พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมก่อนฉันเช้าวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568
มียาตัวหนึ่งนะที่คนไทยเราคุ้นเคย ที่จริงก็ทั่วโลกเลย เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ต้องมีติดบ้านทุกบ้านเลย บางคนก็ติดตัวด้วยซ้ำนั่นคือ พาราเซตามอล
แต่ว่ามีผู้รู้ท่านเตือนว่าอันนี้มันคือยาพิษสามัญประจำบ้านเลย เพราะอะไร เพราะว่าผู้คนส่วนใหญ่เวลาเป็นไข้ ปวดหัวตัวร้อนก็พารา บางคนก็เข้าใจว่าเป็นยารักษาโรคได้ เพราะเวลาป่วยเป็นไข้ กินพาราแล้วไข้หาย ก็นึกว่าโรคหายไปด้วย
แต่ปัญหาก็คือ นอกจากมันไม่ได้รักษาโรค แม้จะรักษาไข้ก็ตาม ถ้ากินเยอะเยอะ มันก็เกิดโทษเป็นโทษมหันต์เลย เพราะว่าพารามีฤทธิ์อ่อน เพราะฉะนั้น เวลาเป็นไข้ ปวดหัว ตัวร้อน มักจะกินไม่ใช่เม็ดเดียว กินสองเม็ด
และเนื่องจากมันออกฤทธิ์สั้น 4 ชั่วโมงฤทธิ์ก็หมดแล้ว ก็ต้องกินทุก 4 ชั่วโมง กินทั้งวันๆ ละ 8 เม็ดบ้าง 10 เม็ดบ้างและกินทุกวันด้วย ปรากฏว่าเกิดปัญหาเพราะว่ามันสามารถทำให้ตับแย่ได้
คนจำนวนมากที่เป็นโรคตับอักเสบจนต้องไปหาหมอ บางทีหมอก็เข้าใจว่าเพราะติดเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ตับอักเสบจำนวนมากเกิดจากมีเชื้อเข้าไปรบกวนทำให้ตับแย่ แต่พอหมอให้ยาผิดเพราะคิดว่าติดเชื้อก็เลยไม่หาย อาการก็อาจจะรุนแรงมากขึ้น ทั้งๆ ที่จริงแล้วมันมียาตัวหนึ่งที่มันแก้พิษของพาราเซตามอลได้ ชื่อว่าแน๊ก NAC
มีเด็กคนหนึ่งอายุ 17 เป็นโรคไข้เลือดออก พอเป็นไข้เลือดออกก็มีไข้เยอะ ต้องกินพารา กินพาราวันแล้ววันเล่าปรากฏว่า วันหนึ่งหมดสภาพไปเลย ไปหาหมอ หมอก็ตรวจตับ ตับก็แย่มากคือตับอักเสบขั้นรุนแรง เด็กก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว ก็คิดว่าคงอยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน
แต่ปรากฏว่า พอมาถึงหมออีกคนหนึ่งเป็นหมอใหญ่ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต ให้ยาแน็กขนาดสูงเลยทางเส้นเลือด ปรากฏว่าแค่สองสามวันเด็กคนนี้ก็รู้สึกตัว แล้วก็กลับบ้านได้ จากเดิมที่คิดว่าตายแน่เพราะว่าตับพังยับเยิน แต่ว่าโชคดีที่ยังมียาตัวนี้ที่ชื่อว่าแน็ก มันช่วยกำจัดพิษของพาราเซตามอลได้
ถ้าหากว่าเห็นโทษของพาราตั้งแต่แรก ไม่กินแบบพร่ำเพรื่อ มันก็จะไม่เกิดโทษเท่าไหร่ และเดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่ตับอักเสบ บางทีทำให้ไตวายด้วยเพราะพิษของพาราจากการที่กินเยอะๆ
บางคนปวดหัว ปวดเมื่อยก็กินพารา กินแล้วก็หายปวดหายเมื่อย ก็เลยชอบ กินทุกวัน วันละหลายเม็ดเลยทีเดียว จะได้ทำงานได้ ปรากฏว่าไตวาย หลายคนหาหมอเพราะไตวาย บางทีหมอไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะไปเข้าใจว่ามาจากสาเหตุอื่น
