แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ตั้งใจฟังเพื่อจะได้เกิดสติปัญญา ตามสมควรแก่เวลาการฟัง
ดังนั้นคนเราเมื่อฟังดี ก็ย่อมได้ปัญญาในทางที่ดี
ถ้าฟังไม่ดี ก็ได้ปัญญาในทางที่ไม่ดี
คำว่าดีกับไม่ดีนั้นมันตรงกันข้าม เหมือนดำกับขาว
ดังนั้นวันนี้จะได้พูดกันเรื่องการเห็นธรรมะ หรือว่าเข้าถึงธรรมะต่อไป
คำว่าเห็นธรรมะนั้น บางคนว่าเห็นสี เห็นแสง เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ หรือที่สุดก็เห็นพระพุทธเจ้า
อย่างนั้น เป็นการเห็นนอกตัว ไม่ใช่เห็นในตัวของเรา
ถ้าหากเห็นธรรม ก็ต้องเห็นตัวของเรา หรือเห็นในตัวของเรานี่เอง
ดังนั้นที่เราเห็นสี เห็นแสง เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นนิพพานหรือเห็นพระพุทธเจ้านั้น
มันเป็นมายา เป็นกลไกของกิเลส หรือเป็นกลไกของจิตใจ
ถ้าหากว่าเห็นธรรมคือเห็นตัวเรา เห็นรูป เห็นนาม หรือเห็นกายกับใจของเหล่านี้เอง
ดังนั้นคำว่ากายกับใจนี้ หรือว่ารูปกับนามนี้ มันมีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรมา
เมื่อเกิดหลุดจากท้องของมารดามา ก็ต้องมีกายกับใจ หรือมีรูปกับนาม
ภาษาธรรมะที่ได้ประพฤติปฏิบัติ ธรรม หรือประสบ พบเห็นมาก็เรียกว่า รูปกับนาม
ภาษาชาวบ้านของเราเรียกว่า กายกับใจ
ดังนั้นเมื่อเห็นกายก็เห็นใจ เมื่อเห็นใจก็เห็นกาย
เมื่อเห็นรูปก็เห็นนาม เมื่อเห็นนามก็เห็นรูป
เรียกว่า รูปธรรม นามธรรม
คำว่า ทํา ทํา คํานี้ มีอยู่สาม ความหมาย คือ
ทํา ข้อหนึ่ง เรียกว่า ทํา ตัว ทอ สละอา ทอ ทํา
ทําอีกข้อที่สอง เรียกว่า ตัว ทอ ตัว มอ เรียกว่า ทํา เหมือนกัน
ข้อที่สาม ตัวทอ ตัวรอ รอสองตัว ตัวมอ ก็เป็นธรรมเหมือนกัน
นี่ว่าธรรม ธรรมคือการกระทำ
ธรรมทางกายหนึ่ง ธรรมทางวาจาหนึ่ง ธรรมทางใจหนึ่ง
ฉะนั้นการเห็นธรรมต้องเห็นในการกระทำ หรือการพูด การคิด
ในขณะที่ทำ ที่พูด ที่คิดอยู่นั่นแหละ คือเห็นธรรม
หรือว่าเห็นธรรมนั้นคือเห็นรูปกับนาม หรือเห็นกายกับใจอย่างที่พูดแล้ว
เมื่อบุคคลใดเห็นธรรมก็เห็นพระพุทธเจ้า
เมื่อบุคคลใดไม่เห็นธรรมก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้า
ดังนั้นการเห็นธรรมนั้นก็คือเห็นตัวเรา
พระพุทธเจ้านั้นก็คือคนธรรมดาธรรมดานี่เอง
แต่คนส่วนมากเข้าใจว่าคือรูปเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร นั้นเป็นพระพุทธเจ้า
ดังนั้นเมื่อมาคำนึงถึงว่า รูปเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร นั้นเป็นพระพุทธเจ้า
เรามาคำนึงถึงเมื่อสมัยพระวักกลิ ไปอยู่กับพระพุทธเจ้า
เห็นพระพุทธเจ้ารูปโฉมของพระพุทธเจ้าสวยงามดี ก็ติดตามไปอยู่ด้วย
เรียกว่าไปบวช เป็นภิกษุอยู่ด้วยพระพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธเจ้าแนะนำให้ประพฤติปฏิบัติธรรม ก็เฉยอยู่ ไม่ได้ยิน ไม่ได้ฟัง
แต่ฟังอยู่ แต่ไม่ได้ยิน คือไม่เข้าใจอย่างนั้นเอง
คอยดูตั้งแต่รูปโฉมภายนอกเท่านั้น ไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
เมื่อเป็นเช่นนั้นพระพุทธเจ้าก็ประนามพระวักกลิ คือไล่พระวักกลิหนี ว่าอย่างนี้ก็ได้
เมื่อพระพุทธเจ้าประนามพระวักกลิ ไล่พระวักกลิหนี
พระวักกลิก็ไม่มีทางไป เพราะว่า ความตั้งใจว่าจะไปอยู่กับพระพุทธเจ้า
เมื่อพระพุทธเจ้าไล่หนีหรือประนาม ก็ไม่มีทางไป
เมื่อไม่มีทางไปแล้วก็มีทางเดียวเท่านั้นคือตาย
พระวักกลิคิดอย่างนี้ มีทางเดียวคือตายเท่านั้น
เมื่อไม่เห็นพระพุทธเจ้าแล้วก็จะมีทุกข์ ว่าอย่างนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นพระวักกลิก็เลยหนีจากพระพุทธเจ้าไป ว่าจะไปโดดเหวตาย ว่าอย่างนั้น
พระพุทธเจ้าก็เพ่งเล็ง เรียกว่าเล็งญาณไป เห็นพระวักกลิว่าจะไปโดดเหวตาย
พระพุทธเจ้าก็ตามไป ไปถามพระวักกลิว่า พระวักกลิทำไมจะมาโดดเหวตายอย่างนี้
พระวักกลิก็เลยตอบพระพุทธเจ้าว่า เพราะว่าไม่มีทางไป
ที่แรกตั้งใจจะมาอยู่กับพระพุทธเจ้า เพราะว่าเห็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นผู้ที่สวยงาม
พอใจในรูป ในเสียง ในการทำของพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าก็เลยถามพระวักกลิ
พระวักกลิเข้าใจว่า ตัวรูปร่างเจ้าชายสิทธัตถะ คือรูปกายภายนอกของเรานี้สิ เป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าถามพระวักกลิอย่างนี้
พระวักกลิก็เลยตอบพระพุทธเจ้าว่า
ก็คือรูปที่มองเห็นด้วยตานั่นแหละ เป็นพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าก็เลยตอบพระวักกลิ ถามพระวักกลิไปอีกว่า อันนี้ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้า
ถ้าหากพระวักกลิเข้าใจว่า รูปกายภายนอกนี่เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว
รูปกายภายนอกของเรา ผู้พระวักกลิว่า เป็นพระพุทธเจ้านี่ตายเป็นไหม ตายเป็น
บัดนี้รูปพระวักกลินั้นตายเป็นไหม ตายเป็น
เมื่อพระวักกลิเห็นว่า เราตถาคต ผู้พระวักกลิว่าเป็นพระพุทธเจ้านี้ ตายแล้ว เน่าเปื่อยเหม็นเป็นไม๊ เน่าเปื่อยเหม็นเป็น
บัดนี้พระวักกลิตายไปแล้วเน่าเปื่อยเหม็นเป็นไม๊ เน่าเปื่อยเหม็นเป็นเช่นเดียวกัน ว่าอย่างนี้
ถ้าหากว่าตายเป็น เน่าเป็น เปื่อยเป็น เหม็นเป็น อย่างนั้น
