แม้ "ข้อความถอดเสียงนี้" จะพยายามให้ตรงกับเสียงต้นฉบับมากที่สุด ผู้ศึกษาพึงตรวจสอบกับเสียงธรรมบรรยายต้นฉบับ ก่อนนำข้อมูลไปใช้ในการอ้างอิง [ลองพูดคุยกับ AI ทาง Line]
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 1 เมษายน 2568
เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อ 5 วันก่อน เป็นเหตุการณ์ใหญ่ แล้วก็เป็นข่าวไปทั่วโลก แต่ก็ไม่ใช่เฉพาะเป็นเหตุการณ์ใหญ่ในเมืองไทยเท่านั้น สำหรับคนที่ไม่ได้รับผลกระทบ หรือไม่ประสบความเสียหายจากเหตุการณ์นี้ ในแง่หนึ่งก็ถือว่าโชคดี แต่จะให้ดีกว่านั้นก็คือว่า นึกถึงคนที่เขาประสบเหตุร้าย แล้วคิดว่าเราจะช่วยเหลือเขาอย่างไรได้บ้าง ก็มีหลายคน ซึ่งก็เรียกว่าหลายสิบทีเดียว ที่อยู่ในซากปรักหักพังที่เคยเป็นอาคารของสตง. หลายคนก็ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ผู้ที่เกี่ยวข้องก็พยายามช่วยเหลือ อย่างน้อยก็เอาร่างออกมาจากซากตึก
คนที่ทุกข์ร้อนนี่ก็มีเยอะ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือว่าคนรู้จัก ที่ยังมีความหวังว่าคนรักของตัวจะรอดชีวิต แต่ความหวังก็ลดน้อยหรือริบหรี่ลงไป เพราะผ่านมา 5 วันแล้ว คนเหล่านี้ก็มีความทุกข์มาก ให้เรานึกถึงคนเหล่านี้ แล้วก็ลองคิดดูว่าจะช่วยเขาได้อย่างไรบ้าง อย่างน้อยก็ไม่ไปขัดขวางการกู้ภัยช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย หรือว่าถ้าเราช่วยเขาไม่ได้มากกว่านั้น อย่างน้อยก็แผ่เมตตาไปให้กับคนเหล่านั้น ทั้งผู้ที่อยู่ในซากตึก ซากปรักหักพัง แล้วก็ผู้ที่เป็นญาติพี่น้องคนรัก แต่ที่จริงแล้ว คนที่ประสบภัยไม่ได้มีเท่านั้น เพราะว่าแผ่นดินไหวมันเกิดที่พม่า ศูนย์กลางอยู่ที่พม่า คนที่เมืองมัณฑะเลย์เดือดร้อนกันมาก พลัดที่นาคาที่อยู่ แล้วก็สูญเสียชีวิตกันไป ตอนนี้ก็คาดว่าจะไปถึง 4,000 คน ก็เรียกว่าน้อง ๆ หรือน้อยกว่าคนที่ตายจากเหตุการณ์สึนามิที่บ้านเราเมื่อ 20 ปีก่อน
คนที่รอดชีวิตมาได้ก็บาดเจ็บกันเป็นหมื่น พลัดที่นาคาที่อยู่อีกมาก ตอนนี้ก็กำลังมีการระดมความช่วยเหลือไปให้กับคนเหล่านั้นที่พม่า ถ้ามีทางใดที่เราจะส่งเงินไปช่วยบรรเทาความทุกข์ของคนเหล่านั้น ตามกำลังของเราก็ยิ่งดี อันนี้คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ประสบภัย หรืออย่างน้อยก็ไม่ถึงกับสูญเสียชีวิต หรือสูญเสียคนรัก แล้วก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่เรายังทำได้ นอกจากการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยตามกำลังของเราแล้ว ก็ควรมองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนภัย โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้ประสบภัยจากเหตุการณ์นี้ เป็นสัญญาณเตือนภัยว่า ต่อไปอาจจะเจอหนักหนา หรือเจอรุนแรงกว่านี้ ที่รอดพ้นมาได้นี่ก็ถือว่าเป็นโชค แต่ว่าครั้งต่อไปอาจจะรุนแรงกว่านี้มาก
มันเป็นสัญญาณเตือนภัยอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า บ้านเมืองเรายังไม่มีความพร้อมในการรับมือกับภัยพิบัติแบบนี้ การที่มีตึกถล่มทั้งที่สร้างไปถึงชั้นที่ 30 แล้ว แล้วก็มีตึกจำนวนไม่น้อย ร้าว ร้าวประเภทแบบไม่ใช่แค่ผนังร้าว แต่ว่าโครงสร้างมันร้าวเลย อันนี้มันแสดงว่าการก่อสร้างอาคาร โดยเฉพาะอาคารสูงในบ้านเรา ยังไม่ได้เตรียมการรับมือพอเพียงกับภัยแผ่นดินไหว อาจจะคิดว่ามันไม่เคยเจอความรุนแรงแบบนี้มาก่อน ก่อนหน้านี้ก็มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน ต้องเรียกว่านับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่เราไม่รู้สึกเท่านั้น ทั้งแผ่นดินไหว ทั้งอาฟเตอร์ช็อค Aftershock แต่ว่ามันมาจากประเทศข้างเคียงหรือประเทศเพื่อนบ้าน ผลกระทบก็เลยไม่ชัดเจน การก่อสร้างตึก หรืออาคารสูง ๆ ทั้งที่เขาก็เตือนเอาไว้แล้ว ว่าควรจะเผื่อเอาไว้สำหรับการเกิดแผ่นดินไหว แต่ว่าหลายตึกหลายอาคารก็ไม่ได้สนใจ หรือประเมินว่ามันไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นการก่อสร้างอาคารไม่ว่าจะเป็นฐานหรือโครงสร้าง มันก็เลยไม่ได้เผื่อไว้สำหรับการรับมือกับแผ่นดินไหวในระดับที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา
ผลก็คืออาคารถล่ม แม้ว่าจะเป็นแค่อาคารเดียว แต่อาคารที่เหลือนี้ก็ร้าวเป็นจำนวนมาก คอนโดมิเนียมสูง ๆ ทั้งตึกของเอกชน แล้วก็อาคารของรัฐ ซึ่งก็สันนิษฐานว่าถ้าไม่ใช่เป็นเพราะไม่ได้เผื่อรับมือกับภัยแผ่นดินไหว ก็คงเป็นเพราะว่าใช้วัสดุต่ำกว่าสเปคเพื่อลดค่าใช้จ่าย อันนี้มันก็แสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อม ไม่ใส่ใจมากพอ ในการรับมือกับภัยแผ่นดินไหว จึงไม่ได้เตรียมการป้องกันอย่างดีพอ แล้วยิ่งกว่านั้น นอกจากไม่ได้ป้องกันแล้ว เวลาเกิดเหตุ การแจ้งเตือนภัยพิบัติก็มีปัญหามาก บางคนกว่าจะได้รับ SMS แจ้งเตือนภัยก็ 22.00-23.00 น. เข้าไปแล้ว ทั้งที่เหตุการณ์มันเกิดขึ้นตอน 13.30 น. แต่กว่าจะได้รับข้อความเตือนภัย ก็หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้วเกือบ 10 ชั่วโมง มันแทบจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย อันนี้ก็ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของการแจ้งเตือนภัย เรื่องการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้านี่มันยากอยู่แล้ว แค่รู้ล่วงหน้า 2-3 วินาที ก็ถือว่าเก่งแล้ว
