PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ
PAGODA
  • หน้าแรก
  • ฐานข้อมูล
  • เสียง
  • วีดิทัศน์
  • E-Books
  • กิจกรรม
  • บทความ

Search

  • หน้าแรก
  • เสียง
  • พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
  • ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน
ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน รูปภาพ 1
  • Title
    ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน
  • 15846 ทำกิจและทำจิตให้ครบถ้วน /aj-visalo/2026-08-13-04-09-41.html
    Click to subscribe
  • {ampz:shareampz}

ผู้ให้ธรรม
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล
วันที่นำเข้าข้อมูล
วันพฤหัสบดี, 13 สิงหาคม 2569
ชุด
ธรรมะจากหลวงพ่อไพศาล วิสาโล 2569
  • แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]

  • พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 12 สิงหาคม 2569

    ชายหนุ่มคนหนึ่ง ทุกเช้าสวดมนต์ไหว้พระหน้าหิ้งพระ เสร็จแล้วก็นั่งสมาธิ จากนั้นก็เปิดอ่าน หนังสือธรรมะประมาณ 2-3 หน้า พบข้อความหนึ่งเป็นพุทธภาษิตว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น มีคำอธิบายเพิ่มเติมว่า ไม่ควรยึดว่าอะไรเป็นเรา เป็นของเรา เขาอ่านแล้วก็รู้สึกสบายใจ โปร่งโล่ง ตอนสาย ๆ เดินไปที่ปากซอยเพื่อไปซื้อของ ระหว่างทางเจอกองขยะที่คนในซอยและคนต่างซอยเอามาทิ้งเอาไว้ ไม่ใช่เป็นที่ทิ้งขยะ ทิ้งเป็นกองใหญ่ ไม่มีใครมาเก็บ มาจัดการ พอตกบ่ายฝนตก น้ำก็ชะขยะ เท่านั้นไม่พอยังส่งกลิ่นด้วย กลิ่นโชยเข้ามาถึงบ้านของเขาซึ่งอยู่ท้ายซอยจนทำให้รู้สึกหงุดหงิด เป็นทุกข์ รำคาญทั้งภาพและกลิ่นขยะที่โชยเข้ามา

    แล้วก็นึกถึงคำสอนที่ได้อ่านเมื่อเช้าว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ที่เราเป็นทุกข์ก็เพราะไปยึดมั่น ถือมั่น ไม่รู้จักปล่อยวาง เขาก็เลยทำกิจธุระของตนต่อไป
    ก็มีอาจารย์คนหนึ่งเอาเรื่องราวของหนุ่มคนนี้มาออกข้อสอบวิชาพุทธศาสนา แล้วก็ถามนักศึกษาว่า ชายหนุ่มคนนี้ตีความคำสอนหรือปฏิบัติตามคำสอนได้ถูกต้องไหม ปรากฏว่านักศึกษา 80% ตอบว่าถูกต้องแล้ว
