แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ธรรมปาฎิโมกข์ของพวกเราที่นี่ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ ตัวกู-ของกู อยู่ตามเดิม ขอให้สังเกตดูเรื่องที่ได้พูดมาแล้วทุกเรื่องที่เป็นลักษณะเฉพาะของความสุข ก็จะพบว่าทุกเรื่องมันจะมีความสุขหรือเป็นความสุขต่อเมื่อมันระงับ ตัวกู-ของกู หรือไม่มี ตัวกู-ของกู ปรากฏอยู่ในขณะนั้น จะเป็นฝ่ายคำพูดอย่าง positive คือว่า มีนั่นมีนี่ จึงมีความสุขก็ดี หรือว่า negative เมื่อไม่มีนั่นไม่มีนี่จึงจะมีความสุขก็ดี รวมความหมดแล้วมันก็อยู่ตรงที่ว่าเมื่อไม่มี ตัวกู-ของกู มันจึงจะปรากฏเป็นความสุข มองดูอย่างนี้แล้วก็เห็นได้ว่าความสุขนั้นมันเป็นประเภทนัยปฏิเสธคือ ไม่มีอย่างที่ได้พูดให้ฟังแล้วว่า นิพพาน คือ ไม่ใช่หรือไม่มีอะไรหมด แต่ในที่สุดมันก็ยังมี นิพพาน นั่นเอง ในความที่มี นิพพาน อยู่ มันเป็น positive คือ นัยที่ยอมรับว่ามี ฉะนั้นถ้าเราไม่มีความโกรธมันก็ต้องมีอะไรที่เป็นปฏิกิริยาจากการที่ไม่มีความโกรธหรือแม้ที่สุดแต่จะว่าเป็นเสียงสะท้อนหรือเป็นควันหลง, ควันอะไรก็ตามจากความไม่มีความโกรธ อันนั้นเลยถือเป็นสิ่งที่เรียกว่ามี นี่เราพูดกันในแง่ไม่มี ก็หมายความว่ามันไม่มีตัวกู-ของกู มันจึงมีความสุข ไอ้มีอะไรขึ้นมามันก็ต้องมีสิ่งที่ไม่มี ตัวกู-ของกู, ไม่ปรากฏ ตัวกู-ของกู จึงจะเป็นความสุข ฉะนั้นจะพูดอย่าง negative หรือ positive อะไรก็ตาม เรื่องเดิมเรื่องจริงมันมีอยู่เพียงเรื่องเดียวคือ ว่ามันต้องไม่มี ตัวกู-ของกู ปรากฏ ถ้าจะมีก็มีความว่างจาก ตัวกู-ของกู ก็คือไม่มี ตัวกู-ของกู ฉะนั้นขอให้สังเกตไอ้ความจริงหรือข้อเท็จจริงเรื่องนี้ให้มากขึ้น ๆ ๆ จึงจะเข้าใจคำว่า ว่างจาก ตัวกู- ของกู ว่าคำว่าความว่างนี่เป็นอะไร มันเป็นสิ่งที่มีหรือมิได้มีหรือว่าไม่เป็นทั้งสองอย่าง ถ้าพูดอย่างภาษาพุทธบริษัททางพุทธศาสนาแล้วก็ต้องพูดว่าไม่เป็นทั้ง negative ไม่เป็นทั้ง positive จึงจะเรียกว่า มันว่างนี่ถ้าเราอยากจะใช้คำว่าว่างเมื่อว่างจาก ตัวกู-ของกู นั้น มันไม่มีความหมายเป็นมีหรือเป็นไม่มี จึงจะเรียกว่าว่างจริง ๆ แต่คนธรรมดาจะรู้สึกว่าว่างนั้นคือ ไม่มี นี่มันภาษาคนละภาษา ภาษาธรรมกับภาษาคน ที่เราเคยพูดถึงกันมานานนักแล้ว
ทีนี้จะพูดกันถึงเรื่องความสุขคือ ลักษณะของความสุขต่อไปจากที่พูดมาแล้วในวันก่อนแต่อยากจะพูดปลีกย่อยออกไปอีกหน่อยหนึ่งว่ามันเป็นเรื่องที่จะเรียกว่าน่าขันก็น่าขัน, น่าสงสารก็น่าสงสาร, น่าหัวเราะก็น่าหัวเราะ, ที่ว่าไม่มีใครสนใจเรื่องที่เกี่ยวกับความไม่ทุกข์หรือความสุขนี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ในโลกนี้ในปัจจุบันนี้มนุษย์ไม่สนใจเรื่องนี้ คล้าย ๆ กับว่าเราก็พูดกันคนละโลก อยู่กันคนละโลกพูดบ้าไปข้างเดียวพวกเดียวที่พูดถึงเรื่องความดับทุกข์สิ้นเชิงหรือความสุขสมบูรณ์ มันอยู่ที่นี่แล้วเป็นเรื่องในจิตในใจล้วนไม่เกี่ยวกับข้างนอกไม่เกี่ยวกับโลกทั้งโลกหรือไม่เกี่ยวกับอะไรทั้งหมดที่เป็นของข้างนอก โลกจะเป็นอย่างไรก็ตามเราสามารถจะทำให้มีความดับทุกข์หรือไม่มีทุกข์ขึ้นมาจากข้างใน แล้วเราก็เรียกว่าที่สุด, ที่สุดจบของความทุกข์ก็คือ ที่สุดจบของเรื่องทุกเรื่อง เดี๋ยวนี้เขาไม่มีหลักที่จะไปหาที่สุดหรือที่จบกันอย่างนี้เพราะต้องการไอ้สิ่งที่ไม่รู้จักจบ แต่ก็โดยไม่รู้สึกตัว เขาคิดว่ามันจะจบลงไปได้มันจะสิ้นสุดลงไปได้แต่แล้วมันก็ไม่มีทางจะสิ้นสุดลงไปได้ นั้นมันเป็นเรื่องของโลกเป็นเรื่องความคิดอย่างโลกหรือของโลกหรือเกี่ยวกับโลกก็เรียกว่าโลกจินต์ เป็นอย่างหนึ่งในอจินไตย