ญี่ปุ่นลงทุนมหาศาลเพื่อจะได้มีสัญญาณเตือนภัยที่รู้ล่วงหน้า ก่อนที่คลื่นแผ่นดินไหวมันจะมาถึงใจกลาง เขาก็รู้ล่วงหน้าอย่างมากก็แค่ 1 หรือ 2 วินาที ซึ่งก็สามารถจะช่วยลดทอนชีวิตคนได้เยอะ แต่เมืองไทยเราไม่เคยเจอภัยรุนแรงขนาดนั้น ก็เลยไม่มีการลงทุนทำสัญญาณเตือนภัยแจ้งล่วงหน้า ก่อนที่คลื่นสั่นสะเทือนจะมาถึงเมือง อย่างกรุงเทพฯ แต่อย่างน้อยการแจ้งเตือนภัยก็ควรจะรวดเร็ว พอเกิดเหตุการณ์ปุ๊บ ภายในเวลาไม่ถึง 1 นาที ก็ต้องแจ้งให้คนได้รู้แล้ว ว่าควรจะทำตัวอย่างไร แต่เปล่า หลายชั่วโมงกว่าหลายคนจะได้รับสัญญาณ รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือ นี่คือความไม่พร้อม ไม่พร้อมในการแจ้งเตือน และยิ่งการช่วยเหลือผู้ประสบภัย อันนี้ก็ยิ่งเห็นได้ว่าล่าช้ามาก เพราะเราไม่มีประสบการณ์ หรือว่าเราไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ ก็เลยไม่ได้เตรียมป้องกัน
แต่เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นอยู่เสมอกับภัยพิบัติรูปแบบอื่น เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ โคลนถล่ม หรือว่าไฟไหม้รถทัวร์ การที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยผู้เดือดร้อนมันเชื่องช้ามาก นี่ก็เป็นสัญญาณเตือนภัยอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าบ้านเมืองเรายังไม่ได้เตรียมพร้อมจริงจังกับการรับมือภัยพิบัติ ยังไม่ต้องพูดถึงการรับมือ หรือการเผชิญเหตุของคนไทย เช่น พอเกิดแผ่นดินไหว พอเกิดตึกสะเทือน สั่น โอนเอนขึ้นมา หลายคนไม่รู้จะทำอย่างไร แล้วสัญชาตญาณก็บอกว่าให้วิ่งออกจากตึก ทั้งที่ตึกนี่ก็สูงหลายสิบชั้น บางคนใช้ลิฟต์ด้วยซ้ำ ทั้งที่เหตุการณ์แบบนี้ ไม่สมควรใช้ลิฟต์เลย เพราะถ้าไฟดับเมื่อไหร่ ลิฟต์ก็ค้าง แล้วก็ยังเถียงกันอยู่ว่า เจอแผ่นดินไหว ตึกสั่นสะเทือนแบบนี้ จะวิ่งดี หรือจะมุดหลบใต้โต๊ะดี ถ้าเป็นญี่ปุ่นเขาก็รู้เลย พอแผ่นดินไหว อาคารโอนเอน หรืออาคารสั่นสะเทือน ต้องหลบใต้โต๊ะ หรือว่าหาอะไรมาป้องกันศีรษะ ไม่ใช่วิ่ง เพราะถ้าวิ่งขณะที่ตึกมันสั่นสะเทือน ถ้าเกิดเพดานหรือของหนักตกลงมา มันก็โดนหัว ก็ถึงกับเดือดร้อนได้ บางทีพวกเครื่องไฟฟ้ามันตกลงมา โคมไฟตกลงมา เพราะมันสั่นสะเทือนอย่างแรง
เพราะฉะนั้นเขาก็สอนกันว่า เวลาตึกมันสั่น อย่าวิ่ง ให้หลบใต้โต๊ะ หรือว่าใต้เตียง เพื่อป้องกันไม่ให้มีของหนักตกลงบนหัว บางคนอาจจะแย้งว่า ก็ต้องวิ่ง เดี๋ยวตึกมันถล่ม แต่เขาบอกว่า ถ้าตึกมันจะถล่มจริง ๆ ในเวลาไม่ถึงนาที มันก็จะถล่มลงมา หนีอย่างไรก็ไม่พ้น จะอ้างว่าตึกญี่ปุ่นกับตึกไทย คุณภาพต่างกันก็ไม่เชิง เพราะว่าถ้าเป็นตึกไทย ถ้ามันทานแผ่นดินไหวไม่ได้จริง ๆ มันพังครืนลงมาเร็วมากเลย วิ่งหนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น แถมถ้าเกิดว่าตึกไม่พังครืนลงมา ก็อาจจะเหยียบกันตายก็ได้ เพราะต่างคนต่างก็หนี โดยเฉพาะห้างสรรพสินค้า หนีกันแตกตื่น ประตูก็มีแค่ไม่กี่ประตู ถ้าหนีกันจริง ๆ ก็บาดเจ็บล้มตายกัน แต่ถ้าให้หนีจริง ๆ เขาก็บอกว่าให้หนีตรงบันไดหนีไฟ เพราะเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุด โครงสร้างของตึกนี่ ส่วนที่เป็นบันไดหนีไฟจะแข็งแรงที่สุด หนีตรงนั้นดีกว่า ถ้าวิ่งลงจากตึกก็ให้วิ่งทางนั้น แต่เรื่องนี้คนไทยไม่รู้เรื่อง ซึ่งน่าเห็นใจ เพราะว่าเราไม่เคยเจอ
