แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ธรรมปาฏิโมกข์ของเราวันนี้จะพูดกันถึงเรื่องความสับปลับของภาษา พูดเรื่อย ๆ ไปตามเคย บางคนอาจจะเคยคิดว่าทำไมพูดกันไม่รู้จักจบเรื่องความสับปลับของภาษา เพราะว่าที่จริงมันมีมาก มันมากเท่ากับความไม่รู้ของคนที่กำลังพูดกันอยู่ ทีนี้มันหลายพวกหลายฝ่าย และแต่ละฝ่ายมีหลักไม่เหมือนกัน เช่น คำพูดคำหนึ่งสำหรับพวกที่มีอัตตาก็ความหมายอย่างหนึ่ง พวกที่ไม่มีอัตตาคือเป็นอนัตตาความหมายก็อีกอย่างหนึ่ง แต่คำพูดนั้นคำเดียวกัน พวกที่ถือว่านิพพานเป็นอัตตาหรือว่ามีอัตตาในศาสนาก็นิพพานก็มีความหมายไปอย่างหนึ่ง พวกที่ถือว่าไม่มีอัตตาแม้แต่นิพพานก็เป็นอนัตตา อย่างเถรวาทเรานี้อย่างนี้ นิพพานคำนี้ก็มีความหมายไปอีกทางหนึ่ง นี่, ไอ้ความสับปลับของภาษาอย่างนี้มันจะโทษใครได้ มันเป็นเรื่องระหว่างนิกาย, ระหว่างลัทธิ อย่างพวกมหายานนี้ทำนองมีนิพพานเป็นอัตตา ส่วนเถรวาทนี้ไม่มีอะไรที่เป็นอัตตา พุทธศาสนาด้วยกันแท้ ๆ ก็ยังมีต่างกันอย่างนี้
ทีนี้มาพูดไปถึงศาสนาอื่นโดยเฉพาะศาสนาฮินดูซึ่งมีอัตตาเป็นประจำนี่ คำว่านิพพานก็ต้องมีความหมายเป็นอย่างอื่นคือเป็นอัตตาไป (นี้), นิพพานจะมีความหมายเป็นเพียงกามารมณ์ที่สมบูรณ์ก็มี อย่างกามสุขัลลิกานุโยค โลกายัต นิพพานเคยมีความหมายเป็นเพียงความสุขในขั้นจตุตถญาณก็มี และนิพพานมีความหมายเป็นอากิญจัญญายตนะ เนวาสัญญานาสัญญายตนะ ในสมัยพุทธกาล ในลัทธิอื่น ในสำนักที่พระพุทธเจ้าเคยเข้าไปศึกษาอย่างนี้ก็มี อย่างนี้, เมื่อเอามาวางพร้อม ๆ กันคราวเดียวกันความหมายมันคนละอย่าง ดูเป็นเรื่องไม่จริงหรือสับปลับ คำว่านิพพานมีได้ตั้งแต่กามารมณ์จนกระทั่งความสุขในสมาธิ กระทั่งความดับเสียซึ่งความรู้สึก กระทั่งมาเป็นอย่างของพระพุทธเจ้าคือความไม่มีแห่งตัวกู เพราะฉะนั้นเราจึงถือเอาเรื่องตัวกูนั้นเป็นธรรมปาฏิโมกข์ คือเป็นเรื่องทุกเรื่อง เป็นเรื่องทุกสิ่ง จึงพูดได้ทุกวันโดยไม่ต้องเปลี่ยนเรื่อง อย่างสังสารวัฏนี่, เวียนว่ายในวัฏฏสงสาร มันไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากความเกิดดับไม่รู้สิ้นสุดแห่งตัวกู ซึ่งเป็นเพียงความคิดความนึกชั่วขณะเท่านั้น วัฏฏสงสารตามความหมายที่แท้จริง ในวันหนึ่ง ๆ เกิดได้หลายวัฏฏสงสารคือหลายรอบ รอบหนึ่งก็ปฏิจจสมุปบาทรอบหนึ่ง วันหนึ่งเกิดหลายรอบ วัฏฏสงสารวันหนึ่งมีหลายรอบ ก็คือรอบหนึ่งแห่งตัวกูแห่งการเกิดของตัวกู วัฏฏสงสารก็ไม่ใช่เรื่องอื่นนอกจากเรื่องตัวกู
ทีนี้, เรื่องตรงกันข้ามกันคือนิพพาน มันก็ไม่มีเรื่องอื่นอีกนอกจากความไม่มีในตัวกูและความไม่เกิดในตัวกู ไม่เกิดชั่วคราวก็นิพพานชั่วคราว ไม่เกิดตลอดกาลก็นิพพานตลอดกาล นาทีที่ 5:26 แทร็ค กระโดด: ถ้าอย่ามีตัวกูมันเป็นนิพพานอยู่ตลอดเวลา มันก็มีเท่านั้นเอง เพราะไปมีตัวกูเข้ามันก็มีวัฏฏสงสารทำให้เกิด ต้องปฏิบัติเพื่อนิพพานเพื่อดับเสียซึ่งตัวกู