อจินไตยวัตถุ ๔ อย่าง มันก็มีเรื่องความคิดของสัตว์โลกชาวโลกนี้อยู่เรื่องหนึ่งด้วยที่ไม่มีทางจะจบ ต้องเป็นเรื่องทางธรรมะของพระพุทธเจ้าตามที่พระพุทธเจ้าท่านจำกัดไว้นะมันจึงจะจบ เดี๋ยวนี้ขอให้ดูสิ่งที่ควรดูที่สุดสักอย่างหนึ่งคือ การศึกษาค้นคว้าพยายามพากเพียรของมนุษย์จะในแง่ของการศึกษาค้นคว้าหรือในแง่ของการประดิษฐ์หรือการบริโภคการใช้สอยอะไรก็ตาม มันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นไปเพื่อไม่มีที่สิ้นสุดไม่จบทั้งนั้น แล้วก็ลงทุนด้วยเดิมพันที่มากมายอย่างน่าสงสารเช่น เรื่องค้นคว้ายุคอวกาศนี้จะให้รู้ว่าไอ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในอวกาศนอกอวกาศอะไรก็ตามนี้มันเป็นอย่างไรก็คิดค้นกันมาเรื่อย แม้ว่าไอ้การค้นมันจะก้าวหน้ามันก็จบไม่ได้ ทีนี้การไป, ตัวอย่างยกตัวอย่างเช่น การไปโลกพระจันทร์อย่างนี้มันก็ไม่ได้ทำอะไรเพิ่ม ไอ้ความรู้ที่มีประโยชน์มากกว่าเดิมคือ มีหวังว่ามันจะจบลงได้ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้เขาก็ไม่มีความรู้ว่าไอ้ทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพระจันทร์เกี่ยวกับโลกนี้ด้วยมันเป็นอย่างไรกันแน่ ที่เคยเชื่อว่าพระจันทร์เป็นส่วนหนึ่งของโลกที่หลุดออกไปเป็นพระจันทร์ก็เคยเชื่อกันมาพักหนึ่ง เดี๋ยวนี้มันก็กลายเป็นทฤษฎีที่โง่ ๆ บ้า ๆ บอ ๆ ไปแล้วเพราะว่าอะไร ๆ ที่มันมีในดวงจันทร์นั้นมันชักจะแสดงว่าไม่เหมือนกับที่มีอยู่ในโลกอย่างนี้เป็นต้น แต่เขายังพยายามจะคิดเรื่องนี้อยู่เรื่อยไป ว่าพระจันทร์นี่มันตั้งต้นมาอย่างไรเกี่ยวกับโลกอย่างไรเกี่ยวกันหรือไม่, มากมายหลายสิบปัญหา ซึ่งล้วนแต่เป็นสมมติฐานทั้งนั้น ไม่ใช่ไอ้ความสิ้นสุดของความรู้หรือการค้นคว้า มันก็ทำให้เวียนหัวมากขึ้นกว่าที่ยังไม่ไปถึงโลกพระจันทร์อย่างนี้เป็นต้น มันยิ่งเพิ่มแง่ที่จะทำให้สงสัยมากขึ้นกว่าสมัยที่ยังไม่เคยไปถึงโลกพระจันทร์ ฉะนั้นก็เลยเป็นอันว่าไม่มีหวังว่าไอ้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มันจะสิ้นสุดลงได้ ให้ทำกันต่อไปอีกกี่ชั่วคนมันก็ยังสร้างสงสัยใหม่ ๆ อยู่เรื่อยไปไม่มีทางจะสิ้นสุดความสงสัยลงไปได้ ทีนี้แม้ว่าสมมติว่าอะไรว่าก็ตามว่ามันจะถึงที่สุดไปได้ไม่มีใครค้านอีกแล้วมันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่นั่นเองเช่น จะรู้ว่า เอ้า, โลกนี้ให้กำเนิดแก่พระจันทร์แน่ อย่างนั้น ๆ ๆ ถูกต้องไม่มีค้านแล้วก็ไม่มีอะไรทำให้มนุษย์ดีขึ้นหรือมีความสุขขึ้น มันไม่เกี่ยวกับความดับทุกข์ มันเกี่ยวกับเรื่องความอยากรู้ไม่มีที่สิ้นสุดเพราะพวกนี้เขาก็ถือเอานี้เป็นสิ่งสูงสุด, สูงสุดยิ่งกว่าเรื่องอะไรหมดยิ่งกว่าเรื่องพระเจ้าหรือยิ่งกว่าเรื่องอะไรหมด เขาจึงระดมทุ่มเทมันสมองการศึกษาค้นคว้าลงไปเพื่อให้รู้สิ่งเหล่านี้ซึ่งไม่มีที่สิ้นสุดหรือว่าถ้าสมมติว่าสิ้นสุดลงไปก็ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร แต่เขาก็ยังคิดว่ามันประเสริฐที่สุดเห็น หรือรู้สึกว่าเรื่องอย่างที่เรากำลังพูด ๆ กันอยู่นี้เป็นเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ เรื่องโง่เขลาเรื่องของคนไม่มีอะไรจะคิด ทีนี้มันก็พิสูจน์กันไม่ได้ตรงที่ว่า เขาไม่เคยมาคิดแล้วก็ไม่รู้ว่ามันจะมีประโยชน์อะไร ไอ้เราก็ยังไปไม่ถึงที่สุดที่ว่าเราจะทำให้มีความสุขขึ้นมาให้ปรากฏให้เขาดูได้
