แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท.61
บรรยายธรรม หลังทำวัตรเย็น
2 มกราคม 2530
สามเณร ตั้งใจฟังครับ
แล้วก็เจริญพร ญาติโยม
ให้ตั้งใจฟัง
ฟังแล้วก็ต้องปฏิบัติ
ถ้าฟังแล้วจดจำออก ไม่ปฏิบัติ เรียกว่า
รู้จำ รู้จัก ยังไม่รู้แจ้ง ยังไม่รู้จริง
ยังไม่ได้เป็นความรู้ของตัวเอง
เป็นเพียงความรู้ไปจำมาจากคำพูดของคนอื่น
เรียกว่า ญาณปัญญายังไม่มี ญาณปัญญายังเกิดขึ้นไม่ได้
ดังนั้น การปฏิบัติแบบนี้ ถ้าเราไปคุยกัน
เราต้องคุยเรื่องธรรมะแบบนี้
พูดกันสองคนก็ตาม สามคนก็ตาม
ไม่ได้พูดให้ออกนอกตัวเราไป
ถ้าเราไปพูดออกนอกตัวเราไป เราลืมเลย ทันทีเลย
ทีนี้เราจะทำมืออย่างนี้ก็ตาม มันลืมไปนะ
แล้วมันชักกันออกไปข้างนอก
ดังนั้นท่านจึงพยายามไม่ให้พูด ไม่ให้คุยกันมาก คือ
ให้ทำอยู่คนเดียว เมื่อทำอยู่คนเดียว
มันก็ออกไปข้างนอกน้อย มันก็เข้ามาอยู่ในข้างใน คือ
มารู้สึกตัวมาก แต่การกระทำอย่างนี้ ไม่ต้องหลับตาอีกซะด้วย
ให้ลืมตาทำ คนตายไปจะมาให้เห็น
แล้วก็คนพูดอะไรให้ได้ยิน ให้ได้ฟัง อันนี้เป็นวิธีง่าย ๆ
วันนี้ก็จะเริ่มต้นในการพูดเรื่องธรรมทีแรก
บางคนก็เคยทำมาแล้ว บางคนก็ยังไม่เคยได้ทำ
บางคนก็ทำวิธีนั้น วิธีนี้มามาก เพราะว่าทุกคนเป็นผู้สนใจ
ในการประพฤติ ในการปฏิบัติธรรม
ตัวของอาตมาเองก็คือกันนะ เคยทำมาหลายวิธี
แต่มันไม่รู้แจ้ง มันไม่รู้จริง มันรู้ฟาง ๆ
คำว่ารู้ฟาง ๆ นี่ว่ายังไง หลวงพ่อยังไม่รู้
หมายความว่ายังไง
รู้ แต่ไม่รู้ มันมีสงสัย เรียกว่ารู้คล้ายๆ คือ
เราอยู่ในมุ้ง ในถ้ำเนี่ย มันเป็นอย่างนั้น
มันไม่สว่างในใจเนี่ย เรียกว่าแสดงว่า รู้จำมา
แล้วก็พิจารณาว่า อย่างนั้น อย่างนี้ มันไม่รู้
แสดงว่า เราไม่รู้ รู้จำ
วิธีนี้ คือ พลิกมือขึ้นให้ได้รู้ คว่ำมือลงให้รู้
พลิกขึ้นให้รู้ คว่ำลงให้รู้
เอามาที่นี่ก็ให้มันรู้
มันหยุด ก็ให้มันรู้
เลื่อนขึ้นมานี่ ก็ให้มันรู้
ให้รู้ มันเคลื่อนเฉย ๆ นะ
ให้มันสัมผัสรู้อย่างนี้ รู้นี่ ทำอย่างนี้ รู้
ความรู้อันนั้นเรียกว่า มากขึ้น ๆ เรียกว่า สัญญา
ไม่ใช่จำ มันคือ สัญญา
สัญญา คือ ความหมายรู้ และจำได้
เราจะพลิกขึ้น นี่
ถ้ามันนั่งอยู่เนี่ย มันเป็นรูปเป็นนามเฉย ๆ
จำได้เลย ก็ต้องพิจารณา ไม่ใช่เอาคำพูดหลวงพ่อไปพูดนะ
นั่งอยู่เนี่ย เป็นรูป เป็นนาม พอได้ยกขึ้นมาน่ะสิ
เป็นรูปธรรมนามธรรมด้วยเนี่ย
เอามาที่เนี๊ยะ เป็น รูปธรรม นามธรรม
เอาไว้อย่างนี้อะ เป็นรูปเป็นนาม
รูปธรรม นามธรรม เนี่ยเอารูปนี้ทำเอง นามก็ทำอย่างนี้
รูปธรรม นามธรรม
รูปโลก นามโลก อันนี้เกิดขึ้นมาแล้ว
มันเจ็บหัว มันปวดท้อง เรียกว่าโรคทางเนื้อหนัง
โรคทางเนื้อหนัง ต้องไปหาหมอ ที่โรงพยาบาล
ให้หมอตรวจเช็คร่างกายซะ แล้วก็ให้ยามากิน
บางทีก็ถูกโรคหายเร็ว บางถูกก็นานโรค
ถ้าไม่ถูกก็ หมอก็จะเปลี่ยนยาให้ โรคทางผิวหนัง ทางเนื้อหนัง
เรารักษาไม่ได้ นอกจากหมอไป
มันมีโรคอีกชนิดนึง นั่งอยู่อย่างนี้แหละ คิดแวบขึ้นมา
คิดถึงหน้าคนนั้น คิดเห็นหน้าคนนี้ ชอบคนนั้น เกลียดคนนี้
อันนั้นจิตวิญญาณเป็นโรค ไม่ใช่เป็นโรคอันนี้นะ
จิตวิญญาณเป็นโรค เราเห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้
พอเห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้แล้ว พลิกมือขึ้น มันเป็นทุกข์
คว่ำมือลง มันเป็นทุกข์
พลิกตา เป็นทุกข์ เหลียวซ้าย แลขวาเป็นทุกข์
หายใจเข้า หายใจออก เป็นทุกข์
เราต้องรู้อันนี้ก่อน เพราะอันนี้ คนอื่นมองเห็น
พลิกมือ ที่คนเห็น พลิกตา ที่คนเห็น
หายใจเข้า หายใจออก นี่คนเห็น
เหลียวซ้าย แลขวา นี่คนเห็น
อันนี้เราเรียก เป็นอย่างหยาบที่สุด
ซึ่งจิตใจมันนึก มันคิดขึ้นมา ไม่เห็นเลย
คนอื่นก็มอไม่เห็น ตัวเองก็ยังไม่รู้อีกด้วย จะรู้ได้ไง
นี่ที่ว่า มันรู้เป็นขั้นเป็นตอนไปอย่างนี้
เมื่อรู้ความคิดแล้วบัดนี้ โอ้ย...
สภาพความคิด ก็เป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา เหมือนกัน
การเคลื่อนไหวก็เป็นทุกขัง อนิจจัง อนัตตา
เหมือนที่ว่าคนก็เป็นก้อนทุกข์
ทั้งหมดเลย เป็นก้อนทุกข์
รู้จักอันนี้ ก็รู้จักสมมุติขึ้นมาเลย
สมมุติคน ผี เทวดา หน้ามือ หลังมือ เล็บมือ สมมุติทั้งนั้น
เราก็รู้ตัวเรา ว่านี่ รู้สมมติ
เงิน หรือ เสื้อผ้า เป็นสมมุติ
แม้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็เป็นสมมติ ก็คนธรรมดานี้เอง
ผู้ใหญ่บ้าน ก็ไปสมมุติให้เขาเป็นผู้ใหญ่บ้าน
กำนัน ก็ไปสมมุติให้เขาเป็นกำนัน แต่เป็นคนธรรมดานี้เอง
เนี่ยว่าสมมุติ อย่างตำรวจทหาร ก็เช่นเดียวกัน เป็นคนธรรมดานี้เอง
ไปให้ชื่อ ว่าตำรวจ ทหาร ไว้ปราบปรามผู้ร้าย ไว้ต่อสู้อันนั้นอันนี้
มันสมมุติขึ้นมา เรียกว่า ทำการทำงานตามหน้าที่อันนั้น
เมื่อรู้จักสมมุติอันนี้ ก็รู้จักสมมุติศาสนาเลย
ศาสนา แปลว่า คำสอน
สอนเข้าหู ตาดู นี่เรียกว่า สอนศาสนา
ศาสนา แปลว่า คำสั่งสอน
สอนให้คนละชั่ว ทำดี ไม่ใช่สอนอย่างอื่น
คนมีความรู้ อัตมาก็สอน แต่ว่าสอนให้ละชั่วทำดี เท่านั้นเอง
เรียกว่า ศาสนา
พุทธศาสนา คืออะไร
คือ ตัวพลิกมือขึ้นมารู้ นี่แหละปัญญาพุทธะ ตัวรู้นี้
พุทธะ ที่ว่า "ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม อยู่ด้วยธรรม"
ก็ธรรมมาอันนี้เหมือนกัน แต่ว่าใจนั้นเป็นปัญญาพุทธะ
ตัวสติ ตัวปัญญา ตัวความรู้ น่ะ
ดังนั้น ศาสนา คือ ตัวคนทุกคนนี่เอง
เหมือนกัน ผู้หญิง ก็เป็นศาสนา ผู้ชาย ก็เป็นศาสนา
พระสงฆ์องค์เจ้า ก็เป็นศาสนา
คนรวย ก็เป็นศาสนา คนจน ก็เป็นศาสนา
เขียนหนังสือได้/ไม่ได้ ก็เป็นศาสนา ให้ว่าคนทั้งโลกนี้เลย
จะเป็นคนไทย จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา เขมร ญวน ลาว เยอรมัน
ใครก็ตาม ให่ชื่อว่าคนเนี่ย เป็นศาสนาทั้งนั้น อันเราไปสมมติขึ้นว่า
ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์
ศาสนาอะไรต่างๆ น่ะ มันสมมุติ สมมุติขึ้นมา
ให้ชื่อมันขึ้นมาเท่านั้นเองแหละ แล้วรู้ไม๊วิธีเน๊ยะ