    ถ้าให้อาตมาตอบก็คงตอบว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่าการปล่อยวาง ไม่ได้หมายถึงการปล่อยปละละเลย ปล่อยวางในพุทธศาสนาท่านหมายถึงการทำจิต เมื่อมีความหงุดหงิด เกิดมีความไม่พอใจ อารมณ์เหล่านี้พอเกิดขึ้นแล้ว รู้จักปล่อยรู้จักวาง อันนี้ถูกแล้ว แต่ว่าเมื่อปัญหาเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่จะต้องทำกิจคือจัดการ จะปล่อยให้คนมาทิ้งขยะจนเป็นกองส่งกลิ่นเหม็นเวลาฝนตกนี่ มันไม่ได้
    ทำจิตปล่อยวางดีแล้ว แต่ว่าต้องทำกิจ ลงมือ อาจจะชักชวนให้คนในซอย อย่างน้อยก็เลิกเอาขยะมาทิ้งในที่ที่ไม่ใช่ที่ทิ้งขยะ หรือให้ดีก็ต้องมาโกยเอาขยะที่มันเต็มซอย หรือว่าเป็นกองใหญ่ เพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนคนอื่นเขา ถ้าปล่อยวางแปลว่าวางเฉยหรือปล่อยปละละเลยนี่ ต้องเรียกว่าไม่ถูกต้อง
    ปล่อยวางเป็นเรื่องการทำจิต แต่ว่าทำแค่นี้ยังไม่ครบ ต้องทำกิจด้วย โดยเฉพาะถ้ามีอะไรที่ยังสามารถทำได้ ขยะส่งกลิ่นเหม็น ก็ไม่เป็นทุกข์ ไม่ปล่อยให้ความทุกข์มารบกวนจิตใจ อันนี้ดีแล้ว เรียกว่ารู้จักปล่อยวาง ทำจิต แต่ว่าปัญหามีก็ต้องแก้ อันนี้คือเรียกว่าการทำกิจ
    สมัยที่วัดหนองป่าพงยังไม่เป็นที่รู้จักมาก กุฏิของพระหลายรูปทำแบบง่าย ๆ หลังคามุงจาก มีคราวหนึ่งเกิดฝนตกพายุกระหน่ำ หลังคากุฏิเกิดรูโหว่รั่วเพราะว่าไฟหญ้าถูกลมพัด ฝนก็รั่วลงมายังพื้นของกุฏิหลังนั้น พระที่อยู่ในกุฏิก็ได้แต่หลบ ฝนตกตรงนี้ก็หลบไปนั่งหรือไปนอนตรงที่น้ำไม่รั่ว ไม่ซึม ไม่ไหล
    หลวงพ่อชาท่านมาเห็นว่า กุฏิหลังนี้ ผู้ที่อยู่ปล่อยให้มีการรั่ว ไม่ซ่อมหลังคาเลย ถามพระรูปนั้นว่า ทำไมไม่ซ่อมหลังคา ท่านบอกว่า กำลังฝึกความไม่ยึดมั่นครับ หลวงพ่อชาก็เลยตำหนิว่า ไม่ยึดมั่น หรือปล่อยวาง มันต้องใช้ปัญญา ไม่เช่นนั้นมันจะกลายเป็นวางเฉยเหมือนควาย อันนี้ท่านสอนว่า ที่ไม่ทุกข์เพราะว่าหลังคารั่วนั้นดีแล้ว ถือเป็นเรื่องการปล่อยวาง ทำจิตที่ถูกต้อง แต่หลังคารั่วก็ต้องซ่อม นี่คือการทำกิจ
    เวลาเจ็บป่วยก็เหมือนกัน มีข้องขัด ปวด ปวดท้อง ปวดหัว ปวดเมื่อย ปล่อยวางก็คือว่า กายมันทุกข์ แต่ว่าใจไม่ทุกข์ ไม่หงุดหงิด ไม่โวยวาย ไม่ตีโพยตีพาย แต่ว่าทำเท่านั้นไม่พอ แค่ทำจิตอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำกิจก็คือดูแลรักษาสุขภาพให้ดี ถ้าจำเป็นก็ต้องไปหาหมอ หรือมิฉะนั้นก็ต้องพักผ่อนให้พอเพียง
    เหมือนกับเรือรั่ว เราซึ่งเป็นเจ้าของเรือเราก็ไม่ทุกข์ แต่ว่าก็ต้องซ่อมด้วย ปะหรือว่าชันเรือให้มันหายรั่ว นี่เรียกว่า ทำจิตพร้อมกับทำกิจ พุทธศาสนานี่ท่านสอน 2 ประการ ให้ทำจิตแล้วก็ทำกิจ