นี่ทำให้เราต้องพูดกันเรื่อยไม่มีที่สิ้นสุดก็น่าสงสารตัวเราเหมือนกัน พูดเรื่องธรรมปาฎิโมกข์นี่กี่สิบหรือว่ากี่ร้อยครั้งมันยังไม่สิ้นสุด สำหรับการพูด ทั้ง ๆ ที่เราพูดเรื่องเดียวนี่ชี้ให้เห็นทุกแง่ทุกมุมมากขึ้นแต่ก็เรื่องเดียวนี้ไม่ได้มีสองเรื่องสามเรื่อง พูดถึงเดิมพันที่ลงกันไปแล้วก็เราก็ยังสู้เขาไม่ได้อย่างเขาอยากจะรู้เรื่องพระจันทร์, เรื่องอวกาศนี่ก็ลงทุนเป็นเงินเป็นทองนับไม่ไหวตัวเลขนี่นับไม่ไหวไปดูแล้วตกใจ แล้วผู้คนก็มากแล้วคนที่มีหัวสมองมีสติปัญญาทั้งนั้นเก็บเอาไปหมดไปรวมกันช่วยกันคิดช่วยกันทำเกี่ยวกับเรื่องทางฟิสิกส์บ้าง, ทางเคมีบ้าง, ทางอะไรอื่นอีกเยอะแยะที่เกี่ยวกับเรื่องพระจันทร์กับโลก แล้วก็อย่าลืมว่าระหว่างที่เขาทำกันอยู่นี้เขาก็เกิด-ตาย เกิด-ตาย เกิด-ตาย นักวิทยาศาสตร์ผู้ค้นคว้าขวนขวายอะไรก็เกิด-ตาย เกิด-ตาย เกิด-ตาย แล้วเวลาที่เขาไม่ได้คิดนึกเรื่องนี้เขาก็มีความทุกข์อย่างคนธรรมดาสามัญส่วนใหญ่ที่ว่าเป็นทุกข์แล้วก็ตายไปเหลือความรู้ส่วนน้อยไว้สำหรับคนอื่นคิดต่อไปอีก นี่เรียกว่าลงทุนมากมีเดิมพันมาก แต่ผลที่ได้มาก็คือไม่รู้ว่าอะไรไม่มีอะไรเป็นที่สุดแน่นอนลงไปได้ แล้วผมกล้าพูดว่าแม้ถึงที่สุดมันก็ไม่ดับทุกข์ของโลก ขอให้ไปดูตรงที่ว่า, ไปคิดดูสังเกตดูตรงที่ว่าคนที่ฉลาด ๆ นักปราชญ์, นักวิทยาศาสตร์, นักอะไรก็ตามที่เขารวมหัวกันคิดเรื่องโลกนี่มันมาก ไม่รู้จะพูดว่ามากอย่างไรแต่ทำไมจึงมาคิดเรื่องของพระพุทธเจ้านี้ไม่ได้ และไม่ยอมคิดหรือว่าจะคิดแต่คิดไม่ออก มันไขว้กันอยู่อย่างไร, มันไขว้กันโดยหลักใหญ่ก็คือว่า มันคิดกันคนละเรื่องคนละแนว เขาคิดไปในทางที่มันไม่อาจจะสิ้นสุดแล้วมันไม่ดับทุกข์อยู่แล้ว แล้วนี่เรานี้จะคิดหรือจะค้นหรือจะทำไปแต่ในทางที่มันจะดับทุกข์ได้ และสิ้นสุดลงไปได้
ทีนี้ ก็ขอให้พยายามกันให้มากหน่อยที่จะให้มันสิ้นสุดลงไปได้ ให้ระลึกนึกถึงพระพุทธภาษิตที่ว่า ข้างในเท่านั้น, ข้างในเท่านั้น, ในร่างกายที่ยังมีชีวิตอยู่ ที่ยังยาวประมาณวาหนึ่งมีความคิดนึกรู้สึกได้นี่ ข้างในนี้ให้คิดค้นศึกษาจนพบความทุกข์, พบเหตุให้เกิดทุกข์, ความดับทุกข์ และทางถึงความดับทุกข์ แต่ในสูตรนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสแปลกที่สุดคือใช้คำว่าโลกแทนคำว่าทุกข์ ในร่างกายยาววาหนึ่ง ยังเป็น ๆ นี่ ค้นหาให้พบโลก, ให้พบเหตุให้เกิดโลก และความดับสนิทของโลก และทางให้ถึงความดับสนิทของโลกคือ เรื่องอริยสัจนั่นเอง มันเนื่องมาจากว่าเทวดาองค์หนึ่งเที่ยวค้นหาที่สุดของโลกไม่รู้กี่กัปกี่กัลป์แล้ว จนตายแล้ว, ตายอีก, ตายแล้ว, ตายอีก ก็ไม่พบที่สุดของโลก ความเร็วความไวของเทวดาองค์นี้ที่เขามาทูลพระพุทธเจ้านี่เขาลัดนิ้วมือเดียวถึงจักรวาลฝั่งโน้นลัดนิ้วมือเดียวถึงจักรวาลฝั่งนี้ เขาก็หาที่สุดของโลกไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าให้ค้นข้างในคือร่างกายที่ยาววาหนึ่งแล้วจะพบโลก และที่สุดของโลก
ทีนี้ ถ้าพูดถึงเรื่องไปโลกพระจันทร์กันอย่างเดี๋ยวนี้ก็คือว่ามันค้นไปทั่ว, ทั่วโลกนี้หรือไปถึงโลกพระจันทร์ก็ยังไม่ถึงจักรวาล, ยังไม่หมดทั้งจักรวาล, ยังเล็กนิดเดียว, ยังสู้เทวดาองค์นั้นไม่ได้ที่ค้นทั่วทุกจักรวาลแล้วก็ไม่พบที่สุดของโลก เพราะว่าที่สุดของโลกหรือที่สุดทางเรื่องของทฤษฎีอะไรก็ตามมันมีไม่ได้ที่จะไปค้นหาจากวัตถุจากตัวโลก ต้องทำให้สิ้นสุดในภายในหรือข้างในที่ทำให้มันหยุดการ, ความต้องการจะรู้เลยหมดปัญหาคือ ความทุกข์ ฉะนั้นเดี๋ยวนี้ยิ่งศึกษา, ยิ่งค้นคว้า, ยิ่งก้าวหน้า วิชาใหม่ที่สุดคือ วิชาอวกาศนี่มันก็ไม่มีที่สิ้นสุด จะไม่มีที่สิ้นสุดต่อไปอีกเลยน่าสงสาร
ทีนี้เรื่องที่ค้นคว้าสิ่งบำรุงบำเรอความสุขทางร่างกายทางเนื้อทางหนังมันก็ไม่มีหวังจะสิ้นสุด
