พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมก่อนฉันเช้าวันที่ 4 มีนาคม 2568
เมื่อ 2 วันก่อน มีข่าวอยู่ข่าวหนึ่ง เป็นข่าวเล็ก ๆ ในสื่อต่างประเทศ เป็นข่าวเกี่ยวกับชาวออสเตรเลียคนหนึ่ง ชื่อ เจมส์ แฮร์ริสัน (James Harrison) คงไม่มีใครรู้จักหรอก เขาไม่ได้เป็นดารา ไม่ใช่เป็นนักกีฬา ไม่ใช่นักการเมือง
เขาเพิ่งเสียชีวิตเมื่ออายุ 88 ปี ที่เป็นข่าวเพราะว่าตอนที่คุณปู่คนนี้เขายังมีชีวิตอยู่ เขาได้ทำสิ่งที่มีคุณค่าต่อเพื่อนมนุษย์มาก และทำมาต่อเนื่องเป็นเวลา 60 กว่าปี นั่นคือการให้เลือด
ตั้งแต่อายุ 18 ปี จนถึงอายุ 81 ปี รวม 60 กว่าปีให้เลือดมาแล้วเกือบ 1,200 ครั้ง อันที่จริงให้เลือดแล้วก็ให้พลาสมา (Plasma) ด้วย แต่ตอนหลังให้พลาสมาเป็นหลัก
และการให้เลือดและให้พลาสมาของคุณปู่สามารถช่วยชีวิตเด็กได้ถึง 2 ล้านกว่าคนในออสเตรเลีย ตัวเลขจริง ๆ คือ 2,400,000 คน
เลือดของปู่สำคัญมาก เพราะว่ามีภูมิคุ้มกันบางอย่างที่จะช่วยป้องกันและรักษาโรคที่เกิดกับเด็กทารกในครรภ์ได้ สารที่ว่านี้เป็นแอนติบอดี (Antibody) ชื่อว่า Anti-D ในวงการแพทย์รู้ดีว่ามันช่วยทำให้เด็กที่มีปัญหาเพราะถูกภูมิคุ้มกันของแม่เล่นงานสามารถจะรอดตายได้
เวลาผู้หญิงท้อง ถ้าเกิดว่าเลือดของแม่กับเลือดของลูกไม่ตรงกัน จะมีปัญหา เด็กในท้องจะเกิดโรคที่เรียกว่า Rhesus Disease หมายความว่าถูกภูมิคุ้มกันของแม่เล่นงาน ถึงตายได้
แต่ปรากฎว่าเขาพบว่ามีสารบางอย่างในเลือดของคนบางคนที่ช่วยป้องกันโรคแพ้ภูมิแม่ได้ สาร Anti-D นี่แหละดี และพบว่ามีอยู่ในเลือดของปู่เจมส์ แฮร์ริริสัน เขาเลยให้เลือดเป็นประจำ ตั้งแต่อายุ 20 กว่า ให้เลือดทุก 2 อาทิตย์ ต่อเนื่องกันมา 50 กว่าปี ทุก 2 อาทิตย์เลย และไม่เคยขาดแม้กระทั่งครั้งเดียว พอหมอนัด เขาก็มาตามนัดทุกครั้ง
ไม่ใช่ง่ายที่จะให้เลือดทุก 2 อาทิตย์ เพราะว่านอกจากยอมเสียเวลาแล้ว จะต้องยอมเสียอะไรอีกหลายอย่าง รวมทั้งยอมให้หมอทิ่มเข็มด้วย แต่เขาก็ยินดี ทำต่อเนื่องมา หาคนที่จะให้เลือด ให้พลาสมา 1,200 ครั้งในชั่วชีวิต หายากมาก แต่ว่าปู่แฮร์ริสันเขาก็ยินดี
จนกระทั่งอายุครบ 81 ตามกฎหมายของออสเตรเลียเขาไม่ให้คนที่อายุเกินกว่านั้นให้เลือดแล้ว เขาเลยต้องหยุด ไม่อย่างนั้นเขาจะให้ต่อ และเด็กในออสเตรเลีย 2 ล้านกว่าคนเป็นหนี้บุญคุณของปู่แฮร์ริสันมาก
มีคนบอกว่า ปู่เป็นฮีโร่ เป็นวีรบุรุษ โอ้โฮ ให้เลือดทุก 2 อาทิตย์ต่อเนื่องกันมา 60 กว่าปี เขาบอก “เปล่าเลย ผมไม่ได้ทำอะไรมาก แค่ไปนอนอยู่ในห้องที่สะดวกสบาย ปลอดภัย ระหว่างให้เลือดก็นอนอย่างเดียว ไม่ได้ลําบากอะไรเลย แถมก่อนให้เลือดก็ได้กาแฟกินด้วย สบาย ๆ ให้เลือดเสร็จผมก็กลับบ้าน ไม่เห็นลําบากอะไรเลย” เขายังถ่อมตัว
ที่เขาให้เลือดอย่างนี้น่าสนใจ เขาบอกว่าตอนอายุ 14 ปรากฏว่าเป็นโรคร้ายแรง เข้าโรงพยาบาล ต้องผ่าตัด เสียปอดไปข้างหนึ่ง โดนเย็บไปร้อยเข็ม และต้องรับเลือดเกือบ 2 แกลลอน เกือบ 9 ลิตร เขารอดตายมาได้ เขาก็สำนึกบุญคุณของคนที่ให้เลือดเขา และเขาตั้งใจว่าอยากจะให้เลือดตอบแทน
พออายุครบ 18 กฎหมายออสเตรเลียบอกว่าให้เลือดได้แล้ว เขาก็ตรงไปให้เลือดทันที และให้เลือดเป็นประจำ แต่อาจจะไม่ถึงกับทุก 2 อาทิตย์ จนกระทั่ง 10 ปีต่อมาเขาพบว่าเลือดของเขามีสารบางตัวที่มีคุณค่ามากในการช่วยรักษาโรคที่จะเกิดกับเด็กทารกในครรภ์ได้ โรคแพ้ภูมิแม่ หมอก็ขอเลือดเขา เขายินดีให้เลย ทุก 2 อาทิตย์ และไม่เคยขาด
เลือดของเขา รวมทั้งพลาสมาไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตคนทั่ว ๆ ไปเท่านั้น แต่ยังช่วยชีวิตเด็กด้วย รวมทั้งลูกเขาเองก็รอดตายเพราะพลาสมาจากเขา เพราะฉะนั้นลูกเขาเลยเป็นคนที่ชอบให้เลือดเหมือนกัน เป็นการตอบแทน ทั้งบ้านเลย ให้เลือด ให้พลาสมา
อันนี้เป็นเรื่องราวของคนที่น่าสนใจ คนที่อยากจะตอบแทนบุญคุณของผู้ที่ช่วยเหลือ และปรากฏว่าสิ่งที่ตัวเองมอบให้มีคุณค่า สามารถจะช่วยชีวิตของคนได้เป็นล้านเลย เรียกว่าอยู่เบื้องหลังการมีชีวิตของคนออสเตรเลียเป็นล้านคน เรียกว่าเป็นวีรบุรุษได้ แต่ว่าเขาถ่อมตัว เพราะเขาเห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาสาหัสอะไรเลย
คนเราแต่ละคนล้วนแต่มีดีคนละอย่าง และถ้าเรารู้ว่าเรามีดีอะไร โอกาสที่เราจะนําความดีหรือสิ่งดี ๆ ที่เรามีให้เป็นประโยชน์ เป็นคุณูปการต่อเพื่อมนุษย์ก็เป็นไปได้ อยู่ที่ว่าเราจะรู้ว่าเรามีดีแค่ไหน ทุกคนทั้งนั้น โดยเฉพาะบางช่วงบางโอกาส มีโอกาสที่เราจะได้เอาความดีของเรามาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ อาจจะไม่ถึงกับทำความดีทุก 2 อาทิตย์อย่างคุณปู่ แต่จะมีบางช่วงบางโอกาสที่เราสามารถจะทำความดีเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้
เมื่อสักอาทิตย์ที่แล้ว มีผู้ชายคนหนึ่งป่วยหนัก ต้องเข้าโรงพยาบาลทันที พอถึงโรงพยาบาล หมอบอกว่าเป็นโรคหัวใจล้มเหลว โรงพยาบาลไม่มีเครื่องมือพอที่จะรักษาได้ ต้องไปโรงพยาบาลที่ดีกว่านั้น โรงพยาบาลที่ว่านี้อยู่แถวรามอินทรา ถูกส่งต่อ ไปที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ อยู่แถวแจ้งวัฒนะ
