แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ขอให้ตั้งใจฟังให้สำเร็จประโยชน์ให้มากที่สุดที่จะมากได้ ในการทำการกุศล การบรรพชา ได้สังเกตเห็นว่า ว่าได้เรียบร้อย ถูกต้องไม่งงงกงกเงิ่นเงิ่น เชื่อได้ว่าเป็นผู้มีใจคอปกติมีสติสัมปชัญญะดีมีจิตที่มั่นปกติหนักแน่นดี นี่ก็เป็นที่พอใจข้อแรกอันนี้ข้อถัดไปก็แสดงความหวังและอย่าให้ผิดหวัง ถ้าได้มาบรรพชาในเมื่ออายุถึง 62 ปีแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องที่ควรจะคิดนึกและทำความเข้าใจกันให้ดีดี ถ้าว่าตามที่แท้ที่ถูกที่จริงมันก็เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่ง ก็ตรงตามธรรมเนียมตามประเพณีตามเหตุการณ์ที่แล้วมาแต่หนหลัง ทุกคนก็เข้าผ่านโลกผ่านฆราวาสวิสัยมาพอสมควรแล้วทั้งนั้น จึงเกิดความรู้สึกอยากจะบวชบรรพชา บวชด้วยบรรพชา แล้วก็สำเร็จไปด้วยดี ไม่มีการถอยหน้าถอยหลังเข้าเข้าออกออก แต่ทีนี้มันประหลาดที่ว่าในเมืองไทยเรานี้ คนเรานี้( 5:19) มันไม่สำเร็จประโยชน์ตามนั้น จนกระทั่งว่าคนบวชตาเจ้าแก้เข้าล้วนแต่(5:31) เหลวไหลโลเลเหลาะแหละและทำความรำคาญอย่างยิ่งในบรรดาพุทธาเจ้าทั้งหลาย(5:42) จนวัดแต่ละวัดไม่อยากจะรับตาเจ้านอกจากจำเป็นจริงจริง จนถึงเค้าก็พูดว่า ถ้ามีตาเจ้าอยุ่ที่มุมวัดแล้ว วัดร้างแน่ยุกยิกกันบ้างทะเลาะกันบ้างอะไรกันบ้างก็ไม่ได้ประพฤติพรมจรรย์ธรรมวินัยให้ดี กลายเป็นความจริงขึ้นมาอีกอย่างนึงว่าตาเจ้านี่น่ารังเกียจ ทีนี้ชั้นมาคิดแล บางคน บางคนก็ดีมากถูกต้องตามธรรมชาติ ไอ้ตาเจ้าก็ใช้ไม่ได้นั้นได้มาตาเจ้า(6:31) บวชหลายหน ถ้ามันไม่เคยบวชแล้วก็มาตามลำดับๆมาถึงอายุมากแล้วอยากจะบวช มันก็บวชหนเดียว ไอ้นี่(6:41) มันก็ไม่ค่อยจะมีอะไรแก้ ออกนอกลู่นอกทาง ไอ้ตาเจ้าก็บวชสองหนสามหนอันนี้ไม่ไหว สังเกตมาแล้วเห็นเป็นแต่ โดยมากมันเป็น ไม่ไหว(7:01) นี่ก็แสดงความหวังว่าเราวันนี้นายตุ้ยนี่จะไม่อยู่ในตาเจ้าแบบนั้นและ ไม่เป็นตาเจ้าเพราะยังไม่เคยบวชหรือว่าถ้าบวชแล้วก็อย่าให้มันเป็นแบบที่ว่าตาเจ้า(7:26) อย่าให้มันว่าบวชไปบวชมาบวชไปบวชมาให้มันบวชจริงไปตลอดกาลไปเลย นี่ความหวังว่าช่วยกันกู้หน้า ผู้บวช แก้(7:40) อย่าให้มันเป็นที่ดูหมิ่นดูถูกของชาวโลก ตั้งใจให้มันจริง อายุมันก็มากพอ ทีนี้ (8:00) รักษาพยายามทนความลำบาก มาขอบวชจนถึงนี่ก็รับพิจารณาไว้ด้วยดี ถ้าเห็นถ้ามันเป็นจริงอย่างที่ว่าถ้าอยากจะบวชจริงๆอย่างไม่มีพิธีรีตอง อย่างไม่มีอะไรเอิกเกริก เกิดสวรเสเฮฮาผักชีโรยหน้าอะไรต่างๆไม่มี ต้องการจะบวชก็ให้บวชกันจริงๆ(8:27) ลำบาก หมายมั่นปั้นมือมาจนถึงนี่เพื่อจะบวชในแบบชนิดนี้