ใครทำก็รู้ทั้งหมดเลย แต่ขอให้ทำถูกต้องเท่านั้นเอง วิธีนี้
แล้วก็ไม่บริกรรมอะไรทั้งหมด เพียงแต่เขารู้สึกนิดเดียวเอง
ไม่นึก ไม่คิดเอง แต่ว่าคนอื่นอาจจะนึกจะคิดก็ได้ หลวงพ่อไม่รู้จัก
ความสำคัญนั้นสิ หลวงพ่อจะว่าภาษาบ้านหลวงพ่อ
ว่าหลวงพ่อไม่ได้นึกได้คิด เฮ็ดไป เฮ็ดมา แมง-งอด ตกใส่ขา
หลวงพ่อเลยรู้เลยทันที ตามปกติ ตกใส่ขา ต้องปัดนะ
หลวงพ่อก็เบิ่งซิ เลยเห็นว่า โอ้...มันเป็นรูป เป็นนาม เด๊ะนี่
แม่งอดก็ได้ แม่งป่อง บ้านหลวงพ่อเอิ่น แมง-งอด
ขาหลวงพ่อ ก็เป็นรูปเป็นนาม
อันมันตอดขา นี่บ่แม่นหยัง งอด นี่
แมงป่อง เพิ่นมันตัวโกรธ ตัวโลภ ตัวหลงต่างหากอันนี้
แต่มันก็หยุด มันไม่กัดเรา อ๋อ...มันก็มีธรรมะ คือกัน
แต่มันพูดภาษาไม่ได้ หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น
ที่ว่ารู้จักพุทธศาสนา รู้จักศาสนา บาปนะเน๊ยะ
บาป คือ โง่ ไม่รู้ตัวเองนั่นเอง ไปรู้แต่ผู้อื่นโน่น บาปแล้ว
ทำไมจึงไม่รู้ตัวเอง บาป คือ มืด ไม่รู้
บุญได้ไหมเนี๊ยะ บุญ คือ รู้ สว่าง ดีใจ รู้แล้ว
ไม่ใช่รูปใช่นามหรอกอันนั้น เรื่องของเรา นี่ต่างหาก
แต่ว่า คนอื่นจะรู้ดีเหมือนตัวเรา รู้ตัวเราไม่ได้ นี่แหละ สัมมาทิฐิ
หลวงพ่อจะเริ่มสัมมาทิฐิ "สัมมาทิฐิ กับ มิจฉาทิฐิ" มันตรงกันข้ามกัน
. สัมมาทิฐิ แปลว่า เห็นถูกต้อง เห็นชอบ เห็นตัวเรา
ไม่ได้ไปเห็นผู้อื่น มีแต่เห็นถูกต้องแท้ ๆ
จับ นี่ก็เป็นขา หู ตา ถูกต้องจริงๆ เนี่ยสัมมาทิฐิ
เห็นถูกต้อง เห็นชอบ เพิ่นว่าอย่างซั่น
เมื่อเอ็งรู้จักบาป รู้จักบุญแล้ว หมดเท่านี้ อารมณ์ รูป นาม
เพราะหลวงพ่อรู้จริงเน๊ะ นี่มันเป็นอย่างซั้น ก็เลยมาทำอย่างนี้
หลวงพ่อก็เลยดีใจอยู่ทั้งวันเลยบัดนี้
เดินจงกรมไปทีแรก ก็รู้สมมุติ บัดนี้มันปุ๊บเข้ามา มันเกิดปิติขึ้นมา
อยากไปเทศน์ให้ผีฟังแล้วบัดนี้ เทศน์ให้ผีฟังต้องเดินอย่างนี้
เทศน์ให้เทวดาฟังต้องเดินอย่างนี้ ย่างอย่างนี้ เป็นผู้เดียว
มันเข้าไปในความคิด ปุ๊บ ! อันนั้นเป็นความรู้ที่ออกนอกตัวเราไป
แต่ก็ดี มันรู้กว้างออกไปซื่อ ๆ รู้แล้วก็ลืมหมดนั่นน่ะ รู้แล้ว ลืม
อันนี้แหละสัญญา สัญญาตัวมันเกิดขึ้นมาเอง เรียกว่า สัญญาขันธ์
รูปขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เวทนาขันธ์
มาอยู่ที่นี่ทุกอย่างหมดเลย ตัวขันธ์อันนี้ มีศีลนะ
ศีล แปลว่า ตั้งมั่น ปกติ เนี่ยเป็นปกติแล้ว รู้
ศีลอันนี้ ไม่ต้องไปรับกับพระกับเณร
ไม่ต้องไปสมาทานกับใคร พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์
หลวงพ่อบอกว่า ถ้าบ้านใด ไม่มีพระเจ้าพระสงฆ์ ไม่มีสมณเณร นะ
ไปสมาทานกับพระพุทธรูปก็ได้ สมาทานเอาศีล
ถ้าไม่สมาทานเอาศีล จะไม่มีศีล อันนั้นเพิ่นก็รู้อย่างนั้น
พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ รู้อย่างนั้น เพิ่นก็สอนอย่างนั้นซิ
หลวงพ่อมารู้ศีล โอ้ย! ไม่ต้องไปเอานั่นก็ได้
ศีล คือ ไม่คิดร้าย แปลว่า ปกตินี้เอง รู้อันนี้ พอดีรู้เรื่องนี้ไปแล้ว
เดินไป เดินมา ตกเย็นมา หลวงพ่อไปอาบน้ำ
หลวงพ่อเข้าไปในความคิด หลวงพ่อไปอาบน้ำมา แล้วก็ไปเดิน
ทางนั้นเป็นต้นข่อย ต้นส้มผ่อ ทางบ้านอาจารย์เรียก ต้นส้มผ่อ
เดินกลับไป กลับมา มันคิดวุบขึ้นมา หลวงพ่อไม่รู้
คล้าย ๆ ว่ามีคนมาซุกข้างหลวงพ่อ มาพัก มาซุก คำเดียวกันนะ
วูบนึง เอ๊ะ ! ผู้ใดมาซุกข้าง มาพักข้าง ตัวน้อย ๆ แต่ไม่เห็นคน
ไม่เห็นคนแล้วก็เดินกลับไปกลับมา มันคิดว่า
มันคิดแล้ว อันนี้หลวงพ่อรู้ แต่หลวงพ่อยังเอาความไม่ได้
ยังคิดขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่สาม อ้อ...มันคิดแล้วแท้ ๆ
หลวงพ่อก็เลยเปรียบให้ว่า "แมว จับ หนู"
แมวกับหนู นี่มันของตรงกันข้าม
ความรู้ กับความไม่รู้ มันตรงกันข้าม
พอดีเดินไป มันคิด ปุ๊บ! หลวงพ่อรู้ อ๋อ...มันรู้
แต่รู้ว่าแมวตัวน้อยหนูตัวใหญ่
พอดีแมวจับหนูปุ๊บ มันลากไป ติดไป
แมวมันไม่เคยวางหนู ลากไป ติดไป
บัดนี้ มันเมื่อยแล้ว มันวางหนูลง หนูก็เลยไปแล้ว
แมวตัวน้อย มันไม่แห้งไม่ท้อ ตัวเท่าหนู
บัดนี้หนูมันใหญ่แล้ว แมวตัวใหญ่ หนูก็ตัวใหญ่
หนูออกมา หนูมันอยู่ที่มืด ออกมาตรงที่สว่างไม่ได้
แมวมันระวังอยู่ พอดีหนูออกมา แมวมันกระโดดใส่อย่างแรง
ตะครุบ ปุ๊บ! หนูมันช็อคตายเลย
ตัวความคิดนี้ก็เหมือนกัน พอดีมันคิด ปุ๊บ!
เห็น รู้ เข้าใจ มันหยุดทันทีเลย หลวงพ่อเห็นอย่างนั้น
แต่ผู้อื่นจะเห็นยังไงไม่รู้ หลวงพ่อจะว่า
กล้ายืนยัน รับรองว่า ทุกคนเป็นเหมือนกันหมด
เพราะมันคือกัน ธรรมะแท้ คือสิ่งเดียวกันเท่านั้น
จะเป็นคนชาติใด ก็ต้องรู้อย่างนั้น
ถ้าหากไม่รู้อย่างนี้ ก็ไม่ใช่ธรรมะอย่างนั้น
เป็นธรรมะอย่างอื่นที่หลวงพ่อว่าให้ฟังเมื่อเช้านี้
ในประเทศอินเดีย มีร้อยแปดศาสนา ลัทธิ อาจารย์
บัดนี้เราจะไปเอาของใคร คนไม่รู้จักมาสอนกัน
ที่บ้านเรา ของคนไทยไปเอามานี่
หรือเพิ่นไปเอาแต่ก่อนปู่ ตา ย่า ยาย ไปเอามา
เราไม่รู้จัก เพิ่งจะจับเอาของพระพุทธเจ้ามา หรือ
ไปจับเอาของผู้ใดมา เราไม่รู้จัก เราจึงมาทำตาม ๆ กันไป
หลวงพ่อก็ไม่ได้ว่าผู้นั้น ผู้นี้นะ หลวงพ่อก็ทำมา
ให้ทาน หลวงพ่อก็มักให้ทานเก่ง จนจะหมดเนื้อหมดตัวแล้ว
หลวงพ่อให้ทาน มีเท่านใด หลวงพ่อให้ทานจนหมด
เพราะหลวงพ่อกลัวไปตกนรก หลงพ่ออยากไปเมืองสวรรค์
สวรรค์อยู่ไหน หลวงพ่อก็ไม่รู้จัก
พอตายไปแล้ว มีเทวดามาเสกเอา มีดนตรี มีระนาทพาทย์ฆ้อง
มาเวกเอาไปเมืองสวรรค์ ว่าอย่างนั้น พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ว่าอย่างนั้น
เราก็ต้องทำอย่างนั้น เพราะเราไม่รู้ดี เราต้องทำไป
นี่หลวงพ่อ บัดนี้มันคิดปุ๊บ! รู้จัก หลวงพ่อก็เห็นเลย อ้อ...
เกิดความรู้ขึ้นมาจากจิตใจ รู้วัตุก่อน
วัตถุ หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่าง ดิน ฟ้า อากาศ ต้นไม้ ภูเขา
ห้วยหนอง คลอง บึง มันเป็นวัตถุทั้งหมด
บัดนี้แข้ง ขา เนื้อหนัง ก็เป็นวัตถุ
จิตใจนึกคิด ก็เป็นวัตถุ อ้อ...
