แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท่านสาธุชนผู้สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ครั้งสุดท้ายของภาคอาสาฬหบูชาได้มาสิ้นสุดลงในวันนี้เป็นวันสุดท้าย และเผอิญว่าพ้องกันกับวันทำบุญสารทตายาย จึงจำเป็นที่จะต้องรวมเรื่องสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันในการบรรยายประจำวันนี้ ไม่ให้ขาดไปแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สำหรับหัวข้อบรรยายของการบรรยายภาคนี้มันมีอยู่ว่า ปฏิปทาปริทัศน์ ซึ่งแปลว่าการมองดูทั่ว ๆ ไป รอบ ๆ ด้าน อันเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม
เราก็ได้พูดกันมาหลายแบบ สิบกว่าแบบ ให้เป็นตัวอย่างของการปฏิบัติ แต่ละแบบ ๆ ไป เชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะสังเกตได้ แล้วก็เอาไปใช้ได้ตามสมควรแก่ความพอใจของตน ๆ สำหรับแบบสุดท้ายที่จะพูดวันนี้ ก็ดูแทบจะไม่มีอะไรที่เป็นจริงเป็นจัง แต่กลับจะเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงยิ่งกว่าแบบใดไปเสียอีก ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า การปฏิบัตินั้นมันมีอยู่ในหลายรูป
แม้ว่า แม้ที่สุดแต่ว่าเราจะต้องเรียนให้รู้ก่อน การพยายามเรียนนี้ก็รวมอยู่ในเรื่องของการปฏิบัติเหมือนกัน คือผู้นั้นยังจะต้องเรียน ไอ้ครั้นเรียนแล้ว ก็เอามาปฏิบัติตามที่เรียน อย่างสูงสุดก็แค่การปฏิบัติกรรมฐานภาวนา แม้อย่างนั้นก็มีหลายแบบ แต่ละแบบก็เป็นการปฏิบัติด้วยความตั้งใจปฏิบัติ นี้มันก็มีอยู่อย่างหนึ่ง
ทีนี้การปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งนั้น มันแทบจะมองไม่เห็น คือมันซ่อนตัวอยู่ในสิ่งที่เราเรียกกันว่า วัฒนธรรมประจำชาติ ประจำบ้านเรือน ขอให้ท่านสังเกตดูให้เกิดความเข้าใจในข้อนี้ว่า การปฏิบัติอย่างหนึ่งนั้น มันเห็นชัด เห็นทนโท่ และเราเรียกว่าการปฏิบัติ พยายามกันอยู่ อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น เป็นเกลียวไปทีเดียว นี้มันก็เป็นการปฏิบัติแบบนี้ นี้การปฏิบัติแบบหนึ่ง มันซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมทั่ว ๆ ไปของคนเรา แล้วมันยังซ่อนอยู่ในจิตใจ ในสันดาน ซึ่งมองเห็นได้ยาก แล้วลองเปรียบดูว่า ในสองอย่างนี้ อย่างไหนมันช่วยพวกเราได้มาก
ถ้าจะพิจารณากันดูให้ดี ๆ โดยไม่ต้องลำเอียงแล้ว ไอ้การปฏิบัติธรรมที่มันซ่อนอยู่ในวัฒนธรรมประจำบ้านเรือนนั่นแหละ มันช่วยได้มาก เพราะว่ามันทำสืบ ๆ กันมาแต่ปู่ย่าตายาย ไม่รู้กี่ชั่ว หรือกี่สิบชั่วร้อยชั่วมาแล้ว มันเป็นนิสัยสันดาน เช่นว่าทำไมคนไทยจึงมีอัธยาศัยอย่างนี้ ซึ่งมันก็ต้องพูดได้ว่าผิดกับคนจีน คนแขก คนฝรั่ง ทำไมคนไทยจึงมีอัชฌาสัยที่แสดงออกมาอย่างนี้ และมีนิสัยใจคอข้างในอย่างนี้ มีกิริยาท่าทางอย่างนี้ เรียกว่ามีบุคลิกภาพของคนไทย หรือว่ามีเอกภาพซึ่งไม่เหมือนใคร เป็นของคนไทยโดยเฉพาะ