นี่ก็ขอแสดงความยินดี มันเป็นความคิดที่ถูกต้อง ไอ้เรื่องบวชสุรุ่ยสุร่ายนั่นมันผิด ผิดโดยตรงเลยไม่มีทางจะถูกได้ เพราะการบวชต้องการจะสละปัญหาสละความยุ่งยากลำบาก สละเรื่องความทุกข์ ใครจะมาสร้างไอ้เรื่องกิเลสเรื่องความทุกข์ขึ้นมา งมงาย มีคนมาเล่าเรื่องจริงให้ฟัง คนภาคกลางคนหนึ่ง คนเหนือคนนึง(9:15) ไอ้ชาวนายากจนมาก พอบวชโลสามคน บวชโลคนแรกไปเอานาไปจำนองได้เงินมาหมื่นนึง เอามาใช้ในการบวชหมด เพียงแต่ค่าพินพาดค่าไฟฟ้าค่าขยายเสียง ค่าทำขวัญ ค่าร้อง อะไรต่ออะไรนี่ สองพันห้าร้อยบาท ก็เอา แล้วก็ค่าเครื่องบวช ค่าเรียนค่าอยู่ค่ากินค่าอะไรต่างๆ ค่าถวายพระแล้วหมดพอดีหมื่นบาท บวชโลคนนึงไม่กี่วันไม่กี่เดือนมันก็สึก แล้วพอโลบวชคนที่สองลาว(10:07) ก็เหมือนกัน ก็ไปเอานามาจำนองอีกหนึ่งหมื่นบาท ไม่ท้อถอย จนกระทั่งคนที่สามก็เอาไปกู้เงินมาอีกหมืนบาท บวชทำนองเดียวกันหมด พอดีนาก็มีอยู่ชิ้นหนึ่งก็พ่อแม่ให้มานั้นเลยหมด เป็นของเจ้าของเงินไป เป็นชาวนาก็ไม่มีนาจะทำก็ต้องยากจนต้องลำบากต้องต่อสู้ก็เพราะ ในชุดนี้(10:41) ไอ้เรื่องบวชมันกลายเป็นทำลายไปเสีย บางครั้งก็คิดว่าจะบวชโดยไม่ต้อง ทำลายอะไรนี่ไม่ต้องหมดเปลืองสิ้นเปลืองให้พวกนี้(10:52) มันดี มันตรงตามแบบครั้งพุทธกาล เข้าไปบวชอุปัชณาย์อาจะนี่ก็คงไม่ต้องละมัง(11:00) พุทธาจารย์พอจะมีตังค์ให้ จนไม่ต้องเสียอะไรเลย พ่อแม่ก็ไม่ต้องไป มันก็บวชบรรลุเป็นพระอรหันต์ไปก็มี ข้อนี้ถ้ามีความตั้งใจจริงอย่างนี้ได้มาบวชถึงนี่ก็ขออนุโมทนา ทีนี่ก็ว่าจะบวชให้เป็นบวชคล้ายครั้งพุทธกาลที่สุดคือให้เป็นธรรมเป็นวินัยที่สุด ดีแต่นี้ก็ต้องการให้ นั่นแหละ จึงมีการบวชแบบนี้ นั่งกลางดิน ถ้ามีปัญญาพอก็จะปิติปราโมทย์เรื่องนั่งกลางดิน พระพุทธเจ้าท่านประสูติก็กลางดิน พระพุทธเจ้าตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก็นั่งกลางดินพระพุทธเจ้านิพพานคือตายก็ตายกลางดิน สอนกล่าวออกอยู่ตลอดเวลาก็สอนกลางดิน บางทีกำลังเดินทางอยู่ก็มี สอนแค่วัดแค่อารามก็สอนกลางดิน เพราะกุฏิของพระพุทธเจ้มันก็ยืนกลางดิน อาคารที่ประชุมมีบ้ามันก็กลางดิน(12:25) พูดกันกลางดิน สอนกันกลางดิน ถึงเวลานี้เราก็มาทำให้มันเป็นแบบกลางดิน ทุกคนนั่งกลางดิน นี่มันจะได้สำนึกระลึกถึงพระพุทธเจ้าหรือว่าเหตุการณ์ของพระพุทธเจ้าได้ง่ายขึ้น