วัตถุ หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีอยู่ในโลกนี้
. โลกข้างนอก : ดิน ฟ้า อากาศ
. โลกข้างใน : หมู่สัตว์เนี่ย เพิ่นว่าอย่างซั้น
แล้วก็เลยรู้จักโลก อ้อ...ตัวเราก็เป็นโลกขนิดหนึ่ง
ก็เลยกำลังรู้ เห็น มี เป็นปรมัตถ์
ปรมัตถ์ หมายถึง ปัจจุบัน
บัดนี้อาการสภาพเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
เพราะว่าคนหนุ่มน้อยเฒ่าแก่ตายไป
ต้นไม้เกิดขึ้น ใหญ่แล้ว ก็ตายไป
ทุกสิ่งทุกอย่างตายหมด เป็นการเปลี่ยนแปลง
เป็นอาการทั้งหมด เงินทอง ก็เหมือนกัน
ทุกอย่างเป็นอาการเปลี่ยนแปลง เขาเรียกว่า อาการ
วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ ต้องเห็นอย่างนี้
ถ้าไม่เห็นอย่างนี้ ก็เชื่อว่า ไม่ได้รู้ธรรมะแบบนี้
รู้ธรรมะแบบอื่น ดังนั้นหลวงพ่อรู้ จึงกล้ายืนยัน
หลวงพ่อก็สอนคนมาแล้วหลายคน
เมื่อรู้วัตถุ ปรมัตถ์ อาการ
เห็น รู้ เข้าใจ สัมผัสแนบแน่นก่อน
เห็น โทษะ โมหะ โลภะ แต่ว่าเห็น
อยู่ในนี้ก็เห็น แต่ไม่ใช้ตา แต่เห็น รู้
หน้าตา แข้งขาเป็นอย่างไร ฮู้จัก
จริงว่าตัวมันเองบอกมันเอง จึงว่า สัญญา
แปลว่า ความรู้ คือ สัญญาตัวนั้น บอกมัน
สมมุติว่านะ อันนี้มือ เนื้อสิ มันบอกหย่างซิ
อันนี้หน้าผากเนื้อ บอกมันซิ บอกมันเอง มันก็รู้ที่ตัวมัน
ต้องบอกมันเอง มันเป็นอย่างซั้น ต้องรู้ หลวงพ่อรู้อย่างนี้
พอได้เห็นอย่างนี้แล้ว ก็เลย รู้ เห็น เข้าใจ
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นหมู่กันขึ้นมาเลย
จึงว่า รู้จักขันธฺ์ห้า ขันธ์สี่ ขันธ์หนึ่ง นี่เพิ่นว่า
ขันธ์ห้าขันธ์ ขันธ์สี่ขันธ์ ขันธ์ขันเดียว ตำราเพิ่นสอนอย่างซั้น
รู้ไปตามความจริงเลยเด้ หลวงพ่อรู้ ไม่ได้รู้เป็นอย่างอื่น อันนี้รู้แท้แท้ นี่
พอดีรู้อันนี้ ก็เวทนาไม่ทุกข์ สัญญาไม่ทุกข์ สังขารไม่ทุกข์ วิญญาณไม่ทุกข์
อันเป็นเทวดาไม่เป็นรูป อันนี้คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นเทวดา
เขามองไม่เห็น จริงว่าคนมีตาทิพย์ต้องมองเห็น นี่
ผีก็คือกัน ไม่เป็นรูป อันนี้เป็น เวทนานั้นเป็น สัญญานั้นเป็น
สังขารนั้นเป็น เวทนานั้นเป็น หรือ เป็นผีก็ได้
ไม่เป็นรูปร่าง อันนี้เป็นผี คนมีตาทิพย์ จึงเห็น
อันนี้แหละเพิ่นว่า รูปสี่
อันนี้เอิ้นนามรูปอันนี้ ไม่เป็นรูปนามแหละ
นามรูป ว่าซั้น
นาม มันเป็น รูปคิด
ผู้รู้จักคิด จิว่านามก็เอิ้นจิว่าหยัง ก็เอิ้นว่า วิญญาณ รึเปล่านี่
วิญญาณรู้ วิญญาณขันธ์
วิญญาณ แปลว่า รู้
ไม่ใช่ว่าวิญญาณตายแล้ว ลอยเหาะไป หมู่เพิ่นว่า
แต่ก่อนเพราะเขาว่าอย่างนี้ แต่ก่อนหลวงพ่อก็ว่า ตายแล้ว ไปเกิด
ทำบ้า ไปเกิดเป็นลูกสัตว์ ทำบุญ ก็ ไปเกิดเป็นคน
เอาหัวไปมุดเข้าท้องคุณบุญได้นี่ ตะกี้
มันมาเข้าใจเลยว่า โอ้ ไม่ใช่เอาหัวไปมุดเข้าท้องคน
มันเป็นธรรมชาติคน มันก็ต้องมีลูกซิ
ไม่ใช่ไปฉีดลูกเข้าท้องคน ไม่ใช่อย่างนั้น
ทำดีก็ไปเข้าในท้องคนซิ หรือว่าไม่ใช่ หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น
เข้าใจจริง ๆ เลยเนี่ย เห็นอยู่อย่างนี้จริง ๆ ไม่เชื่อใครทั้งหมด
ใครจะว่ายังไงก็ช่าง หลวงพ่อเชื่อมั่นในใจตัวเอง
ขนาดที่ว่าพระพุทธเจ้าเหาะมาอยู่นี้ ก็บ่แม่นเด๊ะ หลวงพ่อไม่เชื่อ
ขนาดนั้น แต่คราวนั้นยังไม่ได้บวช เป็นพ่อเทียน
เขาจะเรียกว่า พ่อเทียน เดิมหลวงพ่อชื่อว่า พัน
บ่แม่น นายพัน ตั๊วเอา บ่เซื่อ
หลวงพ่อรู้อย่างซี่ จิวาหยั่งซี่ จิวากับพระพุทธ ก็ได้
มาเลยทีเดียว บ่เซื่อไผทั้งนั้น
สัมมาทิฐิ เห็นถูกต้อง
ทิฐิ คือ ความเห็น เรียกว่า ตรงกลางแท้ๆ
บ่เสื้อไผทั้งหมด เขาว่าตรงกลาง
ถ้าไปเสื้อคนนั้น ไปเสื้อคนนี้ ก็แปลว่า ตรงกลางไม่มี
ไม่ได้เดินทางตรงกลาง เดินทางคอก เดินข้างนั้น ข้างนี้ เท่านั้น
เพราะเสื้อมันตัวเอง มันจะไปเที่ยวตรงกลางได้อย่างได๋
ไม่ใช่ตรงกลาง เอียงไปข้างซ้าย ข้างขวา
พอดีรู้อย่างนี้
เดินกลับไป กลับมา เกิดมีความรู้ขึ้นอีกสิ่ง
เห็นกิเลส เห็นตัณหา เห็นอุปทาน เห็นกรรม
รู้ เห็น เข้าใจ สัมผัส แนบแน่นบนโลก อันนี้แหละ
สัญญาความหมาย รู้ จำได้
หน้าตา ดั้งเดิมของมันเป็นอย่างนั้น
รู้จักอย่างนั้น จึงว่า เลยฮู้จัก ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์
กิเลสอันนี้ออกแล้ว จิว่า กิเลสอย่างหยาบ
ศีล เป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
ศีลมันไล่หนี ให้ว่าเธอไป มันรู้ทุกสิ่งว่าผิดว่าถูกสิ้น
มันไล่หนี หนีไป หนีไป มึงบ่ดี สมมุติว่าอย่างนั้น
แล้วก็เลยหนี แล้วก็เลยบ่ทุกข์
แล้วก็เลยรู้จักว่า ศีล ขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์
รูปเป็นขันธ์ เวทนาเป็นขันธ์ สัญญาเป็นขันธ์
สังขารเป็นขันธ์ วิญญาณเป็นขันธ์ จำพวกนี้มีสิ้นหมด
ศีลคนละตัว ๆ ๆ กัน หลวงพ่อเข้าใจอย่างนั้น
จึงว่าสิ่งนี้เหมือนขัน ขันดีตักน้ำได้กิน ขันแตก ตักน้ำไม่ได้
ขันดี เอาไปตักอาหารได้กิน
ขันแตก ตักอาหารก็ไม่ได้กิน
ขันดี ตักข้าวใส่บาตรให้พระ ก็น่ากิน
ขันที่ร้าย บ่ขัด บ่สี ตักข้าวใส่บาตร พระก็ไม่อยากกินแล้ว
บอกว่าขันที่ร้าย คนคือกัน ใจดี แล้วก็รู้จัก
ใจบ่ดีแล้ว ใจมันก็ขุ่นมัว มืดมน อนธการ ก็คือ
เมฆไปบังดวงตา ออกแสงสว่าง เขาเอิ้น "ฟ้าบด"
บ้านอย่างหลวงพ่อ เรียก "ฟ้าบดตระเวนบ่ได้"
ความจริง ฟ้าไม่ได้บด ตระเวนไม่ได้บด
เมฆหากไปบัง ใจเขาก็คือกัน
ความจริงใจเขาไม่หาย ใจเขาไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลงโลก
มันมีอันไปกระทบซื่อ ๆ ก็เปรียบได้กับน้ำสี แบบนี้
น้ำสี เต็มกระป๋อง แล้วคุณภาพร้อยเปอร์เซ็นต์
เอาไปลงใส่น้ำ น้ำมันแดง เอาผ้าขาวไปย้อม ปุ๊บ ! ถ้าเป็นสีแดง
ผ้าเป็นสีดำ ถ้าเป็นสีดำ เนี๊ยะ
ความโลภ โกรธ หลง โทษะ โมหะ โลภะ
กิเลส ตัณหา อุปทาน กรรม
มันเข้าไปยึดอย่างนั้น เราไม่เห็น
เขาจึงโกรธเต็มที่ เขาไม่โกรธน้อย แต่โกรธเต็มที่
โทษเต็มที่ แล้วเบิ่งแล้วไม่มี นี่บางคนไม่เคยได้ยิน
