พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมก่อนฉันเช้าวันที่ 3 มีนาคม 2568
คนเราพอแก่ตัวลง อะไร ๆมันก็เสื่อมถอย หูเริ่มตึง ตาก็ฝ้าฟาง กำลังวังชาก็ลดน้อยถอยลง และที่สำคัญก็คือว่าสมองนี้เริ่มเสื่อม ความจำเลอะเลือน แม้กระทั่งการใช้เหตุผลในการตัดสิน พิจารณาอะไรต่างๆ ก็เริ่มแย่
อันนี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้คนจำนวนมากในเวลานี้ เพราะเดี๋ยวนี้มีอายุยืนมากขึ้น พออายุยืนสมปรารถนาแต่ว่าก็ตามมาด้วยความเสื่อมถอยของร่างกาย และบางทีก็ส่งผลต่อจิตใจ อารมณ์ก็เริ่มห่อเหี่ยว ไม่ค่อยกระชุ่มกระชวยเหมือนเมื่อก่อน แถมบางทีก็เหงาด้วย และเหล่านี้บางทึก็ส่งผลให้สมองแย่ลง
เมื่อเร็วๆ นี้เขาพบว่า มันมีวิธีหนึ่งที่จะช่วยชะลอความเสื่อมถอยของสมองได้ ไม่ใช่ด้วยการกินอาหารที่มีวิตามิน มีแร่ธาตุต่างๆ นาๆ อันนั้นก็มีส่วน และก็ไม่ใช่แค่การออกกำลังกายเท่านั้นซึ่งก็สำคัญ
แต่ที่สำคัญไม่น้อยกว่ากันก็คือ การมีกิจกรรมทางสังคมเมื่อเข้าสู่วัยชรา กิจกรรมทางสังคมนี้ก็หมายถึงการพบปะพูดคุย กับเพื่อนฝูง ลูกหลาน กับคนในครอบครัวสม่ำเสมอ หรือการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับผู้คน เช่น ไปเที่ยวด้วยกัน ไปทำบุญด้วยกันที่วัด หรือไปเป็นจิตอาสา เป็นต้น
หรือแม้แต่ไปเรียนวิชาต่างๆ เพื่อไม่ใช่แค่ประเทืองปัญญา แต่เพื่อจะได้พบปะผู้คนด้วย ก็พบว่ากิจกรรมทางสังคมเหล่านี้ถ้าทำสม่ำเสมอ มันช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมไปได้ 5 ปี ฝรั่งเขาชอบคิดเป็นตัวเลขซึ่งชี้ว่ามันจะช่วยได้เท่าไร ก็จะคิดเป็นตัวเลขออกมาก็ได้ 5 ปี
เขาสรุปอย่างนี้ได้อย่างไร เขาสรุปจากการเปรียบเทียบระหว่างคนแก่ที่ไม่มีกิจกรรมทางสังคม อยู่คนเดียวที่บ้าน ไม่พบปะพูดคุยกับใคร เมื่อเทียบกับกลุ่มคนแก่อีกกลุ่มหนึ่งที่เขามีกิจกรรมทางสังคมอย่างสม่ำเสมอก็พบว่า กลุ่มแรกซึ่งไม่ค่อยเข้าสังคมกับใครนี้ เป็นโรคสมองเสื่อมเร็วกว่ากลุ่มที่สอง 5 ปี
เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าจะให้สภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นช้าลง การทำกิจกรรมทางสังคมมันช่วยได้ แม้แต่การพบปะพูดคุยกับผู้คน เช่น เพื่อนฝูง มิตรสหาย ลูกหลาน
เดี๋ยวนี้การพูดคุยกับลูกหลานนี้เป็นเรื่องยากเสียแล้ว หาได้ยากเพราะ หนึ่ง ไม่มีหลาน หรือสอง ลูกมีก็แยกบ้านไปอยู่ที่อื่น หรืออยู่บ้านเดียวกันแต่ว่าก็ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน ไปทำงานแต่เช้า กลับบ้านก็ดึก เสาร์-อาทิตย์ลูกก็บอกว่าไม่มีเวลา แต่ว่ามีเวลาไถมือถือเป็นชั่วโมงๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนแก่จำนวนมากไม่เฉพาะในเมือง เดี๋ยวนี้ในชนบทก็เริ่มเป็นแบบนี้มากขึ้น
เพราะฉะนั้น จู่ๆ จะคิดทำกิจกรรมทางสังคมขึ้นมาตอนที่แก่แล้วนี้ มันก็ดีหรอก แต่ว่าอาจจะไม่ทันการณ์ หรือว่าไม่มีคนมาร่วมพบปะพูดคุยกับเรา เพราะว่าไม่ได้สร้างมิตรเอาไว้ก่อนเลย
ตอนที่ทำมาหากิน ตอนที่มีเงินมีทอง ตอนที่เป็นใหญ่เป็นโต ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ ก็ไม่คิดจะคบค้าสมาคมกับใคร พอถึงเวลาแก่นี้จะหาคนมาพูดคุย จะมีเพื่อนฝูงมิตรสหายมาสนทนาด้วยนี้ มันก็ยาก
