พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วัดป่าสุคะโต แสดงธรรมเย็นวันที่ 1 สิงหาคม 2567
อาจารย์ประสงค์ ปริปุณโณ ท่านเป็นพระที่สามารถนำธรรมะที่ยาก ๆ มาย่อยให้เข้าใจง่าย และบางทีท่านก็ไม่ได้แสดงธรรมอะไรมาก แต่ใช้วิธีที่จะทำให้คนเข้าใจได้ง่าย ๆ มีคราวหนึ่งท่านไปบรรยายธรรม และท่านก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า ทำอย่างไรจึงจะออกจากทุกข์ให้เร็วที่สุด
อันนี้ก็คงเป็นคำถามที่อยู่ในใจของหลายคน แต่แทนที่ท่านจะตอบด้วยการบรรยายธรรม ท่านใช้วิธีสาธิตด้วยการเรียกผู้ที่มาบรรยายธรรม 3 คน มายืนตรงหน้าห้องใกล้ ๆ กับท่าน มีคนหนึ่งชื่อสติกเกอร์ ท่านบอกว่า “สติกเกอร์ สมมุติให้เธอเป็นปัจจุบัน ทีนี้เธอก็มานั่งบนเก้าอี้ มีเก้าอี้ตัวหนึ่งวางอยู่ใกล้ ๆ นั่งแล้วเป็นไง สบายไหม” “สบายค่ะ” คราวนี้ก็ให้ลุกขึ้นมา แล้วก็เดินวนไปรอบ ๆ “สบายไหม”
สติกเกอร์ก็บอกว่า “สบายค่ะ” “อ้าว ทีนี้ก็นั่งลงบนเก้าอี้” แล้วท่านก็พูดต่อว่า “สติกเกอร์รู้สึกนี่ ว่าอยู่กับปัจจุบัน มันสบายมากไป งั้นก็ลองมานึกถึงอดีต" เอาอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ สมมุติว่าเป็นอดีต “อ้าว อดีตมา มานั่งบนตักสติกเกอร์” สติกเกอร์ผู้ซึ่งสวมบทบาทเป็นปัจจุบัน แล้วก็ถามสติกเกอร์ว่า “เป็นยังไง” สติกเกอร์ก็บอกว่า “โอย รู้สึกว่าจะไม่ค่อยสบายแล้วเพราะว่ามีอดีตมานั่งทับ ตัวใหญ่ด้วย” อดีตที่ว่าก็หมายถึงการคิดถึงคนที่เขาว่าเรา คนที่เขาด่าเรา คนที่เขาแกล้งเรา
แล้วอาจารย์ประสงค์ก็บอกว่า อดีตมานั่งทับปัจจุบัน มันยังทุกข์ไม่พอ อย่างนั้นก็ให้อนาคตมา มาซ้ำเติมด้วย เอาอีกคนหนึ่งสมมุติว่าเป็นอนาคต ให้มานั่งทับปัจจุบันเลย พอปัจจุบันโดนอดีตแล้วยังมีอนาคตมาทับอีก ก็รู้สึกทุกข์เลย อาจารย์ประสงค์ก็ถามสติกเกอร์ซึ่งเป็นปัจจุบันว่า “เป็นยังไงตอนนี้” สติกเกอร์บอก “โอ๊ย ทุกข์เลย มันหนัก”
อาจารย์ประสงค์ก็ถามสติกเกอร์ว่ารักแม่ไหม “รักค่ะ” แล้วถ้าเกิดแม่มาล้มอยู่ข้างหน้านี่อยากช่วยแม่ไหม “อยากค่ะ” แล้วจะช่วยได้ไหมเพราะว่าขนาดลุกขึ้นยืนยังลุกไม่ได้เลย เพราะว่าโดนอดีตแล้วก็อนาคตมานั่งทับ สติกเกอร์ก็บอก “ช่วยแม่ไม่ได้” อาจารย์ประสงค์ก็บอกว่า คนเราถ้าหากว่าตัวเองถูกอดีตถูกอนาคตมันกดทับแล้วนี่ จะไปช่วยคนอื่นก็ช่วยไม่ได้ เพราะว่าตัวเองก็ยังไปไม่รอด
แล้วท่านก็ถามสติกเกอร์ว่าตอนนี้รู้สึกทุกข์ไหม รู้สึกทุกข์ รู้สึกหนัก อยากออกจากทุกข์ไหม อยากออก อยากออกปีหน้า ออกปีนี้หรืออย่างไร “อยากออกเดี๋ยวนี้เลย” ทำยังไงจะให้ออกจากทุกข์ได้ “ก็ให้อนาคตแล้วก็อดีตลุกขึ้น ไม่ต้องนั่งทับอีกต่อไป พออนาคตกับอดีตลุก สติกเกอร์ก็สบายแล้ว” ท่านก็เลยถามว่าอยู่กับปัจจุบันนี่มีความสุขไหม สบายไหม สติกเกอร์ก็บอก “สบาย มีความสุข”
