พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมก่อนฉันเช้า วันที่ 2 มีนาคม 2568
มีผู้หญิงคนหนึ่งอายุ 61 ปี คนแถวบ้านเรียกแกว่าป้ากุ้ง แกเล่าว่าเมื่อตุลาคมที่ผ่านมา ก็ประมาณ 4-5 เดือนที่แล้วมีผู้ชายคนหนึ่งมาทักเธอทาง Facebook เขาบอกว่าชื่อ มาร์ค เป็นชาวฟิลิปปินส์อายุ 58 ปี ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
เธอก็ได้มีการพูดคุยติดต่อกันกับเขาทาง Facebook ปรากฏว่าถูกคอกัน ตอนหลังคบกันจนสนิทจนกลายเป็นแฟนกัน ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน แค่ 1 เดือนเท่านั้นหลังจากที่รู้จักคบกันจนเป็นแฟน มาร์คก็บอกว่าเขาจะส่งของมีค่ามาให้
มีเครื่องประดับ แหวน สร้อยคอทั้งทองทั้งเพชร นาฬิกาด้วย จะส่งมาทางพัสดุไปรษณีย์ แล้วก็บอกว่ามีเงินอยู่อีก 25,000 ดอลล่าร์แต่ว่าเอาไว้ให้ทีหลัง ตอนนี้ส่งของมีค่ามาก่อนเพราะเป็นแฟนกันแล้ว
หลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีคนที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์มาบอกว่า ต้องเก็บค่าพัสดุไปรษณีย์ 3,000 บาท เธอก็จ่ายไป 3,000 ไม่นานก็บอกว่าต้องจ่ายเพิ่มอีก 7,000 เธอก็ยอมจ่าย ถือว่าคุ้มเพราะของที่ส่งมาเป็นของมีค่าทั้งนั้น แถมเป็นของที่มาจากคนรักด้วย
จ่ายเสร็จก็ยังไม่ได้พัสดุหรือของที่ว่า ไม่กี่วันต่อมาเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็โทรศัพท์มาแจ้งว่าต้องเสียภาษี ของมีค่านี้ต้องเสียภาษี เธอจ่ายไปเป็นหมื่น ปรากฏว่ายังไม่พอต้องจ่ายอีก เขาเรียกเก็บมาอีก ค่าภาษี เพราะมันมีเพชรมีทอง สุดท้ายจ่ายไปเกือบ 200,000 ก็ยังถือว่าคุ้มนะ เพชร ทอง
แต่ก็บอกว่ายังไม่ได้ของนะ เพราะมีปัญหาเรื่องการเซ็นเอกสาร ของมีค่าแบบนี้ต้องให้เจ้าตัวมายืนยัน ไม่นานมาร์คก็บอกว่าเขาจะเดินทางมาเมืองไทยเพื่อจัดการเกี่ยวกับเอกสารของมีค่าเหล่านี้ที่กรมศุลกากร ป้ากุ้งก็ดีใจจะได้เจอมาร์คแฟนหนุ่ม
หลังจากนั้น 2-3 วัน มาร์คก็ส่งข่าวมาว่าตอนนี้ถูกตำรวจจับอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แถมยังบอกว่าตำรวจเรียกค่าไถ่ให้จ่ายวันละ 2,000 ไม่ได้จ่ายวันเดียวจ่ายหลายวัน จ่ายแล้วจ่ายอีกจนรวมแล้วโอนเงินไปถึง 400,000 บาท แกไม่มีเงินก็เลยไปกู้หนี้ยืมสินใครต่อใครมาเพื่อมาจ่าย
วันไหนไม่มีเงินจ่ายมาร์คก็บอกว่าถูกตำรวจซ้อม ถูกตำรวจลงโทษ บางทีก็ส่งภาพตัวเองกำลังถูกไฟฟ้าช็อต ตำรวจไทยช็อตด้วยไฟฟ้า มีเสียงร้องด้วย ส่งเป็นคลิปมา ส่งเสียงร้องเจ็บปวดทรมานมาก ป้ากุ้งทนไม่ได้ ไม่มีเงินก็ไปหาทางกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อที่จะมาจ่ายค่าไถ่ให้ตำรวจไทย แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้ผล ทำยังไงดีหมดเงินไปหลายแสนแล้ว ไม่ใช่เงินของตัวเองอย่างเดียวเงินที่ไปกู้มาด้วย
ที่จริงลูกๆก็เตือนแล้วว่าสงสัยแม่ถูกหลอก หลานก็เตือนว่าป้าถูกหลอก แกก็ไม่เชื่อ ไม่เชื่อว่าถูกหลอก เชื่อว่าคนรักถูกตำรวจจับและถูกรังแกจริงๆ นอนไม่หลับคิดว่าจะทำยังไงดี เงินก็ไม่เหลือแล้ว สุดท้ายก็ไปหาสายไหมต้องรอด สายไหมต้องรอดเป็นองค์กรที่ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยากแบบจิตอาสา
แกเล่าเรื่องให้สายไหมต้องรอดฟัง เพื่อขอให้ช่วยมาร์คให้เป็นอิสระ สายไหมต้องรอดบอกว่าป้าถูกหลอกแล้วล่ะ พวกนี้เป็นพวกหลอกให้หลงรักจะได้หลอกล่อเอาเงิน ป้าบอกว่าตอนนี้เหลือเงินแค่ 3 บาทเองแล้วก็ควักเงิน 3 บาทออกมาให้ดู ก็เป็นอันว่าหมดไปหลายแสน รวมแล้วไม่น้อยกว่า 600,000 บาท