ผู้ใหญ่หลายคนตอนที่ยังไม่เกษียณนี้ มีคนมาห้อมล้อมเยอะเลย แต่พอเกษียณไปแล้วไม่มีคนมาหาเลย ไม่ใช่เขาไม่เห็นบางทีเจอกันที่สนามบิน แต่เขาไม่เข้าไปหา ไม่เข้าไปทักเพราะว่าไม่ประทับใจ ตอนที่มีอำนาจก็ใช้อำนาจ ตอนที่เป็นตอนที่เป็น ผอ. ตอนที่เป็นปลัดกระทรวง อธิบดีก็ใช้อำนาจกับลูกน้อง ไม่คบค้าสมาคมกับใคร พอหมดอำนาจแล้ว คนก็ไม่ค่อยอยากจะมาพูดคุยด้วย
เพราะฉะนั้นการที่คนเราจะมีกิจกรรมทางสังคมในวัยชราได้นี้ มันก็ต้องเรียกว่าสะสมทุน หรือว่าสร้างเสบียงบุญเอาไว้ก่อน หมายความว่า เป็นคนที่มีหน้าอกน้ำใจ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ยกตนข่มท่าน รู้จักยับยั้งช่างชั่งใจ ไม่เอาความคิดหรืออารมณ์ของตัวเองเป็นใหญ่
แม้จะมีอำนาจเป็นผู้บังคับบัญชาก็ไม่ใช้อำนาจกับลูกน้อง หรือผู้ใต้บังคับบัญชาพร่ำเพรื่อ หรือแม้ว่าจะร่ำรวย แต่ว่าก็คบค้ากับมิตรสหายโดยที่ไม่ต้องเลือกว่ารวยหรือจน ถ้าหากว่ามีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความมีน้ำอกน้ำใจ รวมทั้งมีปิยวาจา พูดจาไม่ต้องถึงกับไพเราะ แต่ว่าไม่ต้องถึงกับดุด่า ใช้อารมณ์กราดเกรี้ยว พอถึงวัยชรานี้มันก็จะมีเพื่อน มีเพื่อน มีคนที่อยากคบหา มีคนที่อยากจะเข้าไปพูดคุยด้วย
และยิ่งถ้าหากว่ามีกิจกรรมทางสังคมร่วมกับคนอื่นๆ ด้วย โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องการทำความดี พากันไปเข้าวัดทำบุญ หรือว่าไปเป็นจิตอาสา มันก็ช่วยทำให้จิตจิตใจแช่มชื่นเบิกบาน และไม่รู้จักความเหงา และก็ช่วยต่ออายุด้วย
จริงๆ แล้วมันไม่ได้ช่วยแค่ชะลอภาวะสมองเสื่อม โรคหลายอย่างก็อาจจะเกิดขึ้นช้าลง หรือว่า ไม่เกิดขึ้นเลย หรือที่เคยเป็นโรคอยู่แล้ว ก็สามารถจะเยียวยาได้ อย่างมีบางคนนี้เป็นผู้จัดการธนาคาร เกษียณแล้วก็อยู่บ้านคนเดียว มีเมีย เมียก็หย่า อยู่บ้านคนเดียวก็หงอย ดูโทรทัศน์ เล่นมือถือทั้งวันก็ไม่ได้ช่วยทำให้จิตใจมีความสุขเลย ตอนหลังเป็นโรคหัวใจ เป็นโรคหัวใจก็ไปผ่าตัดแล้ว คุมอาหารก็คุม ออกกำลังกายก็ทำ แต่ว่าอาการก็ไม่ได้ดีขึ้น
ตอนหลังพบว่ามีการวิจัยระบุว่า ความเหงานี้ก็มีส่วนทำให้โรคหัวใจ ถ้าอยากจะให้โรคหัวใจมันบรรเทา มันต้องไปเข้าสังคม ไปทำกิจกรรมร่วมกับผู้คน ด้วยความกลัวตายก็เลยทำตามที่เขาแนะนำไปเข้าสังคม ไปทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ปรากฏว่าสุขภาพดีขึ้น และโรคหัวใจก็บรรเทาเบาบางลง กลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เป็นปกติสุขได้
เพราะฉะนั้น การทางทำกิจกรรมทางสังคม การเข้าสังคมนี้มันเป็นโอสถอย่างหนึ่ง แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะมารอทำเอาตอนแก่ มันต้องสร้าง สร้างเหตุสร้างปัจจัยสะสมทุนตั้งแต่ตอนนี้ และจะว่าไปแล้วนี้เงินก็ดี อำนาจก็ดี ชื่อเสียงก็ดี มันก็ไม่ทำให้คนเรามีความสุข และมีสุขภาพดีเท่ากับการที่มีความสัมพันธ์ราบรื่นกับผู้คน
อันนี้ก็เป็นผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เขาทำมา 80 ปี ก็พบว่าตัวช่วยที่สำคัญก็คือความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน ไม่ใช่ปริมาณน้ำตาลหรือไขมันในเลือด อันนั้นก็สำคัญแต่เป็นรอง
เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าอยากจะมีอายุยืน อยากจะมีสุขภาพดี ต้องรู้จักมีมิตร โดยเฉพาะกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทำให้อายุยืน อายุวัฒนธรรมมี 5 ประการ 1ใน 5 คือ การมีกัลยาณมิตร อันนี้มันช่วยได้ แต่จะมีมิตรได้เราต้องเป็นมิตรกับคนอื่นก่อน จะรอให้ใครมาเป็นมิตรกับเราแต่เราไม่มีน้ำใจกับคนอื่น ก็เป็นเรื่องที่ยากมาก