แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท ๑๓๑ ทางลัดออกจากทุกข์
มื้อนี้เรามาว่ากันเรื่องการปฏิบัติธรรมบ้าง เรียกว่าเรามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ หรือมาตั้งต้นชีวิตใหม่ ทำไมจึงมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ตั้งต้นชีวิตใหม่เพราะว่าทุกคนเคยให้ทานมาแล้วเคยตักบาตร เคยไปเพล เคยไปจังหัน เคยทำบุญหลายอย่าง ก็ให้ทานมาแล้ว แล้วการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ เราก็เคยรักษามาแล้ว แล้วเราก็พากันทำกรรมฐาน วิปัสสนาเราก็ทำมาแล้ว เรียกว่าทำอย่างนั้นมันดีแล้ว แต่ความเข้าใจเรายังน้อยเกินไป บัดนี้จึงมาเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง มาตั้งต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง เริ่มต้นอย่างไร ตั้งต้นอย่างไร เริ่มต้นทำความรู้สึกตัว ทำความตื่นตัว ทำความรู้สึกใจ ทำความตื่นใจ นี่เรียกว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่ เพราะแต่ก่อนเราให้ทาน ก็อยากได้บุญ เรารักษาศีลเราก็อยากเป็นคนสวยรวยทรัพย์ เราทำกรรมฐานให้ได้รับความสงบเราก็หวังต้องการนิพพาน แล้วเราเจริญวิปัสสนา เราก็อยากมีปัญญา สามารถรู้ทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องการนิพพานนั่นเอง ดังนั้นสิ่งเหล่านั้นเราได้ทำกันมาพอสมควรแล้ว จึงมาตั้งต้นชีวิตใหม่ เริ่มทำกันใหม่ เอาแบบนี้ แบบเคลื่อนไหว เคลื่อนไหวไปมา โดย .... ก็ให้รู้ เช่นพลิกมือขึ้นก็ให้รู้ คว่ำมือลงก็ให้รู้ พลิกมือไปก็ให้รู้ เอามือมาก็ให้รู้ ให้รู้จริงๆ ทำจังหวะให้รู้ ถ้าหากไม่รู้มันไม่ได้ผล อันความไม่ได้ผลนั้น เราให้รู้ทุกเรื่องนะ อันบุญนั้นเรารู้จักมั้ย เราทำมาเยอะแล้ว สร้างโบสถ์ สร้างกุฏิ ขุดน้ำบ่อ ก่อศาลา สร้างถนนหนทาง ทำสะพานข้ามแม่น้ำ เราก็ทำมาแล้ว แต่ว่าเราไม่รู้จักบุญว่า ปลูกศาลา ... ผู้เฒ่า เราก็ปลูกแล้ว ตัดถนนหนทาง งัดโคนงัดขอนออกจากถนนหนทางเราก็ทำแล้ว เพราะเราอยากได้บุญนั่นเอง อันว่าบุญเนี่ย แต่ก่อนก็ไม่รู้ นึกว่าทำแล้วได้บุญ อุ้มเอาดวงจิตวิญญาณขึ้นไปเกิดในเมืองสวรรค์ เข้าใจอย่างนั้น แต่บัดนี้มาเข้าใจใหม่ ทำความเข้าใจกันใหม่ ทำจังหวะ พลิกมือขึ้นช้าๆ ให้มันตั้งตะแคงให้มันรู้สึกตัว ยกมือขึ้นครึ่งตัว เอาขึ้นมาช้าๆ ให้มันรู้สึกตัว เอาเข้ามาแนบไว้สะดือนี่ เอามาช้าๆ ให้มันรู้สึกตัว แล้วก็พลิกมือซ้ายขึ้นช้าๆ ตั้งตะแคงไว้ให้มันรู้สึกตัว ยกมือซ้ายขึ้นครึ่งตัว ยกขึ้นช้าๆ ให้มันรู้สึกตัว เอามือซ้ายเข้ามาทับมือขวาที่สะดือนี้ ก็ให้มันรู้สึกตัว พอมาทับที่สะดือพอดีแล้ว เลื่อนมือขวามาที่หน้าอก เอามาแนบที่หน้าอก ให้มันรู้สึกตัว เอามือขวาออกไป เอามาตั้งไว้ตรงข้าง แล้วลดมือขวาลงที่ขาขวา ตะแคงไว้ให้รู้สึกตัว คว่ำมือขวาไว้ที่ขาขวาให้รู้สึกตัว เลื่อนมือซ้ายขึ้นมาไว้ที่หน้าอกให้มันรู้สึกตัว เอามือซ้ายออกตรงข้าง เอามาตั้งไว้ตรงข้างให้มันรู้สึกตัว ลดมือซ้ายลงที่ขาซ้ายตั้งตะแคงไว้ ให้มันรู้สึกตัว คว่ำมือซ้ายที่ขาซ้ายให้มันรู้สึกตัว ความรู้สึกนั่นแหละท่านว่ามันเป็นบุญ มันเป็นกุศล ภาษาบ้านเรา ภาษาธรรมะ ท่านว่าความรู้สึกตัวคือมีสติ ถ้าหากเราเคลื่อนเราไหวเราไปเรามาแล้วไม่รู้สึกตัว ชื่อว่าเราไม่มีสติ ภาษาบ้านเราเรียกว่า หลงตนลืมตัว หลงกายลืมใจ ถ้าหลงแล้วมันก็ไม่รู้แล้ว ท่านว่าอย่างนั้น อันความรู้สึกตัวเนี่ย ทำให้มันมากๆ ทำมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น มันจะทำให้เราเกิดปัญญา เกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริงแล้วก็ได้ชีวิตใหม่ ชีวิตนี้ซื้อไม่ได้ ขายไม่ได้ มีเงินสักร้อยล้าน พันล้านหมื่นล้าน แสนล้านก็ซื้อไม่ได้ เมื่อมีบ้านไหนเมืองไหนทำการขายชีวิต ประเทศไหนก็ไม่มี เรามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ มาตั้งต้นชีวิตใหม่ ปฏิบัติแบบใหม่ ก็ไม่ใช่แบบใหม่ แบบเก่าๆ สมัยพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่าให้มีสติกำหนดรู้ ในอิริยาบททั้งสี่ ยืนก็ให้รู้ เดินก็ให้รู้ นั่งก็ให้รู้ นอนก็ให้รู้ นั่นอิริยาบททั้งสี่ แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอ ให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบทย่อย คู้เหยียดเคลื่อนไหวก็ให้รู้ อันนี้แหละเรา ... ถ้าเราไปนั่งสมาธิหลับตาภาวนา พุทโธบ้าง สัมมาอะระหังบ้าง นับหนึ่งสองสามบ้าง ดูลมหายใจ พองยุบ เราก็ได้ทำกันมาแล้ว อันนั้นท่านเรียกว่าวิปัสสนา อันวิปัสสนานั้นมันเป็นชื่อเรียกเฉยๆ มันเป็นชื่อ วิปัสสนานั้นตามตัวหนังสือแปลว่ารู้แจ้ง รู้จริงตามสภาวะ ถ้ารู้แจ้งจริงตามสภาวะเดิมมันก็หมดความสงสัย เมื่อหมดความสงสัยมันจะเป็นทุกข์มั้ย มันก็ไม่ทุกข์แล้ว เพราะไม่สงสัยแล้ว เพราะเรารู้จริงตามความเป็นจริง อย่างที่พระพุทธเจ้าว่า สัตว์ทั้งหลาย คือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต คือพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร เหมือนพระพุทธเจ้าเหมือนอย่างไร เป็นตถาคตเป็นอย่างไร เราไม่รู้จัก บัดนี้ข้อสุดท้าย ว่า สัตว์ทั้งหลายเราผู้เป็นตถาคตไปถึงแล้ว แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี้ ก็จะรู้จักเหตุ จะมี จะเป็น อย่างเราตถาคตนี้ เราก็คิดว่าทำแบบตถาคตคือไปให้ทาน รักษาศีล ไปไหว้พระสวดมนต์ นั่งภาวนา หลับตาพุทโธบ้าง สัมมาอะระหังบ้าง นับหนึ่งสองสามบ้าง เอาแต่ใครถนัดแบบไหนก็ทำไป เรียกว่าได้ทำวิปัสสนา แต่ว่าเราไม่รู้จักคำว่าวิปัสสนา วิปัสสนานั้นแปลว่ารู้แจ้ง รู้จริง ต่างก้าวล่วงภาวะเดิม ต่างก้าวล่วงภาวะเดิมเป็นอย่างไรเราไม่รู้จัก พอมาทำความรู้สึกตัวนี่ มันจะรู้มันจะเห็น มันจะเป็นมันจะมีเหมือนพระพุทธเจ้านั่นแหละ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ เราเอามาสวดกัน ว่าเป็นมงคล ผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน แล้วเราตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้าน่ะรู้อะไร เข้าใจอะไรถึงเรียกว่ารู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลน่ะ ศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ ศีลสองร้อยยี่สิบเจ็ด หรือว่าศีลสามร้อยนั่น อันนั้นเป็นศีลที่เป็นพระพุทธเจ้า มันไม่ใช่ ชื่อว่ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ ตั้งต้นชีวิตใหม่ ทำให้มันรู้จริงๆ แบบที่การเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดปัญญา รู้จริง รู้ของจริง รู้เรื่องรูป เรื่องนามนี่เอง ทำมากๆ มันเกิดปัญญา มันรู้จริงๆ รูปได้แก่ร่างกายนี้ นามได้แก่จิตใจนี้ เราจะรู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง เราสวดหลักธรรมคุณ เราสวดสวากขาโต ภควะตาธัมโม พระธรรมแปลว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว สัณทิฏฐิโก อันผู้รู้จะพึงเห็นเอง แล้วเรารู้เอง เห็นเอง เข้าใจเองไม่ต้องถามใคร อันนี้ อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลและเวลา ไม่ประกอบเวลา ไม่ประกอบปี ไม่ประกอบเดือน ของเวลา เรียกว่าตั้งใจทำ บางคนก็รู้มื้อเช้าก็ได้ มื้อกลางคืนก็ได้ มื้อกลางวันก็ได้ ให้ทำให้มากๆ ทำให้มันละลาย ที่เป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลและเวลา ถึงจะมีพระพุทธเจ้ามาบอกมาสอน เราก็รู้ เพราะเราทำถูก ทำตามแบบพระพุทธเจ้าแท้ๆ รับรองว่าแบบนี้ถูกต้อง เหมือนกับพระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ทำอย่างพระพุทธเจ้านั้น แล้วก็จะรู้ตามเห็นตาม อย่างพระพุทธเจ้า เข้าใจตาม พระพุทธเจ้าตรัสแล้วว่า รู้ในเรื่อง อริยสัจสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เราว่าทุกข์ก็ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เราก็ว่าอย่างนั้น สมุทัยทำให้มันนึกมันคิดมันเจ็บหัวปวดท้อง เราก็ว่าอย่างนั้น แต่มันไม่ใช่ มันแก้ทุกข์ไม่ได้ ตอนมาทำแบบนี้มันรู้รูป รู้นาม รู้รูปธรรม รู้นามธรรม อยากทำนา ทำสวนทำไร่ ทำมาหากิน อันนั้นเรียกว่ารูปธรรม นามธรรมเนี่ยคือใจเรารู้ รู้โรค อันนี้มันเจ็บหัว ปวดท้องอันนี้รู้โรค โรคอันนี้ต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลให้หมอตรวจให้เราว่าเป็นโรคอันนั้นเป็นโรคอันนี้ หมอตรวจแล้วก็ให้ยามากิน บางทีก็หาย บางทีก็ไม่หาย โรคบางอย่างรักษาก็หายบางอย่างรักษาก็ไม่หาย ไม่รักษาก็ไม่หาย ตายเน่าเข้าโลง อันนั้นรูปโรคนามโรค รูปโรคนามโรคนี่มีสองอย่าง โรคทางเนื้อหนังเรารู้จักกัน ทางใจนี่เราไม่รู้จักกัน ใจเรารักคนนั้นเกลียดคนนี้ เห็นคนนั้นดี เห็นคนนี้ไม่ดี อันนั้นเป็นโรคทางใจโรคทางวิญญาณ รู้มันอย่างนี้ รู้มันแท้ๆ มีคนบอกคนสอนก็เรียกว่าอันนี้รู้ของจริง รู้รูปโรค นามโรค เมื่อรู้จักรูปโรค นามโรคอันนี้แล้ว มันจะรู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนนั้น ว่าให้มีสติกำหนดรู้ในอิริยาบททั้งสี่ ยืน เดิน นั่ง นอน และให้รู้ คู้เหยียดเคลื่อนไหวทุกขณะ เพื่ออะไร เราไม่รู้จักเราไม่เข้าใจ เพื่อให้รู้การเคลื่อนไหวนี่ ท่านว่าสันตะติความเกี่ยวเนื่อง การพลิก... พริบตา อ้าปากก้มเงยมันไว เลยไม่ได้รู้จักอิริยาบทอันนั้น จึงต้องทำช้าช้า มันจึงจะเกิดความรู้ความเห็นความเข้าใจ ว่าการเคลื่อนไหวไปมานั้นเป็นตัวทุกข์ ทุกข์แปลว่าทนไม่ไหว นั่งนิ่งไม่ได้มันต้องเคลื่อนไหวไปมา ก้มเงยเอียงซ้ายเอียงขวากะพริบตาอ้าปาก นี่ให้เรารู้อันนี้ รู้อันนี้ตัวทุกข์ ทุกข์อันนี้พัฒนาไม่ได้ ทนไม่ไหว เรียกทุกขัง ถ้าไม่มีการเคลื่อนไหวก็เหมือนตายเน่าเข้าโลงนี่ทุกขัง อนิจจังคือมันไม่เที่ยง มันเป็นอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ก็เป็นอย่างนั้น ให้รู้อนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ รู้แล้วก็แล้วไป เรื่องรูป มันเป็นอย่างนั้น เรื่องใจมันพัฒนาได้ มันรัก เราไม่รัก มันรู้มันเห็น มันเกลียดเราไม่เกลียด เรารู้เราเห็น ดีใจเราไม่ดีใจเรารู้เราเห็น มันเสียใจเราไม่เสียใจ เรารู้เราเห็น นี่อันนี้พัฒนาได้เรื่องจิตใจ แต่เรื่องรูปนามรูปกายนี่พัฒนาไม่ได้ รู้แล้วก็แล้วไป มันอยากกินข้าวก็ต้องกิน มันอยากกินน้ำก็ต้องกิน มันเป็นอะไรก็ต้องให้เป็นตามเรื่องของมัน เมื่อรู้สมมุติ รู้ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา รู้สมมุติสมมุติซื่อๆ ท่านว่าสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจ พระนิพพานก็อยู่ที่ใจพ่อแม่สอนมาแบบนั้น แต่เราไม่เข้าใจ เข้าใจว่าตายแล้วจะไปเกิดในเมืองสวรรค์ ตายแล้วจึงไปนิพพาน เราไม่เข้าใจ เมื่อมาทำแบบนี้จึงมาเข้าใจจริงๆ เรียกว่าตั้งอกตั้งใจ ตั้งต้นชีวิตใหม่ เริ่มทำกันใหม่ให้เป็นชีวิตอันประเสริฐ ท่านว่าอย่างนั้น อย่างทุกข์เราไม่ชอบเราโกรธ เราเกลียด อันนั้นคือนรก ยืนอยู่เหมือนยืนอยู่กะทะทองแดง นั่งอยู่เหมือนนั่งในกะทะทองแดง นอนอยู่ก็เหมือนนอนอยู่ในกะทะทองแดง ความทุกข์มันเป็นเหมือนนรก เรื่องนรกที่อยู่ใต้ดินเอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งไปสนใจ แก้ปัญหาตัวเองซะก่อน เมื่อเรามีทุกข์อยู่ดีดีแล้วตายก็จะไปตกนรกท่านว่า ........ ถ้าตายก็จะไปเมืองสวรรค์ พ่อแม่ครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า คนที่ไปนรกนั้นถ้าทำบาปทีหนึ่งก็จะมียมบาลมาจดชื่อในหนังหมาเน่าไว้ ถ้าเราทำบุญทีหนึ่งทำดีทีหนึ่งเราจะไปสวรรค์ มีเทวดามาจดชื่อใส่กระดาษทองคำไว้ เมื่อเราตาย ยมบาลกับเทวดา ก็จะเอามาเทียบว่าทำบุญมากหรือทำบุญน้อย ทำบาปมากหรือทำบาปน้อย ถ้าทำบุญมากก็ได้ไปสวรรค์ ถ้าทำบาปมากก็ได้ไปนรกท่านว่า แล้วไม่เข้าใจ อันบุญน่ะเราสบายใจแบบนี้ สบายใจอยากด่าเราได้ด่า เราก็สบายใจ สบายใจที่ว่าเราไม่ทำผิด ไม่ทุจริตข้อกฎหมายบ้านเมือง ไม่โกหก ไม่ลักทรัพย์ ก็สบาย ทำการทำงานเพื่อพ่อเพื่อแม่เพื่อพี่เพื่อน้อง เพื่อประเทศชาติบ้านเมือง ทำงานเพื่องาน อันนี้ก็เป็นสุขแล้ว ไม่ใช่สุขอันนั้น อันทุกข์นี่ทุกข์เพราะเราโกรธเราเกลียด ทุกข์ไม่มีไร่ไม่มีนาไม่มีเงินไม่มีทอง ก็ไม่ใช่ทุกข์อันนั้น อันนั้นก็เป็นทุกข์อันนึง อันนี้เราจะเข้าใจเองเห็นเอง เพราะมันมีอยู่แล้วในคนทุกคน อันนี้คือเรียกว่ารู้เหมือนพระพุทธเจ้าเห็นเหมือนพระพุทธเจ้า ท่านว่าตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน ตันเตชะสา... ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้าขอความสำเร็จแห่งชัยชนะ มันชนะ ชนะอะไรไม่รู้ ไม่เหมือนเราพลิกมือก็รู้ เราทำมากขึ้นมากขึ้นก็ไม่รู้ ... อันนี้รู้เบื้องต้น รู้ผีรู้เทวดา อย่างเรียกคนว่าอีผี เราไม่เห็นเพราะเราไม่มีตาทิพย์ อันตาทิพย์นั้นเห็นต้องเห็นใจ ใจเราใจร้ายว่ายากนั่นมันเป็นผี ใจผี ใจดีก็เรียกใจพระธรรมเราได้ยินได้ฟังกัน มันต่างกัน อันนี้เราไม่เคยเข้าใจ เมื่อเรามาทำแบบนี้จึงเข้าใจ อย่างแจ่มแจ้ง ไม่เก้อเขิน เทวดาคือคนอยู่ดีกินดี มีความละอายการทำบาปละอายแก่ใจก็เรียกเทวดา อายแก่ใจไม่ใช่ละอายแก่คน ถ้าทำชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว เป็นทุกข์ ทุกข์ที่จะคิดชั่ว พูดชั่ว เราเป็น เรามี เราจะเข้าใจ ท่านจึงว่า สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต เหมือนกัน สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคตเหมือนกัน มีครูสอนก็รู้ ไม่มีครูสอนก็รู้ อันนี้เรียกว่าเป็นตถาคต แต่เราไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า แค่รู้ตามเห็นตามเข้าใจตาม เรียกว่ามีศีลและทิฏฐิเหมือนกับพระพุทธเจ้า ตันเตชะสา ...โหตุ ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า จึงชนะชนะอะไรก็ไม่รู้ ชนะแท้ๆ เมื่อรู้จักแล้วก็ว่า รู้จักศาสนา รู้จักพุทธศาสนา ศาสนาแปลว่าคำสั่งสอนของท่านผู้รู้ ใครรู้เรื่องอะไรก็ เรียกว่าศาสนา ศาสนาแปลว่าที่พึ่ง ใครพึ่งผีก็เอาผีเป็นศาสนา ใครพึ่งเทวดาก็เอาเทวดาเป็นศาสนา มันหลายอันก็ว่าศาสนาแปลว่าที่พึ่ง พึ่งได้จริงหรือไม่จริง เรายังกลัว กลัวผีเราก็ไหว้ผี กลัวเทวดาก็ไหว้เทวดา กลัวฤกษ์งามยามดี เสียเคราะห์ เสียเคล็ด กลัวกันแต่ของไม่จริง พอมารู้จริงก็ว่าสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่สมมติขึ้นมาแท้ๆ เราก็รู้จักเหมือนกัน เมื่อรู้จักเราจะไปเก้อเขินทำไม