แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ณ บัดนี้ จะได้วิสัชนาพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา ส่งเสริมศรัทธาความเชื่อและวิริยะความพากเพียรของท่านทั้งหลายผู้เป็นพุทธบริษัทให้เจริญงอกงามก้าวหน้าในทางแห่งพระศาสนาของสมเด็จพระบรมศาสดาอันเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายกว่าจะยุติลงด้วยเวลา
ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นธรรมเทศนาพิเศษ ปรารภเหตุเนื่องด้วยสหายธรรมทานผู้หนึ่งซึ่งล่วงลับไปแล้ว คือคุณช่วย แสงสุชาติ ความเป็นสหายธรรมทานมีความหมายหลายอย่างหลายประการที่นับว่าสำคัญมาก ควรแก่การที่จะทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน คำว่าสหาย ตามภาษาบาลี แปลว่า ไปด้วยกัน ในภาษาไทยธรรมดาก็แปลว่า เพื่อน หมายความว่าคนที่เป็นเพื่อนนั้นไปด้วยกัน คือทำอะไรทำด้วยกัน ไปไหนไปด้วยกัน อย่างนี้เป็นต้น อืม ในภาษาไทยเราเรียกว่าเพื่อน ถ้าเราจะเข้าใจคำว่าเพื่อนกันให้ดีก็จะมีประโยชน์มากเพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าเพื่อนที่ดีนั้น มีความสำคัญเกินกว่าที่คนธรรมดาเข้าใจกัน ครั้งหนึ่งพระอานนท์ทูลถามทูลพระพุทธเจ้าว่า ตามความรู้สึกของข้าพระองค์เห็นว่ากัลยาณมิตรนั้นเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อานนท์อย่าได้กล่าวเช่นนั้นเลย กัลยาณมิตรนั้นคือทั้งหมดของพรหมจรรย์ ดังนี้ ท่านทั้งหลายลองคิดดูว่า พระอานนท์มีความเข้าใจว่า ถ้ามีเพื่อนที่ดีคือกัลยาณมิตรแล้ว การประพฤติพรหมจรรย์ก็เป็นการง่ายหรือลุล่วงไปแล้วครึ่งหนึ่งทีเดียว แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์คือช่วยให้สำเร็จกิจพรหมจรรย์ทั้งหมด แล้วพระองค์ทรงระบุกัลยาณมิตรว่า อัฏฐังคิกมรรคประกอบไปด้วยองค์แปดประการ ผู้ใดมีอัฏฐังคิกมรรคแปดมีองค์แปดประการนี้แล้ว ก็คือมีกัลยาณมิตร มีกัลยาณมิตรอย่างนี้แล้วก็คือเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ คำว่าเพื่อน มีความหมายไกลไปถึงอย่างนี้ จึงน้อยคนจะได้เคยคิดเคยนึก และมักจะรู้จักแต่เพื่อนที่เคยทำให้เจ็บช้ำน้ำใจอยู่เสมอๆ พอได้ยินคำว่าเพื่อน ก็นึกจะสั่นหัวเสียมากกว่าที่จะสนใจ นี่ก็เพราะว่ายังไม่รู้จักความหมายของคำว่าเพื่อนทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ เพื่อนที่ดีที่เรียกว่ากัลยาณมิตรนั้น ยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำไปว่าได้แก่อะไร ใครๆ ก็มักจะอวดว่ามีมิตรที่ดีมีกัลยาณมิตรอย่างน้อยก็คนหนึ่ง แต่แล้วก็หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะความที่ไม่รู้จักคำว่ามิตรอย่างถูกต้อง เพราะคำว่ามิตรหรือเพื่อนนี้ตามภาษาธรรมดามันเป็นเรื่องโลกๆ ไปเสียทั้งนั้น
ทีนี้เมื่อมาถึงคำว่าสหายธรรมทาน คือเป็นเพื่อนในทางธรรมทานด้วยแล้วก็ยิ่งไกลออกไปอีกมาก แทบจะไม่รู้ว่ามันหมายถึงอย่างไรกันแน่หรือเพียงไหน คำว่าสหายธรรมทานก็มีความหมายได้กว้างว่าเป็นเพื่อนในการศึกษา ในการเผยแผ่ ในการได้รับผลของการเผยแผ่ อะไรๆ ก็ล้วนแต่เรียกได้ว่าเป็นกิจการของสหายธรรมทานด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นการที่จะรู้จักคำว่าสหายหรือคำว่าเพื่อนให้ดีๆ นี้น่าจะพิจารณาดูกันให้รอบคอบให้ทั่วถึง คุณช่วย แสงสุชาตินั้นเป็นสหายธรรมทานโดยเฉพาะอย่างยิ่งของอาตมาหรือของสวนโมกข์หรือทำทุกอย่างทุกทางที่แล้วมา และยังมีมากไปกว่านั้นก็คือว่าถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะมาอยู่ด้วยกันที่นี่ เป็นเพื่อนจานแมวด้วยกัน คำว่าเพื่อนจานแมวนี้ก็คงจะไม่มีใครเคยได้ยินกันนักหรือเข้าใจกันว่าหมายความว่าอย่างไร แต่ว่าประเดี๋ยวก็จะว่าให้ฟัง เราจะสนใจถึงคำว่าเพื่อนๆ กันเสียให้หมดกระแสความเสียก่อน คำว่าสหาย คำว่าเพื่อน คำว่าอะไรๆ ที่คล้ายกันนี้มันมีหลายอย่าง นับตั้งแต่ว่าเป็นเด็กๆ ก็มีเพื่อนกิน เพื่อนเล่น เพื่อนเข้าโรงเรียน นี้มันก็ดูงดงามอยู่เหมือนกันเป็นเพื่อนกินเพื่อนเล่นเพื่อนเรียนหนังสือไม่มีสิ่งที่จะต้องเดือดเนื้อร้อนใจแต่ประการใด ทำให้ชีวิตนี้มีความแจ่มใสทำให้โลกนี้น่าอยู่น่าสบาย ถ้าไม่มีเพื่อนกินเพื่อนเล่นเพื่อนเรียนหนังสือแล้วเด็กๆ คงจะรำคาญมาก คงจะมีใจคอไม่ปรกติ นี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่าเพื่อนนั้นมันเป็นสิ่งที่จำเป็น ดูลูกสุนัข ลูกแมว ลูกไก่ ลูกอะไรต่างๆ มันก็ยังต้องการเพื่อน คือว่าพอกินอิ่มแล้วก็เร่ไปหาเพื่อน ก็เล่นกับเพื่อนอย่างที่รู้สึกว่าเป็นสุขที่สุด บางทีก็จะพอใจยิ่งกว่าการกินด้วยซ้ำไป จึงขอให้เข้าใจถึงความหมายของคำนี้โดยลักษณะที่เป็นสัญชาตญาณของสัตว์ทั้งหลาย คือเกิดได้เองในสัตว์ ปลาก็ชอบไปไหนกันเป็นฝูงๆ แม้ปลาที่ชอบอยู่โดดเดี่ยวมันก็ยังมีโอกาสหรือพยายามที่จะมีโอกาสที่จะพบเพื่อนหรือไปด้วยกันเป็นฝูง ความต้องการเพื่อนเป็นความรู้สึกตามสัญชาตญาณของสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายทั้งปวงมากถึงอย่างนี้ แล้วก็เป็นพื้นฐานของความสบายใจ เราจึงมีเพื่อนกินเพื่อนเล่น กระทั่งเพื่อนเรียนหนังสือ