ขอให้ทำในใจเหมือนว่าเวลานี้ อยู่ในครั้งพุทธกาลอะไรๆก็ทำกลางดิน ถ้าจะเอากันจริง เอาความเป็นธรรมเป็นวินัยแท้จริง อย่ามากระดากอย่ามาเสียดายอย่ามาละอายว่านั่งกลางดิน ไม่นั่งกันบนโบสถ์บนวิหารบนอะไรก็สวยงาม อันนั้นก็ไปอีกเรื่องนึงตามใจ แต่ว่าเราทำแบบนี้มันต้องการที่จะทำให้มันคล้ายธรรมชาติ คล้ายธรรมชาติ ครั้งพุทธกาล ทำกลางดิน นั่งกลางดิน คนโง่โง่มันไม่ชอบกลางดิน ทำบุญซักนิดหนึ่งมันไปอธิษฐานว่าไปเกิดบนสวรรค์วิมานโน่นพระพุทธเจ้าก็ได้(13:30) พระพุทธเจ้าก็นั่งกลางดิน นิพพานกลางดิน ไอ้คนนั้นมันทำบุญแล้วก็จะเกิด สวรรค์วิมาน มันไกลกันตายเลย ไม่มีทาง จะ พระพุทธเจ้า จะคล้ายพระพุทธเจ้า(13:48) ต้องทำกันอย่างไร ชั้นเห็นว่านี้มันง่าย คล้ายธรรมชาติคือคล้ายพระธรรม คล้ายพระธรรมคือคล้ายพระพุทธเจ้า เวลามันเงียบสงัดมันไม่ต้องมีการแห่แหนประโคมหรือว่าห่าเหยแห่แหนกันให้มันเอิกเกริกเฮฮา บางแห่งก็ทั้ง กินเหล้าเมา โง่ที่สุดชั้นได้เห็นกับตา ได้ยินกับหูตัวเอง ให้เจ้านานี่กินเหล้าชนิดหนึ่ง(14:27) มันจะได้กล้าไม่ประหม่าไม่งกงกเงิ่นเงิ่น เวลาเข้ามาหามหาอุปัชณาย์มันกล้า บางทีมันก็มาตัวสั่นมันเลยกินเหล้าเข้าไปชนิดหนึ่งให้มันกล้า มันมีความเข้าใจไปกันคนละทางคนละทิศ จนรู้สึกเบื่อ อยากจะหยุดเรื่องบวชนานี่อยากจะหยุด จะขอหยุดมันรำคาญแล้วมันไม่ได้อย่างใจ บวชแล้วมันเหลวไหลมันไม่ได้อย่างที่สัญญาตกลง เอาละไหนไหนวันนี้เราก็คิดว่าจะบวชก็ได้มีพิธีบวช ตามพระวินัย ตามหลักธรรมะ เจ้านาคได้กล่าวคำขอปะกาศตนเป็นผู้นับถือพระรัตนตรัยคล้าย(15:31)จะบรรพชา แล้วก็ขอจะบรรพชา ว่าเป็นภาษาบาลีถูกต้องดีชัดเจนดี ในเมื่อสองสามวันมาแล้วว่าไม่ได้เรื่องไม่ได้ราวต้องจับสวดก็มี นี่ดีว่าได้เรียบร้อยและถูกต้องแสดงว่ามีสติสัมปชัญญะไม่งกงกเงิ่นเงิ่น แต่ถึงอย่างไรก็ดีต้องขอทบทวน ใจความของคำก็ได้กล่าวเป็นภาษาบาลีนั้นบ้างตามสมควร เพื่อที่ว่าเมื่อกี้ยกยกมันไม่ได้ทำในใจ16:06 เนื้อความของบาลีจะได้ทั้นสมัย(16:12) เวลานี้เอสาหังพันเต สสุดจิตระปริยุทพิธัง ปิเป็นต้นนี้16:17มันหมายถึงว่าเราหนะประกาศตัวออกไปว่าถึงพระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานนานแล้ว พระธรรมรวมถึง พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ แล้วใครจะ(16:36)บรรพชาในธรรมวินัยของผู้มีพระภาคเจ้านั้น ว่าสามหน ในใจต้องว่าด้วย ต้องคิดด้วย ต้องรับรู้ด้วย ไม่ใช่ว่าแต่ปาก อะหังภันเตปะภัตตังยาจามิเป็นต้น