นี่ก็เป็นวิธีการอธิบายธรรมะของท่านที่ทำให้เห็นเลยว่า วิธีการออกจากทุกข์ เร็วที่สุดก็คือการกลับมาอยู่กับปัจจุบัน เพราะว่าความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับจิตใจคนเราก็เพราะการไปคว้าเอาอดีต หรือปล่อยให้อนาคตนี้มาทับถมซ้ำเติมจิตใจ
ทั้งที่ทุกวันนี้คนเรามีความสุขสบาย ไปไหนไม่ต้องเดินเลยก็ยังได้ จะกินอะไรก็ไม่ต้องทำเอง สั่งซื้อไม่ทันไรก็ได้ของมาแล้ว ชีวิตนี้สะดวกสบายมาก น้ำ ไฟ เครื่องปรับอากาศ รถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ทำให้ชีวิตทุกวันนี้ของผู้คน เรียกได้ว่าส่วนใหญ่เลยแม้กระทั่งคนยากคนจนนี่ก็เรียกว่ามีชีวิตที่สะดวกสบายกว่าเมื่อก่อน สุขภาพก็ดีกว่าเมื่อก่อน
ยิ่งถ้าย้อนถอยหลังไปหลายร้อยปี ชีวิตความเป็นอยู่ของคนที่ยากจนสบายกว่าพระราชามาก หากว่าไม่มีปัญหาเรื่องความอดอยาก แต่ทั้ง ๆ ที่มีความสะดวกสบายทางกายมาก ทว่าจิตใจกลับเต็มไปด้วยความทุกข์ แล้วที่ทุกข์เพราะอะไร เพราะว่าใจชอบไปดึงเอาเรื่องราวในอดีตมาซ้ำเติมตัวเอง นึกถึงเหตุการณ์ที่เลวร้าย ไม่ใช่แค่สูญเสียเงินทองของรัก แต่รวมถึงการถูกกลั่นแกล้ง ถูกต่อว่าด่าทอ ถูกคนใกล้ชิดทรยศหักหลัง อันนั้นคือเรื่องราวในอดีต
เท่านั้นไม่พอยังไปนึกถึงอนาคต แล้วก็คิด นึก คิดในทางลบทางร้าย เกิดความวิตกกังวลขึ้นมา หรือบางทีก็คิดคาดการณ์ว่าคนโน้นเป็นอย่างนี้ จะทำอย่างโน้น คนนั้นจะทำอย่างนี้กับเรา บางทีก็ห่วงลูกห่วงหลานเพราะนึกวาดภาพไปว่า เขาจะต้องมีปัญหาอย่าอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ว่าเรื่องการเรียน เรื่องการใช้ชีวิต เรื่องการคบเพื่อน หรือการมีแฟน พอคิดเรื่องพวกนี้ทั้งที่หลายเรื่องยังไม่เกิดขึ้นเลย แต่คาดเดาไปล่วงหน้า ก็เลยเกิดความเครียด เกิดความทุกข์ เกิดความวิตกกังวล
ส่วนเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วก็ผ่านไปนานก็เก็บเอามาคิด ก็เลยเกิดความเศร้า เกิดความกลัว เกิดความคับแค้น เกิดความเครียดขึ้นมา รวมทั้งความรู้สึกผิด สิ่งที่อาจารย์ประสงค์ท่านสาธิตให้ดูก็คือว่า คนเราถ้าหากว่าไม่ไปเอาอดีต ไม่เอาอนาคตมาทับถมตน รู้จักอยู่กับปัจจุบัน ความทุกข์มันจะลดลงไปเยอะเลย
หรือถ้าทุกข์อยู่แล้วเพราะไปหมกมุ่นครุ่นคิดกับอดีต หรือกังวลกับอนาคต ก็ดึงสิ่งเหล่านี้ออกมาจากใจ ยังไม่ต้องไปหาสิ่งเสพมาบำรุงบำเรอตน แค่เอาเรื่องอดีตอนาคตออกจากใจก็มีความสุขแล้ว
มันก็เหมือนกับคนที่ปวดท้อง คนที่ปวดท้องเพียงแค่ได้ถ่ายของเสียไปก็เกิดความสบายขึ้นมา เกิดความสุขขึ้นมาทันที เราจึงเรียกห้องน้ำว่า ห้องสุขา ห้องสุขาก็คือห้องที่คนเราสามารถจะมีความสุขได้ไม่ยาก ด้วยการถ่ายของเสียไปจากร่างกาย