จะไปถือว่า รูปกายภายนอกนี่เป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่ได้
เพราะพระพุทธเจ้านั้นไม่ตาย ไม่เน่า ไม่เปื่อย ไม่เหม็น
ถ้าหากพระวักกลิเข้าใจอย่างนั้นแล้ว พระวักกลิไม่เห็นพระพุทธเจ้าเลย
พระวักกลิก็เลยเกิดมีความฉงนใจขึ้นมา เรียกว่าสนใจอยากเห็นพระพุทธเจ้าที่ไม่ตาย ไม่เน่า ไม่เปื่อย ไม่เหม็นเป็นนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นพระพุทธเจ้ากับพระวักกลิก็เลยสนทนากันไปหลายเรื่อง หรือยังไงก็ไม่รู้
เพียงเล่าให้ฟังเป็นคร่าว ๆ
แต่พวกท่านทั้งหลายที่ได้ฟังแล้วก็คงจะได้รู้จักเป็นลาง ๆ หรือว่าเข้าใจเป็นลาง ๆ
เพราะท่านทั้งหลายก็เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วพอสมควร
เมื่อเป็นเช่นนั้นพระพุทธเจ้าก็เลยทักทายพระวักกลิไปหลายเรื่อง
พระวักกลิก็อยากเห็นพระพุทธเจ้าที่ไม่ตาย ไม่เน่า ไม่เปื่อย ไม่เหม็นเป็นนั้น
พระพุทธเจ้าก็เลยแนะแนววิธีปฏิบัติธรรม
เรียกว่าแนะแนวการทำกรรมฐาน หรือว่าแนะแนวการเจริญวิปัสสนานั้นให้แก่พระวักกลิ
พระวักกลิก็เลยไปปฏิบัติธรรมะได้ ดวงตาเห็นธรรม
หรือว่าดับกิเลสตายคายกิเลสหลุด เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นพระพุทธเจ้า
ผู้ใดไม่เห็นธรรม ผู้นั้นไม่เห็นพระพุทธเจ้า
แม้จะจับนิ้วเท้า นิ้วมือ หรือชายจิวรของพระพุทธเจ้าอยู่ ก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้า
คือไม่เห็นธรรมนั่นเอง
ฉะนั้นคำว่าธรรม ธรรมคำนี้นั้นมันมีอยู่ในคนทุก ๆ คน
ผมเคยเปรียบและเคยอุปมาสมมติขึ้นให้ฟังมาหลายครั้งหลายหน
และผมไปพูดที่ไหนผมก็พูดอย่างนี้เพราะผมเข้าใจอย่างนี้
คำว่าธรรมะนั้นมันมีอยู่ในคนทุกคนเหมือนกับเม็ดข้าวที่เป็นข้าวเปลือก
จะเป็นข้าวเจ้าก็ตาม จะเป็นข้าวเหนียวก็ตาม
เมื่อเราเอาข้าวเจ้า ข้าวเหนียวไปเพาะ หรือไปปลูก เอาน้ำไปรด
เมื่อเอาลงไปเพาะ ไปปลูกแล้วเอาน้ำไปรด พยายามรักษาไว้
ไม่ให้มด ให้ปลวก ให้แมงเอาไปกิน
เม็ดข้าวทุกเม็ดที่จะเป็นข้าวเจ้าก็ตาม ข้าวเหนียวก็ตาม ต้องงอก หรือต้องแตก ต้องโป่งออกมา เป็นต้นเป็นลำได้เหมือนกัน
ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมะนั้น จะเป็นชนชาติไหนภาษาใดก็ตาม จะถือศาสนาไหนก็ตาม จะเป็นยุคใดสมัยใดก็ตาม
ยุคสมัยปัจจุบันที่เรา กำลังมาประพฤติปฏิบัติธรรมอยู่ในขณะนี้
นี่ว่ายุคไม่มีพระพุทธเจ้า แต่มีตํารับตําราคําสอนของพระเจ้ายังมีอยู่
ก็ว่าปฏิบัติธรรมะสามารถที่จะรู้ธรรมะ เห็นธรรมะ เข้าใจธรรมะได้เช่นเดียวกัน
หรือว่าฆ่ากิเลสตายคลายกิเลสหลุดได้เช่นเดียวกัน กับสมัยเมื่อพระพุทธเจ้ายังมีลมหายใจอยู่นั้น
ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมะนั้นมีหลายวิธีที่เราเคยพูดกันมาว่า
การเข้าถึงธรรมะนั้นโดยสุตมยปัญญาคือการฟัง
ข้อที่สองเรียกว่าเข้าถึงธรรมะได้เพราะจินตามยปัญญา เพราะการนึกการคิด
เข้าถึงธรรมะนั้นเพราะการเรียน การเขียน การอ่าน ก็มีท่านว่าอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นการเข้าถึงธรรมนั่น จึงว่า
สุตมยปัญญา จินตามยปัญญา ภาวนามยปัญญา
คำว่า สุตมยปัญญา คือการฟัง
จินตามยปัญญา คือการนึกการคิดการปฏิบัติตาม
ภาวนามยปัญญา ก็เป็นการเรียนและปฏิบัติตาม
เรียนเท่านั้นยังไม่พอ ฟังเท่านั้นยังไม่พอ ต้องนึกต้องคิดต้องลงมือประพฤติปฏิบัติตามคําสอนที่เราเห็นเห็นมาหรือเรียนเรียนมานั้น
ฉะนั้นการเห็นธรรมก็ได้พูดให้ฟังแล้วพวกท่านทั้งหลายคงจะจําได้หรือจําไม่ได้ก็คงจะเป็นเรื่องราวพอสิวสิวหูไปเป็นเรื่องราว
แต่บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าทําไม
เพราะตํารับตําราบอกว่า ถ้าเห็นธรรมก็ต้องเห็นสีแสงผีเทวดา นรกสวรรค์เป็นสัญญาเป็นนิมิต
คําว่าสัญญาก็เป็นสัญลักษณ์ เป็นนิมิตก็เป็นนิมิตที่อันพอใจ เลื่อนชั้นปัญญาว่าอย่างนั้น
แต่คำว่านิมิตนั้นเราไปเข้าใจเอากับตำราจนหมดไป
คำว่านิมิตแปลว่าเราไปทำกรรมฐานได้ นิมิตข้อใดข้อหนึ่งแล้วจึงเจริญวิปัสสนาต่อไป
ต้องทำกรรมฐานให้เป็นนิมิต ทำกรรมฐานให้ได้สงบ จิตใจสงบแล้ว นิมิตจึงจะเกิดขึ้นได้ เข้าใจอย่างนั้น
อันนี้มันหัวฝังถลําเข้าไปในตําราทั้งนั้น
คําว่าทําให้จิตใจสงบ และนิมิตนั้น มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ที่ผมเล่ามานี้อาจจะขัดใจ หรือขัดข้องกับตํารับตําราก็ได้
แต่เมื่อบุคคลผู้ที่ มีปัญญาฟังแล้วจะไม่ขัดข้องกับตํารับตํารา มันจะเข้ากันได้
คําว่านิมิตนั้นไม่ได้หมายถึงสีแสงผีเทวดา นรกสวรรค์
นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย
เครื่องหมายสมมุติเราจะเอาไม้มาทําบ้านทําเรือน เราต้องเอาพอดี
สมมุติว่าเราจะเอาไม้มาใช้ที่บ้านที่เรือนเนี่ยจากเมตรเดียว เราก็เอาเมตรเดียวเท่านั้น
ไม่ต้องเอาเผื่อมาเอาเมตรยี่สิบหรือเมตรสิบเซนต์ เมตรห้าสิบ อันนั้นก็เสียเงินเปล่าประโยชน์ไป
เราต้องการเมตรเดียวก็เอาเมตรเดียวเท่านั้น
หรือว่าเราต้องการอะไรก็เอาเท่านั้น
ถ้าเราเอามาถึงเมตรยี่สิบหรือเมตรห้าสิบไป มันก็หนักไปเป็นอย่างนั้น
ฉะนั้นนิมิตจึงว่าเป็นเครื่องหมาย
คำว่านิมิตเป็นเครื่องหมายนั้น
เราเคยได้ยินได้ฟังมาในตำรับตำราว่า ธรรมที่มีอุปการะมากสองอย่าง
ในหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีอยู่ในนวโกวาท
สติความระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัว
ก็คือสติความระลึกได้ สัมปชัญญะความรู้ตัวนั่นเองเป็นนิมิต
สมมุติว่าเราพลิกมือขึ้นคว่ำมือลง ยกมือไปเอามือมา เดินหน้าถอยหลัง เอียงซ้ายเอียงขวาก้มเงย
พริบตาอ้าปาก หายใจเข้าหายใจออก กลืนน้ําลายผ่านลงไปในรูคอ
เรามีสติ รู้เท่า รู้ทัน รู้จักกัน รู้จักแก้ รู้จักเอาชนะได้ทุกขณะ
นั่นแหละคือนิมิต
คือเรามีสติอยู่กับการเคลื่อนไหว ทั้งรูปกายภายนอก
และเรายังมีสติ อยู่กับการเคลื่อนไหวของภายในจิตใจ
เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวรูปกายภายนอกนั้นคนอื่น มองเห็นได้ด้วยตา
เช่นเราพลิกมือขึ้นคว่ำมือลง ยกมือไปเอามือมา เดินหน้าถอยหลังเอียงซ้ายเอียงขวา
พริบตาอ้าปาก ก้มเงยหายใจเข้าหายใจออก กลืนน้ำลายผ่านลงไปในรูคอเหล่านี้คนอื่นมองเห็น
สําหรับจิตใจนั้นคนอื่นไม่มีความสามารถที่จะมองเห็นได้
อย่างที่เราสวดในหลักธรรมคุณจบไปแล้ว เมื่อตะกี้นี้ว่า
สวากขาโตภะคะวะตาธัมโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
คือพระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว
สันฐิติโกอันผู้รู้จะพึงเห็นเอง คือเห็นด้วยตนเอง เข้าใจด้วยตนเอง
อะกาลิโกไม่ประกอบกาลและเวลา จะเป็นยุคใดสมัยไหนก็ตาม
เห็นธรรมก็เห็นเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า และพระสาวกทุกองค์เห็นก็เห็นเหมือนกันกับพระพุทธเจ้า
เมื่อเห็นธรรม รู้ธรรมเข้าใจธรรมแล้ว ความทุกข์ก็ลดน้อยลงไป หรือไม่มีทุกข์เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า
แต่สำหรับสติปัญญานั้นไม่เหมือนกันกับพระพุทธเจ้า
สำหรับความไม่มีทุกข์นี่เหมือนกัน
ไม่มีทุกข์คนเป็นพระอริยบุคคลเช่นขั้นต้นตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป ทุกข์ก็ลดน้อยลงไป
พระสกิทาคาทุกข์ก็ลดมากเข้าไป
พระอนาคามีทุกข์ก็ลดมากเข้าไป
ถึงเป็นพระอรหันต์แล้วทุกข์ก็หมดเลย ไม่มีทุกข์เลย
คนที่ไม่มีทุกข์นั่นแหละเรียกว่าเป็นพระอริยบุคคล
ดังนั้นทุกข์นั้นจึงมีมากมายหลายเรื่อง มีทุกข์ทางกายบ้าง ทุกข์ทางใจบ้าง อย่างนี้
ทุกข์ทางกายนั้น คนอื่นก็มองเห็น เช่น เราจับของหนัก ๆ แบกของหนัก ๆ หรือทุกข์ตากแดดนอนฝน ทำการทำงานอย่างนั้น
ทุกข์ประเภทนี้เราสลัดทิ้งได้โดยเร็ว เราไม่พอใจก็วางลงทันที
ถ้าเราหิ้วของ จับของมันหนัก เราก็วาง มันก็เบาไป
ถ้าเราแบกของ ถ้ามันหนัก เราก็ทิ้งออก มันก็เบาไป
ถ้าเราตากแดด ตากฝน ถ้ามันร้อน เราก็ไปหาที่ร่ม ๆ
ถ้าตากฝน มันหนาว เราก็ไปหาผ้า หาเสื้อ หรือหาสบงจีวร
ถ้าเป็นโยมก็หาเสื้อ หาผ้ามานุ่งปกปิด ร่างกายอวัยวะของเรา แล้วมันก็อุ่นขึ้นมา
ทุกข์ประเภทนี้แก้ไขได้โดยเร็วหรือทันที
ส่วนทุกข์ทางใจนั่นเล่าเป็นการแก้ไขได้ยาก เพราะสัมผัสไม่ได้โดยมือ มองไม่เห็นได้โดยตา จึงเป็นการแก้ไขได้ยาก
บางคนไม่รู้จักวิธีแก้ ถึงกับฆ่าตัวตาย บางคนก็กินยาตาย ผูกคอตาย กระโดดน้ำตาย เอาปืนยิงตัวตาย เนี่ย มีอยู่เป็นจํานวนมาก
อย่างที่พระวักกลินั่นแหละ เมื่อไม่พอใจก็จะไปโดดเหวตาย
ดังนั้น เมื่อคิดถึงเรื่องราวของพระวักกลิแล้ว
พระพุทธเจ้าได้พูดกับพระวักกลิว่า
เมื่อบุคคลใดเห็นธรรม คนนั้นเห็นพระพุทธเจ้า
เมื่อบุคคลใดเห็นพระพุทธเจ้า บุคคลนั้นเห็นธรรม
เมื่อเป็นเช่นนั้นพระวักกลิก็ได้เจริญ วิปัสสนามา ได้ดวงตาเห็นธรรม คือได้กระแสพระนิพพานแล้ว
อยู่ที่ไหนก็สบายใจ แต่เห็นพระพุทธเจ้า ไม่เห็นพระพุทธเจ้าก็สบายใจอยู่เช่นนั้น
ฉะนั้นการเห็นธรรมนั้นจึงให้เห็นเป็นตามขั้นตอน หรือเป็นตามระดับ ระยะ ระยะ เป็นพัก เป็นพักตามอารมณ์
ไม่ใช่ว่าฟังแล้ว เรียนแล้ว ไม่ต้องปฏิบัติ อันนั้นยังไม่พอ
ต้องลงมือปฏิบัติ เจริญวิปัสสนาให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
เมื่อเราไม่เข้าใจวิปัสสนาอย่างแจ่มแจ้ง การบวชก็เหมือนกัน หรือการมีชีวิตก็เหมือนกัน
ผมเคยได้ยินในตำรับตำรา และครูบาอาจารย์เคยเล่าให้ฟังว่า
การบวชเข้ามาในพุทธศาสนานี้ เป็นภิกษุสามเณร มีอายุบวชอยู่ทรงผ้ากาสาวพัตร มีอายุพรรษาตั้งร้อยปี
ถ้าหากไม่รู้ธรรม ไม่เห็นธรรม ไม่เข้าใจธรรม สภาวะ จิตใจ อาการเกิดดับของจิตใจจริง ๆ แล้ว
การบวชของบุคคลนั้นเป็นหมัน ว่าอย่างนั้น
ตรงกันข้าม เมื่อบุคคลใดเข้ามาบวชในหลักพุทธศาสนา จะทันได้บวชก็ตาม
เพียงแต่เอามีดโกนผม ผมหลุดลงมา เลยได้ดวงตาเห็นธรรม เข้าใจธรรมะ
ถึงสัจจะธรรมคืออาการเกิดดับของจิตใจ และอาการเกิดดับจริงๆนั่นแหละ
ดีกว่ามีประโยชน์กว่าบุคคลที่บวชมา มีอายุเป็นอยู่ร้อยพรรษา ท่านว่าอย่างนั้น
และบุคคลที่เกิดมา มีอายุเป็นอยู่ร้อยปี แต่ไม่รู้ธรรม ไม่เห็นธรรม ไม่เข้าใจธรรม
ในสภาวะอาการเกิดดับของจิตใจ หรืออาการเกิดดับกิเลส หรืออาการเกิดดับอย่างไรก็ตาม
ชีวิตของบุคคลนั้นเป็นหมัน ชีวิตไร้ประโยชน์อยู่ด้วยความทุกข์ เหมือนกันกับหนอน หรือไส้เดือน จมอยู่อย่างนั้นแหละ
ตรงกันข้าม บุคคลเกิดมาเพียงวันเดียว รู้จิตใจรู้ธรรมะอาการเกิดดับเข้าใจถึงสภาวะธรรม
อาการเกิดดับของจิตใจ หรืออาการเกิดดับของกิเลสนั้น
ดีกว่ามีประโยชน์กว่าบุคคลที่มีอายุเป็นอยู่ร้อยปี ท่านว่าอย่างนั้น