ทีนี้ก็มาถึงเพื่อนการงาน สิ่งที่เรียกว่าการงานนั้นมีความหมายสำคัญมาก คือมันเป็นความหมายของสิ่งที่เรียกว่าชีวิต ชีวิตนี้ถ้าไม่มีการงานมันก็ไม่เป็นชีวิต คุณค่าของชีวิตอยู่ที่การงาน เพราะฉะนั้นสัตว์ที่มีชีวิตจึงมีการทำงานไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ทำงาน แม้ว่ามันจะทำงานผิดกะคน บางทีจะน่าหัวมาก ถ้าจะพูดว่า การงานของสัตว์เดรัจฉานนั้นก็คือกิน เงยดูนกบนต้นไม้ตลอดวันก็จะเห็นว่าการงานของมันนั้นก็คือกิน คือเที่ยวหาแล้วก็กิน มีความสำคัญอยู่ตรงที่กินนั่นเอง ส่วนมนุษย์นั้นทำการงานเหงื่อไหลไคลย้อยให้เกิดอำนาจอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่งซึ่งเป็นผลของงานซะก่อนจึงจะมีอะไรกิน ดังนั้นจึงเหนื่อยมาก สิ่งที่เรียกว่าการงานไม่ค่อยจะเป็นของสนุก แต่สำหรับนกบนต้นไม้หรือปลาในน้ำแล้ว การงานของมันก็คือกิน แม้จะต้องบินไปบ้างว่ายไปบ้างก็กินไปพลางว่ายน้ำไปพลางกินไปพลาง บินไปพลางกินไปพลาง มันสนุกกว่ามนุษย์มาก อืม มนุษย์มีการงานแยกออกจากการกิน เหงื่อไหลไคลย้อยอยู่ที่การงาน บางทีก็กินไม่อร่อยด้วยซ้ำไป ถ้าการงานนั้นมันไม่เป็นที่พอใจ ด้วยเหตุเช่นนี้แหละคนทุกคนจึงต้องมีการงานที่ถูกต้อง มีการงานที่เหมาะสมและเป็นไปได้ ที่นี้ปัญหาก็เกิดขึ้นมาว่างานบางอย่างทำคนเดียวไม่ค่อยจะได้ เราจึงนึกถึงเพื่อน ทำให้การงานนั้นเป็นของง่ายไปได้ถ้ามีเพื่อนมาช่วยกันมากๆ และยิ่งกว่านั้นยังทำให้เกิดความสุขสนุกสนานด้วย ดังภาษิตที่ยกไว้ข้างต้นว่า อัตถชาตัสสุขาสหายา (นาทีที่ 13.31) สหายทั้งหลายเป็นความสุขของบุคคลผู้มีการงานเกิดขึ้นแล้ว หมายความว่าการงานเกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลใด สหายทั้งหลายจะเป็นความสุขสำหรับผู้นั้น จะเป็นสหายในเรือนเช่น ภรรยาสามี หรือว่าสหายนอกเรือนเพื่อนฝูงนอกบ้านออกไปก็ตาม ย่อมช่วยให้การงานที่หนักกลายเป็นการเบาไปได้หรือที่ไม่สนุกกลายเป็นของสนุกไปได้ แต่สำคัญก็อยู่ที่ว่ามันทำให้การงานนั้นสำเร็จ เราเห็นกันอยู่เสมอว่ามนุษย์จะต้องช่วยกันในการงาน ทำบ้านทำเรือนอยู่ ทำไร่ทำนา ทำกระทั่งทำสิ่งซึ่งเป็นเรื่องใหญ่โตของประเทศชาติหรือการงานในโลกเป็นส่วนรวม ซึ่งมีมิตรมีสหายร่วมมือกันเป็นหมู่เป็นกลุ่มมันจึงจะสำเร็จไปได้ดี ด้วยเหตุเช่นนี้ท่านจึงถือว่าสหายเป็นความสุขสำหรับบุคคลผู้มีการงานอันเกิดขึ้นแล้ว นี้ก็เรียกว่าเพื่อนในการทำงาน
ที่นี้ถ้าดูต่อไปถึงเพื่อนกินอยู่หลับนอนคู่ผัวตัวเมีย สามีภรรยานี้ก็ไม่พ้นไปจากเพื่อนที่ว่าจะให้การงานต่างๆ ลุล่วงไป มนุษย์เกิดมาก็มีการงานอย่างสูงสุดของมนุษย์อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ทำคนเดียวไม่ไหวมันก็ต้องมีผู้ช่วย ความเป็นสามีภรรยามีความหมายที่จะให้การงานซึ่งเป็นหน้าที่ของแต่ละคนนั้นสำเร็จไปได้ด้วยดี ไม่เป็นทุกข์ทรมาน หน้าที่ของผู้ชายผู้หญิงก็ช่วยได้ หน้าที่ของผู้หญิงผู้ชายก็ช่วยได้ นั้นสามีภรรยาจึงเป็นผู้ช่วยซึ่งกันและกันให้การงานในหน้าที่แห่งชีวิตของตนนั้นง่ายเข้าหรือสำเร็จไปได้ด้วยดี แต่เนื่องจากเป็นการงานที่เป็นส่วนตัวและใกล้ชิดมากเกินไป มันจึงเป็นเพื่อนชนิดพิเศษกว่าเพื่อนธรรมดา จึงเรียกว่าเป็นเพื่อนเป็นเพื่อนตาย เพื่อนทุกข์เพื่อนสุข เพื่อนอะไรกันไป ความหมายหนึ่งต่างหาก แต่แล้วก็ต้องถือว่าความสำคัญมันอยู่ที่ช่วยให้ความเป็นมนุษย์สำเร็จประโยชน์ ให้ความเป็นมนุษย์เป็นไปได้ถึงที่สุดอยู่นั่นเอง ไม่ใช่ว่าจะมีคู่เพื่อมาขัดขา ขัดคอ ขัดขวางกันให้เกิดความทุกข์ความลำบาก แต่ว่ามีเพื่อนหรือมีคู่อย่างนี้เพื่อช่วยให้สิ่งต่างๆ ลุล่วงไปโดยเร็วและไม่รู้สึกเป็นทุกข์มากมาย เรียกว่าอย่างไรๆ ก็ยังอยู่ในฐานะที่เป็นเพื่อนอยู่นั่นเอง เรียกว่าเพื่อนเป็นเพื่อนอยู่ หรือเป็นเพื่อนคู่ชีวิตก็ตาม