นี้มันได้มาแต่ไหน นี่มันได้มาแต่การปฏิบัติที่มองไม่เห็นตัว ที่มันซ่อนอยู่ลึกในวัฒนธรรมประจำชาติ ซึ่งคนทุกคนจะต้องทำอย่างนั้นเป็นประจำวัน โดยไม่มีใครต้องเตือน ไม่ต้องบังคับ ถ้ายังเป็นผู้เคร่งครัดต่อวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีของพุทธบริษัท ก็ยังทำเต็มที่อยู่ แม้แต่จะนอนก็ต้องนึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน คนก็จะไหว้พระสวดมนต์ ก็มีนิสัยแสดงออกเป็นความเมตตา ปราณี กรุณา ไม่โกรธ แล้วก็ให้อภัย มีแต่ความเผื่อแผ่ ที่เราได้ยินกันชินหู ที่คนโบราณเขาพูดกันว่า นกกินเป็นบุญ คนกินเป็นทาน
นี่ชาวไร่ชาวนาจะต้องพูดอย่างนี้ เพราะมันติดมาในนิสัยสันดานหลายชั่วคนมาแล้วว่า ถ้าพืชผลที่เราปลูกไว้นี้ มีคนขโมยเอาไปหรือว่าสัตว์ทั้งหลายมันมากิน ก็ตัดบทออกไปว่า นกกินก็เป็นบุญ คนกินก็เป็นทาน และเราไม่เรียกเขาว่าขโมย เราไม่เรียกเขาว่าขโมย แล้วเราจะไปโกรธเขาอย่างไร ก็แปลว่ามันเป็นลักษณะของคนไทย พุทธบริษัท
นี้คือการปฏิบัติอย่างยิ่ง มันซ่อนตัวอยู่มิดชิดในวัฒนธรรม ในการประพฤติที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณี แล้วมันยังซ่อนอยู่ในจิตใจของคนเหล่านั้น มันประจำอยู่ในจิตใจของคนเหล่านั้น ถ้ามันยังเป็นกันอยู่ในลักษณะอย่างนี้ ก็เรียกว่ายังเป็นพุทธบริษัทที่ดีเต็มที่ และมีการปฏิบัติที่ซ่อนอยู่ในนั้น โดยไม่ต้องมองเห็นก็ได้
นี่แหละอาตมาได้พูดเรื่องการปฏิบัติ อย่างนั้น อย่างนี้ อย่างโน้น มามากแล้ว วันนี้ก็จะพูดถึงการปฏิบัติที่มองไม่เห็นตัว ที่เขาได้ทำกันมาหลายชั่ว หลายสิบชั่วบรรพบุรุษ มันกลายเป็นเหมือนกับว่าไม่ได้ปฏิบัติอะไร แต่มันปฏิบัติอยู่ในสายเลือด ปฏิบัติอยู่ในชีวิตประจำวัน จนกระทั่งมันเคยชินเป็นนิสัย แล้วถ่ายทอดนิสัยนี้มายังลูกหลาน นี่เราจึงได้มีคนหรือมนุษย์อย่างเหมือนที่เรากำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ถ้าเราไม่มีการปฏิบัติที่ซ่อนอยู่ในสายเลือดอย่างนี้ เราก็ต้องเป็นคนชนิดอื่น เหมือนกับชนชาติอื่น ภาษาอื่น ซึ่งไม่เหมือนเราก็แล้วกัน
ทีนี้เราเดี๋ยวนี้ มันมักจะละเลยขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีของบรรพบุรุษ มาได้เล่าได้เรียนนั่นนี่เข้า แล้วก็ยกหูชูหาง ว่านี้ ว่านี้ใหม่กว่า ดีกว่า สูงกว่า อะไรไปตามความโง่ มันคล้าย ๆ กับเป็นคนเนรคุณต่อวัฒนธรรมประจำชาติ หรือว่าต่อระเบียบปฏิบัติที่บรรพบุรุษเขาได้สะสมใส่ไว้ให้ในสันดาน เราไม่ค่อยจะสนใจ ไปสนใจของแปลก ๆ ใหม่ ๆ กระทั่งลืมตัว
นี่ขอให้มามองดูกันใหม่ด้วยความไม่ประมาท แล้วก็มีความสลดสังเวชในข้อที่ว่า มันได้ปล่อยให้เสื่อมไป ให้เปลี่ยนแปลงจนเสื่อมไปเสียมากมายทีเดียว ขอให้ไปคิดกันใหม่ ไปตั้งต้นกันใหม่ก็ได้ หรือว่าไปรื้อฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ก็ได้ว่า วัฒนธรรมอะไร ๆ ที่มันดี ๆ ของบรรพบุรุษนั้น มันก็จะต้องกลับมา แล้วเราก็จะเป็นคนไทยแท้เหมือนเดิมอีก คือเป็นไทยที่เป็นพุทธบริษัท มีจิตใจอย่างคนไทย คือไม่เป็นทาสของกิเลส ไม่เป็นทาสของวัตถุ แล้วก็ไม่โง่เขลา เพราะว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ถ้าจะพูดไปมันก็มากเรื่อง จะยกตัวอย่างมาทั้งหมดก็แทบจะไม่ไหว จะยกตัวอย่างมาเหมือนอย่างเรื่องเล็ก ๆ ที่สุดว่า ถ้าเดี๋ยวนี้จะกล่อมลูกให้นอน จะกล่อมว่าอย่างไร อย่างเมื่อคนโบราณเขากล่อมลูกให้นอนเรื่องนิพพานมะพร้าวนาฬิเกร์ เป็นต้น หรือว่าบทศีลธรรมอื่น ๆ ก็มีอีกมาก พอเดี๋ยวนี้มันจะกล่อมลูกให้นอน มันจะกล่อมด้วยบทไหน ที่ได้ยิน ๆ อยู่มันกล่อมด้วยบทไอ้ทุย หรือว่าบทที่เป็นไอ้เพลงไทยสากลโสกโดกน่าเกลียดน่าชัง แล้วมันจะไม่เปลี่ยนนิสัยอย่างไร ไอ้พี่สาวที่มันกล่อมน้อง ก็เปลี่ยนนิสัย ไอ้น้องของมันได้ยินแต่อย่างนั้น มันก็เปลี่ยนนิสัย
นี่ดูเถิดว่า แม้แต่บทกล่อมลูกให้นอน ก็เป็นสิ่งที่ปู่ย่าตายายทำไว้ดีแล้ว แล้วเราก็มาทำลายให้ค่อย ๆ หมดไป ๆ จนกระทั่งว่ามันจะขี้เกียจไม่กล่อมลูกให้นอน นี่สันดานมันเลวไปถึงกับว่าไม่กล่อมเอาเสียเลย ถ้าจะคิดกันเสียว่า ไอ้กล่อมลูกให้นอนนี้ กล่อมน้องให้นอนนี้ ไม่ใช่ร้องเพลง แต่ว่ามันเป็นเรื่องสอนศีลธรรม จริยธรรม ให้มันฝังลงไปในจิตใจของเด็กทารกน้อย ๆ นั้นกว่ามันจะหลับไป อย่างนี้จะมีผลอย่างไรบ้าง อาตมาคิดว่ามันต้องดีกว่าไม่ทำ หรือว่ามันดีกว่าที่จะร้องเพลงไอ้ไทยสากลบ้า ๆ บอ ๆ นี้ให้มันฟัง แล้วมันจะได้กลายเป็นคนบ้า ๆ บอ ๆ ไปตามไอ้เนื้อเรื่องของเพลงนั้น
นี้มันเป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องหลาย ๆ เรื่องซึ่งมัน ๆ ใหญ่กว่านี้มากว่า ไอ้ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมนี้ มันสร้างดวงจิต สร้างดวงวิญญาณของเราชาวไทยขึ้นมา ตั้งพันกว่าปีแล้ว ให้อยู่ในร่องในรอยของพระธรรมหรือของพระพุทธศาสนา จนกระทั่งเรามีความเป็นพุทธบริษัทอยู่ในเนื้อในตัว นั่นแหละคือข้อปฏิบัติอย่างหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นตัว ซึ่งไอ้วัฒนธรรมนั่นเองมันเป็นผู้กระทำ จะว่าใครกระทำโดยเฉพาะก็ไม่ได้ ก็ต้องร่วมมือกันทุกฝ่าย ต้องฝังอยู่ในสายเลือด
สรุปความแล้วขอให้ท่านทั้งหลายทุกคนระลึกนึกถึงข้อนี้ แล้วก็พยายามที่จะรักษาเอาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีทุกอย่างไป อย่างที่ได้พูดมาแล้วเมื่อเช้านี้ว่า ไอ้เรื่องทำบุญตายายนี้มันไม่ใช่อะไรอื่น มันเป็นเรื่องกล่อมเกลานิสัยเราทุกคนให้เป็นผู้กตัญญูกตเวที
