แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ในครั้งนี้อาตมาก็ยังคงกล่าวเรื่องการปฏิบัติเกี่ยวกับอายุต่อไปตามเดิม เพราะว่ามันยังไม่สิ้นกระแสความ ทั้งที่รู้สึกว่าคนฟังคงจะเบื่อเต็มทีแล้ว แต่ว่าอาตมาก็ยังสนุกอยู่ จะพูดเรื่องเกี่ยวกับอายุหรือล้ออายุนี่ การบรรยายในวันนี้มีหัวข้อว่า “รู้เท่าทันอายุ แล้วเยาะเย้ยอายุ” การรู้เท่าทันแล้วเยาะเย้ยอายุนี่หัวข้อ หมายความว่าเราจะไม่ให้อายุมันหลอกลวงอีกต่อไป อะไรเกิดขึ้นก็หัวเราะเยาะ ไม่ใช่หัวเราะดีใจจะเอาจะได้ ไม่ใช่หัวเราะว่าเช่นนั้นเอง มาหลอกฉันไม่ได้อีกต่อไป นี่ก็ว่าเยาะเย้ยอายุ ต้องขอทบทวนไปข้างต้นอีกหน่อยตามเคยว่า เด็กๆ สนุกด้วยอายุ หลงรักอายุไปตามประสาเด็ก คนหนุ่มสาวก็หลงใหลมัวเมาในอายุ ก็เรียกว่าบ้าอายุก็ได้ ไปตามประสาคนหนุ่มสาว มันเรียกว่าเมาอายุ ทีนี้ต่อมานานเข้า อายุมากเข้า มันก็เริ่มระแวงว่านี่มันยังไงกันแน่ เรื่องอายุนี่มันยังไงกันแน่ แล้วก็ตั้งข้อสังเกต แล้วก็พิสูจน์ดูทุกคราวไป นี่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เริ่มระแวงกับสิ่งที่เรียกว่าอายุที่เคยหลงใหลเป็นนักหนา แล้วก็พิสูจน์ดูเห็นว่าโอ้, มันไม่น่าหลง ในที่สุดครั้งนี้ก็มาถึงการรู้จัก รู้เท่าเล่าทัน แล้วก็กลับหัวเราะเยาะเย้ยอายุไม่ให้มันหลอกได้อีกต่อไป นี่ก็คือเรื่องที่จะพูดกันในวันนี้
รู้เท่าเล่าทันอายุอย่างไร เนี่ยเป็นสิ่งที่จะต้องพิจารณา สิ่งที่เรียกว่าอายุนั้นมันขึ้นอยู่กับการเกิดดับของจิต เกิดดับ เกิดดับของจิต ถ้าจิตไม่คิดนึกอะไรมันก็เกิดดับเฉยๆไม่มีอารมณ์ ถ้าจิตมีอารมณ์ก็คิดอย่างนั้นอย่างนี้จนเกิดเป็นตัวกูเป็นของกู เป็นเรื่อง เป็นเรื่อง เป็นเรื่องไปไม่รู้จักหยุดจักหย่อนในวันหนึ่ง นี่อายุมันไม่เป็นอิสระอะไรหรอก มันเต็มไปตามอำนาจของจิต คล้ายๆ กับเป็นขี้ข้าเป็นอะไรของจิต ไม่ใช่คนอิสระ แล้วมันก็ต้องเกิดกิเลส มันก็ต้องเกิดกิเลสทุกครั้งที่มีอารมณ์ นี่หมายถึงคนธรรมดาไม่ใช่พระอริยเจ้า คนธรรมดานั้นก็มีอวิชชา มีความไม่รู้ แล้วก็ต้อนรับอารมณ์ที่เข้ามากระทบด้วยความไม่รู้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และ ทางจิตใจเอง มันเข้ามาก็ต้อนรับด้วยความไม่รู้ ด้วยความไม่รู้ มันก็ต้องเกิดกิเลสไปตามนั้น ในสิ่งที่เข้ามาให้รักมันก็รักแล้วก็บ้าด้วยความรัก สิ่งที่เข้ามาให้โกรธมันก็โกรธแล้วก็บ้าอยู่ด้วยความโกรธ เข้ามาให้เกลียดมันก็เกลียด เข้ามาให้กลัวมันก็กลัว ให้มาตื่นเต้น ตื่นเต้นในจิตใจ ฟุ้งซ่านในจิตใจมันก็ตื่นเต้น นี่มันมีอย่างนี้ โดยปกติมันมีอย่างนี้ แล้วแถมมีวิตกกังวลในเรื่องที่แล้วมาแต่หนหลัง ไม่รู้จักสิ้นจักสุดเอามาคิดนึกให้เกิดความทรมานใจอยู่เสมอไป เท่านั้นยังไม่พอ เรื่องที่ยังไม่เกิดมันก็เอามาคิดนึกให้เป็นว่ามันเกิด ให้สมมติว่ามันเกิด ให้มันเกิดความกลัวที่ไม่มีความหมาย ความไร้สาระนี่เป็นเรื่องอาลัยอาวรณ์เรื่องข้างหลัง วิตกกังวลเรื่องข้างหน้า ก็หมายความว่ามันทรมานทั้งข้างหน้าและข้างหลัง เรามีชีวิตกันอย่างนี้ อย่างเหนือไปกว่านั้นก็มีความรู้สึกอิจฉาริษยานี่ถ้าเกี่ยวกับคนอื่นแล้วมันอิจฉาริษยา แล้วมันก็หวง แล้วมันก็หึงไปเกี่ยวกับเรื่องของผู้อื่น ในความอิจฉาริษยานี่ไม่ใช่เล่น มันจะมีเป็นประจำและมีเป็นนิสัย ไม่อยากให้ใครได้ดี ไม่อยากให้ใครได้ดี หรือไม่อยากให้ใครดีเท่า แล้วก็ไม่อยากให้ใครดีกว่า
เรื่องในคัมภีร์ของชาวคริสต์มันก็มีเรื่องนี้ พระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาใหม่ๆ สอนอย่าให้ยึดดียึดชั่ว มันก็ไม่ฟัง ลูกหลานของคนต่อมา คนที่รับสอนนะ มันก็หลอกน้องของมันเข้าไปในป่าแล้วมันฆ่าเสียให้ตาย น้องของมันแท้ๆ นะ มันก็หลอกเข้าไปในป่า แล้วมันก็ฆ่าเสียให้ตาย เพราะมันโกรธว่าพ่อรักน้องมัน ไม่รักมัน นั่นคิดดูความอิจฉาริษยา เราก็จะเห็นได้ว่ามันมีกระทั่งเดี๋ยวนี้นะ ไอ้คนที่มีลูกหลายๆ คนสังเกตดูให้ดีๆ พอพ่อแม่ไปรักน้องมากแล้วระวังเถอะ ไอ้พี่มันจะเกลียดน้อง มันจะไม่ชอบน้อง สุนัขตัวนั้นน่ะถ้าตัวไหนเข้ามานั่งใกล้อาตมามันกัด มันกัด ไม่ต้องมีอะไร ไม่ต้องมีเรื่องอะไรหรอก เพียงเข้ามานั่งใกล้อาตมามันก็กัดให้ออกไป นี่มันเป็นในเรื่องสัญชาตญาณที่ร้ายแรงหรือต่ำลงไปถึงในสัตว์เดรัจฉาน มันน่าขำที่ว่าความริษยามันเผาไอ้ผู้ริษยานั่นเกือบตลอดเวลา แล้วมันก็ไม่ได้เผาผู้ถูกริษยา ผู้ถูกริษยาไม่รู้ไม่ชี้หลับสบาย แต่แล้วความริษยามันก็เผาผู้ริษยาตลอดเวลาที่มันรู้สึก มันตั้งใจจะริษยา แต่คนก็ชอบริษยา ให้ความริษยามันเผา ช่วยกันระวังให้ดี ชีวิตที่มันประกอบอยู่ด้วยความริษยานี่มันน่าเศร้า มันน่าสงสารมาก กระทั่งน่าหัวเราะ