ที่จริงในเรื่องนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้แล้ว บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง เพราะว่าพอไปนึกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว มันไม่ใช่แค่นึกเพื่อเอามาเป็นบทเรียนในการดำเนินชีวิต แต่นึกเพื่อจะยึด แล้วก็เอามาซ้ำเติมตัวเอง เหมือนกับเอามีดเอาเศษแก้วมากรีด แทงตัวเอง ยิ่งเป็นคำต่อว่าด่าทอ เจ็บแสบมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเก็บเอามาคิด แล้วก็เอามาซ้ำเติมตัวเอง มาทิ่มมาแทงตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า
การคิดถึงอนาคตก็เหมือนกันถ้าคิดเพื่อเตือนใจให้ไม่ประมาท เพื่อให้มีความพร้อม ระมัดระวัง มีการเตรียมตัว มีประโยชน์ แต่ส่วนใหญ่พอคิดถึงอนาคตแล้วก็เกิดความพะวง เกิดความกังวล แล้วก็ไปต่อไม่ได้ นั่งแช่เพราะว่าห่อเหี่ยว แล้วเท่านั้นไม่พอยังยึดเอาไว้ด้วย ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวาง ที่จริงเพียงแค่ปล่อยแค่วาง หรือปลดเปลื้องออกจากใจ มันก็มีความสุขได้ทันทีเลย
อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก การสลัดของหนักทิ้งลงเสียเป็นความสุข ความสุขนี้ไม่ต้องไปหาสิ่งเสพมาบำรุงบำเรอ ไม่จำเป็นต้องมีโชคมีลาภถึงจะมีความสุข อันนั้นมันเป็นเรื่องที่ยากกว่า แล้วก็ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด
แต่สิ่งที่ทำได้ง่ายก็คือ การปล่อย การวางสิ่งที่แบกสิ่งที่ยึดถือเอาไว้ ซึ่งก็มักจะหนีไม่พ้นเรื่องราวในอดีต ความทรงจำที่เจ็บปวด หรือบางทีก็เป็นความทรงจำที่น่ารื่นรมย์ น่าชื่นชม เช่น ความสำเร็จในอดีต ความสมหวังในอดีต แต่ว่ามันกลายเป็นอดีตเต็มรูปแบบไปแล้ว เพราะว่ามันไม่หลงเหลือในปัจจุบันแล้ว พอนึกถึงก็เกิดความอาลัยอาวรณ์ ละห้อยหา นี่ก็ทุกข์อีกแบบหนึ่ง
แต่ถ้าเกิดว่า วางมันลงได้นี่ความสุขก็จะเกิดขึ้นทันที ก็เหมือนกับสติกเกอร์ ซึ่งเปรียบเหมือนกับปัจจุบัน พอเอาอดีตมานั่งทับ เอาอนาคตมานั่งทับ ทุกข์มากเลย แต่พอให้อดีตให้อนาคตลุก ไม่ต้องมาทับอีกต่อไป ก็เกิดความสบาย จริง ๆ คนเราถ้าหากว่ารู้จักกลับมาอยู่กับปัจจุบัน วางอดีต วางอนาคต มันก็จะมีความสุขได้ไม่ยาก หรืออย่างน้อยความทุกข์ก็จะลดลง
แต่ปัญหาก็คือว่า เวลามีความทุกข์ใจ คนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่าเป็นเพราะใจมันเผลอคิดถึงอดีต หรือไปหมกมุ่นกับอนาคต แต่ไปโทษคนอื่น โทษคนที่เขาเคยด่าว่าเรา เขาเคยแกล้งเรา เคยหักหลังเรา เขาเคยขโมยของเรา
หรือไปโทษเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทำให้ชีวิตอนาคตของเราไม่แน่นอน เป็นเพราะไปโทษโน่นโทษนี่จึงไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการกลับมาอยู่กับปัจจุบัน หรือปล่อยวางอดีตและอนาคต มันก็เหมือนคนที่ถูกขโมยรถ ที่พูดเมื่อวานนี้ พอเสียรถก็ไปโทษผู้ร้ายที่ขโมยรถไป แต่ไม่มองเลยว่า เป็นเพราะตัวเองไปเปิดช่องให้เขามาขโมยรถ คือเปิดเครื่องทิ้งไว้ แถมลงจากรถแล้วยังไม่ล็อกประตู พอรถหายก็โทษขโมยที่เอารถไป แล้วก็เรียกร้องเงินประกันจากบริษัท
