พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมก่อนฉันเช้าวันที่ 21 มกราคม 2568
เด็กผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งอายุ 14 ปี ปิดเทอมใหญ่อยากจะทำอะไรที่มีประโยชน์ ก็ไปสมัครเป็นจิตอาสาเยี่ยมคนชราที่บ้านพักคนชรา ก่อนจะไปเยี่ยมก็ต้องมีการอบรม อบรมวิธีการพูด หรือว่าให้เข้าใจจิตวิทยาของคนแก่ เพราะไม่งั้นไปพูดสุ่มสี่สุ่มห้าก็จะเกิดปัญหา
อบรมเสร็จเธอก็ได้รับมอบหมายให้ไปเยี่ยมคุณยายคนหนึ่ง อายุมากแล้ว 96 ปี คุณยายคนนี้ไม่พูดมาเป็นปี หมอวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม ก็ 96 ปีแล้วสมองจะไม่เสือมได้อย่างไร สมองเสื่อมก็มีผลต่อความจำ มีผลต่อความสามารถในการพูด อาจจะตอบโต้ได้ช้า
เด็กคนนี้พอได้รับมอบหมายให้ไปเยี่ยมคุณยาย แกก็ไปที่ห้องพักคุณยาย เคาะประตูเรียก ไม่มีเสียงตอบ ก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะแกไม่พูดมาเป็นปี เปิดประตูเข้าไป เห็นคุณยายยืนมองอยู่ที่หน้าต่าง คุณยายคงรู้ว่ามีคนมาหาแต่ก็ไม่หันหน้ามาหา เด็กสาวก็เลยไปนั่งอยู่ข้างๆ คุณยาย จะเรียกว่านั่งข้างหน้าก็ได้ แต่ว่าคุณยายแกหันข้างให้ เพราะว่าแกมองไปที่หน้าต่างอย่างเดียว
เด็กสาวก็พูดคุยทักทาย จะทักทายยังไง พูดคุยยังไง คุณยายแกก็ไม่หันมาตอบ มีอาการเหมือนเหม่อมองลอยไปที่หน้าต่าง เด็กก็พยายามเอาความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดมาใช้เพื่อจะได้มีการปฏิสัมพันธ์กับคุณยาย แต่ทำยังไงยังไงก็ไม่เป็นผล ยายแกก็เหมือนกับไม่ได้ยิน มองไปที่หน้าต่างอย่างเดียว เด็กก็รู้สึกอึดอัด แล้วก็กระวนกระวายไม่รู้จะทำยังไงดี เขาให้เวลาเยี่ยมตั้งชั่วโมง
แต่หลังจากที่พยายามพูด พยายามคุย แต่ไม่ได้ผล เด็กก็เลยคิดว่าคุณยายคงไม่อยากคุย งั้นเราก็นั่งเป็นเพื่อนคุณยายก็แล้วกัน นั่งเงียบๆ บรรยากาศตอนนั้นมันเงียบมาก ในใจของเด็กก็เริ่มรู้สึกสงบ ไม่รู้สึกอึดอัด ไม่ได้รู้สึกถูกรบกวนว่าจะคุยอะไรดี ใจเธอสงบ นั่งเป็นเพื่อนจนกระทั่งหมดเวลา
จนเสียงระฆังดัง แปลว่าหมดเวลาเยี่ยมแล้ว เด็กสาวก็ลุกจากเก้าอี้ แต่ว่าก่อนที่จะเดินไปที่ประตู เธอก็เผลอถามคุณยายด้วยความสงสัยว่า ยายมองอะไร พูดไปแล้วก็รู้สึกว่าไม่น่าเลย ไปจุ้นจ้านอะไรคุณยาย
ทีแรกนึกว่าคุณยายไม่ได้ยิน แต่ว่าคุณยายแกหันหน้ามาสีหน้าแกยังดูเบิกบานมากเลย ยังคงมีรอยยิ้มน้อยๆ แล้วก็พูดขึ้นมาว่า ทำไมเหรอแม่หนู ฉันกำลังมองแสงสว่าง โอ เป็นประสบการณ์ที่ตราตรึงในจิตใจของเด็กสาวมาก เพราะตอนหลังพอโตขึ้นก็เลยเข้าใจ เข้าใจคนแก่ คุณยายแกอาจจะไม่อยากพูดเพราะว่าสมองเสื่อม ความจำไม่ค่อยดี แล้วแกก็คงอยากจะไม่อยากพูดคุยกับใคร
แต่ว่าการที่เด็กคนนั้นนั่งนิ่งๆ เป็นเพื่อน มันทำให้คุณยายแกรู้สึกซาบซึ้ง ก็คงมีคนมาเยี่ยมแบบนี้ ทำนองนี้ แต่ว่าพอพูดคุย เอาแต่ซักเอาแต่ถามพอไม่ได้รับคำตอบก็อึดอัดไม่พอใจ บางคนกลับไปเลย แต่เด็กคนนี้นั่งนิ่งๆ ตั้งใจว่าจะเป็นเพื่อนคุณยาย แค่นี้คุณยายก็ประทับใจแล้ว แกก็เลยหันมาตอบ
อันที่จริงการที่แกมองไปที่หน้าต่างก็เป็นความสุขเล็กๆน้อยๆ ของแก เพราะว่าตอนที่เห็นแสงสว่างจิตใจแกก็สบาย เบา เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าคนที่เขาพูดไม่ได้ อาจเป็นเพราะไม่อยากพูดก็ได้