ทีนี้เกี่ยวกับสังคมก็มีความหวง ไม่แบ่งปัน เห็นแก่ตัว มันคล้ายๆ กับมันคิดว่าอยู่คนเดียวก็ได้ ในโลกนี้กูอยู่คนเดียวก็ได้ มีความเห็นแก่ตัวมากถึงขนาดนั้น
ถ้าเป็นเรื่องที่รุนแรง อารมณ์ทางเพศทางกามารมณ์มันก็เข้มข้น ความหวงกลายเป็นความหึง เป็นไฟชนิดหนึ่งรุนแรงมาก ฆ่ากันตายหรือฆ่าตัวเองตายเพราะความหวงความหึงนับไม่ถ้วน นั่นน่ะขอให้ดูให้ดีว่ากิเลสน่ะ ความรู้สึกที่เป็นกิเลสเหล่านี้มันเป็นอย่างไร สักเท่าไร แล้วมันก็เต็มไปในอายุใช่หรือไม่ จริงหรือไม่ เต็มไปในอายุน่ะ ท่องไว้เป็นคาถาก็ได้ขับไล่ออกไป เป็นคาถาสำหรับขับไล่ออกไป กูไม่เอากับมึง ความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความตื่นเต้น ความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหวงความหึง กูไม่เอากับมึง ไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้วจิตมันเกลี้ยง เกลี้ยงเหลือประมาณ ไม่มีไฟมาเผาให้ร้อน ไม่มีอะไรมาเสียดแทงให้เจ็บปวด ไม่มีอะไรมาครอบงำให้มืดมิด ไม่มีอะไรมาผูกพันให้สูญเสียอิสรภาพ มันเสรีที่สุดถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้ เดี๋ยวนี้เรามาเห็นว่าชีวิตหรืออายุที่เราหลงรักมันเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ มันอยู่ด้วยสิ่งเหล่านี้ มันเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ ก่อนนี้ไม่เคยระแวง เดี๋ยวนี้มาถึงขั้นนี้รู้สึกสงสัย ระแวง แล้วก็ใคร่ครวญดูโอ้, มันเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านี้ นี่เรียกว่าเริ่มระแวงเริ่มสงสัย รู้จักตามที่เป็นจริง
มาดูกันให้ละเอียดลงไปที่เกี่ยวกับอายุที่เรียกว่าชาติหนึ่ง อายุชาติหนึ่ง เรื่องนี้ก็สำคัญมาก คนโง่ไม่รู้จัก โดยเฉพาะชาวต่างประเทศที่เป็นนักปราชญ์เป็นอะไรใหญ่ๆโตนั้นก็ไม่รู้จักไอ้คำว่าชาติ ในความหมายพิเศษ เขาจะไม่มีคำนี้ใช้แล้ว ว่าชาติในความหมายที่เป็นเรื่องทางจิตทางวิญญาณ เขารู้จักแต่เรื่องทางกาย เหมือนกับพวกเราเมื่อยังโง่อยู่รู้จักแต่เรื่องชาติทางกาย ไม่รู้จักเรื่องชาติทางจิตทางวิญญาณ พูดให้ฝรั่งฟังแล้วยากลำบากที่สุดแหละพูดเรื่องชาติทางวิญญาณมันฟังไม่ออก
มองดูกันง่ายๆ ชาติทางกาย ชาติทางเนื้อหนังนั้นน่ะมันมีทีเดียวเท่านั้นแหละ คลอดมาจากท้องแม่ก็ชาติหนึ่งแล้วก็จบกัน จนกระทั่งเข้าโลงไป มันจะอะไรนักหนาเล่ามันทีเดียว แป๊บเดียวแล้วมันก็อยู่กี่ปีๆจนตายนี่ก็เรียกว่าชาติ ชาติเป็นอายุทางร่างกาย แต่พอชาติชนิดนี้เกิดมาแล้วมันก็ทำให้เกิดชาติทางจิตทางวิญญาณ ชาติของอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู นี่เป็นชาติทางจิตทางวิญญาณ มีมากมายนับไม่ถ้วน จนนับไม่ถ้วนแม้แต่ในวันหนึ่งก็เกือบนับไม่ถ้วน
ไอ้ชาติทางกายทีเดียวนั่นแหละอยู่กี่สิบปีแล้วมันก็ตาย แล้วมันให้เกิดชาติทางจิตทางวิญญาณ มีอารมณ์ครั้งหนึ่งก็เกิดชาติหนึ่งแหละ ช่วยฟังให้ดีนะเดี๋ยวจะฟังไม่ถูก ถ้ามีอารมณ์เข้ามากระทบครั้งหนึ่งทางตาก็ได้ ทางหูก็ได้ ทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจอะไรก็ตาม อารมณ์เข้ามากระทบครั้งหนึ่งแล้วต้องเกิดชาติๆ หนึ่งเสมอ วันหนึ่งมันกระทบกี่สิบครั้งกี่ร้อยครั้งก็เท่านั้นชาติ อารมณ์มากระทบทางตานี่ถ้ามันสวยมันก็พอใจ มันก็พอใจ ความพอใจเข้มข้นพอแล้วมันก็เกิดความรู้สึกตัวกูเป็นผู้พอใจนั่น มันมีสุขเวทนาทางตา มีตัณหาความรัก ความพอใจ ความต้องการในความสวย เดี๋ยวมันก็เกิดความรู้สึกที่เป็นตัวกูตามมาทันที เพราะว่ากูนั่นรัก กูพอใจ ถ้ารูปที่มากระทบนั้นไม่น่ารักไม่น่าพอใจมันก็เกิดความไม่พอใจ ไม่พอใจขึ้นมาเต็มที่ แล้วมันก็จะเกิดความรู้สึกว่าตัวกูไม่พอใจมาทีหลัง
ข้อนี้มันน่าขำคือมันไม่สมเหตุสมผลที่เรียกกันภาษาฝรั่งว่ามันไม่ถูก logic ทำไมผู้กระทำมาทีหลังการกระทำเล่า ถ้าไม่มีตัวผู้กระทำแล้วอะไรมันกระทำเล่า นั่นมันจะสงสัยอย่างนั้น นี่ขอให้รู้ไว้เถิดว่าไอ้ผู้กระทำ ผู้กระทำในที่นี้มันเป็นเรื่องลมๆ แล้งๆ มันไม่ใช่ตัวจริง เป็นมายา มันไม่ใช่ตัวตน นี่สังเกตดูให้ดีว่าไอ้เรื่องหลอก เรื่องมายา
เรื่องหลอกลวงของธรรมชาตินั้นตัวกูมาทีหลังการกระทำ มีการกระทำแล้วจึงเกิดตัวกู กูกระทำ นี่เป็นเรื่องทางจิต มันไม่เหมือนเรื่องทางกายหรอก ถ้ามันจะมีการเดินมันก็ต้องมีตัวผู้เดิน จะทำอะไรมันก็ต้องมีตัวผู้สิ่งนั้น ก่อนนั้นมันเป็นเรื่องทางกายทางวัตถุมันง่าย แต่เรื่องทางจิตที่หลอกลวงนี่มันไม่เป็นอย่างนั้น มันก็มีไอ้ความรู้สึกมาก่อน รู้สึกอย่างไรแล้วมันก็จะเกิดความรู้สึกที่โง่เขลาว่ามีตัวกูผู้เป็นอย่างนั้น