ดังนั้นการมาบวชของพวกเราหรือว่าเราที่เกิดมาเป็นคนในขณะนี้ยังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ในขณะนี้
เราไม่ควรประมาท
เราควรขยันหมั่นเพียร ประพฤติปฏิบัติ ธรรมะ
คำว่าธรรม ธรรมคำนี้มันเป็นธรรม ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นให้ได้ในชีวิตนี้
การเข้าถึงธรรมะนั้นไม่จำกัดเพศวัย
จะเป็นผู้หญิงผู้ชาย เป็นพระเป็นเณรถือศาสนาไหนก็ตาม
แต่ตำราบางส่วนและครูบาอาจารย์บางคนพูดว่า
ถ้าหากเป็นเพศฆราวาส รู้จักธรรมะ เข้าใจธรรมะ ฆ่ากิเลสตาย คลายกิเลสหลุดนั้น
จะเป็นเพศฆราวาสอยู่ ไม่มีอายุยืนนานถึง 7 วัน หรือจะไม่ผ่าน 7 วันไปได้
ต้องมาบวชเป็นเพศบรรพชิต
ถ้าหากไม่มาบวชเป็นเพศบรรพชิตนั้น ต้องตายหรือสิ้นใจไปหมดลมหายใจ
อันนี้เป็นการที่ไม่เข้าใจ หรือจะพูดมากับตำรับตำรา เท่านั้น
บางครั้งบางคราวให้ผมพูดตามตรงแล้วก็ว่าคนที่พูดอย่างนี้เป็นการโกหกพูดเท็จ
เป็นการกล่าวให้คําสอนของพระพุทธเจ้าเสื่อมคลายหรือฉิบหายไป
ไม่ให้บุคคลผู้เป็น ฆราวาสได้ประพฤติปฏิบัติธรรม
อันนี้เป็นการกล่าวตู่พุทธพจน์ เป็นการทําลายคําสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่รู้สึกตัว
ดังนั้นการกล่าวธรรมะหรือการพูดธรรมะต้องเข้าใจให้เห็นแจ้งชัดเจน
ฉะนั่นบุคคลใดที่มีอายุเกินกว่าเจ็ดวันนั้นไปได้ มันเป็นเพียงสมมุติ
วันอาทิตย์ วันจันทร์ วันอังคาร พุทธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ มันเป็นเพียงสมมุติเท่านั้น
จะตายวันไหนก็ตายสิ้นลมหายใจเหมือนกัน
บุคคลที่ไม่เห็นธรรมะ ไม่เข้าใจธรรมะนั้น
เราเคยพูดกันว่า ผู้ที่เป็นอนันตริยกรรม 5 อย่างคือ ฆ่าบิดามารดาหลายเรื่อง
เรามาพูดกันเพียงย่อๆ เรื่องภิกษุ
ภิกษุผู้เป็นอาบัติปราชิกแล้วอุปสมบทไม่ขึ้น หรือเจริญวิปัสสนา ไม่สามารถที่จะเห็นธรรมะได้
ในตำรับตำราบอกว่า บุคคลที่ภิกษุเป็นอาบัติปราชิก คือ
เสพเมถุนหนึ่ง
ลักของเขาหนึ่ง
ฆ่าสัตว์หนึ่ง
พูดอุตริมนุสธรรม คือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ไม่มีในตนหนึ่ง
อันนี้เป็นอาบัติปราชิก
ถ้าหากเป็นภิกษุอยู่ก็ต้องสึก เพราะเจริญวิปัสสนาไม่ได้ และทำเรื่องบรรพชิตไม่เจริญ ว่าอย่างนั้น
ฉะนั้นข้อนี้มันมีในตำรา แต่เรามามองดูกันเห็นด้วยสายตา
บุคคลที่บวชมา 2 ปี 3 ปี 4 ปี จนถึง 50 ปี 60 ปี จนตายก็มี ยังไม่เข้าใจธรรมะ
เมื่อไม่เข้าใจธรรมะ ไม่เห็นธรรมะ ก็ต้องเป็นปราชิกอยู่นั่นเอง
คำว่าปราชิกก็หมายถึงความมืดบอดนั่นเอง
เราเคยสวดกันเรื่องอเสวนาที่เป็นมงคล 38 ว่าอเสวนาจะพาลานัง
แต่เป็นใจความว่าเราจะไม่เสพคนพาลเป็นเด็ดขาด
ปัณฑิตานัญจะ เสวะนา เราจะเสพหรืออยู่ด้วยบัณฑิต ว่าอย่างนั้น
ฉะนั้นเมื่อเราจะหาบัณฑิต นอกตัวเราการศึกษาเล่าเรียนนั้น เราก็ศึกษาเล่าเรียนมามากพอสมควร
และผู้ที่เป็นคนพาลนั้น เราก็หนีได้
แต่บัณฑิตที่เป็นนักปราชญ์ศึกษาเล่าเรียน ถ้าหากว่าเราไม่ศึกษาเล่าเรียนเอง
เราจะไปอยู่กับท่านผู้ท่านเรียนมามาก นั้นก็คงจะอยู่นานไม่ได้
สำหรับบัณฑิตนักศาสตร์ที่ศึกษาเราเรียนคนอื่นนะ เราไปอยู่กับท่านไม่เกินปี สองปี หรือสี่ปี ห้าปี ก็มีการแยกย้ายกันไป
ถ้าเป็นคนพาลนั้น ถ้าเขาเป็นคนเกเร เสเพล กินเหล้า เมาสุรา สูบกัญชา เฮโรอีน เล่นกันพนันเหล่านี้ เราก็แยกย้ายหนีไปได้อึดใจเดียวเท่านั้น
แต่คนพาลภายในจิตใจของเรานี้ เราจะทําอย่างไร
จิตใจที่มันสกปรกนี่ อันนี้แหละ เรียกว่าคนพาล
คนพาลคือบุคคลที่มีโมหะนั่นเอง
บัณฑิตก็คือคนที่ทําลายโมหะได้นั่นเอง
เราเคยสวดกัน เป็นตัว ภาษาบาลี ญาติโยมเคยทำบุญ ภิกษุสามเณรไปสวดปริตรมงคล
โย จักขุมา ข้อแรกว่า โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฏโฐ
เมื่อแปลเป็นใจความแล้วคือบุคคลผู้ทำลายโมหะเสียแล้ว ว่าอย่างนั้น
แต่เราก็ไปสวดกันอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เห็น ไม่เห็นเป็นสิริมงคล
เรียกว่า อย่างที่เราพูดกันว่า เอตัมมังคะละมุตตะมัง ว่าเป็นสิริมงคล แก่บุคคลผู้ทำ
อันนี้ก็คล้ายคลึงกันว่า เมื่อเรายังทำลายโมหะโทสะโลภะไม่ได้ ก็ยังเป็นคนพาลอยู่นั่นเอง
ทำลายโมหะยังไม่ได้
ดังนั้นเมื่อมาคำนึงถึงอย่างนี้ ความเป็นอาบัติปราชิกนั้นคงจะอยู่ลึก
เป็นผู้มีสายตาแหลมคม และเป็นผู้มีปัญญาแหลมคม
ไม่ใช่ว่าจะเป็นเพียงตาเนื้อมองเห็นตัวหนังสือเท่านั้น
และไม่ใช่จะมีปัญญาเพียงจดจำเอากับตำรับตำราเท่านั้น
ดังนั้นเราเคยได้ยินว่า การเจริญสมถะกรรมฐานเป็นอุบาย ให้สงบจิตชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น
ผู้ที่เจริญวิปัสสนาเป็นเครื่องเรืองของปัญญา คือเห็นแจ้งด้วยปัญญา
คำว่าวิปัสสนาแปลว่าการเห็นแจ้ง แปลว่าการเห็นแจ้งด้วยสติปัญญา
เห็นแจ้งด้วยจิตด้วยใจจริงๆ
ฉะนั้นเมื่อพูดอย่างนี้ อย่าเพิ่งกล่าวว่า ผมเป็นการพูดนอกแนว หรือพูดไปนอกตำรับตำรา
อย่าเข้าใจอย่างนั้น เราต้องพิจารณาขบคิดให้มันแตกฉาน
คำว่าเสพเมถุนหนึ่งในตำรับตำราบอกว่า เพศตรงกันข้าม จะเป็นเพศอะไรก็ตามคําว่าเพศตรงกันข้าม
ลักของเขาหมายถึงราคาห้ามาสก เมื่อราคาห้ามาสก มาสกหนึ่งยี่สิบสตางค์ ห้ามาสกร้อยสตางค์ ขาดจากความเป็นภิกษุ เจริญธรรมะไม่ได้ หรือเจริญวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า ไม่สามารถที่จะเห็นธรรมได้ว่าอย่างนี้