ถ้าคนแต่ละคนในโลกนี้มีนิสัยสันดานกตัญญูและกตเวทีแล้ว มันปลอดภัยไปหมด ตัวเองก็ไม่เป็นอันตราย ผู้อื่นก็ไม่เป็นอันตราย เพราะคนกตัญญูนั้นทำชั่วไม่ลง มันเห็นระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า ก็ไม่กล้าทำให้ฝืนพระพุทธประสงค์ ระลึกถึงคุณของบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ก็ไม่ทำให้มันผิดประเพณีร่องรอยอะไรไป มันก็เลยมีแต่การประพฤติดีอยู่เรื่อย
แล้วพุทธศาสนาเราก็สอนให้คิดไปในทำนองว่า ทุกคนมันมีบุญคุณแก่กันโดยธรรมชาติ ให้รักใคร่ ให้ถือว่าเป็น เพื่อนทุกข์ เพื่อนเกิด เพื่อนแก่ เพื่อนเจ็บ เพื่อนตาย อย่างนี้ มันก็เลยสบาย ไม่มีความเบียดเบียน ไม่มีอะไรที่ว่าจะทำให้เราต้องเดือดร้อน ดังนั้นขอให้สนใจการปฏิบัติที่อยู่ในสายเลือดที่มองไม่เห็นตัวนี้กันให้มาก นี่เอามาพูด มาพูดเป็นเรื่องสุดท้ายของชุดปฏิปทาปริทัศน์
อย่างว่าท่านทั้งหลายมาทำบุญตายาย บางคนก็จะคิดว่า นี้ไม่ใช่เรื่องปฏิบัติธรรม แต่ถ้ามองให้ดี มันก็เป็นการปฏิบัติและปฏิบัติธรรมด้วยเหมือนกัน เพราะว่ามาหัดกตัญญูกตเวที แต่ปฏิบัติมากไปกว่านั้น ก็คือต้องบังคับตัวเอง ต้องมา ต้องเหนื่อย ต้องเปลือง ต้องเสียสละ แล้วจะไม่เรียกว่าปฏิบัติธรรมอย่างไรกัน ดังนั้นถ้าสิ่งใดที่มันเป็นไปเพื่อการเสียสละและเพื่อทำลายความเห็นแก่ตัว เพื่อจะเกลียด อ่า, กีดกั้นกิเลสแล้ว จะเรียกว่าปฏิบัติธรรมทั้งนั้น
ถ้ามีกิเลสแล้วก็ไม่ทำอย่างนี้ ถ้าทำอย่างนี้มันก็ต้องย่ำยีกิเลส ดังนั้นเราจงทำไปตามระเบียบขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีอยู่ดีแล้ว แล้วมันก็เป็นการย่ำยีกิเลสอยู่ในตัว เช่นว่า ถ้าขยันมา มันก็ขจัดความขี้เกียจได้ หรือว่ามาทำบุญให้ปู่ย่าตายาย มันก็ขจัดความไม่รู้บุญคุณของผู้อื่นได้ อย่างนี้เป็นต้น
การมาวัดอย่างนี้ มันเป็นการปฏิบัติธรรมทุกกระเบียดนิ้ว อย่ามองข้ามในข้อนี้ว่า เพียงแต่มาวัดให้ถูกต้อง ให้ถูกต้องตามระเบียบของการมาวัดน่ะ มันก็เป็นการปฏิบัติธรรมอยู่ในตัวมันเอง นี้กลัวว่าจะมาในลักษณะที่ไม่ใช่เป็นการมาวัด มาอย่างทัศนาจรอย่างนี้ไม่ใช่มาวัด มันมาอย่างพวกจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ มาเที่ยวรำทำความรำคาญให้คนอื่นอยู่ตามในวัด อย่างนี้มันไม่ใช่มาวัด ถ้ามาวัด มันต้องมาให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของการที่ว่า มาวัดนี้ มาอย่างไร มาทำไม
ถ้าลองนึกดูถึงขนบธรรมเนียมประเพณีที่ว่า พอเข้ามาที่ประตูวัดแล้ว ก็มีความสำรวมระวัง แม้แต่จะสำรวมว่า เงียบ ๆ พระแกจะนอน อย่างนี้ก็ยังดีกว่าที่จะไม่สำรวมระวังเสียเลย แต่เดี๋ยวนี้มันมากกว่านั้น เพราะว่าวัดนี้มันเป็นที่ฝึกฝนจริตนิสัยของคน เขามีระเบียบ เพราะฉะนั้นเราเข้ามาในวัดต้องมีระเบียบ เมื่อนั่ง ๆ ๆ หรือยืน หรือเดินอยู่ในวัด มันต้องอยู่ในระเบียบ เพราะว่ามันไม่ใช่กลางทุ่งนา ถ้ากลางทุ่งนาจะหัวหกก้นขวิดกันอย่างไรก็ได้ แต่ถ้าในวัดแล้ว มันก็ต้องทำให้ถูกต้องตามระเบียบของวัด