คนทั้งคน กูเบิ่งมึงเท่ากำปั้นนี่
เบิ่งน้อย ก็ทอแสงเท่าหิ่งห้อย บ้านหลวงพ่อว่าอย่างนั้นนะ
เบิ่งบ่เห็นเด๊ะมึง ว่าใจมึง หมานี่ ใจหมาเด๊ะเนี๊ยะ เขาเอิ่นนำกันว่า
บักหมา เขาว่าผู้ชายว่า บักหมา
เรียกผู้หญิงว่า อีหมา บ้านหลวงพ่อเอิ่น หมา
เพราะว่า ใจเฮาเป็นหมาแล้ว เห็นคนเป็นหมาแล้วบัดนี้
มันเป็นหยั่งซั้น หลวงพ่อเห็นหยั่งซั้น
ผู้อื่นจะเห็นยังไงไม่รู้ หลวงพ่อรู้แต่อย่างนี้
คนอื่นจะรู้ดีอย่างหลวงพ่อไม่ได้
เพราะหลวงพ่อรู้ตัวหลวงพ่อดีกว่าทุกคน
โอ้...ถ้าหากว่า สอนคนทุกคน ต้องรู้คือกัน
พอดีรู้อันนี้ หลวงพ่อก็เลยรู้จักว่า อ้อ...เนี๊ยะ
มรรคผล ปฐมฌาณ ทุติฌาณ หลวงพ่อรู้จักเลยในช่วงแรกนะ
ตอนแรกหลวงพ่อก็เดินจงกรมอยู่ ประมาณสามทุ่ม สามทุ่มกว่านี่แหละ
อันนี้ว่าความจริง เรื่องมรรค เรื่องผล จริง ๆ
เพราะว่าเตือนกัน ทุกคนมา ทีนี้ก็ต้องตั้งใจฟัง แล้วนำไปปฏิบัติ
นอนตื่นขึ้นมา หลวงพ่อก็ไปล้างหน้า แปรงฟัน ธรรมดาเฮานี่แหละ
ก็ไปเดินจงกรม เดินไป เดินเดิน มีขี้เข็ดตัวนึง บ้านหลวงพ่อเรียก ขี้เข็ด
ทางพี่อาจจะเอิ่น ตะขาบ ก็ได้
ตัวใหญ่มันแลนผ่านหน้าหลวงพ่อไป
หลวงพ่อไปจับเอาเทียนไข ตามไป เพราะว่าย่านมันกัด
ตามไป บ่เห็น หลวงพ่อก็เอาเทียนไขไปตั้งไว้พุ่น
ตั้งไว้แล้ว กลวงพ่อก็มาเดินไป เดินมา
ความจริงแล้ว สมาธิ กำจัดกิเลสอย่างกลาง รู้จักกับนี้ทีเดียว
ตอนหัวแรงนั้นรู้จักกิเลสอย่างหยาบ
ตอนกลางคืนนี้ หลวงพ่อ มาย่าง ตีสาม ตีสี่
หลวงพ่อรู้จักกิเลสอย่างกลางเลยทีนี้
โอ้...กูไปนั่งกรรมฐาน ดีอก ดีใจ นั่นมันกิเลสเด๊ะ
กูไม่รู้จักกิเลส ก็เหมือนอยู่ในถ้ำแล้วบัดนี้
อันนั้นชื่อว่าอยู่ในถ้ำ ไม่จุดใต้ไฟนำทางแล้ว ความมืดมันจึงอยู่ในตัวนี้
เปรียบไว้อย่างนั้น ยกไฟใส่ในความมืด เห็นสิ่งที่อยู่ในซอกนี้ หลวงพ่อว่า
เอาไฟมาข้างนี้ มืดมาข้างหลังนี้ เอาไฟมาข้างหลังนี้ มืดมาข้างหน้า
มันแลนอยู่นำเรานี่เอง หลวงพ่อสมมุติเอาซื่อ ๆ
แต่ผู้อื่นจิสมมุติไปอย่างใด บ่ฮู้จัก
บัดนี้ เราแลนเข้าไปในถ้ำ เราใต้ไฟ เราบ่ได้เห็นในหลักธรรม
ไม่ได้เห็นปากถ้ำ รูปทรงของถ้ำ อ๋อ...
ดีใจดีกับมืดสีขาวเด๊ะ ทำบุญให้ทาน ดีอุกดีใจในความมืดสีขาว
อันมาทำความสงบนี้ ดีใจในความมืดสีขาวเนี่ย
เรียก กามารมณ์ ยินดีในอารมณ์อันนั้น นี่หลวงพ่อรู้จักอย่างนี้
อ๋อ...ออกแล้ว ออกจากถ้ำแล้ว บัดนี้
สมถะกรรมฐาน มันเป็นหยั่งงี้
จะว่าสมถะกับวิปัสนากรรมฐาน เป็นหมู่เดียวกัน แต่ไว้ใจไม่ได้
มาทำความเคลื่อนไหวเรื่อย ๆ มันก็ไล่ความมืดไปติ๊บัดนี้
ความมืดก็หนีออกไปนี่ ให้ว่าหนีออกจากถ้ำ ก็ได้เฮา อย่างหลวงพ่อว่าเนี่ย
เป็นกุญแจลูกเอก อันนี้แหละเป็นทางลัดแท้ ๆ เป็นทางตรงแท้ ๆ
ขึ้นเครื่องบินไปแท้ ๆ อันนี้ โดยที่ว่าบ่เกอร์เขิน อย่างที่หลวงพ่อว่า
เมื่อเช้านี้ว่า ขึ้นเครื่องบิน แต่ถ้าหากว่าคนขับเครื่องบินไม่ดี ก็
ไม่รู้จักเครื่องบิน ขับเครื่องบินไปนะครับ เครื่องบินไปหยุดกลางอากาศ
ตาเด๊ะเฮา เพราะมันบ่มีน้ำมัน ขับไปก็ตกลงพื้นดิน ก็ตายแล้ว
เนี๊ยะ ต้องคนชำนาญขับเครื่องบิน รู้จักว่าเครื่องบินเนี่ย
มีเครื่องยนต์กลไกล อันไหนมันเสีย น้ำมัน มันสะดวกดีบ่
อันไหนมันสะดวกดีแล้ว ก็ไปได้ปลอดภัย
คนที่จะสอนคือกัน เอาสมมุติซื่อ ๆ
คนที่จะสอน ต้องรู้จักว่า เนี่ยคนนั้นพูดอันนั้น เรื่องนั้น
ต้องรู้จักจริง นี่เขาว่า เขาเอิ่นรู้แจ้ง รู้จริง
รู้จริง ๆ รู้อย่างซิ๊ หลวงพ่อก็เลยรู้จัก โอ้ . . .
กรรมฐาน มันเป็นความสงบแบบนั้น
สงบแบบนั้น จึงว่า ไม่รู้จัก ว่าตัวสงบ สงบแบบไม่สงบ อันนั้น
อยากสงบ เพิ่นว่า อยากบ่สงบ ก็ไปนั่งอยู่ผู้เดียว ไม่ใช่สงบตาย
ไม่อย่างนั้นมันเห็นมาว่าอย่างนี้ คือ เพิ่นไม่อยากสงบ
ไปเข้าหมู่สังคมหมู่ใด ปั๊บ !
บ่ดีใจขึ้นมาแล้ว สั่นขึ้นมาแล้ว มันไม่สงบแล้ว มันทุกข์
ถ้าเจ้าว่าไม่ทุกข์ใจ มันทุกข์ใจอันนั้น มันทุกข์ ติด ปุ๊บ !
หยังว่าบ่ทุกข์ใจอยู่บ่ ข้าเจ้าว่าให้เขาจังซั้นจังซี้ เจอมันทุกข์ใจเด้
ไม่บ่แม่นบ่ทุกข์ใจเด้ ถ้าเฮากลับมาว่า
บ่แม่นใจ มันแม่นหัวใจ ข้าเจ้าว่าหยั่งซั้น เฮาบ่ฮู้จัก
เฮาจะไปเว้าอย่างอื่น ว่าคำพูดหมู่นี้น่ะ
เค้าไปเว้ามาจากภาษาอินเดีย แล้วบางที
บ่ได้ไปเว้าภาษาพระพุทธเจ้าก็ได้
เอาของผู้อื่นมาสอนก็ได้จริงไม๊
ธรรมเราได้เป็นไป เพราะ ความเบียดเบียนตนเอง และ
เบียดเบียนคนอื่น นั้นไม่เป็นธรรม นั้นไม่เป็นวินัย
นั้นไม่เป็นคำสอนของพระพระพุทธเจ้า
ไม่น่าศึกษา และไม่น่าปฏิบัติ เพิ่นว่า
แล้วก็ยังเอามาสอนอยู่อย่างไร
เอามาสอนพ่อ สอนแม่ สอนอ้าย สอนน้อง
สอนเมียเจ้าของก็สอน นึกว่าเจ้าของ ถูกต้องนี้นะ อันนี้แหละที่ว่า
เจ้าของเห็นอะไร ก็ต้องว่าอันนี้ถูกต้อง
บ้างก็ไปสอนข้าเจ้ามาแล้วบ่เนี่ย กินไปแก้ข้าเจ้าขนาดนี้สินะ
ข้าเจ้าติดแล้วบ่เนี่ย มันเป็นหยั่งซั้นเด๊ะ
เนี่ยมาพี่อ้ายเนี่ยพ่อคนหนึ่ง พี่อ้ายคนละแม่กัน
คนนั้นรักหลวงพ่อแต่ยังน้อย
หลวงพ่อไป ใส่มา เออ. . . นี่บ่ใส่ซักเถื่อ
ข้าเจ้าบ่มีลูก ต้องเอาหลวงพ่อไปอยู่ใกล้ข้าเจ้า
ให้ว่าอยู่นำ กินนำ ตั้งแต่หลวงพ่อยังน้อย เลี้ยงกันมา
หลวงพ่อมาบวชเนี๊ยะ รู้จักกรรมฐาน ไปสอนข้าเจ้าบัดนี้
สอนข้าเจ้า ก็เชื่ออย่างเขาหมด
บัดนี้หลวงพ่อรู้ธรรมะ บัดนี้ไปสอนข้าเจ้า
บ่เอาแล้วบัดนี้ มึงเนี่ยเว่าไปอย่างสั้นอย่างสิ้ หลวงพ่อทำนิ่ง
มึงเนี่ยว่าอันนั้นไม่ถูก อันนี้ไม่ถูก มึงมันช่างเว้าอย่างสั้นอย่างสิ้
บ่แม่นว่า อันนั้นก็แม่นอยู่ ว่าอย่างนั้น
เฮาไม่รู้จักแท้ ๆ มึงทำไมไม่รู้จัก ด่าหลวงพ่อซ้ำ
หมดปัญญาหลวงพ่อ ด่า ข้าเจ้าก็ช่างเค้าแล้ว ข้าเจ้าก็มีคุณ
เราไม่รู้จักก็มาด่า โอ้ย...ทั้งผัวทั้งเมียตายเลย ไม่รู้จักธรรมะแม้แต่น้อย
อันนี้แหละชื่อว่า มันติดแน่น มันเป็นอุปาทาน
นี้แหละเป็นอุปาทาน กิเลส ตัณหา มันเป็นยางเหนียว
กิเลสไม่เป็นยางเหนียว ใครว่ากิเลสไม่เป็นยางเหนียว
เอายางใหม่ทิ่มใส่ ปั๊บ! ทางโน้นก็อ่อน ทางนี้ก็อ่อน ติดกัน ปุ๊บ!