ฆ่าสัตว์หนึ่ง หมายถึงจะเป็นสัตว์เดรัจฉานผู้ที่มีคุณเช่นวัวควายช้างม้า มาต่างต่างเหล่านั้นแหละ
เรียกได้ว่าฆ่ามนุษย์นอกครรภ์ในครรภ์ ว่าอย่างนี้ก็ได้
ถ้าพูดสั้นสั้นก็เรียกว่าฆ่ามนุษย์นอกครรภ์ในครรภ์ ว่าอย่างนี้
คนจำพวกที่ฆ่ามนุษย์นอกครรภ์ในครรภ์นั้น ก็เป็นอาบัติปราชิก เจริญวิปัสสนาไม่ได้
พูดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่ง ของมนุษย์ไม่มีในตน อันนี้ก็เป็นอาบัติปราชิก
เจริญวิปัสสนาไม่ก้าวหน้า เพราะไม่เข้าใจธรรมะนั่นเอง
ถ้าเพียงแค่นี้มันก็ยังไม่พอ
คําว่า เสพเมถุนหนึ่ง นี่มันจะนอกตํารา แต่เมื่อท่านฟังก็ต้องพิจารณาอีกขั้นหนึ่ง
หมายถึงบุคคลผู้ยังมีอวิชชา มีโมหะ หลง ไม่รู้จริง
คือไม่เห็นชีวิต ไม่เห็นจิตใจของเราที่ปรากฏ กําลังนึกคิดขึ้นมานั่นเอง
เรียกว่า เสพเมถุนคืออยู่กับปัญญาที่เลวทราม อยู่กับโมหะนั่นเอง
ไม่ได้อยู่กับสติ สมาธิปัญญา
มันจึงตรงกันข้ามว่าอยู่กับบัณฑิต อยู่กับคนพาล
ถ้าอยู่กับบัณฑิตก็ต้องอยู่ด้วยสติ สมาธิปัญญา เห็นแจ้งอยู่ทุกขณะจิต อันนี้เรียกว่าอยู่กับบัณฑิต
ถ้าหากอยู่กับคนพาลก็อยู่ด้วยโมหะ โทสะ โลภะ นี่เรียกว่าเสพเมถุน
ลักของเขาหนึ่ง หมายถึงการทรงจำจากตํารับตํารา หรือทรงจําจากคําพูดของคนอื่น
ได้ยินได้ฟังแล้วจํามา เล่าเล่ากันไป เพราะธรรมเหล่านั้นยังไม่ปรากฏขึ้นมาภายในจิตใจของเรา
เรายังไม่เห็นธรรมเหมือนกันกับ พระพุทธเจ้าพูดกับพระวักกลินั่นเอง
ต่อเมื่อเราเห็นธรรมะแล้ว เข้าใจธรรมะแล้ว จึงจะไม่เป็นลักของคนอื่นมาพูด
เราต้องเอาธรรมะที่เรากําลังเห็น กำลังนึกกำลังคิดประสบพบเห็นได้นั้น มาพูดมาเล่าให้คนอื่นฟังจึงจะไม่เป็นการลักของคนอื่น
ฆ่าสัตว์หนึ่งไม่ได้หมายเฉพาะแต่อย่างเดียวคือฆ่ามนุษย์นอกครรภ์ในครรภ์
ฆ่าสัตว์หมายถึงการฆ่าตัวเอง มรรคผลนิพพานความไม่มีทุกข์
ชีวิตของเราไม่เกลือกกลั้วด้วยความสกปรก ชีวิตของเรามันมีความสะอาดสว่าง มีความสงบเต็มดวง
อยู่เหมือนกับพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ดวงดาวเหล่านั้น
ที่เราไม่เห็นดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ดวงดาวเหล่านั้นเพราะเมฆหมอกหรือเมฆหมอกอย่างนี้นะมาเกลือกกลั้ว
การพูดของผมนั้นผมพูดภาษากลางไม่ค่อยเป็น แต่จำเป็นก็นำมาพูดให้พวกท่านฟัง
เพราะพวกท่านต้องการฟังภาษากลาง
ที่ผมพูดนี้ผมเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผมก็พูดภาษากลางไม่เป็น หรือภาษาไทยไม่ถูกต้อง
เพราะผมไม่เคยเรียนหนังสือไทย ไม่เป็นอย่างนั้น
แต่นั้น ที่ว่าการฆ่าสัตว์ นั้นหมายถึง การฆ่าตัวเอง คือ ผูกมัดตัวเองไว้ในกรงขัง
ไม่เอาตัวออกจาก ตำรับตำรา เหมือนกับรังไหม
ตามปกติ รังไหม ตัวหม่อน หรือตัวอะไร ที่มันทำเป็น ยุงเป็นไหม
มันเอาตัวของมันซุกเข้าไปในตัวมันแล้ว มันก็ทำรังรอบนอกของมัน เอาใยพันตัวของมันเข้าไว้ในรัง
ผลที่สุดมันก็ออกไม่ได้ ก็ต้องตายในรัง
ฉะนั้นการเชื่อตำรับตำรานั้นก็อย่าพึ่งเอาหัวถลำเข้าไปในตำรับตำรามากเกินไป
เราต้องวิจัยในสติปัญญาของเรา ต้องเจริญสติปัญญาของเรา
ให้เห็นแจ้งรู้จริงตามสภาวะธรรม ที่มันมีจริงอยู่ในคนทุกๆคน จะยกเว้นไม่ได้
ธรรมที่พูดนี้
ดังนั้นข้อต่อไปว่า พูดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์
แต่ธรรมที่ว่ารู้ธรรมเห็นธรรม รู้ชีวิตนี้ รู้จิตรู้ใจเนี่ย ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถที่จะเห็นชีวิตตัวเอง ไม่สามารถเห็นจิตใจของตัวเอง
เราไปเห็นมายาคือความคิดที่มันถูกปรุงไปนั้น
เราก็เลยไปจดจำเอาคำคิดที่มันถูกปรุงไปนั้นไปพูดไป
อันนี้เรียกว่าเป็นการพูดอวดอุตริมนุสธรรม คือทำอันยิ่ง ของมนุษย์ไม่มีในตน
หรือพูดอีกอย่างนึงว่า เราเห็นสี เห็นแสง เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ หรือเราไปพูดไปคุยกับเทวดา หรือไปพูดไปคุยกับพระพุทธเจ้าอย่างนี้
อันนั้นมันไม่มีในตัว มันไม่มีในคน มันไม่สามารถที่จะเห็นได้
เรียกว่าเป็นการ โกหกพูดเท็จก็ได้
หรือบางทีอาจจะเป็นมายา
บุคคลที่ไม่ รู้จักมายา บุคคลที่ไม่รู้จักกิเลส กิเลสมันตบหน้าเอา มันเป็นมายา มันหลอกลวงเรา
เราไม่เห็นแจ้งไม่รู้จริง ในขณะ ที่จิตใจของเรากําลังปรากฏ มันเป็นมายาหลอกลวงให้เราหลง เพ้อฝันไปเช่นนั้น
ดังนั้นการพูดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ไม่มีในตนนั้น ว่าเป็นอาบัติปราชิก
ถ้าหากว่าเขามีในตัวเขาแล้ว ในตําราหลักสูตรนักธรรมชั้นตรีนวโกวาท ว่าพูดอุตริมนุสธรรมคือธรรมอันยิ่งของมนุษย์ต่ออนุปสัมบันต้องปาจิตตีย์เท่านั้น
การที่ต้องปาจิตตีย์นั้นคือบุคคลนั้นไม่เข้าใจพูดแล้วฟังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ
อาบัติก็หมายถึงคํา ติเตียนของบุคคลผู้ที่ไม่เข้าใจนั้นเอง
ดังนั้นผมจึงกล้ายืนยันรับรองคําพูดของพระพุทธเจ้านั้น มันลึกลับ มันลึกลับ
คําว่าลึกลับเนี่ย ผู้มีปัญญาจึงจะสามารถทําให้แจ้งขึ้นมาได้
คําว่าลึกก็หมายถึงบุคคลผู้มีสติปัญญาแหลมคม
สมมุติเราขุดน้ำ ก็ต้องขุดลึก ๆ ให้ถึงตาน้ำ ให้ถึงสายน้ำ จึงจะได้น้ำขึ้นมาใช้ได้