จนกระทั่งศาลบอกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของเจ้าของรถที่ไม่ล็อกรถ ไม่ล็อกประตู แล้วก็ที่ไม่ดับเครื่อง เพราะฉะนั้นจะเอาผิด จะเอาเงินประกันจากบริษัทประกันไม่ได้ เพราะเป็นความผิดพลาดของเจ้าของรถเอง คนที่เสียรถไปในลักษณะนี้ยากที่ยอมรับว่า เป็นเพราะตัวเองเปิดช่องให้ผู้ร้ายมาลักเอาไป เพราะไม่อย่างนั้นคงจะไม่สู้ไปถึงศาลฎีกา จนกระทั่งศาลตัดสินเลยว่า ก็เพราะเจ้าของรถประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จึงทำให้ผู้ร้ายมาลักเอารถไปได้อย่างง่ายดาย
คนเรามีความทุกข์ก็เหมือนกัน เรามักจะไปโทษคนนั้นคนนี้ว่าทำให้เราทุกข์ เขาด่าเราเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เขาโกงเงินเราไปเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ไม่ได้ตระหนักเลยว่ามันก็เป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้ว แต่ทำไมวันนี้ยังทุกข์ ก็เพราะไปหวนนึกถึงมัน หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตซึ่งก็ไม่ต่างจากการเปิดช่องให้ความทุกข์เข้ามาในจิตใจของเรา
ตราบใดที่ไม่เปิดช่องให้ความทุกข์เข้ามาในจิตใจของเรา จะทุกข์ได้อย่างไร และทีแรกก็เปิดช่องด้วยการปล่อยให้อดีตเข้ามาในใจของเรา แต่อดีตมันก็ไม่ได้มาเปล่า ๆ มันก็พาเอาความทุกข์พ่วงติดมาด้วย แล้วพอทุกข์ก็ไปโทษอดีต ไปโทษคนนั้นคนนี้ว่าแกล้งเรา ทำความทุกข์ให้กับเรา ขโมยของเรา ต่อว่าด่าทอเรา ดูถูกเหยียดหยามเรา แต่ไม่เคยมองเลยว่าเป็นเพราะเราเปิดช่องให้อดีตให้ความทุกข์นี่มันมาเล่นงานจิตใจของเรา ไม่ต่างจากเจ้าของรถที่เปิดช่องให้ขโมยเข้ามาลักรถไป
ฉะนั้นถ้าเราตระหนักว่า ที่เราทุกข์ใจเป็นเพราะเป็นแบกไปยึดเอาไว้ หรือไปหวนคิดคำนึงถึงอดีตที่เจ็บปวด หรือไปพะวงถึงอนาคต แล้วก็ปรุงแต่งไปในทางลบทางร้าย ถ้าเราเห็นตรงนี้ มันก็เห็นความสำคัญว่าถ้าไม่อยากทุกข์ก็คือต้องวางอดีตอนาคต กลับมาอยู่กับปัจจุบัน แต่ตราบใดที่ยังโทษคนนั้นคนนี้ว่า ทำให้เราทุกข์ มันก็จะไม่เห็นความสำคัญของการวางอดีต วางอนาคต แล้วกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ตรงนี้มันเป็นเงื่อนไขแรกเลย
แต่คราวนี้ ถึงแม้รู้ว่าไอ้การที่ไปคิดถึงอดีต ไปพะวงถึงอนาคต มันทำให้ทุกข์ อยากจะวางมันลง กลับมาอยู่กับปัจจุบัน แต่เพียงแค่ความอยากมันไม่พอ เพราะว่าก็เหมือนคนที่รู้ว่าโกรธไม่ดี ๆ แต่ว่าพอมีอะไรมากระทบเข้าก็โกรธทุกครั้ง ความอยากอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีการสร้างเหตุสร้างปัจจัยเพื่อช่วยทำให้เราสามารถจะวางอดีตวางอนาคตและกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ สิ่งนั้นก็คือสติ คือความรู้สึกตัว เพราะถ้าหากว่าไม่มีสติ แม้จะไม่อยากจะคิดถึงอดีต ไม่อยากไปกังวลถึงอนาคต มันก็ยังหวนคิดถึงอดีตถึงอนาคตอยู่นั่นแหละ