ที่เห็นได้ง่ายๆ พอเจ็บ พอเจ็บ ความรู้สึกว่าเจ็บได้เกิดขึ้นแล้ว ความรู้สึกว่าตัวกูผู้เจ็บมันก็เกิดตามมา แล้วมันก็โกรธ แล้วมันก็เป็นทุกข์ สมมติว่ามีดบาดมือหรืออะไรทำปวดเจ็บขึ้นมานี่มันเจ็บ มันเจ็บก่อน ไม่ทันรู้ว่ามันเจ็บ พอเจ็บแล้วไอ้ตัวกูผู้เจ็บมาทีหลัง แล้วตัวกูผู้ไม่ชอบ ตัวกูผู้กลัวว่ากูจะตายนี่มันเกิดทีหลังไอ้ตัวกูไร้ความจริง ไร้ตัวจริงบ้าๆ บอๆ ตัวกูอย่างนี้มาทีหลัง นั่นน่ะขอให้สังเกตดู เกิดความพอใจที่รู้สึกว่าถูกต้องกับระบบของประสาทในความรู้สึก ระบบประสาทรู้สึกไปในทางพอใจ แล้วมันก็เกิดตัวกูผู้พอใจ ถูกใจเป็นความรัก รักอย่างเต็มที่ แล้วก็จะเกิดตัวกูผู้รัก โกรธก็เหมือนกัน ขัดใจไม่ชอบ รู้สึกขัดระบบประสาทในความรู้สึกไม่ชอบ แล้วก็ตัวกูผู้ไม่ชอบก็มา ตามมา ความกลัวก็เหมือนกันแหละ มันไม่ได้มีตัวกูที่จะกลัว มันต้องมีความรู้สึกอะไรที่ทำให้เป็นความกลัวปรากฏในใจแล้วไอ้ตัวกูผู้กลัวมันก็เกิดขึ้นนี่
นี่ดูไว้เถอะว่าตัวตนนั้นน่ะมันไม่ใช่ความจริง เป็นปฏิกิริยาที่เกิดมาจากความรู้สึกนั้นๆ ที่มันง่ายไปกว่านั้นคนก็ต้องสังเกตให้ละเอียด เช่น เราทอดสายตาไปนี่ มันมีการเห็นโดยตาตามธรรมชาติกันก่อนนะ แล้วจึงเกิดความรู้สึกว่ากูเห็น กูเห็นเกิดทีหลัง กูเห็น กูได้ยิน กูได้กลิ่น กูได้รส ไอ้การกระทำตามธรรมชาติทางอายตนะ ทางระบบประสาท หรือทางสิ่งที่จะให้เกิดความรู้สึกทางอายตนะมันทำ มันทำก่อน ทีนี้เกิดความรู้สึกอย่างไรขึ้นมา
รู้สึกอยู่ แล้วมันจึงค่อยเกิดไอ้ตัวกูผู้รู้สึก แล้วแต่จะรู้สึกอะไร เกิดความรักก็เกิดตัวกูผู้รัก เกิดความโกรธก็เกิดตัวกูผู้โกรธ เกิดความเกลียดแล้วเกิดตัวกูผู้เกลียด เกิดความกลัวมันก็เกิดตัวกูผู้กลัว เกิดความตื่นเต้นสั่นระรัวมันก็เกิดตัวกูผู้ตื่นเต้น กลัวผี อะไรก๊อกแก๊ก กลัวตัวสั่นแล้ว ความรู้สึกกลัวจนตัวสั่นเกิดแล้วมันจึงค่อยรู้ว่ากูกลัว กูผู้กลัวมาทีหลัง นี่ความลับที่สุด ความลับที่บอกให้รู้ว่ามันเป็นอนัตตา
มันไม่ได้มี "ตัวตน" อยู่จริงๆ ที่คอยทำนั่นคอยทำนี่ ความรู้สึกว่าตัวว่าตัวกูมันเกิดทีหลังความรู้สึกที่รู้สึกอยู่ได้เองตามธรรมชาติ นี่คือความลับเรื่องอนัตตาของพระพุทธศาสนา ควรจะรู้กันไว้ จะรู้เรื่องอนัตตาความไม่ได้มีตัว ความไม่ใช่ตัว เป็นเพียงความปรุงแต่งของความรู้สึก เรียกว่าสังขารการปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้สารพัดอย่าง
ตัวกูเกิดทีหนึ่งก็เรียกว่าชาติหนึ่ง ตัวกูเกิดทีก็เรียกว่าชาติหนึ่ง ลองนับดู วันหนึ่งมันเกิดกี่ชาติ ทางตากี่ชาติ ทางหูกี่ชาติ ทางจมูกกี่ชาติ ทางลิ้นทางกายทางใจกี่ชาติ รู้สึกในอารมณ์หวั่นไหวไปทีหนึ่งนั่นแหละแสดงว่าเกิดชาติหนึ่งแล้ว
มดกัด เมื่อมดยังไม่กัดไม่รู้สึก พอมดกัดก็เจ็บ ก็มีตัวกู กูเจ็บ กูเจ็บ กูเจ็บ เรื่องมันก็เกิดด้วยชาติเพียงแต่มดกัดนะ มันจึงมากมายเหลือเกิน คำว่าชาติ ชาติในทางนามธรรม ชาติทางกายเกิดหนเดียวตายหนเดียวอย่างตั้งหลายสิบปี ส่วนชาติทางจิตทางวิญญาณนี้สายฟ้าแลบ เกิดได้ชั่วขณะกระพริบตาก็เกิดแล้ว ดับแล้วเกิดใหม่อีกไม่รู้กี่หมื่นกี่ชาติกี่แสนชาติ ผ่านชาติอย่างนี้กันได้แสนชาติ สองสามแสนชาติ ก็พอจะนิพพานได้ ดังนั้น เราอย่าไปค้านแล้วก็ยอมให้เขาพูดว่าต้องท่องเที่ยวไปหลายแสนชาติหลายล้านชาติจึงจะนิพพาน เอ้า, ได้เหมือนกัน คุณลองนับชาติอย่างนี้ นับชาติอย่างนี้สิมันก็ได้เหมือนกัน
ทีนี้เราอายุของชาติทางกายนั้นน่ะมันไม่มีความหมายอะไร ไม่ดุร้ายอะไร แต่อายุของชาติทางจิตใจทางนามธรรม กิเลสตัณหาอุปาทานนี่ร้าย ร้าย แล้วมันก็น่าตกใจที่ว่าเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที เอาสิ เกิดทางท้องแม่ทีเดียวแล้วมันเป็นทุกข์แล้วเสร็จแล้วเลิกกันหลายสิบปี แล้วเกิดทางวิญญาณทางจิตชนิดที่ว่านี่เกิดตัวกูทีหนึ่งเป็นทุกข์ทีหนึ่ง เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที ถ้าวันหนึ่งเกิดร้อยชาติก็เป็นทุกข์ร้อยที พันชาติหมื่นชาติอะไรก็ตามใจ แม้จะไม่ทุกข์ร้ายกาจจนถึงไอ้น้ำตาไหลมันก็เป็นทุกข์ชนิดที่รบกวนจิตใจ เรียกว่าตัวกูเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที
คำนี้อาตมาขอแปลอย่างนี้ว่าเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที ทุกขา ชาติ ปุนับปุนัง เขาแปลกันอย่างไรก็ไม่รู้ตามใจเขา เขาว่าเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ ต้องเกิดบ่อยๆ ถึงจะเป็นทุกข์ เกิดทีเดียวไม่เป็นทุกข์ เราจะขอแปลว่าเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที แม้แต่เกิดตัวกูครั้งหนึ่งด้วยเพียงว่ามดกัดเท่านั้นแหละ มดกัดเท่านั้นแหละ มันก็ไม่ชอบ มันก็รำคาญ มันเกลียดก็เป็นทุกข์แล้วแม้แต่มดกัด เกิดเป็นชาติหนึ่งตัวกูผู้ถูกมดกัด ขอให้จำไว้ว่าเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกทีไม่ว่าจะเป็นทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ อารมณ์ใหญ่อารมณ์เล็ก เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที
อายุของชาติในทางฝ่ายจิตฝ่ายวิญญาณมันมีปัญหาอย่างนี้ ฝ่ายกายทีเดียวเลิกกัน ชาติทางกายเกิดขึ้นแล้วก็ส่งมอบให้ชาติความเกิดทางจิตรับช่วงไป ทีนี้ก็เกิดนับไม่ถ้วนจนกว่าจะเข้าโลง นับไม่ไหว ไม่ต้องนับ เพราะมันนับไม่ไหว เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที เรียกว่าน่าเสน่หาอาลัยอายุที่เต็มไปด้วยความเกิด เต็มไปด้วยความเกิด มันมีความเกิดแล้วมันมีความดับ แล้วมันมีการเกิดใหม่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เข้ามากระทบทางอายตนะ การเกิดก็ไม่เที่ยง การดับก็ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงแล้วก็เป็นทุกข์แหละ
เกิดขึ้นก็เป็นทุกข์ ดับลงก็เป็นทุกข์ การเกิดก็เป็นทุกข์ การดับก็เป็นทุกข์ แม้แต่การเกิดของสุข
เวทนานี่ ช่วยฟังให้ดีนะ การเกิดของสุขเวทนาก็เป็นความทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยงในความเกิด นี่เกิดมาสำหรับยึดถือเอาว่ามันเป็นตัวกู ตัวกู ตัวกู ตัวกูเป็นสุข พอดีเลย หมดเลย ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความดับก็เป็นทุกข์ แล้วชีวิตนี้ดูจะไม่มีอะไรนับจากความเกิดดับของจิตใจ การเกิดดับของจิตใจ อาตมาพูดจบไปคำหนึ่ง ผู้ฟังอาจจะมีความเกิดดับของความพอใจไม่พอใจก็ได้ มันไม่มีอะไร ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ตามันเห็นอยู่ หูได้ยินอยู่ จมูกได้กลิ่นอยู่ อาตมานั่งทำงานอยู่มันก็มีแต่การเกิดดับ เกิดดับ เกิดก็เป็นทุกข์ ดับก็เป็นทุกข์ มันก็เลยมีแต่กระแสแห่งความทุกข์
ทีนี้มันก็มีเรื่องอัศจรรย์ลึกซึ้งกลไกของจิตใจ มันมีความรู้สึกเป็นลำดับมา เป็นลำดับมา พูดกันให้สิ้นซาก ให้สิ้นกระแสความก็ว่ามันมีความรู้สึกที่เรียกว่าระบบประสาททางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจอยู่ในร่างกายนี้นะ ในร่างกายนี้มันมีระบบประสาทให้รู้สึกทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ รู้จักมันเสียก่อนสิ ถ้าไม่รู้จักสิ่งนี้แล้วจะไม่เข้าใจธรรมะนะ บอกให้รู้นะ เพราะมันตามธรรมชาตินี่ ยังมีชีวิตนี่ มีดินน้ำลมไฟประกอบกันเป็นจิต เป็นชีวิต เป็นกายเป็นใจอยู่แล้วมันก็ต้องมีระบบประสาทที่เรียกว่าอายตนะ มีกายใจคือนามรูปแล้วต้องมีอายตนะนามว่า รูปปจฺจยา สฬายตนํ เลย มันมีอายตนะ แล้วมันก็ต้องมีผัสสะแหละ อายตนะ คือ ระบบประสาทที่จะคอยรับอารมณ์ แล้วก็ไม่ต้องสงสัยมันก็ต้องมีการรับอารมณ์ กระทบอารมณ์ที่เป็นผัสสะ เกิดผัสสะแล้วอย่างไรเสียมันก็ต้องเกิดเวทนา ถ้าเกิดเวทนาโง่ก็ไปอย่าง เวทนาไม่โง่ไปอย่าง เกิดเวทนาแล้วมันก็เกิดตัณหาไปตามเวทนา เวทนาโง่มันก็ทำให้อยากอย่างโง่ๆ กว่านะ อยากอย่างโง่ๆ นี่เรียกว่าตัณหานะ แต่ถ้าเวทนาไม่โง่นะ มีสติปัญญารู้เวทนาไม่โง่ มันก็ไม่เกิดตัณหาคือความอยากโง่ๆ แต่มันก็เกิดความอยากด้วยความฉลาด คือมันต้องการในทางของความฉลาด ต้องการอย่างในทางของความฉลาดไม่เรียกว่าตัณหานะให้เรียกว่า “สังกัปปะ” สังกัปปะ สังกัปปะนั่นน่ะคือความอยากเหมือนกันแหละ ก็ต้องการเหมือนกันแหละแต่ต้องการด้วยสติปัญญา ภาษาฝรั่งที่แปลๆ กันนี้ก็แปลกันอย่างโง่ๆ แปลเป็นดีดใส่ตัณหาเสียหมด ถ้ามันอยากด้วยความโง่จึงจะเรียกว่าดีดใส่เหรอ แต่ถ้ามันอยากด้วยสติปัญญาแล้วเขาก็เรียกว่า ..... (นาทีที่ 32:24) มันต้องการด้วยสติปัญญาที่เรียกว่า สังกัปปะ ในบาลี งั้นเรามีผัสสะแล้วเราก็มีเวทนา ผัสสะโง่เวทนาโง่ เวทนาโง่ให้เกิดความอยากโง่ เวทนาฉลาดให้เกิดความต้องการที่ควรจะต้องการนั่น เอาแล้วเป็นอันว่าถ้ามันมีเวทนาแล้วมันก็ต้องมีตัณหาคือความอยากไปตามสมควรแก่รูปนั้น ถ้ามีตัณหาอยาก อยากอย่างนี้ระวังให้ดี ระวังให้ดี ความรู้สึกอยากเกิดขึ้นในใจแล้วมันต้องมีตัวกู ตัวกูผู้อยากนั่นแหละเรียกอุปาทาน พออุปาทานมีตัวกูแล้วไม่ต้องสงสัยหรอก