นี่, เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง เช่น เรื่องกรรม เรื่องการกระทำ ผลของการกระทำ นี่, ถ้ามีความเข้าใจถูกต้อง จะเข้าใจได้ว่าเป็นเรื่องตัวกูชัด ๆ ถ้าไม่มีอุปาทานความรู้สึกในใจในขณะนั้นว่าตัวกูแล้ว มันจะไม่มีกรรม การกระทำนั้นไม่เป็นกรรม บัญญัติไว้เป็นกลาง ๆ ว่าเจตนาเป็นตัวกรรม เป็นกรรมเพราะมีเจตนา นี้เจตนามันก็ต้องมีเพราะมีตัวกู, ความรู้สึกที่เป็นตัวกูมี - มันจึงมีเจตนา เพราะฉะนั้นจึงเป็นกรรมของตัวกู ถ้าความรู้สึกที่เป็นตัวกูไม่มีกรรมก็ไม่มีเหมือนกัน กรรมก็สิ้นสุดไปเหมือนกัน เป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรม ถ้ามีกู มีเจตนาทำดีทำชั่วเป็นบุญเป็นบาป เป็นกุศลเป็นอกุศลนี่ล้วนเป็นเรื่องของตัวกู นี่, ทำลายเสียซึ่งกุศลและอกุศลเป็นเรื่องว่าง เป็นเรื่องนิพพานอย่างนี้ มันก็คือทำลายตัวกูเสีย ตัวกูนี้ไม่ใช่ร่างกาย ไม่ใช่ต้องฆ่าร่างกาย ไม่ได้ต้องฆ่าตัวตาย ต้องฆ่าตัณหาอุปาทานนั้นเสีย อุปาทานโดยเฉพาะว่าตัวกูต้องฆ่าเสีย อัตตวาทุปาทาน - ความยึดมั่นด้วยวาทะว่าตนนี่ละคือตัวกู ถ้าโอกาสหรือสิ่งแวดล้อมยังมีมันก็เกิดเรื่อย, เกิดเรื่อยไป – อัตตวาทุปาทาน วันหนึ่งหลายหน ๆ ทุกทีเป็นตัวกูทีหนึ่งก็เป็นวัฏฏสงสารทีหนึ่ง
ทีนี้ประเด็นที่สำคัญที่จะต้องพูดกันก็คือว่าไอ้ตัวกูนี้มันมีอยู่จริงหรือมิได้มีอยู่จริงนะ ถ้าไม่ได้มีอยู่จริง ทำไมถึงพูดอยู่เดี๋ยวนี้ว่าตัวกูนี่เกิดทุกทีที่มีโอกาสและมีสิ่งแวดล้อม เกิดการกระทบทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางไหนก็ตามนี่นะแล้วก็โง่, แล้วก็เผลอสติ ไอ้สิ่งที่เรียกว่าตัวกูก็เกิดขึ้นและตามความรู้สึกหรือวิชาความรู้ของคุณที่มีอยู่เดี๋ยวนี้จะเรียกว่ามันมีอยู่จริงหรือมิได้มีอยู่จริง? นั่นละมันคือความสับปลับของภาษา เพราะว่าอาจจะพูดได้ว่ามีอยู่จริงเพราะมันเกิดจริง นี่, อัตตวาทุปาทานว่าตัวกู - ว่าของกูนี้มันได้มีอยู่จริง ๆ และมันได้เกิดขึ้นจริง ๆ ชั่วขณะหนึ่งแล้วก็ดับไป เราก็ต้องพูดว่ามันมีอยู่จริง ตัวตนนั้นมีอยู่จริง แล้วมันเกิดทุกคราวที่เผลอสติทางอายตนะ ทีนี้, พวกหนึ่งจะเถียงว่า เอ้า, ไม่ได้มีอยู่จริง เพราะเป็นเพียงมายาปรุงแต่ง เกิดขึ้นเป็นความรู้สึกชั่วขณะว่าตัวกู มันมิได้มีอยู่จริง ยิ่งไม่เผลอสติแล้วก็ยิ่งไม่มีเลย มันเผลอสติเกิดขึ้นมาก็จะถือว่าเป็นของจริงไม่ได้ เป็นเพียงความสำคัญมั่นหมายชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นละโดยเข้าใจผิด โดยหลงไปว่าเป็นตัวกู เพราะฉะนั้นตัวกูมิได้มีอยู่จริงคืออัตตามิได้มีอยู่จริง ทีนี้, ไอ้คนทีแรกมันก็เถียงว่ามันมีอยู่จริงเกิดขึ้นจริงและมันทำให้เราเป็นทุกข์จริง จะว่าไม่ได้มีอยู่จริงอย่างไร คนที่สองว่าลมๆแล้งๆ มายา เดี๋ยวก็ชกปากกันระหว่างสองคนนี้ คนหนึ่งว่าตัวตนมีอยู่จริง อีกคนหนึ่งบอกมิได้มีอยู่จริง แล้วพวกคุณจะเป็นพวกไหน? จะว่าตัวตนมีอยู่จริงหรือมิได้มีอยู่จริง นี่, คือโทษของการที่ไม่รู้ความสับปลับของภาษาพูด เดี๋ยวก็พูดได้ว่ามีอยู่จริง เดี๋ยวก็พูดไม่ได้ว่ามีอยู่จริง แต่ถ้าเรารู้เรื่องจริง รู้จริงหายโง่ แล้วก็จะพูดได้ว่า จะพูดว่าอย่างไรก็ได้ จะพูดว่ามีอยู่จริงก็ได้ ไม่มีอยู่จริงก็ได้มันแล้วแต่กรณีแล้วแต่ความหมายหรือความมุ่งหมายในเรื่องที่จะพูด, ในคราวที่จะพูด พูดภาษาคนโง่ ภาษาคนเขาว่ามีอยู่จริง พูดภาษาธรรม (ภาษาความจริง) ก็ว่ามิได้มีอยู่จริง นี่, เขาเรียกว่ามีอยู่โดยสมมติมิได้มีอยู่โดยปรมัตถ์ พอสมมติ กับความปรมัตถ์มาปนกันมันก็เกิดความยุ่งอย่างที่ว่าถึงกับชกต่อยกันด้วยการพูดธรรมะนี้ ทั่ว ๆ ไปตั้งแต่ครั้งโบราณพุทธกาลมามีการชกต่อยกันเพราะการพูดจาภาษาธรรมะนี้ของคนที่ติดในภาษา โง่เขลาจนติดในภาษา มีมานะทิฏฐิ ถ้าเป็นคนไม่รู้ธรรมะ รู้แต่พูด รู้แต่เอาไอ้คำพูดมาพูดโดยโวหารนี้ มันได้ชกต่อยกันจริง อย่าเข้าใจว่ามีไม่ได้ คุยธรรมะกันในที่สุดชกต่อยกัน ตอนผมแรกบวชก็มีพระเณรชกต่อยกัน ไม่มีเรื่องอะไรเลยนอกจากเถียงเรื่องความหมายของธรรมะคุยธรรมะ