    ในโอวาทปาติโมกข์ 3 ข้อที่พระพุทธเจ้าทรงสอน 2 ข้อแรกจะเรียกว่า เป็นการทำกิจก็ได้ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม นี่เรียกว่าเป็นการทำกิจ เพื่อไม่เบียดเบียนผู้อื่น แล้วก็ไม่เบียดเบียนตน
    แต่ต้องมีข้อที่ 3 ด้วย คือ การชำระจิตของตนให้ขาวรอบ รู้จักฝึกจิตฝึกใจให้สงบ แล้วก็สว่าง ไม่ใช่แค่ทำให้กายวาจาสะอาดเท่านั้น จิตต้องสงบและสว่าง นี่เรียกว่า ทำกิจแล้วก็ทำจิต
    คำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าเราดูให้ทั่ว จะเห็นว่าพระพุทธเจ้าสอนทั้ง 2 อย่าง แม้ว่าจะสอนในโอกาสต่าง ๆ กัน แต่ว่าเมื่อรวมแล้ว ก็มีทั้ง 2 อย่าง
    พระองค์พูดถึงความไม่เที่ยง อย่างในบทที่เรียกว่า บังสุกุลตาย อนิจจา วต สังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา มีความเกิดขึ้นแล้วดับไป แล้วท่านก็ตรัสว่า ความสงบวางสังขารเป็นสุข หรือสุขอย่างยิ่ง สงบวางสังขาร คือ การปล่อยวาง ไม่ปรุงแต่ง
    แต่ในปัจฉิมโอวาทนี่ พระองค์ตรัสอีกแบบหนึ่ง วยธัมมา สังขารา สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม หรือบางทีก็แปลว่า ท่านทั้งหลายจงทำประโยชน์ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท บางทีก็แปลว่า ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท
    บังสุกุลตาย ท่านหมายถึงว่า ให้รู้จักปล่อยวาง เพราะว่าอะไร ๆ ก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมสลายไป มีแล้วดับไป ยึดมั่นถือมั่นไม่ได้
    แต่ขณะเดียวกัน เนื่องจากชีวิตเราไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นขณะที่ยังมีลมหายใจ ยังมีชีวิต ก็ต้องขวนขวายทำกิจให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท นี่เรียกว่าทำกิจ
    ถ้าฟังแค่ส่วนเดียว ก็อาจเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ปล่อยวาง ปล่อยวางเพราะว่าทุกอย่างไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ใช่ของเรา แต่อีกที่หนึ่งก็ตรัสว่า ให้ทำกิจ หรือบำเพ็ญกิจ
    มีชาวพุทธเรา เอาแต่ทำจิต ไม่ทำกิจ ที่สุคะโต เมื่อหลายปีก่อน มีคนแจ้งว่า มีขโมยมาลักตัดสมุนไพรในวัด ที่นี่เราก็ห้ามอยู่แล้ว ไม่ให้ใครมาตัดสมุนไพร พอรู้เช่นนี้ก็มีการประกาศให้พระในวัดช่วยกันไปไล่โจร ไล่ขโมยนั้นออกไปจากวัด ก็มีพระหลายรูปไปช่วยกัน