มีคนไข้จำนวนไม่น้อย ที่นอนอยู่บนเตียงแล้วก็หลับตา ไม่ตอบสนอง ส่วนใหญ่เป็นคนแก่ บางทีเงียบ นิ่ง ไม่ตอบสนองนี่เป็นอาทิตย์เลย อาตมาเคยไปเยี่ยมคุณยายคนหนึ่ง ไม่รู้จักหรอก ไปเป็นจิตอาสา
คุณยายนี่นอนบนเตียง เรียกว่าติดเตียงแล้วกันเป็นอาทิตย์ ไม่พูดไม่คุยกับลูกหลานเลย แต่พออาตมาไปเยี่ยม แนำตัว แกลืมตาเลย และยิ่งได้ฟังเสียงสวดมนต์แกยิ่งปลาบปลื้ม นี่แสดงว่าแกรับรู้ รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นรอบเตียง รู้ว่ามีลูกมาเยี่ยม มีหลานมาเยี่ยม แต่ว่าอาจจะเพราะความเหนื่อยล้า หรืออาจจะเพราะว่าอยากจะสงวนพลังงานเอาไว้ หรืออาจจะเพราะว่าไม่อยากคุยก็ได้ แต่ว่าพอเห็นพระมา เกิดความปีติ
การที่เราไปเข้าใจว่าคนไข้ที่เขานอนติดเตียง ไม่พูดไม่คุยอะไรเลย ไม่ลืมตาด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าเขาไม่รับรู้อะไร เขารับรู้แต่เขาเพียงแต่ไม่อยากพูด ไม่อยากตอบสนอง คล้ายๆ คุณยายคนหนึ่งแกมีหลาน หลานไปสมัครเป็นทหารอากาศ แล้วก็กำลังจะติดยศอยู่แล้ว
คุณยายแกก็รอ ตอนนั้นคุณยายแกป่วยแล้ว แต่แกก็รออยู่ที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าปีนั้นปี 57 จะติดยศประมาณเดือนมิถุนายน ปรากฏว่าปฏิวัติเสียก่อน ปฏิวัติเดือนพฤษภา เลยต้องเลื่อนการติดยศออกไป เลื่อนไปเรื่อยๆ คุณยายแกรอไม่ไหว เหมือนกับว่าแกหมดสภาพไปเลย นอนแน่นิ่ง ไม่ตอบสนองไม่พูดไม่คุยอะไร ใครมาเยี่ยม ลูกมาเยี่ยมก็ไม่พูด
ผ่านไปหลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งหลานติดยศสำเร็จ ติดยศได้ก็ดีใจ รีบมาที่โรงพยาบาลพร้อมกับเครื่องแบบ แล้วก็บอกยายว่า ยาย ผมติดยศแล้ว ยายแกลืมตาขึ้นมาเลย แล้วแกก็มีรอยยิ้ม เอามือลูบหัวหลานด้วยความเอ็นดู
คนประหลาดใจมากเพราะแกไม่ทำแบบนี้มาเป็นเดือนแล้ว ไม่ใช่ว่าแกโคม่าแล้วไม่รับรู้อะไร หรือแม้กระทั่งโคม่าก็ยังรับรู้อะไรได้ แม้จะเป็นผักก็ยังรับรู้ได้ อยู่ที่ว่าจะพูดหรือไม่
อย่างที่เคยเล่าคุณยายของอาจารย์อมโร เจ้าอาวาสวัดอัมราวดีเป็นผักมา 4 ปีไม่พูดไม่คุยอะไรเลย จนกระทั่งวันหนึ่งอาการเกิดทรุดหนัก หมอบอกว่าต้องผ่าตัด ลูกของคุณยายก็คือโยมแม่ โยมน้าของอาจารย์อมโรปรึกษาตกลงกันว่าไม่ผ่าดีกว่าเพราะคุณยายก็อายุมากแล้ว ตอนนั้นอายุคงเป็นร้อย อาจารย์อมโรก็อายุพอๆ กับอาตมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ก็อายุกว่า 60 คุณยายก็คงเป็นร้อย
ลูกๆ ตกลงกันว่าแม่แก่แล้วอย่าผ่าเลย ไม่มีประโยชน์ ผ่าไปเสียเปล่า พอตกลงว่าจะไม่ผ่า คุณยายแกจู่ๆ ก็พูดขึ้นมาเลย 2 คำ Thank you ตลอดเวลา 4 ปีพูดแค่ 2 คำ คือ Thank you ขอบคุณลูกที่ตัดสินใจไม่ให้หมอผ่าเพราะแม่คงจะทรมานมาก
แปลว่าแกได้ยิน ที่ลูกคุยกันแกได้ยิน ไม่ใช่เฉพาะวันนั้น อาจจะก่อนหน้านั้นแต่ว่าไม่ตอบสนอง หรือไม่อยากตอบสนอง แต่พอมารู้ว่าลูกตัดสินใจว่า จะไม่ยื้อแม่ แม่ดีใจมาก พูดมา 2 คำ Thank you ซึ่งมีความหมายมาก
เพราะฉะนั้นเวลาคนไข้ไม่ว่าจะเป็นคนป่วยหรือคนแก่ที่เขาไม่พูด ไม่ใช่ว่าเขาพูดไม่ได้ เขารับรู้ได้ด้วยซ้ำ แต่ว่าไม่อยากพูด อาจจะเป็นเพราะว่ากำลังนั่งพินิจอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็อาจจะอยากสงวนพลังงานเอาไว้ มีอะไรที่ประทับใจจริงถึงจะพูดขึ้นมา อันนี้ก็เป็นเรื่องที่พวกที่เป็นลูกเป็นหลาน มีพ่อมีแม่มีตามียายเป็นคนแก่ คนป่วยนี้ก็ควรจะรับรู้เอาไว้.