พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมก่อนฉันเช้าวันที่ 1 มีนาคม 2568
ที่ประเทศอินเดียมีคุณแม่ยังสาวคนหนึ่ง อุ้มลูกด้วยมือขวา มือซ้ายก็โทรศัพท์ไปด้วย คุยไปก็เดินไป ไปที่ตู้เย็นซึ่งเป็นตู้เย็นใบใหญ่ เปิดตู้เย็นทีแรกนึกว่าจะเอาอะไรไปเก็บในตู้เย็น
ปรากฏว่าพอตู้เย็นเปิด แกก็เอาลูกชายซึ่งอายุประมาณ 1 ขวบใส่เข้าไปในตู้เย็น แล้วก็ปิดตู้เย็น โทรศัพท์ต่อ โทรติดพัน จากเดิมที่ยืนคุยก็มานั่งโทรคุยต่อ คุยอยู่พักใหญ่ปรากฏว่าสามีกลับมาที่บ้าน ถามภรรยาว่าลูก อยู่ไหน
ภรรยาก็ตอบว่าอยู่ในบ้าน แล้วคุยโทรศัพท์ต่อ พ่อก็ออกไปตามหาลูก หาทั่วบ้านก็ไม่เจอ ก็มาถามภรรยาว่าอยู่ไหนอ่ะลูก ภรรยากำลังคุยโทรศัพท์อยู่รู้สึกรำคาญก็ชี้โบ๊ชี้เบ๊ไปว่าลูกอยู่ตรงนั้นแหละ สามีก็ไปตามหา แต่ก็ไม่เจอ
ก็เลยบอกกับภรรยาว่าลูกหาย คราวนี้ภรรยาตกใจ เลิกโทรศัพท์ แล้วก็ตามหาลูก ทั้งสองคนตามหาลูกจ้าละหวั่น ตกใจหาลูกไม่เจอ ภรรยาก็ประหลาดใจเพิ่งอุ้มลูกอยู่ดีๆ ทำไมหายไปแล้ว ลูกจะเปิดประตูบ้านหนีออกไปก็ไม่ได้เพราะว่าลูกยังเด็กเล็กอยู่ แค่เอื้อมไปเปิดลูกบิดก็เอื้อมมือไม่ถึงลูกบิดประตูแล้ว จะเปิดประตูหนีออกไปได้ยังไง
สักพักพ่อก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง ก็เลยรู้ว่าลูกอยู่ในบ้านนี่แหละ แต่หายังไงก็หาไม่เจอ หาตามมุมตามซอกก็ไม่เจอ ใต้โซฟาก็ไม่มี สุดท้ายก็พบว่าลูกอยู่ในตู้เย็น แม่ก็ยังสงสัย ลูกไปอยู่ในตู้เย็นได้อย่างไร แต่ว่ากล้องวงจรปิดมันฟ้อง ฟ้องว่าแม่เอาลูกใส่เข้าไปในตู้เย็น ถามว่าใส่ตู้เย็นเพื่อต้องการลงโทษลูกหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ แต่ว่าใส่ด้วยความลืมตัวเพราะตอนนั้นกำลังโทรศัพท์อยู่
เปิดตู้เย็นก็คงจะตั้งใจเอาอะไรไปเก็บ ก่อนหน้านั้นเธอกำลังหั่นผักอยู่แล้วก็กำลังจะเอาผักไปเก็บ แต่เนื่องจากคุยโทรศัพท์อยู่ เปิดตู้เย็นแล้วแทนที่จะเอาผักไปเก็บ ก็เอาลูกไปใส่แทน นี่ยังดีที่ช่วยลูกได้ทัน ถ้าเกิดว่าช่วยไม่ทัน สมมุติว่าแม่คุยโทรศัพท์เสร็จก็ไปทำธุระที่โน่นที่นี่ ลืมลูกไปเลย ลูกก็คงแย่แน่ๆ แบบนี้มีบ่อย ประเภทว่าคุยโทรศัพท์มือถือแล้วลืมลูก
ที่เวียดนาม คุณแม่ยังสาวเหมือนกัน นั่งคุยโทรศัพท์ มือขวาถือโทรศัพท์ไว้ แต่ว่าไม่อยู่เปล่าๆ ขาข้างขวาก็ไปเหยียบตรงรถเข็นเด็ก เพื่อให้รถเข็นเด็กเขยื้อนขยับ เพราะปกติใส่ลูกไว้ที่รถเข็นเด็ก แล้วก็ขยับให้มันเคลื่อนไปเคลื่อนมาให้เด็กหลับ
แม่คงคิดว่าคุยโทรศัพท์แล้วแทนที่จะอยู่เปล่าๆ ก็เอาขาเขยื้อนขยับรถเข็นเด็กไปด้วย คุยโทรศัพท์เสร็จ ก็ดูที่รถเข็นเด็ก ไม่เจอลูก ลูกหายไปไหน ปกติก็วางลูกไว้ในรถเข็นเด็กเป็นประจำ
