้ บางทีเขาอาจมีปัญญาเขาอาจจะรู้ได้อย่างที่เราพูดกัน หรือบางทีผมก็เคยพูดอย่างนี้มา คือว่า ดอกไม้เนี่ยะจะบานได้ ต่อเมื่อมีแสงตะวันหรือแสงแดด หรือแสงอันใดก็ตามล่ะมีความสว่างเข้ามาแล้วมันบานได้ คนเราก็เหมือนกันครับถ้าหากมาได้ยินสิ่งแปลกๆเข้ามาแล้วมันกระชับเข้าในหูมันสามารถที่จะเอาไปคิดได้ครับ เรื่องปัญญาของคนมันไม่เหมือนกันครับ มันเป็นอย่างนั้น
ดังนั้นคำว่าการตรัสรู้หรือรู้ธรรมะอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน จึงว่าไม่จำกัดวันเวลา จะเป็นเวลาเช้าก่ะได้ จะเป็นเวลากลางวันก่ะได้ หรือจะเป็นเวลากลางคืนก่ะได้ หรือจะเป็นเวลาเย็นก่ะได้ ไม่กำหนดกฏเกณฑ์เลยครับเรื่องนี้ ไม่กำหนดจริงๆครับผมรับรองได้ แต่ขอให้เรามีสติอย่างสมบูรณ์ รู้ให้มันทัน เมื่อเราเห็นเรารู้ เราเข้าใจ ดูมันทัน มันเป็นเองครับ เมื่อมันสมบูรณ์แล้วมันเป็นเอง ผมเลยเข้าใจที่ ผมเคยเป็นเณรผมอ่านหนังสือครับ ว่า ไปตักบาตรเนี่ยะได้อานิสงส์ 6 กัปป์ ไปจังหันมื้อเช้านี่ได้อานิสงส์ 5 กัปป์ ไปเพลบ้านผมเรียกว่าไปเพลครับ ไปส่งอาหารภาคกลางวันนี่ได้อานิสงส์ 4 กัปป์ กัปป์หนึ่งผมก็ไม่รู้ สมัยนั้นผมไม่รู้จริงๆ มีแต่ครูบาอาจารย์เล่าให้ฟัง แล้วตัวหนังสือมันว่าอย่างนั้น ความจริงแล้วเนี่ยครับ อันมีสติสมบูรณ์นี่ล่ะครับมันจะเต็มกัปป์ครับ มันเต็มกัปป์คือ พลิกไหว พริบตา หายใจ มันนึกมันคิด มันรู้เท่ารู้ทัน รู้จักกัน รู้จักแก้ มันสมบูรณ์ครับ อันนี้แหละมันเต็มครับ เมื่อมันเต็มมันสมบูรณ์นี่มันก็เลยปรากฏขึ้นมาเหมือนกับเม็ดข้าว เม็ดข้าวเปลือกนี่ครับ เม็ดข้าวเจ้าก็ตาม ข้าวเหนียวก็ตาม เอาเพาะลงในดินเนี่ยครับ เมื่อมันสมบูรณ์แล้วมันงอกขึ้นมา มันพ้นดินขึ้นมา ไม่ต้องมีเรื่องอะไรครับ อันนี้แหละชื่อว่า ผลมันไม่ใช่ว่าไปจำกับคำพูดคนนั้น จำเอากับคำพูดคนนี้ ผมไม่จำจริงๆครับเดี๋ยวนี้ครับ เมื่อก่อนนี้ผมจำครับ อยากรู้ อยากเห็น อยากเข้าใจ อยากพูดครับ ความจริงแล้วการพูดอย่างนี้มันไม่ต้องไปหาเอากับคำพูดของใคร คำพูดของตัวเอง เรารับรองคำพูดตัวเองได้ เราต้องเข้าใจอย่างนั้นครับ อันนี้ผมพูดความจริง อันนี้ทิฏฐิของผมครับ หรือจะหาว่ามันผิดแล้วก็แล้วไป จะหาว่ามันถูกแล้วก็แล้วไป