ไม่ต้องกลัวผี ไม่ต้องกลัวเทวดา ฤกษ์งามยามดีไม่ต้องกลัว มันทำอะไรเราไม่ได้ มันทำก็แค่เราทำซื่อๆ ที่เราทำอย่างนั้นเพราะไม่รู้ถ้ารู้จะไปกลัวทำไม เหมือนอาตมาแต่ก่อนกลัวผีกลัวเทวดา กลัวฤกษ์งามยามดี เคราะห์เหตุเวรกรรม มาตอนนี้ไม่กลัวแล้ว ... พอรู้ของจริงก็ยกมือไหว้ตัวเอง นี่แหละชีวิตเหมือนเกิดใหม่ เริ่มต้นใหม่ ปรับชีวิตเราใหม่ ทำความเข้าใจกับชีวิตเราใหม่ เรียกว่าตั้งต้นชีวิตใหม่ เอาแบบนี้รู้ทุกคน เด็กก็รู้ผู้ใหญ่ก็รู้คนแก่ก็รู้ รู้ทุกคน บวชก็รู้ ไม่บวชก็รู้ ทุกข์ก็รู้ไม่ทุกข์ก็รู้ เรียนก็รู้ไม่เรียนหนังสือก็รู้ ให้ทานรักษาศีลก็รู้ ไม่ให้ทานรักษาศีลก็รู้เหมือนกัน อันนี้รับรองรู้แท้ๆ เป็นของจริง ของแท้ไม่เปลี่ยนแปลงไม่แปรผัน เรียกว่ามั่นคงถาวร มันมีอยู่ในคนทุกคน อันนี้แหละเรามาทำความเข้าใจกันใหม่ ตั้งต้นชีวิตใหม่ เมื่อเราทำความเข้าใจกันใหม่ ตั้งต้นชีวิตใหม่เราก็จะได้ของใหม่ขึ้นมาทันที บาปก็คือโง่นั่นแหละ บุญก็คือฉลาดนั่นแหละ เราฉลาดเรารู้แล้วเราก็ไม่ทุกข์ เราโง่ใครพูดอะไรก็เชื่อไปหมด บาปคือเราโง่เหมือนอยู่ที่มืด .... นรกก็คือความทุกข์ .... เทวดาเรารู้จักมั้ยเราทำมั้ย เราไม่รู้จักเราไม่เห็น เชื่อเพราะพ่อแม่ว่ามาอย่างนั้น พ่อแม่เคยบอกเคยสอนมาว่า บ้านน้อยๆ หลังคามุงแฝก นึ่งข้าวเหนียวปั้นกับปลาแดก กินก็เป็นสุข เมื่อเป็นสุขก็เป็นเทวดาได้ เมื่อเป็นเทวดาได้ก็เพราะเป็น สุขนั่นเอง ไม่เถียงกัน ... อยู่บ้านหลังใหญ่ๆยังเถียงกันมันก็เป็นบ้านนรก เป็นเมืองนรก ให้เข้าใจคำพูดคำสอนของพ่อแม่ปู่ย่าตาทวดเราสอน เราไม่เข้าใจ เมื่อเราไม่เข้าใจท่านก็ว่าวัฏฏสงสารยืนยาวนาน สำหรับคนไม่รู้ธรรม อันไม่รู้ธรรมก็คือไม่รู้ตัวเรานี่แหละ นึกว่าตายแล้วไปเกิดในสวรรค์ เกิดเท่านั้นชาติเท่านี้ชาติ แล้วเราเกิดมาในชาตินี้แล้ว เรารักษาศีลกี่ครั้งแล้ว เรารู้จักมั้ยเราไม่รู้จัก เราจะไปเชื่ออย่างไร หนังสือกาลามสูตรบอกไว้แล้ว เราก็อ่านอยู่แต่เราก็ไม่เอามาคิดสักที อย่าเชื่อถือโดยเขาพูดตามกันมา อย่าเชื่อถือโดยเขาเล่าลือตามกันมา อย่าเชื่อถือเห็นว่าเขาทำตามกันมา อย่าเชื่อถือเห็นว่ามันมีอยู่ในตำราคัมภีร์ อย่าเชื่อถือด้วยการคาดคิดเอาเอง ๑๐ ข้อนั้น ท่านบอกไว้ แต่เราก็ไม่เอามาคิดสักที บัดนี้เรามาเริ่มต้นใหม่ ทำให้มันรู้จริงๆ รับรองเอา อย่างนานไม่เกินสามปี อย่างช้าไม่เกินหนึ่งปี อย่างไวที่สุดก็ไม่เกินสามเดือน รู้แท้ๆ นี่แหละเรียกว่าทำตามพระพุทธเจ้า เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า จริงๆ นี่แหละเรียกว่ารู้ปัญหาตัวเอง รู้อันอื่นแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้ รู้อันนี้แก้ปัญหาตัวเองได้จริงๆ รู้แล้วไม่หลงไม่ลืม อันนี้รู้จักธรรมชาติ ธรรมะแท้คือสิ่งเดียวกัน ใครรู้อันนี้ก็เท่ากับรู้สิ่งนี้ คือศาสนาพุทธคือรู้อันนี้ ศาสนาพราหมณ์ก็รู้อันนี้ รู้แท้ๆ เรียกว่า รู้ของจริง ถ้าพึ่งไม่ได้ก็ยังไปไหว้ผีอยู่เลย ไปไหว้เทวดาอยู่เลย ยังดูฤกษ์ดูยามเสียเคราะห์เสียเคล็ดอยู่เลย จะทำอะไรก็ยังไปดูฤกษ์ดูยามอยู่ ดูว่าวันเดือนปีมันดี ก็ดี ถ้าวันเดือนปีไม่ดีก็ว่าฤกษ์ยามไม่ดี ถ้าทำดีฤกษ์ก็งามยามก็ดีแล้ว แต่ถ้าทำไม่ดีก็ถือว่าฤกษ์ยามไม่ดี อันนี้เรียกว่ารู้เบื้องต้น เข้าใจแบบนี้เรียกว่าเข้าใจเบื้องต้น ท่านว่าให้รู้ของจริง ได้ชีวิตใหม่มาจริงๆ ให้คนมาทำแบบนี้อันนี้เรียกว่าบุญ ทำดีแล้ว เทวดาก็มาจดชื่อจดเสียงด้วยกระดาษทองคำ ถ้าทำไม่ดีก็ถูกจดลงกระดาษหนังหมาเน่า ทำแบบนี้เทวดาก็มาจดใส่จดใส่ พลิกมือรู้ก็จดใส่ ตายแล้วก็ได้ขึ้นสวรรค์ ท่านว่าอย่างนั้น สวรรค์หกชั้น จาตุมมะหาราชิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ที่เราเรียนกัน จาตุมหา ยามา ดาวดึงส์ ปรนิมมิตสวดี ก็ว่าหกชั้นนี้ของจริงนี่ ตาดูอันนี้หูฟังอันโน้น ถ้ามาเรียนแบบนี้เรียนลัดนี่ นี่แหละพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าสอน อย่างนั้นนี่ เมื่อเรารู้ของจริงแล้ว อันนี้เป็นวิธีรู้เบื้องต้น รู้แล้วก็จะเกิดความรู้อย่างหนึ่งขึ้นมา ท่านเรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส รู้แบบละไม่ได้ รู้นอกตัวออกไป อย่าให้มันออกนอกตัวไป ให้กลับมารู้ในตัวนี้ แล้วรู้ มันก็จะหายไป ท่านว่า พ่อแม่ปู่ย่าตาทวดท่านว่า ได้ยินได้ฟังมาว่าจิตใจคนเรานี่คือลิง อย่างสัญชาติญาณของลิง จิตใจคนเรานี่วอกแวก ดุจมีลานไขในตน เราท่านควรบังคับตนให้จิตมาในทางข้างดี ถ้าหากปล่อยไว้ให้จิตไปในทางกิเลส ธรรมที่มีก็จะหนีหายสูญ ธรรมที่มีคือความรู้สึกตัวนี่แหละ มันไม่รู้แล้ว ก็จะรู้แต่เรื่องเห็นผีเห็นเทวดา เห็นนรกเห็นสวรรค์ คุยกับเทวดาคุยกับพระพุทธเจ้า คิดว่าเป็นพระพุทธเจ้า อันแหละกิเลสมันจะหลอกลวงเรา ธรรมที่มีก็จะหนีหายสูญ อธรรมเข้าครอบงำ ความไม่รู้เข้าครอบงำ ปลิ้นปอกปอกลอกตัวเรา นี่แหละให้เข้าใจ ให้เข้าใจจริงๆ เวลามันหมดไป เรามาเริ่มต้นกันใหม่ ตั้งต้นชีวิตกันใหม่ ทำความเข้าใจใหม่ให้มันรู้จริงๆ อันนี้รู้เบื้องต้น อย่าปล่อยตัวอย่าปล่อยใจ ให้รู้ตัวรู้ใจ อย่าลืมเนื้อลืมตัว พ่อแม่ก็สอน เราก็พูดง่ายๆ เราต้องพยายามทำความเข้าใจกับมันจริงๆ เรื่องนี้รับรองว่ารู้จริงๆ รู้จริงๆ หากว่ามีปัญญาแล้วก็จะแก้ทุกข์ได้จริง อันนี้รู้แล้วก็ต้องพยายามทำ ...... พอรู้แล้วก็จะเกิดความรู้อีกอันหนึ่งขึ้นมา ...... อวิชชาแปลว่าไม่รู้ วิชชาแปลว่ารู้ วิชชาคือรู้ของจริง รู้แล้วไม่หลงไม่ลืม อวิชชารู้แล้วหลงไปลืมไป มันไม่ใช่ของจริงรู้ผีรู้เทวดารู้นรกใต้ดิน มันไม่ใช่ นั่นท่านว่าอธรรมเข้าครอบงำ คนระยำมาปลิ้นปลอกหลอกตน อย่าให้มันมาหลอกเราได้ ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เวลามันน้อยลงๆ ชีวิตก็หมดไปหมดไป ชีวิตมีค่ามากที่สุด ถ้าเรารู้แล้วจะทำอะไรก็ได้หมด ตักบาตร จังหันเพลได้หมด เพราะมันเป็นบุญนะ อันนี้เข้าใจแล้วว่าศาสนาแปลว่าที่พึ่ง ที่พึ่งตัวเรา ตัวเรานี่แหละศาสนา ไม่ใช่ตัวหนังสือ ไม่ใช่พระพุทธรูป ไม่ใช่ผ้าเหลือง อันนี้เป็นสิ่งสมมุติ พ่อแม่เราบอกเราไว้ กราบพระพุทธ อย่าให้เป็นทุกข์ทองคำ กราบพระธรรมอย่าให้เป็นทุกข์ใบลานทุกข์คัมภีร์ กราบพระสงฆ์อย่าให้ไปทุกข์ลูกทุกข์หลานทุกข์ชาวบ้าน เราไม่เข้าใจเนื่องจากความไม่เข้าใจนี้เอง จึงทำไม่ถูก บัดนี้รับรองว่าเข้าใจจริงๆ ถูกจริงๆ เพราะเราลืมตาเห็นก็เห็น คนพูดอะไรเราก็ฟังได้ ไม่ต้องหลับตาไม่ต้องปิดหู ใครพูดอะไรได้ยินได้ฟังให้มันรู้สึกตัว เคลื่อนไหวไปมาให้มันรู้สึกตัว ให้มันรู้จริงๆ ถ้าหากไม่รู้แล้วใช้ไม่ได้ ทีนี้พอมารู้สึกตัวแล้วทำไปทำไปก็รู้มากขึ้น เดินอยู่ คล้ายมีคนมา.. วูบหนึ่งก็รู้แล้วว่ารู้จัก ก็ดู ดูให้เห็นเหมือนแมวกับหนู พอหนูออกมาปุ๊บแมวมันจับปั๊บ แมวมันไม่เคยกลัวหนู มันหายวับ ตัวความรู้ตัวคิดตัวเห็นนี่ มันไม่รู้ไม่เคยกลัวมันรู้ แล้วหายวับหายวับ อวิชชามันไม่รู้แต่มันรู้ ... เมื่อเรารู้เราเห็นเราก็แก้ปัญหาได้ ทำอย่างนี้แล้วเรารู้จักวัตถุ ปรมัตถอาการ.. รู้จักจริงๆ เรียกว่ารู้จักสมมุติบัญญัติ ปรมัตถบัญญัติ อัตถะบัญญัติ อริยบัญญัติ รู้จริงๆ เรื่องนี้ วัตถุก็หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มันมีอยู่ในโลกนี้ วัตถุเงินทอง เสื้อผ้า ไร่นา เรือกสวน เป็นวัตถุทั้งนั้น ปรมัตถแปลว่าของจริงจริงโดยสมมุติ จริงโดยปรมัตถ อันปรมัตถความรู้สึกตัวนี่เป็นปรมัตถ อัตถแปลว่ายากที่บุคคลจะรู้ อริยบัญญัติ ผู้ที่เป็นอริยบุคคลจึงจะรู้ ให้มันรู้การเคลื่อนไหว กะพริบตาก็รู้ มันหายใจก็รู้ อันนี้คนอื่นมองเห็น ส่วนความคิดนั้นคนอื่นมองไม่เห็น จะรู้ได้เห็นได้เข้าใจได้ ก็แต่ตัวเองเท่านั้น สัณทิฏฐิโก อันผู้รู้รู้ได้เฉพาะตน อกาลิโกไม่ประกอบกาลและเวลา เอหิปัตสิโกควรเรียกให้มาดู ให้มาดูใจ โอปนยิโก ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว ปัจจัตตังวิญญูหิติ ให้เข้าใจ ปัจจัตตังคือเป็นปัจจุบัน วิญญูหิติ วิญญาณเรานี่แหละ ไม่ต้องไปแปลเอาหนังสืออะไรมากมาย ปฏิบัติให้มันรู้ของจริง นี่แหละเรียกว่ายอดบุญแท้ เนื้อบุญแท้ เป็นมงคลอันประเสริฐแท้ๆ อเสวนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญจะ เสวนา ปูชา จะปูชเนยยานัง เอตัมมังคลมุตตมัง คำสามอย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุด อเสวนาก็คือ บัณฑิต ไม่ใช่บัณฑิตที่ไปเรียน บัณฑิตคือตัวรู้สึก จะ พาลานัง ก็คือคนโง่คนพาล อันคนโง่คนพาลก็คือตัวไม่รู้ คนพาลไม่ใช่คนไปลักไปโขมย แต่เป็นพวกหลงตัวลืมตาย ปัณฑิตานัญจะ บัณฑิตก็คือนักปราชญ์ ผู้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง อันนี้ท่านว่าเป็นมงคลอันสูงสุด ที่จะซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ ทุกคนปฏิบัติได้หมด ปฏิบัติได้อยู่ทุกขณะทุกลมหายใจ ทุกนาทีทุกวินาทีทีเดียว นี่เป็นการปฏิบัติธรรมะอย่างสูงสุด ในหลักพระพุทธศาสนานี่ ถ้าหากทำอันนี้แล้ว ให้ทานก็ถูก รักษาศีลก็ถูก ทำกรรมฐานก็ถูก เจริญวิปัสสนาก็ถูก เพราะมันถูกก็ถูกหมด ถ้ามันไม่ถูกก็ผิดหมด นี่แหละเป็นทางไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าคืออะไร พระพุทธเจ้าคือจิตใจสะอาด จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตว่องไวสามารถมองเห็นอะไรได้ทุกอย่าง สามารถมองเห็นผีเห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ ทำทุกอย่างสิ่งใดแล้วไม่ผิด เพราะเป็นของจริง นี่แหละของจริงแท้ๆ ไม่ต้องถามใครแล้ว รับรองทำเถอะไม่ผิด อย่างนานไม่เกินสามปี จะเอาชีวิตเป็นประกัน กับพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงทุกคนที่เล่ามานี้เพราะตัวเองพิสูจน์มาแล้ว คนอื่นก็เหมือนกับเรา เราก็เหมือนกับคนอื่น คนอินเดียพระพุทธเจ้าตรัสรู้คือคนไทยนี่แหละเราไม่ต้องพูดภาษาอินเดีย ไม่ต้องพูดภาษาบาลี นะโม ตัสสะ เนี่ยแปลจากภาษาบาลีมา นะโม ตัสสะ แปลว่าขอนอบน้อม นอบเป็นอย่างไร น้อมเป็นอย่างไร เราไม่รู้จัก นะโมตัสสะ แปลว่าขอนอบน้อม ภะคะวะโต อะระหะโต เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบ ตรัสรู้อย่างไร ไกลจากกิเลสไกลอย่างไร เราไม่รู้จัก เรานอบอย่างไรเราน้อมอย่างไร เราไม่รู้จัก อย่างดีก็รู้จักกราบเบญจางคประดิษฐ์ เรารู้ว่าเอามือวาง เอาศอก ๒ ศอกเข้าคู้ แล้วเอาหัวจรดตรงนี้ ที่เรียก เบญจางคประดิษฐ์ ความจริงแล้วเบญจางคประดิษฐ์ที่ มีห้าจังหวะ ปัญจแปลว่าองค์ห้า เบญจางคประดิษฐ์ เอามือลง หนึ่งมานี่ สองมานี่ สามมานี่ สี่มานี่ ห้ามานี่ นะโมตัสสะ จึงแปลว่า ขอนบนบเอามาใส่นี้ น้อมเอาหัวลงมานี่ นะโม ตัสสะ ภควะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ภาษาบาลีนี่ไม่ใช่พูดแล้วจะขลังจะศักดิ์สิทธิ์ จะได้บุญก็ไม่ใช่ ท่านบอกให้เรานบเรานอบ เรายกมือไหว้ เคารพตัวเองยกมือไหว้ ไหว้ตัวเอง ไหว้ตัวเองนี่แหละเป็นไหว้พ่อไหว้แม่ ไหว้ตัวเองนี่แหละเป็นไหว้ครูบาอาจารย์ ไหว้ตัวเองนี่แหละเป็นไหว้เทวดา ไหว้ตัวเองนี่แหละเป็นการไหว้พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสแล้วว่า การกราบพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ธูปเทียนของหอมทั้งหลาย จะหนาแน่นตั้งแต่พื้นดิน ก็ไม่ได้ชื่อว่าบูชาพระพุทธเจ้า ผู้ใดที่บูชาพระพุทธเจ้านั้น ต้องปฏิบัติธรรมให้รู้ธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นั่นชื่อว่าเป็นการบูชาอย่างยิ่ง ถ้าไม่รู้จัก รู้ธรรมไปรู้นอกตัว รู้ผี รู้เทวดา มันไม่ใช่ รู้ของจริง รู้ตัวเรานี่แหละ ธรรมะคือทุกคนนั่นแหละ ท่านว่าหากมีพระธรรมวินัยอยู่ มีผู้ประพฤติปฏิบัติอยู่ มรรคผลนิพพาน ไม่ได้ว่างจากโลกนี้ แต่เราไม่รู้จัก อันประพฤติปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมไม่รู้จัก ไปให้ทาน ไปรักษาศีล ไปทำกรรมฐานไปเจริญวิปัสสนา อยู่ป่าโน่นเป็นอย่างนี้ ตอนนี้เรามารู้วิธีง่ายๆให้ดู ของง่ายเราไม่อยากทำเพิ่นว่า จะหงาย จะพลิก ทำความรู้สึกตัว อุบาสกอุบาสิกาชอบ มาอยู่ที่ความรู้สึกตัวนี้ ทำการพูดการคิดให้มารู้สึกตัวนี้ พระอรหันต์ก็จะไม่ว่างจากคนทุกคน รู้ตัวเองนั่นแหละความจริงแท้ๆ ไม่พลาดผิด ถ้าหากรู้อย่างนี้ บ้านเมืองก็จะสงบ ความทุกข์ความเดือดร้อนก็ไม่เกิดขึ้น เพราะเราแก้ปัญหาตัวเองได้แล้ว ความสับสนวุ่นวายการขัดแย้งเกิดภายในจิตใจนี้ เมื่อเรารู้อย่างนี้แล้วความสับสนวุ่นวายความขัดแย้งก็จะไม่เกิด จิตใจก็เย็นสบาย เราเรียกความสงบ รู้โดยชอบไม่มีถกมีเถียงกัน ทะเลาะกันกับคนอื่น แล้วไม่ทะเลาะกับตัวเราเนี่ย การขัดแย้งในตัวเราก็ไม่มี นี่ท่านว่าตรัสรู้ตามเข้าใจตามพระพุทธเจ้า ที่นำมาเล่าให้ฟังนี่เป็นความจริง ผู้หญิงก็รู้อย่างนี้ ผู้ชายก็รู้อย่างนี้ ผู้เฒ่าผู้แก่ รู้อย่างนี้หมด ธรรมะแท้ ถ้าเป็นสองอันสามอันมันไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้ารับรองว่าไม่ใช่ นี่แหละความจริงที่นำมาเล่าให้พ่อให้แม่ให้น้อง เพื่อน ครูบาอาจารย์ทุกคน ต้องตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม เวลามันสั้นเข้าสั้นเข้า ท้ายที่สุดนี้ อาตมาพร้อมด้วยพระสงฆ์และญาติโยมที่ฟังธรรมะอยู่ ณ สถานที่นี้ อาตมาขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้าและพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคุณของสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้พวกเราได้รู้แจ้งเห็นจริง เห็นตามความเป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สัตว์ทั้งหลายคือเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเหมือนเราตถาคต สัตว์ทั้งหลายเป็นตถาคต บทสุดท้ายนี่ สัตว์ทั้งหลาย เราผู้ไปถึงแล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย ให้พวกเธอทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติตามอย่างเราตถาคตนี่ ก็จะรู้จะเห็นจะเป็นจะมี ขอให้ทุกคนจงได้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง จิตใจสว่าง จิตใจสงบ จิตใจบริสุทธิ์ จิตใจผ่องใส จิตใจว่องไว สามารถตัดจิตใจได้ทุกสิ่งทุกอย่าง อันนี้แหละคือจิตใจของพระพุทธเจ้า มีแล้วในทุกคนไม่ยกเว้น ขอให้ทุกคนจงประสบพบเห็น เอาเวลาในระยะนี้ ถ้าหากยังไม่รู้ก็ลุกขึ้นไปเดินจงกรม ไปสร้างจังหวะ ให้รู้แจ้งเห็นจริงตามความเป็นจริง ให้เราได้เข้าใจ สัมผัสแนบแน่น จงทุกๆคนเทอญ