บัดนี้ ถ้าหากทั้งคู่มันแข็ง หล่นใส่กัน ตุ๊บ! ทันที
มันบ่ติดกันเลย หลุดออกจากกันหมด หลวงพ่อเข้าใจว่า
กิเลสเป็นยางเหนียว ตัณหาก็ยาก ถ้ามันติดกันแล้วนี้
อุปาทานยึดมั่นถือมั่น กรรมก็เสวยบัดนี้ หลวงพ่อเข้าใจหยั่งสั้น
ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม อันนี้เรียกว่าเป็น
ปฐมฌาณ ทุติยฌาณ ตติยฌาณ ก็เลยรู้จักเรื่องกรรมฐาน
จตุตถฌาน รวมกันเข้าธาตุสี่ขันห้า ดิน น้ำ ไฟ ลม
รวมตัวกันเข้าเป็นอันเดียวกัน สมมุติบัดนี้
ไม้สามตัวหันเข้าหากัน ทำเป็นไม้สามขา
บ้านหลวงพ่อ ซุกมันบ่ล้ม ขาหนึ่งสั้นยังมีอีกสองขา รวมกันแล้วบัดนี้
ถ้าเอาไว้ขาเดียว ยิ่งตั้งไม่อยู่เสียเลย หลวงพ่อจึงว่า อ้อ...มันเป็นหยั่งนี้เด้
จตุตถฌาน หมายถึง รวมกัน สี่ห้าคน หรือ ร้อยคนก็ตาม
คนทำงานอันนี้ ก็ช่วยกันให้แล้ว พอดีได้เวลาตีระฆัง ตุ้ง!
วางดินสอเลย ทุกคนวางกระดาษพร้อมเพรียงกันหมด
อันนี้แหละเรียกว่าจตุตถฌาน รวม พร้อมเพรียง เมื่อเป็นอย่างนี้
เลยรู้จัก อกุศล คือ บาปทางกาย วาจา ใจ
รู้จักว่ากุศล คือ บุญ คือ ดีอยู่นี่ทางกาย วาจา ใจ
เว้าลับ ๆ เด้นี่ บ่ได้เว่าหยาบ เว้ายาว แสดงมาเป็นหลายละเอียดนั้น
เว้าหลายเทื่อแล้ว บัดนี้
เมื่อมันเห็นอันนี้แล้ว มันขาดช่วงปุ๊บ! ลงทันทีเลย
เมื่อมันขาดช่วงปุ๊บ! แล้ว หลวงพ่อว่าเอาเชือกตัดปุ๊บ! หยั่งซี่
บัดเดี๋ยวนี้เชือกมันกระเด็นมาเข้าที่เดิมทีเดียว มันคืนมา
เอิ่นว่ากระเด็นก็ได้ มันหดเอามาติดอยู่เสานี้
ทางนั้นมันก็หดไปติดอยู่เสานั้น มันขาด
อายตนะหมด กิเลสหมดยางแล้วทีนี้ อ๋อ...เรื่องมันเป็นอย่างนี้นี่เอง
ตอนนี้ตอนเช้าประมาณตี ๕ นี้แหละ หลวงพ่อเข้าใจ
เอามือไปจับ สมมุติเราจับผู้น้อย เอามือแปะไปเนี่ย
เนื้อหนังมันแดงซิ เอามือไปแปะมัน จืดลงมาเดี๋ยว โอ้...
ตัวตนเฮามันก็จืดจริงๆ นะ
คล้ายๆ มันคือใยฝ้าย
คือสำลีเนี่ย
สำลีเนี่ย เอาไปใส่น้ำ มันยูดหมด มันบ่กินน้ำ
ผ้าไนล่อนก็เหมือนกัน เอาไปชุบน้ำ มันบ่สูบน้ำ แม่นบ่
อ๋อ. . . ฌานมันเป็นหยั่งซี้น้อ
นี่แหละ สภาพความเป็นจตุตถฌาน
รวมกันมาแล้ว เลิกกัน
เลิกกันเลยว่าซั้น
ก็เลยรู้จัก อ๋อ. . .ภาพพระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว ไม่ตัดอันนี้ ไม่ได้ตัดหรอก มันเป็นเอง
มันเป็นเอง ก็เลยยกมือไหว้ตัวเองได้เลย
อ๋อ. . .ทำอย่างนี้ ดูจิต ดูใจ ว่าเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อว่า
สาธุ เกิดมาในชีวิตนี้
เดินไป เดินมา บ่มีหยัง ก็เลยเข้าใจว่า อาการเกิดดับ
พลิกมือขึ้น พริบตา หายใจ ความคิดเป็นเกิดเป็นดับ อันนี้บ่แม่นเด้นี่
เขาเรียกว่า สมมุติบัญญัติ ปรมัตถ์บัญญัติ อัฏฐบัญญัติ อริยบัญญัติ
มันอยู่คุณนี้ ลึกๆ คุณทักความเดียวกันนี้ว่า
ความสงบ ก็ว่าความเดียวกันนี้
อาการเกิดดับ ก็ว่าความเดียวกันนี้
มันเว้าความเดียวกันเป็นขั้น เป็นตอน
เฮ็ด แท้ ๆ คำเดียวนี่แหละ รู้จักกันทุกคน ไม่ยกเว้น
รู้จักแล้วจะสงวนลิขสิทธิ์ไม่ได้นะ
ผู้ใดมีศรัทธาจริง ๆ แล้ว รู้
รูปธรรมอย่างนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ตั้งใจฟัง
ที่ไปเรียนรู้ซิบ่อแม่น รู้สิ่งนี้แต่คาดคิดเอาบ่ได้
คะเนเอาบ่ได้ มันต้องเป็นหยั่งซั้น มันต้องเป็นหยั่งซี้ บ่ได้
พระพุทธเจ้ามานี่ บ่แม่นนะเธอ
เรื่องของพระพุทธเจ้าเรียกว่า คนรู้จริง
รู้จริงๆ ท่านรู้จริง ๆ เพราะมันมีคือกันหมด
ถ้าหากไม่รู้เดี๋ยวนี้นะ จวนจะตาย จวนจะหมดลมหายใจแล้ว
ต้องแน่นอนที่สุด นี่เรียกว่า สัจจะแท้ไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่แปรผัน เรียกว่า สัจจะธรรม นี่เพิ่นว่าหยั่งซั้น
รู้อย่างนี้ที่ว่า สัจจะแท้
สัจจะแปลว่า ความจริง เพิ่นว่าอย่างนั้น
เอิ่นว่า สัจจธรรม
สัจจะ แปลว่า ความจริง
สัจจะธรรม
สัจจะแปลว่าความจริง เขาจึงว่า
คนนี้ไม่มีสัตย์ เขาว่า อันนั้นเรื่องหนึ่งได้อย่างนั้น คือ
เราไปถือศีลนี่ว่า ไม่มีสัตว์ ตัวอันนี้ สัตว์อันหนึ่งเด้อย่างนี้
อันหยังพอว่านี่เป็นสัตว์อันหนึ่ง สัจจะคนละอันกันเลย
อันว่าสัจจะนี่ มันไม่เป็นรู้อันเดียว
ให้ว่าทุกคนประสบอันนี้
แต่ว่าทุกคนจวนจะตาย จวนจะหมดลมหายใจแล้ว
อันนี้แน่นนอนที่สุด เราต้องให้รู้ตั้งแต่มื้อนี้ไปดีกว่าไปรู้มื้ออื่น
รู้แบบนี้แห่งดี รู้อันคือเงียบพ่อว่านี้แห่งดี แล้วรู้มาหลายปีแล้วเงียบ
หลวงพ่อรู้มาหลายปีแล้ว ไผซิว่ากระทั่งช้างแล้ว ว่ายังกระทั่งเงียบ
หลวงพ่อสบายใจแล้ว ไผซิว่า โอ้...