ที่นี้มองดูไปในกรณีเบ็ดเตล็ด แม้แต่เราจะเดินทางไกล เราก็ยังต้องการเพื่อน ไม่ต้องพูดถึงสมัยโบราณที่เดินเท้าผ่านป่าผ่านเขาผ่านดง มันก็ต้องมีเพื่อนอย่างยิ่งอย่างแน่นอน แม้แต่สมัยนี้จะใช้รถไฟ เรือบินหรืออะไรที่ยิ่งไปกว่านั้นมันก็ยังต้องการเพื่อนอยู่นั่นเอง ที่จะเป็นเพื่อนเดินทาง การที่ไม่มีเพื่อนย่อมผิดกันมากกับการมีเพื่อน เพราะว่าสัญชาตญาณของมนุษย์มันต้องการเพื่อนอย่างนี้ คิดดูให้ดีเถิดว่าแม้แต่ในเรื่องธรรมดาสามัญอย่างนี้มันก็ต้องการเพื่อนเป็นอย่างยิ่งทุกกรณี แล้วทำไมในเรื่องของพระธรรมหรือเรื่องทางจิตทางวิญญาณจะไม่ต้องการเพื่อนด้วยเล่า นี่แหละเราจึงมีเพื่อนในการปฏิบัติธรรม เป็นเพื่อนในการเผยแผ่ธรรมที่เรียกว่าสหายธรรมทานในที่นี้ แม้เราจะได้ยินได้ฟังว่าธรรมะเป็นของเฉพาะตน รู้แทนทำแทนได้รับผลแทนกันไม่ได้ ต้องรู้เองเห็นเองทำเองได้รับผลเฉพาะตนเองอย่างนั้นก็ตามทีเราก็ยังต้องการเพื่อนอยู่นั่นเอง
ในการเจริญกรรมฐานภาวนานั้น ภาษาที่ท่านใช้กันมาแต่โบราณนั้น ท่านก็ใช้คำว่ากัลยาณมิตร แก่ครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์ผู้สอนกรรมฐานนั้นก็เรียกว่ากัลยาณมิตร หรือใครๆ ก็ตามที่ช่วยให้การปฏิบัติสมาธิภาวนาเป็นไปได้แล้วก็เรียกว่ากัลยาณมิตรด้วยกันทั้งนั้น ผู้ที่มีความรู้ในพระไตรปิฏกแตกฉานก็เป็นกัลยาณมิตรของผู้ที่จะเจริญสมาธิภาวนา เพราะจะช่วยบอกกล่าวหรือแก้ปัญหาต่างๆ ให้ได้ ในทางของปริยัติ และผู้ที่สอนกรรมฐานโดยตรงก็เรียกว่ากัลยาณมิตรเพราะว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวเฉพาะคนๆ เราก็ช่วยแนะให้เขาเดินของเขาเอง เดินแทนกันไม่ได้เพราะมันจึงเป็นเพื่อนเดินกันมากกว่า เช่นเดียวกับเพื่อนเดินทาง เดินทางไกลนั้นเหมือนกันแต่เดี๋ยวนี้มันเดินทางใจมันก็มีเพื่อนอย่างที่เป็นเพื่อนทางจิตใจสำหรับช่วยให้เดินไปได้ด้วยตนเอง การปฏิบัติธรรมก็ต้องการเพื่อน มีเพื่อนในการปฏิบัติธรรม เป็นที่ปรึกษาหารือ เป็นตัวอย่างให้ดู เป็นผู้จะแก้ข้อขัดข้องต่างๆ ซึ่งตัวเองยากที่จะมองเห็น
ที่นี้ก็มาถึงการปฏิบัติธรรมเสร็จแล้วก็มีการเผยแผ่ธรรม นี่ก็ยังต้องมีจิตใจตรงกัน มีจิตใจเหมือนๆ กัน คือต้องการอย่างเดียวกันในการที่จะช่วยเผยแผ่ธรรม อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นคนที่มีความพอใจในธรรมหรือรักในพระธรรม จึงอยากจะเผยแผ่ธรรมด้วยความเสียสละเหน็ดเหนื่อยลำบาก เรามีความยากลำบากกันมากเท่าไหร่ คนข้างนอกไม่ค่อยจะเห็นเพราะว่าดูกันแต่ผิวเผินหรือบางทีก็ดูแต่ประโยชน์ของตัวไม่ได้มองถึงความยากลำบากของผู้อื่น แต่ทว่าโดยที่แท้แล้วการเผยแผ่ธรรมะหรือพระศาสนานั้นลำบาก นี่คนไม่ค่อยชอบลำบากก็เลยไม่ค่อยจะเล่นด้วย หาคนที่จะยอมลำบากด้วยกันนี้ยาก เพราะกลัวความลำบากนั่นเอง แล้วยิ่งกว่าการเผยแผ่ธรรมะนี้แล้วมันยังมีปัญหาอย่างอื่นอีกมากมายไม่ใช่เพียงแต่เรื่องอดทนหรือเหนื่อยยากลำบาก ปัญหาที่ไม่น่าจะมียังมีถึงกับว่าการเผยแผ่พระธรรมให้คนมีความรู้มีความเข้าใจนั้นไม่สมควรเพราะว่าทำให้พระธรรมเป็นของตื้นเป็นของไม่ขลังเป็นของไม่ศักดิ์สิทธิ์ไปเสีย คนเข้าใจอย่างนี้แล้วพูดอยู่อย่างนี้ก็มี ถ้าเขาพูดจริงด้วยใจจริงก็แปลว่าเขาจะไม่ยอมร่วมมือกับเราเป็นอันขาดในการที่จะเผยแผ่ธรรม แต่แล้วเราก็ยังมีเพื่อนหลายคนที่ไม่คิดอย่างนั้น คือไม่พูดอย่างนั้น ไม่ยอมเชื่ออย่างนั้นว่าการช่วยทำให้ธรรมะเป็นของง่ายและตื้นนี้เป็นบาปเพราะทำให้หมดศักดิ์สิทธิ์ เราไม่ยอมรับรู้ความคิดความเชื่อของคนชนิดนั้น เรามีความเห็นว่าการช่วยเผยแผ่พระธรรมให้แพร่หลายไปนั้น เป็นการดีเป็นการได้บุญ ทำของที่ลึกให้มันกลายเป็นของตื้นขึ้นมานี้เป็นการดีเป็นการได้บุญ คือทำให้คนที่ไม่รู้มันจะได้รู้ขึ้นมา ให้คนที่ยังโง่มันจะได้ฉลาดขึ้น แล้วมันจะเป็นบาปที่ตรงไหน เมื่อเรามีความเข้าใจตรงๆ กันอย่างนี้หลายๆ คนก็มีสหายธรรมทานเกิดขึ้นมาเป็นกลุ่มเป็นก้อน แล้วก็ช่วยกันคนละอย่าง คนละทาง คนละไม้คนละมือในการที่จะเผยแผ่ธรรมะนั้นให้แพร่หลายไปด้วยการทำของลึกให้ตื้น ด้วยการทำของยากให้มันง่ายขึ้นมาดังนี้ อย่างนี้เราเรียกว่าเพื่อนในการเผยแผ่ธรรมหรือสหายธรรมทาน ถ้าไม่มีเพื่อนรู้สึกว่าไม่สนุกไม่ค่อยจะมีกำลังใจ ถ้ามีเพื่อนรู้สึกว่าทำได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันเป็นปึกเป็นแผ่น มันก็เป็นเหตุอันหนึ่งอย่างเดียวกันอีกกับข้อที่ว่าสัญชาตญาณของมนุษย์นี้ต้องการเพื่อน จะทำอะไรก็ตามมันล้วนแต่ต้องการเพื่อนไปเสียหมดอย่างนี้