    แต่มีพระรูปหนึ่ง ท่านได้ทราบก็จริง แต่ท่านไม่ช่วยอะไร ตอนหลังก็มีคนไปถามท่านว่า ทำไมท่านไม่ไปช่วย ไล่ขโมย ท่านก็บอกว่า ป่าไม่ใช่ของเรา ท่านไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าป่าเป็นของเรา พูดอีกอย่างคือ ท่านทำจิต แต่ว่าไม่ทำกิจ
    ป่าไม่ใช่ของเราก็จริง แต่ว่าป่านี่ก็มีบุญคุณกับเรา แล้วป่าก็เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิด ฉะนั้น การช่วยรักษาป่า ก็เป็นการตอบแทนบุญคุณของป่า และเป็นการแสดงความเมตตาต่อสัตว์นานาชนิดที่อาศัยป่า อันนี้ก็เป็นเหตุผลที่เราควรจะทำกิจ
    ชาวพุทธจำนวนมากนี่ทำแต่จิต ไม่ทำกิจ แล้วก็อ้างว่าปล่อยวาง บางทีเห็นคนทุกข์คนยาก ก็ไม่ทำอะไร ถือว่ากรรมของสัตว์ บางทีก็เอาเหตุผลเอาธรรมะมาอ้าง ถ้าไม่ใช่ปล่อยวางก็ถือว่าเป็นกรรมของสัตว์ ต้องรับกรรมไป
    อันนี้เรียกว่าทำจิตแต่ไม่ทำกิจ อาจจะแค่แผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านั้น แต่ไม่ทำอะไรเพื่อช่วยสัตว์หรือคนเหล่านั้น บางทีเขาประสบอุบัติเหตุ หรือว่าเป็นลมกลางถนน ก็ถือว่ากรรมของสัตว์ อันนี้เรียกว่า ทำจิต ไม่ทำกิจ
    แต่ก็มีอีกประเภทหนึ่ง ทำกิจแต่ไม่ทำจิต ทำงานช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก ช่วยรักษาป่า ช่วยปลูกป่า แต่พอไม่ทำจิตเข้า พอปลูกป่าถูกไฟไหม้ ไม่สามารถจะเพิ่มพื้นที่ป่าหรืออนุรักษ์ป่าหรือรักษาป่าไว้ได้ ก็มีความคับแค้นเสียใจ บางทีถึงกับท้อแท้
    บางทีช่วยคน หรือแม้แต่ดูแลพ่อแม่ซึ่งป่วย ทำกิจแต่ว่าไม่ทำจิต พอพ่อแม่ไม่ทำตามคำแนะนำของเรา ยังแอบกินน้ำตาล ยังแอบกินของหวาน ทั้งที่เป็นเบาหวาน ยังแอบกินข้าวเหนียวทุเรียน ทั้งที่น้ำตาลในเลือดก็สูง แอบกินข้าวขาหมู ทั้งที่เป็นโรคหัวใจ หรือแอบสูบบุหรี่ ลูกก็โกรธ แล้วก็ว่าแม่ว่าพ่อ เสร็จแล้วก็มาเสียใจ ส่วนพ่อแม่ก็เกิดความคับแค้นใจ
    อันนี้เรียกว่า ทำกิจแต่ไม่ทำจิต เพราะถ้าทำจิต มันก็จะไม่เกิดความคับแค้น ไม่เกิดความโกรธ แม้ว่าพ่อแม่ไม่ ทำตามคำแนะนำ เราก็ไม่ทุกข์อะไร เพราะว่าไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ว่าต้องทำอย่างที่เราแนะนำ หรือไปยึดมั่นในคำแนะนำของเรา ไปคาดหวังว่าเขาต้องทำตามที่เราแนะนำ เราช่วยเขาแล้ว แต่เราก็รู้จักวางด้วย อันนี้เรียกว่าทำกิจแล้วก็ทำจิต
    หรือบางที เห็นใครทำอะไรไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นลูก เป็นเพื่อน ก็สมควรที่จะแนะนำเขา หลายคนก็อยากแนะนำ หรืออยากตักเตือน อันนี้เรียกว่าทำกิจ เป็นสิ่งที่ควรทำ การตักเตือน การทักท้วง เป็นคุณธรรมของกัลยาณมิตร แต่ว่าต้องทำจิตด้วย