ก็เหมือนกับคนที่นอนไม่หลับก็อยากจะนอนให้หลับด้วยการที่ไม่คิดโน่นคิดนี่ แต่มันก็ยังคิดอยู่นั่นแหละ ทำอย่างไร ๆ ไม่ว่าอยากอย่างไรมันก็ยังคิดจนนอนไม่หลับ แต่ถ้าเกิดว่าฝึกใจให้มีสติขึ้นมา การวางความคิด ไม่ต้องไปดับความคิดก็ได้ มันคิดแล้วก็รู้ทันแล้วก็วางมันลง คือออกจากความคิดได้ไว ออกจากความกังวลได้เร็ว มันก็จะหลับได้ง่าย
เพราะฉะนั้นแม้รู้ทั้งรู้ว่าการกลับมาอยู่กับปัจจุบันมันเป็นสิ่งที่จะช่วยทำให้ความทุกข์ลดลงได้ แต่ถ้าไม่ฝึกสติ มันก็ต้องหลงอยู่นั่นแหละ เพราะว่าที่เราไปจมอยู่กับอดีต ไปพะวงกับอนาคตซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันหนึ่งนี่ก็หลายชั่วโมง เพราะว่ามันเผลอ มันลืมตัว ไอ้สิ่งที่ไม่อยากนึกแต่มันก็ดันนึก เพราะความเผลอ เพราะความลืมตัว เพราะความไม่มีสติ
เมื่อรู้ว่า การวางอดีต วางอนาคตเป็นสิ่งที่ควรทำ เป็นสิ่งที่จะช่วยลดความทุกข์ของเราได้ ไม่ว่าใครจะทำอะไรไม่ดีกับเรามา มันก็ผ่านไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่ยอมให้ผ่านไปก็คือการที่หวนคิดถึงมัน และที่หวนคิดถึงมันเพราะอะไร เพราะความลืมตัว เพราะไม่มีสติ ฉะนั้นถ้าอยากให้มีสติก็ต้องฝึก ฝึกให้รู้จัก รู้เนื้อรู้ตัว
การฝึกสติ ฝึกเพื่ออะไร เพื่อให้รู้จักกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้เร็ว ๆ วิธีฝึกมันก็จริง ๆ ก็ไม่ยาก ไม่ว่าเวลาใดก็ให้ระลึกว่า ตัวอยู่ไหนใจอยู่นั่น เวลาตัวอยู่ในห้องนอนใจก็อยู่ที่ห้องนอน เวลาตัวอยู่ที่ห้องน้ำใจก็อยู่ที่ห้องน้ำ ตัวอยู่ที่บ้านใจก็อยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ตัวที่บ้านแต่ใจไปอยู่ที่ทำงาน หรือเวลาตัวอยู่ที่ทำงาน ใจก็ไปนึกถึงลูกที่บ้านแล้วเกิดความกังวล
ฝึกให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัวด้วยการเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า ตัวอยู่ไหนใจอยู่นั่น เวลาอาบน้ำใจก็อยู่กับการอาบน้ำ ใหม่ ๆ มันจะเถลไถล ใจจะเถลไถลออกไป อาจจะเรียกว่าเกือบ 100% เพราะเป็นนิสัยความเคยชิน ก็ไม่เป็นไร ก็ขยันทำไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบ ไม่ใจร้อน ดีกว่าไม่ทำเลย