ทีนี้ก็จะดูต่อไปว่า เรายังมีเพื่อนอะไรกันอีก ที่น่านึกยิ่งไปกว่านี้ ก็คือเพื่อนตามสัญชาตญาณหรือตามธรรมชาติของธรรมชาตินั่นแหละ ได้แก่เพื่อนเกิดเพื่อนแก่เพื่อนเจ็บเพื่อนตาย การเป็นเพื่อนเกิดเพื่อนแก่เพื่อนเจ็บเพื่อนตายกันนี้ไม่ค่อยจะมีใครมอง ถ้ามีใครมองโลกก็จะไม่เป็นอย่างนี้ คือว่าถ้ามองเห็นความเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันแล้ว มันก็เบียดเบียนกันไม่ลง มันก็ทำร้ายกันไม่ลง มันเอาเปรียบกันไม่ได้ อย่าว่าแต่ฆ่าฟันกันให้ล้มตายเป็นพันเป็นหมื่นเป็นแสนเลย จะทำใครให้กระทบกระเทือนสักหน่อยหนึ่งก็คงจะทำไม่ได้เพราะมองเห็นว่าเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายของเราด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ความเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายนี้มองดูให้ดีจนกระทั่งเห็นว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ใครบ้างที่ไม่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายแก่กันและกัน ลองมองหาดูทีว่าในโลกนี้หรือในโลกไหนก็ตามใครบ้างที่ไม่เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกัน เพราะว่าทุกคนมันก็เกิด มันก็แก่ มันก็เจ็บ มันก็ตายในที่สุดไปด้วยกันทั้งนั้น มันเป็นเพื่อนกันเสียแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มันเป็นเพื่อนกันโดยธรรมชาติ ซึ่งเราจะรู้หรือเราจะไม่รู้ก็ตามมันเป็นเพื่อนกันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพราะว่าทุกคนต้องเกิด ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย นี่แหละเพราะว่ามีความเป็นเพื่อนโดยธรรมชาติอยู่ในส่วนลึกของธรรมชาติเช่นนี้ มีอยู่ในสัตว์ทุกชีวิตเพราะฉะนั้นสัตว์ทุกๆ ชีวิตจึงต้องการความเป็นเพื่อนสำหรับจะแก้ปัญหาต่างๆ ว่าถ้าเราเป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันแล้ว เราก็จะต้องเป็นเพื่อนในการที่จะเอาชนะความเกิดความแก่ความเจ็บความตายให้รอดพ้นไปจากความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย นี่แหละคือกัลยาณมิตรในความหมายในพระพุทธศาสนา ถ้าทุกคนช่วยกันค้นหาวิธีที่จะเอาชนะความเกิดแก่เจ็บตาย จนกระทั่งพบได้แล้วว่าเป็นอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็แปลว่าพบเพื่อนถึงที่สุดคือเพื่อนที่จะช่วยได้จริงคือพระธรรม ที่จะช่วยได้จริงนั่นแหละเป็นเพื่อน แล้วเราจะแก้ปัญหาของคนที่มีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ทีนี้เราไม่ได้มองกันในแง่นี้ คือไม่ได้มองกันในแง่ของพระธรรม ของจิต ของวิญญาณไปมองกันแต่ในเรื่องทางวัตถุ ทางร่างกายภายนอก รู้แต่เรื่องกินเรื่องเล่นเรื่องการเรื่องงานเรื่องได้เรื่องเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่มองในข้อที่ว่าโดยแท้จริงหรือโดยทั่วไปเรามีความเกิดแก่เจ็บตายเป็นศัตรูร่วมกัน มีปัญหาเหมือนกัน ตกอยู่ในฐานะที่เป็นทุกข์อย่างเดียวกัน แล้วทำไมจึงไม่รู้จักเป็นเพื่อนกันในข้อนี้ แล้วช่วยกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปเล่า
ดังนั้นแหละหวังว่าท่านทั้งหลายคงจะไม่มองกันแต่ในแง่ของวัตถุซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีความหมายที่สำคัญอะไรเลย คุณค่าหรือความหมายที่สำคัญมันอยู่ที่เรื่องในทางจิตหรือทางวิญญาณว่าธรรมะนั่นแหละคือเพื่อน ถ้ายังมีมนุษย์เป็นเพื่อนมันก็ยังเป็นเรื่องทางฝ่ายร่างกายหรือฝ่ายวัตถุอยู่นั่นเอง
ถ้าเมื่อใดมีธรรมะเป็นเพื่อนมีอริยมรรคเป็นกัลยาณมิตรแล้ว ก็เรียกว่ามีความเข้าใจในเรื่องทางจิตทางวิญญาณหรือทางธรรม ความรอดพ้นจากความทุกข์มันมีความหมายเป็นสองอย่าง ถ้าเป็นเรื่องความทุกข์ทางกายมนุษย์ก็ช่วยกันได้ แต่ถ้าเป็นความทุกข์ในทางจิตทางวิญญาณแล้ว มันก็ต้องช่วยตัวเอง พระธรรมนั่นแหละจะกระโดดเข้ามาเป็นเพื่อนแทนมนุษย์ เดี๋ยวนี้เรายังแก้ปัญหาเหล่านี้ให้ลุล่วงไปด้วยดีไม่ได้ แม้เพื่อนมนุษย์ เพื่อนชนิดที่เป็นมนุษย์ก็ยังหายาก การที่จะมีเพื่อนที่ดีได้ การที่มีเพื่อนที่ดีได้นั้นก็นับว่าเป็นโชคดีหรือเป็นการได้ที่ดี นับว่าเป็นเรื่องที่ควรเอามาสนใจ แล้วก็ให้ได้เพื่อนสูงขึ้นไปจนกระทั่งถึงเพื่อนในทางธรรม ทางจิต ทางวิญญาณ ทีนี้สหายธรรมทานของเราที่ล่วงลับไปแล้วคือคุณช่วย แสงสุชาตินี้มีความมุ่งหมายที่จะเป็นสหายทั้งในฝ่ายวัตถุและฝ่ายธรรม การที่ช่วยกันในเรื่องกิจการงานของสวนโมกข์นั้นมันเป็นเรื่องวัตถุ แต่การที่จะปฏิบัติธรรมด้วยกันนั้นมันเป็นเรื่องทางวิญญาณที่เรียกว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อนกินข้าวจานแมวด้วยกันอย่างนี้ นี่แหละแม้ว่าจะพูดถึงเรื่องกินข้าวจานแมว ซึ่งเป็นวัตถุแต่ความหมายมันเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ คำพูดเหล่านี้เป็นเพียงคำอุปมาว่า การอยู่ที่สวนโมกข์นี้มันกินข้าวจานแมว แต่ใจความมันไม่ได้อยู่ที่กินข้าวจานแมว มันอยู่ที่การอยู่เพื่อจะทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้ลุล่วงไปด้วยดี ถ้าไม่อยู่อย่างกินข้าวจานแมวแล้วมันทำไม่ได้ มันทำการงานนั้นให้สำเร็จไปไม่ได้ ถ้ามันจะอยู่เพื่อกินกินอย่างเศรษฐีอย่างคหบดีอย่างคนขี้เมาเป็นต้นแล้ว มันก็ทำการงานให้ล่วงไปไม่ได้ เว้นไว้แต่ว่าเป็นอยู่อย่างกินข้าวจานแมวนั้นจึงจะสามารถทำหน้าที่ของเพื่อนชั้นกัลยาณมิตรช่วยกันให้พ้นจากเกิดแก่เจ็บตายได้ หรือว่าจะเป็นเพื่อนประพฤติพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ตามความประสงค์ของพระพุทธเจ้าได้ ก็ต้องอาศัยการอยู่เป็นเพื่อน กินข้าวจานแมวนี้เอง