เหมือนกับตอนที่เจอเหตุการณ์สึนามิ หลายคนพอเห็นน้ำทะเลลด ดีใจ ลงไปในชายหาด ไปเก็บหอย ไปเก็บปลา หารู้ไม่ว่า พอน้ำถอยร่นไปสักพัก มันก็จะพุ่งกลับมา คราวนี้เป็นคลื่นใหญ่ เลยตายกันเยอะเพราะไม่รู้จักสึนามิ ไม่รู้จักธรรมชาติของสึนามิ แต่แผ่นดินไหวนี่คนไทยก็ได้ยินมานานแล้ว แต่ก็ไม่รู้จักว่าจะรับมือกับมันอย่างไร จะเตรียมการเอาตัวรอดอย่างไร หลายคนก็เลยทำตามสัญชาตญาณ เหมือนกับเวลาไฟไหม้ หนีอย่างเดียว หารู้ไม่ว่าการหนี มันทำให้เหยียบกันตาย คนที่ตายเพราะถูกเหยียบเนื่องจากหนีไฟ มีมากกว่าคนที่ตายเพราะควันไฟหรือถูกไฟไหม้เสียอีก อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่าคนไทยเราไม่พร้อม สัญญาณเตือนภัยคราวนี้ มันให้บทเรียนกับเราว่า คนไทยเราทั้งในภาครัฐ แล้วก็ในภาคประชาชน ไม่พร้อมเลยในการรับมือกับภัยแผ่นดินไหว แต่มองในแง่หนึ่งก็คือ มันเหมือนเป็นการซ้อมใหญ่ แม้ว่าซ้อมคราวนี้จะสอบตกกันเยอะ แต่ก็ ถือว่าควรจะเป็นบทเรียน อันนี้ก็เป็นประโยชน์ของสัญญาณเตือนภัย
เมื่อเรารู้ว่าเราไม่พร้อม ก็ต้องรู้จักปรับปรุง
แล้วก็แก้ตัวอาคาร ต่อไปจะสร้างขึ้นใหม่ก็ต้องทำให้มันแข็งแรง เผื่อรับมือกับภัยแผ่นดินไหวเอาไว้ แล้วก็การแจ้งเตือนภัย มันต้องเร็วกว่านี้ ไม่ถึงนาทีก็ต้องแจ้งแล้ว ตอนนี้รัฐบาลบอกว่า ต่อไปนี้จะใช้วิธีให้ทีวีพูลประกาศแจ้งภัยทุกช่อง นี่ก็อาจจะเป็นทางออกทางหนึ่ง ซึ่งก็หวังว่ามันจะไปถึง หรือเข้าถึงคนทั่วทั้งประเทศ ซึ่งทุกวันนี้ก็ไม่ได้ดูโทรทัศน์กันแล้ว แต่ใช้มือถือกัน แล้วก็ทำให้คนไทยเราต้องรู้จักว่า ต่อไปนี้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว จะรับมือกับมันอย่างไร เหมือนกับที่เราเริ่มตื่นตัวกันแล้วว่า ถ้าเกิดไฟไหม้รถทัวร์ หรือรถทัศนาจร เราจะทำอย่างไร ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้รถทัวร์ รถทัศนาจร เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ไม่มีใครสนใจกันเลย อุปกรณ์ที่จะใช้ตีทุบกระจกให้แตกหายไปจากรถ คนไม่เห็นความสำคัญ หรือถึงเห็น ก็ใช้ไม่เป็น
แล้วจริง ๆ มันยังเป็นสัญญาณเตือนภัยอีกอย่างหนึ่ง คือ ไม่ใช่แค่ไม่พร้อมในเรื่องการรับมือกับภัยพิบัติ แต่สิ่งที่ไม่พร้อมอีกอย่างหนึ่งคือ สติ ความรู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไร ควรจะทำอะไรเมื่อเกิดภัยพิบัติ นั่นก็เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องความรู้ แต่ถึงจะมีความรู้ แต่ถ้าไม่มีสติ พอเกิดเหตุการณ์มันก็ตื่นตระหนก จนลืมไปหมดว่าควรทำอย่างไร ใคร ๆ ก็รู้ ว่าเวลาขับรถแล้วรถยางแตกนี่ อย่าเบรก อย่าเหยียบเบรก แต่ว่าพอยางแตกปุ๊บ คนก็จะเหยียบเบรกทันทีเลย ใคร ๆ ก็รู้ว่าเวลาไฟไหม้ในอาคาร อย่าวิ่งหนี แต่ว่าคนส่วนใหญ่ก็วิ่งก่อน เพราะขาดสติ หลายเหตุการณ์ก็ชี้ให้เห็นว่าคนจำนวนมากนี่ขาดสติ เพราะฉะนั้นพอเกิดอาคารสั่นไหว ก็รีบวิ่งทันทีเลย บางทีก็ลืม ลืมข้าวลืมของ หรือไม่ก็ไปแออัด ไปชนกัน ไปเหยียบกันตรงทางเดินหรือบันได สติสำคัญมาก ต้องตั้งสติให้ดี