ระหว่างที่นั่งรถ Ambulance (รถพยาบาล) ไป คนป่วยต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและเครื่องพยุงชีพทุกอย่าง แต่ต้องรีบไปโรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะให้ทันเวลา เพราะว่าเป็นกรณีฉุกเฉินมาก รามอินทรา กับ แจ้งวัฒนะ ไม่ไกล แต่ว่ารถติดมากเพราะเป็นช่วงเวลา 5 โมงเย็น ต้องแข่งกับเวลามาก ถ้าไปถึงช้าอาจจะตายได้
ปรากฏว่ามีมอเตอร์ไซค์ใจดีช่วยนํารถ Ambulance เคลียร์ทางให้ตลอด ตั้งแต่ หลักสี่ ไปจนถึง แจ้งวัฒนะ คนไข้ไปถึงโรงพยาบาลและได้รับการช่วยชีวิตทันเวลา
ลูกสาวของคนป่วยที่มากับรถพยาบาลเขาประทับใจมาก เพราะว่ามอเตอร์ไซค์คันนั้นเขาไม่รู้จัก และไม่ได้มีหน้าที่ด้วย แต่ว่าอุตส่าห์เบิกทางให้ เป็นภาพที่ประทับใจมาก และเธอบอกว่ามันให้บทเรียนกับเธออย่างยิ่งว่าคนเราควรมีน้ำใจต่อกัน
แม้จะไม่รู้จักกัน แต่เราสามารถจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ เชื่อว่าคงเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากทำความดีเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป และคนที่ได้อ่านเรื่องราวของเธอ ได้ฟังเรื่องของเธอก็เกิดความประทับใจเหมือนกันว่ามีคนดี ๆ แบบนี้ด้วย
ที่จริงมีอยู่ทั่วไป แต่ว่าเราอาจจะมองไม่เห็น เพราะว่าเราไปรับรู้ แต่ข่าวที่แย่ ๆ ซึ่งทำให้เราเสื่อมศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ แต่ที่จริงแล้วคนที่ดีมีน้ำใจยังมีอยู่เยอะ เพียงแต่อาจจะไม่มีโอกาสแสดงออก หรือแสดงออกแล้วแต่ไม่มีคนเห็น หรือว่ามีคนเล่าแต่ว่าไม่มีคนรับรู้ แต่ถ้าเกิดว่าเราเปิดใจรับรู้เรื่องแบบนี้ก็เป็นการเติมสุขให้ใจ และเป็นการเติมกําลังใจให้กับชีวิตด้วย
เดี๋ยวนี้คนเราห่อเหี่ยว ท้อแท้ เพราะเจอแต่เรื่องร้าย ๆ จนเกิดความเสื่อมศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ แต่ที่จริงแล้วมีคนดี ๆ อีกมากที่จะช่วยทำให้เรามีศรัทธาในความดีของมนุษย์ และไม่ได้มองคนในแง่ลบแง่ร้าย ซึ่งมีแต่จะเพิ่มทุกข์ให้กับตัวเอง
และพอเราเห็นความดีของใครแล้ว เราก็อยากจะทำดี มันปลูกเมตตากรุณาในใจเรา และพอเราได้ช่วยเหลือผู้อื่น เราก็พลอยมีความสุข
ผู้ให้ความสุขย่อมได้รับความสุข อันนี้เป็นพุทธภาษิตที่ยังมีความสำคัญแม้กระทั่งทุกวันนี้.