เอาละ ทีนี้ก็จะพูดให้ชัดทั้งความสับปลับในข้อนี้ต่อไปว่าอัตตา ตัวตน หรือของตนนี่มีอยู่จริงหรือมิได้มีอยู่จริง? พวกหนึ่งก็เอานิพพานเป็นตัวตน เขาก็ว่ามีอยู่จริง เอานิพพานเอาเป็นอัตตาเป็นตัวตน พวกเวทานตะพวกฝ่ายฮินดูสูงสุดของฝ่ายฮินดูในอินเดีย เขาก็เลยมีอาตมันที่ถาวรและอาตมันที่หลุดพ้นไปเป็นอาตมันที่ถาวรรวมกันเป็นอาตมันเดียวนี้ก็มี-มีตัวตน ทีนี้, พวกมหายานบางพวกที่เกิดขึ้นทีหลังก็พูดในทำนองว่าจิตนี้เป็นอัตตา เป็นตัวตน ในที่สุดมันก็หลุดพ้นไปเป็นตัวตนที่ถาวร เป็นจิตอมตะ เป็นตัวตนที่ถาวรอย่างนี้ก็มี ทีนี้, เถรวาทเราถ้าพูดอย่างสมมติก็มีกับเขาด้วย เพราะมันได้พูดถึงอยู่จริง ๆ ว่าตัวตนแล้วรู้สึกก็รู้สึกจริง ๆ ด้วยว่าตัวตนแล้วก็ยอมว่ามี มีโดยสมมติ คือโดยเมื่อยังโง่อยู่ ทีนี้พอฉลาดแล้วมันไม่มี เป็นธรรมชาติไปหมด ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดถือส่วนไหนว่าเป็นอัตตา หรือสัพเพ ธัมมา อนัตตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา นี่ ความหมายเดียวกัน
ทีนี้, ปัญหาที่ละเอียดก็เกิดขึ้นว่าถ้าไม่มีตัวตนแล้วเราจะมีปัญหาอะไร? เราจะมีปัญหายุ่งยากเกี่ยวกับการปฏิบัติ (นาทีที่ 14:43) ทำไม ตัวตนมันก็ต้องมีสิ เมื่อมันยังไม่รู้ เมื่อมันมีปัญหา ตัวตนมันก็ต้องมี ทีนี้ มีสักว่าชื่อหรือชั่วขณะหรือสักว่าชื่อเราก็เปรียบเทียบกัน เหมือนกับความมีแห่งหนวดเต่า-เขากระต่าย หรือนอกบ อย่างภาพปริศนาธรรมที่มีเขากระต่าย มีหนวดเต่า มีเขากบ (ตามเสียง) มีคำถามว่าหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบนี่มีอยู่จริงหรือไม่? นี่, ลองคิดดูว่าจะตอบว่าอย่างไร? และในปริศนาธรรมชุดหนึ่งนี้ก็ยังระบุชัดว่าต้องไปหาให้พบให้ได้ เขากระต่ายมาทำคันศร หนวดเต่ามาทำสายศร นอกบมาทำลูกศร แล้วก็ยิงให้ได้แก้ว ๙ ดวงก็หมายความว่า ต้องไปเอาหนวดเต่า เขากระต่ายนั้นมายิงให้บรรลุโลกุตตรธรรม๙ เพราะถ้ามันไม่มีอยู่จริงแล้วจะไปหาที่ไหนได้ ถ้าเป็นพวกมหายานหรือเป็นพวกฝ่ายโน้นเขายืนยันว่ามีอยู่จริง ไอ้หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ นั้นมีอยู่จริงหาพบได้และเอามาใช้ได้ ทีนี้, ส่วนเถรวาทเราจะว่าอย่างไร? ฉะนั้นคุณพยายามพิจารณาสังเกตดูให้ดีว่า ไอ้หนวดเต่า เขากระต่าย ถ้าไม่มีอยู่จริงเอามาแต่ไหนพูด เพราะนั้นในชั้นแรกที่สุดก็ต้องยอมรับว่ามันมีอยู่จริงมันจึงมีชื่อเรียกและเอามาพูด ส่วนมันจะมีอยู่โดยแท้จริงหรือว่าโดยมายาลม ๆ แล้ง ๆ นั้นมันอีกเรื่องหนึ่ง ทีนี้, ถ้าถือว่าปริศนาธรรมชุดนี้เป็นคำพูดที่ถูกต้องนั้น ไปหาหนวดเต่า เขากระต่าย มาทำสายศร ลูกศร เป็นคำพูดที่ถูกต้องแล้วจะอธิบายว่าอย่างไร? ทีนี้, ถ้าคนมันยึดมั่นถือมั่นและถือเป็นเรื่องทางวัตถุมากไปมันเวียนหัวตาย ปวดหัวตาย มันหาไม่พบ แต่ถ้าฉลาด ขนาดเส้นผมบังภูเขา ไม่ต้องมากนัก หรือคุณจะว่ามากก็ตามใจ แต่ผมว่าฉลาดขนาดเส้นผมไม่บังภูเขาก็พอมองเห็นได้ว่ามันหาพบ ไอ้หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ นี้มันจะหาพบ ก็คือรู้ว่ามันอยู่ตรงที่มิได้มีอยู่จริง หาหนวดเต่าพบตรงที่มันมิได้มีอยู่จริงในทางปรมัตถ์ มันมีอยู่โดยทางสมมติหรือบัญญัติหรือขณะที่โง่ไปยึดมั่นถือมั่นเข้าเท่านั้นละที่มันมีอยู่จริงแล้วก็หาให้ได้ หาให้ได้ชั่วขณะนั้น ชั่วขณะ ทีนี้, คำว่าหาได้ หาพบนี่มันหมายความว่า มันรู้ว่าไอ้นี่ไม่ได้มีอยู่จริงหรอก เราได้หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ มาตรงขณะที่รู้ว่าไอ้สิ่งเหล่านี้นั้นโดยเนื้อแท้มิได้มีอยู่จริง คือมันเป็นเพียงธรรมชาติ ตามธรรมชาติและคนโง่ก็ไปสมมติเราขึ้นมา ตรงนี้ เรียกว่าหาพบหรือว่าหาได้หนวดเต่า ว่าหนวดเต่ามันมีชั่วขณะที่ยังไม่รู้ ว่าขณะที่ยังไม่รู้ หาพบได้ สามารถหาพบได้และก็หาเอามาสิ...แล้วเอามา ก็มาดูให้รู้ว่า อ้าว, มันเป็นเพียงสังขาร เป็นเหตุปัจจัยที่ปรุงแต่งให้เกิดความคิด คิดยึดมั่นถือมั่นเพียงอย่างนี้ อย่างนี้เรียกว่าได้มาแล้วซึ่งสิ่งที่มิได้มีอยู่จริง หรือชนะไอ้สิ่งที่มิได้มีอยู่จริงว่าเราเดี๋ยวนี้รู้แล้วว่ามันมิได้มีอยู่จริง ก่อนนี้เข้าใจว่ามันมีอยู่จริงตลอดเวลา ที่แล้ว ๆ มามันโง่ มันมีอยู่จริงอย่างความโง่ แต่นี่มันมีอยู่จริงอย่างความฉลาด ก็เลยหาพบหมดทั้งหนวดเต่า เขากระต่ายหรือนอกบ มันก็แล้วแต่จะแบ่งแยก ไอ้คันศร สายศร ลูกศร เป็นอะไร ทีนี้ต่อให้แบ่งแยกเป็นธรรมะที่เป็นการปฏิบัติมันก็มิได้มีอยู่จริงนั่นละ จะว่าไอ้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมิใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวตน แม้แต่ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผล นิพพานมันก็ไม่ใช่ตัวตน คนที่เขาฟังไม่ถูกก็หาว่าผมเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือพูดผิดที่เป็นมิจฉาทิฏฐิอีกตามเคย แล้วคุณก็จำไว้ให้ดีสิว่าอนัตตานั้นกินความหมดทุกอย่าง ธรรมะทั้งปวงเป็นอนัตตาก็หมายความถึงทุกอย่างไม่ยกเว้นว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส กามารมณ์ อะไรเหล่านี้มันเป็นอนัตตา ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผลนิพพานมันก็เป็นอนัตตา ฉะนั้นเมื่อเป็นอนัตตาและสามารถเอามาใช้ฆ่าอนัตตาด้วยกันได้มันก็ใช้ได้ มันสำเร็จประโยชน์ มันดับทุกข์ได้ ศีล สมาธิ ปัญญา สามอย่างนี้ให้เป็นสายศร คันศร ลูกศร หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบอะไรก็ตามมันก็เป็นอนัตตา ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นอนัตตา เรียกมันว่าเป็นหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบก็ได้ เอามาทำสายศร ลูกศร คันศร แล้วมันก็ฆ่ากิเลสซึ่งก็เป็นอนัตตา มันก็เป็นหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบเหมือนกันละ มันเป็นอนัตตาเหมือนกัน ไอ้เมืองยักษ์ ปราสาทยักษ์อะไรของมันก็เป็นอนัตตา ฉะนั้นจึงฆ่าได้ด้วยความรู้เรื่องอนัตตา คือหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ หรือแม้แต่แก้วนพสูร แก้ว ๙ ดวงนั้นมันก็เป็นอนัตตา รวมมรรคผลนิพพานกันเป็น ๙ อย่าง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ มันก็เป็นอนัตตา มันก็ต้องได้มาจากเครื่องมือที่เป็นอนัตตา การที่มีความรู้ว่าอะไรเป็นอนัตตานั่นละคือได้มาซึ่งหนวดเต่า เขากระต่าย หรือนอกบ ก็มาใช้อย่างลูกศร คันศร สายศร แล้วก็ ยิงได้ทุกอย่างเพราะมันอย่างเดียวกันนี่ เพราะทุกข์ทั้งหมดมันเป็นอนัตตาด้วยกันก็ได้ความรู้เรื่องอนัตตามา ก็ยิงทีเดียวทะลุตลอดปลอดโปร่งไปหมดไม่มีอะไรเหลือ เหมือนกับว่ายิงทีเดียวมันได้-ได้หมด ทะลุไปหมด มีความหมายว่า มีความหมายว่ามันรู้ความไม่ใช่ตน ความรู้เรื่องความไม่ใช่ตนเป็นอาวุธ แล้วก็ปราบปรามสิ่งที่ไม่ใช่ตนได้หมดเลย ปราบปรามที่ที่ไม่ใช่ตนได้หมดเลย
เพราะฉะนั้นต้องยอมรับว่า ไอ้คนที่เขาอุปมาเรื่องนี้ขึ้นมาคนแรกเป็นคนที่ฉลาดมากนะ เขานึกเห็นภาพพจน์ออกมาเป็นหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบมา ต้องนับว่าเขาเป็นคนฉลาดมาก ถ้าเราจะนึกไปถึงว่าใครเป็นคนพูดทีแรก เราก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนพูดทีแรก พระพุทธเจ้าพูดทีแรกก็พูดแต่เรื่องอนัตตา ทุกสิ่งเป็นอนัตตา เอ๊ะ, ใครนะ ช่างเป็นคนที่เอาอนัตตามาเปรียบกันกับหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ คนนั้นฉลาดมากไม่รู้ว่าใคร แต่ทางฝ่ายมหายานก็มี แต่ก็พูดไปทางเป็นตัวเป็นตน หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ เป็นตัวตนที่แท้จริง (เอามาจริง) เอาจริง หามาจริงกันเลย ส่วนเรานี่พูดไปในทางไม่มีจริงเป็นอนัตตา มีจริงก็อย่างอนัตตาคือความจริงของสิ่งที่เป็นอนัตตา ความมีอยู่จริงของสิ่งที่เป็นอนัตตา คุณฟังให้ดี ๆ ความมีอยู่จริงของสิ่งที่มิใช่ตัวตนที่เป็นเกิดดับ ๆ ๆ เป็นสังขารก็มี ที่ไม่รู้จักเกิดไม่รู้จักดับ เป็นวิสังขารนี้ก็มี ทีนี้, ไอ้ที่เป็นวิสังขารนี่มันสามารถที่จะทำลายพวกที่เป็นสังขาร เพราะว่าวิสังขารนี่มันหมายถึง รู้ถึงขนาดที่ไม่หลงโง่อีกต่อไป มันรู้วิสังขาร คือรู้ไอ้ความที่อะไรปรุงแต่งไม่ได้ นิพพาน คือสิ่งที่เหตุปัจจัยปรุงแต่งมิได้ นี่ มันรู้เรื่องนี้ มันจึงเป็นยอดสุดของหนวดเต่า เขากระต่าย หรือนอกบ เมื่อได้อันนี้มามันก็ทำลายความยึดมั่นถือมั่นในส่วนเลว ๆ หยาบ ๆ ต่ำ ๆ คือสังขารทั้งหลายได้ นี่อย่าทำเล่นกับปู่ย่าตายายที่สามารถมีภาพพจน์ เป็นหนวดเต่า เขากระต่าย หรือนอกบ แล้วในที่สุดเราก็จะมาพบอย่างเดียวกันอีกว่าความสับปลับนี่ของภาษามันก็อยู่ที่ตรงนี้ สับปลับตรงที่ว่าไอ้หนวดเต่า เขากระต่าย นี่พูดว่ามีจริงก็ได้ หนวดเต่า เขากระต่าย นี่ พูดว่ามิได้มีอยู่จริงก็ได้ ความสับปลับของการพูดจา เมื่อพูดว่ามีจริงมันก็หมายถึงอย่างหนึ่ง หมายถึงมีอยู่แห่งอนัตตา ถ้าพูดว่าไม่มีจริงก็เพราะมันเป็นอนัตตาจึงถือว่าไม่มีจริง ทีนี้, คนที่เข้าไม่ถึงความหมาย หรือว่าเข้าไม่ถึงความลี้ลับของความสับปลับนี้ก็เวียนหัว เวียนหัวจนกระทั่งยอมพ่ายแพ้จนกระทั่งเลิกไม่สนใจ มันพยายามให้ ให้รู้ว่าไอ้ความสับปลับแห่งการพูดจาหรือของภาษานี้มันมีอยู่อย่างนี้ มีมากเป็นภูเขาเลากา มากมายทีเดียว ถ้าไม่เข้าใจกระจ่างในเรื่องนี้ก็เวียนหัวอยู่เรื่อยไป แล้วเอาคำพูดเหล่านี้ไปพูดเป็นของตัวก็ได้ชกต่อยกัน ระหว่างภิกษุหนุ่มกับสามเณร ที่เป็นพระแก่อาจจะมีบ้างแต่น้อย พระหนุ่มกับสามเณร อาจจะต่อยกันเมื่อไรก็ได้ เพราะเอาคำพูดชนิดนี้ไปพูดแล้วก็ยืนยัน แก้ไขไม่ตกในเรื่องความสับปลับของภาษา โทษเกิดขึ้นถึงขนาดชกต่อยกันทั้งเป็นพระเป็นเณร