ที่จริงมันก็ไม่เป็นการก้าวหน้าอะไรแต่ที่เขาก็ถือว่าก้าวหน้ามาก ก็ไม่ได้ทำให้มนุษย์ดีขึ้นในส่วนนี้ เพียงแต่ของมันแปลกออกไปยุ่งยากมากขึ้น ฉะนั้นเดี๋ยวนี้มันจะกินอยู่กันอย่างเหมือนอย่างที่เขากล่าวไว้ในเรื่องของเทวดามันก็ไม่ลดความทุกข์, ไม่ลดปัญหา, ไม่ลดอะไรลงมา นั่นละคือเรื่องที่เรียกว่าไม่มีที่สิ้นสุดแปลว่า ทางวิชาทางทฤษฎีก็ไม่มีที่สิ้นสุด ไอ้ทางที่ปฏิบัติเกี่ยวกับคนเป็นอยู่ประจำวันนี้มันก็ไม่มีที่สิ้นสุดไม่ถึงที่สิ้นสุด ก้าวหน้าเท่าไรก็ยิ่งไกลความสิ้นสุดหรือความถึงที่สุดเท่านั้น ฉะนั้นเรื่องการค้นคว้าการศึกษา, การค้นคว้าการประดิษฐ์ต่าง ๆ การรับผลของสิ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นมาบริโภคใช้สอยกันอยู่นี้, ทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์นี้กำลังไม่มีที่สิ้นสุดอย่างที่เรียกว่าน่าสงสาร มองอีกทีหนึ่งก็น่าขบขัน, มองอีกทีหนึ่งก็น่าสงสารมันเรื่องเดียวกันแหละคือ มันไม่มีประโยชน์ในทางที่จะดับทุกข์แล้วก็ลงทุนกันเป็นวรรคเป็นเวร ที่ผมเอามาพูดนี้ก็เพื่อให้มองเห็นข้อนี้กันเสียบ้าง, ไม่ใช่เสียบ้าง, ให้มากที่สุด, มากเท่าที่จะมากได้ แล้วมันจะได้สลดสังเวชแล้วจะเข้าใจไอ้เรื่องที่พูดนี้ได้ง่าย ถ้าไม่มีความสลดสังเวชอย่างนี้แล้วผมพูดจนตาย, ตายอีกกี่ชาติ ๆ คุณก็ไม่เข้าใจอยู่นั่น เพราะว่าจิตมันเดินไปคนละแนวอยู่เรื่อยมันกลายเป็นเรื่องพูดเป็นเรื่องความคิดความเห็นเป็นอะไรเหมือนกับพวกที่ไปโลกพระจันทร์ กระทั่งกลายเป็นเรื่องที่จริงหรือปฏิบัติได้จริงว่าทั้งหมดมันอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้จริง ๆ เรื่องสากลจักรวาล, เรื่องระดับจักรวาล, เรื่องอะไรก็ตามมันมีอยู่ในร่างกายที่ยาววาหนึ่งนี้จริง ๆ
ฉะนั้นผมจึงพยายามพูดมาทีละเรื่อง ๆ อย่างที่คุณก็ฟังกันมาแล้วทุกคราวนี่พูดในแง่มี, น่าชื่นใจก็ว่า ความอิ่ม, ความสุข, ความแน่ใจ, หน้าที่เพื่อหน้าที่, ความรักไม่มีขอบเขต, อิสรภาพทางกาย, จิต, วิญญาณ ที่พูดอย่างมีอย่าง positive กันเอือม แล้วก็มาพูดกันในแง่ที่ไม่มีกันบ้าง เราไม่หิวไม่รู้สึกทุกข์ร้อนเราไม่กลัวอะไรไม่ต้องอาศัยอะไรกระตุ้น กระทั่งครั้งสุดท้ายนี้ก็พูดถึงเรื่องว่าเราจะชุ่มชื่นไม่มีเรื่องขัดใจขุ่นข้องหมองใจอะไรเลย นี่มันคล้ายๆ กับเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เด็กเขาพูดได้, ใครๆ ก็จะพูดได้ แต่แล้วตัวจริงมันก็มีขึ้นมาไม่ได้ทั้งที่มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญเป็นอยู่กับเราทุกวัน
ทีนี้ก็อยากจะพูดโดยหัวข้อต่อไปที่ว่าเราไม่รู้สึกระอาในสิ่งใดหมด ไอ้ความไม่, ไม่รู้สึกเอือมระอาในสิ่งใดหมด คุณก็พอจะเข้าใจได้ว่าไอ้เอือมระอามันคืออย่างไรแล้วพอเกิดเอือมขึ้นมามันก็มีความทุกข์ทันทีที่นั่น กินของอร่อย ๆ พออิ่มเอือมขึ้นมามันก็กลายเป็นสภาพที่จะต้องทนและเป็นทุกข์ละ ของที่รักใคร่ถูกอกถูกใจพอใจรักใคร่เหมือนดวงใจพอมันเกิดซ้ำซากระอาขึ้นมามันก็แสดงอาการแห่งความทุกข์ที่นั่น ทีนี้มันก็มีกฎอะไรก็ไม่รู้กฎของธรรมชาติหรือกฎของพระเจ้าหรือกฎของธรรมะ แล้วแต่จะเรียก, ที่ว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงมันเปลี่ยนแปลงทั้งสองฝ่ายคือ, คือฝ่ายผู้เป็นเจ้าของหรือผู้ที่จะกระทำนั้นก็เปลี่ยนแปลง ฝ่ายที่ถูกกระทำนั้นมันก็เปลี่ยนแปลง ฉะนั้นความเอือมความระอาความอะไรนี้มันจึงทำให้มันเกิดขึ้นง่าย, ง่ายอย่างยิ่ง คนหนุ่มคนสาวจะกำลังหลงเรื่องแฟนเรื่องอะไรก็ตามใจ มันก็มีความเอือมระอาขึ้นมาได้เรียกว่า ของที่หลงกันมากหลงใหลกันมากนี้มันรักมากอะไรมากนี้มันก็ยังมีส่วนที่จะเอือมหรือระอาขึ้นมา เพราะฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงสิ่งที่มันไม่มีไอ้แรงกระตุ้นมากเหมือนอย่างนั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเช่น การทำงานหรือการปฏิบัติอะไรประจำวันเพื่อบริหารร่างกายนี้มันก็ยังเอือมระอา ผมก็บอกตรงๆ ได้ไม่ละอายเหมือนกันว่าผมก็เอือมระอาที่ไม่ใช้มุ้งนี่ก็เพราะมันขี้เกียจกางมุ้งและเก็บมุ้ง นี่พูดกันตรงๆ ที่เขาเรียกว่าเปิดอกเลยก็ได้ไม่ใช่ว่ามันจะไปชอบอะไรไปเสียหมดแต่มันเอือมระอาก็เลยไม่กางมุ้งมันเสียดีกว่า ผ้าห่มนอนขี้เกียจที่จะเก็บ, จะนั่น, จะนี่, ก็เลยไม่ใช้มันเสียดีกว่า มันมีความเอือมระอาได้ถึงขนาดนี้ คนอื่นจะเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบผมมันเป็นมากถึงอย่างนี้ นี่ถ้าเอาชนะไอ้ความเอือมระอาอย่างนี้ไม่ได้แล้วก็มันก็ตายแน่มันก็เป็นโรคเส้นประสาทหรือเป็นไอ้โรคอะไรตาย
ฉะนั้นมันก็มีทางที่จะขจัดปัญหานี้ว่า อะไรที่มันขจัดออกไปได้ไม่ต้องทำมันก็อย่าทำมันก็แล้วกัน บางทีผมคิดว่าสามวันกินข้าวสักหนหนึ่งยังคิดอยู่บ่อยๆ อย่างนี้ก็มี ขี้เกียจที่จะไปกินไปฉันไปนั่ง อย่างนี้ นี่มันไปคิดคำนวณกันดูเองว่ามันจะตัดออกไปได้เท่าไรมันก็ตัดออกไปก่อน ถ้าที่ตัดไม่ได้ก็ต้องไม่เอือมระอาถ้าปล่อยความรู้สึกเอือมระอาเกิดขึ้นครอบงำมันก็คือตกนรกที่นั่นและเดี๋ยวนั้น ตื่นเช้าขึ้นมาคุณขี้เกียจเก็บผ้าห่มนอนม้วนเสื่อนี่มันก็เอือมระอามันก็รู้สึกเสียไอ้ความสงบสุขของจิตใจ ถ้ามากก็รู้สึกเหมือนกับตกนรก เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรจึงจะขจัดไอ้ความรู้สึกเอือมระอาในสิ่งที่จะต้องทำนี้ให้ออกไปเสียให้ได้มันก็ต้องคิดลึกซึ้งเข้าไปถึงรากเหง้าว่า อ้าว, มันก็ไอ้ ตัวกู-ของกู นั่นเองที่ซ่อนหัวอยู่นี่ มันจึงรู้สึกเอือมระอาตามลักษณะของไอ้ความรู้สึกที่เป็นการเห็นแก่ตัว ตัวกู-ของกู มีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่งก็คือว่าจะต้องเห็นแก่ตัวก่อน ฉะนั้นเขาจึงจ้างคนมาซักผ้า, จ้างคนมาเก็บที่นอน ถ้าเขามีเงินมากเขาก็จ้างคนเยอะแยะมาคอยทำในสิ่งที่เขาทำเองแล้วมันเอือมระอา เหลืออยู่แต่ว่าถ้าเขาจะจ้างให้คนอื่นกินข้าวแทนได้ผมก็ว่าก็มีคนจ้าง ก็ลองคิดดู มันเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้อย่างจะไปอาบน้ำ อย่างจะไปส้วม, ไปฐานอย่างนี้ บางทีมันก็ขี้เกียจ, เอือมระอาแต่มันจ้างใครทำแทนไม่ได้มันจึงทนทำไป นี่ก็เป็นเรื่องบริหารขันธ์ร่างกาย ฉะนั้นต้องอย่าให้ไอ้ ตัวกู-ของกู มันซ่อนอยู่ในส่วนลึกจนทำให้เกิดไอ้ความเอือมระอารำคาญกับสิ่งเหล่านี้ซึ่งเป็นความขัดใจชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน, เป็นโทสะความขัดใจหม่นหมองชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้เราแยกออกมาเพียงที่เป็นความหมายความเอือมระอา ปัญหาที่เราจะต้องมีการงาน, หน้าที่, ที่เราจะต้องทำมันก็ต้องผ่านไปได้โดยไม่มีความเอือมระอา ถ้าอันนี้มันเจริญลุกลามขึ้นจากขี้เกียจเก็บที่นอนเวลาเช้าเรื่อยไปจนถึงการงาน, การศึกษาอะไรต่าง ๆ แล้วมันก็จะผ้าเหลืองร้อนมันก็เอือมระอาต่อพรหมจรรย์ ก็ต้องสึก คุณไปดูเถอะไอ้พวกที่มันสึกๆ ไป มันมีส่วนของความเอือมระอานี้เจืออยู่มาก, เจืออยู่มากมาย พอทางนี้มันเกิดการเอือมระอา ไอ้ทางโน้นมันก็เปิดโล่งต่อการที่จะกระโจนออกไปสู่สิ่งที่มิใช่พรหมจรรย์ นี่พรหมจรรย์มันเป็นที่น่าเอือมระอาขึ้นมาในความรู้สึกนั้นของคนแล้ว ไอ้สิ่งที่ไม่ใช่พรหมจรรย์ จะเป็นของสวย, ของหอม, ของหวาน, ของน่าปรารถนาขึ้นมาทันทีมันก็สลัดพรหมจรรย์ออกไป อย่าทำเล่นกับสิ่งที่เรียกว่าความเอือมระอาก็จัดเป็นกิเลสชนิดหนึ่งที่เรียกว่าความกระสันอยากจะสึกนี้ก็มามาจากไอ้ความเอือมระอาต่อพรหมจรรย์ อยู่ในวัดผ้าเหลืองร้อนไม่มีอะไรที่ชื่นใจที่พอใจมองไปแต่ข้างนอกล้วนแต่สิ่งที่น่าชื่นใจ นี่มันเป็นความคิดปรุงแต่งใหม่ เกิดขึ้นมาได้จากการที่วางจิตใจไว้ไม่ถูกต้องมันก็เกิดระบบความคิดแบบนี้ขึ้นมาครบถ้วนของมันเอง คนเราจึงเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ไม่น่าจะทำหรือไม่ควรจะทำหรือว่าเสียเวลาเปล่าแล้วก็มัวกลับไปกลับมา, กลับไปกลับมาอยู่นั่นซ้ำๆ ซากๆ ได้