นี่ก็ว่าตั้งสามหน ขอบรรพชาข้าพเจ้าขอบรรพชา จึงทำการบรรพชาให้ข้าพเจ้าภากาศายะด้วยความเมตตากรุณา(17:01) ต้องทำในใจถึงเนื้อความของภาษาบาลีด้วย ว่าเราได้พูดคำนั้นจริง จะยืนยันจะรักษาคำพูดนี้จริงๆขอบรรพชานี่ขอเอง ไม่ใช่ใครบังคับให้ขอ ก็ขอให้ บรรพชาให้ ด้วยภากาศายะ(17:23) เหล่านี้ด้วยความเมตตากรุณานี่มันควรจะเป็นเครื่องผูกมัดตัวเองว่า เหลวไหลไม่ได้เพราะเรามันขอเอง วิงวอนเองต้องการเองก็ขอให้ทำด้วยความเมตตากรุณา เป็นอันว่าเป็นคำพูดก็ต้องอายัดว่าซึ่งกันและกัน(17:45) อย่าให้เปลี่ยนแปลง อย่าให้ละทิ้ง สัจจะอันนี้ นี่เราก็พูดกันในสถานที่ ที่เรียกว่าพระอาราม ของพระพุทธเจ้า ของพระศาสนา ต่อหน้าพรสงฆ์ทั้งห้าองค์ เรียกว่าประชุมกันในนามของพระพุทธเจ้า ได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ เรื่องจริง ขอให้ทุกคำที่ได้กล่าวออกไปนั้นเป็นเรื่องจริง จริงที่สุดจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ ข้าพเจ้าขอบรรพชา จงบรรพชาข้าพเจ้าด้วยภากาษายะเหล่านี้(18:27) ด้วยความเมตตากรุณา ได้ทำในใจให้ตรงตามนี้เป๊ะเลยจะได้ว่าตั้งสามหน ก็เป็นว่าต่อไปนี้เราอายัดถ้อยคำนี้ไว้กันละกัน อย่าได้เสีย ถ้อยคำที่ได้กล่าวไว้แล้ว ผู้บวชก็พยายามรักษาคำพูดนี้ให้ดีที่สุด ก็ได้ขอบรรพชา ทีนี้เมื่อขอบรรพชาแล้วมันก็ต้องรู้จักว่าบรรพชาที่ขอมันคืออะไร บางทีจะยังไม่รู้ก็(19:02) บางทีน้อยเกินไปยังไม่ชัดเจนก็ต้องเข้า(19:05) ให้รู้จักว่าบรรพชานั้นมันคืออะไร จะได้ไม่งมงายในการขอบรรพชาเป็นภาษาบาลี ปรรพชาเป็นภาษาบาลี ภาษาไทยแปลงเป็นรูปสันสกฤตเรียกว่าบรรพชา ถ้าเป็นไทยแท้แท้เค่เรียกว่าบวช บอวอชอ บรรพชาปรรพชา บวช คำเดียวกันแหละ บวชไปไหมดเป็นหมด วะชะ พะชะ แปลว่าไป พะเป็น(19:49) ไปหมดเว้นหมดจากการเป็นฆราวาสนี้ นี้ให้รู้ไว้ ข้อระเบียบข้อปฎิบัตินี้จะเว้นหมดจาก(19:55)การเป็นฆราวาส ไม่มีการเป็นฆราวาสเหลือแม้แต่นิดเดียว(20:06) ต้องเว้นอีกทุกข้อทุกข้อ สิกขาบชก็ต้องเว้นอีก แต่ในเบื้องต้นนี้ก็ต้องเว้นความเป็นฆราวาสให้หมดจดสิ้นเชิง นี่มันเป็นแดนเป็นหลักแดน มันจะเปลี่ยนตรงกันข้ามเลย เป็นฆราวาส(20:28) มาวันนี้ขอบรรพชามันก็สลัดความเป็นฆราวาสโดยสิ้นเชิง ไม่นุ่งห่มอย่างฆราวาส ไม่กินอยู่อย่างฆราวาส ไม่มีจริตกริยาอย่างฆราวาส ไม่พูดจาอย่างฆราวาส ไม่เล่นหัวอย่างฆราวาส ไม่คิดนึกอย่างฆราวาส ไม่ใฝ่ฝันอย่างฆราวาสอีกต่อไป ฆราวาสก็แล้วมาแต่หนหลังตั้งแต่(20:58)เกิดจนอายุหกสิบสองปี