พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมก่อนฉันเช้าวันที่ 17 มกราคม 2568
หญิงคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ปรากฏว่าได้รับความกระทบกระเทือนมากถึงขั้นโคม่าไม่รู้ตัว รักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลอยู่หลายวันก็ไม่มีอาการตอบสนอง
ลูกชายของเธอวัย 7 ขวบ รักเธอมาก มาคอยเฝ้าอยู่ทุกวัน ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ไม่ตื่นสักที หลังจากเฝ้ามาได้ 3-4 วัน ลูกก็ถามพ่อว่า พ่อครับทำไมแม่ไม่ตื่นมาสักที
พ่อก็บอกลูกว่า แม่กำลังพักผ่อน แทนที่เด็กจะนั่งดูแม่อยู่นิ่งๆก็เริ่มสวดมนต์ แกสวดมนต์ให้แม่ทุกวันและสวดยาวด้วย
สวดอย่างนี้ไปทุกวันๆ ไปเรียนหนังสือกลับมาก็เยี่ยมแม่แล้วก็สวดมนต์ วันไหนวันหยุดก็อยู่กับแม่ทั้งวันแล้วก็สวดมนต์ แล้วก็พูดคุยอะไรๆกับแม่ด้วย แต่สวดมนต์ก็เป็นอะไรที่ลูกทำเป็นประจำอยู่ทุกวัน
หัวหน้าพยาบาลเห็นเด็กคนนี้มาเฝ้าไข้เยี่ยมแม่ทุกวันในสภาพที่แม่เป็นโคม่าก็เป็นห่วงเด็ก จึงได้บอกพ่อซึ่งเป็นหมอว่า อย่าให้เด็กมาโรงพยาบาลทุกวันแบบนี้เลย มันไม่ดี บรรยากาศแบบนี้ถ้าเด็กเจอนานๆเข้าก็จะรู้สึกแย่ได้
พ่อของเด็กก็บอกว่า ผมรู้แต่ผมไม่รู้ว่าจะบอกความจริงกับลูกได้อย่างไร การบอกความจริงว่าแม่อยู่ในสภาพโคม่าและอาจจะไม่ฟื้นจะทำร้ายจิตใจของเด็กเกินไป พ่อจึงไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรกับลูก จึงปล่อยให้ลูกมาสวดมนต์ให้แม่ทุกวัน
ผ่านไป 2 เดือน คนไข้ก็ยังไม่มีอาการดีขึ้น ยังไม่ตอบสนอง แต่ตลอด 2 เดือนนั้นเด็กก็ยังมาสวดมนต์เป็นประจำทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กก็ชวนพ่อว่า “พ่อครับทำไมเราไม่มาสวดมนต์ด้วยกัน”
พ่อก็ลังเลเพราะเลิกสวดมนต์มานานแล้ว และก็ไม่คิดว่าการสวดมนต์จะช่วยอะไรได้ เพราะตัวเองเป็นหมอเชื่อว่ามีแต่การเยียวยาร่างกายเท่านั้นที่จะทำให้คนไข้ฟื้นขึ้นมาได้
แต่พอลูกรบเร้า และเห็นลูกทำมาตลอด มาสวดมนต์ พ่อก็เลยทำตามบ้าง ทีแรกพ่อก็บอกว่า “พ่อสวดมนต์ไม่เป็น” ลูกบอกว่า “เดี๋ยวผมจะสอนพ่อเอง” ตอนหลังพ่อก็เริ่มสวดมนต์กับลูก เป็นแบบนี้มาทุกวัน
มีอยู่วันหนึ่ง ลูกบอกแม่ว่า แม่ครับเมื่อวานนี้ยายมาหาผมในฝัน และยายก็บอกว่าเสียงสวดมนต์นี้จะช่วยนำทางแม่ให้กลับมาได้ โดยเฉพาะถ้าเป็นเสียงที่ออกมาจากหัวใจจริงๆ
เด็กก็เลยยิ่งตั้งใจสวดมนต์มากขึ้น และก็มีพ่อมาร่วมสวดมนต์ด้วย ปรากฏว่าเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น นิ้วของแม่เริ่มขยับ จากเดิมโคม่าหรือคิดว่ากลายเป็นผักไปแล้ว ก็ไม่ใช่
นิ้วเริ่มขยับได้ แสดงว่าสมองเริ่มฟื้นตัว พ่อลูกก็เลยสวดมนต์กันอย่างจริงจังขึ้น เรื่องรักษาก็ทำไปด้วย แต่เรื่องการสวดมนต์ก็ไม่ทิ้งทั้งพ่อทั้งลูก ปรากฏว่าไม่กี่อาทิตย์ต่อมาแม่ก็ลืมตาขึ้นมาได้ และอาการก็เริ่มดีขึ้นจนกระทั่งพูดได้
แม่เริ่มรู้สึกตัวและภายหลังก็กลับมาเหมือนปกติ อาจจะไม่ปกติทีเดียวแต่ก็เป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่คนไข้ซึ่งโคม่ามานานหลายเดือนจนกระทั่งคิดว่ากลายเป็นผักไปแล้วกลับฟื้นขึ้นมาได้
คนไข้ก็บอกกับสามีว่า เวลาที่นอนอยู่บนเตียงช่วงโคม่า ฉันได้ยินเสียงสวดมนต์ตลอด เป็นเพราะเสียงสวดมนต์นี่เองที่นำทางฉันให้กลับมาเจอคุณและลูก
ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์มากต้องเรียกว่าเป็นเพราะใจแท้ๆ ใจที่เกิดกำลัง แล้วเกิดกำลังใจขึ้นมา จนกระทั่งสามารถช่วยเยียวยากายได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่คนไข้ได้บอกเราก็คือว่า ตอนที่เขาโคม่าอยู่นั้นเขาได้ยินเสียงสวดมนต์ และคงได้ยินเสียงสนทนาของลูกด้วย
ปกติแล้วเวลาที่เราเจอคนไข้โคม่า เราก็จะคิดว่าเขาไม่ได้รับรู้อะไร เพราะเขาไม่มีอาการตอบสนอง แต่กรณีของผู้ป่วยท่านนี้เธอได้ยินเสียงสวดมนต์ของลูกและของสามีตลอดเวลา
และเสียงสวดมนต์นี้แหละที่ทำให้เกิดกำลังใจหรือเกิดความศรัทธา เกิดความปิติอิ่มเอิบจนกระทั่งทำให้ร่างกายดีขึ้นมาได้ อย่าไปคิดว่าคนไข้โคม่าก็ดีหรือคนไข้ที่เป็นผักก็ดี เขาไม่ได้รับรู้อะไรที่เกิดขึ้นรอบตัวเขา อาจจะไม่ครบ 100% แต่ก็รับรู้ได้มากกว่าที่เราคิดมาก
มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุเหมือนกัน นอนโคม่าอยู่เป็นเดือน ไม่ตอบสนอง แม่มาเยี่ยมทุกวัน บางวันก็นอนอยู่ข้างเตียงลูกและสวดมนต์ด้วย เธอเป็นคนไทยก็สวดคาถาชินบัญชรบ้าง สวดพาหุงฯ บ้าง อิติปิโสฯบ้าง สวดต่อเนื่องอยู่เป็นเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งลูกก็ฟื้นขึ้นมา
ที่ฟื้นขึ้นมานี้ก็ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์มาก แต่ว่าที่เป็นปาฏิหาริย์ไม่น้อยกว่าก็คือพอลูกฟื้นขึ้นมาสามารถสวดมนต์ได้ แต่ก่อนเด็กหนุ่มคนนี้สวดมนต์ไม่เป็น แต่พอฟื้นขึ้นมาคราวนี้กลับสวดมนต์ได้ ท่องได้อย่างคล่อง
ทำไมถึงสวดมนต์ได้ เพราะได้ยินแม่สวดทุกวันๆ วันละหลายเที่ยว ลูกก็เลยจำได้ จากคนที่สวดมนต์ไม่เป็นกลายเป็นสวดมนต์ได้ และเสียงสวดมนต์ของแม่ที่ลูกได้ยินก็ทำให้ลูกเกิดกำลังใจ เกิดพลัง เกิดความรู้สึกที่ดี ความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ไม่รู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้สึกสับสนหรือกลัว
พอจิตใจดีขึ้นจากการที่ได้ยินเสียงสวดของแม่ ก็เลยช่วยทำให้ร่างกายฟื้นคืนดีขึ้นมาได้ หรือเกือบเป็นปกติ อย่างน้อยๆก็ไม่โคม่ายาว
เรื่องนี้ก็ชี้ให้เห็นเช่นกันว่าคนที่โคม่าหรือเป็นผักก็ดี ก็ยังได้ยินอยู่ อาจจะเห็นด้วยซ้ำ และการที่ได้ยินเสียงของลูก เสียงของแม่หรือเสียงของคนที่เขาผูกพัน ทำให้เขามีกำลังใจ
แต่ก็เป็นไปได้ว่าไม่ใช่ทุกกรณีที่จะฟื้น บางกรณีอาการหนักร่างกาย ก็ไม่สามารถที่จะฟื้นขึ้นมาได้ สุดท้ายก็อาจจะตาย
อย่าไปคาดหวังว่าการสวดมนต์จะใช้กับคนไข้ได้ทุกครั้งหรือทุกกรณีแล้วเขาจะฟื้น ขึ้นอยู่กับร่างกายของเขาด้วยว่าเหตุปัจจัยที่จะช่วยทำให้ฟื้นมากน้อยเพียงใด โรงพยาบาลเป็นอย่างไร เทคโนโลยีเป็นอย่างไร
แต่ถึงแม้เขาจะไม่ฟื้นแล้วจากไป อย่างน้อยตอนที่เขายังมีลมหายใจเขาก็จะได้ยินเสียง เสียงคนที่เขารัก เสียงสวดมนต์ที่เขาศรัทธา ซึ่งจะทำให้เขาไม่ตื่นตระหนก ตกใจ ทำให้เขารู้สึกเหมือนว่ายังมีคนใกล้ๆอยู่ข้างๆ หากจะต้องตายจากไป ก็เชื่อว่าเขาจะไปดี และในระหว่างที่เจ็บป่วยอยู่ใจก็ไม่ได้ทุรนทุราย และเมื่อร่างกายไปไม่ไหว หมดลม หัวใจหยุดเต้น อย่างน้อยจิตใจก็ไปดี
เพราะฉะนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าทำ ถึงแม้ว่าในบางกรณีสวดแล้วคนไข้จะไม่ฟื้น ก็ไม่ได้แปลว่าสูญเปล่า เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้ฟื้นขึ้นมาเพื่อจะบอกเราว่า เขาได้ยินเราพูดอะไร เขาได้ยินสวดมนต์ ก็ขอให้มั่นใจว่าเขาได้ยินแน่
และสิ่งที่เราพูด สิ่งที่เราสวดให้เขาฟังก็ทำให้เขาจิตใจสงบ ไม่ตื่นตระหนก และทำให้มีกำลังใจ.