เธอลุกขึ้นมาจากที่นั่ง เดินตามหาลูกทุกซอกทุกมุมไม่เจอตกใจ ใจเสียแต่สักพักก็รู้สึกว่ามีอะไรหนักๆอยู่ที่เอว ปรากฏว่าลูกอยู่ที่เอวข้างซ้าย มือข้างซ้ายอุ้มลูกเอาไว้กระเตงๆแต่ไม่รู้ตัวว่าอุ้มลูก ตามหาลูกก็ไม่เจอ ปรากฏว่าลูกอยู่ที่สีข้าง นี่ยังดีระหว่างที่เดินตามหาลูกไม่ได้ปล่อยมือข้างซ้าย ถ้าเกิดปล่อยมือเด็กก็จะตกลงมาบาดเจ็บ
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าเวลาอุ้มลูก อย่าคุยโทรศัพท์ไปด้วย อุ้มลูกไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วยจะเป็นอันตราย เพราะคุยไปคุยมาจะลืมลูกได้ แล้วทำอะไรกับลูกก็ไม่รู้ เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าเวลาทำอะไรอย่าทำหลายอย่างพร้อมกัน
ทั้ง 2 กรณีนี้ ทำหลายอย่างพร้อมกัน อุ้มลูกไปด้วย คุยโทรศัพท์ไปด้วย เปิดตู้เย็นไปด้วย เสร็จแล้วก็สับสนเอาลูกใส่เข้าไปในตู้เย็น หรืออย่างคุณแม่ชาวเวียดนามอุ้มลูกไปด้วยคุยโทรศัพท์ไปด้วย ทำ 2 อย่างไม่พอ ทำ 3 อย่าง ขาก็เขยื้อนขยับรถเข็นเด็ก
ทำหลายอย่างพร้อมกันบางครั้งก็อันตรายโดยเฉพาะถ้าไปเกี่ยวข้องกับเด็ก หลายคนคิดว่าทำหลายอย่างพร้อมกันเป็นเรื่องดีโดยเฉพาะเวลาเลี้ยงลูกอาจจะรู้สึกเบื่อ เลี้ยงลูกทั้งวันเบื่อ หาอะไรทำระหว่างที่อุ้มลูกดีกว่า คุยโทรศัพท์ไปด้วยหรือดูเฟซไถโทรศัพท์ไปด้วย มือข้างซ้ายอุ้มลูก มือข้างขวาไถโทรศัพท์ ยังจะไม่พอ ขาก็ไม่ว่าง เขยื้อนขยับรถเข็นเด็ก หรือว่าเปิดตู้เย็น
ทำหลายอย่างพร้อมกันอย่าคิดว่าดี เพราะอาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้เพราะความลืมตัว โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์ด้วย มีโอกาสง่ายมากที่จะลืม ลืมลูก ลืมตัว เสร็จแล้วก็เดือดร้อน
เพราะฉะนั้นเวลาคุยโทรศัพท์ อย่างน้อยก็อย่าไปอุ้มลูก ถ้าจะอุ้มลูกก็เลิกใช้โทรศัพท์มือถือก่อน เพราะเจอมาหลายรายแล้ว บางทีเข็นลูกไปบนถนนด้วยรถเข็น แม่คุยโทรศัพท์ไปด้วย
ปรากฏว่าถนนไม่ราบเรียบ แม่ก็ไม่รู้เพราะกำลังเพลินกับการคุยโทรศัพท์ เข็นรถไปตรงจุดนั้น รถเกิดพลิกขึ้น ลูกก็กระเด็นลงจากรถ แทนที่จะโทษตัวเองว่าไม่ใส่ใจ กลับไปโทษเทศบาลว่าทำถนนไม่ราบเรียบ ฟ้องเทศบาล แบบนี้ก็มี อย่างนี้เรียกว่าเป็นคนที่ไม่รับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ
ซึ่งสาเหตุสำคัญก็เพราะว่า เพลินกับโทรศัพท์มือถือ เพราะฉะนั้นเวลาอยู่กับลูกก็ต้องอยู่กับเขาจริงๆ แม้จะน่าเบื่ออย่างไรก็ตาม เพราะต้องอยู่กับเขาเป็นชั่วโมงๆ ขืนหยิบโทรศัพท์มาคุยเมื่อไหร่ ก็จะลืมลูกทันที แล้วอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่รู้ ถ้าไม่เกิดขึ้นก็แล้วไปแต่ถ้าเกิดขึ้นก็อาจจะเสียหายร้ายแรงจนกระทั่งต้องเสียใจในภายหลัง.