แต่เดี๋ยวนี้ผมจะไม่พูดในเรื่องอย่างนั้นเพราะต้องการจะพูดแต่ในแง่ที่ว่าไอ้ความรู้สึกเป็นสุข สดชื่นเยือกเย็นแสนที่จะเยือกเย็นนี้ต้องเป็นความรู้สึกที่ปราศจากความเอือมระอาในสิ่งใดๆ โดยสิ้นเชิง ฉะนั้นก็ไปตั้งหน้าตั้งตาขจัดไอ้ความรู้สึกของ ตัวกู-ของกู ที่เห็นแก่ตัวทำให้ความเอือมระอาในสิ่งที่ ตัวกู-ของกู มันไม่ชอบ แม้ว่ามันเป็นสิ่งที่ควรกระทำคือ มันจะเป็นสิ่งที่ดับทุกข์ได้ เป็นพระเป็นเณรเราก็มีสิ่งที่ควรกระทำเพื่อจะดับทุกข์ได้มากมายหลายเรื่องก็ไปจาระไนเอาเองไปทดสอบเอาเองเช่นว่า จะไปไหว้พระ, สวดมนต์, ทำวัตรเช้าทำวัตรเย็น หรือว่าจะไปฟังเทศน์ หรือจะลงปาฎิโมกข์ หรือว่าจะไปทำอะไรตามกิจวัตรต่างๆ แม้ที่สุดจะกวาดขยะประจำวัน, นี้ก็เรียกว่าเป็นกิจวัตรที่ต้องกระทำ มันก็มาตีกันยุ่งกับเรื่องความเอือมระอา ถ้าความเอือมระอาเกิดขึ้นไม่มีความสุข ทีนี้เราจะเอาความเอือมระอา มันก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอันมาพิจารณาเห็นเรื่องนี้ว่า ตัวกู-ของกู อีกชนิดหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ที่นี่ต้องจับดึงออกมาฆ่าเสียให้ตายด้วย ก็กลายเป็นเรื่องไม่มีอะไรที่จะเอือมระอาไอ้การงานกลายเป็นความสุขไปเสียเอง ได้ทำสิ่งที่ดีมีประโยชน์แล้วก็พอใจสนุกสนานด้วยเป็นสุขด้วยอยู่ในการงานเหล่านั้น นี่มันไม่ต้องไปหาที่สวรรค์หรือที่โลกพระจันทร์หรือที่สวรรค์หรือที่พรหมโลกอะไรที่ไหนมันจะจัดที่นี่ให้เป็นยิ่งกว่าพระจันทร์ยิ่งกว่าสวรรค์หรือยิ่งกว่าพรหมโลกที่เราเรียกกันว่า นิพพาน ที่มันเย็นสนิท, ว่างจากความทุกข์เพราะมันว่างจาก ตัวกู-ของกู ทุกอย่างทุกประการ
อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าในร่างกายที่ยาววาหนึ่งเท่านี้ มีโลกทุกโลก, มีเหตุให้เกิดโลก, มีความดับสนิทของโลก, มีหนทางที่จะดับโลกนั้นพร้อมเสร็จหมดเลย ไอ้โลกนี้คือความยุ่งความวุ่น เขาเรียกว่าโลก ความหมายที่ถัดไปก็คือ เป็นทุกข์ เพราะคำว่าโลกมันอยู่ได้เพราะความโง่ความหลง ถ้าคนหมดโง่หมดหลงเมื่อไรไอ้โลกนี้ก็ไม่มีความหมาย ถ้าเรายังไม่มี, ยังมีความโง่, ความหลง, ความ อวิชชาอะไรอยู่นี้โลกนี้ยังมีความหมายและยังมีมากขึ้นๆ คือ เป็นโลกที่ใหญ่ หรือว่าน่าดูหรือว่าน่ารัก อะไรมากขึ้นๆ นี่ไอ้ความน่ารักหรือว่าที่เป็นที่ตั้งของความอยากความต้องการนี่มีมากเท่าไรมันก็จะความโลภหรือมีความกำหนัดมากเท่านั้น ทีนี้มันมีความรัก, ความโลภ, ความกำหนัดมากเท่าไรมันจะมีโทสะ, ความขัดใจหรือความรำคาญนี้มากขึ้นเท่านั้นเหมือนกันเพราะว่าความขัดใจทุกชนิดรวมทั้งความรำคาญด้วยนี่มันมาจากความอยากและความรักความที่จะได้อย่างใจ