คำว่าลับก็บุคคลที่ว่องไว แหลมคม เขาจะไปมอง ไปลับอยู่ที่ไหนก็ต้อง
เราต้องเดินไปรอบ ๆ ให้พบ ให้เห็น ให้เจอกันได้ มันก็ลับลี้ไม่ได้ มันเป็นอย่างนั้น
ฉะนั้นอุปมาคำว่าลึก เราขุดบ่อน้ำ
เมื่อเราขุดไปลึกๆ มันถูกสายน้ำ อันนี้ฟังให้ดีอีกข้างหนึ่ง
เมื่อมันถูกสายน้ำ น้ำมันต้องดันทุรังออกมา หรือมันออกมาตามรูของมัน
เมื่อมันถึงสายน้ำเราก็ต้องโกยเอาตมโคลนที่เราขุดเป็นบ่อนั้นลงไป เอาออกมา
น้ำข้างในที่สายน้ำมันดันออกมา เราก็ต้องเป็นเจ้าของ หรือเป็นหน้าที่ ที่ตักน้ำออกจากบ่อนั้น
วิดออกน้ำสกปรก
แต่น้ำไม่ได้สกปรก ตมโคลนมาทำให้เป็นน้ำสกปรก
ตักวิดออกไป แล้วน้ำนั้นก็สะอาดขึ้นมา ทีละนิด ทีละนิด
แต่เราตักบ่อย ๆ ให้มันออกมาบ่อย ๆ
เมื่อมันออกมา เราก็คอยดูมัน คอยดูมันออกมาเต็มบ่อแล้ว
แล้วเราต้องเอามือไปกวนบ่อน้ำ กวนให้ตมโคลนหรือ ที่มันสกปรกติดอยู่กับปากบ่อนั้น
มันน้ำนั้นเกิดสกปรก มองอะไรไม่เห็นในก้นบ่อ เพราะมันเป็นตมโคนมากแล้ว
เราก็เป็นหน้าที่ตักมันออก
เมื่อมันออกมา เราก็ทำอยู่อย่างนั้น
แต่ทำบ่อย ๆ จนตมโคลนที่มีอยู่ในบ่อนั้นให้หมด
เมื่อตมโคลนอยู่ในบ่อนั้นหมดแล้ว น้ำออกมาแล้วไปกวน ไปกวนน้ำ มันจะไม่สกปรก
เมื่อน้ำไม่สกปรกแล้ว มีอะไรตกอยู่ในก้นบ่อนั้นเราจะมองเห็นฉันใด
เมื่อเราเจริญสติ เจริญปัญญา คอยดูจิตดูใจของเรานึกคิดอะไรให้รู้ ให้เห็นให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง อยู่ทุกขณะจิตแล้ว
เป็นผู้ที่ไม่มีโมหะแล้วไม่หลงแล้ว เหมือนกันกับเราวิดน้ำออกจากบ่อนั้นแหละ
เมื่อมีอะไรตกเข้าไปในบ่อเราจะมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะน้ำไม่สกปรก
อันนี้เราไปเจริญวิปัสสนาก็ตาม เจริญกรรมฐานก็ตาม ต้องการความสงบ
เราไปปั้นน้ำขึ้นให้มันเป็นก้อน ไปจับลมให้เป็นตนเป็นตัว มันเป็นไปไม่ได้
เพราะความสงบนั้นมันไม่ได้หมายถึงอย่างนั้น
ความสงบนั้นก็หมายถึง ที่เราขุดบ่อน้ำนั่นแหละคือ น้ำนั้นมันสกปรก เราต้องวิดทิ้งให้น้ำนั้นสะอาดขึ้นมา
จิตใจของเราที่มันนึกมันคิด ให้มันคิดไป ให้มันคิดไป
แต่ปกติคนไม่เคยเห็นจิตใจตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมันมีโมหะปลกคลุมอยู่
ไม่เคยเห็นความคิดของตัวเองปรุงไป มันก็เหมือนกับน้ำที่มีตมโคลนนั้นเอง
เมื่อเราเห็นความคิดของเราแล้วเหมือนกับเรา วิดน้ำ มันเป็นวิธีบวกกับลบ เรื่องนี้
สมมุติว่าเรามีความหลง ทุกคนเป็นอย่างนั้น 100%
เราไม่เคยเห็นจับต้นความคิดของเราไม่ได้
บัดนี้เมื่อเราได้ยินได้ฟัง พิจารณาถึงคำพูดที่พระพุทธเจ้า ได้เจริญวิปัสสนาว่า ได้ตรัสรู้เพราะการบำเพ็ญทางจิต
เรามาคอยมีสติ คอยดูความคิดของเราที่คนอื่นมองไม่เห็น จะเห็นได้เฉพาะตัวเราคนเดียวเท่านั้น
วันหนึ่งเราเห็นความคิดของเราข้างหนึ่ง
สมมุติว่าเราไม่เคยเห็นความคิดของเรา 100% เราก็เห็นข้างเดียว เห็นยาวๆ บ้างเนี่ย
เมื่อมันคิดเป็นเรื่องเป็นราว เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ เราสัมผัสได้ ความคิดนั้นจะหยุดลง มันจะไม่ถูกปรุงไป
เมื่อเราเห็นมันหยุดลงแล้วเราก็ได้ มา 1 ครั้ง หรือ 1 เปอร์เซ็นต์ แล้ว
ที่มันมีอยู่ 100 เปอร์เซ็นต์นั้น มันจะลดลงมา 99 เปอร์เซ็นต์
เราก็ได้มาเปอร์เซ็นต์นึงแล้ว
บัดนี้ เมื่อเราคอยดูอย่างนี้
เราเห็น 2 ครั้ง ขึ้นมาเราก็ได้ 2 เปอร์เซ็นต์
มากทางนี้ขึ้นทางนั้นก็ลดน้อยลงมาเหลืออยู่ 98
สมมุติบัดนี้เราเห็นความคิดของเราได้ 10 เปอร์เซ็นต์ทางนั้นก็ยังเหลืออยู่ 90 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
เราทำบ่อยๆ ดูบ่อยๆ
ไปไหนมาไหนเข้าห้องน้ำห้องส้วมแม้ทำการทำงานทุกวิธีเราดูจิตดูใจของเรา
เราเห็นจิตใจของเราที่มันกําลังเกิดขึ้น นึกคิดอะไรก็ทิ้งไป ทิ้งไปเหมือนกับวิดน้ําออกจากในบ่อนั่นเอง
ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อเราเห็นมากขึ้นมากขึ้น ทางนั้นก็ลดน้อยลงลดน้อยลง
อ้าว สมมุติว่าเราเห็นห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เราเห็นห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ทางนั้นก็ยังเหลืออยู่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เท่าตัว
เมื่อเท่าตัวนั้นคนที่ มีปัญญาก็สามารถที่จะบังคับได้เล็กเล็กน้อยน้อย
เมื่อเราเห็นถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ มันก็ยังเหลืออยู่เพียงสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
เมื่อเราทําความเข้าใจให้เห็น จิตใจของเรานึกคิดอะไรรู้เท่ารู้ทัน เห็นแจ้งเอาชนะได้ทุกครั้งทุกคราวร้อยเปอร์เซ็นต์
ความหลงผิดก็ไม่มี
อันนี้แหละเป็นวิธีการบำเพ็ญทางจิต
ถ้าพูดอย่างนี้อาจจะขัดใจ
พวกที่ท่านเคยศึกษาเล่าเรียน นักธรรมตรีโทเอกหรือบารมบาลีมาก็ตาม
หรือว่าท่านศึกษาแล้วเรียนฝ่ายโลกมา จนได้ปริญญาตรีโทเอกก็ตาม
คำว่าอวิชชาในปฏิจจสมุปบาทนั้นว่า อวิชชาแปลว่าความไม่รู้
อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ
อายตนะ เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ
ผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิด เวทนา
เวทนา เป็นปัจจัยให้เกิด ตัณหา
ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิด อุปาทาน
อุปาทาน เป็นปัจจัยให้เกิด นามรูป นาม
นาม เป็นปัจจัยให้เกิด อืม ภพ
ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาดิ
ชาดิเป็นปัจจัยให้เกิดโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ ว่าอย่างนั้น
แต่เมื่อมาพิจารณาสั้น ๆ ไม่ต้องเรียนปฏิจจสมุปบาทก็ได้
อวิชชาแปลว่าความไม่รู้ แต่มันรู้ผิด มันรู้แก้ทุกข์ไม่ได้
คนไม่ใช่ว่าไม่รู้ มันนึกมันคิดเป็น
แม้จะเป็นคนบ้า ใบ้ เสียจริต มันคนนึกว่าคิดเป็น
คำว่าอวิชชาในความหมายของปฏิจจสมุปบาทนั้น คือไม่เห็นจิตใจ
ไม่เห็นจิตใจของเราที่กำลังปรุงแต่งไปด้วยสังขาร
เพราะจิตใจของเรามันไหลไปตามกระแสอารมณ์ มันชอบอันใดมันต้องนึกต้องคิด
คนเจริญวิปัสสนาหรือเจริญกรรมฐานก็ตาม
เมื่อทำให้จิตใจสงบแล้วต้องไปนึกไปคิดไปตรึกตรอง คบคิดในปัญหาข้อนั้นๆ
อันนั้นแหละเป็นอวิชชา คือไปนึกไปคิดขึ้นมา เราไปสร้างขึ้นมา
อันนี้แหละเราไม่เข้าใจคำว่าเห็นนิมิต
เราไปสร้างของไม่มีให้มันมีขึ้นมา
ตัวชีวิต ตัวจิตใจของเราจริง ๆ นั้น มันไม่มีเลยอวิชชา
ที่ผมสมมุติให้ฟังแล้ว ที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดวงดาว มันไม่มีอะไรที่จะปิดบังมันได้
มันมีเมฆบังดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์
ถ้าเมฆหนา ๆ แสงพระอาทิตย์จะไม่สว่างขึ้นมา แต่มันทำความสว่างเต็มดวง
ดวงดาวก็เหมือนกัน เดือนก็เหมือนกัน
ที่ไม่สว่างนั้นคือเมฆ
เราเรียกว่าฟ้า เมฆ ที่มันไหลผ่านดวงจันทร์ หรือดวงดาวอยู่อย่างนั้น
ฉะนั้นเมื่อเราเห็นจิต เห็นใจของเราจริง ๆ แล้ว มันจะไม่มีอะไรเลย
สมมุติอีกอย่างหนึ่ง ที่ให้เราเห็นด้วยสายตา
หรือพวกเราเป็นคนเคยทำนา เราทำนากำลังไถนาหรือคราดนาอย่างนี้
น้ำนั้นมันขุ่น
เราต้องเอาถ้วยแก้วหรือเอาขันเอาอะไรไปตักเอาน้ำนั้นมาไว้
มาตักนานๆ ตะกอนมันจมลงไป น้ำนั้นที่มันใสนั้นมันก็ขึ้นอยู่ข้างบน
เมื่อเราไปกวนเข้าในขณะไหน ในขณะนั้น น้ำก็ทำสกปรกขึ้นอื่น
ตรมคนก็มาทำให้น้ำสกปรกขึ้นมา
ฉันใดเรื่องชีวิตจิตใจของเราแล้วไม่มีอะไรที่จะทำให้สกปรกได้
ความสงบนั้นก็ไม่มีตะกอนนั้นเองไม่ใช่ว่านั่งสงบ
ความสงบนั้นจึงมีสองความหมาย
สงบโดยสมถกรรมฐานอย่างหนึ่ง
สงบโดยวิปัสสนาอย่างหนึ่ง
วิปัสสนานั้นแปลว่าเห็นแจ้งต่างเก่าล่วงภาวะเดิม
เมื่อเห็นแจ้งก็ต่างเก่าล่วงภาวะเดิมแล้ว ไม่เหมือนเดิม
แต่ก่อนคือไม่เห็นจิตเห็นใจ ในขณะนี้เห็นจิตเห็นใจตัวเองแล้ว
ที่เรากลัวเราต้องการสวรรค์ต้องการนิพพานนั้น มันเป็นมายา
มันเป็นมายาของจิตใจ ให้เราเข้าใจว่าจิตใจมันเป็นมายา
มันเป็นตัวอวิชชาเป็นตัวกิเลสชนิดหนึ่ง มาทําให้เราหลงผิดเท่านั้น
คําว่าอวิชชาแปลว่าความไม่รู้ คือไม่รู้ที่กําลังจิตใจของเรา กําลังปรากฏขึ้นมานั่นเอง
วิชาแปลว่าเห็นแจ้ง เห็นในขณะจิตของเรากําลังปรากฏขึ้นมานั่นเอง เรียกว่าวิชชา
วิชชาแปลว่าเห็นแจ้ง รู้จริง ตามสภาวะธรรมที่มีจริง ว่าอย่างนั้น
ดังนั้นขอให้พวกเราทุกคน จงตั้งจิตตั้งใจเจริญสร้างสติขึ้นมาให้มากมาก
ที่พูดให้มาข้อแรกว่า ผู้เห็นธรรม คือเห็นพระพุทธเจ้า
เห็นพระพุทธเจ้าก็เห็นธรรม คือเห็นชีวิตที่ไม่ถูกปรุงแต่งนั่นเอง
ชีวิตบุคคลนั้นจะไม่มีทุกข์เลย
ดังนั้นขอให้พวกเราทุกคนจงพยายามเข้าใจในการปฏิบัติธรรมให้ได้
แต่ในตำรับตำราพูดเอาไว้ว่า
ศีลเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิเป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสอย่างกลาง
ปัญญาเป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสอย่างละเอียด
แต่เราบวชมาเป็นเณร เป็นภิกษุ หรือว่าญาติโยมมาจำศีลวันพระ
คำว่าศีลเป็นเครื่องมือกำจัดกิเลสอย่างหยาบ วันนี้เราก็มีศีล 8 ศีล 10 ศีล 227 ทำไมกำจัดไม่ได้
อันนี้มันเป็นเรื่องสังคม มันเป็นเรื่องสมมุติ
มันเป็นศีลสมมุติ มันเป็นศีลสังคม
ไม่ใช่ศีลกำจัดกิเลสอย่างหยาบ
สมาธิเราไปนั่งอยู่คนหนึ่งคนเดียว ไม่พูดไม่คุยกับใคร กิเลสอย่างกลาง ก็ยังกำจัดไม่ได้
วันนี้เรามีปัญญาศึกษา เล่าเรียนนักธรรมตรีโทเอกจนเป็นมหาเปรียญ เป็นเปรียญ 9 จบ ว่าอย่างนั้น
และเราไปเรียนฝ่ายโลก ได้ปริญญาตรีโทเอกมา
แต่ทำไมจัดการกับปัญญา จัดการกับกิเลสอย่างละเอียดไม่ได้
อันนั้นก็ไม่ใช่เป็นปัญญาในทางคําสอนของพระพุทธเจ้า
มันเป็นปัญญาของโลกๆ เรียกว่าเป็นปัญญาของสังคม
ฉะนั้นจึงว่าศีลสังคมและปัญญาสังคม ไม่ใช่เป็นศีลอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้
และไม่ใช่เป็นปัญญาในทางพระพุทธศาสนา
เรียกว่าญาณในทางพระพุทธศาสนา
ไม่เป็นปัญญาญาณคำสอนของพระพุทธเจ้า
คำว่าศีล เราไม่ต้องไปสมทานเอากับใคร ๆ มันเป็นเครื่องถลุง ปรากฏขึ้นมา
ผมจะพูดไปตามทัศนะความเข้าใจ
เมื่อจิตใจของเราเปลี่ยนแปลงครั้งที่สามนี่แหละ จิตใจของเราจะเป็นปกติ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ
เมื่อกายปกติ วาจาปกติ ใจปกติ เรียกว่าเรามีศีล
เหมือนกับที่เราขุดน้ำบ่อ เมื่อมีสิ่งที่สกปรก โสโครก ตกลงไปในบ่อน้ำของเรา เราจะเห็นทันที
อันนี้เมื่อจิตใจของเราปกติ ร่างกายปกติ ใจปกติ
เมื่อจิตใจนึกคิดก็เห็นทันที มันก็จัดการกับกิเลสอย่างหยาบได้