นอกจากสติแล้ว คราวนี้มันก็เตือนให้เราเห็นว่า อะไร ๆ ก็ไม่แน่นอน อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ มันเป็นเทวทูต ในทางธรรมะเรียกว่าเทวทูต เทวทูตที่เจ้าชายสิทธัตถะพบก่อนที่จะออกบวช คืออะไร คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย ใคร ๆ เห็นก็ธรรมดา แต่เจ้าชายสิทธัตถะเห็นแล้วก็เกิดความสังเวช สังเวชนี่ไม่ได้แปลว่าหดหู่ แต่หมายถึงการที่ได้เห็นความจริงของชีวิต ว่าเกิดมาแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เวลาเกิดเหตุการณ์แบบนี้ มันไม่พอที่จะบอกกับตัวเองว่าเราโชคดีที่เราไม่ได้เจอภัยพิบัติอย่างเขา แต่มันควรจะใช้เป็นเหตุการณ์มาเตือนใจเรา ว่าอะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ ไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดนี้ มันก็เกิดขึ้นจนได้ ไม่เคยเกิดสึนามิ คำว่าสึนามิเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะมันเกิดแต่ที่ญี่ปุ่น เราเรียนมาแบบนี้ แต่สุดท้ายก็เกิดขึ้นที่เมืองไทยจนได้
อะไรก็เกิดขึ้นได้ วันหน้าอาจจะไม่ได้เกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงกว่านี้ แต่อาจจะเกิดภัยพิบัติในรูปอื่น อย่างที่เมืองไทยเราเคยเจอมาแล้ว รถแก๊สระเบิดที่เพชรบุรีเมื่อ 30 ปีก่อน หรือว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เกิดรถทัวร์ไฟไหม้ปีที่แล้วปี 2567 และมีการกราดยิงกันแถวห้างสรรพสินค้า ทั้งที่สยามพารากอน ทั้งที่โคราช วันดีคืนดี โรงแรมรอยัลพลาซ่าก็พังลงมา พวกนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก่อน แต่พอมันเกิดขึ้นแล้ว เราไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้รับมือกันเลย แต่อย่างน้อยมันก็สอนเราว่า อะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องเตรียม เตรียมบางอย่าง เตรียมการว่าจะรับมือกับมันอย่างไร อาจจะเตรียมได้ยาก แต่อย่างน้อยเตรียมใจได้ เตรียมใจคือ เตรียมใจไม่ให้ประมาทกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเมื่ออะไร ๆ ก็เกิดขึ้นได้ ก็หมายความว่าสักวันหนึ่งก็อาจจะเกิดขึ้นกับเรา แล้วถึงตอนนั้น เราอาจจะโชคไม่ดีเหมือนตอนนี้ อาจจะมีอันเป็นไป หรือถึงไม่ใช่เรา ก็อาจจะเป็นคนรักของเรา ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำ นอกจากการรู้จักตั้งสติให้ดี ก็ต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