ทีนี้อยากจะพูดไปเสียให้หมดเลยเพราะว่าบางคนก็ไม่ค่อยเข้าใจว่ากินข้าวจานแมวนั้นมันเป็นอย่างไร เราเริ่มคำคำแรกขึ้นมาด้วยคำว่ากินข้าวจานแมว แล้วก็อาบน้ำในคู แล้วก็เป็นอยู่อย่างทาส แล้วก็หมายมาดปล่อยวาง แล้วก็อยู่อย่างตายแล้ว แต่ว่ามีแก้วอยู่ในมือคือมีดวงจิตว่างปราศจากตัวตน แล้วก็ช่วยแจกของส่องตะเกียงเลี้ยงชีวิตวิญญาณของคนทั้งโลก กินข้าวจานแมวข้อแรกหมายความว่า อย่าไปมีปัญหายุ่งยากลำบากในเรื่องกินอาหารเลย กินง่ายๆ ด้วยข้าวราดแกงเหมือนที่แมวกินนั้นก็พอแล้ว นี่ก็หมายถึงการกินอย่างง่ายที่สุด ตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าจงกินแต่พอดีอย่าไปหวังว่าจะอยู่ดีกินดีให้วิเศษวิโสไปเลย กินอยู่เพียงเพื่อมันไม่ตายก็พอแล้ว การกินอยู่แต่พอดีอย่างนี้เป็นองค์ประกอบองค์หนึ่งในโอวาทปาฏิโมกข์ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ในพระโอวาทนั้นในวันมาฆปุณมีโดยบทว่า มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง เป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภคคือกินอยู่แต่พอดี อย่าทะเยอทะยานเรื่องกินดีอยู่ดีเหมือนคนสมัยนี้ให้มากไปเลยมันเสียเวลาเปล่าๆ เพราะว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อกินแต่คนสมัยนี้เขาเห็นว่าเกิดมาเพื่อกินเพื่อสนุกสนานเอร็ดอร่อยเต็มที่ แล้วมันก็จบกันเท่านั้นเองมันมีดีที่สุดอยู่เพียงเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้หมายไม่ได้ทรงมุ่งหมายแต่เพียงอย่างนั้น ทรงมุ่งหมายว่ากินนี้กินเพื่อไม่ให้ตาย เมื่อไม่ตายแล้วจะทำอะไรต่อไป ก็คือทำให้ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ไม่ได้สิ้นสุดอยู่ที่ได้กินอร่อยๆ แต่ต้องได้ธรรมะอะไรชนิดที่เป็นความสุขอย่างแท้จริงเหลือที่จะบรรยายได้ มาด้วยมันจึงจะเรียกว่าได้แล้วซึ่งสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้
ตรงนี้อยากจะเตือนให้ทุกคนจำไว้อย่าได้ลืมว่า อย่าให้พุทธบริษัทโง่หรือเลวกว่าพวกคริสเตียนคือเรื่องของพระเยซูที่เคยเอามาเล่าให้ฟังหลายครั้งหลายหนแล้ว ว่าเมื่อพระเยซูถูกพระยามารล้อเลียนว่าถ้าเป็นลูกพระเจ้าก็จงเสกก้อนหินเหล่านี้ให้เป็นอาหารขึ้นมาสิ จะมัวทนหิวอยู่ทำไมไม่ได้กินข้าวมาตั้งสามสิบสี่สิบวันแล้ว พระเยซูตอบว่าชีวิตไม่ได้อยู่ได้ด้วยอาหาร ชีวิตอยู่ได้ด้วยพระธรรมของพระเจ้า นี่แหละลองไปคิดดูให้ดีเถิดว่าแม้ในหลักฝ่ายศาสนาคริสเตียนเขาก็ไม่ถือว่าชีวิตนั้นอยู่ได้ตรงที่มีอาหารกินแต่ว่าชีวิตนี้อยู่ได้เพราะว่ามีธรรมะหล่อเลี้ยง อาหารนั้นกินเพียงไม่ให้ตายแล้วก็แสวงหาธรรมะอันแท้จริงมาหล่อเลี้ยงชีวิตนี้ให้กลายเป็นชีวิตที่สมบูรณ์คือชีวิตที่สูงสุด เป็นชีวิตที่ไม่รู้จักตายเหมือนธรรมะนั้น นั่นแหละเป็นหลักที่แสดงว่าเราไม่ได้เกิดมาเพื่อกินแต่การได้กินอร่อยๆ สูงสุดนั้นเป็นที่สิ้นสุดของการมีชีวิต หรือเป็นเรื่องสูงสุดของการมีชีวิต เรื่องกินนั้นให้ถือเป็นเรื่องเล็ก ทำพอให้มีกินไปก็แล้วกันแต่เมื่อมีกินแล้วจะต้องทำอะไรให้มันดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ ก็คือการมีจิตใจที่ประกอบไปด้วยธรรม เช่นมีความสะอาด สว่าง สงบ เยือกเย็นเป็นสุขแสนที่จะเย็นได้จนกว่าร่างกายนั้นมันจะแตกดับไป ร่างกายนั้นมันกินข้าวกินปลาเป็นอาหารไม่เท่าไรก็หมดเหตุหมดปัจจัยที่จะอยู่ได้มันก็ต้องดับไป แต่ส่วนจิตใจนั้นมันต้องการกินธรรมะคือความสะอาด สว่าง สงบก็มีความสุขอย่างยิ่ง เป็นต้นอยู่ มันคนละเรื่องกับร่างกาย เราอย่าได้ห่วงแต่เรื่องกิน และอย่าได้ยกเอาเรื่องกินมาเป็นเรื่องทั้งหมด กินเพื่อให้มันอยู่ได้ ตามสะดวกสบายแล้วก็อาศัยโอกาสหรือเวลานั้นทำสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะทำ นี้เป็นข้อแรกที่ว่ากินเพื่ออยู่ แล้วกินเหมือนกับแมวก็ใช้ได้นี่ เรียกว่ากินข้าวจานแมว