พระพุทธเจ้าตรัสข้อนี้ไว้ชัดว่าจนแทบจะกล่าวทุกอย่างถ้าที่ปรากฏแก่ใจนี่ ทุกอย่างมาจากความรัก, ความโกรธก็มาจากความรัก, ความเกลียดก็มาจากความรัก, ความกลัวก็มาจากความรัก, ความโศกเศร้าอะไรก็มาจากความรัก ถ้าความรักไม่มีอย่างเดียวนะไอ้พวกเหล่านั้นมันมีไม่ได้ เพราะไอ้พวกเหล่านั้นมันมีเพราะมันไม่ได้อย่างใจรัก, ใจมันยังรักอยู่, ใจมันยังอยากอยู่, มันยังอะไรอยู่, มันก็คลอดไปในความกลัว, ความเกลียด, ความอิจฉาริษยา, ความหึงหวง, ความกระทั่งไม่รู้อะไรก็รำคาญอยู่เฉย ๆ นี้คือสิ่งที่มันรบกวนความสงบสุขของเรามนุษย์ ความรู้สึกอันนั้นนะคือ ความรู้สึกของสิ่งที่เราพูดอยู่ทุกครั้งทุกคราวว่า ตัวกู-ของกู เพราะฉะนั้นทางแก้ของมันก็แล้วแต่ว่าเราจะทำได้ในขนาดไหนถ้าฆ่า ตัวกู-ของกู สิ้นเชิงก็หมดเรื่องเป็นพระอรหันต์ไป ทีนี้ฆ่ามันไม่ได้ก็ควบคุมมันไว้อย่าให้มันโผล่ขึ้นมา จนกว่ามันจะเน่าตายไปเอง ทีนี้มันไม่ง่ายอย่างปากพูดมันทำยากจึงต้องมีอุบายให้มันอยู่ได้ในสภาพที่มันทำตัวกูให้ร่อยหรอไปๆ โดยไม่รู้สึกเป็นทุกข์ไม่รู้สึกเป็นปัญหาแล้วไม่ต้องทนกันมากเกินไป ไปทำอะไรให้ถูกวิธีเสียให้ความรู้สึกเลวๆ อย่างนี้มันเกิดขึ้นไม่ได้ทำอย่างนี้เรื่อยไป ฉะนั้นที่จะไปหักด้ามพร้าด้วยเข่า, ไอ้หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่าไปบังคับมันซึ่งหน้ามันบ้าเลยไม่กี่วันก็ต้องส่งที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ มันต้องมีวิธีที่รู้สึกสบายเป็นสุขพอใจอย่างที่เราเรียกว่าลักษณะของความสุขนี่อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เมื่อเป็นอยู่อย่างนั้นก็เรียกว่าเป็นอยู่ชอบไม่ให้โอกาสแก่ความเจริญของกิเลส มันจึงค่อยๆ ตายไป โดยไม่ต้องมีอะไรเอะอะมะเทิ่งวุ่นวายโกลาหล ข้อนี้ก็มีหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอยู่โดยชอบ, อยู่โดยชอบ, อยู่กันโดยชอบ, โลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์ คำว่า อยู่โดยชอบ ของพระพุทธเจ้านี้คงไม่ใช่เรื่องทนทุกข์ทรมานโกลาหลวุ่นวายระส่ำระสายกันไปหมด มันต้องเงียบสงบปรกติเยือกเย็นอะไรกันไปหมดแล้วก็อยู่อย่างนั้นเรื่อยจนกว่ากิเลสมันจะหมดกำลังและตายไป เราอยู่โดยวิธีที่กิเลสเกิดไม่ได้ กิเลสปรากฏไม่ได้ไม่มีอาหารแก่กิเลสอย่างนี้เรื่อยไป ทีนี้ถ้าคุณมาปล่อยให้ความรู้สึกรำคาญนั่นนี่วัน หนึ่งๆ มีความรำคาญนั้นนะคือ หล่อเลี้ยงกิเลสประเภทโทสะหล่อเลี้ยงกิเลสให้มันอ้วนให้มันพีมากขึ้นอยู่เสมอ ที่จริงมันก็มีชื่อระบุชัดอยู่ใน นิวรณ์ เป็น นิวรณ์ อย่างหนึ่งใน นิวรณ์ ห้าอย่างเรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจะ ฟุ้งซ่านรำคาญเกิดขึ้นแล้วก็รบกวนความสงบสุขของจิต เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดภาษาวัดก็กำจัด นิวรณ์ ตัวนี้เสียมันก็ไม่มีความเอือมระอาฟุ้งซ่านรำคาญอะไร แล้วรวมทั้ง นิวรณ์ ตัวอื่น ๆ ซึ่งเราก็ได้พูดคราวอื่น ซึ่งหมายเล็งถึง นิวรณ์ ตัวอื่น ๆ ฉะนั้นการเป็นอยู่ด้วยการกำจัด นิวรณ์ ทั้งห้าเสีย ตามวิธีในพุทธศาสนานั่นน่ะมันทำให้เป็นอยู่โดยชอบโดยตรงอยู่ด้วยความบริสุทธิ์, สะอาด, สดชื่น, แจ่มใส, เยือกเย็นอยู่เรื่อยไปไอ้สิ่งที่ตรงกันข้ามก็ไม่มีทางที่จะเจริญงอกงาม
สำหรับวันนี้ก็มาพูดว่าอย่าลืมอย่ามองข้ามไอ้สิ่งที่จะเข้าใจว่าเล็กๆ น้อยๆ แม้ที่สุดแต่ความรำคาญที่จะเก็บผ้าห่มนอนเช้าๆ ขี้เกียจแต่มันก็ไม่เก็บก็ไม่ได้มันก็รำคาญ นี้มันไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น ๆ ที่รำคาญมันมีมาก เดี๋ยวเข้ามาทางตาก็รำคาญเดี๋ยวเข้ามาทางหูก็รำคาญ, ทางจมูก, ทางลิ้น, ทางผิวหนังนะเดี๋ยวมันล้วนแต่รำคาญ แล้วธรรมชาติมันก็มีมากสำหรับที่จะให้รำคาญทั้งทางตา, ทางหู, ทางจมูก, ทางลิ้น, ทางกายนี่มาจากธรรมชาติข้างนอก เดี๋ยวสุนัขเห่ารำคาญ, เดี๋ยวกลิ่นอะไรไม่รู้มาก็รำคาญ, มาจากข้างนอกก็มากอยู่แล้ว ทีนี้ที่มาจากข้างในปรุงขึ้นมาจากข้างในนี้โดยความนึก สัญญา ในอดีต