มันก็เกิดกิเลสแหละ คือมันเกิดความเห็นแก่ตัวกู เกิดเห็นแก่ตัวกู ความเห็นแก่ตัว เพราะมีตัวกูจึงเกิดความเห็นแก่ตัวเกิดกิเลสทุกชนิดแหละ แล้วมันก็มีความทุกข์ทุกชนิดเหมือนกันนะ เกิดภพเกิดชาติเกิดตัวกูอย่างนี้แล้วมันก็เกิดความทุกข์ทุกชนิดไม่ต้องสงสัย นี่อายุ อายุ อายุคืออย่างนี้ อายุคืออย่างนี้ คือเต็มไปด้วยการเกิดดับแห่งตัวกูเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที มีอะไรพร้อมที่จะให้เกิดความอยากและความเห็นแก่ตัวและความทุกข์ นี่อายุ อายุ น่ารักมั้ย น่าอะไรคิดดูเอา มันหลอกยิ่งกว่าหลอก เดี๋ยวนี้ฉันเริ่มรู้จักแกแล้ว แกจะหลอกฉันไม่ได้อีกต่อไปแล้วแหละ นี่มันเริ่มรู้จักแล้ว มันก็เยาะ หัวเราะเยาะกลับมาให้ มันเกิดตัณหามันเกิดอุปาทาน มันเกิดความเห็นแก่ตัว มันเกิดกิเลส มันเกิดความทุกข์ นี่คือปกติภาวะแหละ ความเป็นอยู่ตามปกติของไอ้ชีวิต บาลีว่าชีวิตไอ้เวลาน่ะ กาลเวลากัดกินชีวิตสัตว์และทั้งตัวมันเอง กาลเวลามันทำให้คนเป็นทุกข์ แล้วตัวมันเองก็สิ้นไป สิ้นไป มันกัดทั้งคนและมันกัดทั้งตัวมันเองนั่นน่ะชีวิตแหละ น่าเสน่หามั้ย นี่เราควรจะรู้จักกันเสียที เวลา เวลาเนี่ยในความหมายที่ละเอียดมาก เคยพูดมาบ้างแล้วแต่ว่าจะจำกันได้หรือไม่ได้ ขอพูดกันอีกทีนะ เวลา เวลานั้นมันเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง บางคนพูดออกมาง่ายว่าไม่มีหรอกตัวเวลา ลมๆ แล้งๆ พูดกันอยู่นั่นไม่มีตัวจริง ถ้าอย่างนี้ก็ไม่มีปัญหาสิถ้าไม่มีเวลา แต่เดี๋ยวนี้มันมีอยู่จริงยิ่งกว่าจริงนะเวลา คือความต้องการและยังไม่ได้ตามต้องการ นั่นแหละเรียกว่าเวลา ระหว่างที่ความต้องการเกิดขึ้นแล้วจนกว่าความต้องการจะดับไป ระหว่างนั้นน่ะคือเวลา ถ้าเราไม่มีความต้องการน่ะเวลาไม่มีหรอก พระอรหันต์ไม่มีความต้องการเวลาไม่มีสำหรับพระอรหันต์ เวลานี่มีอยู่ระหว่างความต้องการจนกว่าจะได้ตามต้องการหรือว่าเลิกความต้องการนั้น มีค่าขึ้นมาเพราะมีความต้องการ ที่เราเสียใจเดือดร้อนว่าไม่ทันเวลา ฉิบหายหมดก็เพราะความต้องการนั่นแหละ มันฉิบหายไปหมด มันไม่ได้ตามต้องการ ที่เขาว่าชีวิต เวลามันก็มีอยู่โดยอัตโนมัติน่ะ ชีวิตมันต้องการอะไรอยู่โดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องรู้สึกตัวก็ได้ แม้เราจะหลับแต่ว่าจิตใต้สำนึกอยู่ จิตใต้สำนึกยังเป็นไปตามความต้องการ บางทีพอเราตื่นขึ้นมาเราก็มีความรู้อะไรเป็นตอบคำถามได้แล้วก็มี หรือพอเราตื่นขึ้นมาเช้าๆ แหมละเหี่ยละห้อย เป็นทุกข์ไม่สบายใจก็มี แล้วบางทีก็ตื่นขึ้นมา โอ้, สนุกร่าเริงอะไรชีวิต น่าพอใจนี้ก็มี เพราะระหว่างเวลาที่หลับอยู่นั่นจิตใต้สำนึกมันไม่ได้หยุด มันทำอะไรของมันไปตามนั้น นี่ก็เป็นเรื่องที่ควรจะรู้ไว้ งั้นนอนให้ดี นอนให้ดี ไอ้จิตใต้สำนึกเวลาหลับมันจะทำของมันดี พอตื่นขึ้นมาจะต้องสบาย ต้องสบาย ถ้าพอจะนอนมีแต่เรื่องร้ายกาจรบกวนจิตใจ เรื่องเวรเรื่องภัยเรื่องอันตราย เรื่องคดโกงเรื่องอะไร คิดนึกแล้วก็หลับไป จิตใต้สำนึกก็ทำงานด้วยเรื่องเหล่านั้น ตื่นขึ้นมาจะพบแต่ความเหี่ยวแห้ง ว้าเหว่ เป็นทุกข์ แต่ถ้าเมื่อจะนอนน่ะทำใจให้ดีที่สุด อย่างที่เรียกไหว้พระสวดมนต์เสียก่อนนั่นน่ะดี แต่อย่าไหว้พระสวดมนต์อย่างโง่ๆ นะ ไม่ค่อยได้อะไรหรอก มันต้องไหว้พระสวดมนต์อย่างมีความหมาย แล้วก็รู้จักความถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้องของเราที่กระทำอยู่ตลอดวันนะ แล้วก็พอใจในธรรมะ ในพระพุทธ ในพระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็ปล่อยให้มันหลับ จิตใต้สำนึกจะทำงานด้วยสิ่งเหล่านี้ ตื่นขึ้นมา โอ้, มันจะมีอารมณ์สุข อารมณ์เป็นสุข หลับก็เป็นสุข ตื่นก็เป็นสุข เพราะว่าตั้งใจไว้ถูกต้องนะ เนี่ยเวลา เวลาที่ควรจะใช้ให้ถูกต้องแม้แต่เวลาหลับ เวลาหลับก็กลายเป็นเวลาที่ทำประโยชน์หรือสร้างความสุขได้เพราะเหตุนี้แหละ ก็สงวนเวลาไว้ให้ดี รักษาเวลาไว้ให้ดี ขอให้มันหลับไปด้วยอารมณ์ที่เป็นกุศลนั่นแหละคือดี แล้วมันก็หลับดี จิตใต้สำนึกทำหน้าที่ดี ตื่นขึ้นมาก็จะสบาย เวลานั่นแหละคือชีวิต หรือชีวิตนั่นแหละคือเวลา แล้วมันเป็นไปด้วยจิต มันเป็นไปตามจิต ไอ้จิตนั่นแหละคือชีวิต จิตนั่นแหละคือเวลา มันเกี่ยวเนื่องกันอย่างแยกกันไม่ออกนะ