ข้อที่สองที่เรียกว่าอาบน้ำในคูนั้น คือว่าอย่าพิถีพิถันถึงกับจะต้องมีความสะดวกสบายอย่างนั้นอย่างนี้ อาบน้ำในคูหรือในลำธารลำห้วยในหนองในคลองในอะไรก็แล้วแต่ที่จะมีได้ตามธรรมชาติเพื่อจะตัดปัญหาความยุ่งยากลำบากในการอยู่ ในการบริหารร่างกายต่างๆ ออกไปเสีย แต่เราเอามารวมไว้ในคำเพียงคำเดียวว่า อยู่อย่างอาบน้ำในคู คืออยู่อย่างธรรมชาติ ตามธรรมชาติ เป็นเกลอกับธรรมชาติให้มากที่สุด ในข้อนี้กล้าท้าทีเดียวว่าลองไปอาบน้ำในคูในคลองในหนองในอะไรดูเถอะจะฉลาดกว่าที่จะอาบน้ำอยู่แต่ในห้องน้ำแบบใหม่สมัยใหม่สวยหรูงดงามอย่างนั้นอย่างนี้ อาบน้ำในห้องที่มันสวยหรูอย่างนั้นมันทำให้โง่ อาบน้ำในคูในคลองในหนองมันทำให้ฉลาด ไม่เชื่อก็ไปพิสูจน์ดูด้วยตัวเองและยิ่งกว่านั้นมันยังมีความหมายที่ไกลหรือกว้างออกไปถึงกับว่า ให้อยู่อย่างง่ายๆ อยู่อย่างต่ำๆ เพื่อให้หัวใจมันสูง ถ้าอยู่อย่างที่เรียกกันว่าดีหรือสูงซะแล้ว หัวใจมันต่ำ ถ้าอยู่อย่างต่ำหัวใจมันก็สูง ฉะนั้นการกินการอยู่การอาบการอะไรก็ตามที่เป็นไปตามธรรมชาตินั้น ทำให้จิตใจฉลาดหรือเป็นไปในทางสูงทุกอย่างทุกประการนี้เราเอามาสรุปไว้ในคำว่าอาบน้ำในคูเป็นข้อที่สอง
ข้อที่สามว่าเป็นอยู่อย่างทาส ก็หมายความว่าให้เป็นอยู่อย่างคนที่ยอมเป็นทาสนั้น คือเป็นบ่าวเป็นขี้ข้าของเขามันก็ต้องยอม ถ้าอยู่อย่างเจ้าอย่างนายมันก็คือยกหูชูหางนั่นก็คือไม่ยอม เป็นอยู่อย่างทาสนี้คือเป็นอยู่ด้วยความยอมไม่ยกหูชูหาง เด็กๆ เกิดมาพ่อแม่ตามใจอยู่ตลอดเวลา จึงมีโรคยกหูชูหาง ฉะนั้นมาอยู่กันในระบอบใหม่เสียบ้างคือ เป็นอยู่อย่างทาส อยู่อย่างที่ไม่มีโอกาสจะยกหูชูหาง อยู่อย่างคนแพ้ อยู่อย่างคนยอม ไม่ด่าว่าใครไม่ตะเพิดใครไม่ดูถูกใครไม่ยกตนข่มท่าน แต่เป็นคนยอมแพ้เหมือนกับทาสเรียกว่าเป็นอยู่อย่างทาสเพื่อขัดเกลาจิตใจของตนที่มีอหังการมมังการที่มีตัวกู มีของกู ยกหูชูหางอยู่เรื่อยไป นั้นคือศัตรูที่ร้ายกาจของคนเรา เราจะทำลายมันเสียได้ ฆ่ามันเสียให้ตายได้ก็โดยมาสมัครเป็นอยู่อย่างทาส กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคูแล้วยังเป็นอยู่อย่างทาสคือไม่ปริปาก นี้นับว่าเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมอย่างยิ่ง คนที่ไม่เคยยอมไม่รู้จักยอมมาหัดรู้จักยอมนี่ คือการปฏิบัติธรรมชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือทำลายตัวกูของกูหรือว่าอย่างน้อยก็ควบคุมตัวกูของกูไม่ให้มันยกหูชูหาง แล้วเป็นอยู่อย่างทาสไม่ให้โอกาสที่ให้ตัวกูของกูมันยกหูชูหาง ไอ้ที่มันยกหูชูหางนั้นมันเป็นกิเลสหรือมันเป็นอวิชชา การที่เป็นอยู่ชนิดที่ไม่ให้มันได้มีโอกาสยกหูชูหางนั้นมันไม่มีอย่างอื่น มีแต่ทางเดียวคือการเป็นอยู่อย่างทาส ไม่ปริปากไม่ดื้อดึงไม่ยกตนเหนือผู้ใดแต่ว่าเป็นผู้ยอม คำว่าเป็นทาสชนิดนี้มันไม่ได้หมายถึงเป็นทาสอย่างที่เขาเป็นๆ กัน เช่นเป็นหนี้เงินเขาหรือว่าในสมัยหรือในถิ่นที่กฎหมายให้คนมีทาสแล้วก็ใช้อย่างทาสนั้นมันเป็นทาสอีกอย่างหนึ่ง มันเป็นทาสทางวัตถุทางร่างกายในภาษาคน แต่ทาสอย่างนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น เราไม่ได้เป็นหนี้เงินของใครไม่ใช่มีกฎหมายไหนมาบังคับให้เราต้องตกเป็นทาส แต่เรามีอุบายมีสติปัญญาอันฉลาดที่จะเข่นฆ่าเสียซึ่งกิเลส ตัณหา มานะ ทิฐิโดยประการต่างๆ คือจะฆ่าตัวกูของกูนั่นเอง ไม่มีอาวุธอื่นดีกว่าที่จะสมัครมีระเบียบความเป็นอยู่อย่างทาสไม่เชื่อก็ลองดู พยายามทำตนเป็นอยู่เหมือนกับทาสรับใช้ผู้อื่นแล้วกิเลสของตนจะเบาบาง พระเยซูพูดถึงข้อนี้เหมือนกันว่าการรับใช้ผู้อื่นคือรับใช้พระเจ้า ขอให้คนทั้งหลายรับใช้ผู้อื่นเถิดจะกลายเป็นการรับใช้พระเจ้า มิฉะนั้นแล้วมันก็จะรับใช้ตัวเองหาใส่ปากใส่ท้องของตัวเองเห็นแก่ตัวเองอร่อยเองสนุกสนานเองไม่รับใช้ผู้อื่น อย่างนี้คือมันรับใช้ภูติผีปีศาจ เราจึงสรุปความได้ว่า รับใช้ตัวเองนั้นคือรับใช้ภูติผีปีศาจ รับใช้ผู้อื่นนั้นคือรับใช้พระเป็นเจ้า การที่เราจะมีความประพฤติเป็นอยู่ที่เรียกว่าเป็นอยู่อย่างทาสนี้ มันมีความหมายสำคัญอยู่ที่รับใช้ผู้อื่น อย่าได้นึกถึงตัวเลยคือลืมเสียก็ได้ แต่มุ่งแต่จะทำเพื่อรับใช้ผู้อื่น แล้วอะไรๆ มันก็จะเป็นผลดีที่สุดแก่ตัว คือทำลายตัวกูของกูเสียได้ ไม่มีตัวกูของกูมามัวยกหูชูหางอยู่เรื่อยไปเหมือนที่แล้วๆ มา การเป็นอยู่อย่างทาสมันดีอย่างนี้ จึงเอามาต่อท้ายคำว่าอาบน้ำในคู ฟังดูมันก็ไปด้วยกันได้ กินข้าวจานแมว แล้วก็อาบน้ำในคู แล้วก็เป็นอยู่อย่างทาส