บักสัตว์เดรัสฉาน ว่ากะเจ้าแล้ว สมมุติว่า
บักสัตว์นรก ว่ากะเจ้าแล้ว เรื่องสมมุตินี่ ของจริงมันเป็นหยั่งซั้นเพิ่นว่า
มั่นใจที่ว่าสัมมาทิฐิแท้ ๆ เพราะว่าทุกคนที่ไป
ทำไมจะไม่ใช่สัมมาทิฐิ
นี่แหละทางเอก ทางตรงกลาง แต่เฮาบ่ฮู้จัก เฮาว่าซื่อ ๆ
ทางเอก รึ ทางสายเดียวนะ ทางพ้นทุกข์นะ บ่มีสองเส้นน่ะ
ว่าวซื่อ ๆ อันนั้นตำราเว้าเด้นั่น อย่าไปเอามาว่าวในตำรา
ทำอย่างนี้แหละ อันนี้แหละ ทางเอกแท้ ๆ แหละ
รู้สึกทั้งสิ้น คว่ำหงายมือ มันคิดปุ๊บ รู้
อย่าไปกับคุณคิด แมวตัวใหญ่แล้วบัดนี้
หนูตัวนี้ มาปุ๊บ จับปั๊บ ตายกับที่เลย หยั่งเงี๊ยะ
ความคิดสั้น ๆ มันก็ขาดกันเลย บ่มีเรื่องอันหยัง
ความจริงเป็นหยั่งซั้น มันขาดของมันเอง
บ่แม่นซิไปจับมันนะ ความคิด มันบ่อได้เด๊
นี่แหละ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ เพราะปฏิบัติธรรมทางจิต ทางใจ
จะไปเชื่ออย่างได๋ว่าการทำทางใจนี่น่ะ เว้าซื่อ ๆ นี่นะ
คนเว้ารู้แล้วต้องรู้จักวิธีจริง ๆ ซี่
มันต้องรู้จัก เว้าทางจิตทางใจ รู้จักเว้าซื่อ ๆ เด๊นั่น บ่แม่นของจริง
ความกล้าแท้ ๆ เรื่องนี้ กล้าจริงก็ไม่มีอันที่เปรียบเทียบนะ
มาใครซื้อมาก็เลย มาเอาเลยก็ได้ จับมือกันไว้ เอากำหนด
ถ้าหากว่าหมู่หนู หมู่คุณมีเงินเดือนพันบาท เอามาทำงานสามปี
คลิกย้อนหลังให้เลย เงินเดือน เดือนละพันบาท คลิกให้จริง ๆ
แต่ไม่มีใครจะไปหามาให้ ถ้าหากว่าหมู่หนูรู้แล้วจะเฮ็ดยังไง
ให้สำเร็จแบบนี้ว่ามาดู มันต้องเอาจังซิแม๊
ลงขันพนันกัน การพนันขันต่อบ่ต้องเอาไป
คนจริง มันต้องสู้จริง หลวงพ่อคิดให้วันละสิบบาท ๆ สุมื้อนี้ก็เอา
แต่ว่าให้เป็นคนจริงให้แท้ ๆ เอาสามปี คิดให้รถคันนึงพอถึงสามปีแล้ว
เอาเงินหลวงพ่อไปแล้วกัน ฮู้แล้วคิดให้จังใด๋
อย่างนั้นก็ต้องคิดเอาดอกแล้วเป็นแนว มันต้องเป็นแบบนี้
เนี๊ยะประสบทุกคนเรื่องนี้ อาการเกิดดับ มันขาด
อาการเกิดดับแท้ ผู้ใดมีกิเลส ตายแล้วต้องตื่น
ผู้ใดไม่มีกิเลส ตายแล้วไม่ตื่น เพิ่นว่า
แล้วเป็นนิพพานไปเลย เพิ่นว่า
เว้าเอาซื่อ ๆ เด้ นั่นนะ มันขาดจากกันซื่อ ๆ
แล้วจะเอาอะไรมาต่อมัน เพิ่นก็ยังว่าไปอีกที่พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ว่า
พระอริยบุคคลนอนกับเพศตรงกันข้าม
ท่อนไม้ท่อนฟืน ท่านว่า ถ้ามันขาดออกจากกัน มันจืดไปหมด ซื่อ ๆ นี้นะ
แล้วคนมันรู้จักว่า อันนี้เนี่ย มีรสทชาดของที่วิเศษที่สุด
ซื้อไม่ได้นะ มีเงินจักหมื่นล้านก็ซื้อบ่ได้นะอันเนี๊ยะ
เพิ่นว่าความเป็นเทวดา พระอินทร์ พระพรหม พระอริยบุคคลก็ได้
จิว่าทางใดได้หมด ก็เลยเห็นสิ่งนี้แหละทุกคนต้องผจญ
ตายก็ต้องหมดอันนี้เสียก่อน
ถ้าไม่หมดอันนี้ อันนี้บ่ขาด ตายบ่ได้
จะว่าทุกคนต้องประสบอันนี้ อย่างว่า
ขันเหงื่อแตกกลาง หวังแต่หมู่เฮา ไม่มีกำลังนะ
จมปุ้ยลงไป แล้วก็ยันขึ้นมาบ่เห็นหัวแล้ว
คือ มะพร้าวดิบอย่างนี้นะ มันป๊กล๊กปกคลุกอยู่กับอันนี้
แล้วก็แสดงว่า คือ ศรัทธาน้อย เฮ็ดน้อย บ่อยากเฮ็ดหลาย
พอเฮ็ดได้ก็บอกเจ็บแข้ง เจ็บขา เจ็บหลัง เจ็บเอว เมื่อย
จะเอามาอ้างแล้ว มันก็จมอยู่อย่างนั้น
บัดนี้คนไปเหงื่อแตกกลางวาง ไม่มีกำลังจมปุ้มไปแล้วบัดนี้
ยันตัวเองขึ้นมาเห็นคอ โอ้ ... ถ้าฟังก็ลอยไปแล้วบัดนี้
จิสันฮอด เมื่อยก็ตายคือเก่า เหลือไว้แต่แขนหน่อยนึง
เพราะว่าได้เห็นฝั่งแล้ว ผู้ที่สอง ผู้ที่สามเข้าไปเนี๊ยะ
เหงื่อแตกปุ๊บ จมลงไป น้ำเพียงคอ บ่ได้ท่วมหัวเด้นน้ำ
เพียงคอ พอมองเห็นโลด แล้วก็ย่างไป
ย่างบ่ได้นี่บัดนี้ มันต้องลอยไปเด้ บัดนี้
สมมุติซื่อ ๆ บัดนี้ผู้นึงเหงื่อแตกกลางวาง
แต่น้ำมันตื้นแค่เพียงเอวนี่ ย่าง
สบายเด้นี่ น้ำเพียงคอ ผู้ใดเฮ็ดสบายกว่ากัน
พวกน้ำเพียงเอวจะสบายกว่าไม๊ครับ
แล้วก็เดินไปข้างหน้า น้ำไหลแรง
ต้องลอยไป หลักตออยู่ไหน ก็ไม่เห็น
ผู้หนึ่ง ถ่ายเหลือไปห้อจิจอดแล้วเลย แตก ปุ๊ ! เลย จมลงไป
เขาก็จมแต่แข้งแต่ขาเขานี้แล้ว ย่างไปได้สบายเห็นที่หิน
ย่างอยู่ตามฝั่งสบาย มองเห็นหน้า มีสิทธิ์ให้มันเป็นตานั้นผู้หนึ่ง
ขันธ์ผู้ใดเก่งกว่า ก็ โอ้ย...ไปเบิร์มอยู่ตามฝั่ง
ศรัทธาของพวกเรา มีหมดทุกคน
หันลอยหน้ามาพวกเราได้
อย่าไปว่าหมดยุค หมดสมัย
บ่แม่น บ่หมดไปจักเถือ
ถ้าหากมีคนอยู่เมื่อใด มักผลนิพพานต้องมีอยู่อย่างนั้น
ถ้าหากมีคนอยู่เมื่อใด การปฏิบัติ ก็บ่ล้าสมัย
ถ้าปฏิบัติถูก ปฏิบัติไม่ถูก ก็ร้อยวัน ทำ
ทำผิดก็บ่ทันสร้างแล้ว เขาเฮ็ดเป็นอย่างอื่น
มันจะฮู้ บ่เฮ็ดมันจิไม่ฮู้
สมมุติเราจะย่างไปหาสะพานพระปิ่นเกล้า รึ สะพานกรุงธนเนี๊ยะ
สะพานกรุงธน อยู่แถวนี้ใช่ไม๊ ถ้าย่างไปเมื่อไหร่จะถึงสะพานฯ
. จะถึงไม๊ : ไม่ถึง
. ไปซักสิบปี ร้อยปี จะถึงไม๊ : ไม่ถึงครับ
. ถ้านั่งรถไป : ไม่ถึงวัน
การทำไม่ถูกเรื่องอย่างที่ว่า จริงแล้วก็ ถูกอยู่ ค้านกันไม่ได้
ชอบอย่างไร ก็ต้องทำอย่งนั้น หลวงพ่อบอก ก็ค้านไปซะหมด
จะไปค้านเขาได้ยังไง เขาชอบอย่างนั้น ก็ให้ทำอย่างนั้นซิ
ค้านเขาจะเคียดซ้ำ เขาจะทุกข์หลาย
อย่างไปค้าน เขาก็ยังมีดีอยู่น้อยหนึ่ง อย่างเป็นจังซั้น
ถ้าทำอย่างนี้ รับรองว่าไม่ขาดเลย
ถ้าเฮ็ดซื่อ ๆ บ่รู้สึก บ่แม่น
รู้จริง ๆ ถ้าไม่รู้จริง ไม่ได้นะ
ไม่รู้ว่าหงายมือ คว่ำมือ ก็บ่แม่น
มันรู้อันนี้ บ่แม่นสัญญาอันนั้นเด๊ะ
รู้ คว่ำมือแล้วก็รู้
อันความรู้อันนั้น บ่แม่นสัญญาอันนี้เด๊ะ
สัญญาอันนี้จะจำได้พอดี
อย่างที่หลวงพ่อว่านี้ เรื่องรูป เรื่องนามก็รู้จัก
มันบ่หลง บ่ลืม จับตา หู ตา ปาก แขน บ่หลงบ่ลืม
เรื่องโทสะ โมหะ โลภะ ก็บ่หลง บ่ลืม
เนี่ยที่ว่า รู้แจ้ง รู้จริง รู้แล้วสัมผัสแนบแน่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น
เพิ่นว่าอย่างนั้น รู้ศีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ก็คือขันธ์ปัญญา
หลวงพ่อว่ามานี้ยี่สิบกว่าปีมาแล้ว บ่เคยหลงจั๊กเถื้อ
ถ้าไปที่อื่นน่ะยังพอหลง ถ้าเดินมาทางสายนี้ หลวงพ่อรับรอง
ร้อยถึงร้อยบัดเดียว แม้แต่เส้นขนเดียวก็ไม่หลง
เบิ่งดูซิ ก็เห็นอยู่ โน่นทางไป แต่ไม่ได้เห็นอยู่ทางนี้
มันเป็นทางอย่างที่ว่า เข้าไปถึงอาการเกิดดับ
อาการเกิดดับน่ะ ชื่อว่า คนเกิดมาร้อยวันพันปี
ถ้าหากไม่รู้สภาพอาการเกิดดับอันนี้ ชีวิตเป็นหมัน
ชีวิตเป็นโมฆะ ความเป็นคนนั้นบ่มีแล้วประโยชน์อันหยัง
คนเกิดมาเมื่อเดียว มารู้ เห็น เข้าใจสภาพอันนี้
เกิดมาร้อยวันพันปีนี้ คนเกิดมามื้อเดียวหมู่เจ้าเห็นบ่?