แถมไม่ใช่เสียเงินอย่างเดียว เสียผู้เสียคน เสียเครดิตด้วย เพราะว่าใครๆก็ไม่เชื่อคำพูดของแกแล้ว เพราะแกไปขอยืมเงินใครต่อใครมาอ้างเหตุอ้างผลแล้วก็ไม่มีเงินจ่าย ใครๆก็ไม่อยากเจอหน้า หนี เพราะไปกู้หนี้ยืมเงินเขาบางทีเขาไม่ให้ก็โกรธ นอกจากเสียเงินแล้วก็ยังเสียผู้เสียคน เสียเครดิตด้วย
เรื่องนี้เป็นข้อเตือนใจ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลสายไหมต้องรอดบอกว่ามีคนสูงวัย คนแก่ที่โดนหลอกแบบนี้เยอะมาก อ้างว่ามีคนรักแล้วถูกคนรักหลอก คนมาติดต่อขอความช่วยเหลือเยอะเลย ก็เลยเสนอให้แจ้งความตำรวจ ก็ไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์แค่ไหนเพราะว่าเงินที่สูญไปคงจะไม่ได้คืนแล้ว
เรื่องแบบนี้ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนหลงเชื่อได้ ตอนที่บอกว่าส่งของมาทางพัสดุแล้วเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์เรียกเก็บเงินเพิ่มก็ยังพอน่าเชื่อ หรือเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรมาหลอกเอาเงินซึ่งจริงๆก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่หรอกแต่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากรมาหลอกเอาเงินภาษี ค่าเครื่องประดับก็ยังพอน่าเชื่อถือ
แต่ที่มาหลอกว่าถูกตำรวจเรียกค่าไถ่วันละ 2,000 มันดูเหลือเชื่อ ตำรวจยอมให้มาร์คนี่ติดต่อคนอื่นหรือโลกภายนอกได้อย่างไร ถ้าจับใครเพื่อมาเรียกค่าไถ่ก็คงจะไม่ปล่อยให้ไปสื่อสารกับโลกภายนอกได้ง่ายๆหรอก แล้วค่าไถ่วันละ 2,000 นี่มันจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน แต่ป้ากุ้งแกก็เชื่อ
ที่จริงถ้าหากว่าแกได้ฟังเรื่องราวทำนองนี้จากคนอื่น แกก็คงไม่เชื่อว่าเรื่องที่คนอื่นเล่าเป็นความจริง แกคงจะบอกว่าเธอถูกหลอกแล้ว ถ้าป้ากุ้งได้ยินเรื่องนี้จากปากคนอื่นแกก็จะบอกว่าเธอถูกหลอกแล้ว แต่พอตัวเองเจอเข้าจริงๆก็ต้องเรียกว่า ยอมให้หลอก
มีคนเตือนก็ไม่เชื่อ ทำไมถึงไม่เชื่อทั้งที่เรื่องราวก็ดูพิกลมาก นี่เป็นเพราะ ลึกๆแล้วแกกลัวว่าจะสูญเสียคนรัก ยอมรับไม่ได้ว่านายมาร์คเป็นมิจฉาชีพ เพราะถ้าเกิดยอมรับความจริงก็แปลว่าฝันสลาย คนรักไม่มีจริง มีแต่คนที่มาหลอกลวง แกยอมรับไม่ได้ จึงยอมที่จะหลอกตัวเองว่ามาร์คเป็นคนที่รักฉันจริงๆ เขาไม่ใช่มิจฉาชีพหรอก
จริงๆถ้าแกไม่หลอกตัวเองแกก็ยอมรับได้ง่ายว่าถูกหลอกแล้ว แต่เนื่องจากกลัว ไม่อยากสูญเสียคนรักเนื่องจากโหยหาคนรักมาก อายุ 60 กว่าแล้วเหงามั้ง คงต้องการคนรัก แล้วก็พยายามหลอกตัวเองว่ามาร์คนี่เขารักฉันจริง
เพราะฉะนั้นใครมาบอกว่ามาร์คเป็นมิจฉาชีพแกก็ไม่ยอมไม่ฟัง จริงๆแล้วมาร์คหลอกตัวป้ากุ้งก็ยังไม่ร้ายเท่ากับตัวป้ากุ้งหลอกตัวเอง ที่จริงมิจฉาชีพนั้นมันไม่สามารถจะหลอกใครได้ถ้าเหยื่อไม่หลอกตัวเอง หรือไม่หลงเชื่อความคิดตัวเอง
เรื่องนี้ก็เป็นข้อเตือนใจ เพราะคนเราพอมีจุดอ่อนแล้วมิจฉาชีพมันก็รู้จักใช้จุดอ่อนนั้นเพื่อมาหลอกลวง แถมคนที่ตกเป็นเหยื่อก็ยังปกป้องมิจฉาชีพเพราะมีฉันทาคติ มองว่าเขาดีเขาไม่มีทางที่จะมาหลอกฉันได้หรอก แต่สุดท้ายที่พลาดท่าเสียทีก็เพราะหลอกตัวเอง ยอมรับความจริงไม่ได้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ภาษาชาวบ้านเรียกว่า แหกตา หรือคดโกง
เพราะถ้ามันเป็นเรื่องของการแหกตา ก็แสดงว่าคนรักที่ตัวเองเคยคิดว่ามี มันก็เป็นเพียงมายาภาพ เป็นภาพลวง ยอมรับไม่ได้ ตรงนี้แหละ ก็เลยยอมเชื่อและยอมถูกหลอกไปเรื่อยๆ
เรื่องนี้ก็เป็นข้อเตือนใจนะว่า ใครหลอกเราก็ไม่ร้ายเท่าเราหลอกตัวเอง.