มีผู้หญิงคนหนึ่งท้อง 7 เดือน ฉี่ไม่ออกเลย เป็นมาหลายวัน แล้วต้องเข้าโรงพยาบาล หมอก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่บังเอิญได้เจอหมอใหญ่คนนี้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไต ก็ถามประวัติ ปรากฏว่าคนไข้คนนี้แกปวดน่องรุนแรงมากก่อนหน้านี้ ก็เลยไปให้หมอฉีดยาระงับปวด ก็คงจะผสมพาราเข้าไปเยอะด้วย
หายปวดแต่ปรากฏว่า ปัสสาวะเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ จนฉี่ไม่ออก หมอก็เลยรู้ว่าเป็นเพราะพิษของพารา ให้แน็กเข้าไปทางเส้นเลือดแล้วก็ล้างไตไปด้วย 3 ชั่วโมง ปรากฏว่าปัสสาวะเริ่มออกมาแล้ว ไตเริ่มทำงานได้
นี้เป็นข้อมูลใหม่ ที่ชวนให้ตระหนักนะว่า เวลามีปัญหาเรื่องตับอักเสบ ไตวายนี้ อาจจะไม่ใช่เพราะโรคอื่น ไม่ใช่เพราะติดเชื้อ หรือไม่ใช่เพราะเหตุอื่น แต่เป็นเพราะกินพาราเยอะ และเดี๋ยวนี้คนจำนวนไม่น้อยนี้ ใช้ชีวิตแบบที่เรียกว่าไม่ค่อยบันยะบันยังเท่าไหร่
บางทีทำงานก็ทำงานนั่งโต๊ะจนกระทั่งปวดเมื่อย ปวดไหล่ ปวดหลังแทนที่จะพัก หรือแทนที่จะนั่งให้ถูกท่าก็กินยาพารา กินแล้วหายเบาลงแต่วันรุ่งขึ้นปวดใหม่ก็กินอีก เพราะว่าพฤติกรรมไม่เปลี่ยนมันก็เลยปวดทุกวัน แล้วก็อยากได้วิธีที่มันแก้ปัญหาได้เร็วๆ ก็กินยาเข้าไป หารู้ไม่ว่ายาที่กินนี้มันแก้ปัญหาเร็วก็จริงนะ แต่มันมักจะสร้างปัญหาใหม่เพิ่มขึ้นมา
นี่เป็นปัญหาของเทคโนโลยี เทคโนโลยีนมันแก้ปัญหาหนึ่ง แต่มันไปสร้างปัญหาใหม่ อย่างรถที่ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาน้อย หรือรถที่กรองไม่ให้เครื่องยนต์ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอกไซด์ออกมาเยอะ มันช่วยทำให้ก๊าซเรือนกระจกนี่ออกมาน้อยนะ แต่มันไปสร้างปัญหาใหม่
เพราะอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเทคโนโลยีชนิดนี้มันก็สร้างมลพิษ สร้างปัญหาให้สิ่งแวดล้อม หรือมิฉะนั้นมันก็ทำให้คนนี้ พอเครื่องยนต์มันประหยัดน้ำมันก็ดี หรือว่ามีสารพิษน้อยก็เลยใช้ใหญ่เลย พอใช้เยอะเข้าไป สารพิษก็ดีหรือว่าก๊าซคาร์บอนไดน็อกไซที่ออกมาก็ดี มันก็สะสมมากขึ้นมันกลายเป็นปัญหา
เพราะฉะนั้น เวลาคนเราที่เจ็บป่วยนี้ นอกจากจะต้องมีความรู้เรื่องยาอย่างรอบคอบทั่วถึงรอบด้านแล้วนี้ บางทีรู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก็ดีนะ ในด้านหนึ่งการที่เรารู้เกี่ยวกับเรื่องพิษของพาราก็จะชี้ให้เห็นว่า ความรู้จักประมาณในการบริโภคนี้สำคัญ