เดี๋ยวนี้เรามารู้เรื่องเกี่ยวกับเวลาหรือชีวิตหรืออายุถูกต้องพอสมควร ควบคุมกันเสียใหม่ให้เป็นไปเพื่อความถูกต้อง ไม่ต้องรู้จะพูดอะไรหรอก แต่รู้ว่าถูกต้อง ต้องถูกต้อง ถูกต้องแล้วจะไม่มีปัญหา เรื่องดีเรื่องชั่วนั้นไม่แน่หรอก ไอ้ดีน่ะไปบ้าเอาเต็มไปด้วยปัญหาทั้งนั้นแหละ เอาถูกต้อง ถูกต้องดีกว่า ไม่ชั่วไม่ดีดีกว่า เอาถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง ให้ทุกอย่างมันถูกต้อง ดีก็บ้าดีหลงดีเมาดี ชั่วมันก็บ้าชั่วเมาชั่วหลงชั่ว มันก็เป็นไปอย่างอวิชชา ไม่รู้ตามที่เป็นจริง เกิดตัณหาอุปาทาน เป็นทุกข์ไปตามเรื่องของตัวกู ถ้าเรียนรู้หรือสังเกตรู้มาถึงตอนนี้แล้วมันก็จะรู้ถึงขนาดที่เรียกว่าไอ้เกิดมานี่มันเป็นบุญหรือเป็นบาป ที่ได้เกิดมานี้เป็นบุญหรือเป็นบาป เราเคยได้รับคำสั่งสอนว่าได้เกิดมาเป็นบุญ ถ้าตายก็เสียหาย ความตายเป็นความสูญเสีย ความได้เกิดมาเป็นการได้ที่ดีเป็นบุญ ได้เกิดมาเป็นบุญ แล้วก็ดูสิว่าเกิดมานี้คืออะไร ถ้าเกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกทีแล้วมันเป็นบุญที่ตรงไหนล่ะ แล้วทำไมจึงเปิดประพฤติพรหมจรรย์เพื่อให้หมดสิ้นการเกิดล่ะ เป็นพระอรหันต์ก็หมดเกิดก็หยุดเกิด ถ้าเกิดดีจริงแล้วทำไมจะต้องเป็นอย่างนั้น ทำไมจะต้องปฏิบัติพรหมจรรย์เพื่อเป็นการเกิดครั้งสุดท้าย ไอ้เกิดครั้งสุดท้ายนี่ก็มีปัญหาว่าเกิดจากท้องแม่ เข้าโลง ท้องแม่ เข้าโลง ท้องแม่ เข้าโลง แล้วเกิดครั้งสุดท้ายก็ได้เหมือนกัน แต่ไม่รู้อยู่ที่ไหน ถ้าเกิดครั้งสุดท้ายคือเกิดตัวกูของกูที่วันหนึ่งหลายสิบหนหลายร้อยหนหลายพันหนนี่ขอให้มันสุดท้ายเสียสักทีเถอะ สุดท้ายก่อนเข้าโลงนะ ยังไม่ทันเข้าโลงขอให้ความเกิดมันสุดท้ายจบไปสักทีเถอะ นั่นมันจะเป็นพระอรหันต์ แล้วมันจะสิ้นสุดแห่งความทุกข์ เกิดชนิดไหนก็ไม่ไหวทั้งนั้นแหละ เห็นมั้ย เกิด เข้าโลง เกิดเพื่อไปเข้าโลงก็ไม่ไหว เกิดตัวกูของกู ตัวกูของกู ตัวกูของกูอยู่ที่นี่ก็ไม่ไหว ถ้าขึ้นชื่อว่าความเกิดไม่น่าเสน่หา ไม่เกิดดีกว่า คือไม่เกิดตัวกูน่ะดีกว่า ไม่มีความทุกข์ มันไม่มีความทุกข์อย่างนี้ การเวียนว่ายไปในวัฏสงสารเกิดแล้วเกิดอีกนั่นน่ะเป็นบุญหรือเป็นบาปเล่า แต่ถ้ามันไม่อยากตายเล่า ตายแล้วถ้ามันไม่อยากเกิดอีกเล่ามันโง่หรือฉลาดก็คิดดูให้ดีๆ อยู่ที่นี่มันก็ไม่อยากตาย มันตายแล้วมันก็อยากเกิดอีก อยากให้ตายแล้วอยากเกิด อยากเกิดอีก ได้เกิดอีกนี่มันโง่หรือฉลาดคิดดู ถ้ามองเห็นว่าไอ้ความเกิดนี่เป็นทุกข์ทุกชนิดแล้วไม่อยากเกิดแล้ว ไม่อยากเกิดหรอก คือไม่อยากจะมีตัวกูผู้เกิด ไม่ว่าเกิดแบบกายหรือเกิดแบบจิตใจมันไม่อยากเกิด ทีนี้มันก็น่าหัว ทุกคนชอบให้เขาให้พรว่าให้อายุยืนหมื่นปีนะ ให้อายุยืนหมื่นปีนะ ฟังดูให้ดีอายุยืนหมื่นปี นั้นมันให้พรหรือมันสาปแช่ง คิดดูให้ดี ที่บอกให้อายุยืนหมื่นปี อาตมาคิดว่าถ้าจะสาปแช่งมันให้วินาศฉิบหายแล้วก็ให้มึงอายุยืนหมื่นปีแสนปีนั่นแหละคือสาปแช่ง ทำร้ายทำอันตรายที่สุด จะลงโทษใครก็บอกให้มึงอายุยืนหมื่นปีแสนปีเลย แล้วมึงจะได้เป็นทุกข์หมื่นแสนล้านเอง เกลียดใครก็แช่งมันให้มันมีอายุยืนหมื่นปีแสนปี เกลียดใคร นั่นแหละสมน้ำหน้า เพราะว่ามันจะต้องทนทรมาน ทนต่อสู้ ทนอะไรเหลือที่จะกล่าวแหละ ระวังให้ดีนะ มาให้พรว่าให้อายุหมื่นปีแสนปีอย่างนี้ อาตมาก็ได้รับบ่อยเหมือนกันแหละ ที่พวกที่เขามาๆ ให้อยู่เป็นที่พึ่งไม่รู้กี่ปีต่อกี่ปี บอกว่าไม่รู้เว้ย ไม่เอาหรอกอย่างนี้ พรของคุณนั้นจะใช้ไม่ได้ อยากจะพูดชนิดที่ว่าเดี๋ยวไม่มีใครชอบ จะโกรธ สุนัขหรือหมานี่ไม่รู้เรื่องอายุ ไม่รู้เรื่องอายุ ไม่รู้มันมีปัญหาเหมือนคนหรือเปล่า มันไม่มีปัญหาอะไรเลย สุนัขหรือแมว เพราะมันไม่มียึดตัวกู ไม่มียึดเวลาของกู อายุของกู อะไรของกู แมวมันจึงไม่เป็นทุกข์ กินอิ่มแล้วก็นอน หิวก็กินอีก แล้วไม่มีตัวกูที่จะต้องมีปัญหา งั้นอาตมาจึงเตือนอยู่เสมอว่าอย่าเป็นทุกข์ให้อายแมว เป็นคนทั้งทีอย่าเป็นทุกข์ให้อายแมว ให้ละอายแมว เพราะแมวมันไม่เป็นทุกข์ พูดให้เลวร้ายก็หมาก็ไม่เป็นทุกข์ และอย่าให้ละอายหมาด้วยยิ่งหยาบคายขึ้นไปอีก เพราะมันไม่ได้ยึดถือว่าตัวกูอยู่ตัวกูตาย ตัวกู ตัวกูอย่างนั้นตัวกูอย่างนี้ มันคิดไม่เป็น นี่มันคิดไม่เป็น สัตว์เดรัจฉานมันยึดด้วยอุปาทานไม่เป็นมันจึงมีเท่านั้นแหละ สัตว์เดรัจฉานนี่มันตายตัว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีกิเลสเท่านี้แหละ หรือเกือบๆจะไม่เป็นกิเลสเพราะมันไม่ได้คิดนึกด้วยลึกซึ้งอะไร แล้วมันเห็นแก่ตัวกันนิดเดียวเท่านี้แหละ สัตว์เดรัจฉานเห็นแก่ตัวเพียงเท่านี้แล้วหยุด หยุดไม่มีอีก สัตว์เดรัจฉานไม่เห็นแก่ตัวได้อีก เพิ่มอีกไม่ได้ แต่มนุษย์นี่เพิ่มความเห็นแก่ตัว เพิ่มความเห็นแก่ตัวทุกยุคทุกสมัย