ต่อไปก็ให้ฝึก เวลาทำอะไรโดยเฉพาะเมื่อใช้กาย ก็ให้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย อันนี้เขาเรียกว่า รู้กาย คือรู้การเคลื่อนไหวของกายเวลาทำอะไร เวลาอาบน้ำเราเอามือมาถูขี้ไคล หรือว่าเช็ดเนื้อเช็ดตัวก็ให้รับรู้ถึงความรู้สึกนั้น ไม่ต้องเพ่ง ก็แค่รู้รวม ๆ เวลาล้างจานก็ให้รู้สึกถึงมือที่มันเคลื่อนไปมาขณะที่ล้างจาน เวลากินข้าวก็ให้รู้สึกถึงมือที่เคลื่อนขยับเวลาตักอาหารใส่ปาก หรือแม้กระทั่งเวลาเคี้ยว โดยที่ไม่ต้องไปจ้องไปเพ่งมัน อันนี้เรียกว่า รู้กายเคลื่อนไหว มันจะช่วยทำให้กายกลายเป็นที่พักของใจ หรือว่าเป็นบ้านของใจ
ถ้าเรามีกายเป็นบ้านของใจ ใจก็จะไม่เป็นเหมือนกันคนจรจัด เพราะถ้าไม่มีบ้าน มันก็จะระเหเร่ร่อน ตุหรัดตุเหร่ ร่อนเร่ แล้วก็กระเซอะกระเซิง เหนื่อยล้า ต้องหาบ้านให้ใจ ใจจะได้มีที่พักที่อาศัยที่อยู่ ไม่เพ่นพ่าน มันก็ยังเพ่นพ่านอยู่แต่ว่ามันจะน้อยลง
ข้อสำคัญก็คือพอมันเพ่นพ่านออกไปข้างนอก ไม่รับรู้ความเป็นไปของกาย สติก็ช่วยให้รู้ว่าใจไปไหนแล้ว อันนี้เขาเรียกว่า ให้รู้ใจ รู้ใจยามที่เคลื่อนไหว ยามที่ไหลไปอดีต ยามที่ใจไหลไปอนาคต หรือว่าเมื่อใจมันจมอยู่ในอารมณ์ ก็รู้ รู้แล้วก็ดึงจิตกลับมา กลับมาอยู่กับปัจจุบัน กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัว กลับมาอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่ อันนี้ก็คือวิธีการที่จะช่วยทำให้ใจนี้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ไม่หลงไปอดีต ไม่ลอยไปอนาคต ไม่จมอยู่ในอารมณ์
เพราะถ้าไม่มีสติที่เรียกว่าสัมมาสติ มันก็จะระเหเร่ร่อน ไหลไปอดีตมั่งลอยไปอนาคตอยู่ร่ำไป เสร็จแล้วก็จะจมอยู่ในอารมณ์ ไหลไป ลอยไปลอยมาก็จมอยู่ในอารมณ์ จมมีความทุกข์ เพราะไปคว้าเอาอดีต ไปคว้าเอาอนาคตมาแบกเอาไว้ เสร็จแล้วก็ไปโทษคนนั้นคนนี้ว่าทำให้เราทุกข์
ไม่ต่างจากคนที่แบกก้อนหินแล้วก็โทษก้อนหินว่า ก้อนหินทำให้เราเหนื่อย ทำให้เราล้า แต่ไม่ถามเลยว่า แล้วแบกทำไม ไอ้ที่เหนื่อยที่ล้าไม่ใช่เพราะก้อนหินแต่เพราะไปแบกมันเอาไว้ ถ้าไม่อยากเหนื่อย ไม่อยากทุกข์ ไม่อยากล้าก็ทำได้ไหมคือวางมันลง แต่จะวางมันลงได้ต้องรู้ก่อนว่า ที่ทุกข์เป็นเพราะแบกเอาไว้ ส่วนใหญ่ไม่รู้ ไปแบกอดีต ไปแบกอนาคตแล้วยังไม่รู้เลยเป็นเพราะแบก
แล้วเมื่อทุกข์ เกิดความโกรธ เกิดความคับแค้น เกิดความวิตกกังวล ก็ไปโทษโน่นโทษนี่ แต่ลืมมองไปว่าจะเป็นเพราะใจเรานี่ไปแบกมันเอาไว้ หรือไม่ได้มองว่าเป็นเพราะใจเราเปิดช่องให้ความทุกข์เข้าไปเล่นงาน สร้างความปั่นป่วนในจิตใจ ถ้าเราดูแลรักษาใจให้ดี มีสติเป็นเครื่องรักษาใจ การที่เปิดช่องให้ความทุกข์เข้ามาเล่นงานจิตใจเราก็จะเป็นไปได้ยาก
เพราะฉะนั้นให้เรียนรู้ ให้ทำความเข้าใจเรื่องการอยู่กับปัจจุบันให้ดี แล้วก็พยายามสร้างเหตุปัจจัยคือการเจริญสติ การทำความรู้สึกตัว มันจะเป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำให้อยู่กับปัจจุบันได้ และการปล่อยวางกันอดีตอนาคตมันก็จะไม่ใช่เรื่องยาก.