ทีนี้ข้อต่อไปก็หมายมาดปล่อยวางเป็นอยู่อย่างทาสชนิดนี้ก็มุ่งมาดการปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใดไว้โดยความเป็นตัวกูของกู หัวใจของทาสชนิดนี้มันมุ่งมาดปล่อยวางอยู่เสมอไม่ยึดมั่นถือมั่น ที่ว่าปล่อยวางนี้ก็คือว่าปล่อยวางความรู้สึกที่สำคัญมั่นหมายว่าตัวกูว่าของกูนั่นเอง ไม่ปล่อยก็คือยึดไว้ ยึดไว้คือยึดว่าตัวกูว่าของกู ที่เรามุ่งหมายปล่อยวางก็มุ่งหมายที่จะไม่ให้เกิดหรือไม่มีหนทางที่จะเกิดความรู้สึกเป็นตัวกูของกู ถ้าอะไรมันวี่แววเข้ามาในลักษณะที่จะให้เกิดตัวกูของกูก็สกัดกั้นมันเสียอย่างให้มันเกิดขึ้นมาได้ อย่างนี้เรียกว่าเป็นการปล่อยวาง แต่ถ้าพูดตามภาษาธรรมดาเค้าก็เรียกว่าวางสิ่งที่มันเกิดอยู่แล้ว แต่ข้อเท็จจริงนั้นคือการป้องกันไม่ให้เกิดมากกว่า มีความหมายมั่นที่จะทำให้มันว่าง ไม่ให้ปรุงแต่งเป็นตัวกูเป็นของกูขึ้นมานี้เรียกว่ามุ่งหมายความปล่อยวาง ทีนี้ถัดไปก็ว่าอยู่อย่างตายแล้ว คือจิตใจมันมุ่งมาดความปล่อยวางอยู่เสมอมันก็เท่ากับคนตายแล้วคือไม่มีตัวกูไม่มีของกู อยู่อย่างตายแล้วเช่นนี้เป็นความหมายในทางภาษาธรรม ไม่ใช่ความตายทางร่างกายในภาษาคน ตายแล้วในภาษาธรรมหมายความว่าตัวกูของกูไม่ได้มีอยู่เลย อุปาทานหรืออัสมิมานะ อหังการ มมังการว่าตัวกูว่าของกูนี้ไม่มีอยู่เลย จึงเปรียบได้เหมือนกับว่าตายแล้ว เพราะมันไม่มีตัวเราเพราะมันไม่มีของเรา อยู่ด้วยความรู้สึกคิดนึกในใจอย่างนี้เรียกว่าอยู่อย่างตายแล้วก็เลยคล้องจองกันดีว่า กินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างทาสแล้วก็มุ่งมาดปล่อยวาง แล้วก็อยู่อย่างตายแล้ว
ทีนี้ก็มาถึง มีแก้วในมือ คนที่อยู่อย่างตายแล้วนี้เป็นคนที่มีดวงแก้วในมือ พูดว่าแก้วนี้ก็หมายถึงแก้วในภาษาธรรมอีกเหมือนกัน พวกเราก็ได้ยินได้ฟังกันมามากแล้วว่าแก้วนั้นคือพระพุทธ คือพระธรรม คือพระสงฆ์ รัตนตรัยแก้วสามดวงนี้มีอยู่ในมือของเราแล้ว ใครลองเป็นอยู่อย่างตายแล้วไม่มีตัวกูของกูยกหูชูหางเถอะ คนนั้นจะมีจิตใจเหมือนพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจิตใจเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์ เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้ก็เรียกว่ามีแก้วอยู่ในมือ มีดวงแก้วอยู่ในมือ คนที่อยู่อย่างตายแล้วนั่นแหละ มีแก้วอยู่ในมือ
ต่อไปว่าคือดวงจิตว่าง แก้วที่ในมือนี้เราเรียกสั้นๆ ว่ามีจิตว่าง จิตว่างคือดวงแก้ว จิตว่างคือไม่มีกิเลสไม่มีความทุกข์ มีความหมายเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเป็นอะไรทุกอย่างที่พุทธบริษัท ต้องการจะมีจะเป็นจะได้คล้องจองกันดี เพื่อความจำง่ายว่า อยู่อย่างตายแล้วเพราะมีแก้วในมือ แล้วก็คือดวงจิตว่าง มันก็หมดเรื่องของเรา ส่วนตัวเราหรือประโยชน์ของเราหน้าที่ของเรา เรากินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างทาส มุ่งมาดปล่อยวาง อยู่อย่างตายแล้ว มีแก้วในมือคือดวงจิตว่าง ไม่มีอะไรอีกเป็นปัญหา ก็แปลว่าสิ้นสุดในเรื่องส่วนตัวของบุคคลนั้น
เหลืออยู่ต่อไปก็คือแจกของส่องตะเกียง ตัวเองไม่มีไม่ต้องพูดถึง ก็เที่ยวแจกของเที่ยวส่องตะเกียงให้ผู้อื่น ของในที่นี้ก็หมายถึงสิ่งที่จำเป็น ที่เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตายเขาจะพึงได้ ในการที่จะกำจัดเสียซึ่งความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย คำว่าส่องตะเกียงในที่นี้ก็หมายถึงการให้แสงสว่าง ให้รู้จักหนทาง ที่จะช่วยตัวเองให้ได้ด้วยกันทุกคน แสงตะเกียงก็คือแสงของพระธรรมนั่นเอง เราส่องตะเกียงให้ผู้อื่นก็หมายความว่าช่วยเหลือให้ผู้อื่นได้มองเห็นธรรม ได้บรรลุธรรม การเป็นอยู่เพื่อผู้อื่นอย่างนี้ต้องตั้งจิตใจไว้ให้กว้างหรือว่าถ้าดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว จิตใจมันก็กว้างอยู่เอง ไม่มีเรา ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเราแล้วมันก็มีแต่ผู้อื่น ทีนี้ผู้อื่นก็แปลว่าทั้งหมดไม่ใช่แต่บางคน ทีนี้การแจกของส่องตะเกียงนั้นก็เพื่อเลี้ยงคนทั้งโลกไว้ จะเป็นโลกเทวดา โลกมนุษย์ โลกอะไรก็ตามใจ การแจกของส่องตะเกียงของพุทธบริษัทผู้ถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ของตนแล้วนั้นเป็นการเลี้ยงคนทั้งโลกไว้ อย่างว่าเราจะมีการเผยแผ่ธรรมะที่นี่โดยวิธีใดก็ตาม มันเป็นเรื่องแจกของส่องตะเกียงด้วยเหมือนกัน ให้คนได้ความรู้ได้สติปัญญาสำหรับจะเอาชนะกิเลสหรือความทุกข์ ซึ่งเป็นเรื่องทางวิญญาณโดยตรง เราจัดมหรสพทางวิญญาณก็หมายความว่า จัดการสอนธรรมะด้วยวิธีที่สนุกสนานเหมือนมหรสพและเป็นไปเพื่อเรื่องทางจิตทางวิญญาณล้วน มุ่งหมายทางจิตทางวิญญาณล้วนไม่เกี่ยวกับทางวัตถุ แล้วเรื่องทางวิญญาณนี้มีความหมายเป็นส่วนรวมคือวิญญาณของโลกไม่ใช่วิญญาณของคนบางคนแต่ละคน วิญญาณของโลกก็หมายความว่าคนทุกคนหรือชีวิตทุกชีวิตที่กำลังมืด กำลังมืดมน กำลังไร้สมรรถภาพ เราให้แสงสว่างให้สมรรถภาพในการที่เขาจะช่วยตัวเองให้รอดพ้นได้ ในทางจิตทางวิญญาณ มุ่งหมายจะแจกของส่องตะเกียงเพื่อคนทั้งโลกอย่างนี้ เรียกว่าเป็นการเลี้ยงคนทั้งโลก ในทางวิญญาณให้อาหารในทางจิตทางวิญญาณแก่คนทั้งโลก เป็นข้อสุดท้ายเป็นฝ่ายสุดท้ายคือฝ่ายผู้อื่น ฝ่ายตัวเรานั้นทำเสร็จแล้วก็ทำเพื่อผู้อื่นต่อไป และยิ่งกว่านั้นการทำเพื่อผู้อื่นนั้น มันก็เป็นการทำเพื่อตัวเราด้วยเหมือนกัน