ไม่ใช่ว่ายาดีแล้วกินเข้าไปเยอะๆ อะไรที่มันเกินประมาณนี้มันเกิดโทษทั้งนั้น แม้แต่อาหารที่เรากิน มีโปรตีน มีไขมัน มีน้ำตาล มีแคลอรี่ คอเลสเตอรอล พวกนี้ก็ดีทั้งนั้นแหละ แต่พอกินเยอะไม่รู้จักประมาณ กินตามใจปาก เอาความเอร็ดอร่อย ปรากฏว่าเกิดปัญหา โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไตวายสารพัด นี่ขนาดอาหารที่มันมีประโยชน์ ยังไม่ได้พูดถึงว่ายาที่มันมีพิษอยู่ในตัว
อย่างเช่นพารา แม้ว่ามันจะเหมือนกับยาสามัญประจำบ้าน ปวดหัว ตัวร้อน ปวดแข้ง ปวดขา กินแล้วดีขึ้น หายปวดหรือบรรเทาลง แต่ถ้าหากว่ากินทุกวันทุกวันนี้ ก็แย่ บางทีทำให้อาการหนักถึงตายได้ ตายเพราะพาราก็ไม่น้อย เพราะหมอเมื่อเจอคนไข้หนักๆ แล้วไม่รู้ว่าเป็นเพราะคนไข้กินพารา เข้าใจว่าคนไข้ป่วยเพราะโรคอื่น รักษาผิด ก็เลยทำให้คนไข้มีอาการทรุดลงไปเรื่อยๆ จนตายก็มี
ฉะนั้น เวลาเราใช้ยาต้องรู้จักประมาณ และข้อสำคัญก็คือว่ารู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบ้าง ปวดหัว หรือว่าปวดขา เป็นไข้ อาจเป็นเพราะพฤติกรรมของเรา เครียดมากไป หรือว่าทำงานหนักไป ก็เพียงแต่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้มันพอดีพอดี หรือถ้าเกิดปวดหัวมากก็ลองใช้สมาธิภาวนาช่วย
บางคนปวดหัวกินพาราหายก็จริง แต่ว่ามันเกิดโทษสะสม พอใช้ยาประเภทว่าลดความดันนี้หายปวดได้เหมือนกันนะโดยที่ไม่ได้กินพารา แต่ว่าแน่นอนกินยาลดความดันมากๆ มันก็เกิดโทษ ก็ต้องดูว่าความดันเกิดจากอะไร ความเจ็บปวดปวดเมื่อยเกิดจากอะไร แล้วไปแก้ที่ตรงนั้น เรียกว่าปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งก็ต้องอาศัยการมีสติด้วย
เพราะถ้าไม่มีสติ มันก็จะทำตามความเคยชินเดิมๆ นั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ บางทีก็นั่งอยู่ในท่าเดิมเพราะเล่นเกมออนไลน์ เล่นโซเชียลมีเดียนานๆ อันนี้ก็ขาดสติ พอเล่นไปนานๆ ก็ปวดหัว เมื่อย ทำยังไง กินยาเข้าไปจะได้หายปวดหัวหายเมื่อย ชอบใช้ทางลัดแต่ไม่รู้ว่าทางลัดนี้มันเต็มไปด้วยโทษ
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแม้จะใช้เวลา แต่ว่ามันช่วยทำให้แก้ปัญหาต่างๆ ไปได้อีกเยอะ เพราะมันแก้ปัญหาที่ต้นตอ
แต่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้มันก็ต้องเปลี่ยนนิสัย จะเปลี่ยนนิสัยได้ก็ต้องมีสติคอยกำกับ ไม่เช่นนั้นมันก็หลงไปใช้ปฏิบัติตามความเคยชินเดิมๆ แล้วก็เกิดความปวด ความเมื่อย เกิดปวดหัว หรือว่าปวดสารพัด แล้วก็กินยา พอกินยาเยอะๆ ก็เกิดโรคใหม่ตามมา
นี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ อย่าไปคิดอย่าไปเชื่อเรื่องการแก้ปัญหาด้วยวิธีทางลัด เพราะว่าไม่มีอะไรที่มันแก้ได้ชะงัด ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ เพราะบางอย่างของหลายอย่างนี้ประโยชน์ก็มี แต่โทษก็มหันต์ โดยเฉพาะทางลัดอันนี้มันเต็มไปด้วยโทษ.