. ย่างไปเป็นบ่ : ย่างบ่เป็น นอนแบเบาะอยู่
แม้อยากกินข้าวกับผู้อื่น แม่อุ้มให้กิน
แสดงว่า บ่แม่นอันนั่นก็ได้ หมู่เจ้านี่แหละ
อ้าว ! ว่าอย่างนั้นสิก็ได้ อย่างหลวงพ่อเอิ่นว่าภาษาบ้านหยัง
หมู่ท่าน หมู่คุณ นี่แหละ อันนี้ก็ได้
มาฟังหลวงพ่อวว่าอยู่เดี๋ยวนี้เนี่ยเกิดมีความเข้าใจสว่างขึ้นไปแล้วจ้ะ
อันนี้แหละ เกิดเมื่อนั้น วันนั้น เพราะอยากทำบุญวันเกิด
เพิ่นว่ามันเป็นบุญ บ่แม่นเกิดจากท้องแม่แล้วไปทำบุญ อันนั้นก็เรื่องหนึ่ง
ให้เฮาเข้าใจอย่างนี้ ทำบุญวันเกิด มันเกิดแล้ว
เกิดแต่แจ้ง เกิดรู้จิต
เกิดสัมผัสแนบแน่น มันเป็นบุญทุกวัน ๆ เพิ่นว่าอย่างซั้น
แล้ววันนี้เฮาไปเกิดวันนั้น ทำบุญ ก็ดีอยู่ อันนั้นก็ได้บุญ
ทำดีได้ดีอยู่ แต่มันบ่แม่น
อย่างหลวงทพ่อว่า หนังสือเสียสวาส เพิ่นว่าอย่างซั้น
ที่ว่า ทำบุญวันเกิด ต่ออายุก็แม่น มันเป็นอย่างซั้นว่า
มันเดียวกันทั้งหมด จริงว่าคนบวชมาร้อยปี ร้อยพรรษา
หากยังไม่รู้ไม่เห็นอันนี้ ไม่รู้สภาพอาการเกิดดับอันนี้
การบวชอันนั้น ชีวิตของพวกเค้าก็เป็นโมฆะ เป็นหมันคือกัน
บัดนี้ผู้บวชมื้อเดียว เออ...
ผู้นี้จะบวชเป็นมือเดียว
เห็นแจ้ง รู้จริง สภาพอันนี้ ดีกว่าผู้บวชร้อยปี
เพิ่นว่า คุณค่าอายุของเฮานี่นะ
ให้รู้จักสมมุติจริง ๆ สมมติอันนั้นน่ะ
เฮาก็อย่าไปทำลายสมมติ เอาไว้นั่นแหละ เรื่องสมมุติ
ผู้ใดไม่มีที่พึ่ง ก็พึ่งสมมุติไปก่อน
พวกเรามีที่พึ่งแล้ว จะไปพึ่งอะไรอีก
ของมันไม่จริง ไม่จังอันใด
มันสมมุติ เอาที่ถามก็ได้เนี่ย
พ่อแม่ใครตายแล้วบ้างเนี่ย
ไปเห็นคนเดินมา โอ้. . .
คืออีพ่อกูเด๊ คืออีแม่กูเด๊ ไปจับ เหมือนพ่อแม่แท้
มันบ่แม่น อันนี้เนี่ยหล่ะเพียงว่า คือซื่อ ๆ
เฮ็ดสักว่าคือซื่อ ๆ นี้นะ บ่แม่นของจริงนี่นะ
พ่อแม่แท้ ๆ เข้าไปจับปุ๊บ
อีพ่อแท้ ๆ อีแม่แท้ ๆ
เฮาอยู่เฮาก็บ่ยัง เขาก็ไว้ใจได้
อันนี้คือได้คือพ่อคือแม่เฮาซื่อ ๆ นี่นะ
มันจะไปไว้ใจได้บ่
มันก็ต้องอย่างที่แม่ปฏิบัติธรรมะ
มันต้องเป็นคนกล้าแท้ ๆ นี้
คนกล้าแท้ ๆ มันจึงกล้าได้
คนรู้แท้ ๆ มันจึงรู้ได้ นี่
มันเป็นหยั่งซั้น สามารถสอนได้
เมื่อรู้อันนี้แล้ว หลวงพ่อจึงว่า อ้อ. . .
พระพุทธเจ้าตัดผมครั้งเดียว ก็อันนี้
พระพุทธเจ้าอาการเกิดดับ ก็อันนี้
พระพุทธเจ้าเหาะ ก็อันนี้
แม่นอันเดียว จุดเดียวทั้งหมดว่า
ถามว่า พระองค์ใดเข้าฌานกับพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าจะตาย ก็เข้าฌานไป
เอ้า. . . เว้าไปหยั่งซั้น ก็หาเว้า คนเฮา
เพิ่นสอนให้รู้จักวิธีเฮ็ดอันนั้นซื่อ ๆ นี่นะ
เฮาจึงว่าเหตุ รู้จักคือกันนี่นะ
เฮาเฮ็ดเป็นแล้วนะ
อันนี้เฮาบ่เฮ็ดนำเพิ่น
กลับไปเห็น ก็ยกมือ เอาบุญได้แล้ว นี่
บอกให้ฟังเทศน์ซื่อ ๆ ก็ไม่อยากฟัง จิว่าจั๊งได๊
มาเอาบุญ แล้วไม่ฟังเทศน์ โอ้...ฟ้าวมีกินเลี้ยงที่บ้าน
ฟ้าว ฟังเทศน์ก็บ่ได้
บอกให้ทำกรรมฐาน เนี๊ยะ
ยกมือแฮง ๆ ดู โอ้ย เฮ็ดจังซี้ก็ได้ดอกค่ะ
เฮ็ดจังซี้ก็ได้ดอกหนู นี่เอาอย่างซั้นแล้ว คน
มันชอบอย่างไร มันต้องเฮ็ดอย่างสั้น อย่างว่า เฮ็ดไม่ได้
เฮ็ดแฮง ๆ ได้บ่ย่า โอ้ย. . . เฮ็ดอันสิกะฮู้คือกันแล้วค่ะ
แล้วก็แม่นแล้ว ฮู้คือกันแล้ว
ก็ฮู้ซื่อ ๆ นี่ก็จิวาอิหยังวะ
นี่แหละจึงว่า ควายบ่อยากกินหญ้า ถึงแม้คอหักก็ตามเถอะ
มันไม่อยากกินติแม๊ะ จิว่าจั๊งได๋ ฮึ
จิเอาหญ้าดี ๆ มาใส่ปาก มันก็ไม่เอานี่นะ
อันนี้ภาษาบ้านหลวงพ่อว่าจั๊งซั้น
จึงว่า เฮามาเนี๊ยะ ว่าคือกัน
มอบหัวเข้ามา จิมาเป็นศิษย์เพิ่น
มอบเนื้อ มอบกายเข้ามา จิมาเป็นศิษย์เพิ่น
ให้เพิ่นบอก เพิ่นสอน ตบหัว ตีตา ก็ให้มันได้
แต่ว่าเพิ่นไม่ตบดอก ว่าจะซื่อ ๆ นี่แหละอันนั้นน่ะ
ให้เพิ่นบอก เพิ่นสอน เชื่อฟัง ปฏิบัติลองเบิ่ง
ครั้นปฏิบัติ บ่ฮู้แล้วก็ ด่าก็ได้แน๊
ท่านเนี่ยะ โกหกว่าเถอะนะ บ่มีความจริง
มาสอนให้สันเฮ็ดทำไม ว่าจังซี้
ว่าให้เพิ่น ก็ได้ ทีนี้ แม่นบ่ครับ
กล้าได้บ่ เออ...หยังซั้น บ่ซิแน่แนว
อันนี้สันบอกให้เฮ็ด เดินจำกรม
โอ้ย. . .เจ็บขาหนู เพิ่นว่า / เจ็บขาผม เพิ่นว่า เอ๊า...
ขามันเจ็บแล้ว ก็บ่ต้องย่างแล้ว เฮาจิว่าจั๊งได๋
งั้นเฮ็ดจังหวะซิ โอ๊ย...เมื่อยแขน
เมื่อยบ่าไหล่น่ะครับ
ก็เมื่อย แล้วก็บ่ได้เฮ็ดแล้ว
แล้วยังหายใจอยู่ ยังไม่เห็นตาย ติ๊น่ะ
จิไปตายเพราะเมื่อย ซิน่ะ
เมื่อยก็ตาย ไม่เมื่อยก็ตาย
ทำไปจนตายเลยซิน่ะ บ่เป็นหยัง เว้าซื่อ ๆ เนี๊ยะ
หลวงพ่อกล้าพูด คนไปปฏิบัติธรรมะนำกัน
พระ ๒๓ รูป โยม ๕ คน
เป็นผู้หญิง ๓ คน เป็นผู้ชาย ๒ คน
รู้บ่ถูกหมดเลยทีเดียว เพราะความเฮ็ดบ่คือกัน
ศรัทธาบ่คือกัน ศรัทธามันต้องเป็นศรัทธาจริง ๆ
อย่าเป็นศรัทธาอื่นแม๊
อย่าเป็นศรัทธาหัวเต่าแม๊
คนออกมาแท้ ๆ บ่ต้องกลัวมันเลย
มีหยังก็ซ่าง ต่อสู้มันเลยทีเดียวแม๊
มีหยังซิแม่น เพิ่นว่า อันนี้พูดภาษาธรรมะจริง ๆ
หมู่เพิ่นซิต้องพบทุกผู้ทุกคน อย่าสู้ไปสงสัยนะว่า
บ่เป็นดอกเฮาว่าซั้น บ่เป็นเดี๋ยวนี้ก็ตาม
มันจิตาย รึเป็นแท้ ๆ นี่นะ
จำให้มันดีนะ หลวงพ่อว่าผีบ้านินะ
มันอย่างว่า จิตายเพราะประสบอันนี้แท้ ๆ นี่นะ
เฮาจิย่างข้ามสะพานไปนี่ จิไปตกเหวฮั้นบ่
รึจิย่างไปซื่อ ๆ นี่
รึจิกระโดดข้ามเอาก็ได้นะ เขาจิข้ามคลองนี่นะ
ครั้นถ้าคนฮู้จัก กระโดดข้ามก็ได้นี่นะ
แล้วก็ฮู้จักกับสะพานมันโด๊กไปนี่นะ ย่างไป
หักโป๊ะลงฮั้นก็ เปียกลงฮั้น จะว่าอิหยัง
ยังว่าจิดำมืดไปเลย เมินตาไป จิใต้ไฟไป
หลวงพ่อว่า หมดคำซิเว้าเด๊ะบัดนี้
จึงว่า ทุกคนต้องประสบจริง ๆ
รับรองว่าคนไทยก็ต้องประสบ
เพราะมันจิตายแท้ ๆ นิ
เคยเห็นคนบ่ตาย บ่สู เคยเห็นบ่ครับ คนบ่ตาย
บ้านเมืองที่เขาเจริญมาก ๆ เนี๊ยะ มีตายบ่ครับ นี่
เฮาบ่ได้ไปเห็นแม่นบ่เน๊าะ
ผู้ใดอยู่นี่ เคยได้ไปเมืองนอก จักคนบ่
เคยได้ไปบ่ เคยไปประเทศใดฮะ : อังกฤษ ฟิลิปปินส์
เขาตายเป็นบ่
นี่ จิว่าสัจจะแท้ ๆ นี่นะ ตาย เป็น แท้ ๆ นี่นะ