ผมไม่ได้สงสัย ใครจะพูดว่าผิดก็ได้ ใครจะพูดว่าถูกก็ได้ เพราะว่าผมเข้าใจอย่างนี้ ผมว่าผมไม่มีทุกข์ก็แล้วกัน คนอื่นจะมีทุกข์ก็แล้วกัน แต่ถ้าหากว่าทุกคนไม่ต้องการแล้วความทุกข์นี่ครับ ก็ควรศึกษาแล้วก็ปฏิบัติ เพราะชีวิตจิตใจของคนมันมีครับ มันมีชีวิต มันมีจิตมีใจ มันมีกาย คนไทยก็มีอย่างนี้ คนจีนก็มีอย่างนี้ คนฝรั่ง อังกฤษ คนเขมร คนญวณ คนลาว มีเหมือนกันหมดทุกคนทีเดียวครับ ทุกชาติ ทุกภาษา เรื่องนี้ครับไม่ได้กำหนดกฏเกณฑ์ ถือศาสนาใดก็มีลมหายใจ แล้วก็มีชีวิต แล้วก็กินข้าวเป็น แล้วก็นุ่งห่มผ้าเป็น มันจึงไม่กำหนดกฏเกณฑ์คำสอนของท่านผู้รู้นี่ครับ จะว่าพระพุทธเจ้ารู้มาก็ได้ ผู้รู้ก็ได้ หรือจะใครรู้ก็ได้ครับ เพราะมันมีในคนนี่ครับ เราก็ควรศึกษาเอาให้มันถูกอย่างนี้ครับ เราเคยได้ยินว่า ธรรมที่ทำให้พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธเจ้ามันมีมาก่อนพระพุทธเจ้าครับ แต่ว่าคนเรานี่มันเกิดมาแล้วมันมีชีวิต มันมีจิตมีใจ มันมีกาย เราก็ต้องศึกษาที่ตรงนี้สิครับ เมื่อเราไม่ศึกษาที่ตรงนี้มันจะถูกที่ไหนครับ มันก็ไม่ถูกแล้วครับ อันนี้พูดความจริงครับอันนี้ ผมกล้ารับรองได้ครับ ในชีวิตของผมนี้ผมกล้าอย่างนี้ครับ ผมกล้าจริงๆ เรื่องนี้ผมจึงไม่เชื่อใครทั้งหมดเลยในโลกนี้ ไม่เชื่อเลยแม้พระพุทธเจ้าเหาะมาเนี่ย มันพูดไม่ถูกแล้ว เธอผิดแล้ว เป็นมิจฉาทิฏฐิแล้ว ก็เรื่องของคนนั้นพูดเอง ผมไม่ได้เป็นมิจฉาทิฏฐิกับคนนั้น และผมไม่ได้เป็นสัมมาทิฏฐิกับคนนั้น ผมเป็นมิจฉาทิฏฐิเพราะผมเอง ผมเป็นสัมมาทิฏฐิเพราะผมเอง เพราะผมรู้อย่างนี้ เมื่อคนนั้นพูดว่าท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ ผมก็ยอมรับว่าผมเป็นมิจฉาทิฏฐิ คนนั้นมาพูดว่าท่านเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วผมก็ยอมรับว่าผมเป็นสัมมาทิฏฐิ เท่านั้นเอง คือไม่ยอมรับเอาคำผิด จากที่เราเห็นแจ้งรู้จริงนี่แหละออกไปได้ อันนี้เรียกว่า เราเห็นแจ้ง เรารู้จริง เราเข้าใจ มันไม่ใช่ว่ารู้จำ มันรู้แจ้งรู้จริง มันเห็นแจ้งมันรู้จริงอันนี้ครับมันเป็นอย่างนั้น ชื่อว่าทิฏฐิของผมมันเป็นอย่างนี้ ที่ผมนำมาเล่าให้ฟังวันนี้ก็รู้สึกว่าพอสมควรแล้ว