ฉะนั้นการที่ผมเอาเรื่องความสับปลับของภาษามาพูดบ่อย ๆ นี้มันน่าจะมีประโยชน์ ก็ลองเอาไปฟังไปคิดไปนึกดู วันนี้เราพูดกันถึงเรื่องความสับปลับของภาษาที่พูดว่ามีหนวดเต่า เขากระต่ายนอกบ และสับปลับจนต้องพูดว่าไม่มีหนวดเต่า เขากระต่าย หรือนอกบ มันแล้วแต่จะพูดกันในแง่ไหน วิธีไหน โอกาสไหน หรือความมุ่งหมายอย่างไร ตัวตนเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริง อ้าว, แล้วทำไมเป็นปัญหาต้องละตัวตนเล่า คุณติดตามไปทางนั้น แล้วถ้าหากความทุกข์ไม่มีอยู่จริงทำไมต้องมีปัญหาที่จะต้องดับทุกข์ ถ้ากิเลสมิได้มีอยู่จริงทำไมต้องละกิเลส ดับกิเลส ก็ไอ้สิ่งที่มีอยู่จริงในลักษณะไม่จริงนี้คือปัญหา ในครั้งหนึ่งก็จะต้องมีจริงละ เพราะว่าพอเกิดมาจากท้องแม่ถูกสอนให้---ให้มีความรู้สึกคิดนึกสำคัญมั่นหมายไปในทางมี มีจริง มีตัวกู มีตัวฉัน มีตัวกู แล้วก็มีของกู มีของฉัน มันก็พูดกูเป็นมาแต่เล็กแล้วก็มีความรู้สึกเต็มเปี่ยมว่ากู นั้นก็สู ฝ่ายตรงกันข้าม แล้วก็มีของกูนี่มากขึ้น ๆ มีของกูมากขึ้นเท่าไหร่มันก็หล่อเลี้ยงไอ้ตัวกูมากขึ้นเท่านั้น นี่, แม่ของกู พ่อของกู น้องของกู อะไรของกู แม้ที่สุดแต่ตุ๊กตาของกูก็ยังมีความหมายขึ้นมาเป็นจริงเป็นจัง ขนาดมีปัญหาหนักได้ นี่ไม่ต้องพูดไอ้เรื่องของกิน ของอะไร ที่มันมีความหมายมากกว่านั้น ก็แปลว่าไอ้หนวดเต่า เขากระต่ายนี้มันเจริญขึ้นมาเรื่อย ๆ ในฝ่ายที่เป็นสังขารคือมิได้มีอยู่จริง ของกูที่ไม่ได้มีอยู่จริง ตัวกูที่ไม่ได้มีอยู่จริง คือโง่มากขึ้น ๆ ๆ เพราะอะไรคำตอบนี้มันก็เพราะรสอร่อยของความรู้สึกเช่นนั้น รสอร่อยหรืออัสสาทะ ความอร่อยของความรู้สึกเช่นนั้น หรือความยึดถือสำคัญมั่นหมายไว้ว่าตัวกูว่าของกู มันทำให้เกิดรสอร่อย เราพูดได้เลยว่ารสอร่อยทั้งหลายเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกอันนี้รสอร่อยทางกามารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก อะไรก็ตามมันเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกที่เป็นกูนี้ มันตั้งอยู่บนความรู้สึกอันนี้ เพราะนั้นอร่อยมากเข้าไอ้ตัวกูก็มากเข้า หนักเข้า เข้มข้นเข้า ของกูก็เข้มข้นเข้า ความรู้สึกที่เป็นมายาก็เข้มข้นเข้า ๆ กว่าจะครบ ๒๐ ปีมันแน่นแฟ้น มันลงหลักปักรากยิ่งกว่าภูเขาหิมาลัย กว่าจะอายุถึง ๒๐ ปีนี้ มันลงหลักลงรากปักแน่นยิ่งกว่าภูเขาหิมาลัยแล้ว ทีนี้, ก็มาบวชพระบวชเณร แล้วก็มาหลอกแหลก ๆ ด้วยเรื่องยกหูชูหาง ด้วยเรื่องอะไรอยู่ตลอดเวลาแล้วมันจะไปถอนตัวกูของกูอย่างไรไหว มันมาศึกษาเพื่อดี เพื่อได้เด่น ในที่สุดก็เพื่อกิน เพื่อกาม เพื่อเกียรติไปเสียอีก ฉะนั้นมันแก้กันไม่ไหวหรอก มาบวชพระตั้ง ๑๐ พรรษา เอ้า, ต่อให้แต่ตลอดเวลา ศึกษาอยู่แต่เรื่องได้ เรื่องดี เรื่องเด่น เรื่องรู้เป็นนักปราชญ์ เรื่องยกหูชูหางทั้งนั้นละ อย่างนี้ มันก็ยิ่งฝังไอ้ตัวกูของกูที่เป็นภูเขาหิมาลัยอยู่แล้วแน่นขึ้นไปอีก แทนที่มันจะไถ่ถอนออกมามันยิ่งฝังแน่นเข้าไปอีก เลยทำชั่ว ทำเลวได้ ทั้งที่เป็นพระเป็นเณร แล้วจะเอาอะไรกับมัน
