พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมก่อนฉันเช้าวันที่ 23 มกราคม 2568
มีแท็กซี่คนหนึ่ง อายุก็เกือบ 50 แล้ว เวลารับผู้โดยสารคนไหนที่เจ็บป่วยเดินลำบาก เพราะพิการบ้าง หรือว่าเพราะอัมพฤกษ์อัมพาตบ้าง เวลาส่งถึงที่หมาย แท็กซี่คนนี้แกจะอุ้มคนป่วยไปส่งที่หมาย จะไปนั่งรถเข็น หรือว่าที่โรงพยาบาล แกทำให้ฟรี คิดแค่ค่ารถ
จะว่าไปการอุ้มผู้ป่วยนี้ซึ่งก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าคนป่วยบางคนนี้อายุมาก ตัวก็หนัก 70-80 กิโล แต่แกก็มีน้ำใจอุ้มผู้ป่วยเหล่านั้นให้ฟรีๆเลย และบางทีก็ไม่คิดค่ารถ
แกเล่าว่าเห็นคนป่วยอยู่ตามโรงพยาบาลหรือข้างถนน แกก็จะรับไปส่งโรงพยาบาลหรือส่งที่หมายให้ ฟรีเลยถ้าเกิดเขาไม่มีเงิน
บริการแบบนี้เรียกว่าช่วยผู้ป่วยได้เยอะ เพราะผู้ป่วยหลายคนเดินไม่ค่อยได้ พอถึงที่หมายแม้ไปโรงพยาบาล แค่ลุกจากลงจากรถก็ลำบากแล้ว แม้จะมีญาติตามมาด้วย บางทีญาติก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง
แต่แท็กซี่คนนี้แกมีทักษะนะ และที่สำคัญคือ แกมีน้ำใจด้วย แกรู้วิธีอุ้มผู้ป่วยลงจากรถ แล้วก็พาไปยังจุดที่ผู้ป่วยต้องการ ที่ทำอย่างนี้แกบอกก็เพราะว่า เมื่อ 30 ปีก่อนนี้แกเคยมีประสบการณ์ที่สะเทือนใจ เห็นคนแก่คนป่วยพยายามเรียกรถแท็กซี่
รถแท็กซี่คันนั้นพอรู้ว่าคนที่เรียกนี้เป็นผู้ป่วยก็ไม่หยุดรับ ขับรถผ่านเลยไปเลย เพราะว่าถ้ารับไปแล้วจะกลายเป็นภาระ ภาระตั้งแต่อุ้มขึ้นรถ ถึงที่หมายก็อุ้มลงจากรถ เหนื่อยและก็เสียเวลา และบางทีก็อาจจะเกิดอาการเคล็ดขัดยอกขึ้นมา
แกเห็นคนป่วยถูกแท็กซี่เมินคันแล้วคันเล่า ก็เลยบอกคนป่วยว่าเดี๋ยวผมขับรถไปส่งเอง ช่วยอุ้มขึ้นรถให้ด้วย ตั้งแต่นั้นมาแกก็เข้าใจความรู้สึกของคนป่วยที่เดินลำบากว่าเขาถูกเมินเฉยอย่างไรบ้าง แม้จะมีเงินค่ารถแต่ว่าก็มักจะถูกแท็กซี่ปฏิเสธ แกก็เลยพยายามช่วยเหลือคนป่วย ถ้าเห็นถ้ารู้นี้ แกก็ยินดี
ตอนหลังแกก็เขียนเบอร์โทรศัพท์ติดไว้ที่หลังรถว่า ถ้าญาติมีคนป่วยที่ต้องการคนช่วยอุ้ม ติดต่อได้ อันนี้ก็เรียกว่าเป็นบริการที่ญาติพอใจ เพราะว่าบางทีญาติก็ไม่มีแรงที่จะอุ้มคนป่วย ถ้ามีแท็กซี่ให้บริการแบบนี้ญาติก็สบายใจ
หรือบางทีญาติไม่มีเวลา บอกให้แท็กซี่พาไปเอง เพราะคนป่วยไปโรงพยาบาลนี้เองก็ลำบาก แต่ว่าพอมีแท็กซี่คนนี้แกก็ช่วยบริการให้
อันนี้เรียกว่าเป็นน้ำใจ แต่น้ำใจนี้มันก็มีที่มา แกบอกว่าตอนแกอายุ 15 นี้ แกเคยถูกหลอกไปออกทะเลที่ชุมพร ถูกใช้แรง ถูกใช้งานอย่างหนัก แล้วก็มีคราวหนึ่ง เรือนี้มันไปเบียดเข่าแกเป็นแผล แล้วก็ไม่ได้รับการเยียวยาเลย
สุดท้ายแกต้องหนี หนีมาขึ้นบก แล้วก็ไปรอไปพักอยู่ที่สถานีรถไฟ ก็มีแรงงานอีสานคนหนึ่งเห็นแกเข้า ก็เลยเข้าไปถามว่าแกเป็นอะไร ไปทำอะไรมาหัวเข่านี้ถึงหน้าเฟะ แมลงวันบินตอม ไม่ได้ถามไม่ได้ห่วงใยอย่างเดียว ซื้ออาหารให้กินด้วย แล้วก็ให้เงินแกกลับบ้าน
แกประทับใจมาก ซาบซึ้งในบุญคุณของผู้ชายคนนี้ซึ่งแกก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร แกอยากจะตอบแทนแต่ก็ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร ก็เลยคิดว่าไปช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือคนอื่นเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน
นี่ก็เลยเป็นที่มาของการช่วยเหลือคนป่วย ตามบทบาทที่มี เป็นแท็กซี่ก็ช่วยเหลือผู้อื่นได้ ช่วยเหลือคนป่วย ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อน ช่วยเหลือคนพิการ อันนี้ก็เรียกว่าเป็นคนที่มีน้ำใจมาก