ตระหนักว่าไม่ใช่แค่ว่าอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ แผ่นดินไหวที่รุนแรงกว่านี้อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่รวมถึงว่าความตายอาจจะมาถึงเราเร็วกว่าที่เราคิดก็ได้ ดังนี้ ที่การตั้งอยู่ในความไม่ประมาทสำคัญมาก เหตุการณ์ครั้งนี้เรารอดตาย แต่ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร เราอาจจะไม่รอดตายก็ได้ หรือถึงแม้ไม่เกิดภัยพิบัติ แต่อาจจะเกิดความเจ็บความป่วย เกิดอุบัติเหตุ มันอยู่ในวิสัยที่จะเกิดขึ้นได้ นี่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องเตรียมใจ เตรียมใจรับมือกับความตายที่จะมาถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ ไม่ใช่แค่เตรียมใจรับมือกับอุบัติภัย หรือภัยพิบัติ ที่จะมาในรูปไหนก็ไม่รู้ การป้องกันก็จำเป็นต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นป้องกันไฟไหม้ ป้องกันแผ่นดินไหว หรือป้องกันอาคารสั่นไหว ตึกร้าว ป้องกันน้ำท่วม ป้องกันโคลนถล่ม ป้องกันไฟไหม้ อันนี้ก็ควรคิดอ่านหาทางป้องกัน ไม่เกิดขึ้นก็แล้วไป ก็ดี แต่ถ้าเกิดขึ้น อย่างน้อยก็ลดความสูญเสียไปได้
นอกจากการทำกิจแล้ว ก็อย่าลืมทำจิตด้วย
ให้เหตุการณ์ครั้งนี้ สอนหรือเตือนเราว่า ไม่ใช่แค่เหตุร้ายจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไม่ใช่หมายความเพียงแค่ว่า ความสูญเสียพลัดพรากจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่รวมถึงว่าความตายจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เหมือนกับที่มันเกิดขึ้นกับคนพม่า 4-5 พันคน ที่มัณฑะเลย์ แล้วก็อีกหลายเมือง เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เกิดขึ้นกับคนพม่า ไม่ใช่เรา หรือคนไทยส่วนใหญ่ แต่ใครจะไปรู้ วันหน้าอาจจะเกิดขึ้นกับเรา อาจจะไม่ใช่กับคนไทยส่วนใหญ่ก็ได้ แต่อาจจะเกิดขึ้นกับเราคนเดียวก็ได้ หรือว่าคนที่เรารัก
ฉะนั้น ต้องมองว่านี่คือสัญญาณเตือนภัย เป็นเทวทูตอย่างหนึ่ง ก็ต้องเตรียม ทั้งเตรียมตัวและเตรียมใจ เตรียมตัว เตรียมการ รับมือกับน้ำท่วม ไฟไหม้ แผ่นดินไหว หรือว่าแก๊สระเบิด รถตกคู อันนี้ก็ต้องศึกษาเอาไว้ ว่าจะป้องกันอย่างไร และจะรับมืออย่างไร เพื่อไม่ให้สูญเสียชีวิต หรือสูญเสียทรัพย์สมบัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้น แต่เมื่อถึงคราวที่จะต้องตายจริง ๆ ก็ต้องทำใจได้เหมือนกัน เพราะว่าเรื่องแบบนี้มันไม่อยู่ในอำนาจของเรา มันเป็นสิ่งที่ต้องเตรียม ทั้งเตรียมตัวและเตรียมใจเสมอ และนี่คือสิ่งที่เราควรจะได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ด้วย
ไม่ใช่แค่การเข้มงวดกับการสร้างตึก สร้างอาคาร หรือว่าการมีกฎระเบียบที่มันเข้มงวด แล้วก็ปลอดภัย รวมถึงการปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัย หรือการช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยเท่านั้น เราแต่ละคนก็ต้องเตรียมใจ หรือเตรียมการเพื่อรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิดด้วย.