บัดนี้ กิเลสอย่างละเอียด ก็เรียกว่าเราจะมีสมาธิ
สมาธิก็แปลว่าตั้งใจมั่น ทำการทำงานไม่พลาดผิด
เมื่อคนทำการทำงานไม่พลาดผิดแล้ว จะมีความสกปรกอยู่ที่ไหน มันก็จัดการกับกิเลสอย่างกลางได้
ปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด ก็เพราะการเห็นแจ้งในสัจจธรรม ที่มีอยู่ในคนทุกคนไม่ยกเว้น
ดังนั้นการเจริญแบบนี้ ผมรับรองจะเอาขีวิตเป็นประกัน
อย่างนานไม่เกินสามปี
อย่างกลางหนึ่งปี
อย่างเร็วที่สุด นับตั้งแต่หนึ่งวัน ถึงเก้าสิบวัน
ความทุกข์ประเภทนี้จะลดน้อยไป ถึงไม่หมดก็ลดน้อยไป
ดังนั้นเมื่อพูดถึง กิเลสจะลดน้อยไปนั้น
กิเลสอย่างหยาบนั้น เราเข้าใจกันอยู่ว่า ความโกรธ ความโลภ ความหลง อันนี้ถูก
แต่ถูกโดยที่กําปั้นทุบดิน
ถ้าหากว่ากิเลสอย่างหยาบเป็นประเภทโทสะโมหะโลภะแล้ว
สุนัขก็มี วัวควายก็มี เป็ดไก่ก็มี
ทำไมว่าสุนัขก็มี
สุนัขมันกัดกัน เพราะอะไร ก็เพราะโมหะโทสะโลภะนั่นเอง
วัวควายที่มันขวิดมันชนกันมันก็มีกิเลสประเภทนี้
ดังนั้นขอให้เราเข้าใจคำว่ากิเลสอย่างหยาบนั้นก็คงจะไม่เป็นประเภทนี้
แต่ผมอยากจะพูด เตือนจิตสะกิดใจสักนิดเดียว
กิเลสอย่างหยาบนั้นคือกิเลสประเภทของพวกเทวดา คือไม่มีทุกข์ ไม่มีความโกรธ เพราะเทวดามันติดสุข
กิเลสอย่างกลาง พวกที่ทำสมถกรรมฐานไปติดความสงบ ติดความสงบก็เลยไม่รู้ทิศทางไป
กิเลสอย่างละเอียดคือไม่เห็นจิตใจของเราที่นึกคิดนั่นเอง
ฉะนั้นปฏิจจสมุปบาทจึงได้ชี้ชัดลงไปอย่างนั้น
ฉะนั้นเท่าที่ผมได้ให้ข้อคิดเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจของพวกเรา
ก็นึกว่าพอสมควรแก่เวลาแล้ว
ขอให้พวกท่านทั้งหลายจงตั้งจิตตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรมะ
จงเจริญสติปัฏฐาน 4 เรียกว่า กายานุปัสสนา เวทานานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา ธรรมานุปัสสนา
พิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เห็นชัดแจ้งอยู่ภายในจิตใจ ในตำรับตำราว่าอย่างนั้น
แต่ผมจะพูดนี้ ไม่ได้พูดในตำรับตำรา
แต่ผมพูดโดยอุดมการณ์ และผมประสบพบเห็นมาอย่างนี้
แต่ให้ท่านมีสติ รู้เท่า รู้ทัน
ในขณะพลิกมือขึ้น คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา เดินหน้า ถอยหลัง
เอียงซ้าย เอียงขวา ก้มเงย พริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลายผ่านในรูคอลงไป
หายใจเข้า หายใจออก
ให้มีสติ รู้เท่า รู้ทัน รู้จักกัน รู้จักแก้ รู้จักเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้
นี่เป็นข้อแรก
ข้อที่สองต่อไป ให้ท่านมีสติคอยดูจิต ดูใจของท่านอยู่ทุกขณะจิต
ท่านจะทำการทำงานอะไรทุกสิ่งทุกอย่างดูได้
ทำการงาน ได้ทุกสิ่งทุกอย่างเพราะเป็นการดูจิตดูใจ
อันนี้ เป็นข้อที่ 2
ขอให้ท่านมองเห็นสิ่งนี้อยู่ทุกขณะจิต ความเป็นเองความมี มันมีอยู่แล้ว มันเป็นเอง
เหมือนกันกับ เอาเม็ดข้าวลงไปปลูกไว้ในดิน และเอาน้ำไปรดข้าว
ทุกเม็ดต้องงอก ต้องโป่งขึ้นมาทุกเม็ด
เมื่อเราเจริญอย่างนี้ สามารถที่จะเห็นแจ้งได้ ทุกคนไม่ยกเว้น
ถ้าหากท่านทําอย่างนี้ถึง 3 ปีแล้ว แต่ทําให้มันติดกันนะ ยังไม่ปรากฏแล้ว
เอาชีวิตของผมไปผลาญก็ได้ เพราะผมกล้ายืนยันได้อย่างนี้
จึงจะสมกับความหมายที่ผมตั้งปณิธานเอาไว้ว่า
เสียสละทรัพย์ออกไปได้เพราะผมรักษาอวัยวะร่างกายของผม
บัดนี้ร่างกายของผมเมื่อมันเป็นบาดเปื่อยเน่าไป
ผมรักษาขีวิตของผม ผมจะตัดเนื้อเน่าของผมออกไปให้ได้ให้ผมมีชีวิตอยู่ได้
บัดนี้ ชีวิตของผมจะถึงหายไปก็ตาม
คําพูดที่ผมกําลังพูดอยู่ในขณะนี้ ผมเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าสอนมาอย่างนี้
ชีวิตผมจะสิ้นลงไปในขณะนี้ก็ตาม
ขอให้ผมได้พูดความจริงที่เป็นสัจจะธรรม คําสอนของพระพุทธเจ้านั้น
ฝากไว้กับโลกนี้ ให้เป็นคู่ครองของโลกนี้ไป
ถึงจะสิ้นลมหายใจไปก็ตาม ผมไม่เสียดายเลย
ผมจึงเอาชีวิตผมมาเป็นประกัน และเดิมพันไว้กับพวกเราในขณะนี้
ดังนั้นที่ผมได้เล่ามาในขณะนี้ก็ พอสมควรแก่เวลาแล้ว
จึงขอหยุดไว้ก่อนเพียงเท่านี้
บัดนี้ต่อไปสุดท้ายนี้ผมขออ้างอิงเอาคุณของพระพุทธเจ้า
และคุณพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และคุณของพระอริยสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเราทั้งหลาย
ขอให้พวกเราทั้งหลายได้ประสบพบเห็น ในสัจจะธรรมคือ จิตใจของเราทุกๆ คน ในขณะนี้ ทุกๆ คน เทอญ
ธรรมบรรยายที่ท่านบรรยายจบลงไปเมื่อสักครู่นี้นั้น
ท่านบรรยายไว้เมื่อวันที่ 14 เป็นวันเสาร์ เดือนกันยายน ปีพุทธศักราช 2,522
ซึ่งตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือน 10 ปีมะแม
ณ วัดสวนแก้ว ตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี
ถ้าใครสนใจ ติดต่อสอบถาม หรือว่าไปพูดคุยสนทนากับท่านได้
และก็ขอวิธีการไปประพฤติบัติได้ทุกโอกาส
ท่านก็ให้ความอบอุ่นให้ความสว่าง ชี้แจงทุกแง่ทุกมุม
สำหรับผู้มีความเพียรหรือสนใจ ในการที่จะศึกษาพุทธธรรม
ซึ่งเป็นการจรรโลกไว้ซึ่งคำสอน หลักการประพฤติปฏิบัติอย่างถูกต้อง 100%
ท่านรับรองชีวิตเป็นเดิมพัน
พวกเราที่ได้ฟังนี้ ก็ขอให้สนใจกับตัวเอง
ประพฤติปฏิบัติอย่างจริงจังเข้าไป
ให้มีความสุข ให้มีความสบายอกสบายใจด้วยการทุกทุกท่าน