เรื่องราวของเขาก็เป็นเรื่องราวดีๆ ที่ให้ความประทับใจกับเรา สังคมไทยควรจะมีคนแบบนี้เยอะๆ เพราะทุกวันนี้ผู้คนนับวันจะแล้งน้ำใจ
เมื่อวันสองวันก่อนมีผู้หญิงคนหนึ่ง เธออยู่อพาร์ตเมนต์ แล้วก็สั่งซื้ออาหารจากร้าน ร้านก็ส่งไรเดอร์มา ไรเดอร์คือพนักงานที่รับจ้างส่งของ มาส่งของแล้วปรากฏว่า คนที่สั่งของนี้ให้เงินแต่เป็นแบงค์ใหญ่ ไรเดอร์ไม่มีเงินทอน ผู้หญิงคนนั้นโกรธมาก ถึงกับเขียนข้อความลง Facebook ว่า
ชีวิตมันน่าสมเพชเวทนามาก แก่ป่านนี้แล้ว ยังเป็นได้แค่คนรับจ้างหิ้วของ คราวหน้าก็พกเงินสดติดตัวมาด้วยเผื่อโดนรถชนตาย จะได้มีเงินค่าทำศพ
ไม่พอใจที่ไรเดอร์นี้ไม่มีเงินทอน คาดหวังเรียกร้องให้ไรเดอร์มีเงินทอน แต่ตัวเองนี้ไม่มีน้ำใจ ไปคาดหวังให้คนอื่นต้องมีเงินทอน แต่ตัวเองไม่มีน้ำใจ ไม่มีน้ำใจคือไม่มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่รู้จักให้อภัย
ไรเดอร์ก็อาจจะบกพร่องไปบ้าง มาส่งของแต่ไม่มีเงินทอน แต่ถ้าหากว่าเจ้าตัวหรือคนสั่งนี้มีน้ำใจ มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้น เลิกรากันไป ไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน แต่นี้พอเขาไม่มีเงินทอน ก็เกิดความโกรธ ไม่พอใจ ถึงกับดูถูกเหยียดหยามว่า แก่ป่านนี้แล้วยังเป็นได้แค่คนรับจ้างหิ้วของ นี่เรียกว่าไม่มีน้ำใจ
เพราะบางคนนี้เขาก็ยากไร้จริงๆ อายุมากแล้วอย่างน้อยเขาก็ทำมาหากินโดยสุจริต และยิ่งกว่านั้นยังไปแช่งเขาอีก เผื่อรถชนตายก็จะได้มีเงินเป็นค่าทำศพ
อันนี้แสดงถึงความไม่มีน้ำใจ อาจจะเป็นเพราะว่าถูกตามใจมาเยอะ อย่างที่พูดเมื่อวานนี้ว่าคนสมัยนี้ถูกตามใจ ถูกปรนเปรอมาบ่อย พอเจออะไรไม่ถูกใจก็หงุดหงิดไม่พอใจ โกรธ เรื่องเล็กๆน้อยๆนี้ถึงกับเอาไปเขียนประจานทางเฟซบุ้ก
ที่จริงเธอแค่การไม่พอใจหรือว่าการไม่มีน้ำใจนี้มันก็หนักแล้ว แต่ที่หนักกว่านั้น มาเขียนประจาน ดูถูกเหยียดหยามทางเฟซบุ้ก ปรากฏว่าได้เรื่องเลย งานเข้า เจอคนวิพากษ์วิจารณ์ เกิดทัวร์ลงเลย ใครเขาอ่านข้อความทางเฟซบุ้กนี้ เขาก็เขียนมาต่อว่าคนที่เขียน เรียกว่าอยู่ดีไม่ว่าดี
มีความไม่พอใจอะไรเดี๋ยวนี้มันต้องรู้จักอดกลั้น ถ้าจะให้ดีต้องเอาโทรศัพท์มือถือนี้ไว้ห่างๆ เพราะหลายคนนี้เพราะไม่พอใจอะไรขึ้นมา ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แล้วก็ระบายทางเฟซบุ้กบ้าง ระบายทางโซเชียลมีเดียบ้าง นึกว่าจะรอดพ้น ที่ไหนได้ทัวร์ลงเลย
เพราะฉะนั้น จะโกรธอะไรไม่พอใจนี้ อะไรให้รู้จักยับยั้งชั่งใจบ้าง พยายามอยู่ห่างโทรศัพท์มือถือ เพราะถ้าอยู่ใกล้เมื่อไหร่ มันก็เผลอ อดไม่ได้ที่จะระบายใส่โซเชียลมีเดีย เสร็จแล้วก็มีเรื่องเดือดร้อนตามมา เป็นการประจานตัวเอง อยากจะประจานคนอื่นแต่สุดท้ายกลายเป็นการประจานตัวเอง แบบนี้เรียกว่าไม่รู้ว่าอันตรายอยู่ที่ปลายนิ้ว
คนมักจะลืมไปว่าอันตรายอยู่ที่ปลายนิ้ว ถ้าไม่ระมัดระวังโทรศัพท์มือถือนี่แหละ จะเป็นสิ่งที่นำพาความเดือดร้อนมาให้เรา โดยเฉพาะคนที่กำลังมีอารมณ์รุนแรง
อันนี้ก็เป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า คนเราควรจะมีน้ำใจ รู้จักเห็นอกเห็นใจกันบ้าง อย่างน้อยก็รู้จักให้อภัย เจออะไรไม่ถูกใจก็ปล่อยๆ ไปบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเป็นการสร้างความเดือดร้อนใจกลับมาใส่ตัว.