ดังที่กล่าวว่ารับใช้ผู้อื่นนั้นคือรับใช้พระธรรม ถ้ารับใช้ตัวเองนั้นก็คือรับใช้ภูติผีปีศาจหรือพญามาร การกระทำพร้อมๆ กันไปทั้งสองอย่าง คือช่วยผู้อื่นแล้วเป็นการช่วยตัวเองอยู่ในตัวนั้น เป็นวิธีที่ฉลาด และเป็นวิธีที่เรียกว่าเป็นธรรมเป็นวินัยในพระพุทธศาสนา ไม่ได้ทำเพื่อตน ไม่ได้เห็นแก่ตน ฉะนั้นจงทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความรู้สึกที่ไม่เห็นแก่ตน แต่เห็นแก่ผู้อื่น แล้วมันจะเป็นการถูกต้องอยู่ในตัวมันเองโดยไม่ต้องมีใครมาสอน การที่ให้คนอื่นสอนนั้นเดี๋ยวก็สอนให้เห็นแก่ตัวเท่านั้นเอง เราจะอาศัยจิตที่ อาศัยจิตใจที่ตั้งไว้ดีแล้ว สอนตัวมันเอง โดยการรับใช้ผู้อื่น ปิดหนทางที่มันจะเห็นแก่ตัวเสีย มันก็ง่ายและปลอดภัย ในที่สุดเกิดมาทีหนึ่งก็ได้รับประโยชน์ครบทั้งสองคือประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ด้วยการกระทำอย่างเดียวกันพร้อมๆ กันไปในตัว การอยู่ที่นี่ก็ต้องเรียกว่า เป็นเพื่อนกินข้าวจานแมว ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ในกรณีอื่นเราเรียกกันอย่างอื่น แต่กรณีของการอยู่ที่นี่แล้วต้องเรียกว่าเป็นเพื่อนกินข้าวจานแมว ผู้เป็นสหายธรรมทานทั้งหลายก็มุ่งหมายความเป็นเพื่อนอย่างนี้ คนที่จะมาอยู่ที่นี่แบบนี้ก็ยังต้องเรียกว่ามาอยู่อย่างเป็นเพื่อนกินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างทาส มุ่งมาดปล่อยวาง อยู่อย่างตายแล้ว แล้วมีแก้วในมือก็คือดวงจิตว่าง เสร็จเรื่องตนแล้วก็แจกของส่องตะเกียง เลี้ยงคนทั้งโลก จบกันเท่านี้เอง เป็นเพื่อนกินข้าวจานแมว เป็นเพื่อนอาบน้ำในคู เป็นเพื่อนอยู่กันอย่างทาส อยู่กันอย่างพวกทาส เป็นเพื่อนหมายมาดปล่อยวาง เป็นเพื่อนตายแล้ว เป็นเพื่อนอยู่อย่างตายแล้ว เป็นเพื่อนที่มีแก้วอยู่ในมือกันแต่ละคนๆ เป็นเพื่อนที่มีจิตว่าง แล้วก็แจกของส่องตะเกียงเพื่อความอยู่รอดของเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทุกคนดังนี้
เรื่องของเพื่อนนั้นก็คงจะจบกันเท่านี้ ไม่มีเพื่อนไหนจะไปไกลกว่านี้อีกแล้ว ลองทบทวนดูให้ดีตั้งแต่ต้นชนปลายเถิด แล้วเลือกความเป็นเพื่อนที่ดีที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป คือรู้จักเลื่อนชั้นตัวเองกันเสียบ้าง อย่าย่ำเท้าอยู่ที่นั่นเลย อย่ามัวเป็นเพื่อนกินเพื่อนเล่นเรียน ก ข ก กา อยู่เลย อย่าเป็นแต่เพียงเพื่อนช่วยทำไร่ไถนาหากินกันไป หรืออะไรทำนองนั้นเลย ให้เลื่อนสูงขึ้นไปหรือเลื่อนชั้นตัวเองขึ้นไปตามลำดับๆ ให้ทันกับเวลาในอายุที่มันผ่านไปๆ เป็นปฐมวัย มัชฌิมวัย ปัจฉิมวัย เป็นต้น เลื่อนชั้นให้มันทันกับวัยคือหมายความว่าให้มันมีจิตใจสูงสมกับวัย ด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในฐานะที่เป็นเพื่อน เป็นเพื่อนปฏิบัติธรรม เป็นเพื่อนเผยแผ่ธรรม เป็นเพื่อนเกิดแก่เจ็บตายกันจริงๆ แล้วเป็นเพื่อนช่วยให้รอดในทางธรรม ในทางจิต ในทางวิญญาณด้วยการเป็นเพื่อนกินข้าวจานแมว อาบน้ำในคู เป็นต้นดังที่กล่าวแล้วนั้น
ธรรมเทศนาในวันนี้เป็นอนุสรณ์แด่ คุณช่วย แสงสุชาติ ที่หมายมาดว่าสักวันหนึ่งจะมาอยู่เป็นเพื่อนกินข้าวจานแมว และอาบน้ำในคู เป็นอยู่อย่างทาส มุ่งมาดปล่อยวาง อยู่อย่างตายแล้ว มีแก้วในมือคือดวงจิตว่าง แจกของส่องตะเกียงเพื่อช่วยคนทั้งโลก ขอให้ถือว่าเป็นตัวอย่างของเพื่อนที่ดี มีความมุ่งมาดที่ดี แม้ว่าจะล่วงลับไปแล้วโดยทางร่างกายแต่โดยทางจิตใจก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เราจงมองเห็นข้อเท็จจริงอันนี้แล้ว มีความรู้สึกเคารพนับถือและอนุโมทนาและอุทิศส่วนกุศลทุกอย่างทุกประการที่ได้บำเพ็ญมาแต่ต้นจนบัดนี้ แด่เพื่อนผู้ล่วงลับไปแล้วให้สำเร็จประโยชน์โดยสมควรแก่คติวิสัยทุกๆ ประการเถิด
ธรรมเทศนาที่แสดงมาแต่ต้นเป็นการแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงของการเป็นเพื่อนว่ามันเป็นอย่างไร โดยความจำเป็น เป็นความจำเป็นสำหรับคนทุกคนอย่างไร โดยอาศัยหัวข้อนิเขปบทข้างต้นนั้น ว่า อัตชาตัสะ สุขาสหายา (นาทีที่ 1.08.16)สหายเป็นความสุขสำหรับบุคคลผู้มีความต้องการอันเกิดขึ้นแล้ว เดี๋ยวนี้เราก็ต้องการที่จะดับทุกข์ ที่จะพ้นทุกข์ เราก็รู้จักเลือกเพื่อนที่ดีแล้ว แล้วก็มีเพื่อนชนิดนั้นสำหรับเดินทางคือปฏิบัติไปโดยลำดับ ให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วยกันทุกๆ คนเถิด
ธรรมเทศนาสมควรแก่เวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้