เมื่ออาตมาเล็ก ๆ ได้เห็นอะไรหลายอย่างที่ว่า มันน่าเลื่อมใส คือว่าพอจะเข้ามาในวัด ก็เอาทรายที่คลองมา กำหนึ่งบ้าง ขันหนึ่งบ้าง เอามาใส่วัดนี่ ทุกคนเลย พอจะกลับบ้าน จะออกจากวัด ก็ยังสลัดดินที่เท้าให้หลุดไปเสียว่า อย่าเอาดินที่วัดไปบ้าน แล้วก็ยังจะกำเอาใบไม้แห้ง ๆ ขยะมูลฝอยอะไรต่าง ๆ ติดมือออกไปจากวัดด้วย เดี๋ยวนี้ใครมันทำบ้าง ใครมันทำอย่างนี้บ้าง ที่ไหน ขอให้คิดดูนี่ เมื่อสักสามสิบสี่สิบปีมาแล้ว ยังกระทำกันอยู่ อาตมาก็ยังเห็น เป็นพยานได้ แล้วเดี๋ยวนี้ใครมันทำอย่างนี้บ้าง ก็แปลว่าจิตใจมันก็ไม่เหมือนกันเสียแล้ว กับจิตใจของคนยุคก่อน สมัยก่อน
เขามีความคิดว่า แม้แต่จะเอาทรายติดเท้าออกไปจากวัดสักเม็ดสองเม็ดที่เท้านี้ มันยังเป็นความผิดเสียแล้ว เป็นบาปกรรมเสียแล้ว แล้วมันจะมีจิตใจไหนมาโกงเงินวัด หรือมาบุกรุกไอ้ทรัพย์สมบัติในวัด เรื่องอะไรต่าง ๆ เล่า และมันมีความคิดถึงกับว่า เอาทรายกำมือหนึ่งจากในคลองมาโรยในลานวัดนี่ มันก็เป็นการได้กุศล เพราะมันเพิ่มลานวัด ให้สวยขึ้น ให้สูงขึ้นนี่ แสดงว่าแม้แต่เรื่องเล็กเรื่องน้อย เขาก็ยังไม่เห็นว่าเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อย คือเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องบุญเรื่องกุศล ก็อุตส่าห์ทำ
ลองคิดดูว่า จิตใจมันหยาบหรือว่าจิตใจมันละเอียดนี่ จิตใจมันแข็งกระด้างหรือว่าจิตใจมันอ่อนโยน นี่ปู่ย่าตายายของเรา มีระเบียบขนบธรรมเนียมประเพณีที่ทำจิตใจให้อ่อนโยน อ่อนโยนนั้น มันอ่อนโยนเพราะอะไร ก็คิดดูต่อไป มันอ่อนโยนได้ก็เพราะว่า เรากำจัดไอ้ความแข็งกระด้างของกิเลสออกไปเสียได้ กิเลสมันมีลักษณะแข็งกระด้าง นี้เราทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่มันทำให้ความกระด้างของกิเลสหมดไป จิตใจมันก็อ่อนโยน ดังนั้นพุทธบริษัทจึงมีจิตใจอ่อนโยน มันอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างนี้
นี่เราคอยแต่จะลิดรอนขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีที่งาม เราจึงมีจิตใจกระด้างโดยไม่รู้สึกตัว พร้อมกันนั้นก็ไปหลงใหลในเรื่องที่สนับสนุนกิเลสมากขึ้น นี้รวมความว่า ไอ้การปฏิบัติธรรมะอยู่ในสายเลือดนั้น มันร่อยหรอไป มันหมดไปจนไม่มี แล้วก็จะไปโทษใคร ขอให้ลองคิดดู
เอาล่ะ, เป็นอันว่าวันนี้ก็ทำพอให้ครบเรื่อง ทั้งที่ว่ามันมีอุปสรรค มีฝนตก ก็ขอให้ท่านทั้งหลายได้กระทำไปในลักษณะที่ว่า ทำบุญตายายก็ได้ทำแล้ว การแสดงธรรม และการฟังธรรมประจำวันเสาร์ก็ได้ทำแล้ว ด้วยเรื่องปฏิปทาอีกแบบหนึ่งซึ่งมองไม่เห็นตัว แม้จะพูดแต่น้อย ๆ อย่างนี้ ก็อาจที่จะเอาไปคิดดูให้เข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจนเต็มรูปเต็มร่าง เหมือนกับการปฏิบัติอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกันนี่
ขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงนี้ ให้พระสงฆ์ท่านสวดสาธยายตามเคยต่อไป เอ้า, ว่าเลย