    ก็คือพูดหรือตักเตือนด้วยจิตเมตตา อันนี้พระพุทธเจ้าก็สอนเอาไว้แล้ว เวลาจะตักเตือนใคร นอกจากพูดความจริง มีประโยชน์แล้ว ก็ต้องทำด้วยจิตเมตตา ใช้ปิยวาจา ไม่ใช่ตะคอกด่า เพราะว่าโกรธที่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ความหวังดีก็มี แต่ว่าตอนนั้นกลายเป็นโทสะไปแล้ว เมตตาก็หายไป ปิยวาจาก็ไม่มี นี่เรียกว่า ทำกิจแต่ไม่ทำจิต
    พ่อแม่ก็ปรารถนาดีกับลูก ก็ทำหน้าที่แนะนำสั่งสอน อันนี้เรียกว่า ทำกิจแต่ว่าไม่ทำจิต ก็คือทำด้วยความโกรธ ไม่มีเมตตา ก็เลยไม่สามารถจะมีปิยวาจา หรือคำพูดที่ไพเราะ หรือคำพูดที่ไม่หยาบคาย ไม่กราดเกรี้ยว
    ที่จริงความหมาย ทำกิจ มันก็กว้างกว่านั้น เช่น เวลาเราทำอะไร แม้จะเป็นกิจวัตรประจำวัน อาบน้ำ ถูฟัน เก็บที่นอน กินข้าว นี่เรียกว่าทำกิจ เป็นเรื่องประโยชน์ตน เก็บที่นอน อาบน้ำ นี่ก็ดี กินข้าว นี่ก็เป็นหน้าที่ที่พึงมีต่อร่างกาย
    แต่ก็ต้องทำจิตด้วย คือทำอย่างมีสติ มีสติทำด้วยความรู้สึกตัว ส่วนใหญ่ทำกิจแต่ไม่ทำจิต อาบน้ำไปใจก็ลอย อาบน้ำไป ร่างกายสะอาด แต่จิตใจหม่นหมอง เพราะคิดในเรื่องปัญหา คิดถึงข่าวร้าย ข่าวลบ ทำให้จิตใจหม่นหมอง ทั้งที่กายนี้สะอาด เพราะน้ำที่อาบ ที่ล้าง
    เวลากินข้าว เติมอาหารเข้าไปให้กับร่างกาย แต่ว่าเติมสารพิษให้กับจิตใจ นี่เพราะว่า ทำกิจแต่ไม่ทำจิต แต่ถ้ารู้จักทำกิจและทำจิตไปคู่กัน มันก็จะได้ทั้งสองอย่าง
    เวลาทำงาน มันก็ไม่ใช่แค่งานสำเร็จ ใจก็เป็นสุขด้วย ไม่ใช่ทำไป แต่ทำด้วยใจเครียด เพราะว่ามันไม่เสร็จสักที ทำไปก็เอาแต่บ่น เมื่อไหร่จะเสร็จ เมื่อไหร่จะเสร็จ หรือว่าเกิดความเครียด อีกตั้งนานกว่าจะเสร็จ หรือว่าเกิดความวิตก ว่าจะไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะใจมันไม่อยู่กับปัจจุบัน
    เวลาทำงาน เรียกว่าทำกิจ เราก็ทำจิตไปด้วย คือว่าใจอยู่กับปัจจุบัน จะเสร็จหรือไม่ นั่นเป็นเรื่องอนาคต แต่ตอนนี้ใจอยู่กับปัจจุบัน อยู่กับสิ่งที่ทำ แล้วจะพบว่าความเครียดน้อยลง งานก็ทำได้ดีขึ้น ไม่มัวแต่ส่งจิตออกนอก ทำหลายอย่างพร้อมกันที่เดี๋ยวนี้คนส่วนใหญ่ทำ ทำงานไปก็ดูมือถือดูข้อความด้วย หรือถึงไม่มีมือถือแต่ใจก็คิดโน่นคิดนี่ ทำงานตัวอยู่สำนักงาน แต่ใจไปห่วงลูกที่บ้าน พ่อแม่ที่โรงพยาบาล นี่เรียกว่า ทำกิจแต่ไม่ทำจิต งานก็เลยทำได้ไม่ดี จิตใจก็เครียด