ทีนี้, มันต้องเป็นไปทางที่ตรงกันข้าม รีบศึกษาให้รู้จักไอ้เรื่องตัวกูของกูนี้ให้ดี ๆ แล้วสะดุ้งเพราะเรื่องมันเป็นตรงกันข้ามจากความที่เป็นมาแล้วแต่หนหลังซึ่งเป็นความโง่ ความหลงทั้งนั้น พอมองเห็นจนถึงขนาดสะดุ้งก็เบื่อหน่าย คลายกำหนัด มันจึงจะไปในทางที่ว่าหลุดพ้น ฉะนั้นเป็นพระเป็นเณรหรือเป็นนักบวชของพระพุทธเจ้ามันต้องศึกษาไปในทางที่ให้เกิดความสลด สังเวช สะดุ้ง เบื่อหน่าย คลายกำหนัด มันก็ถอนภูเขาหิมาลัย ถอนรากภูเขาหิมาลัยแห่งตัวกูนี้ได้ทีละนิด ๆ มันเขยื้อนขึ้นมา จนมันถอนหมด ถอนออกไปได้ ถอนหลุดออกไปได้เป็นวิมุตติ เป็นหลุดพ้น เป็นโมกษะ โมกข์ออกไปได้ หลุดออกไปได้ก็ด้วยมารู้นิดเดียวว่า เอ้า, ไม่ใช่ตัวกู หนวดเต่า เขากระต่ายนี้เป็นแต่เพียงชื่อ เป็นแต่เพียงคำพูด เป็นเพียงคำบัญญัติ ใช้แก่ทุกสิ่งซึ่งไม่ได้มีอยู่จริง ในฐานะเป็นตัวตนที่แท้จริง พอเรารู้เรื่องนี้จิตมันถอนจากความยึดมั่นถือมั่น ไอ้ที่เคยอร่อยมันก็ไม่อร่อย นี่เรียกว่าอัสสาทะมันก็ดับไปเป็นนิพพิทาคือความเอือมระอาขึ้นมา ของแก้กันได้ นี่อานิสงส์ของหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ ที่มายิงทำลายไอ้ความโง่ขนาดภูเขาหิมาลัยให้พังทลายลงมา แปลว่าทำลายเมืองยักษ์ให้พังทลายลงมา พยายามใช้คันศร ใช้ลูกศร ใช้สายศร ที่เรียกว่าหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบนี้ให้ถูกวิธี ให้มันถูกเรื่อง ให้มันถูกวิธี แล้วมันใช้กันเพื่อชั่วขณะ เพื่อยิงเมืองยักษ์ เสร็จแล้วก็ทิ้งคันศร ลูกศร สายศร อะไรนี่เสร็จแล้วก็ทิ้ง เพราะมันเป็นอนัตตาอยู่ตามเดิม โดยยืมมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายกิเลสทำลายเมืองยักษ์ พอเมืองยักษ์ทำลายสลายไปแล้ว ไอ้เครื่องมือนี้ก็เป็นหมันก็ทิ้งไป เหมือนเรือมันข้ามฟากเสร็จแล้วก็ไม่ต้องแบกเอาไป
คุณมองดูเอาเองว่าความสับปลับแห่งภาษาเริ่มฝังเพาะลงไปในนิสัยสันดานของเราตั้งแต่เมื่อไรและอย่างไร แล้วเปลี่ยนไปอย่างไร มากขึ้นอย่างไร หนักไปในทางไหน ในที่สุดก็จะพบ พบหนวดเต่า เขากระต่าย ที่ใช้ประโยชน์ได้ ที่ใช้เป็นเครื่องมือ ได้มาบวชในศาสนานี้ พรหมจรรย์นี้ก็เพื่ออย่างนี้อย่างเดียว เพื่อหาหนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ ให้พบ จะถือว่าตามรูปภาพนั้นไปหาฤาษีสามองค์ พระพุทธดาบส พระธรรมดาบส พระสังฆดาบส มันก็ชัดอยู่แล้ว คุณทำให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริงเกิดขึ้นในใจเหมือนกับที่เราพูดกันเมื่อวันบวชในโบสถ์เมื่อวันบวช พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ที่แท้จริงคืออะไร มีอยู่ในใจให้ได้ นั้นแหละพระพุทธดาบสให้สาย ให้คันศร พระธรรมดาบสให้สายศร พระสังฆดาบสให้ลูกศร จงพยายามทำให้มีพระพุทธจริง พระธรรมจริง พระสงฆ์จริงขึ้นในจิตใจแล้วมันจะได้ ได้คันศร สายศร ลูกศร ทันทีแล้วก็ฆ่ายักษ์ได้ ไอ้เรื่องตีความของปริศนาธรรมที่ผมพูดไปแล้วพอเป็นตัวอย่างนี้ เป็นได้ คุณไปอธิบายเอาเองก็ได้ที่ว่า ลูกศร คันศร สายศร หรือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ได้เหมือนกัน