ยิ่งยุคเจริญด้วยวัตถุด้วยวิทยาศาสตร์ด้วยยิ่งเห็นแก่ตัวหลายร้อยหลายพันเท่า ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์เพิ่ม เพิ่ม เพิ่มอย่างน่าตกใจ ความเห็นแก่ตัวของสุนัขและแมวน่ะคงที่เท่าเดิม เท่าเดิม เท่าเดิมกี่หมื่นปีมาแล้วก็ตามใจ มันมีได้เท่านี้ เพราะฉะนั้นสัตว์เดรัจฉานจึงไม่มีความทุกข์เหมือนกับคนนะ ใครเคยเห็นสัตว์เป็นบ้าบ้าง วัวก็ดี ควายก็ดี ไม่มีหรอก หมาก็ดีไม่เป็นบ้า ที่เรียกว่าหมาบ้านั้นไม่ใช่โรคบ้าอย่างคน มันก็เป็นโรคทางระบบประสาททางสมองทางนี้ไม่ใช่บ้าอย่างคนบ้า ซึ่งเป็นเรื่องของจิตของวิญญาณ สัตว์เดรัจฉานไม่มีบ้าหรอก แม้จะเรียกว่าหมาบ้า แมวบ้า วัวบ้าอะไรก็ตามมันไม่ใช่บ้าอย่างคนบ้า มันเป็นความวิปริตทางระบบประสาททางร่างกายทางนั้นน่ะ เชื้อโรคมันเข้าไป แต่ถ้าว่าไอ้คนบ้านี่มันเรื่องทางจิตทางวิญญาณ ทางตัณหาทางอุปาทาน เรื่องตัวกูทั้งนั้นแหละ มันก็เป็นบ้า สัตว์เดรัจฉานหยุดความเห็นแก่ตัวมีได้เพียงเท่านี้ มีเพียงเท่านี้ มนุษย์จะต้องเพิ่มขึ้นไปอีก เดี๋ยวนี้เพิ่มมาแยะแล้ว เพิ่มไปสัตว์เดรัจฉานหลายร้อยหลายพันเท่าหมื่นเท่าแสนเท่าแล้ว ต่อไปข้างหน้ายังจะเพิ่มอีกนะ เพราะว่าความเจริญที่ยั่วยวนมันยังมีอีกมากอีกไกลไปในอนาคต ยิ่งเจริญเท่าไรก็ยิ่งเห็นแก่ตัวเพิ่ม เพิ่ม เพิ่ม มันยังจะเพิ่มอีกไม่รู้จักจบ ของมนุษย์นี่ ของสัตว์คงที่ เนี่ยเราอยู่ด้วยกัน หมาก็เป็นครูของเรา จริงหรือไม่จริง โพธิรักษ์ ขออภัยต้องเอ่ยชื่อ โพธิรักษ์เขาว่าเขารู้เอง เขาไม่ได้มีใครเป็นครูอาจารย์เลยนี่ คำเขียนของโพธิรักษ์ที่ประกาศออกมา เขาตรัสรู้เองทั้งนั้นแหละ โพธิรักษ์เขาว่าอย่างนั้นนะ ตัวเขาน่ะไม่มีใครเป็นครูหรอก ไม่ได้ถือว่าใครเป็นครู เอาความรู้ของตัวเอง แปลบาลีได้ด้วยญาณโดยไม่ต้องเรียน เขาไม่มีครู แต่อาตมานี้ขอบอกว่าแม้แต่หมาก็เป็นครู แมวก็เป็นครู ไก่ก็เป็นครู ปลาก็เป็นครู ครูบาอาจารย์สอนหนังสือหนังหา สอนบาลีสอนธรรมะมีครูอยู่นะ ไม่หวาดไม่ไหวนะ ต่างกันอย่างนี้ ดูที่หมามันไม่เป็นทุกข์นะ ละอายมัน ละอายมัน ท่านสมภารนี้เป็นทุกข์มหาศาล แล้วมันไม่ได้เป็นสมภารจริงกับเขาหรอก เป็นสมภารแต่ชื่อแต่ก็ยังเป็นทุกข์มหาศาล นี่ลาออกแล้วเขาก็ยังเฉยอยู่ มันไม่ไหว มันมีไอ้เหตุให้เกิดอุปาทานเกิดไอ้ไม่มีความสงบ จนกระทั่งว่าไอ้ความผิดก็เป็นครู นี่ขอบอกว่าไอ้ความผิดนั่นแหละสอนดีที่สุดแหละ ไอ้ความถูกนั้นมันไม่ได้สอน มันทำให้หลงระเริงพอใจบ้าบอ ความถูกไม่ได้สอนนะ แต่ความผิดนั้นมันเจ็บปวดมันสอน เอาความผิดพลาดเป็นครู ผิดพลาดเป็นครู แล้วจะฉลาดขึ้น จะฉลาดขึ้น จะรู้ถูกต้องมากขึ้น อะไรๆ ก็เป็นครูได้ทั้งนั้นแหละถ้าว่าเราดูมันออก ความผิดก็เป็นครูความถูกก็เป็นครู ความทุกข์ก็เป็นครูความสุขก็เป็นครู อะไรๆ ก็เป็นครู นี่ขอให้ถือกันอย่างนี้ แล้วเราก็จะพบไอ้ความจริงอันสุดท้าย โอ้, ไม่ไหวไอ้เรื่องความเกิดนี่ไม่ไหว ความเกิดนี่ไม่ไหว อย่ามาปรุงให้เกิดตัวกูแม้ในกรณีใดๆ มันก็เท่ากับบอกให้เป็นพระอรหันต์นั้นแหละแต่ว่ามันก็อย่าเอากันอย่างนั้นเลยมันมากนัก เอาแต่ว่าไม่หวั่นไหวไปตามอารมณ์ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย แล้วบวกเหนือลบไม่ให้ความดีมาหลอกให้หลง ไม่ให้ความชั่วมาทำให้เจ็บปวด ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่บุญไม่บาป ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ ไม่อย่างนี้แหละคือไม่มีปัญหา ไม่ ไม่คือไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาก็คือไม่มีทุกข์ เมื่อเห็นว่าความทุกข์มันเต็มไปด้วยปัญหาแล้วมันจะหลงได้อย่างไรเล่า จะไปหลงรักอายุได้อย่างไร ถ้าเวลามันน้อย อายุมันน้อย ก็ความทุกข์มันก็น้อย น่าอิจฉายุงมีอายุ 14 วัน เขาว่ายุงมีอายุ 14 วัน มันจะเอาเวลาไหนเป็นทุกข์นัก มันคิดก็ไม่เป็น เกิดตัณหาอุปาทานก็ไม่ค่อยจะเป็น มันโง่เหลือประมาณนะ มีอายุน้อยเท่าไรมันก็ยิ่งมีความทุกข์น้อยเท่านั้น ยิ่งมีตัวกูใหญ่เท่าไรไอ้ความทุกข์ก็ใหญ่เท่านั้น ตัวกูอยู่นานเท่าไรมันก็เป็นความทุกข์มากหรือนานเท่านั้นแหละ