แต่ว่ายังบ่อยากศึกษา คำซ่อน
พระพุทธเจ้าได้ซ่อนได้หมดทุกคนทีเดียว
มาจิตายเนี่ย ต้องประสบอันนี้จริงๆ
ถ้าไม่ประสบอันนี้ ไม่มี เนี่ย ก็เรียกว่า
สัจจะ และ ความจริง
แล้วถ้าเฮาปฏิบัติ ก็จะเห็นอันนี้
เรียกว่าสัจจะ แปลว่า ความจริง
เปลี่ยนแปลงไปบ่ได้
เนี๊ยะหลวงพ่อว่า ความจริง
ตัดสินใจเลย หยังว่า รู้แล้วปฏิบัติเลยทันที
วันที่ ๓๐ เริ่มมาซื่อ ๆ
วันที่ ๓๐ นี่ก็ลงมือทำกันแล้ว
เฮ็ดแข็งแรง หลวงพ่อเบิ้งก็ได้
วันที่ ๑ เมื่อวานก็แข็งแรง
มื้อนี้วันที่ ๒ ก็รู้สึกว่า เหงื่อออกก็มี บางคน
เปียก ก็มีบางคน ก็ว่า โอ้ย . . . เต็มที่แล้ว
เอ้า...เต็มทีก็ทนไป
มื้ออื่น วันที่ ๓ มื้ออื่น เอาเต็มที่
มื้ออื่นวันเสาร์ แม่นบ่ครับ
เอาเต็มที มื้ออื่นเนี๊ยะ
มื้อนี้ก็เอาเต็มที่เสียก่อน
ลงไม้ลงมือแล้วก็
อย่าเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า
รึมื้อนั้นเป็นวันอาทิตย์
เอามันให้เต็มที่ สอง สามวัน
ความรู้เรื่องรูปนามนี้ ก็จะค่อยกระจ่างขึ้น ๆ
ให้รู้จริงๆ รูปนามเนี้ยะ
ถ้าหากไม่รู้รูปนามแล้ว
มันจะลืมหลักมัน มันจะลืมต้นมัน ลืมสูตรมัน ว่าอย่างไร
ถ้าหากว่าหลงแล้วก็ เสียหลัก
เป็นหยัง กลับเข้ามาหารูปนามนี้
มันคิดไป แต่กลับมาใหม่
ความรู้สึกอันนี้เป็นรูปนี่
เป็นรูป เป็นนาม
ตัวเองทำ ความคิด ความเห็น เป็นตัว
มันคิดแล้วปัดทิ้งไปเลย
ไม่ได้ปัดมันหรอก ให้มันรู้อันนี้ไหม่ ไปผู้เดียวมันติ๊ทว่า
ทุกข์ต้องกำหนดรู้ กำหนดตัวนี้
สมุทัยต้องละ ตัวคิดนั่นแหละเป็นตัวสมุทัย
สมุทัยเป็นตัวทุกข์ เพิ่นว่า
สมุทัยทำให้ทุกข์เกิด เพิ่นว่าหยังซั้น
ทุกข์ต้องกำหนดรู้ สมุทัยต้องละ
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ตำราเพิ่นว่านั้นน่ะ
ตัวสมุทัยทำให้ทุกข์เกิด กับ ตัวคิดนั่นน่ะ
คิดฮอดตัวฮั้น คิดฟังผู้นี้
คิดอยากได้อันนั้น คิดอยากได้อันนี้
เฮียนหนังสือมาแล้ว กูจะไปทำงาน
ห้างร้านบริษัทอันไหน
จะไปสมัครสำรวจ รึจะไปสมัครทหาร
รึจะสมัครคนไหน มันคิด
อันนั้นแหละ เพิ่นเอิ้น สมุทัย
ทำให้ทุกข์เกิดแล้วเดี๋ยวนั้น บางคนคิดไปคิดมา
นอนไม่หลับ เป็นโรคประสาท เป็นบ้า
อันโรคประสาท เอิ่นว่า เป็นบ้า เพิ่นว่าหยังซั้น
ก็เพราะไม่รู้จักความคิดอันนี้แหละ
แต่ปฏิบัติ รู้อันนี้ ปั๊บ !
มันหยุดเลยความคิดนั้น เพิ่นว่า
มรรค ต้องเจริญ
มรรค ก็แปลว่า เฮ็ดเข้า เพิ่นว่า
เจริญ ก็แปลว่า เฮ็ดให้มันมาก ๆ
คล้าย ๆ คือ เอาปุ๋ยไปใส่ต้นไม้นี่นะ
เอาน้ำไปรด มันก็งามไป ใส่ต้นไม้ก็ได้
คนเฮาเฮ็ดอันนี้ มันก็รู้จักง่าย
ซั้นบอก โอ้ย...เฮ็ดหยังน๊อ เพิ่นว่าจังซั้นหล่ะ มันเป็นหยังซั้นแล้ว
มรรค เฮ็ดบ่อย ๆ บ่เศร้านิน่ะ บ่ต้องเป็นลมอิหยัง ไปคุยกันแล้ว
แล้วซั้นจะไปอันหยังมื้อนั้น เฮ็ดอันหยังก็
ออกนอนตัวเราไปแล้วเด๊ะ บัดนี้
พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ คือ ถาม ออกนอกตัวเราไปแล้ว มื้อนี้
เหมือนแม่เรียกกลับ
หนู บ้านอยู่ที่ไหน? อย่างนั้นก็มีเด๊ะ มันถาม
ออกนอกตัวหมด อันนี้
เน้น ไผจิว่าให้ก็ตาม บ่ฮู้ย้อนถามหยั่งงั้น
การถามเพราะบ่ฮู้ ถามเดียว เป็นอย่างไร ฮู้จักมั้ย?
เทคนิคอยู่ฮั้นหล่ะ
มันเป็นอยู่อย่างนั้นแล้วรึยัง อันนี้แท้
เน้นเข้าหาตัวเอง เป็นหยั่งซั้น
มรรค ต้องเจริญ
เจริญให้มาก หยั่งซี้
นิโรธ ทำให้แจ้ง
ก็จิแจ้งอย่างหลวงพ่อว่านี้เลย
ก็พระพุทธเจ้าบอกแล้วเนี๊ยะ
สัตว์ทั้งหลาย เราผู้เป็นตถาคต ไปถึงแล้วที่แห่งนั้น
แล้วจึงนำมาสอนพวกเธอทั้งหลาย
ให้พวกเธอทั้งหลาย ประพฤติปฏิบัติตามอย่างเรา ตถาคตนี้
ก็จะรู้ ก็จะเห็น ก็จะเป็น จะมีอย่างเราตถาคตนี้น่ะ
มีคือกันนี่น่ะ บุญก็จิว่ามี
แล้วก็รู้ คือกันนี่นะ จิว่า
ธรรมะแท้ คือ สิ่งเดียวกันเท่านั้น ที่ซื่อนี่นะ
เขาไม่รู้ เขาไม่เห็น มันก็ไม่เป็นคือกันแล้ว
เขาบ่เฮ็ดคือเพิ่นเด๊ะ
ก็คึ๊ดว่าสมควรแล้วมื้อนี้
มีภาคบ้านหลวงพ่อหลาย เพราะว่า
หลวงพ่อเป็นคนเมืองเลย
เว้าภาาษาอันนี้ หลวงพ่อเว้า
ถ้าจะให้หลวงพ่อเว้าเสียงภาษากลางนี่
หลงต้น หลงปลายเมิ๊ดหลวงพ่อ
เพราะหลวงพ่อก็คุมแต่เสียงซื่อ ๆ นี่เด๊ะ
แล้วก็มั่นฟังเอา ฟังภาษาเมืองเลย บ่คุ้น
มั่นฟังเอา เพราะหลวงพ่อเป็นคนเมืองเลย
ก็ต้องเว้าภาษาเมืองเลยติ๊ธรรมะ
หมู่ท่านเป็นคนภาคกลาง คนกรุงเทพ ก็ต้องหัดฟังภาษาเมืองเลยติ๊
อย่างคนอินเดียนี่ ก็ต้องหัดฟังภาษาเมืองเลยติ๊ จึงจะฮู้จัก
เขาจะไปปฏิบัตินำพระเจ้าของคนอินเดียก็ต้องหัดฟังนำเพิ่นติ๊
เพิ่นว่าอะหยัง เขาก็ฮู้จักหยังติ๊
ฮู้จักนำเพิ่น อันนี้เขาไม่ฮู้จักแล้วภาษาหลวงพ่อเว้านี่ก็
ปฏิบัติธรรมะ มันก็บ่ฮู้แล้ว
ก็ต้องฟังให้มันรู้จักกันแม๊ จึงจิปฏิบัติถูกเด๊ะ
คนอื่นเขาจิแปลผิดไป ก็มีเด๊ะ
หลวงพ่อเคยได้ยินหลายคนเด๊ะ
หลวงพ่อไปสอนพวกสิงคโปร์ มาเลเซีย อเมริกา
ฝรั่งมานี่ก็ได้ เขาจะแปลให้ หลวงพ่อบ่ฮู้จัก
แปลผิดก็มี แปลถูกก็มี ข้าเจ้าว่า อันนี้บ่ฟังเด๊ะ
คนฮู้จักภาษา ยังแปลผิดแปลถูก
และคนนั้นว่าอย่างต่างคนนั้น ย่อมผิด
ก็ต่าง ทุกข์ก็ต่าง แล้วเสียง หลวงพ่อก็บท่ฮู้จัก
ซิว่าจั๊งได๋ ก็สองคนเขาจะหัดแปลกันซื่อ ๆ นี่
หมู่คุณน่ะ ถ้าอยากมาปฏิบัติธรรมะ
ภาษาคนไทยนี่ ยังบ่ฮู้จักบ่
ฮู้จักบ่อ หลวงพ่อเว้าจั๊งซี่ ฮึ
อ่ะ หนู ฮู้จักบ่
ฟังหลายเถื่อ ก็ต้องรู้จักแม่นบ่
ดังนั้น ที่นำธรรมมาเล่าสู่กันฟังในวันนี้
ก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว
ท้ายที่สุดนี้ ผม หรือ อาตมา
ขออ้างเอาคุณของพระพุทธเจ้า และ
พระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ
คุณของอัครสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเตือนจิต สะกิดใจของพวกเรา
ให้พวกเราทำความรู้สึกตัว ตื่นตัว ทำความรู้สึกใจ ตื่นใจ
เอาชนะตัวให้ได้ในขณะนี้ จงทุกๆ คนเทอญ
50:53 / ท.61 / 19-20-21.1.69 a.m-p.m.