แต่ก็อย่าลืมว่าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็เป็นอนัตตา มันจึงเป็นหนวดเต่า เขากระต่ายได้ ถ้าจะให้ลูกศร คันศร สายศร เป็นศีลสมาธิ ปัญญา มันก็เป็นอนัตตา มันก็เป็นหนวดเต่า เขากระต่ายได้ อะไร ๆ ก็ไม่พ้นไปจากความเป็นอนัตตา เอาอนัตตามาให้ได้ และมันก็จะฆ่าอนัตตาทั้งหมดได้ เอาอนัตตามาให้ได้และมันจะฆ่าอนัตตาที่เราเคยยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอัตตานั้นเสียได้ พูดอีกทีเอาอนัตตามาก็จะฆ่าอัตตาได้ นี่มันสับปลับอย่างนี้ ที่แท้มันเอาอนัตตามาฆ่าอนัตตา เอาอนัตตามาฆ่าอนัตตา ที่เคยถือว่าเป็นอัตตา เพราะฉะนั้นก็พูดได้อีกว่าเอาอนัตตาเอามาฆ่าอัตตาเสียมันก็พูดได้ทั้งสามชนิด แต่ความจริงที่เด็ดขาดที่ถึงที่สุดก็คือว่าไม่มีอะไรที่เป็นอัตตาโดยแท้จริง เป็นอัตตาโดยสมมติ เพราะมันเป็นอนัตตานั่นเอง เมื่อใดได้ความรู้เรื่องอนัตตามาก็สามารถจะฆ่าสิ่งที่เคยโง่ เคยหลงว่าเป็นอัตตานั้นเสียได้ เราเคยคิดจะเอาปริศนาธรรมชุดนี้ไปเล่นหนังตะลุง คุณฟังดูทีว่ามันจะไหวไหมธรรมะมันยากมันลึก คำพูดมันสับปลับถึงขนาดนี้ ชาวบ้านจะฟังออกไหม มันก็อยู่ที่คนเล่นนั้น
เอาละ, เป็นว่าวันนี้ เราพูดความสับปลับของคำพูด ที่พูดว่า หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบนี้ ทั้งที่แท้มันก็คือไอ้ตัวกูของกูพวกที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นอัตตาไว้ตลอดเวลาที่โง่นี้อย่างหนึ่ง และที่แท้มันก็คืออนัตตาโดยประการทั้งปวง เมื่อเราฉลาดแล้วอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเมื่อเราโง่อยู่ เราก็จะไปเที่ยวหาให้เจอจริง ๆ ไปหากบ หากระต่าย หาเต่า ที่มันมีเขามีหนวดจริง ๆ เอ้า เที่ยวหาไป หาให้มันได้ตัวเต่าอย่างนั้นจริง ๆ ก็เที่ยวหาไปสิ เที่ยวหาให้ทั่วโลก เที่ยวหาให้รอบโลก เอ้า หาให้มันได้สิ แต่ต่อมา ๆ พอฉลาดพอรู้เรื่องนี้ พอฉลาดแล้ว มันฉลาด มันหาพบในร่างกายนี้ ไม่ต้องไปรอบโลก ไม่ต้องไปทั่วโลก หาพบในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง มีทั้งสัญญาและใจนี้ที่ตถาคตบัญญัติว่ามีอยู่ในร่างกายอันยาวประมาณวาหนึ่งมีทั้งสัญญาและใจนี้ หาพบ หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ อาวุธทำลายเมืองยักษ์ ดับยักษ์ ฆ่ายักษ์ ดับความทุกข์แก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง อย่าทำเล่นกับปริศนาธรรมเพราะมันเต็มไปด้วยถ้อยคำที่แปลอย่างไรก็ได้ จนมีอาการเหมือนกับสับปลับกลับไปกลับมา ฉะนั้นขอให้เอาไปคิด ไปนึกเรื่อย ๆ ไปเรื่องความสับปลับของภาษาพูดนั้นก็คือความโง่น้อย โง่มาก โง่กลับไปกลับมาของเราเอง ความสับปลับของภาษาพูดนั้นมันขึ้นอยู่กับความโง่มาก โง่น้อย โง่กลับไปกลับมาของเราเอง ไม่เข้าใจ ไม่มองเห็น ไม่เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง มันก็เลยเป็นเรื่องที่น่าสนใจน่าเกี่ยวข้องมากขึ้นไปอีก ก็ลองเอาไปคิดไปนึกสิ มันจะได้ก้าวหน้าไปในทางที่มุ่งหมาย ไอ้ความสับปลับของภาษาจะเล่นตลก จะหลอกเราไม่ได้อีกต่อไป
เอาละวันนี้มันก็จบเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่อง ๆ หนึ่ง เรื่องคำพูดที่พูดไว้อย่างดีที่สุด หนวดเต่า เขากระต่าย นอกบ มองดูในแง่ไหนก็ได้ มีก็ได้ ไม่มีก็ได้ พอกันที