อันสุดท้ายนี่อยากจะสรุปความว่าการมีอายุนี่ก็คือการต่อสู้ คนอื่นเขาก็พูดเป็น ฝรั่งก็พูดเป็นว่าอายุคือการต่อสู้ แต่คนละความหมาย มันคนละความหมาย เขาให้ต่อสู้ ให้ต่อสู้ มีอายุต้องต่อสู้ แต่มันชนะคนละชนิด เราจะชนะชนิดที่ไม่เกิดความทุกข์ ไม่เกิดเป็นปัญหา ไม่บ้าดีไม่หลงดี ไม่ใช่ต่อสู้ให้ชนะแล้วบ้า บ้า บ้าความชนะ หลงใหลในความชนะ อวดดิบอวดดี ยกหูชูหาง ชีวิตนี้เป็นการต่อสู้นี่จริง จริง มันยิ่งกว่าจริงนะ มันต้องอยู่ด้วยการต่อสู้ทั้งนั้นแหละ ต่อสู้ข้อแรกก็ต่อสู้กับธรรมชาติ ธรรมชาติ ความร้อนความหนาว ความวิบัติผันแปรของธรรมชาติ แม้ที่สุดแต่ว่าน้ำท่วมหรืออะไรก็ตามที่มันเป็นไปตามธรรมชาตินี้ก็ต้องต่อสู้ตามธรรมชาติ ต่อสู้ทางวัตถุก็ต้องหาวัตถุที่จำเป็นที่ถูกต้องพอใจมา เป็นเรื่องอาหารก็ดี เครื่องนุ่งห่มก็ดี ที่อยู่อาศัยก็ดี ยานพาหนะก็ดี อะไรก็ดีล้วนแต่ต้องต่อสู้ทั้งนั้นแหละ ยิ่งเอามาไว้มากเท่าไรมีมากเท่าไรก็ยิ่งต้องต่อสู้ สมบัติที่เราเอามามีไว้เราต้องต่อสู้ คือต้องเก็บต้องรักษาต้องเอาใจใส่ มันใช้เราเหมือนกับเป็นทาสมันแหละ คิดดูให้ดี แล้วเรามีร่างกาย เราก็ต้องต่อสู้ให้ร่างกายปกติอยู่เสมอ ร่างกายมันคอยแต่จะเจ็บป่วยนั่นนี่ รักษาไม่ดี กินมากไปกินน้อยไปเดี๋ยวก็เป็นเรื่องลำบากต่อสู้ด้วยทางร่างกาย ในทางจิตใจก็ต่อสู้ด้วยกิเลส ด้วยความทุกข์ที่ไม่พึงปรารถนา ไอ้ทีนี้ก็ทางสังคม เราไม่ได้อยู่คนเดียว อยู่ด้วยสังคมมากๆ ก็มีปัญหา ที่จะต้องต่อสู้ในสังคม ต้องทำความเข้าใจกันไว้ดีๆ เสมอ ไม่ว่าคนบ้าหรือคนดีแหละต้องทำความเข้าใจถูกต้องไว้เสมอ ไม่งั้นมันเป็นอันตราย ความต่อสู้ มันน่าขำที่ต้องต่อสู้ไปเสียทั้งหมดทุกสิ่งทุกอย่างตามธรรมชาติ แม้ที่สุดแต่แมงหวี่ที่นี่มันชุม มันมาเข้าจมูกเข้าปาก แมงหวี่นี่ มาตอมตาให้ลำบาก ไล่ก็ไม่ไป ไล่ก็มา ไล่ก็มานี่แม้แต่แมงหวี่ มันก็เป็นเรื่องต่อสู้กันกับแมงหวี่ เราจะมีชีวิตอยู่สักหน่อย มันเต็มไปด้วยการต่อสู้สารพัดอย่าง เรื่องหนาวเรื่องร้อน เรื่องแดดเรื่องลม เรื่องยุงเรื่องลิ้นเรื่องสารพัดอย่าง ชีวิตเป็นการต่อสู้ อายุก็คือที่รวบรวมของการต่อสู้ คลังที่รวบรวมการต่อสู้ ต่อสู้กับคนด้วยกัน ใครบ้างที่ไม่มีศัตรู มันก็มี ที่เป็นศัตรูมันก็มีแม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็มีคนที่เป็นศัตรูเต็มไปหมด อย่าเข้าใจพระพุทธเจ้าไม่มีศัตรู พวกลัทธิอื่น เดียร์ถีอื่นก็คิดร้ายจ้างคนมาทำลาย แม้แต่พระเทวทัต น้องชายนี้มันก็ยังเป็นศัตรู นี่คนด้วยกันมันเป็นศัตรู ทีนี้กิเลสนั่นแหละศัตรูที่ร้ายกาจที่สุด กิเลสคือตัวกู เกิดขึ้นวันละกี่ร้อยครั้งพันครั้งหมื่นครั้ง เป็นศัตรูทุกครั้งที่มันเกิดขึ้นมา แล้วน่าขำที่สุดนะนั่นแหละ ควรน่าขำ หัวเราะให้ฟันหักออกมาดูไอ้ตัวกูมันคือศัตรู นี่น่าขำหรือไม่น่าขำ ตัวกูที่แท้จริงนั่นแหละคือศัตรู ศัตรูที่แท้จริงก็คือตัวกู ตัวกู เกิดมาทีไรวินาศหมดฉิบหายหมดแหละ คือเต็มไปด้วยความทุกข์นะไอ้ตัวกู ตัวกู ศัตรูที่แท้จริงก็คือตัวกู คือตัวกู
เอาละมันจะเห็นได้แล้วว่าชีวิตหรืออายุนี่มันน่าเสน่หาหรือไม่ มันควรจะพูดให้สมกันว่าน่ารักจริงพ่อเอ้ย น่ารักจริงพ่อเอ้ย มันกัดกูอยู่ทุกเวลาเอ้ย นี่เรียกว่ารู้จักแล้ว สงสัยและรู้จักแล้ว รู้จักอายุแล้ว ก็เยาะเย้ยล้อเลียนอายุ นี่เรื่องสำหรับพูดวันนี้ พูดวันนี้ รู้จักเยาะเย้ยอายุ พูดอีกทีสองทีก็จะจบเรื่องอายุ แต่ก็พูดกันโดยรายละเอียดเรื่อยๆ มาตั้งแต่หลงอายุ รักอายุ บ้าอายุ เมาอายุ จนกระทั่งระแวงอายุ พิสูจน์อายุ รู้จักอายุแล้วเดี๋ยวนี้ วันนี้ทุกคนรู้จักอายุแล้วนะ จะเริ่มเยาะเย้ยอายุ แล้วต่อไปก็จะพูดเรื่องเลิกกันที เลิกกันที เราจะทำบุญเกี่ยวกับอายุปีที่จะถึงข้างหน้าไม่เหมือนกับที่แล้วมานะ ช่วยบอกๆ กันล่วงหน้า รู้กันล่วงหน้านะ ที่แล้วมามันไม่ได้ล้ออายุนะ เรียกว่าล้ออายุนะ แต่มันไม่ใช่ล้ออายุนะที่แล้วมา แล้วๆ มา อดข้าวมื้อหนึ่งมันนิดเดียวแหละ แต่มันไปหลงอายุเสียโดยมาก ทำบุญแซยิด ทำบุญแซยิด กินกันใหญ่ สนุกกันใหญ่ รับเงินกันใหญ่ รับเครื่องสักการะกันใหญ่ รับของขวัญกันใหญ่ ปีๆ หนึ่งได้หลายหมื่นนะที่เขามาทำบุญล้ออายุกันนั่นน่ะ นี่มันหลอกตัวเองไม่ใช่ล้ออายุ ก็เลิกอายุ เลิกอายุกันเสียเถอะ เป็นเรื่องที่ควรจะเลิกอายุแล้วต่อไป งั้นเราจะทำบุญชนิดที่แท้จริงเกี่ยวกับอายุคือล้ออายุและเลิกอายุ บอกไว้ล่วงหน้า จะไม่กินกันใหญ่ จะไม่สนุกกันใหญ่ จะไม่รับเครื่องสักการะกันใหญ่ ไม่รับของขวัญกันใหญ่ ไม่รับเงินกันใหญ่แล้ว แต่ว่าจะล้ออายุ จะเลิกอายุ
เอาละเป็นอันว่าวันนี้พูดเรื่องรู้เท่าทันหรือเยาะเย้ยอายุ ก็พอสมควรแก่เวลา ยุติการบรรยายให้พระคุณเจ้าทั้งหลายได้มีโอกาสสวดคณะสาธยายเป็นธรรมะ ส่งเสริมกำลังใจให้เข้มแข็งในการที่จะปฏิบัติธรรมะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะล้ออายุ จะเลิกอายุให้ได้แท้จริง ขอนิมนต์สวดสืบต่อไปในกาลบัดนี้