สะสมไว้มากก็ปรุงเป็นเรื่องที่จะทำให้เกิดกิเลสได้อย่างมากมายด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงมีไอ้ความรำคาญชนิดที่บอกไม่ถูกว่ามันเพราะเหตุอะไรอยู่ด้วยความรำคาญรู้สึกว่ารำคาญแต่บอกไม่ถูกว่ามันเรื่องอะไร นี่เพราะไม่ฉลาดในเรื่องของจิตใจไม่ฉลาดในเรื่อง ตัวกู-ของกู ที่ลึกไปกว่าธรรมดา ถ้ามันมาจากข้างนอกจากสัตว์, สิ่งของ, บุคคลข้างนอกนี้ก็พอจะเข้าใจได้ง่ายรู้จักได้ง่าย เอ้า, มันเหม็นนี่โว้ย, นี่มันหนวกหูนี่โว้ยมันรู้ได้ง่ายๆ แต่ถ้าปรุงมาจากข้างในแล้วยากมาก นี่เราก็เลยแพ้มันโดยไม่รู้สึกตัวมันก็ดึงเราไป, ดึงเราไปในทางต่ำมากขึ้นทุกทีเช่น บางเวลามันรู้สึกรำคาญที่จะเป็นอยู่มันอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอดไป นี่มันมากนักแล้วนี่มันใกล้จะเป็นโรคเส้นประสาท ถ้าจิตวางไว้ถูกต้อง มันจะไม่มีความรู้สึกรำคาญหรือเป็นทุกข์แบบนี้
ฉะนั้นขอให้ทุกคนถือออกไปเป็นเครื่องทดสอบตัวเองสังเกตศึกษาให้รู้จักตัวเองในแง่ที่มันเกี่ยวกับความรำคาญที่เป็นผลของความปรุงแต่ง ความปรุงแต่งเป็น ตัวกู-ของกู อย่างหนึ่งทีละเรื่อง ๆ อย่างนี้มันง่ายดี ถ้าผมจะพูดสั้นๆ แต่เพียงว่าทำลายโลภะ, โทสะ, โมหะ ก็คงจะฟังกันไม่ถูก นี่เป็นเรื่องจาระไนทีละอย่างๆ ๆ แม้เรื่องของโลภะ ก็พูดเป็นอย่างๆ หลายอย่าง โทสะ ก็พูดเป็นอย่างๆ หลายอย่าง เรื่องของ โมหะ แล้วยิ่งมากก็คงพูดกันไปได้แต่อย่าลืมว่าทุกอย่างมันมาจากต้นตอเดียวกัน คือ ตัวกู-ของกู ถ้าไม่สามารถจะขูดรากเหง้าทิ้งได้มันก็ต้องจัดการควบคุมไปจากข้างนอกคือ การเป็นอยู่ชนิดที่มันเกิดไม่ได้อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน อยู่ให้ดี, อยู่ให้งาม, อยู่ให้สวย, อยู่ให้ถูกต้อง แล้วโลกนี้ก็ไม่ว่างจากพระอรหันต์โดยอัตโนมัติ เพราะนั้นอย่าถือเป็นเรื่องพูดกันไม่รู้จบผมก็อยากจะจบเต็มทีแล้วก็ยังมีเรื่องที่จะชี้ให้เห็นอยู่เรื่อยๆ ไป ฉะนั้นไปทดสอบไอ้ความหม่นหมองของจิตเพราะความเอือมระอา ความรำคาญขจัดออกไปเสียแล้วก็จะได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำคือ หน้าที่การงานด้วยความสนุกสนานได้ โดยเฉพาะไอ้พรหมจรรย์นี้ก็จะไม่ร้อน, ผ้าเหลืองไม่ร้อน, ผ้าเหลืองร้อนเพราะความรำคาญที่มาจากความซ้ำซากในการที่ไม่ได้อะไรอย่างใจไม่สนุกสนาน มันลืมไปมันมองไม่เห็นไอ้ส่วนที่สำคัญมันโง่ เช่นเดียวกับ ขี้เกียจเก็บผ้าห่มนอนหรือเก็บมุ้ง ทั้งที่ชอบมันที่สุดมันให้ความอบอุ่นสบายสะดวกที่สุด แต่ก็ยังขี้เกียจที่จะเก็บมันหรือเอือมระอาในการที่จะต้องเก็บมัน ทั้งที่ตัวก็ชอบ และรัก และจะต้องมี และก็อดไม่ได้ มันอาจจะมากถึงกับว่าจะกางมุ้งนอนมันก็เพราะขี้เกียจหรือรำคาญอย่าว่าแต่จะเก็บเมื่อนอนแล้ว เรื่องอื่นก็ขอให้ไปเปรียบเทียบดู ฉะนั้นอย่าให้มีความ, อย่าให้มีโอกาสที่จะเกิดรำคาญเบื่อหน่ายในการศึกษาเล่าเรียน, ในการประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ตลอดถึงการงานอื่นๆ ที่มันเป็นบทเรียนสำหรับทำลาย ตัวกู-ของกู ทำลายความเห็นแก่ตัวนี่จะต้องทำเรื่อยไปเหมือนกับขนทรายมาสร้างภูเขา ต้องใช้ความพากเพียรความพยายามอย่างถูกต้องสนุกสนานมันจึงจะทำได้ เหมือนกับปลวกขนดินทีละเม็ดมาสร้างจอมปลวกนี้ไม่เคยรำคาญไม่เคยเอือมระอาก็ทำได้มากอย่างนั้น
เอาละขอให้ถือว่าจิตที่ปราศจาก, เกลี้ยงเกลาจากความเอือมระอาหรือความรำคาญเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่พึงปรารถนาอันหนึ่งคือ ความไม่รบกวนแห่ง ตัวกู-ของกู หรือจะเรียกอย่าง positive ก็ว่าความสุข เป็นความสุขที่น่ากระหยิ่มน่าพอใจอยู่ในชีวิตประจำวันวันหนึ่ง ๆ อยู่โดยไม่มีอะไรรำคาญก็แล้วกันก็พอกันที