    อาจารย์พุทธทาสบอกว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ก็คือว่า เมื่อทำงานคือทำกิจ เราก็ดูแลจิตไปด้วย เวลาช่วยเหลือใคร นั่นคือการทำกิจ เรียกว่าประโยชน์ท่าน แต่ก็ไม่ทิ้งการดูแลรักษาใจของตัว ไม่ให้เครียด ดูแลคนป่วยก็เครียด เพราะมีความคาดหวัง อยากให้เขาหาย แต่ว่าอาการเขาหนัก
    ฉะนั้น ถ้ารู้จักวางใจเป็นอุเบกขา ไม่ยึดติดอยู่กับผลของการกระทำ แต่ว่าทำเต็มที่ อย่างที่เรียกว่าทำเต็มที่แต่ไม่ซีเรียส มันก็เป็นทั้งการทำกิจและทำจิต
    ทำประโยชน์ท่าน แต่ก็ไม่ทิ้งประโยชน์ตน ช่วยเหลือคนอื่น แต่จิตใจไม่ถูกแผดเผาด้วยความผิดหวัง ด้วยความโกรธ ที่เขาไม่เชื่อเรา หรือที่ผลไม่เป็นไปดั่งใจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรฝึก ชาวพุทธเรา ทำกิจแล้วก็ต้องทำจิต หรือถ้าเกิดจะทำจิตก็อย่าลืมการทำกิจด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเจริญสติ การมีจิตเมตตา การรู้จักปล่อยวาง
    ปล่อยวางนี่คือ ปล่อยวางในผลที่มุ่งหวัง หรือไม่ยึดติดในความคาดหวัง เพราะเวลามีความคาดหวังก็อยากให้เขาทำอย่างที่เราคิด เราคาด ซึ่งก็เป็นความยึดติดในตัวกูของกูอีกแบบหนึ่ง
    ทำดี แต่ใครไม่ชม ไม่เห็นความดีของเรา ก็เป็นเรื่องของเขา อันนี้คือการทำกิจและทำจิต ทำดีแต่ว่าไม่คาดหวัง ว่าคนเขาจะเห็นความดีของเรา หรือเขาจะตอบแทนบุญคุณของเรา หรือไปคาดหวังว่าต้องสำเร็จ ๆ
    อันนี้เรียกว่ายึดมั่นในความคิด ซึ่งก็เป็นความยึดในตัวกูของกูแบบหนึ่ง เพราะว่ามันต้องเป็นไปอย่างที่เราคิด เป็นไปอย่างที่เราคาดหวัง เป็นตัวกูของกู ที่คนมักจะไม่ค่อยตระหนักเท่าไหร่
    เพราะฉะนั้น เรามาปฏิบัติ โดยเฉพาะการมาเจริญสติ เป็นการฝึก ฝึกทำกิจแล้วก็ทำจิต ระหว่างที่เดิน นี่คือทำกิจ ส่วนจิตนี่ก็มีสติ มีความรู้สึกตัวอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการฝึกพื้นฐาน เดินจงกรม สร้างจังหวะ เป็นการทำกิจ ใช้กายให้เป็นประโยชน์ แต่ขณะเดียวกัน จิตก็อยู่กับปัจจุบัน รับรู้กายเคลื่อนไหว แล้วต่อไปก็เห็นใจคิดนึก

    มันเป็นการฝึกขั้นต้น ในการประสานการทำกิจและทำจิตให้เป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วต่อไป พอจะไปใช้กับชีวิตประจำวัน มันก็จะกลายเป็นเรื่องที่ง่าย ไม่เช่นนั้นมันก็จะทำจิตแต่ไม่ทำกิจ หรือไม่เช่นนั้นก็ทำกิจแต่ไม่ทำจิต ซึ่งก็ไม่ดีทั้งคู่.

logo

  • เกี่ยวกับเรา
  • ติดต่อเรา
  • จดหมายข่าว
  • Privacy Policy
  • Terms of Service